‘ผู้บริหารสารสาสน์’ ขอโทษผู้ปกครอง-สังคม ยอมรับผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521969

'ผู้บริหารสารสาสน์'ขอโทษผู้ปกครอง-สังคม ยอมรับผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น

‘ผู้บริหารสารสาสน์’ขอโทษผู้ปกครอง-สังคม ยอมรับผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.10 น.

“ผู้บริหารสารสาสน์”ขอโทษผู้ปกครอง-สังคม ยอมรับผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมปรับโครงสร้างผู้บริหารใหม่ และตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเพื่อแก้ไขปัญหาทุกเรื่องโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 นายพิสุทธิ์ ยงค์กมล ผู้แทนผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนสารสาสน์ กล่าวภายหลังประชุมหารือกับ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ว่า ในนามตัวแทนของโรงเรียนสารสาสน์ เราทุกคนต่างเสียใจกับเหตุการที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นข้อผิดพลาดที่ตัวบุคคล และยอมรับว่าครู ผู้บริหารที่อยู่ในโรงเรียนตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อปฏิกริยาของผู้ปกครอง การตัดสินใจจึงล่าข้า ก็ถือเป็นข้อบกพร่องของเรา แต่ในอนาคตเราจะจัดการแก้ไข โดยทางโรงเรียนจะตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนขึ้นเพื่อจัดการปัญหาทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว และจะให้ความช่วยเหลือนักเรียนและผู้ปกครองด้วยความยุติธรรม โดยทางผู้บริหารได้แต่งตั้ง น.ส.วารุณี เผือกเทศ เป็นอำนวยการโรงเรียนสารสาสน์คนใหม่ ที่ทำหน้าที่บริหารและจะสามารถแก้ไขปัญหาทุกเรื่อง และให้คำตอบได้ภายใน 1 วัน และให้มีคณะผู้บริหารชุดใหม่เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด และตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ เป็นต้นไป ทางโรงเรียนจะตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนที่ห้องธุรการ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยรับเรื่องร้องเรียน และทุกอย่างจะนำไปสู่การปฏิบัติแก้ไขโดยเร็วที่สุด และจะมีการคัดกรองประสิทธิภาพและคัดกรองสุขภาพจิตใจของครู โดยทางโรงเรียนจะทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสุขภาพจิต จะเข้าไปประเมินอย่างสม่ำเสมอ

นายพิสุทธิ์ กล่าวว่า นายพิบูลย์ ยงค์กมล ประธานคณะกรรมการโรงเรียนในเครือสารสาสน์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสารสาสน์ มีเจตนารมย์ในการสร้างโรงเรียนด้วยความรักและรักในวิชาชีพครู มีเจตนาบริสุทธ์ของครู ดังนั้น จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรามีความรู้สึกห่วง และรู้สึกในฐานะเป็นพ่อที่มีลูกสาว จึงมีความรู้สึกเหมือนกับที่ผู้ปกครองรู้สึก ในส่วนนี้พวกเรารู้สึกเจ็บที่หัวใจ เรามีความรู้สึกว่ามันเกิดขึ้นในโรงเรียนสารสาสน์ได้อย่างไร แล้วเราก็ต้องแก้ไข แต่เราจะไม่แก้ตัว เราจะไม่โทษใคร เราจะมาพิจารณาระบบการบริหารของโรงเรียน และระบบการอภิบาลของโรงเรียนในเครือสารสาสน์ ทั้งหมด 42 แห่ง เราจะมีการอภิบาลที่ดีขึ้น จะแก้ไขทุกเรื่องที่ผู้ปกครองร้องเรียน เราจะใส่ใจ และจะไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ เราจะแก้ไขและมองตัวเราเองเหมือนกับที่เราเป็นผู้ปกครองคนหนึ่ง และพร้อมจะแก้ไขตามบันทึกข้อตกลงวันนี้ต่อไป เพื่อให้ปัญหาทุกอย่างได้รับการคลี่คลาย และได้รับความยุติธรรม

“วันนี้ผมก็ไม่มีอะไรจะฝากถึงผู้ปกครอง นอกจากคำขอโทษ เราไม่แก้ตัวในสิ่งที่เกิดขึ้น ความไม่เข้าใจ กระแสรุนแรงที่เกิดขึ้น เราขออภัยท่านผู้ปกครอง ขออภัยพี่น้องประชาชน ขออภัยคุณพ่อคุณแม่ทุกคนที่ให้ความไว้วางใจสารสาสน์ แล้วเราทำให้ท่านผิดหวังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” นายพิสุทธิ์ กล่าว

ด้าน ดร.สุทธิพงศ์ ยงค์กมล คณะกรรมการโรงเรียนสารสาสน์ ปฏิบัติหน้าที่สารสาสน์ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ทางโรงเรียนสารสาสน์ใส่ใจเรื่องมาตรการเยียวยา และคำนึงถึงเด็กที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และเด็กที่อยู่รอบด้าน รวมถึงผู้ปกครองเด็กในโรงเรียนสารสาสน์ด้วย ก็ต้องขออภัย ขณะนี้สารสาสน์กำลังปรับโครงสร้างบุคลากรของโรงเรียน ตั้งแต่การแต่งตั้ง ผอ.โรงเรียนคนใหม่ คณะผู้บริหาร และที่ปรึกษาคนใหม่ จะให้มีคณะทำงานฝ่ายอนุบาล ที่มีความเชี่ยวชาญด้านปฐมวัยมาออกแบบหลักสูตร และวิธีการจัดการเรียนการสอนระดับอนุบาล และครู บุคลากรที่จะดูแลนักเรียนระดับชั้นอนุบาล เราจะวิกฤติที่เกิดขึ้นมาทบทวนอย่างจริงจัง เพื่อให้สารสาสน์จะก้าวหน้าต่อไปให้ได้ จะถือโอกาสนี้ปฏิรูปตรวจสอบให้มีความเข้มข้นมากขึ้น

“ผมยังเชื่อมั่นนโยบายของกองอำนวยการ และท่านประธานคณะกรรมการฯ ว่าผู้บริหารจะต้องอยู่กับเด็กนักเรียน อยู่กับโรงเรียน โดยอนุญาตว่า 1 วัน ทำเอกสารได้เพียง 2 ชั่วโมง ตาของผู้บริหาร เท้าของผู้บริหาร ต้องเป็นกล้องวงจรปิดที่ดีที่สุด ต้องไปคลุกคลีอยู่กับเด็กนักเรียน ดังนั้น เราจะรีสตาร์สโณงเรียนนสารสาสน์ใหม่ ดังนั้น เมื่อมีการปรับโครงสร้างใหม่ ทางโรงเรียนจะมีระบบสื่อสารกับผู้ปกครองใหม่ให้รวดเร็ว และแก้ปัญหาให้ตรงจุดมากขึ้น ดังนั้น คณะผู้บริหารจึงขอเวลาทำงานพลิกโฉมโรงเรียนที่เกิดเหตุใหม่ เพื่อขอพิสูตรตัวเองอีกครั้งในการสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ ด้วยความมุ่งมั่น และจะรักษาคุณภาพไว้ตลอดไป ซึ่งผู้ปกครองสามารถเข้าไปตรวจสอบเป็นรายห้องได้”

ขณะที่ นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวว่า สช.อยากให้สังคมมั่นใจ เพราะขณะนี้ สช.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ในทุกมิติ ขณะนี้ทางคณะกรรมการก็ได้ลงพื้นที่โรงเรียนแล้ว ดังนั้น ปัญหาทั้งหมดจะถูกนำมาวางเพื่อแก้ไข และ รมช.ศธ.ก็ได้ตั้งคณะทำงานมากำกับติดตามและรับเรื่องร้องเรียนเพื่อหาช่องทางแก้ปัญหาด้วยเช่นกัน ดังนั้น จากนี้ไปผู้ปกครองจะสามารถติดตามผลการแก้ไขปัญหาได้เป็นรายวัน  เพราะในส่วนราชการเองก็ปรารถนาที่จะเห็นการเรียนการสอนกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และก็เชื่อว่าทางโรงเรียนสารสาสน์ ก็อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงโดยเร็วตามที่ตั้งใจไว้ และตนเองก็จะเกาะติดโรงเรียนสารสาสน์ด้วยเช่นกัน เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงที่ตรงใจเพื่อคุณภาพของผู้เรียน

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า สำหรับการตรวจสอบการเรียนการสอนโรงเรียนที่สอนระดับชั้นอนุบาล สช.มีการตรวจสอบอยู่แล้ว ตามหลักกฏหมายและข้อบังคับ โดยยึดถูกใจเป็นรอง ถูกต้องเป็นหลัก ดังนั้น การจะระดมให้โรงเรียนเกิดภาพใหม่ภายใต้ New Normol จะต้องปรับรูปแบบ เช่น ต้องนำระบบอิเลกทรอนิกส์มาใช้ในการเรียนการสอน

‘ม.รามคำแหง’ ไฟเขียวนักศึกษาแต่งกายตามเพศสภาพเข้าสอบได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521936

'ม.รามคำแหง'ไฟเขียวนักศึกษาแต่งกายตามเพศสภาพเข้าสอบได้

‘ม.รามคำแหง’ไฟเขียวนักศึกษาแต่งกายตามเพศสภาพเข้าสอบได้

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 14.01 น.

30 กันยายน 2563 ผศ.วุฒิศักดิ์ เจริญลาภทรัพย์ รักษาการอธิบการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ออกคำสั่งที่ 2996/2563 เรื่องข้อปฎิบัติในการสอบไล่ (แก้ไขเพิ่มเติม) ให้นักศึกษาแต่งกายให้เรียบร้อยตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่สวมรองเท้าแตะเข้าห้องสอบ นักศึกษาชายไม่สวมเสื้อที่ไม่มีคอปก ชายเสื้อสอดไว้ในกางเกง นักศึกษาหญิงต้องสวมรองเท้าหุ้มส้น หรือที่มีสายรัดเส้น ต้องสวมกระโปรง ห้ามสวมกางเกง หรือ กระโปรงกางเกง

สำหรับนักศึกษาที่สวมกางเกงยกเว้นเฉพาะกรณีที่เป็นเครื่องแบบชุดพละ หรือเครื่องแบบของหน่วยงาราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ นักศึกษาที่มีเพศสภาพที่ปรากฎไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิด สามารถแต่งกายได้ตามสภาพที่ปรากฎ

ถกรวด2ชม.! เปิดบันทึกข้อตกลงผู้บริหาร ‘สารสาสน์’ พร้อมแก้ปัญหา-คืนค่าเทอม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521909

ถกรวด2ชม.! เปิดบันทึกข้อตกลงผู้บริหาร‘สารสาสน์’ พร้อมแก้ปัญหา-คืนค่าเทอม

ถกรวด2ชม.! เปิดบันทึกข้อตกลงผู้บริหาร‘สารสาสน์’ พร้อมแก้ปัญหา-คืนค่าเทอม

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 13.04 น.

ถกรวด2ชม.! เปิดบันทึกข้อตกลงผู้บริหาร‘สารสาสน์’ พร้อมแก้ปัญหา-คืนค่าเทอม

30 กันยายน 2563 ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) , นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษารมช.ศธ. , นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) ประชุมหารือกับ นายพิสุทธิ์ ยงค์กมล ผู้แทนผู้รับใบอนุญาต ก่อตั้งโรงเรียนสารสาสน์ฯ , ดร.สุทธิพงศ์ ยงค์กมล , ดร.สยมพร ทองเนื้อดี , ดร.วริษนันท์ เดชปานประสงค์ , นางสาวบุษรารัตน์ เกิดเพิ่มพูน , ดร.ทนันเดช ยงค์กมล และนางผุสดี เขตสมุทร ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.)นนทบุรี เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา กรณีพี่เลี้ยงเด็กและครูทำร้ายนักเรียนชั้นอนุบาล 1 รุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยใช้เวลาหารือนานกว่า 2 ชั่วโมง

นางกนกวรรณ กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีบันทึกข้อตกลง ระหว่างโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ กับกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้

1.ในกรณีที่ผู้ปกครองต้องการให้บุตรหลานเรียนต่อในโรงเรียน

1.1 ห้องเรียนที่เกิดเหตุ และห้องเรียนที่ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจาก สภ.ชัยพฤกษ์ ทางโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ พร้อมคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ปีการศึกษา 2563 ให้กับนักเรียนทุกคนที่อยู่ในห้อง หากผู้ปกครองจ่ายเงินแล้ว โรงเรียนจะดำเนินการคืนให้

1.2 โรงเรียนจะเร่งดำเนินการติดกล้องวงจรปิดมุมต่าง ๆ ให้ครบถ้วนและให้มีจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่ผู้ปกครองสามารถนั่งดูได้ที่โรงอาหาร และหากห้องเรียนใดที่ผู้ปกครองตกลงกันได้ โรงเรียนจะจัดให้มีระบบออนไลน์

1.3 โรงเรียนต้องจัดทำป้ายชื่อครู แสดงภาพถ่าย เลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของครูทุกคน หน้าห้องเรียนทุกห้อง และเผยแพร่ในเว็บไซด์ของโรงเรียน

1.4 โรงเรียนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในทางการแพทย์ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ของนักเรียนที่ถูกกระทำหรือได้รับผลกระทบในห้องเรียนที่เกิดเหตุเต็มตามจำนวนที่จ่ายจริง ตามคำรับรองของเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข

1.5 ให้โรงเรียนจัดให้มีนักจิตวิทยาไว้สำหรับเยียวยานักเรียนที่ได้รับผลกระทบ โดยจะมีการประเมินและส่งผลการประเมินให้กับผู้ปกครองทราบทุกภาคเรียน และได้ทำความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิตเพื่อเข้ามาฟื้นฟูและเยียวยาให้กับนักเรียน และครู โดยด่วน

1.6 ให้โรงเรียนอนุญาตให้ผู้ปกครองสามารถเข้าไปตรวจสอบสุขอนามัย ห้องเรียน ห้องน้ำ ห้องนอน โดยต้องขออนุญาตและแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ธุรการก่อน ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการรบกวนกิจกรรมการเรียนการสอนและการใช้ชีวิตของนักเรียน

1.7 ให้โรงเรียนจัดอาหารกลางวันให้นักเรียนตามหลักโภชนาการ โดยจะแจ้งรายการอาหารให้ผู้ปกครองทราบล่วงหน้าเป็นรายสัปดาห์ จัดให้มีบริการอาหารอย่างเพียงพอและทั่วถึง ตลอดทั้งเพิ่มเวลาในการรับประทานอาหารจาก 30 นาที เป็น 40 นาที

1.8 ให้โรงเรียนจัดให้มีการคัดกรองด้านสุขภาพจิต ให้แก่ครูไทยและครูต่างชาติ

1.9 ให้โรงเรียนจัดระบบรถรับ-ส่งนักเรียนให้มีที่นั่งเพียงพอ และให้มีการติดตั้งกล้องเฉพาะตู้ที่นั่งโดยสารเพื่อดูแลความปลอดภัยและเหตุอันไม่สมควรที่จะเกิดระหว่างเดินทาง และรายงานจำนวนเด็กนักเรียนที่ขาด ลา มา สาย ทุกวัน

1.10 โรงเรียนจัดให้มีการประชุมผู้ปกครองทุกระดับชั้น ทุกปีการศึกษา โดยในปีการศึกษา 2563 จัดให้มีการประชุมเริ่มในเดือนตุลาคม 2563

2.กรณีที่ผู้ปกครองประสงค์จะย้ายบุตรหลานไปเรียนต่อที่อื่น

2.1 โรงเรียนพร้อมอำนวยความสะดวกในการจัดทำเอกสารการส่งตัวให้แก่นักเรียนที่ประสงค์จะขอย้ายให้แล้วเสร็จมอบให้ผู้ปกครองภายใน 1 วัน

2.2 โรงเรียนคืนค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ในปีการศึกษา 2563

2.3 โรงเรียนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในทางการแพทย์ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ของนักเรียนที่ถูกกระทำหรือได้รับผลกระทบในห้องเรียนที่เกิดเหตุเต็มตามจำนวนที่จ่ายจริง ตามคำรับรองของเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข

2.4 ส่วนค่าชดเชยหรือค่าบำรุงขวัญ โรงเรียนจะเร่งดำเนินการให้คณะกรรมการบริหารโรงเรียนพิจารณาและจะแจ้งให้ทราบความคืบหน้าโดยด่วนต่อไป

3.การเร่งรัดติดตาม

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์)  ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานกับกับติดตามการแก้ปัญหากรณีโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ โดยมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้แทนกรมสุขภาพจิต กระทรวงสารธารณสุข ผู้แทน สช. นิติกร สำนักงานปลัดกระทรวง ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนศึกษาธิการจังหวัด เป็นคณะทำงาน มีอำนาจหน้าที่ และจะติดตามอย่างใกล้ชิดในการแก้ปัญหาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งนักเรียนและผู้ปกครองตามบันทึกข้อตกลงระหว่างโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์กับกระทรวงศึกษาธิการ ณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน วันที่ 30 กันยายน 2563

“จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดในทุกเรื่องที่ผู้ปกครองได้ร้องเรียนมา และจะดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและทำให้ดีที่สุดและรวดเร็ว เพื่อให้ผู้ปกครองสบายใจ และในวันนี้ ศธ.จะแจ้งบันทึกข้อตกลงในวันนี้ให้ผู้ปกครองทราบต่อไปด้วย สำหรับการตรวจสอบใบประกอบวิชาชีพของบุคลากรภายในโรงเรียนสารสาสน์ฯ ขณะนี้ทางคุรุสภา ได้ส่งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงลงไปตรวจสอบในโรงเรียนแล้ว หากพบว่ามีความผิดใดก็จะดำเนินการแจ้งความต่อไป” รมช.ศธ.กล่าว

‘เศรษฐศาสตร์มธ.’ จัดอบรมครูสังคมศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521718

‘เศรษฐศาสตร์มธ.’จัดอบรมครูสังคมศึกษา

‘เศรษฐศาสตร์มธ.’จัดอบรมครูสังคมศึกษา

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาธรรมศาสตร์ (มธ.) ขอเชิญผู้สนใจสมัครเข้าอบรมเศรษฐศาสตร์สำหรับครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษาระดับมัธยมศึกษา รุ่นที่ 37 โดยอบรมระหว่างวันที่ 15-16 ต.ค. 2563 เวลา 09.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 5คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์) และทางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม Zoom

ขั้นตอนการดำเนินการสมัคร 1.ชำระค่าลงทะเบียน แบ่งเป็น 1.1 ค่าลงทะเบียนการอบรมผ่านช่องทางออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์ม Zoom จำนวนเงิน 750 บาท (เจ็ดร้อยห้าสิบบาทถ้วน)อัตราค่าลงทะเบียนนี้รวมเอกสารประกอบการอบรมอิเล็กทรอนิกส์ และวุฒิบัตร กับ 1.2 ค่าลงทะเบียนการอบรมผ่านช่องทางการอบรม ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) จำนวนเงิน 1,800 บาท (หนึ่งพันแปดร้อยบาทถ้วน) อัตราค่าลงทะเบียนนี้รวมเอกสารประกอบการอบรม วุฒิบัตร สำหรับอาหารกลางวัน อาหารว่าง เช้า-บ่าย

การชำระค่าธรรมเนียมด้วยวิธีการโอนเงิน ชื่อบัญชี คณะเศรษฐศาสตร์ (ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์-วิจัย) เลขที่ 114-207771-5 ประเภทบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาท่าพระจันทร์ 2.ถ่ายรูปหรือสแกนหลักฐานการชำระเงินเป็นไฟล์ pdf. หรือ jpeg.3.กรอกใบสมัครเข้ารับการอบรมพร้อมแนบหลักฐานการชำระค่าลงทะเบียนที่ https://bit.ly/3iMmWzxสามารถสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 7 ต.ค. 2563 (หากมีผู้สมัครและชำระเงินครบก่อนกำหนดปิดรับสมัคร ศูนย์ฯ ขอสงวนสิทธิ์ปิดรับสมัครก่อนกำหนดโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า)

สามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.econ.tu.ac.th/?action=news-detail&newsid=2969&menu=12&pgmenu=&lang=th&css=style_2014 หรือค้นหาข่าว “ขอเรียนเชิญร่วมโครงการอบรมเศรษฐศาสตร์สำหรับครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษาระดับมัธยมศึกษา รุ่นที่ 37 ระหว่างวันที่ 15-16 ตุลาคม 2563” เพื่อคลิกเข้าไปดูรายละเอียดและสมัครเข้าอบรม บนเว็บไซต์ http://www.econ.tu.ac.th หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่หมายเลข 02-2240148-9, 02-6132474

‘บิ๊กตู่’ กำชับศธ.-หน่วยงานเกี่ยวข้อง ติดตามเหตุครูทำร้ายเด็ก เตือน!อย่ารุนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521751

'บิ๊กตู่'กำชับศธ.-หน่วยงานเกี่ยวข้อง ติดตามเหตุครูทำร้ายเด็ก  เตือน!อย่ารุนแรง

‘บิ๊กตู่’กำชับศธ.-หน่วยงานเกี่ยวข้อง ติดตามเหตุครูทำร้ายเด็ก เตือน!อย่ารุนแรง

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.38 น.

“บิ๊กตู่”กำชับ ศธ.-หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเหตุครูทำร้ายเด็กอนุบาล “ห่วง” กระแสไม่พอใจรวมกลุ่มตีกลับถึงรัฐบาล “เตือน”ห้ามรุนแรงแม้มีเจตนาดี ชี้ ปัจจุบันมีทั้งกล้องและคลิป

29 กันยายน 2563 เมื่อเวลา 13.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ครูอนุบาลทำร้ายนักเรียน จนทำให้ ผู้ปกครองรวมตัวกันเพื่อดำเนินการกับโรงเรียนและครูที่มีความประพฤติร้ายแรง ว่า เรื่องดังกล่าวต้องยอมรับว่าวันนี้ก็เป็นกระแส วันนี้มีเรื่องนี้เกิดขึ้นมา หลังจากนี้ก็จะตามมาด้วยเรื่องของการรับน้องใหม่เยอะแยะไปหมด เป็นปัญหาที่มาเป็นครั้งคราวและเป็นเรื่องๆ 

“สิ่งสำคัญซึ่งผมได้ฝากไปถึงครูอาจารย์ว่าต้องระมัดระวังในเรื่องการลงโทษเด็ก จะต้องระมัดระวังอย่างที่สุด วันนี้เราทำไม่ได้ จะใช้ความรุนแรงไม่ได้ถึงแม้จะมีเจตนาดีอย่างไรก็ตาม ผมขอฝากไปถึงครูอีก 400,000 กว่าคนด้วยว่าอย่าให้เป็นปัญหาหรือเป็นเงื่อนไข และกลับมาสู่รัฐบาล เพราะเรื่องนี้เป็นกรอบในการทำงานของพวกท่าน ขอฝากองค์กร บุคลากรครูด้วยว่าต้องสื่อสารถึงกัน ว่าจะทำแบบเดิมอีกไม่ได้แล้วจะตีแรงๆ หรือออกกำลังกายหนักๆจนได้รับการบาดเจ็บเสียหาย ทำไม่ได้แล้ว วันนี้ทุกคนก็รู้อยู่ว่าโลกเปลี่ยนหากมีปัญหาทำให้เกิดความไม่พอใจคนเหล่านี้ก็จะไปร่วมสะสมความไม่พอใจขึ้นมาก็จะเป็นกลุ่มขึ้นมาอีก ปัญหาก็จะยิ่งแก้ไม่ออก ก็ต้องขอฝากไว้ด้วย ผมหวังความร่วมมือจากครูทั้งหมด พ่อแม่ก็ย่อมเป็นห่วงลูกของเขา วันนี้กล้อง คลิปวิดีโอก็มีทั้งหมด อย่าคิดว่าทำอะไรแล้วคนอื่นจะไม่เห็น สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้คือในโซเชียลมีเดีย จะขยายความขัดแย้งไปมากยิ่งขึ้นโดยมีข้อเท็จจริง ถ้าไม่มีข้อเท็จจริงเรื่องมันก็จบ แต่เมื่อมีข้อเท็จจริงมีการตรวจสอบ ทุกอย่างมันก็จริง

นายกฯ กล่าวว่า ได้กำชับให้กระทรวงศึกษาธิการและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน สถานศึกษาต้องระมัดระวังเรื่องเหล่านี้ ทั้งเรื่องของการลงโทษ การรับน้องใหม่ การบูลลี่ ต้องไปแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด ต้องแก้ ปัญหาให้สถาบันการศึกษาเรียบร้อย อยู่ในระเบียบกฏข้อบังคับที่เหมาะสม

แพทย์แจงเด็กเล่นมือถือนานๆ – นอนน้อย ไม่ใช่สาเหตุหลักโรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521728

แพทย์แจงเด็กเล่นมือถือนานๆ-นอนน้อย ไม่ใช่สาเหตุหลักโรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก

แพทย์แจงเด็กเล่นมือถือนานๆ-นอนน้อย ไม่ใช่สาเหตุหลักโรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.51 น.

วันที่ 29 กันยายน 2563 นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่คุณพ่อรายหนึ่งออกมาเตือน เนื่องจากเลี้ยงลูกด้วยโทรศัพท์มือถือ และปล่อยให้เล่นตลอดเวลา ติดโทรศัพท์ จึงทำให้ลูกเกิดอาการปากเบี้ยว โดยอาการปากเบี้ยวหรือหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ( Bell’s palsy ) คือภาวะที่กล้ามเนื้อใบหน้าข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรงหรือเกิดอัมพาตชั่วขณะ

โดยมีสาเหตุมาจากการอักเสบของเส้นประสาทบนใบหน้า ส่งผลให้หน้าเบี้ยวครึ่งซีก เป็นผลมาจากเส้นประสาทใบหน้าหรือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ซึ่งอยู่ตรงใบหน้าแต่ละข้างทำหน้าที่รองรับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้า เช่น ยิ้ม ทำหน้าบึ้ง หรือหลับตา รวมทั้งรับรสจากลิ้นและส่งต่อไปยังสมองเกิดการอักเสบส่งผลต่อการรับรส การผลิตน้ำตา และต่อมน้ำลาย ปากเบี้ยวถือเป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นทันที และมักจะเกิดขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง

นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง บริเวณใบหน้าครึ่งซีก ทำให้หน้าเบี้ยว หลับตาไม่สนิท ปากเบี้ยว มีน้ำไหลที่มุมปาก และอาจพูดไม่ชัด การรับรสที่ลิ้นผิดปกติ ปวดศีรษะ หูได้ยินเสียงดังขึ้นข้างเดียว ดื่มน้ำลำบาก ทั้งนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดการอักเสบของเส้นประสาท ดังกล่าว แต่อาจมีแนวโน้มมาจากการติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดภาวะปากเบี้ยว ได้แก่ โรคงูสวัส เป็นต้น ดังนั้นการพักผ่อนน้อย หรือการเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานๆ จึงไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อ ใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก

อย่างไรก็ตาม เด็กที่อยู่ ในวัยเจริญเติบโตควรได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ผู้ป่วยควรพบแพทย์เมื่อมีอาการเพื่อรีบรักษา ซึ่งการรักษา อาการปากเบี้ยว ประกอบด้วยการรักษาด้วยยา ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วกว่าเดิม การรักษาทางกายภาพบำบัด เช่น กระตุ้นเส้นประสาทด้วยกระแสไฟฟ้า หรือนวดใบหน้า ช่วยลดภาวะกล้ามเนื้อตึงเกร็ง และการผ่าตัด

สำหรับอาการปากเบี้ยวหรือหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ยังไม่มีวิธีการป้องกันที่ชัดเจน เนื่องจากสาเหตุเกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทใบหน้าที่มักจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และรุนแรง ผู้ป่วย ส่วนใหญ่มักจะหายภายในระยะเวลาเป็นสัปดาห์

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : พ่อเตือนเลี้ยงลูกด้วยมือถือ! จนทำให้พักผ่อนน้อย สุดท้ายเกิดอาการปากเบี้ยว

‘ณัฏฐพล’ นำคณะผู้บริหารศธ. เยี่ยมชม ‘เมืองโบราณ สมุทรปราการ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521709

'ณัฏฐพล'นำคณะผู้บริหารศธ.เยี่ยมชม'เมืองโบราณ สมุทรปราการ'

‘ณัฏฐพล’นำคณะผู้บริหารศธ.เยี่ยมชม’เมืองโบราณ สมุทรปราการ’

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.23 น.

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 ที่เมืองโบราณ สมุทรปราการ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากรด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เยี่ยมชมเมืองโบราณ สมุทรปราการ เพื่อเป็นแนวทางส่งเสริมด้านการศึกษานำพาการท่องเที่ยว การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนการเรียนรู้นอกห้องเรียน ของภาคการศึกษาไทย พร้อมส่งเสริมคนไทยเที่ยวเมืองไทย กระตุ้นภาคเศรษฐกิจ

วันเกียรติยศครูสู่ดวงใจเด็ก สพม.38 งานเลี้ยงที่ต้องเลิกรา แต่ปณิธานยังคงยึดมั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521464

วันเกียรติยศครูสู่ดวงใจเด็ก สพม.38 งานเลี้ยงที่ต้องเลิกรา แต่ปณิธานยังคงยึดมั่น

วันเกียรติยศครูสู่ดวงใจเด็ก สพม.38 งานเลี้ยงที่ต้องเลิกรา แต่ปณิธานยังคงยึดมั่น

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38 ร่วมกับ เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษาจังหวัดสุโขทัย จัดงาน “6 ทศวรรษ แสงเทียนส่องใจสานสายใยมุทิตา” วันเกียรติยศครูสู่ดวงใจเด็ก สพม.38 ณ หอประชุม 123 ปี โรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา

งานดังกล่าวนี้จัดขึ้น เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจแก่ข้าราชการครูและลูกจ้างประจำที่เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2563ผู้เกษียณอายุราชการมีแนวทางในการปฏิบัติตนหลังเกษียณอายุราชการ และเชิดชูเกียรติบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนผู้บริหาร ครู นักเรียน ที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์

โดยมีผู้เกษียณอายุราชการที่เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 42 คน และลูกจ้างประจำ จำนวน 3 คนรวม 45 คน ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38 บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหาร อดีตผู้บริหารคณะครูและแขกผู้มีเกียรติ รวมทั้งสิ้น 400 คน  ณ หอประชุม 123 ปี โรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา จังหวัดสุโขทัย  

นายสุดเขต สวยสม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38 กล่าวย้ำถึงปณิธานของอาชีพครูว่า เด็กและเยาวชนนับว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญ
ในการพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศชาติการศึกษาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่มุ่งเน้นต่อการพัฒนาทักษะ ความรู้ให้แก่เมล็ดพันธุ์ที่กำลังเจริญเติบโต ซึ่ง “ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา” มีหน้าที่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ อันเป็นบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพของการศึกษา ภาระหน้าที่ของครูจึงยิ่งใหญ่เหลือคณานับ เพราะต้องสร้างเด็กและเยาวชนให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเพื่อไปเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ ถึงแม้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ในชีวิตราชการจะสิ้นลงเมื่อครบอายุ 60 ปีบริบูรณ์ แต่จิตวิญญาณของผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าครูนั้น เป็นครูตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นเส้นทางในชีวิตของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นับเป็นเส้นทาง แห่งเกียรติยศที่ได้สร้างคุณงามความดีและคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างเหลือคณานับ

งานเสร็จสิ้นลงไปด้วยความอาลัยรักของทุกคน แต่ถึงแม้หน้าที่จะสิ้นสุดลงด้วยกาลเวลา แต่ปณิธานอันแน่วว่าของ“คนเป็นครู” ยังคงตราตรึงอยู่ในจิตวิญญาณของพวกเขาตลอดไป

งานวิจัยชิ้นใหม่ ม.มหาสารคาม ‘ครีมกันแดดโปรตีนไหมสีชมพู’ สกัดจากธรรมชาติจากพืช จากต้นไวท์ฮอร์ฮาวด์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521465

งานวิจัยชิ้นใหม่ ม.มหาสารคาม ‘ครีมกันแดดโปรตีนไหมสีชมพู’ สกัดจากธรรมชาติจากพืช จากต้นไวท์ฮอร์ฮาวด์

งานวิจัยชิ้นใหม่ ม.มหาสารคาม ‘ครีมกันแดดโปรตีนไหมสีชมพู’ สกัดจากธรรมชาติจากพืช จากต้นไวท์ฮอร์ฮาวด์

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.)  แถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “ครีมกันแดดโปรตีนไหมสีชมพู” SILK PROTEIN HYBRID PLUS ANTI-OXIDANT SPF 50 PA+++ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.อนงค์ฤทธิ์ แข็งแรง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วิจัยและนวัตกรรม, นางฉวีวรรณ อรรคะเศรษฐัง ผู้อำนวยการส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ, นายสุวัฒน์ พรมมา ฝ่ายเลี้ยงไหม และ นางสาวกานต์สุภัค นพรัตน์ เจ้าหน้าที่วิจัยผู้พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องนิทรรศการศูนย์ความเป็นเลิศทางนวัตกรรมไหม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

นางสาวกานต์สุภัค นพรัตน์ เจ้าหน้าที่วิจัย  สังกัดศูนย์ความเป็นเลิศทางนวัตกรรมไหม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้คิดค้นและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ฯ เปิดเผยว่า “ครีมกันแดดโปรตีนไหมสีชมพู” ภายใต้แบรนด์ BEAUTY BY SILK เป็นผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วไป จุดกำเนิดมาจากความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางวิชาการและความตั้งใจจริง ในการเพิ่มมูลค่านวัตกรรมของไทยอย่างยั่งยืน ด้วยคุณสมบัติทางชีวภาพที่มีความโดดเด่นของรังไหมไทย จึงก่อเกิดเป็นผลิตภัณฑ์กันแดด ที่มีส่วนผสมของโปรตีนไหมสีชมพู SPF 50 PA+++ สูตรใหม่ เป็นสูตร HYBRID sunscreen รวม 2 นวัตกรรมระหว่าง Physical sunscreen และChemical sunscreen รวมไปถึงสารสกัดที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระชะลอการชราและมีผลลดเลือนริ้วรอยอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยไม่เกิดการแพ้หรือการระคายเคือง มีประสิทธิภาพในการกันแดดได้อย่างเห็นผล 

สำหรับส่วนประกอบหลักของผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย 1.สาร Hydrolyzed sericin เป็นโปรตีนที่ได้สกัดจากรังไหมสีชมพูโอลด์โรส ผ่านกระบวนการ Hydrolysis เพื่อให้สามารถดูดซึมเข้าผิวได้ง่ายจุดเด่นของสาร Sericin คือ สามารถปกป้องผิวจากรังสี UVB ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดมะเร็งผิวหนังและฝ้าแดดยับยั้งการสร้างเมลานินที่เป็นสาเหตุของสีผิวไม่สม่ำเสมอ รักษาความชุ่มชื่นแก่ผิว มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรีย ลดการอักเสบ นอกจากนี้จุดเด่นคือมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระทำให้ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย  2.สารสกัดSunflower oil อุดมไปด้วย Vitamin E ที่มีความเข้มข้นสูงมาก มีหน้าที่ช่วยในการกำจัดอนุมูลอิสระทำให้ผิวหนังดูอ่อนเยาว์ มีส่วนผสมของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดียว และ กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่ความเข้มข้นสูงมาก จึงช่วยปกป้องผิวภายนอกให้นุ่มลื่นช่วยให้ผิวหนังอ่อนเยาว์เนียนนุ่มน่าสัมผัส 3.สารสกัด Polygonum Aviculare สกัดจากธรรมชาติจากพืช Knotgrass เป็นสารออกฤทธิ์ธรรมชาติรูปแบบพิเศษ มีคุณสมบัติป้องกันรังสียูวีและรังสีอินฟราเรด สามารถช่วยลดความร้อนที่จะผ่านไปถึงผิวหนังโดยป้องกันการถูกทำลายของชั้นหนังแท้ตลอดจนลดการทำงานของกระบวนสังเคราะห์ของเอนไซม์ MMP (Matrix metalloproteinase) ยับยั้งกิจกรรมของCathepsin-G ปกป้อง Tropoelastinและ Fibrillin ของผิวหนังส่งผลให้ผิวดูเต่งตึง สร้างความแข็งแรงให้กับผิว ช่วยลดเลือนริ้วรอย ชะลอความชราก่อนวัย ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน 4.สารสกัด Marrubiumvulgare สกัดจากธรรมชาติจากต้นไวท์ฮอร์ฮาวด์ มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านมลภาวะ (Anti-pollution) ช่วยเป็นเกราะป้องกันผิวช่วยต่อสู้กับมลภาวะที่มองเห็นและมองไม่เห็นที่เป็นอันตรายต่อผิว ช่วยซ่อมแซมกระบวนการสร้างพลังงานของเซลล์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

จุดเด่นของ ครีมกันแดดโปรตีนไหมสีชมพู SPF 50 PA+++ คือมีฤทธิ์ปกป้องรังสี UVB ยับยั้งการสร้างเมลานินอย่างมีประสิทธิภาพ  มีความปลอดภัย เป็นสินค้า
ที่ได้คุณภาพ เน้นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วเห็นผล ผลิตจากโรงงานมาตรฐานฮาลาล และ ISO22716 หรือ Global GMPมาตรฐานสากลระดับโลกที่ได้รับการรับรองจากประเทศเยอรมนี มีระบบควบคุมคุณภาพที่มีมาตรฐาน เป็นระบบ สามารถตรวจย้อนกลับได้ ภายใต้แนวทางของการผลิตที่ดี (GMP) ในส่วนของราคาที่อยากให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ในราคาสบายกระเป๋า ทาง มมส.จึงตั้งราคาในช่วงเปิดตัวผลิตภัณฑ์จัดโปรโมชั่นในราคากล่องละ 490 บาท (ปริมาณ 20 กรัม) จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 และ หลังจากนั้นจะจำหน่ายในราคาปกติ กล่องละ 690 บาท

‘ศธ.’ สั่งเยียวยาเด็กโดนทำร้าย รร.รับผิดทุกอย่าง-พบทำผิดอื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521522

'ศธ.'สั่งเยียวยาเด็กโดนทำร้าย รร.รับผิดทุกอย่าง-พบทำผิดอื้อ

‘ศธ.’สั่งเยียวยาเด็กโดนทำร้าย รร.รับผิดทุกอย่าง-พบทำผิดอื้อ

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.40 น.

ศธ.ประสาน สธ.เยียวยาเด็กถูกพี่เลี้ยงทำร้าย ด้าน ร.ร.ยอมรับผิดทุกอย่างพร้อมช่วยดำเนินคดี พบ ร.ร.สารสาส์นฯทำผิดอื้อ 

28 กันยายน 2563 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานการประชุมหารือการแก้ไขปัญหากรณีครูพี่เลี้ยงโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ทำร้ายนักเรียนอนุบาลรุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยมีตัวแทนผู้ปกครองและเด็กที่ถูกทำร้าย , คณะผู้บริหารโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ , นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) พร้อมคณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน , นายศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานงานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน , นพ.จุมภฎ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต , พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชครินทร์ , ศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี , พ.ต.ท.มหพล มีเสน รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สภ.ชัยพฤกษ์ นนทบุรี เข้าร่วมหารือที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นางกนกวรรณ กล่าวภายหลังการหารือว่า ทางโรงเรียนสารสาสน์ฯ ยอมรับผิดทุกอย่าง รวมถึงจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และในส่วนของตำรวจก็จะอำนวยความสะดวกกับผู้ปกครองในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด นอกจากนี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทางโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะร่วมเยียวยาเด็กที่ได้รับผลกระทบโดยจะส่งนักจิตวิทยาเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งตนมอบหมายให้นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. เข้าไปเกาะติดเหตุการณ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

“ศธ.และ สธ.จะสร้างกระบวนการการดูแลจิตใจของนักเรียนโรงเรียนเอกชนต่อไป ทั้งนี้ ทางโรงเรียนสารสาสน์ฯ ก็รับผิดทุกอย่างและจะสนับสนุนผู้ปกครองในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย ทางตำรวจจะจัดพื้นที่รองรับเพื่อให้ความสะดวกกับผู้ปกครองที่จะมาร้องทุกข์เพิ่มเติม”

นางกนกวรรณ กล่าวต่อว่า คำว่าครูพี่เลี้ยงไม่มีในระบบโรงเรียนเอกชน มีแต่พี่เลี้ยงเด็กเท่านั้น ซึ่งมาตรการป้องกันเรื่องเหล่านี้ สช.มีมาตรการอยู่แล้ว ที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้ประชาสัมพันธ์ให้เพียงพอ หลังจากนี้ไป จะมีการปรับปรุงแก้ไขมาตรการ โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนทุกแห่งจะต้องประกาศให้ผู้ปกครองรับทราบว่ามีครูที่มีใบประกอบวิชาชีพกี่คน มีพี่เลี้ยงเด็กในโรงเรียนกี่คน และต้องมีกระบวนการคัดสรร คัดกรองนำเข้าบุคคลเหล่านี้อย่างถูกระเบียบเคร่งครัดด้วย และต้องรายงานให้ สช.ทราบ หากโรงเรียนใดไม่ปฏิบัติตาม ศธ.และ สช.ต้องมีมาตรการลงโทษ อย่างเข้มข้น

“จากการประชุมร่วมกัน ผู้ปกครองต้องการให้ศธ. และสช. เข้าไป ช่วยเหลือและทำให้โรงเรียนออกมารับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทางโรงเรียนก็ได้ชี้แจงและยอมรับผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่างแล้ว ซึ่งผู้ปกครองมีความเข้าใจในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ ดิฉันได้ประสานหน่วยงานต่างๆ มาสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครอง ว่าดิฉันจริงใจในการเตรียมความพร้อม เพื่อให้ผู้ปกครองสบายใจ นอกจากนี้ ดิฉันยังได้ส่งคณะทำงานของดิฉันลงไปช่วยเหลือประสานกับผู้ปกครองเรื่องการดำเนินคดี ไม่ได้ปล่อยให้ส่วนราชการดำเนินการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนกรณีที่มีคลิปครูชาวต่างชาติทำร้ายเด็กด้วยนั้น หากตรวจสอบพบว่าทำร้ายเด็กและมีความผิดจริงก็จะประสานกับ ตม. เพื่อดำเนินคดีกับครูรายนี้ด้วย ซึ่งดิฉันได้เน้นย้ำ สช. ต่อไปการรับครูชาวต่างชาติต้องมีความเข้มข้น จะต้องตรวจสอบใบอนุญาตทำงาน และมีหนังสืออนุญาตการทำงานสำหรับครูต่างชาติด้วยหรือไม่” นางกนกวรรณ กล่าว 

นางกนกวรรณ กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีผู้ปกครองบางส่วนที่ประสงค์จะให้ลูกย้ายไปเรียนที่อื่น ตนจึงได้สั่งการให้ สช.ดำเนินการช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องการย้ายโรงเรียนให้กับนักเรียนต่อไป สำหรับกรณีที่มีเด็กที่ถูกกระทำจำนวนเท่าใด มีเด็กถูกทำร้ายกี่ครั้งและจะมีครูที่ทำร้ายนักเรียนเพิ่มเติมอีกกี่คนนั้น ตนยังไม่สามารถบอกได้ แต่ขณะนี้ได้ประสานทางตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิดของโรงเรียนแล้ว และอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจากผู้ปกครองและตำรวจ

ด้าน นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. กล่าวสรุปผลการประชุมหารือร่วมกันระหว่าง ผู้ปกครอง สถานศึกษา และส่วนราชการ มี ศธ. สช.สธ. กศจ.นนทบุรี และ สภ.ชัยพฤกษ์ ว่าที่ประชุมจะดูแลเด็กๆที่ได้รับผลกระทบ โดยสถาบันจิตวิทยาเด็กและเยาวชนราชนครินทร์ รพ.รามา จะดูแลตรวจสุขภาพกายว่า ได้รับบาดเจ็บอย่างไร และตรวจและฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็กที่ถูกกระทำ และกรมสุขภาพจิตเสนอว่าให้ดูแลเด็กอื่นๆที่อยู่ภายในโรงเรียนเดียวกันด้วย กรมสุขภาพจิตจะเข้าไปช่วยจัดกิจกรรมสร้างสรรเพื่อให้เด็กได้แสดงออกและผ่อนคลาย สำหรับในส่วนของการลงโทษพี่เลี้ยงเด็กที่ทำผิด ขณะนี้ทางโรงเรียนได้ไล่ออกไปแล้ว พร้อมจะดำเนินคดี ซึ่งขณะนี้ผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบได้ลงบันทึกประจำวันแล้ว และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชัยพฤกษ์ จะเข้าไปเก็บข้อมูลจากกล้องวงจรปิดเพื่อดูย้อยหลังทุกห้องที่พี่เลี้ยงเด็กก่อเหตุเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อนำมาตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อลงโทษคนกระทำผิดอย่างจริงจัง

“วันนี้ ทาง ร.ร.สารสาส์นฯ ได้ให้ข้อมูล ว่าได้ลงโทษพี่เลี้ยงเด็กที่ทำผิดและคนที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์โดยให้ออกจากงานแล้วรวม 8 คน และลงโทษ ตักเตือนคนที่แสดงความเห็นที่ไม่เหมาะสมและ ศธ.ได้ให้ทางโรงเรียนสารสาส์นฯ ปรับระบบการบริหารจัดการของโรงเรียนใหม่ ทั้งด้านงานวิชาการ การบริหาร เรื่องอาหารกลางวัน เรื่องการเก็บค่าเล่าเรียนเกินและการรับครู โดยให้โรงเรียนออกเป็นมาตรการเพื่อชี้แจงกับผู้ปกครองนักเรียนทั้งหมด ในวันที่ 29 ก.ย.นี้ และขอให้ผู้ปกครองสบายใจว่า หากการดำเนินการของเด็กที่ถูกกระทำมีค่าใช้จ่าย ทางโรงเรียนจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพราะปัญหาเกิดขึ้นจากโรงเรียนและทาง ศธ.จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด” นายกมล กล่าว

ขณะที่ นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวว่า สช. ได้กำชับโรงเรียนสารสาส์นฯให้ส่งข้อมูลในกล้องวงจรปิดทั้งหมดทุกห้องให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบเป็นพยานวัตถุและห้ามโรงเรียนตัดทอน ซึ่งทางโรงเรียนก็รับปากจะดำเนินการให้และคนที่จะเข้าไปสอนในโรงเรียนเอกชนได้ ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากคุรุสภา เนื่องจากครูเป็นวิชาชีพควบคุม หากใครไม่มีใบประกอบวิชาชีพตัวจริงที่มีอายุ 5 ปี ก็ต้องมีใบอนุญาตจากคุรุสภา ซึ่งใช้เฉพาะโรงเรียนนั้นได้ไม่เกิน 2 ปี หรือใบอนุญาตฝึกสอน ส่วนครูพี่เลี้ยงไม่มีในสารบบ และ สช. ก็ไม่กำหนดให้ห้องเรียน EP มีพี่เลี้ยงเด็กด้วย และสช.กำหนดห้องเรียน EP ต้องมีนักเรียนไม่เกินห้องละ 25 คนเท่านั้นแต่เท่าที่ฟังผู้ปกครองรายงานพบว่ามีนักเรียน EP 34 คนต่อห้อง จึงให้ทางศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี (ศธจ.) ไปตรวจสอบ หากเกิน 25 คน ศธจ.ก็ต้องสั่งให้ทางโรงเรียนแก้ไขโดยด่วน ซึ่งห้องเรียน EP จะต้องเสนอขอความเห็นชอบจาก รมว.ศธ.และการกำหนด ห้องละ 25 คน ก็เพื่อให้ครูดูแลเด็กได้ทั่วถึงและให้เก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาอย่างเดียว ห้ามเก็บค่าอย่างอื่นเพิ่มอีก แต่เท่าที่ตรวจพบเบื้องต้น โรงเรียนสารสาส์นฯมีการเรียกเก็บค่าอย่างอื่นอีก ซึ่งถือว่าทำผิดใบอนุญาต จึงต้องแจ้งทางโรงเรียนแก้ไข หากไม่ปฏิบัติ ศธจ. สามารถสั่งให้งดรับนักเรียนทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้

“สช.ก็จะใช้โอกาสนี้ตรวจสอบ ก่อนนี้ผมได้แจ้งให้ผู้บริหารโรงเรียนสารสาส์นฯแล้วว่า สช.มีข้อมูลโรงเรียนในเครือสารสาส์นฯทั่วประเทศ 42 แห่ง  ว่าขณะนี้ สช.ได้รับหนังสือร้องเรียนมาว่า 34 แห่ง แต่ละแห่งมีการร้องเรียนเรื่องการบุลลี่กัน การสอนของครู การเก็บค่าธรรมเนียม ครูตีเด็ก ครูตัดผมเด็ก ซึ่งขณะนี้ สช.ได้นำเรื่องร้องเรียนเสนอต่อ รมช.ศธ.แล้ว และเตรียมตั้งคณะทำงานออกไปตรวจสอบทุกโรงเรียน เพื่อจัดระเบียบสังคมของโรงเรียนเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังพบว่าโรงเรียนสารสาส์นฯใน 43 แห่งทั่วประเทศ ได้เปิดสอน EP 23 แห่ง ก็จะเข้าไปตรวจสอบ รวมถึงตรวจสอบโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศด้วยเพื่อจัดระเบียบ”

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ที่ประชุมเสนอว่าให้โรงเรียนเอกชนติดกล้องวงจรปิดที่มีจอมอร์นิเตอร์โชว์ที่สาธารณาเข้าถึงหรือให้ผู้ปกครองเห็นภาพได้ และต่อไปนี้โรงเรียนเอกชนจะต้องโชว์ภาพถ่าย เลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และวันหมดอายุของครูทุกคนให้เห็นในสถานที่ที่เปิดเผยในโรงเรียนและในเวบไซต์ และในห้องเรียนทุกห้องต้องมีภาพถ่ายครู เลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ปกครองช่วยเป็นหูเป็นตา หากวันใดโรงเรียนส่งคนอื่นมาสอนแสดงว่าโรงเรียนกำลังทำผิด ตาม พ.ร.บ.ครูมีโทษ จำคุก 2 ปี สำหรับคนที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ถ้าผอ.แอบอ้างจ้างคนไม่มีใบประกอบวิชาชีพมาเป็นครูสอน โทษจำคุก 3 ปี ปรับ 6 หมื่น ซึ่งขณะนี้ รมว.ศธ. และ รมช.ศธ.สั่งให้เอาจริงในเรื่องนี้ และใช้มาตรการขั้นเด็จขาด เพื่อไม่ให้คนเหล่านี้ทำให้วงการศึกษาเสียหาย” เลขาธิการ กช. กล่าว

ส่วน พ.ต.ท.มหพล มีเสน รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สภ.ชัยพฤกษ์ นนทบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า เบื้องต้น ทางตำรวจ ได้สอบปากคำผู้ปกครองเด็กรวม 8 ราย ที่แจ้งความ และทางตำรวจได้ทำบันทึกส่งตัวเด็กไปตรวจชันสูตรบาทแผลการถูกทำร้ายที่โรงพยาบาล  ขั้นตอนต่อไปทางตำรวจก็จะสอบปากคำเด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบ ต่อหน้าสหวิชาชีพด้านสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยา และผู้ปกครองเข้าร่วมด้วย และมีผู้ปกครองเข้าขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดด้วย  ส่วนความผิดของพี่เลี้ยงที่กระทำผิด ก็มีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และทำร้ายจิดใจ ซึ่งในทางร่างกายอาจจะไม่กระทบกระเทือนมาก แต่กระทบกระเทือนทางด้านจิตใจมาก เพราะน้องยังเด็กจึงมีผลค่อนข้างเยอะ ซึ่งผู้ปกครองแจ้งว่าน้องมีอาการหวาดกลัวไม่อยากไปโรงเรียน มีอาการเงียบซึมซึ่งมีผลทางด้านจิตใจค่อนข้างสูง  และมีการทารุนกรรมเด็ก และมีการหน่วงเหนี่ยวกักขัง เรื่องสิทธิเสรีภาพ มีดึงหู ดึงผม ทุบตีเด็กด้วย ซึ่งทางตำรวจก็จะเร่งตรวจสอบพยานหลักฐานเพื่อแจ้งข้อหากับผู้กระทำผิด และทางสธ.ก็ต้องเข้าไปประเมินผลด้านสภาพจิตใจของน้องและเยียวยาจากผลกระทบต่อไป