‘มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง’ เสริมศักยภาพครู พัฒนาความรู้สู่ชุมชน สร้างคนไทยในโลกยุคใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521305

ภาพนี้ไม่ได้ระบุแอตทริบิวต์ alt, ชื่อไฟล์ของไฟล์นี้คือ IMG_0002(2).jpg

‘มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง’เสริมศักยภาพครู พัฒนาความรู้สู่ชุมชน สร้างคนไทยในโลกยุคใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 20.00 น.

27 กันยายน 2563 ดร.อรสา ภาววิมล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาท้องถิ่น โดยมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยง ประจำปี พ.ศ. 2563 ภายใต้แนวคิด “มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง เสริมศักยภาพครู พัฒนาความรู้สู่ชุมชน สร้างคนไทยในโลกยุคใหม่”ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

การดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาท้องถิ่น โดยมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยง สอดคล้องกับนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์) ที่ต้องการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันเพื่อพัฒนาจังหวัดด้วยอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งจะมีการบูรณาการการทำงานระดับกลุ่มจังหวัด มีเครือข่ายมหาวิทยาลัย 9 เครือข่ายเป็นตัวขับเคลื่อน หรือ “อว. ส่วนหน้า” เป็นการผสมผสานและทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย ทำให้อาจารย์ นักวิจัย ออกจากห้องเรียนห้องแล็บมาทำงานจริง นำไปสู่การเติมเต็มระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะนำสู่การศึกษาตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ การพัฒนาครูสู่ผู้เรียนด้วยนวัตกรรม ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรม การสร้างวินัยพร้อมกับส่งเสริมการเรียนรู้กับการพัฒนาท้องถิ่นอย่างเป็นระบบและยั่งยืน แก้ปัญหาและยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของแต่ละท้องถิ่น ให้เกิดการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญกับการส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น 

โดยผลงานของการดำเนินงานโครงการฯ ที่มีมากว่า 5 ปี ได้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม นำพลังของสถาบันอุดมศึกษา 135 สถาบัน จากเครือข่ายอุดมศึกษาภูมิภาค 9 เครือข่ายเข้าร่วมโครงการฯ ทำงานร่วมกับโรงเรียน 2,371 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 75 จังหวัด เสริมศักยภาพครู 19,897 คน และพัฒนานักเรียน 225,682 คน

ดร.อรสา ภาววิมล ได้กล่าวถึงแนวคิดการพัฒนากำลังคนคุณภาพในยุค New Normal ที่จะต้องมีการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านกระบวนการบูรณาการโลกของการศึกษากับโลกของการประกอบอาชีพที่ต้องเน้นสมรรถนะ (Competency: Knowledge, Attitudes, Skills, Values) ซึ่งประกอบด้วย Survival Competency และ Professional Competency เพื่อเตรียมเด็กไทยให้เป็นคนไทยรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ทักษะทางวิชาชีพและวิชาชีวิต สามารถดำรงอยู่ได้ทั้งในโลกปัจจุบัน และโลกอนาคต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

การจัดประชุมดังกล่าว นอกจากแสดงผลการดำเนินงานและนิทรรศการในภาพรวมของโครงการฯ ยังมีการนำเสนอสื่อและนวัตกรรมต้นแบบ ที่เป็นผลผลิตจากการดำเนินโครงการ รวมทั้งมีการเสวนาเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานในอนาคต โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 500 คน เป็นผู้แทนจากเครือข่ายอุดมศึกษา 9 ภูมิภาค ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นิสิตนักศึกษาและนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ

2 ทีมอาชีวศึกษายอดเยี่ยม! ไปแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติประเทศฟิจิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521302

2ทีมอาชีวศึกษายอดเยี่ยม! ไปแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติประเทศฟิจิ

2ทีมอาชีวศึกษายอดเยี่ยม! ไปแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติประเทศฟิจิ

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 17.04 น.

2 ทีมอาชีวศึกษายอดเยี่ยม เป็นตัวแทนจากประเทศไทย ไปแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ ABU ROBOCON 2020 เมืองซูวา ประเทศฟิจิ

27 กันยายน 2563 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(รองเลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ส่ง 8 ทีมอาชีวศึกษา ชิงชัยเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันหุ่นยนต์ MCOT – ABU (MCOT-ABU : Asia-Pacific Robot contest) ประเทศไทย ประจำปี 2563 ภายใต้เกมการแข่งขัน “โรโบ รักบี้” ณ ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ กรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ ABU ROBOCON 2020 เมืองซูวา ประเทศฟิจิ ซึ่งเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ทั่วโลก เจ้าภาพจัดการแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ ABU Robocon 2020 เมืองซูวา ประเทศฟิจิ จึงได้ปรับรูปแบบการแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ เป็นการคัดเลือกโดยใช้ชื่อว่า ABU ROBOCON FESTIVAL ซึ่งให้แต่ละประเทศสามารถส่งทีมตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันสูงสุดประเทศละ 2 ทีม และพิจารณาผู้ชนะจากวีดีโอที่แสดงประสิทธิภาพการทำงานของหุ่นยนต์ ตามเงื่อนไขกติกาการแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ ABU Robocon เมืองซูวา ประเทศฟิจิ  โดยจะพิจารณาผู้ชนะในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2563 ผ่านการประชุมออนไลน์ด้วยโปรแกรม Zoom Meeting พร้อมกันทุกประเทศ 

สำหรับการคัดเลือกทีมตัวแทนประเทศไทย จำนวน 2 ทีม จะพิจารณาจากทีมชนะเลิศจากการแข่งขันหุ่นยนต์ MCoT – ABU ชิงชนะเลิศประเทศไทย ประจำปี 2563 และทีมที่หุ่นยนต์มีประสิทธิภาพโดดเด่นที่สุด โดยการลงมติจากคณะกรรมการวิชาการ ซึ่งการแข่งขันหุ่นยนต์ MCOT – ABU ชิงชนะเลิศประเทศไทย ประจำปี 2563 เป็นเวทีสำคัญที่ให้นักเรียน นักศึกษาระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ได้นำความรู้ความสามารถมาพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีศักยภาพสูงตามโจทย์ที่กำหนดไว้ และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน มีการทดสอบโดยการแข่งขันประลองฝีมือด้านวิศวกรรม และการบูรณาการ ศาสตร์ต่าง ๆ มาใช้อย่างเต็มความสามารถ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งการแข่งขันที่ช่วยกระตุ้นความสนใจทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี นำไปสู่การพัฒนาการเรียนหรือยกระดับต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ความต้องการบุคลากรของประเทศได้ในอนาคต  

รองเลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศหุ่นยนต์ เอ็มคอท เอบียู โรบอท คอนเทสต์  ประจำปี 2563 (MCOT – ABU  : Asia-Pacific Robot contest 2020) รอบชิงชนะเลิศประเทศไทย 8 ทีม สุดท้าย ระหว่างทีมจากอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา มี 8 ทีม อาชีวศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การแข่งขันครั้งนี้ มีดังนี้ 1. ทีมขุนด่านปราการชล วิทยาลัยเทคนิคนครนายก 2. ทีมบ้านช้าง ROBOT วิทยาลัยการอาชีพท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ 3. ทีมหลานหลวงพ่อคูณ (คูณ4) วิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ จังหวัดนครราชสีมา 4. ทีมหอยหลอด วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม 5. ทีมทานตะวันวิทยาลัยเทคนิคท่าหลวงซิเมนต์ไทยอนุสรณ์ จังหวัดสระบุรี 6. ทีมองครักษ์ โรบอท วิทยาลัยการอาชีพองครักษ์จังหวัดนครนายก 7. ทีมลูกเจ้าพ่อพญาแล วิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิ และ 8. ทีมยูคาลิปตัส วิทยาลัยการอาชีพกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

โดยกติกาการแข่งขัน เป็นกติกาที่ประยุกต์มาจากการแข่งขันรักบี้ทั่วโลก ซึ่งจะแบ่งทีมออกเป็น  2 ฝ่าย คือ สีแดง และ สีน้ำเงิน  ในเวลา 3 นาที แต่ละทีมจะมีหุ่นยนต์ 2 ตัว คือ Pass Robot (PR) และ Try Robot (TR) โดยที่หุ่นยนต์ทั้งสองตัวจะเป็นได้ทั้งแบบบังคับมือหรือแบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ PR จะเริ่มต้นที่ PR Start Zone โดยที่หุ่นยนต์ PR จะไปหยิบ Try Ball จากที่วางบอล (Ball Rack) เพื่อส่ง Try Ball จาก บริเวณ Passing Zone ไปให้หุ่นยนต์ TR ที่อยู่ใน Receiving Zone ซึ่งหุ่นยนต์ TR จะเริ่มต้นที่ TR Start Zone และ เคลื่อนที่ไปยัง Receiving Zone เพื่อรับ Try Ball จากหุ่นยนต์ PR หลังจากนั้นหุ่นยนต์ TR จะเคลื่อนที่ไปตามอุปสรรคทั้ง 5 แห่งเพื่อทำคะแนน Try ที่จุดใดจุดหนึ่งในห้า Try Spot เมื่อหุ่นยนต์ TR ทำคะแนน Try ได้สำเร็จจะสามารถเตะบอลที่ Kicking Zone เพื่อทำ Goal เกมจะดำเนินไปจนกว่า Kick Ball ทั้งเจ็ดลูกถูกใช้งานจนครบ หรือเมื่อเวลาผ่านไป 3 นาที

ซึ่งผลการแข่งขันมีดังนี้ ทีมชนะเลิศ ได้แก่ ทีมขุนด่านปราการชล จากวิทยาลัยเทคนิคนครนายก รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมGOLDGEAR จาก สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 (2 รางวัล) ได้แก่ iRAP DUMBO จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และทีมหอยหลอด จาก วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม รางวัลเทคนิคยอดเยี่ยม ได้แก่ ทีมลูกเจ้าแม่คลองประปา The Standard จาก มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ รางวัลความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ ทีมMODFIRE@FIET 2020 จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รางวัลศิลปะยอดเยี่ยม ได้แก่ ทีมขุนด่านปราการชล จากวิทยาลัยเทคนิคนครนายก รางวัลหุ่นยนต์อัตโนมัติยอดเยี่ยม ได้แก่ ทีมองครักษ์ โรบอท จาก วิทยาลัยการอาชีพองครักษ์ รางวัล MCOT – ABU Awards ได้แก่ ทีมองครักษ์ โรบอท จาก วิทยาลัยการอาชีพองครักษ์

‘ในหลวง’ ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งเติร์กเมนิสถาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521286

'ในหลวง'ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งเติร์กเมนิสถาน

‘ในหลวง’ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งเติร์กเมนิสถาน

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.01 น.

27 กันยายน 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความ พระราชสาส์นอำนวยพรไปยังประธานาธิบดีแห่งเติร์กเมนิสถาน ในโอกาสวันเอกราชของเติร์กเมนิสถาน ซึ่งตรงกับวันที่ 27 กันยายน 2563 ความว่า

ฯพณฯ นายกูร์บันกูลี เบียร์ดีมูฮาเมดอฟ ประธานาธิบดีแห่งเติร์กเมนิสถาน กรุงอาชกาบัต ในโกาสวันเอกราชของเติร์กเมนิสถาน ข้าพเจ้ามีความยินดีขอส่งคำอำนวยพรและความปรารถนาดี เพื่อท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์และประสบความสุขสวัสดิ์ ทั้งเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประชาชนและความรุ่งเรืองไพบูลย์ของเติร์กเมนิสถาน

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ไมตรีจิตมิตรภาพอันราบรื่นระหว่างประเทศของเราทั้งสอง กอปรกับความเข้าใจอันดีและความจริงใจต่อกัน จะสร้างเสริมความร่วมมือในกิจการด้านต่าง ๆ ให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์สุขร่วมกันของประชาชนทั้งสองฝ่าย

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

‘สช.’ ลงพื้นที่ รร.สารสาสน์ฯ พรุ่งนี้ หามาตรการเข้มป้องกันครูทำร้ายเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521278

'สช.'ลงพื้นที่รร.สารสาสน์ฯพรุ่งนี้ หามาตรการเข้มป้องกันครูทำร้ายเด็ก

‘สช.’ลงพื้นที่รร.สารสาสน์ฯพรุ่งนี้ หามาตรการเข้มป้องกันครูทำร้ายเด็ก

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 13.45 น.

27 กันยายน 2563 นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยว่า พรุ่งนี้ (วันจันทร์ 28 ก.ย.63) เวลา 09.30 น. เตรียมลงพื้นที่โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ จ.นนทบุรี เพื่อไปดูข้อมูลที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพื่อหาทางออก และวางมาตรการด้านความปลอดภัยในโรงเรียน เนื่องจากข้อมูลที่ได้รับรายงานเบื้องต้นยังไม่ถูกต้อง เช่น ครูที่อยู่ในเหตุการณ์กับครูพี่เลี้ยงที่ทำร้ายร่างกายเด็กอนุบาล เพียงแค่ถูกว่ากล่าวตักเตือน มองว่ายังไม่เหมาะสม จะลงไปดูว่าทำไมทางโรงเรียนถึงลงโทษเท่านี้ เพราะการนิ่งเฉยต่อเหตุการณ์นั้น เปรียบเสมือนการทำผิดเสียเอง ส่วนครูจุ๋ม ครูพี่เล้ยงที่ก่อเหตุได้รับรายงานว่า ถูกไล่ออกแล้ว

นายอรรถพล กล่าวว่า เบื้องต้นทราบงว่า ครูจุ๋ม ที่ก่อเหตุ จบ ม.6 ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู  ซึ่งก็สามารถสมัครเป็นครูพี่เลี้ยงได้ ไม่ผิด เพราะครูพี่เลี้ยงก็เท่ากับพี่เลี้ยงเด็ก แต่ที่สำคัญโรงเรียนต้องคัด และดูพฤติกรรมก่อนรับทำงาน หน้าที่ของครูพี่เลี้ยง คือ มีหน้าที่ช่วยเหลือครู ไม่ใช่แสดงบทบาทเกินหน้าที่ หากปล่อยให้พี่เลี้ยงแสดงบทบาทเกินหน้าที่ โรงเรียนต้องรับผิดชอบด้วย ครูพี่เลี้ยงจะแสดงความเป็นครูไม่ได้ เพราะครูเป็นวิชาชีพควบคุม ทั้งนี้เมื่อลงพื้นที่โรงเรียนแล้วได้รายละเอียด หากจำเป็นต้องกล่าวโทษใครบ้าง จะเสนอต่อคุรุภาต่อไป เพื่อมาดูเรื่องใบประกอบวิชาชีพ

นอกจากนี้ จะลงไปดูว่าโรงเรียนเก็บค่าเทอม เกินควรหรือไม่ เพราะเนื่องจากทราบว่า ค่าเทอมแพง กว่าแสนบาท กช.อนุญาตให้เก็บค่าเทอมเป็นหลักแสนได้ แต่ต้องไปดูว่า มีการค้ากำไรเกินควรหรือไม่ มีการขอเปิด English Program หรือEP.ในชั้นอนุบาลถูกต้องตามที่ปรากฏเป็นข่าวหรือไม่

“กรณีนี้ถือเป็นเคสตัวอย่าง ที่กระทรวงศึกษาธิการ จะหาแนวทาง และวางมาตรการเข้มต่อไป เพราะอาจเกิดขึ้นกับโรงเรียนอื่นๆได้ ทั้งนี้ในรอบปีนี้ยังไม่ได้รับรายงานการทำร้ายร่างกาย ในโรงเรียนเอกชนอื่นๆ มีเพียงการร้องเรียนเรื่องบูลลี่ ซึ่งสำนักคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ได้ทำหนังสือกำชับทุกโรงเรียนแล้ว”นายอรรถพล กล่าว

กสม.ห่วงเด็กถูกละเมิดสิทธิ แนะศธ.เร่งอบรม ‘ครู’ ให้มีจิตวิญญาณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521273

กสม.ห่วงเด็กถูกละเมิดสิทธิ แนะศธ.เร่งอบรม'ครู'ให้มีจิตวิญญาณ

กสม.ห่วงเด็กถูกละเมิดสิทธิ แนะศธ.เร่งอบรม’ครู’ให้มีจิตวิญญาณ

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 13.17 น.

กสม.ห่วงเด็กนักเรียนถูกครูละเมิดสิทธิ-ทำร้ายร่างกาย แนะกระทรวงศึกษาฯเร่งอบรมครูปฐมวัย-เข้าใจสิทธิ-มีจิตวิญญาณครูและทักษะดูแลเด็ก

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2563 นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาปรากฏข่าวการใช้ความรุนแรงต่อเด็กนักเรียนหลายรูปแบบ ล่าสุดเกิดกรณีครูโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งทำร้ายเด็กอนุบาล ซึ่งการทำร้ายหรือใช้ความรุนแรงต่อเด็กเป็นการละเมิดต่อสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเด็กอย่างชัดแจ้ง ขัดกับหลักการคุ้มครองเด็กและเยาวชนมิให้ถูกใช้ความรุนแรงหรือการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 71 วรรคสาม และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ข้อ 37 (ก) ที่ระบุว่า “รัฐภาคีประกันว่าจะไม่มีเด็กคนใดได้รับการทรมาน หรือถูกปฏิบัติ หรือลงโทษที่โหดร้าย…” ทั้งยังขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (1) ที่ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา และพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562 มาตรา 5 (2) ให้เด็กปฐมวัยอยู่รอดปลอดภัยและได้รับความคุ้มครองให้พ้นจากการล่วงละเมิดไม่ว่าทางใด

นางประกายรัตน์ กล่าวว่า การที่ครูหรือบุคลากรทางการศึกษามีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงต่อเด็กนักเรียน สะท้อนว่าครูดังกล่าวขาดทักษะวิชาชีพครู ขาดทักษะการจัดการปัญหาและขาดวุฒิภาวะ ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีการที่เหมาะสมด้วยการจัดให้มีการฝึกอบรมทักษะครูในโรงเรียนปฐมวัยในวิชาจิตวิทยาการศึกษาและจิตวิทยาพัฒนาการอย่างเข้มข้นและมีการประเมินเป็นระยะ เพื่อให้มีเจตคติที่ดีในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ขณะเดียวกันในการผลิตครูหรือพัฒนาครูด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย สถาบันการศึกษาต้องจัดให้มีการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณของความเป็นครู มีคุณธรรม จริยธรรม ความรู้ ทักษะ และความสามารถในการจัดการเรียนการสอนเพื่อดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักการและปรัชญาของการพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะเดียวกันอันอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

“การเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กมีวิธีการที่สร้างสรรค์และช่วยพัฒนาเด็กได้หลายหลากวิธี อาทิ การใช้วินัยเชิงบวก การให้คำแนะนำปรึกษา (Counseling) การทำกิจกรรมพฤติกรรมบำบัด หรือความคิดพฤติกรรมบำบัด (Cognitive Behavioral Therapy) โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงใดๆ ต่อเด็ก ครูทุกคนต้องเรียนรู้ว่าตนไม่มีสิทธิใดๆ ไปกระทำต่อเนื้อตัวร่างกายของเด็กนักเรียนหรือแตะต้องตัวเด็กโดยไม่มีเหตุจำเป็น เว้นแต่เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนเท่านั้น ทั้งนี้ หากมีการทำร้ายเด็กนักเรียนในสถานศึกษา ขอให้บุคลากรทางการศึกษาที่พบเห็น ต้องห้ามปรามการกระทำนั้นเพื่อปกป้องเด็กจากการถูกกระทำความรุนแรงในทุกกรณี และแจ้งผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการต่อไป” นางประกายรัตน์ กล่าว

กสศ. เร่งยกระดับ คุณภาพโรงเรียน ลดความเหลื่อมล้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521223

กสศ.เร่งยกระดับ  คุณภาพโรงเรียน  ลดความเหลื่อมล้ำ

กสศ.เร่งยกระดับ คุณภาพโรงเรียน ลดความเหลื่อมล้ำ

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กสศ.เร่งยกระดับคุณภาพโรงเรียน ลดความเหลื่อมล้ำ

กสศ.ยกระดับคุณภาพโรงเรียน ลดความเหลื่อมล้ำ ตั้งเป้าพัฒนา รร.ขนาดกลาง 10% หวังผลใหญ่ มุ่งผลลัพธ์ 100% ยกระดับการพัฒนาทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่โรงแรมทีเค พาเลซฯ แจ้งวัฒนะ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดประชุมเรื่อง “ยกระดับคุณภาพโรงเรียน ลดความเหลื่อมล้ำ : ก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน” ภายใต้โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (Teachers & School Quality Program : TSQP) เพื่อให้โรงเรียนขนาดกลาง จำนวน 290 แห่ง ใน 36 จังหวัด สามารถพัฒนาตนเองทั้งระบบ (Whole School Approach) ด้านการบริหารจัดการโรงเรียน และด้านการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะการเรียนรู้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น มีผู้ร่วมงานกว่า 500 คน

นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า กสศ. คาดหวังให้โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองทำให้การศึกษาระดับประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการประชุมระดับนานาชาติที่จัดขึ้นเร็วๆ นี้ สามารถสรุปประเด็นความก้าวหน้าและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ 3 ประเด็น คือ ประเด็นแรกมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ได้นำเสนอผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลของประเทศไทยพบว่า มีปัญหาสังคมและเศรษฐกิจที่กำลังทรุดหนัก หากจะดึงให้เศรษฐกิจดีขึ้น ต้องดึงเด็กที่เรียนหนังสือไม่จบระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีอยู่ 20% กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา จะสามารถดึงความถดถอยของเศรษฐกิจกลับมาได้ถึง 3% และหากทำให้โรงเรียนทั้งประเทศไทยสอบผ่านสมรรถนะนักเรียนตามมาตรฐานสากล (PISA) จะดึงความถดถอยทางเศรษฐกิจของไทยได้ 5% ถ้าปีนี้ประเทศไทยติดลบทางเศรษฐกิจ 10% แล้วทำ 2 เรื่องนี้สัมฤทธิ์ผลจะดึงเศรษฐกิจของชาติได้ถึง 7-8% สิ่งที่ กสศ.ทำอยู่คือเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน และการดึงไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา

นพ.สุภกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นที่สองเชื่อกันว่าประเทศที่ได้รับแรงสะเทือนจากโควิด-19 รุนแรง จะกลับมาได้แรงกว่าประเทศที่ได้รับผลกระทบน้อย เพราะประเทศเหล่านี้ต้องหานวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วย แต่ครูและเด็กกลุ่มหนึ่งยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ส่วนประเด็นที่สาม สภามักถามเสมอว่าโครงการที่ดำเนินการอยู่เกิดผลลัพธ์อย่างไร โรงเรียนขนาดเล็กอธิบายง่าย แต่โรงเรียนขนาดกลางอธิบายให้เห็นผลต้องบอกได้ว่าโรงเรียนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ไหนบ้าง เป็นเหตุผลสำคัญที่ กสศ. เลือกโรงเรียนขนาดกลางเข้าร่วมโครงการฯ 700 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 10 ของโรงเรียนทั้งประเทศ เพื่อให้เห็นตัวอย่างการดำเนินโครงการอย่างชัดเจน ซึ่งจะนำไปสู่การสนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนที่เหลืออีกร้อยละ 90 ในอนาคต

ด้าน ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า กรอบแนวคิดการสนับสนุนให้โรงเรียนเกิดการพัฒนาคุณภาพตนเอง และเกิดผลสำเร็จด้านการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ ใน 2 มาตรการ ได้แก่ มาตรการระดับโรงเรียน และมาตรการระดับชั้นเรียน ซึ่งโครงการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการพัฒนาโรงเรียนในชนบทที่มีนักเรียนด้อยโอกาสให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ และพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้แก่ครู ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่าย โดยการหนุนเสริมให้โรงเรียนสร้าง (Growth Mindset) ให้เกิดกับโรงเรียน ครู นักเรียนและเครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้รู้สึกว่าอยากพัฒนาตนเอง ผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เชื่อในตนเองมากกว่าเชื่อทฤษฎี และพึ่งตนเองมากกว่าพึ่งผู้อื่น ฉะนั้นคุณค่าโรงเรียนพัฒนาตนเอง ผลลัพธ์สุดท้ายที่ต้องการให้เกิดขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการ คือ 1.ยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน ทั้งแนวกว้างและลึก 2.เป็น (learning platform) ของนักเรียน ครู ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง 3.สร้างกระบวนทัศน์พัฒนาแก่สังคมไทย 4.เชื่อมโยงสู่การพัฒนาระบบการศึกษา และ 5.เปลี่ยนชุดความคิดว่าด้วยการเรียนรู้

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า ปีการศึกษา 2562 กสศ. ได้สนับสนุนให้โรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขนาดกลาง 290 แห่ง เกิดการพัฒนาคุณภาพตนเองและการเปลี่ยนแปลงด้านระบบบริหารจัดการ ผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome) ซึ่งผลการประเมินพบว่า โรงเรียนมีการพัฒนาในระดับดีเยี่ยม 34 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 11.72 มีการพัฒนาในระดับดี 244 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 81 – 100 และอยู่ในระดับต้องปรับปรุง 12 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 4.14 ส่วนผลการประเมินสะท้อนถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของนักเรียน พบว่า นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามผลลัพธ์ที่ตั้งร่วมกันไว้ (Core Learning Outcomes) ด้านทักษะมีการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นร้อยละ 40.06 แบ่งเป็นด้านทักษะการคิดสร้างสรรค์มากที่สุด รองลงมาเป็นทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดแก้ปัญหาและวิพากษ์อย่างมีวิจารณญาณ และทักษะการสื่อสาร ขณะที่ทักษะชีวิตมีค่าร้อยละการเปลี่ยนแปลงต่ำสุด ส่วนผลการประเมินด้านคุณลักษณะ มีการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นร้อยละ 27.63 แบ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านมีวินัยมากที่สุด รองลงมาคือมีความซื่อสัตย์ และมีจิตสาธารณะ

“สำหรับปี 2563 กสศ. จะดำเนินการพัฒนายกระดับคุณภาพโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลางเพิ่มอีก 443 แห่ง มีสถานศึกษาสังกัด สพฐ. อปท. และ สช. ร่วมด้วย และมีภาคีเครือข่ายใหม่ร่วมสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีก 6 เครือข่าย ทั้งนี้มุ่งหวังให้โรงเรียนสามารถพัฒนาตนเองได้ ด้วยการคิดออกแบบวิธีการที่เหมาะสมสอดรับกับบริบทของโรงเรียนและใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย กสศ. พร้อมเป็นพลังหนุนเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนา ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สร้างความเสมอภาค เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบร่วมกัน” ดร.อุดม กล่าว

กช.ฮึ่ม! สั่งสอบใบประกอบวิชาชีพ ‘ครูจุ๋ม’ ตบเด็ก แย้มโรงเรียนนี้ในหลายสาขาเคยถูกร้องเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521226

กช.ฮึ่ม! สั่งสอบใบประกอบวิชาชีพ'ครูจุ๋ม'ตบเด็ก แย้มโรงเรียนนี้ในหลายสาขาเคยถูกร้องเรียน

กช.ฮึ่ม! สั่งสอบใบประกอบวิชาชีพ’ครูจุ๋ม’ตบเด็ก แย้มโรงเรียนนี้ในหลายสาขาเคยถูกร้องเรียน

วันเสาร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2563, 21.31 น.

นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ กช. ให้ข้อมูลถึงประเด็นครูทำรุนแรงกับเด็กว่า ได้สอบถามไปที่ศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี ทราบว่า โรงเรียนได้ไล่ครูพี่เลี้ยงที่เป็นข่าวออกแล้ว และสั่งให้ตรวจสอบครูพี่เลี้ยงที่บอกว่าได้รับคำสั่งให้มาปฏิบัติหน้าที่ว่า เป็นครูจริงและมีใบประกอบวิชาชีพครูหรือไม่ หากไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู แต่มาทำหน้าที่เป็นครูพี่เลี้ยงตามบทบาทหน้าที่ และทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จะแจ้งไปยังสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเพื่อกล่าวโทษต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้ให้ศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี ไปตรวจสอบด้วยว่าผู้ใหญ่อีก 2-3 คนที่อยู่ในคลิป และมีการะบุว่าเป็นครูนั้น เป็นครูจริงหรือไม่ หากเป็นครูจริง แต่เห็นเหตุการณ์แล้วนิ่งเฉย ไม่ทำอะไร ก็เท่ากับยอมรับกับสิ่งที่ครูพี่เลี้ยงทำ ซึ่งในส่วนนี้ก็ปล่อยไว้ไม่ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ยอมรับด้วยว่า ระยะหลังโรงเรียนแห่งนี้ในหลายสาขา มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจำนวนมาก และเรื่องร้องเรียนส่วนใหญ่ มีทั้งการเก็บค่าเล่าเรียนที่แพงมาก บางสาขาแม้มีการรับเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวไปแล้ว แต่ค่าเทอมก็ไม่ลด หรือแม้แต่ปัญหาครูบูลลี่เด็กเรื่องอาหารกลางวัน ตนเองจึงมอบหมายให้กลุ่มงานโรงเรียนสามัญศึกษาประสานผู้รับผิดชอบโรงเรียนสารสาสน์วิเทศให้เข้ามารับทราบปัญหา

ขณะที่ นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ให้ข้อมูลเพิ่มว่า การกระทำของครู เข้าข่ายความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนครูประจำชั้นคนอื่นที่ปรากฏในคลิป อาจจะถูกดำเนินคดีฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการทำร้ายร่างกายได้เช่นกัน หากสอบสวนพบว่ารู้เห็น หรือได้ยิน แต่ไม่ให้การช่วยเหลือ ห้ามปราม

ส่วนคลิปที่พ่อแม่ผู้ปกครอง บันดาลโทสะเข้าทำร้ายครู ขณะเปิดคลิปที่โรงเรียน รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เตือนว่า อย่าใช้อารมณ์แก้ปัญหา ผู้ปกครองควรใช้กฎหมาย เพราะการทำร้ายครูก็ผิดเช่นเดียวกัน แม้จะเห็นใจผู้ปกครอง แต่กฎหมายไม่มีคำว่าเห็นใจ การบันดาลโทสะไปทำร้ายครู ก็มีความผิดเช่นกัน แม้กฎหมายมาตรา 72 จะเปิดช่องว่า ผู้ใดบันดาลโทสะด้วยเหตุไม่เป็นธรรม ต่อผู้ที่ข่มเหง ศาลอาจลงโทษน้อยกว่าที่กำหนดไว้เพียงใดก็ได้ก็ตาม แต่ก็ต้องรับโทษเหมือนกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ผกก.ชัยพฤกษ์’ยันคดีครูจุ๋มทำร้ายร่างกายเด็กอนุบาลต้องส่งฟ้องศาลอย่างเดียว

โค้งสุดท้าย!เยาวชนช้างเผือกสมัครขอรับ ‘ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ’ ถึง 28 ก.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521130

โค้งสุดท้าย!เยาวชนช้างเผือกสมัครขอรับ‘ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ’ถึง28ก.ย.นี้

โค้งสุดท้าย!เยาวชนช้างเผือกสมัครขอรับ‘ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ’ถึง28ก.ย.นี้

วันเสาร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2563, 14.14 น.

โค้งสุดท้าย ! สำหรับเยาวชนช้างเผือกสายอาชีพ กสศ. เปิดรับ “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” ถึง 28 ก.ย.นี้  ทุนแรกของประเทศไทยที่จะเติมเต็มโอกาสและพัฒนาศักยภาพเยาวชนสายอาชีพสู่บุคลากรชั้นนำของประเทศ 

 นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา กสศ. เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเยาวชนสายอาชีพจากทั่วประเทศให้ความสนใจสมัครขอรับ “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ยังอยู่ในขั้นตอนการแนบเอกสารแบบรับรอง  โดยการสมัครมาจากหลายช่องทาง  ทั้งผู้ที่สนใจสามารถสมัครขอรับทุนด้วยตัวเอง  สถานศึกษาอาชีวศึกษาสามารถเสนอชื่อศิษย์เก่า และสถานศึกษาที่เปิดสอนปริญญาตรีเสนอชื่อศิษย์ปัจจุบัน

 “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” เป็นนามที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทุนนี้เป็นทุนแรกของประเทศไทยที่เติมเต็มโอกาสให้แก่เด็กช้างเผือกสายอาชีพ/อาชีวศึกษา สนับสนุนสร้างกำลังคนสายอาชีพเพื่อพัฒนาประเทศ โดยจากการสำรวจพบว่าเด็กด้อยโอกาสกว่าร้อยละ 80 คาดหวังอยากจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ดังนั้นหากเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้รับทุนการศึกษาก็มีแนวโน้มที่จะหลุดออกนอกระบบ ประเทศไทยจะสูญเสียทรัพยากรที่มีความสามารถไปอย่างน่าเสียดาย สอดคล้องกับข้อมูลเด็กและเยาวชนด้อยโอกาส พบว่ามีโอกาสศึกษาต่อระดับสูงเพียงร้อยละ 5 หรือ 8,000 คนต่อรุ่นเทียบกับค่าเฉลี่ยของประชากรประเทศที่มีโอกาสถึงร้อยละ 30 เยาวชนช้างเผือกที่เป็นกลุ่มนักเรียนยากจน ต่างก็มีความฝันและมีศักยภาพ ดังนั้น “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” จึงเป็นการสานฝันและส่งเสริมเยาวชนสายอาชีพ/อาชีวศึกษาให้ได้เรียนต่อในระดับปริญญาตรีและต่อเนื่องไปจนถึงปริญญาโทและเอก โดยไม่มีข้อผูกมัด ทุนจะครอบคลุมตั้งแต่ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าสนับสนุนโครงการและงานวิจัย และค่าใช้จ่ายรายเดือน รวมมูลค่ากว่าปีละ 200,000 บาท” นางสาวธันว์ธิดา กล่าว  

สำหรับคุณสมบัติของผู้ขอรับทุน คือเยาวชนที่จบการศึกษาระดับ ปวช. หรือ ปวส. อนุปริญญา ในปีการศึกษา 2562 และกำลังเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ในหลักสูตรต่อเนื่องหรือเทียบโอน หรือ 4 ปี ใน 10 สาขาวิชาที่เป็นเป้าหมายหลัก คือ First S-Curve อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ , อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ,การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ , เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ  การแปรรูปอาหาร และ New S-Curve อุตสาหกรรมอนาคต เช่น หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม,การบินและโลจิสติกส์ ,เชื้อเพลิง ,ดิจิทัล และการแพทย์ครบวงจร  รวมถึง สาขาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งนี้ผู้สมัครต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 3.00 และอยู่ในลำดับไม่เกินร้อยละ 20 บนของสาขาที่จบการศึกษา ,  มีผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับชาติหรือระดับภาค , ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยมีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งนักศึกษา ครู อาจารย์ และสถาบันการศึกษา สามารถสมัครขอทุนได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 กันยายน 2563 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ทาง http://www.eef.or.th  โทร.0-2079-5475 กด 4

ร.ร.สารสาสน์ฯ แจงแสดงความเสียใจ ไล่ออก ‘ครูโหด’ ส่งทีมช่วยดำเนินคดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521117

ร.ร.สารสาสน์ฯแจงแสดงความเสียใจ  ไล่ออก'ครูโหด' ส่งทีมช่วยดำเนินคดี

ร.ร.สารสาสน์ฯแจงแสดงความเสียใจ ไล่ออก’ครูโหด’ ส่งทีมช่วยดำเนินคดี

วันเสาร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2563, 12.25 น.

26 กันยายน 2563 จากที่มีการเผยแพร่ภาพเหตุการณ์ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งลงโทษนักเรียนอย่างรุนแรงโดย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 ที่ผ่านมานั้น 

ทางโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ได้มีหนังสือถึง ศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี เพื่อชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่า

จากเหตุการณ์พฤติกรรมการลงโทษนักเรียนที่เกิดขึ้น ในวันพุธที่ 23 กันยายน 2563 โรงเรียนสารสาสวิเทศราชพฤกษ์ ขอแสดงความเสียใจต่อนักเรียนและผู้ปกครองอย่างสุดซึ้ง มา ณ โอกาสนี้และขอแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้เร่งติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง พบว่าเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 ได้มีผู้ปกครองเข้ามาร้องเรียนว่า บุตรหลานถูกคุณครูพี่เลี้ยง ได้แก่ นางสาวอรอุมา ปลอดโปร่ง ทำโทษเกินกว่าเหตุผู้ปกครองจึงขอเข้ามาตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 ทางโรงเรียนได้เปิดห้องประชุมเพื่อรับรองผู้ปกครองและให้ผู้ปกครองได้ดูภาพเหตุการณ์โดยผ่านจอโปรเจคเตอร์เหตุการณ์ดังกล่าวต่อหน้าโดยมิได้มีการปิดบังความจริงหรือดัดต่อเนื้อหาใดๆ อันซึ่งจะทำให้เกิดความบิดเบือน ปรากฎว่า ภาพครูพี่เลี้ยงได้ลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุจริง ทางโรงเรียนจึงได้ติดตามนางสาวอรอุมา ปลอดโปร่ง มาชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้น นางสาวอรอุมา ปลอดโปร่ง ได้ยอมรับว่ากระทำการและใช้วาจาไม่เหมาะสมต่อนักเรียน เป็นเหตุให้นักเรียนได้รับความเสียหายทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ จึงให้พ้นสภาพของการเป็นบุคลากรของโรงเรียนทันที และจะลงโทษทางวินัยต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นลำดับต่อไป

ทางโรงเรียนได้ร่วมกับผู้ปกครองนำคลิปไปแจ้งความที่ สภ.ชัยพฤกษ์ อำเภอปากเกร็ดจังหวัดนนทบุรี โดยลงบันทึกประจำวัน ณ วันที่ 24 กันยายน 2563 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ได้พูดคุยกับผู้ปกครองเพื่อร่วมกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) ด้านคดีความ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์จะคอยอำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียนและผู้ปกครองเพื่อดำเนินดคีแก่นางสาวอรอุมา ปลอดโปร่ง และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องจนถึงที่สุด โดยโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ได้ส่งทีมกฎหมายคอยให้ความช่วยเหลือดูแลอย่างใกล้ชิด และ 2) ด้านมาตรการป้องกัน แก้ไขปัญหา และการเยียวยา โดยผู้ปกครองได้เสนอแนวทางป้องกันและ แก้ไขปัญหาหลายประการ เช่น การติดกล้องวงจรปิดในห้องเรียน การเปลี่ยนครูประจำชั้น และการจัดให้มีนักจิตวิทยาดูแลนักเรียน รวมทั้งแนวทางการเยียวยาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยจะมีการนัดพูดคุยอีกครั้งในวันที่ 29 กันยายน 2563     

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโรงเรียนสารสาสวิเทศราชพฤกษ์ยึดมันในการให้ความรู้และความเป็นธรรมต่อนักเรียนและสังคม มีความเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ได้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดอย่างสุจริตและสัตย์จริง โดยมิได้เพิกเฉยหรือเข้าข้างผู้กระทำผิด และแสดงความรับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันทีทั้งการสอบสวนอย่างเปิดเผย การลงโทษทั้งในส่วนของโรงเรียนและตามกฎหมาย การปรึกษาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องรวมถึงการเยียวยาแก้ไขป้องกัน เพื่อให้โรงเรียนรักษาไว้ซึ่งคำมั่นสัญญาในการเป็นสถาบันแห่งการศึกษาที่ปลอดภัยไว้ใจดังเดิมต่อไป
 

‘ธรรมกาย’ เคลื่อนไหวแล้ว!จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ชวนพุทธศาสนิกชนฟังธรรมเทศนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521116

‘ธรรมกาย’เคลื่อนไหวแล้ว!จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ชวนพุทธศาสนิกชนฟังธรรมเทศนา

‘ธรรมกาย’เคลื่อนไหวแล้ว!จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ชวนพุทธศาสนิกชนฟังธรรมเทศนา

วันเสาร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2563, 12.16 น.

“วัดธรรมกาย” เดินหน้าจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ วันสำคัญของประเทศ ชวนพุทธศาสนิกชนฟังพระธรรมเทศนาร่วมกัน 

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2563 มีรายจากข่าวจาก วัดพระธรรมกาย แจ้งว่า ในช่วงที่ผ่านมาวัดพระธรรมกาย ได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ปฏิบัติธรรม และแสดงพระธรรมเทศนา ในวันสำคัญของประเทศมาแล้วหลายครั้ง โดยมีพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมพิธีดังกล่าวจำนวนมาก ทั้งนี้ทางวัดพระธรรมกายได้จัดเตรียมสถานที่ ตามมาตรการเว้นระยะห่างป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และอำนวยความสะดวกให้พุทธสาสนิกชนที่สนใจได้เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพียงกัน

โดยล่าสุดวัดพระธรรมกาย ได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ปฏิบัติธรรมและแสดงพระธรรมเทศนา เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 65 พรรษา วันที่ 28 ก.ค.63 มาแล้ว โดยมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก

ทั้งนี้ วัดพระธรรมกายเตรียมจัดงานในวันสำคัญของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วมเจริญพระพุทธมนต์ปฏิบัติธรรม และร่วมฟังพระธรรมเทศนาร่วมกัน