สทป.ผ่านการรับรองจัดตั้งศูนย์ฝึกระบบอากาศยานไร้คนขับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520826

สทป.ผ่านการรับรองจัดตั้งศูนย์ฝึกระบบอากาศยานไร้คนขับ

สทป.ผ่านการรับรองจัดตั้งศูนย์ฝึกระบบอากาศยานไร้คนขับ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563, 21.28 น.

สทป. ผ่านการรับรองจัดตั้งศูนย์ฝึกระบบอากาศยานไร้คนขับ

ศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DefenceTechnology Institute Unmanned Aircraft Systems Training Centre: DTI-UTC) ผ่านการรับรองจากสถาบันฝึกอบรมด้านการบินApproved Training Organization (ATO) ตามประกาศข้อบังคับของสํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ในการจัดตั้งศูนย์ฝึกระบบอากาศยานไร้คนขับ ตามมาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศและเป็นหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนเพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาบุคลากรของกระทรวงกลาโหม หน่วยงานความมั่นคง และบุคคลทั่วไป รวมทั้งเพื่อรองรับการขยายตัวของการใช้งานระบบอากาศยานไร้คนขับภายในประเทศที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมาสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ หรือ สทป.ได้เข้าสู่กระบวนการขอรับรองการเป็นสถาบันฝึกอบรมด้านการบินระบบอากาศยานไร้คนขับจากสํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)ปัจจุบันศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ DTI-UTC ได้ผ่านขั้นตอนการรับรองจากสถาบันฝึกอบรมด้านการบินCertificate of Training Organization Approval ตามประกาศข้อบังคับของ CAAT และได้รับใบประกาศนียบัตร (Certificate) รับรองการเป็นสถาบันฝึกอบรมด้านการบินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2563 พร้อมการรับรองหลักสูตรฝึกอบรมนักบินระบบอากาศยานไร้คนขับ จํานวน 2 หลักสูตร ด้วยกัน ได้แก่

1.Remote Pilot Licence (RPL) ภาคทฤษฏี ภาคการฝึกจำลอง Simulator และภาคอากาศ ทั้งแบบ Aeroplaneและแบบ Multi Rotor ตามหลักสูตรนักบินอากาศยานไร้คนขับที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ให้แก่กำลังพลของเหล่าทัพ หน่วยงานพลเรือน ภาคเอกชน และบุคคลทั่วไป

2. Instructor Remote Pilot Licence (IRPL)หลักสูตรครูการบินระบบอากาศยาน ไร้คนขับ (Instructor Remote Pilot Licence) รวมถึงการดำเนินการภารกิจด้านการศึกษา รวบรวมข้อมูล สร้างเครือข่ายการวิจัยและพัฒนา ด้านการฝึกอบรม และการใช้งาน พร้อมทั้งให้ความรู้ บริการ ส่งเสริม สนับสนุน ทดสอบ ซ่อมบำรุง และบูรณาการความร่วมมือในด้านวิจัยและพัฒนา และการประยุกต์ใช้งานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายใน และภายนอกประเทศ มีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐานด้านการบินระบบอากาศยานไร้คนขับให้กับประเทศ และมิตรประเทศในภูมิภาคอาเซียน

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ จึงได้กำหนดจัดพิธีรับมอบใบรับรองจากสถาบันฝึกอบรมด้านการบิน Certificate of Training Organization Approval ตามประกาศข้อบังคับของ CAAT และได้รับใบประกาศนียบัตร (Certificate)รับรองการเป็นสถาบันฝึกอบรมด้านการบินจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยขึ้นในวันที่ 24 กันยายน 2563โดยมี พล.อ.พอพล มณีรินทร์ ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ประธานในพิธี และ พล.อ.อ.ดร.ปรีชา ประดับมุข ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ให้เกียรติรับมอบใบรับรองสถาบันฝึกอบรมด้านการบิน จาก ดร.จุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม

การจัดพิธีสำคัญในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเข้าร่วมแสดงความยินดีกับคณะผู้บริหาร ที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศจากจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้ศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เจริญเติบโตก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป

พล.อ.พอพล มณีรินทร์ ประธาน สทป. กล่าวว่า ศูนย์ฝึกฯ แห่งนี้ ได้การรับรองสถาบันฝึกอบรมด้านการบินจาก CAAT เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นศูนย์ฝึกฯ ตามมาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศและหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน สทป. ซึ่งมีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งด้านนโยบาย โครงสร้างองค์กร สถานที่ หลักสูตรการฝึกอบรม สิ่งอำนวยความสะดวก การจัดสรรงบประมาณ และการสรรหาบุคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการฝึกอบรมการบินระบบอากาศยานไร้คนขับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานการบินด้าน Safety Management System และ Quality Assurance จึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่งในการเป็นศูนย์กลางบูรณาการด้านการฝึกอบรมบุคลากรผู้ใช้งานระบบอากาศยานไร้คนขับตามมาตรฐานสากลของประเทศไทยได้

พล.อ.อ.ดร.ปรีชา ประดับมุข ผู้อำนวยการ สทป. กล่าวว่า สทป.ได้กําหนดแผนการดําเนินงานจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับตามมาตรฐานสากล ด้วยกลยุทธ์ Solution Provider ที่เน้นการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานด้วยนวัตกรรม หรือการตอบสนองลูกค้าด้วยการสร้างความแตกต่างที่เหนือกว่า (Cutting Edge) ไม่ใช่เพียงแค่การฝึกให้บุคลากรใช้งานอากาศยานไร้คนขับเพื่อถ่ายภาพทั่วไปเท่านั้น แต่จะมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เข้ารับการฝึกอบรมด้วย กระบวนการ Competency Based Training โดยให้มีความรู้ (Head) ควบคู่ไปกับความชํานาญ (Hand) และทัศนคติที่ถูกต้อง (Heart) เพื่อให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมมีขีดความสามารถในการใช้งานระบบอากาศยานไร้คนขับที่เหมาะสมตามภารกิจและวัตถุประสงค์ของการใช้งานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ระบุว่า การผ่านการรับรองของศูนย์ฝึกระบบอากาศยานไร้คนขับ(DTI-UTC) ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จของศูนย์ฝึกฯ เท่านั้น แต่ถือได้ว่าเป็นใบเบิกทางให้แก่ผู้ที่ต้องการเป็นผู้บังคับโดรนมืออาชีพ หรือนำไปสู่การบินโดรนในเชิงพาณิชย์ โดยศูนย์ฝึกฯ จะฝึกอย่างเข้มข้นทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติรวมถึงมีการจัดสอบในอนาคต ผู้ผ่านการทดสอบจะสามารถขอรับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ในลักษณะเดียวกันกับนักบินพาณิชย์ประเภทอื่น ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถผลิตนักบินโดรนที่มีคุณภาพสูง มีความเชี่ยวชาญทัดเทียมนานาประเทศ และยังจะมีโอกาสสร้างการเติบโตให้แก่อุตสาหกรรมการบินโดยใช้โดรน เช่น รับจ้างถ่ายภาพ พ่นยา ตรวจสอบพื้นที่ หรือสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงช่วยสร้างความมั่นใจในด้านความปลอดภัยว่าโดรนจะไม่สร้างปัญหาให้แก่อากาศยานหรือบุคคลอื่น

ศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ DTI-UTC ขอเชิญชวนให้ท่านที่ใช้งานอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน ตระหนักถึงการสร้างมาตรฐานการบินอย่างปลอดภัยและร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ เข้ารับการฝึกอบรมนักบินโดรนตามหลักสูตรที่เป็นไปตามมาตรฐานสากลซึ่งคาดว่าจะเปิดรับสมัครในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นี้ และเริ่มเปิดการฝึกอบรมได้ในเดือนมีนาคม2564

ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.dti.or.th และfacebookfanpage : Defence Technology Institute โดยการดำเนินงานจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับที่กล่าวมาข้างต้นนั้นสอดคล้องและบรรลุซึ่งวิสัยทัศน์ของ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ คือ “เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศในภูมิภาค ตอบสนองความต้องการของกองทัพไทย และพันธมิตรอาเซียน”

ด่วน!! ‘บดินทรเดชา’ ประกาศสั่งปิดโรงเรียน เลี่ยงม็อบชุมนุมพรุ่งนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520812

ด่วน!! 'บดินทรเดชา'ประกาศสั่งปิดโรงเรียน เลี่ยงม็อบชุมนุมพรุ่งนี้

ด่วน!! ‘บดินทรเดชา’ประกาศสั่งปิดโรงเรียน เลี่ยงม็อบชุมนุมพรุ่งนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563, 19.56 น.

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “บอดินไม่อินเผด็จการ” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศุกร์นี้มีม็อบ!!! #ทุบกะลาตาสว่าง วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 16:00-18:00น. ที่โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) ขอเชิญนักเรียนและประชาชนผู้มิได้มีมลทินมัวหมองทุกท่าน มารับฟังการปราศรัยจากกลุ่ม #นักเรียนเลว องค์กรนักเรียน 6 องค์กร ครู และนักกิจกรรมฯอีก 2 ท่าน #บอดินไม่อินเผด็จการ”

ล่าสุด นายวิสิทธิ์ ใจเถิง ผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ลงนามในประกาศเรื่อง แจ้งการปิดสถานศึกษาเนื่องจากเหตุพิเศษ โดยมีรายละเอียดดังนี้ ด้วยโรงเรียนได้รับแจ้งว่าในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2563 เวลา 16.00 – 18.00 น.มีการนัดหมายชุมนุมของกลุ่มบอดินไม่อินเผด็จการในโรงเรียน เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยปีการศึกษา การเปิดและปิดสถานศึกษา พ.ศ.2549 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2558 ข้อ 9 (1) โรงเรียนจึงขอแจ้งปิดสถานศึกษาเนื่องจากเหตุพิเศษ ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2563 เพื่อระงับเหตุหรือเพื่อป้องกันภยันตรายอันอาจจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ โรงเรียนจะดำเนินการจัดสอนชดเชยและแจ้งให้ทราบในภายหลัง จึงเรียนมาเพื่อทรายโดยทั่วกัน

‘เสมา1’ ชี้การตรวจการเพิกถอนใบอนุญาตครูใช้เวลานาน แนะ คุรุสภา กมว.ทำงานในทางเดียวกัน ‬#SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520600

'เสมา1'ชี้การตรวจการเพิกถอนใบอนุญาตครูใช้เวลานาน  แนะ คุรุสภา กมว.ทำงานในทางเดียวกัน ‬

‘เสมา1’ชี้การตรวจการเพิกถอนใบอนุญาตครูใช้เวลานาน แนะ คุรุสภา กมว.ทำงานในทางเดียวกัน ‬

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563, 10.44 น.

วันที่ 24 กันยายน‪ 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ‪กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา เมื่อเร็วๆนี้ ว่า‬ ได้หารือถึงแผนงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และแผนการดำเนินงานของเลขาธิการคุรุสภา หลังจากที่ได้รับตำแหน่ง จะต้องมีการวางแผนการทำงาน เป้าหมายการทำงาน และมีตัวชีวัด ซึ่งจะมีคณะกรรมการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ในส่วนของเป้าหมายการทำงานให้นำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานให้มากขึ้น การหารายได้เพิ่มเติมจากขบวนการต่างๆที่มีอยู่ ซึ่งตนก็ได้แนะนำไป 2-3 เรื่อง เพื่อนำมาต่อกับความต้องการของงบประมาณที่ยังไม่สมดุลย์ และเน้นเรื่องการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งที่ผ่านมาใช้เวลาในการดำเนินการต่าง ๆนานจนถึงขนาดไม่มีการเพิกถอนใบอนุญาต เพราะใช้เวลาตรวจสอบนานเกินไป รวมถึงเรื่องที่ยังค้างคาอยู่ทำให้เกิดการคุกคามในหลาย ๆส่วนที่ไม่ได้รับการพิจารณาแก้ไข

“เท่าที่ผมติดตามเรื่องการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ที่ผ่านมาขั้นตอนในการสืบค้นข้อเท็จจริงเหมือนจะใช้ระยะเวลานานจนทำให้ไม่มีการเพิกถอนใบอนุญาต ทั้งที่จริงแล้วเมื่อเรื่องมาถึงคุรุสภาแล้ว ก็แสดงว่าเรื่องได้ผ่านขบวนการต่างๆมาพอสมควร ผมยังให้ความสำคัญกับความถูกต้องและความรอบครอบ แต่ความถูกต้องและความรอบครอบไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาเป็นปีในการตัดสินใจ หลังจากที่มีข้อมูลมาครบถ้วนแล้วก็แค่ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ อย่างไรก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา ส่วนเรื่องที่ยังค้างคาอยู่ 

ซึ่งบางเรื่องทำให้คุณครูที่ถูกกล่าวหา หรือกระทำความผิดยังวนเวียนอยู่ในระบบการศึกษาไทย ซึ่งก็ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย ถ้าอยู่ในคดีความต่างๆก็อาจจะไม่ทำอะไรที่ไม่เหมาะสม แต่ผมก็ต้องป้องกันไว้ก่อน ดังนั้น ก็ต้องพิจารณาขนวนการต่าง ๆไปตามกฏระเบียบ ผมย้ำให้ใช้กฏระเบียบที่มีอยู่ ซึ่งกระทรวงศึกษาฯมีกฏระเบียบทุกอย่างอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือเปล่า ดังนั้น เรื่องการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพให้คุรุสภา และ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ(กมว.)ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น และให้ขับเคลื่อนไปในแนวทางเดียวกัน” รมว.ศธ. กล่าว

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ได้ให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เน้นการประสานงานกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในเรื่องหลักสูตรการพัฒนาครู ซึ่งวันนี้กระทรวงศึกษาฯได้ปรับเปลี่ยนนโยบายไปพอสมควรเพิ่มความเข้มข้นในหลาย ๆด้าน รวมถึงหลักสูตรสมรรถนะต่าง ๆซึ่งในส่วนของ อว.ก็ได้ปรับการพัฒนาครูไปแล้ว 

“ที่ให้ คุรุสภาประสานงานกับ อว.เพื่อจะได้ทราบว่าในการสอบต่าง ๆมีความเข้มข้นมากขึ้น ฉะนั้น การ เตรียมความพร้อมตรงนั้นจึงต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน” รมว.ศธ. กล่าว 

สิ้นศิลปินแห่งชาติ ‘พรพิรุณ’ เจ้าของบทประพันธ์เพลง ‘ขอให้เหมือนเดิม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520578

สิ้นศิลปินแห่งชาติ 'พรพิรุณ' เจ้าของบทประพันธ์เพลง'ขอให้เหมือนเดิม'

สิ้นศิลปินแห่งชาติ ‘พรพิรุณ’ เจ้าของบทประพันธ์เพลง’ขอให้เหมือนเดิม’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563, 08.54 น.

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า นางสุคนธ์ พรพิรุณ ศิลปินแห่งชาติ  สาขาศิลปะการแสดง (ผู้ประพันธ์เพลงไทยสากล) เสียชีวิต เมื่อวันที่ 23 กันยายน  2563 เวลา  12.23 น.    ณ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า  ด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตก  สิริรวมอายุ 85  ปี  โดยทางครอบครัวกำหนดรดน้ำศพ ในวันที่ 24 กันยายน 2563  เวลา 15.30 น.  และเวลา 17.00 น. พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และเวลา 18.00 น. สวดพระอภิธรรมศพ  ณ  ศาลา 9 วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร  เขตบางเขน  กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 24-28 กันยายน 2563 

สำหรับประวัติของนางสุคนธ์ พรพิรุณ  ปัจจุบันอายุ 85 ปีเกิดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2478 ที่จังหวัด ราชบุรี  ในปี พ.ศ. 2495 เข้าศึกษาที่วิทยาลัยพยาบาลโรงพยาบาลหญิง กรมการแพทย์ (ราชวิถีปัจจุบัน) พ.ศ. 2496 ศึกษาการดนตรีได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าวงดนตรีคนแรกของโรงพยาบาลหญิง ในปีพ.ศ.2504 อบรมวิชาการทหารจากกรมการักษาดินแดน เพื่อเข้าทํางานในกองดุริยางค์ทหารบก รวมถึงได้เรียนรู้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ในขณะนั้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ทางดนตรีโปรแกรมรุ่นแรก คือ Encore และโปรแกรม Sibelius และในปีพ.ศ.2543 ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ครุศาสตร์บัณฑิต โปรแกรมวิชาดนตรีศึกษา จากสถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา 

นางสุคนธ์พรพิรุณ หรือ “พรพิรุณ” คือชื่อที่ครูสมาน กาญจนะผลิน ได้ตั้งให้เพื่อใช้ในการประพันธ์เพลงพรพิรุณเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการแต่งเพลงได้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยในปีพ.ศ. 2492 (อายุ 14 ปี) เริ่มเขียนเพลงไทยสากลเพลงแรก “มนต์จันทร์” ให้กับคณะละครวิทยุ “พันตรีศิลปะ” ปีพ.ศ.2503 เป็นนักเขียนแต่งเพลงอิสระ เขียนเพลงส่งครูสมาน กาญจนะผลิน 

ในปีพ.ศ.2504 ได้เข้าทํางานในวงสุนทราภรณ์ เป็นนักแต่งเพลง ส่งเพลงให้ครูเอื้อ สุนทรสนาน ซึ่งพรพิรุณ มีพรสวรรค์ที่สําคัญที่ครูเพลงทั้งหลายในยุค นั้นรู้กันดีคือ สามารถอ่านโน้ตปากเปล่าได้ทุกบันไดเสียง โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องดนตรีใดๆ ทําเสียงให้ถือเป็น เป็นปรมาจารย์ทางดนตรีสากล ทั้งในด้านการเป็นนักประพันธ์เพลง โดยเฉพาะการประพันธ์คําร้องและทํานอง จะปรากฏผลงานในทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเพลงปลุกใจ เพลงศาสนา เพลงเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์เพลง ประจําหน่วยงาน เพลงประจําจังหวัด 

ผลงานเพลงที่สร้างชื่อเสียง อาทิ ขอให้เหมือนเดิม ใครก็ได้ถ้ารักฉันจริง น้ำตาเพื่อนใจ รวมแล้วมากกว่า 3,๐๐๐ เพลง ด้านการเป็นนักร้อง พรพิรุณสามารถร้องได้หลายภาษา ทั้ง เพลงไทยสากล เพลงสากล และเพลงจีน ด้วยน้ำเสียงหวานก้องกังวาน ความชัดเจนในการเปล่งเสียง อักขระ ตัวควบกล้ำ และอารมณ์ที่แทรกอยู่ในบทเพลง ล้วนนํามาเป็นแบบอย่างเพื่อถ่ายทอดแก่ชนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดีด้านการเป็นนักดนตรีได้ฝึกฝนและเรียนรู้ทฤษฎีโน้ตสากล รวมทั้งฝึกปฏิบัติเป่าแซกโซโฟน เปียโน เครื่อง คีย์บอร์ดอื่น และการดีดกีตาร์ฮาวาย 

นอกจากนั้นยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหัวหน้าวงดนตรีของนักเรียน พยาบาล ซึ่งถือเป็นหัวหน้าวงดนตรีหญิงคนแรก และคนเดียวของเมืองไทยในขณะนั้น ด้านการเป็นครูดนตรี ได้เป็นวิทยากรถ่ายทอดให้การอบรมครูดนตรีตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนถึงอุดมศึกษา ไม่ว่าจะ เป็นโรงเรียนในจังหวัดภาคใด และมหาวิทยาลัยต่างๆ ปัจจุบันยังคงอุทิศบ้านพักจัดตั้งเป็นสํานักงานเพื่อก่อตั้ง สหกรณ์เพลงแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นแหล่งรวมเป็นศูนย์กลางในการสืบค้นได้ต่อไป 

นางสุคนธ์พรพิรุณ จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ผู้ประพันธ์เพลงไทยสากล) พุทธศักราช 2561

ด่วน! มรภ.สงขลา เปิดรับงานวิจัยพืชพื้นเมือง โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในพระราชดำริ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520427

ด่วน! มรภ.สงขลา เปิดรับงานวิจัยพืชพื้นเมือง  โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในพระราชดำริ

ด่วน! มรภ.สงขลา เปิดรับงานวิจัยพืชพื้นเมือง โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในพระราชดำริ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) ในส่วนของ งานศูนย์เครื่องมือกลาง ขอเชิญบุคลากรและนักวิจัยของ มรภ.สงขลา ที่สนใจร่วมเสนอโครงการหรืองานวิจัย เพื่อขอทุนสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานสนองพระราชดำริ ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) โดยกำหนด รูปแบบของรายละเอียดโครงการที่สามารถจัดทำได้ตามรูปแบบฟอร์มการเขียนโครงการของมรภ.สงขลา หรือตามรูปแบบของแหล่งทุน(กรณีขอทุนจากแหล่งอื่นๆ เช่น วช. สกอ. ฯลฯ)โดยจัดส่งข้อมูลมายังศูนย์เครื่องมือกลางสถาบันวิจัยและพัฒนา หรือทาง E-mail sutthinee-204@hotmail.comภายในวันที่ 28 กันยายน 2563

สำหรับขอบเขตการยื่นเสนอมีดังนี้ 1.เป็นโครงการหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพืชพื้นเมือง เช่น ข้าวพื้นเมืองภาคใต้ และอาหารท้องถิ่น ตาลโตนด ส้มแขก หรือสัตว์พื้นเมือง เป็นต้น 2.ชื่อโครงการหรืองานวิจัย 3.หลักการและเหตุผล 4.วัตถุประสงค์ 5.เป้าหมาย 6.หน่วยงานที่รับผิดชอบ 7.สถานที่ดำเนินการ 8.ระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 9.รูปแบบกิจกรรม 10.งบประมาณ (แจกแจงรายละเอียด)11.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 12.การประเมินผลโครงการหรือกิจกรรม

ทั้งนี้ หากบุคลากรและนักวิจัยคนใดสนใจจะร่วมเสนอโครงการ ขอให้แจ้งชื่อผู้ประสานงานเบื้องต้น พร้อมทั้งหมายเลขติดต่อกลับภายในวันที่ 25 กันยายน 2563 มายังทาง E-mail : sutthinee-204@hotmail.com งานศูนย์เครื่องมือกลาง สถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.สงขลาจะดำเนินการประสานงานข้อมูลต่อไป

คนไทยไม่ทิ้งกัน ไม่เหลือแม้แต่พื้นที่ ที่จะล้มตัวลงนอน วอนชาวไทยทั้งประเทศร่วมบริจาค ช่วยเหลืออนาคตของชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520429

คนไทยไม่ทิ้งกัน ไม่เหลือแม้แต่พื้นที่ ที่จะล้มตัวลงนอน  วอนชาวไทยทั้งประเทศร่วมบริจาค ช่วยเหลืออนาคตของชาติ

คนไทยไม่ทิ้งกัน ไม่เหลือแม้แต่พื้นที่ ที่จะล้มตัวลงนอน วอนชาวไทยทั้งประเทศร่วมบริจาค ช่วยเหลืออนาคตของชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 ดร.จิรวรรณ สุรเสียง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38 พร้อมด้วย นายวีระ พุ่มไม้ ผู้อำนวยการโรงเรียนลิไทพิทยาคม ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนายธีรพันธุ์ ศรีวชิรากรณ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2  โรงเรียนลิไทพิทยาคม ที่ประสบอัคคีภัย พร้อมมอบเงินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน

ทั้งนี้ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2563 เวลาประมาณ 16.00 น. ได้เกิดเหตุไฟไหม้บ้าน บ้านเลขที่ 20 หมู่ 5บ้านปากคลอง ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นบ้านของตากับยายของ นายธีรพันธุ์ ศรีวชิรากรณ์ อาศัยอยู่กันทั้งหมด 5 คน คือ ตา ยาย นายธีรพันธุ์ ศรีวชิรากรณ์ และน้องอีก 2 คน ซึ่งกำลังศึกษาระดับประถมศึกษา ส่วนบิดา-มารดานั้น ไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ไม่มีใครอยู่บ้าน ทำให้เพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ส่วนสาเหตุ ต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป

สำหรับเพลิงไหม้ในครั้งนี้สร้างความสูญเสียให้ครอบครัว ซึ่งอยู่อาศัยกัน 5 คน เป็นอย่างมากผู้ที่มีความประสงค์ช่วยเหลือ สามารถโอนเงินผ่านบัญชี ธนาคารออมสิน สาขาบิ๊กซีสุโขทัย เลขบัญชี 020298253459 ชื่อบัญชี นายวิเชียร งาเนียม หรือ นางสุภาภรณ์ งานเนียม (บิดา-มารดา)

‘ครูกัลยา’ ทุ่มสุดตัว นักเรียนไทย ‘พึงมี’ สี่ประการ ท่ามกลางโลกหมุนเร็ว ‘STI’ และ ‘สติ’ ต้องอยู่ด้วยกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520426

‘ครูกัลยา’ทุ่มสุดตัว นักเรียนไทย‘พึงมี’สี่ประการ  ท่ามกลางโลกหมุนเร็ว‘STI’และ‘สติ’ต้องอยู่ด้วยกัน

‘ครูกัลยา’ทุ่มสุดตัว นักเรียนไทย‘พึงมี’สี่ประการ ท่ามกลางโลกหมุนเร็ว‘STI’และ‘สติ’ต้องอยู่ด้วยกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทุ่มสุดตัวกระตุ้นแนะนำให้ผู้บริหารด้านการศึกษา ต้องนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมหรือรวมอักษรย่อ ทั้ง 3 อย่างว่า STIมาใช้ประกอบกับ “สติ” ของแต่ละคนเพื่อใช้ในการจัดการพัฒนาการศึกษาไทยในยุคดิจิทัล โดยยึดประโยชน์ถึงการ “พึงได้” และ “พึงมี” ใน 4 ประการคือ 1.นักเรียนมีความสุข 2.ครูมีศักดิ์ศรี 3.ผู้ปกครองมีความสบายใจ 4.สังคมมีส่วนร่วม

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวถึง “Codingและการศึกษาเพื่อชีวิต” ซึ่งเป็นของใหม่ในยุคนี้ ว่า “ปัจจุบันแนวโน้มการจัดการศึกษาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดบ้าง เมื่อนักเรียนจบไปแล้วจะยังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอยู่หรือไม่ ศธ. จึงต้องนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI) ประกอบกับสติ มาใช้ในการจัดการศึกษาในยุคดิจิทัล ว่าจะทำอย่างไร ให้การศึกษามีความโดดเด่น สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ควบคู่ไปกับหลัก 4 มี สำหรับ “Coding และการศึกษาเพื่อชีวิต” เท่าที่ผ่านมาได้มีการบรรจุหลักสูตร Coding ไว้ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลปีแรกโดยให้จัดการสอน Unplug Codingสำหรับเด็กทุกชั้นปี เพื่อสร้างทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และเมื่อถึงระดับที่สูงขึ้นก็สามารถต่อยอดไปเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ตามความถนัด นอกจากนี้ได้มีการจัดอบรมครูออนไลน์ หลักสูตรการจัดการเรียนรู้วิทยาการคำนวณสำหรับครู Coding for Teacher (C4T) ภายใต้นโยบาย “การขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้โค้ดดิ้งในโรงเรียน” โดยมีครูเข้าร่วมอบรมกว่า 2 แสนคน และในระยะต่อไปจะดำเนินการจัดอบรมหลักสูตรการอบรมการจัดการเรียนรู้วิทยาการคำนวณสำหรับครู ขั้นสูง (Coding On line for Teacher Plus : C4T Plus) ขณะที่คณะกรรมการ Coding แห่งชาติ ก็ได้
พิจารณาต่อยอดหลักสูตร Coding ให้ครอบคลุมประชากรไทยทุกคน อาทิ Coding สำหรับผู้ตกงาน Coding ในการเกษตร เป็นต้น เพื่อเป็นการ UpskillReskill ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคใหม่สามารถติดต่อสื่อสารกับคนทั้งโลกได้ตามแนวทาง Coding for all, All for coding

ทั้งนี้ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชได้กล่าวปิดท้ายไว้ว่า การจัดการศึกษาให้สำเร็จตามหลัก 4 มี นักเรียนทุกคนต้องได้เรียนสิ่งที่อยากเรียน ดังนั้นผู้อำนวยการ ครู มีหน้าที่สร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนสิ่งที่นักเรียนสนใจและครูจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยประคับ ประคองให้เด็กเรียนสิ่งที่ชอบ ไม่ว่าจะยากแค่ไหนเด็กจะสามารถเรียนรู้ได้อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันขอให้ดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาด้วย ไม่ว่าจะเป็นหอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ผู้ประกอบการในจังหวัด ทั้งในด้านเงินทุน เครื่องจักร เทคโนโลยีบุคลากร องค์ความรู้ ตามความเหมาะสมหรืออาจจัดเป็นหลักสูตรทวิภาคี เพื่อให้เด็กมีทักษะตรงกับที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ และขอย้ำว่า การศึกษายุคใหม่เด็กเรียนจบแล้วต้องมีงานทำ ทำงานเป็น สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ช่วยเหลือครอบครัวและสังคมต่อไป

โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ ช่างกล ขส.ทบ. จัดพิธี “เปิดอาคารอเนกประสงค์โครงหลังคาบังแดด” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520486

โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ ช่างกล ขส.ทบ. จัดพิธี “เปิดอาคารอเนกประสงค์โครงหลังคาบังแดด”

โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ ช่างกล ขส.ทบ. จัดพิธี “เปิดอาคารอเนกประสงค์โครงหลังคาบังแดด”

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.https://www.youtube.com/embed/QbP-ucTX3Bs

โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ ช่างกล ขส.ทบ. จัดพิธี “เปิดอาคารอเนกประสงค์โครงหลังคาบังแดด” ในวันเสาร์ที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๓ ณ โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ ช่างกล ขส.ทบ. ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี   โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นสิริมงคล  ความเจริญรุ่งเรืองของสถานศึกษาและเป็นขวัญกำลังใจแก่นักเรียน/นักศึกษา บุคลากร และผู้ปกครอง ที่ได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ และใช้เพื่อการพัฒนางานด้านการศึกษา การปลูกฝังวินัย และงานนันทนาการ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของโรงเรียน โดยมี พลตรี อภิชาติ  ปัตตะนุ เจ้ากรมการขนส่งทหารบก/ประธานกรรมการบริหาร เป็นประธานในพิธี

ม.มหาสารคามติด Top10 ระดับประเทศ จากการจัดอันดับของ Nature Index 2020 ผลงานระดับประเทศด้าน Earth & Environmental #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520428

ม.มหาสารคามติดTop10ระดับประเทศ  จากการจัดอันดับของNature Index 2020 ผลงานระดับประเทศด้าน Earth & Environmental

ม.มหาสารคามติดTop10ระดับประเทศ จากการจัดอันดับของNature Index 2020 ผลงานระดับประเทศด้าน Earth & Environmental

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า เว็บไซต์https://www.natureindex.com ได้เผยแพร่ข้อมูลการจัดอันดับจากดัชนีวารสารชั้นนำระดับโลกNature Index โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2562-30 มิถุนายน 2563 ปรากฏว่า ผลงานวิจัยตีพิมพ์ด้าน Earth & Environmental Sciences และ PhysicalSciences มหาวิทยาลัยมหาสารคามติดอันดับที่ 4 ร่วมของประเทศไทย และผลงานวิจัยตีพิมพ์ด้าน Chemistry ติดอันดับที่ 5 ร่วมโดยภาพรวมผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้รับการจัดอันดับที่ 9 ระดับประเทศไทย อันดับที่ 186 ร่วมระดับเอเชีย และอันดับที่ 374 ร่วมระดับโลก ซึ่งผลการจัดอันดับที่ปรากฏขึ้นนี้เกิดจากการขับเคลื่อนนโยบายด้านการวิจัย การจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ และที่สำคัญได้รับความร่วมมือจากอาจารย์และนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นอย่างดี นำไปสู่การยอมรับในระดับชาติและระดับสากล 

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ชี้แจงเพิ่มเติมว่า Nature Index เป็นตัวชี้วัดคุณภาพงานวิจัย โดยจัดอันดับประเทศและสถาบัน ซึ่งพิจารณาจากการตีพิมพ์บทความวิจัย (ต่อปี) เป็นที่ยอมรับของแต่ละสาขาในเครือNature Research แบ่งเป็น 4 ด้าน คือ วิทยาศาสตร์กายภาพ (Physical Sciences)วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Sciences) เคมี (Chemistry) และวิทยาศาสตร์โลกและสิ่งแวดล้อม (Earth & EnvironmentalSciences) ซึ่งจะใช้ 2 ตัวชี้วัดหลักในการพิจารณาจัดอันดับ ได้แก่ จำนวนบทความตีพิมพ์ (Count) และ จำนวนสัดส่วน/ส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของบทความที่จัดสรรให้กับสถาบันหรือประเทศ (Fractional Count) ทั้งนี้ วารสาร Nature ถือว่าเป็นวารสารทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการระดับโลก มีค่า Impact Factor สูงติดอันดับ Top 10 ของโลกดังนั้น บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารดังกล่าวจึงถือเป็นบทความที่มีคุณภาพในระดับสากลที่น่าภาคภูมิใจ

‘สอวช.’ ดัน 5 ประเด็นเร่งด่วน ปลดล็อกกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520546

‘สอวช.’ดัน 5 ประเด็นเร่งด่วน ปลดล็อกกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา

‘สอวช.’ดัน 5 ประเด็นเร่งด่วน ปลดล็อกกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 19.27 น.

‘สอวช.’ดัน 5 ประเด็นเร่งด่วน ปลดล็อกกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา

23 กันยายน 2563 ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวในงานเสวนา “กฎหมายนวัตกรรม ครั้งที่ 2” ในหัวข้อ “ประเด็นเร่งด่วนในการผลักดันกฎหมายนวัตกรรมไทย”  จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ โดยเน้นย้ำว่านอกจากกฎหมายนวัตกรรมที่มีความสำคัญแล้ว นโยบายของการให้ทุนสนับสนุนก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน และล่าสุดในการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ก็มติเห็นชอบในหลักการของการจัดทำหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนา และเพื่อการให้บริการทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อปลดล็อกกระบวนการจัดหาพัสดุเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนา การบริการวิชาการ และการสร้างนวัตกรรมที่มีความซับซ้อนในการจัดหามากกว่าการจัดหาพัสดุปกติ

อย่างไรก็ตาม ดร.กิติพงค์ ยอมรับว่า การจะผลักดันกฎหมายนวัตกรรมออกมาให้เร็วนั้น เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยระยะเวลา เนื่องจากมีความซับซ้อนและเป็นเรื่องใหม่ แต่ก็มีความพยายามผลักดันกฎหมายที่ใกล้จะเป็นรูปธรรม โดยยกตัวอย่างใน 5 เรื่อง คือ

(1) การปรับรูปแบบการให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม จากเดิมที่เน้นการให้ทุนไปในภาครัฐ เช่น มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย หรือนักวิจัยภาครัฐ ซึ่งก็พบว่ามีข้อดีคือ นักวิจัยได้ทำงาน แต่ก็มีข้อจำกัดตอนทำให้เกิดผลทางเศรษฐกิจที่นักวิจัยเองอาจจะไม่เชี่ยวชาญด้านการตลาดและธุรกิจ โดยภายหลังจากที่ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าพิจารณาในสภานโยบายฯ แล้ว ได้มีมติเห็นชอบในหลักการเรื่องระเบียบการให้ทุนกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ซึ่งครอบคลุมหน่วยงานให้ทุนในระบบวิจัยได้ทั้งหมด เป็นการช่วยให้หน่วยงานของรัฐสามารถให้ทุนกับภาคเอกชนได้ ซึ่งในการรองรับระเบียบนี้ เรามีหน่วยบริหารและจัดการทุน หรือ พีเอ็มยู 7 แห่ง โดยในบางพีเอ็มยู มุ่งให้ทุนในส่วนที่ทำให้ผลงานวิจัยออกไปประกอบการเชิงธุรกิจอุตสาหกรรม และจัดสรรเงินเป็นก้อนอย่างต่อเนื่อง จนงานวิจัยสำเร็จ เช่น ในช่วงวิกฤตโควิด 19 จะเห็นว่ามีชุดตรวจที่ได้ผลเร็ว ต้นทุนต่ำลงออกมา นั่นก็เป็นทุนสนับสนุนที่ทางพีเอ็มยู ให้กับบริษัทโดยตรงทำให้เกิดผลผลิตเร็ว ไม่ติดขั้นตอนที่ต้องผ่านระบบมหาวิทยาลัย

(2) พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็น พ.ร.บ. ที่ใช้เวลาผลักดันยาวนานมากกว่า 10 ปี และคาดว่าจะนำเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรีไม่เกินสัปดาห์หน้า โดยผลของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะทำให้หน่วยงานวิจัยและคนทำวิจัย ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ จะสามารถเป็นเจ้าของผลงานวิจัยเอง ไม่ต้องเป็นเจ้าของร่วมกับหน่วยงานให้ทุนเช่นที่ผ่านมา และสามารถขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้ทันที  ไม่ต้องรอการเจรจาที่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน หากเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับดิจิทัล หรือ ไอที ก็คงล้าสมัยไม่ทันต่อสถานการณ์

(3) เวลาทำวิจัยกับนวัตกรรม จะมีปัญหาของกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง จึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา และได้ทำเป็นร่างประกาศเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างสำหรับงานวิจัยและนวัตกรรมโดยเฉพาะ ได้นำเข้า สภานโยบายฯ เพื่อพิจารณาแล้วตามที่กล่าวในตอนต้น โดยในขั้นตอนต่อไปก็จะประสานกรมบัญชีกลางให้พิจารณาประกาศออกมา ซึ่งจะทำให้คล่องตัวและปลดล็อกหลายอย่าง เช่นการซื้อของจากต่างประเทศ หรือซื้อคุรุภัณฑ์ในชุมชน แต่เดิมหากจบสิ้นการวิจัยก็จะเก็บกลับเพราะเป็นของหลวง แต่ต่อไปสามารถมอบให้กับชุมชนได้ใช้ประโยชน์ต่อไปได้

(4) การส่งเสริมการลงทุนรัฐเอกชนในธุรกิจนวัตกรรม ส่งเสริมมหาวิทยาลัยกับสถาบันวิจัยภาครัฐ โดยใช้กลไก Holding Company

(5) Innovation Sandbox กำลังผลักดันออกมาเป็น พ.ร.บ. แต่ยังไม่คืบหน้ามากนักเนื่องจากมีความซับซ้อน ขณะเดียวกันก็จะทำวิจัยไปด้วย โดย สอวช.ได้ทำเรื่อง เศรษฐกิจหมุนเวียน โดยหลักการคือต้องสามารถหมุนเวียนทรัพยากรของเสียจากโรงงานหนึ่ง เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบอีกโรงงานหนึ่ง แต่หากข้ามเขตกันก็จะติดกฎหมายทำไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ต้องใช้ตัวกฎหมายใน Innovation Sandbox จัดการเพื่อปลดล็อกความยุ่งยากดังกล่าว