ชมรมพระเครื่องฯภาคตะวันตกจัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารกลางวันแจกทุนเด็กนักเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520497

ชมรมพระเครื่องฯภาคตะวันตกจัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารกลางวันแจกทุนเด็กนักเรียน

ชมรมพระเครื่องฯภาคตะวันตกจัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารกลางวันแจกทุนเด็กนักเรียน

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 17.57 น.

วันที่ 23 ก.ย.63 นายอาทิตย์ นวลมีศรี หรือ โอ๊ต บางแพ หรือ พระเครื่องสันขวาน ประธานชมรมพระเครื่องเพื่อนพ้องน้องพี่ภาคตะวันตก พร้อมด้วยสมาชิกชมรมฯได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียนที่โรงเรียนวัดบ้านกล้วย ( เฟื้อราษฎร์บำรุง ) ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.ราชบุรี ในโอกาสครบรอบ 13 ปี ของการก่อตั้งชมรมฯ โดยมีเพื่อน สมาชิกในชมรมนำอาหารคาวหวาน ขนมขบเคี้ยว ไอศรีม ข้าวเหนียวหมูย่าง และอื่นๆ มาร่วมในกิจกรรมแจกให้แก่เด็กๆ ได้รับประทาน ช่วงบ่ายยังมีกิจกรรมแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรในหมู่คณะสร้างสีสันสนุกสนาน ส่วนช่วงค่ำเลี้ยงสังสรรค์สมาชิกในวงการพระเครื่อง เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อสมาชิกพระเครื่องด้วยกัน

นายอาทิตย์ นวลมีศรี ประธานชมรมพระเครื่องเพื่อนพ้องน้องพี่ภาคตะวันตก เปิดเผยว่า วันนี้ถือเป็นงานครบรอบ 13 ปีของชมรมพระเครื่องเพื่อนพ้องน้องพี่ภาคตะวันตก จัดกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อหวังให้สังคมส่วนรวมได้รับรู้ว่า ในส่วนของวงการพระเครื่องก็มีการช่วยเหลือสังคม ซึ่งตนเองได้อยู่วงการพระเครื่องที่ตลาดกอบกุล อย่างงานงานที่จัดขึ้นมีการแจกทุนการศึกษาเด็กนักเรียนระยะยาว ตั้งแต่ ม.1 – ม.6  จำนวน 10 ทุน มีทุนใหญ่ที่นำเงินไปปรับปรุงโรงเรียน 

อย่างโรงเรียนวัดเขาอีส้านได้ช่วยสนับสนุนไปจำนวน 20,000 บาทปีที่ผ่านมาก็ได้จัดกิจกรรมลักษณะนี้มาแล้วเช่นกัน คิดว่าต้องมีการเสียสละรายได้บางส่วนบ้าง เพื่อกลับคืนสู่สังคม เพราะเด็ก ๆ จะต้องเติบโตเป็นอนาคตของชาติ ชมรมสามารถช่วยเหลือสังคมตรงนี้ได้ จึงชักชวนเพื่อน ๆ มาช่วยกันสมทบทุน นำอาหาร ขนม ไอศรีมที่เด็ก ๆ ชอบมาให้  อยากชวนทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการศึกษา ที่จะช่วยให้คนเติบโตขึ้นมาเป็นบุคลากรที่ดีของชาติในอนาคตต่อไป

เปิดใจป้าผู้แลน้องป่วยซึมเศร้าโดดสะพาน เผยถูกเพื่อนล้อเลียนจนเครียด เลยก่อเหตุซ้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520366

เปิดใจป้าผู้แลน้องป่วยซึมเศร้าโดดสะพาน เผยถูกเพื่อนล้อเลียนจนเครียด เลยก่อเหตุซ้ำ

เปิดใจป้าผู้แลน้องป่วยซึมเศร้าโดดสะพาน เผยถูกเพื่อนล้อเลียนจนเครียด เลยก่อเหตุซ้ำ

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 12.35 น.

วันที่ 23 กันยายน 2563 จากกรณีเมื่อช่วงเช้าวันที่ 14 กันยายน 2563 เกิดเหตุมี ด.ช.เอก (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในเขตอำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี พยายามจะกระโดดลงจากสะพานลอย โดยสาเหตุเกิดจากถูกรถสหกรณ์สองแถวเบี้ยวไม่ทอนเงิน จึงเกิดความโมโหและน้อยเนื้อตำ่ใจในชีวิต จึงตัดสินใจ เขียนจดหมายลาครูและเพื่อนๆ หวังฆ่าตัวตายลาโลก แต่โชคดีที่มีเจ้าหน้าที่และเพื่อนๆช่วยเหลือไว้ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบและให้การช่วยเหลือเบื้องต้นทราบว่า ตัวเด็กมีปัญหาครอบครัว และยังมีอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ต้องรับประทานยารักษาอยู่ตลอดเวลา

ต่อมาเมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 22 กันยายน 2563 เด็กนักเรียนคนดังกล่าวพยายามจะกระโดดสะพานลอย บริเวณด้านหน้าซอยเนินพลับหวาน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้เวลาเกลี้ยกล่อมประมาณ 15 นาที ก่อนที่จะค่อยจับแล้วดึงเด็กคนดังกล่าวขึ้นมาจากราวสะพานลอยได้สำเร็จ แล้วนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลบางละมุง ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00น. ของวันที่ 23 ก.ย.63 นางสงวน สุดแทนพิทักษ์ อายุ 56 ปี ป้าผู้ดูแลน้อง เดินทางเข้าพบแพทย์โรงพยาบาลบางละมุง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เพื่อติดตามการรักษาอาการป่วยของ ด.ช.เอก (นามสมมติ) หลังทีมแพทย์ได้ทำการกักตัวไว้ที่โรงพยาบาล เพื่อรักษาอาการป่วยตั้งแต่เมื่อวานนี้

จากการสอบถาม นางสงวน สุดแทนพิทักษ์ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุตนได้เข้าเยี่ยมน้องตั้งแต่เมื่อคืนนี้ เบื้องต้นพบว่า อาการสงบลง สามารถพูดคุยได้ ดีขึ้นแล้วตามลำดับ แต่น้องยังคงไม่พูดถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเครียดจนต้องกระทำการดังกล่าว โดยได้คณะครูและเพื่อนสนิทของน้อง ได้เดินทางมาเยี่ยม ซึ่งเพื่อนของน้องได้เปิดเผยว่า สาเหตุน่าจะมาจากการที่น้องถูกเพื่อนบางกลุ่มล้อเลียนจนเกิดความเครียดสะสม จึงเกิดอารมณ์เก็บกดจนอยากจะคิดสั้น

โดยหลังจากเกิดเหตุเรื่องโกงค่ารถสองแถวในครั้งนั้น อาการน้องปกติดีพูดจาไพเราะ และช่วยงานบ้านอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งในช่วงเช้าวันเกิดเหตุก็ได้พูดคุยกับน้องกันปกติไม่มีอาการผิดแปลกหรือเครียดแต่อย่างใด จนกระทั่งมาทราบจากเจ้าหน้าที่ว่าน้องก่อเหตุซ้ำจึงรีบเดินทางมาหาน้องที่โรงพยาบาลดังกล่าว

ทั้งนี้ น้องมีประวัติการรักษาอาการป่วยซึมเศร้าที่โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ มากว่า 2 ปี ซึ่งยังคงรักษากินยาต่อเนื่องและพบแพทย์อยู่เป็นประจำ โดยหลังจากนี้ ทีมแพทย์จะส่งน้องไปตรวจอาการป่วยอย่างระเอียดกับแพทย์เฉพาะทางที่โรงพยาบาลชลบุรี ก่อนจะส่งตัวกลับมารักษาที่โรงพยาบาลเดิม

อย่างไรก็ตาม ทางด้าน นางสงวน สุดแทนพิทักษ์ ป้าผู้ดูแลน้อง ยังเปิดเผยอีกว่า ใจจริงอยากให้หน่วยงานเฉพาะทาง มารับตัวน้องไปรักษาจนหายดี แล้วค่อยกลับมาอยู่กับครอบครัว เพราะเกรงว่า น้องจะอาการกำเริบอีก และห่วงความปลอดภัยของตัวน้องมากที่สุด

รองคณบดีนิเทศศาสตร์นิด้าแนะ 6 ข้อ ตรวจสอบข่าวปลอมประเด็นสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520206

รองคณบดีนิเทศศาสตร์นิด้าแนะ6ข้อ ตรวจสอบข่าวปลอมประเด็นสุขภาพ

รองคณบดีนิเทศศาสตร์นิด้าแนะ6ข้อ ตรวจสอบข่าวปลอมประเด็นสุขภาพ

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผศ.ดร.บุหงา ชัยสุวรรณ รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) แนะนำประชาชนให้ใช้เกณฑ์ 6 ข้อ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับว่าอาจเข้าข่ายเป็นข่าวปลอม (Fake News) หรือไม่โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับประเด็นด้านสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย 1.มิติโครงสร้างข่าว ข่าวมีแนวโน้มที่จะเป็นข่าวปลอม หากข่าวมีโครงสร้างข่าวไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การเขียนข่าวที่ดี เช่น ไม่ระบุวันที่เผยแพร่ ไม่ระบุผู้เผยแพร่เนื้อหา ไม่มีการอ้างอิงข้อมูล ไม่มีการอ้างแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

2.มิติบริบท คือ ข่าวปลอมมักจะมีผู้ติดตามส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นต่อเนื้อหาข่าวไปในทางลบ หรือมีผู้แชร์เนื้อหาต่อในปริมาณน้อย 3.มิติเนื้อหา คือ ข่าวปลอมมีแนวโน้มในการนำเสนอเนื้อหาในลักษณะไม่เหมาะสม เช่น การนำเสนอเนื้อหาที่ไม่ตรงกับเรื่องในพาดหัวข่าว การใช้ข้อความเชิญชวนหรือกล่าวโทษผู้อื่นในพาดหัวข่าว การอ้างอิงหลักฐานความเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้ หรือการใช้ข้อมูลสนับสนุนอย่างเกินจริง การยกตัวอย่างประสบการณ์ของหมอหรือผู้ป่วย รวมถึงเนื้อหาที่เน้นเชิญชวนให้ซื้อสินค้าหรือเกิดพฤติกรรมคล้อยตาม

4.มิติด้านภาษา คือ ข่าวปลอมมีการใช้ภาษาที่มีการสะกดผิด เช่น การใช้ตัวอักษรภาษาไทยปนกับตัวอักษรหรืออักขระพิเศษอื่นๆ หรือตั้งใจเว้นวรรคผิดรูปประโยค 5.มิติด้านโฆษณาและผู้สนับสนุน คือ ในหน้าเว็บที่นำเสนอข่าวปลอมจะมีสัดส่วนปริมาณโฆษณามากกว่าเนื้อหาข่าว และ 6.มิติด้านสุขภาพ คือ ข่าวปลอมจะมีการใช้คำที่อธิบายคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการที่ไม่ได้รับอนุญาตจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ เช่น พ.ร.บ.อาหารและยา เป็นต้น

ผศ.ดร.บุหงากล่าวต่อไปว่า คณะนิเทศศาสตร์ นิด้า ยังร่วมกับโครงการ Fake News Fighter คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และบริษัท แบ็คยาร์ด จำกัด พัฒนาระบบอัจฉริยะต้นแบบช่วยการตัดสินใจข้อมูลข่าวปลอมด้านสุขภาพ (Fact Checking Intelligent Platform) ในชื่อ “เช็กให้รู้”

โดยระบบดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยนำเกณฑ์การพิจารณาโครงสร้างข่าว มาผ่านกระบวนการทำงานของ Data Scientist ที่พัฒนาโมเดล ด้วยการสอนให้ระบบคอมพิวเตอร์เรียนรู้ผ่านการสร้าง Annotation หลังจากนั้นจึงนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์โดยนักนิเทศศาสตร์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพ

แล้วจึงสร้างโมเดลการเรียนรู้ให้ระบบคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ แยกแยะโครงสร้างของข้อมูลข่าวด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนนำไปสู่ระบบตรวจสอบข่าวปลอมขึ้น ซึ่งระบบจะสามารถระบุถึง “แนวโน้มความเป็นไปได้ที่เข้าองค์ประกอบข่าวปลอม” (Fake news probability) ของข่าวที่นำมาตรวจนั้นเพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของผู้รับข้อมูลข่าว และเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อได้ในระยะยาว ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าไปติดตามได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ “เช็กให้รู้” https://www.facebook.com/Factcheckingcenter/

‘สังคมตระหนัก-นโยบายทำได้จริง’ ปัจจัยความสำเร็จงานด้านสิ่งแวดล้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520202

‘สังคมตระหนัก-นโยบายทำได้จริง’  ปัจจัยความสำเร็จงานด้านสิ่งแวดล้อม

‘สังคมตระหนัก-นโยบายทำได้จริง’ ปัจจัยความสำเร็จงานด้านสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

แม้อารยธรรมของมนุษยชาติจะมีช่วงเวลาหลักพันถึงหลักหมื่นปีแต่ช่วงที่มีความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเมื่อราว 200 ปีล่าสุดที่ผ่านมา เมื่อมนุษย์เข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เริ่มรู้จักประดิษฐ์เครื่องจักรมา พร้อมๆ กับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่กระตุ้นทั้งการผลิตและการบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ด้านหนึ่งทำให้ชีวิตมนุษย์สะดวกสบายขึ้นจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่อง แต่อีกด้านหนึ่งก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลกอย่างมากเช่นกัน

“โลกร้อน (Global Warming)”และ “ความเปลี่ยนของสภาพอากาศ (Climate Change)” กลายเป็นคำที่คนในยุคปัจจุบันคุ้นชิน พร้อมกับมีรายงานข่าวเป็นระยะๆ เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกละลายจนระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาแผ่นดินถูกน้ำทะเลรุกคืบเข้ามา รวมถึงที่มีการเปิดเผยรายงาน“ทะเบียนภัยคุกคามทางนิเวศวิทยา”จัดทำโดย สถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (IEP) เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า ในปี 2593 ประชากร 1.2 พันล้านคน ทั่วโลกจะไม่อาจอยู่อาศัย ณ ถิ่นฐานเดิมได้อีกต่อไป

เมื่อเร็วๆ นี้ มีงานเสวนาเรื่อง“ถอดรหัสเศรษฐกิจสีน้ำเงิน : ทะเลไทยในมือคนรุ่นใหม่” จัดโดยศูนย์วิจัยดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ Blue Economy ประเทศไทย ซึ่ง วรรณพร แซ่ตั้ง รองประธานชุมนุมอนุรักษ์ธรรมศาสตร์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าว่าเริ่มสนใจด้านสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย โดยสนใจเกี่ยวกับป่า ซึ่งมีต้นแบบจากมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร

จากนั้นเมื่อเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยจึงมีโอกาสทำชุมนุมอนุรักษ์ธรรมชาติ ได้มองเห็นประเด็นเกี่ยวกับป่าต้นน้ำของไทยและกลายเป็นกระบอกเสียงในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยังมีการจัดกิจกรรมเข้าค่ายอนุรักษ์ป่าทำงานร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ทั้งนี้ ข้อค้นพบหลังได้ทำงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังคือ “การอนุรักษ์ทะเลเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก” เนื่องจากยังขาดการดำเนินการที่ดีนักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบกิจการต่างๆ ที่ใช้ประโยชน์จากทะเลจนทำให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรมลง และภาครัฐก็ขาดการดูแลอย่างเข้าถึง

“มาเรียมซึ่งเป็นพะยูนเกยตื้นแล้วนำมาอนุบาลที่ จ.ตรัง เป็นข่าวที่สังคมสนใจมาก แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ใช้กระแสข่าวเข้ามาดูแล ทำให้ไม่เห็นว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกับระบบนิเวศทางทะเลที่ทำให้พะยูนมาเรียมตาย ซึ่งคนเราไม่ค่อยตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมทางทะเลเท่าที่ควร นอกจากนี้แล้วประเด็นท้าทายที่ทำให้เยาวชนรุ่นใหม่มาให้ความสำคัญ คือต้องทำให้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ฝุ่น PM2.5 ซึ่งได้รับผลกระทบกันทุกคน จึงทำให้ทุกคนเห็นความสำคัญและหาทางแก้ปัญหา”วรรณพร ยกตัวอย่าง

ขณะที่ ปุณยภา วิศวกรวิศิษฎ์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโครงการ YoutEN ระบุว่า แม้จะทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมมาแล้วระยะหนึ่งและเกิดผลดีต่อสังคมไทยแต่ก็ไม่เกิดการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง “หากขาดการออกนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายจากภาครัฐย่อมไม่อาจควบคุมการดำเนินการของภาคธุรกิจ” จึงทำได้เพียงแค่สร้างพื้นที่ให้กับเยาวชนได้พูดแสดงออกด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

เช่นเดียวกัน “แม้ประเทศไทยจะมีแผนการอนุรักษ์ธรรมชาติที่สังคมโลกยอมรับ แต่ก็โดยที่ไม่มีจุดประสงค์ในการทำ มีแผนไว้เป็นเพียงฉากหน้าเท่านั้น ราวกับว่าหากต่างชาติมีไทยก็ต้องมีบ้าง” อย่างไรก็ตาม “ประเทศที่ใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมมักเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นข้อจำกัดของประเทศไทย เนื่องจากสังคมไทยนั้นปัญหาเศรษฐกิจปากท้องยังเป็นเรื่องสำคัญกว่า”จึงเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของทั้งภาครัฐและภาคส่วนอื่นๆ ในการขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าว

“ผลสำรวจพบเยาวชนให้ความสำคัญ รับรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่ด้วยการขาดผู้สนับสนุน เช่น ภาคธุรกิจนอกจากนี้แล้วเรื่องของความเชื่อมโยงในเรื่องต่างๆ เป็นสิ่งที่สำคัญ เห็นได้จากเมื่อทิ้งขยะลงถังแล้วจะไปไหนต่อ ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยนึกถึงเรื่องความเชื่อมโยง เพราะไม่เคยเห็นวงจรทั้งหมดที่ทำว่า จะมีผลกระทบมากน้อยเพียงใด” ปุณยภา ระบุ

ด้าน มารี เคดารี ผู้ร่วมก่อตั้งและ Innovation Coordinator ของ Thailand Climate CoLab กล่าวว่าปัจจุบันยังเห็นได้ว่าในประเทศไทยยังมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้เห็นหรือแม้แต่อาจจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นซึ่ง “อุปสรรคในการทำงาน” มี 2 อย่างคือ 1.การที่ไทยมีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก จึงทำให้คนไทยละเลยเรื่องของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และขาดการดูแลทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงปลายทางอย่างทะเล กับ 2.ความต้องการที่จะพัฒนาหลายๆ อย่าง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม

พุทธิศักดิ์ พนมสารนรินทร์ผู้ก่อตั้ง Thailand Clomate CoLab และเยาวชนผู้แทนประเทศไทยที่ได้เข้าร่วมการประชุม COP24 (UNFCCC) กล่าวว่า เป้าหมายของตนคือมี “การทำให้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไม่น่าเบื่อ” โดยมุ่งเน้นในการเข้าถึงในทุกจุดในชุมชน “การทำงานด้านสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันชนะ” หมายถึงเป็นการต่อสู้กับหลายๆ อย่าง เช่น ความเป็นมนุษย์ ระบบทุนนิยม เป็นต้น ทรัพยากรถูกใช้เพื่อความอยู่รอด จึงทำได้เพียงชะลอผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้แล้ว “สิ่งที่ต้องทำควบคู่กับการอนุรักษ์ คือความเป็นมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมจะต้องควบคู่กันไปให้ได้ และจะต้องไม่ล้ำเส้นมากเกินไป ดังนั้นความคาดหวังให้บรรลุเป้าหมาย 100 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นไปไม่ได้” หลายประเทศในโลกยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างแท้จริง เพียงแต่นโยบายที่ออกมาทำให้มนุษย์กับสิ่งแวดล้อมยังสามารถอยู่ร่วมกันได้เท่านั้น

“หน่วยงานของไทยเองก็ทำงานอย่างหนักเช่นกันในการผลักดันการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ผลตอบรับไม่ดีเท่าที่ควรเนื่องจากนิสัยของคนไทย และนโยบายในการลงมือทำไม่ตอบโจทย์กับคนไทยเท่าที่ควร ซึ่งเวลาทำจะต้องตอบโจทย์ผู้ใช้จริงด้วย ส่วนกฎหมายในการบังคับใช้ยังมีจุดอ่อนในการที่บังคับใช้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น ซึ่งสำคัญที่จะทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่อย่างยั่งยืนก็คือ จะต้องควบคู่กับเรื่องปากท้องของคนไทยด้วย และจะต้องไม่มองว่าเป็นเทรนด์ใหม่ตามกระแส”พุทธิศักดิ์ กล่าวในท้ายที่สุด

‘กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซ’ หนุนทุ่งกุลาร้องไห้ ยกระดับข้าวหอมมะลิออร์แกนิกสู่ตลาดโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520207

‘กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซ’หนุนทุ่งกุลาร้องไห้  ยกระดับข้าวหอมมะลิออร์แกนิกสู่ตลาดโลก

‘กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซ’หนุนทุ่งกุลาร้องไห้ ยกระดับข้าวหอมมะลิออร์แกนิกสู่ตลาดโลก

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น.ส.กรชวัล สมภักดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซจำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงโครงการสนับสนุนชาวนาในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ว่า ในฐานะที่ตนเป็นคนหนึ่งซึ่งเกิดในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ผ่านมาเห็นราคาข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ตกต่ำอย่างต่อเนื่องและชาวนาก็ยังยากจน ทั้งที่ข้าวหอมมะลิของไทยมีความต้องการสูงมากในตลาดโลก โดยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ บริเวณ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด เป็น 1 ใน 5 แหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดของไทย

และจากการที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับกรมการข้าว ได้ขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (Khao Hom Mali Thung Kula Rong Hai) กับสหภาพยุโรป (EU) เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2551 และสหภาพยุโรปได้รับขึ้นทะเบียนข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้แล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค. 2556 เป็นต้นมา ทำให้บริษัท ร่วมกับชาวนาในพื้นที่ ทำงานร่วมกันเพื่อมุ่งสู่ความเป็นคลัสเตอร์แปลงนาข้าวหอมมะลิออร์แกนิกภาคอีสาน ปัจจุบันมีแปลงนาในพื้นที่ของกลุ่มรวมกว่า 50,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด

ได้แก่ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ และยโสธร ในจำนวนนี้เป็นแปลงนาของ บ.กอระ เอ็นเตอร์ไพร์ซ จำนวน 500 ไร่ และยังวางเป้าหมายที่จะขยายคลัสเตอร์แปลงนาให้เพิ่มมากขึ้น คาดใน 5 ปี จะมีคลัสเตอร์แปลงนารวม 200,000 ไร่ ทั่วประเทศ ในส่วนของผลการดำเนินงานในปี 2563 ของกอระเอ็นเตอร์ไพร์ซ คาดว่า จะสร้างรายได้มากกว่า 250 ล้านบาท เติบโตจากปี 2562 กว่า 500% หรือมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านบาท

“จุดมุ่งหมายเพื่อให้ลูกหลานรุ่นต่อไปได้กลับมาประกอบอาชีพในผืนนาของพ่อแม่ และร่วมกันพัฒนาบ้านเกิดให้เป็นฐานการผลิตข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในโลก และต่อยอดแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวที่มีคุณภาพสูงออกสู่ตลาดโลก เพื่อให้ชาวนาไทยไม่ยากจนด้วยเกษตรนวัตกรรม เพราะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มของราคาข้าวหอมมะลิออร์แกนิกในไทยอยู่ที่ 250 บาทต่อกิโลกรัม และตลาดต่างประเทศอยู่ที่ราคา 500-1,000 บาทต่อกิโลกรัม และตอนนี้เรายังถือเป็นบริษัทที่รับซื้อข้าวที่ให้ราคาดีที่สุดด้วย คือ ให้ราคาอยู่ที่ 16,000-20,000 บาทต่อตัน” น.ส.กรชวัล กล่าว

‘กรมอนามัย-สสส.’ ยกระดับ คุณภาพชีวิตหญิงท้องไม่พร้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520209

‘กรมอนามัย-สสส.’ยกระดับ  คุณภาพชีวิตหญิงท้องไม่พร้อม

‘กรมอนามัย-สสส.’ยกระดับ คุณภาพชีวิตหญิงท้องไม่พร้อม

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นพ.บัญชา ค้าของ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวในแถลงข่าวความสำเร็จของโครงการเพื่อสร้างเครือข่ายบริการทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับวัยรุ่นและผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อม เมื่อเร็วๆ นี้ว่า วันที่ 28 กันยายนของทุกปี เป็นวันรณรงค์เพื่อเข้าถึงการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย โดยมีการจัดกิจกรรมรณรงค์พร้อมกันในหลายประเทศทั่วโลก

เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้าใจกับสาธารณชนและผู้กำหนดนโยบาย เกี่ยวกับสภาพปัญหาและทางออกในเรื่องการเข้าถึงการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย เพื่อคุ้มครองชีวิตของผู้หญิงที่ยังต้องเสี่ยงอันตรายจากการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย และเพื่อขจัดปัญหาที่มีผู้หญิงทั่วโลกต้องเสียชีวิตลงทุกปี จากสาเหตุการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งจากข้อมูลบริการ 1663 พบว่า ปี 2561 การปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อม จำนวน 27,048 คน และ ปี 2562 จำนวน 16,457 คนโดยสาเหตุความไม่พร้อมเกิดจาก 3 ด้าน คือ

1.ด้านครอบครัว เช่น ถูกทอดทิ้ง แยกทาง คู่ไม่รับผิดชอบหรือสัมพันธภาพกับคู่ไม่ดี 2.ด้านเศรษฐกิจ เช่น รายได้ไม่เพียงพอ และ 3.ด้านสังคม เช่น การตั้งครรภ์จะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาหรือการทำงาน ดังนั้น ในปี 2563 นี้ ประเทศไทยโดยโครงการพัฒนาเครือข่ายบริการที่ปลอดภัย จึงได้ร่วมกันใช้แนวทางหลักในการรณรงค์เดียวกันกับนานาชาติคือ “การยุติการตั้งครรภ์คือบริการสุขภาพ” (Abortion is health care)

ทั้งนี้ เป้าหมายในการพัฒนาเครือข่ายบริการทั้งตั้งครรภ์ต่อและยุติการตั้งครรภ์ให้มีความเข้มแข็ง เข้าถึงได้ ปลอดภัยและเป็นมิตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิทธิของหญิงท้องไม่พร้อม จึงดำเนินการร่วมกันภายใต้ 4 ข้อคือ 1.พัฒนาความเข้มแข็งและเครือข่ายหน่วยบริการที่ดูแลช่วยเหลือวัยรุ่นและผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ต่อ 2.ขยายบริการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ที่ปลอดภัยอย่างทั่วถึงด้วยการพัฒนาศักยภาพและความเข้มแข็งของเครือข่าย R-SA

3.สร้างความเข้าใจสาธารณะต่อสิทธิในทางเลือกของวัยรุ่นและผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมโดยใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์ การรณรงค์ และเวทีเสวนาต่างๆ และ 4.จัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและผลักดันข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และเพื่อให้หญิงท้องไม่พร้อมเข้าถึงการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย

ด้าน นายชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเสริมว่า นอกจาก สสส. จะร่วมกับภาคีเครือข่ายให้ความรู้กับผู้หญิง เพื่อให้เข้าถึงสิทธิตามกฎหมาย พ.ร.บ. ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 แล้ว ยังเน้นย้ำการให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนเรื่องการมีสุขภาวะทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย

เช่น มองถุงยางอนามัยเป็นเหมือนอุปกรณ์ป้องกันการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พร้อมกับส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีทักษะการสื่อสารเชิงบวกกับบุตรหลานรวมถึงเรื่องเพศ โดยมีตัวช่วยสำหรับผู้ปกครองหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ “คุยเรื่องเพศ.com” “www.lovecarestation.com” หรือจะเป็นแฟนเพจ “คุยเปิดใจลูกหลานปลอดภัย”

เปิดใจกรรมการเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 17 เคี่ยวทุกเล่ม คัดทุกหน้า สู่ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520229

เปิดใจกรรมการเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 17  เคี่ยวทุกเล่ม คัดทุกหน้า สู่ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว

เปิดใจกรรมการเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 17 เคี่ยวทุกเล่ม คัดทุกหน้า สู่ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 17.33 น.

22 กันยายน 2563 ผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้ ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร  สำหรับพิธีมอบรางวัลโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า แก่ผู้ชนะการประกวดหนังสือดีเด่น “รางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 17” โดย บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหาร ออลล์ ออนไลน์ เเละเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย กรรมการกิตติมศักดิ์โครงการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด เป็นประธานมอบรางวัล และแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การอ่าน”

ปีนี้เคี่ยวกันแบบสุดๆ ไม่แพ้ปีอื่นๆ ในแต่ละประเภท ประชุมกลั่นกรองกันไม่ต่ำกว่า 9 ครั้ง จนได้ผู้ชนะแต่ละรางวัลมา โดยมีผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ มีเพียง 2 ประเภทเท่านั้น คือ วรรณกรรมสำหรับเยาวชน จากเรื่อง “ลูกไม้กลายพันธุ์” โดย “จันทรา รัศมีทอง” สำนักพิมพ์บรรณกิจ 1991 และรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวดกวีนิพนธ์ คือ “เรากำลังติดอยู่ในบ่วงแร้วปัจจุบัน” โดย “กิตติ อัมพรมหา” เรียกว่าเคี่ยวกันทุกเล่ม คัดกันทุกหน้า จนได้หัวกะทิสุดๆ เพียง 25 รางวัล จาก 256 ผลงานที่ส่งเข้าประกวด

นายนิวัฒน์ ธาราพรรค์ ประธานคณะกรรมการตัดสิน ประเภทการ์ตูน เปิดเผยถึงความเคี่ยวข้นว่า ปีนี้มีหนังสือการ์ตูนที่ส่งประกวด 47 เล่ม ซึ่งมีทั้งรุ่นใหม่และมือเก๋า อันที่จริงแล้วหลายผลงานฝีมือรุ่นใหม่มีฝีมือ มีแนวคิดที่แปลกใหม่ มุมมองในการนำเสนอทันสมัยมาก แต่น่าเสียดายว่าหลายๆ เรื่องมีข้อความและรูปภาพที่ไม่ค่อยเหมาะสมจึงคัดออกไป ที่น่าสนใจส่วนใหญ่เป็นฝีมือของนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพ กรรมการได้พิจารณาแล้วและคิดว่าแม้งานจะไม่แปลกใหม่จากสิ่งที่เขาเคยทำมากนัก แต่ก็มีคุณค่า มีทักษะ มีแนวคิดในระดับที่น่าชื่นชม  ในปีนี้จึงไม่มีรางวัลชนะเลิศ มีรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เพียง 1 รางวัล ส่วนอันดับ 2 มี 2 รางวัล

“รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เรื่อง JUICE : ARRIVALS โดย คุณ Art Jeeno สำนักพิมพ์แซลมอน มีลายเส้นที่ทันสมัยและการให้สีที่สวยงามมีมิติแสดงบรรยากาศของฉาก สถานที่ และเอกลักษณ์ตัวละครได้ดี องค์ประกอบภาพ การลำดับภาพสามารถสื่ออารมณ์และเล่าเรื่องได้อย่างลื่นไหลชวนติดตาม รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มี 2 รางวัล ได้แก่ เรื่อง PRESENTS FROM THE PRESENT โดย คัจฉกุล แก้วเกต สำนักพิมพ์บัน (BUNBOOKS) เป็นแนวสร้างเสริมกำลังใจ เน้นการอยู่กับปัจจุบัน เล่มนี้มีภาพลายเส้นที่ละเอียดมีสีสันสดใส ตัวละครหรือตัวการ์ตูนสวยงามมีเอกลักษณ์ ลำดับภาพและองค์ประกอบดูสบายตามีความทันสมัย ผู้อ่านได้ใช้จินตนาการในการตีความ และเรื่อง Say hi until goodbye โดย Tum Ulit สำนักพิมพ์ Koob เป็นหนังสือการ์ตูนที่รวบรวมภาษาสั้นๆจากเพจ Tum Ulit เป็นนักเขียนหน้าใหม่ที่น่าสนใจมาก การวาดภาพในลักษณะที่ทันสมัยเป็นสากล ตัวการ์ตูนมีลายเส้นเรียบง่ายสีสันสบายตามีชีวิตชีวา การจัดองค์ประกอบและลำดับภาพดี  การ์ตูนมีความละเมียดละไมดูแล้วมีความอบอุ่น”

ศ.ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ ประธานคณะกรรมการตัดสิน ประเภทนวนิยาย กล่าวถึงการตัดสินประเภทนวนิยายว่า จากผลงานที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 29 เล่ม ไม่มีเล่มไหนที่ได้รางวัลชนะเลิศ มีเพียงรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1  2 รางวัล และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 อีก 1 รางวัล เท่านั้น

“ไต้ก๋ง โดย ประชาคม ลุนาชัย จัดพิมพ์โดย สนพ. ดินแดนบุ๊ค ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 เพราะผู้เขียนได้สร้างกิ่งให้มีชีวิตโลดแล่นไปตามบทบาทต่างๆ ของแต่ละช่วงวัยได้อย่างเข้มข้น ด้วยเนื้อหาที่มีคุณค่าและแสดงความหมายของชีวิต ตลอดจนการดำเนินเรื่องอย่างสอดคล้องและภาษาวรรณศิลป์อันมีพลัง ส่งให้ทุกตัวละครแสดงอารมณ์ของปุถุชนอันมิอาจปฏิเสธได้และมีชีวิตชีวาดูราวกับเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าผู้อ่าน

รองชนะเลิศอันดับ 1 อีกรางวัล คือ เลือดข้นคนจาง โดย ฤทัยวรรณ  วงศ์สิรสวัสดิ์  จัดพิมพ์โดย สนพ. มติชน หากเรื่องเล่าที่ดีคือเรื่องเล่าที่ทำให้เชื่อขณะอ่านและพาผู้อ่านไปถึงหน้าสุดท้าย นวนิยายเรื่องเลือดข้นคนจางถือว่าเป็นเรื่องเล่าที่ดียิ่งไปกว่านั้น ภาษาอันทรงพลังที่สอดแทรกผ่านเหตุการณ์และเรื่องราวของตัวละคร ผู้อ่านกล้าฝันถึงการถือกำเนิดขึ้นของยุคใหม่  ยุคที่อคติและความเหลื่อมล้ำทางเพศถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

ส่วนรองชนะเลิศอันดับที่ 2 หนังสือ เรื่อง The Boy Who Never Grows เด็กไม่รู้จักโดย เจนมานะ สำนักพิมพ์บัน (BUNBOOK) หรือนักร้องดัง คุณแม็กซ์ เจนมานะ ที่หลายๆ ท่านอาจรู้จักกัน นำเสนอเรื่องราวแบบแฟนตาซี ซึ่งมีเรื่องมหัศจรรย์และเหนือความจริง เล่าเรื่องด้วยสำนวนภาษาที่สละสลวยเห็นภาพ ชวนให้ผู้อ่านติดตามเรื่องราวโลดแล่นไปกับจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์”

ขณะที่ นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการตัดสิน ประเภทกวีนิพนธ์ เปิดเผยว่า กรรมการได้เคี่ยวจาก  42 ผลงาน จนเหลือ 9 เล่มที่ผ่านการเข้ารอบสุดท้าย และมี 4 เล่มที่คว้ารางวัลไปครอง โดยไม่มีรางวัลชนะเลิศ เพราะรองชนะเลิศอันดับ 1 มี 2 รางวัลได้แก่ สองฝั่งแม่น้ำเก่า โดย ลอง จ้องรวี และ Hi! So-Cial ไฮโซ…เชียล โดย ขวัญข้าว ขวัญเรียมเอย ขณะที่รองชนะเลิศอันดับ 2 มี 2 รางวัลเช่นกัน ได้แก่ เรื่อง ซากโบราณมีอยู่ทั่วไป โดย สุธีร์ พุ่มกุมาร และเรื่อง บางใครอาจลืมทางกลับบ้าน โดย นิตา มาศิริ

“สองฝั่งแม่น้ำเก่า โดย ลอง จ้องรวี นั้น ผู้เขียนนำเสนอความทรงจำชีวิตเมื่อวัยเยาว์ที่มีความสุขในชนบทบ้านเกิดในวิถีชีวิตที่เรียนง่ายและความรักจากครอบครัวที่หล่อหลอมให้รักและตระหนักในคุณค่าของแผ่นดินบ้านเกิด ในด้านศิลปะการประพันธ์นั้นผู้ประพันธ์ใช้กลอนแปดด้วยลีลาและภาษาที่เรียบง่ายในการสื่อความสร้างจินตนาการและอารมณ์บางบทยังใช้ความเปรียบที่มีลักษณะเฉพาะ

ส่วน Hi! So-Cial ไฮโซ…เชียล โดย ขวัญข้าว ขวัญเรียมเอย เขียนเป็นกลอนแปดโดยวิธีการร้อยสัมผัสต่อเนื่องกันตั้งแต่เรื่องแรกจนถึงเรื่องสุดท้าย เสนอประเด็นการเปรียบเทียบสังคมออนไลน์ซึ่งมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตคนร่วมสมัยกับวิถีไทยในอดีต ผู้ประพันธ์มีความสามารถในการใช้ภาษาประกอบสร้างเป็นบทกวีที่มีลักษณะเรียบง่ายแต่งดงาม มีลูกเล่นทางความคิดที่สอดร้อยเข้ามาในเนื้อหาอย่างมีจังหวะจะโคน ทำให้เกิดความคมคายในเนื้อหาที่ต้องการจะสื่อ อย่างไรก็ตามการเลือกวิธีร้อยสัมผัสระหว่างบทตลอดเล่มนั้น แม้จะทำให้ผู้เขียนได้แสดงฝีมือในเชิงร้อยกรองขนาดใหญ่ แต่วิธีดังกล่าวอาจสร้างข้อจำกัดให้ผู้เขียนไม่สามารถถ่ายทอดความคิดความรู้สึกอันเข้มข้นผ่านเนื้อความได้อย่างราบรื่นได้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเช่นกัน

ซากโบราณมีอยู่ทั่วไป โดย สุธีร์  พุ่มกุมาร มีเนื้อหาและรูปแบบเหมาะสมกลมกลืนกระชับรัดกุมมีสาระในด้านความรู้ความคิดชัดเจน ใจความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การใช้ถ้อยคำถูกต้องตามหลักภาษาไทยทั้งในด้านการสะกดคำและการสื่อความหมาย มีความเหมาะสมกับเนื้อหาใช้คำให้อารมณ์และความรู้สึก มีความสมบูรณ์

ขณะที่ บางใครอาจลืมทางกลับบ้าน โดย นิตา มาศิริ โดดเด่นที่เนื้อหาและอารมณ์ความรู้สึกซึ่งแสดงออกถึงความรักความผูกพันธ์รำลึกถึงคืนวันเก่าๆ ของอดีตในวัยเด็กตลอดจนเรื่องราวในปัจจุบัน เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารอาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่โดยภาพรวมถือเป็นหนังสือที่มีพลังกวีมีภาษาง่ายๆ แต่งดงาม”

นายนิรันศักดิ์ บุญจันทร์ ประธานคณะกรรมการตัดสิน ประเภทรวมเรื่องสั้น เปิดเผยว่า ในปีนี้นั้นผู้เข้าประกวดมีทั้งนักเขียนที่มีชื่อ นักเขียนใหม่ หลากหลายแนว จากการคัดสรรค์กลั่นกรองใช้เวลา 9 ครั้งด้วยกัน จนในที่สุดเราได้ผลรางวัลโดยรองชนะเลิศอันดับ 1 มี 2 เล่ม และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มี 1 รางวัล แต่ไม่มีผลงานใดที่ได้รางวัลชนะเลิศ

“รองชนะเลิศอันดับ 1 ทั้ง 2 เล่ม คือ เรื่องราวในวันหนึ่งกับเหตุการณ์ไม่ปกติอื่นๆ โดย กฤติศิลป์ ศักดิ์ศิริ ถ่ายทอดเรื่องราวปัญหา อารมณ์ความรู้สึกของคนที่ต่อสู้ดิ้นรนอยู่ในสังคมสมัยใหม่ได้อย่างลุ่มลึกและมีพลัง ใช้กลวิธีเล่าเรื่องอย่างเรียบง่ายตรงไปตรงมา มีรายละเอียดที่สมจริง ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพและมีอารมณ์ร่วม

เรื่อง 24 ชั่วโมง โดย แพรพลอย วนัช ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับชิวิตและสัมพันธภาพของคนในสังคมซึ่งดำเนินไปในแต่ละวัน ผ่านเรื่องราวของตัวละครหลากหลายสถานะหลากหลายแง่มุม  ความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่ชั้นเชิงในการนำเสนอเนื้อหาได้อย่างสร้างสรรค์และน่าสนใจ มีการใช้สัญลักษณ์ที่แปลกใหม่ ใช้ภาษาเล่าเรื่องที่เป็นธรรมชาติ

ด้านรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ เรื่องไร้สัญชาติและตัวละครอื่นๆ โดย บัญชา  อ่อนดี  สะท้อนความเข้าใจชีวิตผ่านปัญหาที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งของคนในสังคม คนกับความคิด  และคนกับสิ่งแวดล้อม ด้วยลีลาการเขียนที่แยบยลซับซ้อนและใช้ภาษาที่สอดคล้องกับเรื่องราวให้ความรู้สึกประทับใจ”

ด้าน ศ.กีรติ บุญเจือ ประธานคณะกรรมการตัดสิน ประเภทสารคดี เปิดเผยว่า ปีนี้มีผู้ส่งผลงานสารคดีเข้าประกวดถึง 77 เล่ม และโดยภาพรวมถือว่ามีคุณภาพงานที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามยังไม่มีรางวัลชนะเลิศ มีเพียงรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 อยู่ 1 รางวัล และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 อยู่ 2 รางวัลเท่านั้น

“หญิงร้าย โดย วรธิภา  สัตยานุศักดิ์กุล ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เป็นหนังสือที่ปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์ แสดงถึงประวัติศาสตร์ สังคมของผู้หญิงไทยทั้งสตรีชนชั้นสูงและสามัญชนที่ถูกกดทับ จำกัด ปิดบังอยู่ใต้วัฒนธรรมที่มีชายเป็นใหญ่มายาวนาน ตั้งแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์มาจนถึงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองพุทธศักราช 2475 ข้อมูลที่หนักแน่นสามารถนำเสนอให้ผู้อ่านเพลิดเพลินเห็นภาพชัดเจน ราวกับได้อ่านนวนิยายประวัติศาสตร์ นับเป็นอีกวิธีการดึงดูดให้คนรุ่นใหม่สนใจรายงานวิชาการ แต่นักเขียนยังสามารถปรับปรุงวิธีการวางโครงเรื่องและลีลาการเขียนให้ราบรื่นกว่านี้

รองชนะเลิศอันดัน 2 เรื่องแรกได้แก่  เรื่อง มันนิซาไก  คนป่าแห่งเขาบรรทัด โดย บุหลัน  รันตี ซึ่งแสดงการสำรวจทางมนุษย์วิทยาได้อย่างนักวิชาการ นำเสนออย่างสารคดี เป็นสารคดีสัญจรที่ไปค้นหาคุณค่าของคนชาติพันธ์ที่ถูกหลงลืมและถูกมองว่าเป็นผู้ล้าหลัง อ่อนด้อยทางวัฒนธรรม แต่ทั้งที่จริงแล้วมันนิซาไกเป็นชนเผ่าที่มีวัฒนธรรมอันเป็นอัตลักษณ์ของตนเอง ผู้เขียนศึกษา ค้นคว้า หาความเป็นจริงถ่ายทอดความคิด ความเชื่อวัฒนธรรมดั้งเดิมออกมาให้สังคมคนเมืองรับรู้ได้อย่างน่าติดตาม สร้างความสะเทือนใจ  เข้าใจ  และเห็นอกเห็นใจไปพร้อมกัน

อีกหนึ่งเล่มที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ เรื่อง My Chefs โดย อนุสรณ์  ติปยานนท์  ผู้เขียนเชื่อมโยงเรื่องราวอาหารไปสู่ความรู้ ทั้งเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์  วัฒนธรรม  ประเพณี รวมถึงความทรงจำในวัยเยาว์ได้อย่างน่าสนใจ  ให้สาระความรู้ความคิดความสำนึกต่ออาหาร ลึกลงไปถึงระดับวัฒนธรรมอาหาร  วัฒนธรรมการบริโภค  ศิลปการประกอบอาหาร การเปลี่ยนแปลงของการประกอบอาหาร ด้วยลีลาการเรียบเรียงสละสลวยงดงามราวกับงานวรรณกรรม”

ส่วน รศ.สุพรรณี วราทร ประธานคณะกรรมการตัดสิน ประเภทวรรรณกรรมสำหรับเยาวชน ซึ่งเป็นประเภทเดียวที่มีรางวัลชนะเลิศ คือ ลูกไม้กลายพันธุ์ โดย จันทรา รัศมีทอง สำนักพิมพ์บรรณกิจ 1991 จาก 15  ผลงานที่ส่งเข้าประกวดในประเภทนี้

“ลูกไม้กลายพันธุ์ ดำเนินเรื่องด้วยถ้อยคำภาษาและสำนวนที่สละสลวบ ผ่านมุมมองของตัวละครที่ทำให้ผู้อ่านรับรู้ได้ถึงความคับแค้น ขมขื่น และกดดันจากครอบครัวที่ผลักไสเขาไป และเอาใจช่วยให้มุมานะ เอาชนะคำสบประมาทด้วยจิตสำนึกที่ใฝ่ดี”

ในส่วน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เรื่อง โลกของมดแดงกับแตงกวา (เอยด้วย!) ตอน ความลับใต้ผืนทราย โดย งามพรรณ เวชชาชีวะ นั้น นำเสนอความคิดเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้ผู้อ่านเกิดความตระหนักเพื่อช่วยกันรักษาท้องทะเลให้สะอาดและปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล ด้วยวิธีนำเสนอแนวสมจริง เรียบง่าย และชวนติดตาม ขณะที่ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เรื่อง เรื่องเล่าของพลอยดาว โดย อัชฌาฐิณี ทำให้ผู้อ่านได้สัมผัสถึงชีวิตครอบครัวที่มีความสุข ความสงบ มีความเข้าใจและเอื้ออาทรต่อกัน แม้บางครั้งจะมีความคิดที่แตกต่างกันบ้างก็ตามที” เคี่ยวเข้ม เคี่ยวข้นแบบสุดๆ  สมควรคุณค่าแห่งรางวัล “เซเว่นบุ๊คอวอร์ด”

‘ณัฏฐพล’ เคาะสเป็คองค์การค้าฯรับพนักงานใหม่ ‘สกสค.’ ยันเลิกจ้างเหตุขาดทุน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520224

‘ณัฏฐพล’เคาะสเป็คองค์การค้าฯรับพนักงานใหม่ ‘สกสค.’ยันเลิกจ้างเหตุขาดทุน

‘ณัฏฐพล’เคาะสเป็คองค์การค้าฯรับพนักงานใหม่ ‘สกสค.’ยันเลิกจ้างเหตุขาดทุน

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 17.17 น.

‘ณัฏฐพล’เคาะสเป็คองค์การค้าฯรับพนักงานใหม่ ‘สกสค.’ยันเลิกจ้างเหตุขาดทุน

22 กันยายน 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค.ที่มีตนเป็นประธานเมื่อเร็วๆนี้ ตนได้เน้นย้ำองค์การค้าฯเรื่องการดำเนินงานในช่วงที่กำลังจะเกิดขึ้น และการจ้างพนักงาน ซึ่งส่วนหนึ่งจะเปิดรับสมัครในงาน “จ๊อบเอ็กซ์โปร์ 2020” ระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน นี้ หรือถึงแม้จะเป็นตำแหน่งชั่วคราว ก็อยากให้รับคนที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีเข้ามาทำงาน ซึ่งต้องผสมผสานระหว่างงานด้านการตลาด การขายหน้าร้าน หรือขายผ่านออนไลน์ จึงต้องปรับทักษะในการทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนย้ำมาตลอด

ส่วนการรับพนักงานนั้น สามารถพิจารณาได้ทั้งพนักงานเก่าและคนใหม่ แต่ต้องมีทักษะในการผลิต การขาย เรื่องคลังสินค้า และความสามารถด้านเทคโนโลยีพอสมควร และองค์การค้าฯต้องคำนึงถึงอัตราค่าจ้างที่เหมาะสมด้วย ส่วนองค์การค้าจะรับพนักงานทั้ง 295 ตำแหน่งตามกรอบกำลังคนหรือไม่ ตนยังบอกไม่ได้ แต่เมื่อเทียบกับความเหมาะสมกับเนื้องานแล้ว ขณะนี้ได้มีการปรับแผนงานไปมากพอสมควรแล้ว

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ ตนรับรายงานว่าจากที่องค์การค้าประกาศเลิกจ้างพนักงาน 227 คน เมื่อเดือนธันวาคม 2562 มีพนักงานบางส่วนได้ฟ้องร้องเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับองค์การค้า ก็เป็นเรื่องปกติ ซึ่งตนย้ำให้องค์การค้าดำเนินการทุกอย่างไปตามกฎหมาย

สำหรับในส่วนของการประชุม สกสค. ตนได้ย้ำในเรื่องงบประมาณของปี 2564 ว่ามีเรื่องผูกพันอะไรบ้าง ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้ สกสค.ไปดูทรัพย์สินต่างๆที่ สกสค.ผูกพันไปถึงองค์การค้าฯ ว่าจะมีการบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างไรบ้าง

ด้านนายธนพร สมศรี เลขาธิการ สกสค. กล่าวว่า จากการที่องค์การค้า เลิกจ้างพนักงานจำนวน 961 คนเมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่าพนักงานเหล่านี้ได้ดำเนินการยื่นฟ้องต่อองค์การค้า ซึ่งการเลิกจ้างครั้งนี้ไม่ได้มาจากการโกรธแค้นส่วนตัว หรือมีแผนเอาคนใหม่มาแทนที่พนักงานเดิม แต่เลิกจ้างเพราะผลประกอบการขาดทุนกว่า 7 พันล้านบาท

“ผมมองว่าอาจจะมีพนักงานประมาณ 50% ที่ยื่นฟ้องต่อศาล เพราะพนักงานบางส่วนมีหนี้กับธนาคารออมสิน เพราะในอดีตธนาคารออมสินยอมให้พนักงานองค์การค้ากู้เงินจากโครงการการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ได้ เพราะตีความบุคคลเหล่านี้ว่าเป็นบุคลากรทางการศึกษา เมื่อบุคคลเหล่านี้ถูกเลิกจ้างและได้รับเงินชดเชย ธนาคารออมสินจึงมีสิทธิหักเงินชดเชยที่พนักงานได้รับ ซึ่งพนักงานบางส่วนไม่อยากให้ธนาคารออมสินหักเงินไป จึงเลือกที่จะฟ้ององค์การค้าแทน” นายธนพร กล่าว

‘ครูตั้น’ ย้ำวันหยุดพิเศษไม่กระทบการเรียนเด็ก เพราะเป็นช่วงปิดเทอมอยู่แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520190

'ครูตั้น'ย้ำวันหยุดพิเศษไม่กระทบการเรียนเด็ก เพราะเป็นช่วงปิดเทอมอยู่แล้ว

‘ครูตั้น’ย้ำวันหยุดพิเศษไม่กระทบการเรียนเด็ก เพราะเป็นช่วงปิดเทอมอยู่แล้ว

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.10 น.

“ครูตั้น”ย้ำวันหยุดพิเศษไม่กระทบการเรียนเด็ก เพราะเป็นช่วงปิดเทอมอยู่แล้ว เตรียมส่งนักเรียนโครงการโคเซ็นเดินทางไปญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ ในวันที่ 19 – 20 พ.ย.และวันที่ 10 – 13 ธ.ค.2563 โดยคำนึงถึงวันหยุดของโรงเรียนเป็นหลัก ซึ่งเป็นช่วงหยุดปิดเทอมย่อยของนักเรียน เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาได้เดินทางไปท่องเที่ยวทั่วประเทศกับครอบครัว และเพื่อเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

“ที่รัฐบาลกำหนดให้มีวันหยุดยาวหลายๆครั้งไม่ส่งผลกระทบกับการเรียนของนักเรียน เพราะเป็นช่วงปิดเทอมย่อยอยู่แล้ว”

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ครม.ได้พิจารณาถึงกรณีที่รัฐบาลญี่ปุญอนุมัติให้นักเรียนไทยในโครงการโคเซ็นเดินทางไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นได้ จากที่นักเรียนต้องเรียนผ่านระบบออนไลน์มาตั้งแต่เดือนมีนาคม ก็ให้สามารถเดินทางไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นได้ ซึ่งนักเรียนในโครงการโคเซ็นที่จะเดินทางไปมีจำนวน 20 กว่าคน และโครงการโคเซ็นมีระยะเวลา 7 ปี โดยโครงการนี้จะมีนักเรียนเพิ่มขึ้นในอนาคต

GISTDA จับมือ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศร่วมพัฒนาพื้นที่และสวัสดิการแรงงานไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520149

GISTDA จับมือ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศร่วมพัฒนาพื้นที่และสวัสดิการแรงงานไทย

GISTDA จับมือ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศร่วมพัฒนาพื้นที่และสวัสดิการแรงงานไทย

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 14.29 น.

GISTDA จับมือ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศร่วมพัฒนาพื้นที่และสวัสดิการแรงงานไทย

22 กันยายน 2563 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จับมือกับ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายใต้กระทรวงแรงงาน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อการพัฒนาพื้นที่และสวัสดิการแรงงานอย่างยั่งยืน ณ ห้อง Visionization ชั้น 6 GISTDA อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ กรุงเทพมหานคร

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือ เพื่อเชื่อมโยง ข้อมูล องค์ความรู้หลากหลายแขนง รวมถึงเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ที่แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำภายในสังคมของประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานเชิงพื้นที่ ตลอดจนเพื่อใช้ในการวางแผนบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพแรงงาน การแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของกลุ่มแรงงานได้อย่างเหมาะสม ให้สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วภายหลังวิกฤติโควิด-19  

ทั้งนี้ GISTDA และ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้มีการหารือและวางแผนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดาวเทียม และภูมิสารสนเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทั้งในด้านการชี้เป้าตำแหน่งที่ตั้งโรงงานประเภทต่างๆ การบริหารจัดการแรงงานในพื้นที่ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร จำนวนแรงงานทั้งที่อยู่ในระบบและนอกระบบ ตลอดจนประเด็นปัญหาเชิงพื้นที่ต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  โดยเป็นการร่วมมือเพื่อนำไปสู่การพัฒนา Platform ที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติต่อไปในอนาคต

ด้านนายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า ภายใต้นโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาการว่างงาน และมาตรการช่วยเหลือแรงงานไทย ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานทั้งในและนอกระบบนั้น การใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เทคโนโลยีที่ทันสมัย มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่ได้ร่วมมือกับทาง GISTDA แผนงาน โครงการและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ไป ทั้ง 2 หน่วยงานจะร่วมใช้ข้อมูล องค์ความรู้ เทคโนโลยี พัฒนาเครื่องมือ นวัตกรรม ที่จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในการทำงาน เสริมสร้างภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาการทำงานที่มีคุณค่าในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป