ซีดีจี และ มจพ. แก้โจทย์คนทำงานขาดทักษะคิดวิเคราะห์ จับมือปัญญาภิวัฒน์ ผลักดันโค้ดดิ้งสู่ห้องเรียนธุรกิจค้าปลีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519979

ซีดีจี และ มจพ. แก้โจทย์คนทำงานขาดทักษะคิดวิเคราะห์  จับมือปัญญาภิวัฒน์ ผลักดันโค้ดดิ้งสู่ห้องเรียนธุรกิจค้าปลีก

ซีดีจี และ มจพ. แก้โจทย์คนทำงานขาดทักษะคิดวิเคราะห์ จับมือปัญญาภิวัฒน์ ผลักดันโค้ดดิ้งสู่ห้องเรียนธุรกิจค้าปลีก

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กลุ่มบริษัทซีดีจี ผู้ให้บริการด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจร แก่องค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน ผู้ก่อตั้งโครงการ CDG Code Their Dreams ร่วมมือกับภาควิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.) พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนโค้ดดิ้ง “โครงการพัฒนาศักยภาพและวางรากฐานสมองผ่านกระบวนการโค้ดดิ้ง” สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประเภทวิชาพาณิชยกรรม สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก สาขางานธุรกิจค้าปลีกร้านสะดวกซื้อ ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ จำนวน 40 คน มุ่งเน้น 3 ทักษะ ความคิดเชิงตรรกะ (logical thinking) การจัดการปัญหา (problem-solving) และความคิดสร้างสรรค์ (creativity) วางรากฐานแนวคิดเชิงวิเคราะห์ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม พัฒนากระบวนการทำงานและวางแผนธุรกิจระยะสั้น ระยะยาว อย่างมีกลยุทธ์เผยกว่า 60% บุคลากรจบใหม่ยังขาดทักษะการคิดวิเคราะห์(critical thinking skills) ทักษะสำคัญที่องค์กรต้องการ เตรียมผุดงานวิจัยต่อยอดการพัฒนากระบวนการคิดของเด็กไทยด้วยโค้ดดิ้ง

ทั้งนี้ ทางโครงการฯ มีแผนต่อยอดพัฒนางานวิจัยเพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์และความคิดวิเคราะห์ผ่านการเรียนการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยมีเป้าหมายในการปั้นบุคลากรด้านโค้ดดิ้งสู่ตลาดแรงงาน ทักษะสำคัญที่ตลาดมองหา ที่นอกจากจะช่วยเพิ่มความรู้ความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยีโดยทั่วไปแล้ว การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ยังเป็นภาษาสากลที่นับเป็นภาษาที่ 3 ที่ทำให้เกิดผลผลิตของนวัตกรรม ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 7,000 ราย แบ่งเป็นนักเรียนที่ร่วมกิจกรรมตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงอุดมศึกษากว่า 4,898 ราย ครูและอาจารย์ 1,995 ราย โรงเรียนที่ร่วมกิจกรรม 30 แห่ง ช่วยจุดประกายทางความคิดให้คนรุ่นใหม่นำไปต่อยอดในอนาคต สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำไปพัฒนาประเทศ ด้วยความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อสานต่อโครงการต่อไป

สพม.เขต 31 เปิดการแนะแนวเพื่อเด็กมัธยม ให้ค้นพบตัวเอง ทางการศึกษาและประกอบอาชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519981

สพม.เขต 31 เปิดการแนะแนวเพื่อเด็กมัธยม  ให้ค้นพบตัวเอง ทางการศึกษาและประกอบอาชีพ

สพม.เขต 31 เปิดการแนะแนวเพื่อเด็กมัธยม ให้ค้นพบตัวเอง ทางการศึกษาและประกอบอาชีพ

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เพื่อเป็นการรองรับ และเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมได้รู้จักตัวตน ในขณะที่กำลังก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้ใหญ่ และสามารถเรียนรู้ตัวตนของตัวเองว่า มีความต้องการอย่างไรที่แท้จริง ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31(นครราชสีมา) โดยนางจารุวรรณ บุญโตรองผู้อำนวยการ จึงได้เปิดอบรมครูแนะแนว ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ในโครงการพัฒนาการแนะแนวเพื่อส่งเสริมทักษะการเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างศักยภาพให้นักเรียนค้นพบตัวเอง และวางแผนการเส้นทางการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ โดยมีครูแนะแนวเข้าร่วมโครงการ จำนวน100 คน ณ หอประชุม 20 ปี โรงเรียน บุญวัฒนา อ.เมือง จ.นครราชสีมา

การเป็นผู้บริหาร และการเป็นผู้นำ ไม่เหมือนกัน ยากที่สุด บริหารคน อย่าทิ้งอิทธิบาท และพรหมวิหาร #SootinClaimon.Comวหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519975

การเป็นผู้บริหาร และการเป็นผู้นำ ไม่เหมือนกัน  ยากที่สุด บริหารคน อย่าทิ้งอิทธิบาท และพรหมวิหาร

การเป็นผู้บริหาร และการเป็นผู้นำ ไม่เหมือนกัน ยากที่สุด บริหารคน อย่าทิ้งอิทธิบาท และพรหมวิหาร

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผ่านเข้าสู่กาลเวลาของ เดือนตุลาคม เดือนแห่งการถ่ายโอนอำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ ของบรรดาข้าราชการ ซึ่งแน่นอนที่สุด ทุกหน่วยงานราชการย่อมก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการทำงานและการบริหารของบรรดาข้าราชการที่แตกต่างกันออกไป

เราลองมาฟัง รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พูดถึง การทำงานในฐานะการเป็นผู้นำ ซึ่งมีจุดที่ยากที่สุดคือ “บริหารคน” โดยเน้นสรุปว่า การบริหารคน ควรวางแนวคิดจาก จิตสำนึก … และต้องมอง ภาพอนาคตแบบก้าวกระโดด

รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวบรรยายพิเศษ ในการอบรมหลักสูตรพัฒนาข้าราชการครูก่อนแต่งตั้งให้มีและเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ (ระยะที่ 88) หลักสูตรผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ หัวข้อ “อุดมการณ์แห่งวิชาชีพผู้บริหาร” ว่า หลักสูตรผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษนั้น ผู้เข้าอบรมต้องเข้าใจถึงเรื่องระบบงานด้านบริหาร ซึ่งตนได้พัฒนาระบบการทำงานจากคำจำกัดความ 2 สิ่ง คือ การเป็นผู้บริหาร และการเป็นผู้นำ ซึ่งคำสองคำนี้อาจดูคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกัน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ให้คำจำกัดความ อธิการบดี ว่า เป็นผู้นำ และคณบดี ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ เป็นผู้บริหาร มีหน้าที่ทำงานตามนโยบายของอธิการบดี ดังนั้นผู้บริหารที่ดี ควรมีคุณสมบัติการเป็น“ผู้นำ” เพราะการทำงานที่ยากที่สุดคือ การบริหารคน จะทำอย่างไรให้คนทำงานทำตามสิ่งที่เรามอบหมาย?และจะทำอย่างไรให้คนทำงานเหล่านั้น ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพราะความศรัทธาและความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นได้ หากเรามีผู้นำที่ดี

รศ.ดร.ศิโรจน์ กล่าวต่อว่าผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการของโรงเรียนจะอยู่ในส่วนของการเป็นผู้บริหาร สิ่งที่ควรตระหนักในการบริหารโรงเรียนให้เกิดการพัฒนาและอยู่รอด ต้องมีพื้นฐานความคิดมาจาก จิตสำนึก การมีจิตสำนึกที่ดีจะสามารถคิดและพัฒนาโรงเรียน พัฒนานักเรียนให้เป็นคนเก่ง และถูกการยอมรับจากสังคม ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาควรคิดพัฒนาให้ได้จาก จิตสำนึก และ จิตใต้สำนึกเพราะเมื่อนำแนวคิดมารวมกันจะเกิดเป็นจินตนาการ ซึ่งการทำงานจากจินตนาการ ก็คือ การทำงานบนพื้นฐานของความทรงจำเดิมที่มีมาตรฐานของคุณงาม ความดี แต่ถ้าหากเราผสมเข้ากับข้อมูลสมัยใหม่ จะส่งผลให้เป็น อุดมคติ และก่อเกิดเป็น อุดมการณ์ ซึ่งการทำงานจากอุดมการณ์ จะเกิดเป็นรูปธรรมได้ ผู้บริหารต้องรีบลงมือปฏิบัติ

รศ.ดร.ศิโรจน์ กล่าวต่อว่า จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นว่า อุดมการณ์ของผู้บริหารยุคใหม่ ไม่ค่อยถูกเขียนไว้ เนื่องจากการไหลของข้อมูลข่าวสารที่มีความรวดเร็ว (Disruption) ทำให้ผู้บริหารปรับตัวตามไม่ทัน จึงปรับเปลี่ยนมาเป็น วิสัยทัศน์ ซึ่งการแสดงวิสัยทัศน์นั้นต้องถูกการวิเคราะห์มาจากข้อมูลจำนวนมาก และผู้บริหารที่ดีจำเป็นต้องมอง ภาพอนาคต แบบก้าวกระโดดด้วย เพื่อให้วางระบบการทำงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสั่งสม บารมี จากการยึดหลักการทำงานที่ใช้อิทธิบาท 4 และพรหมวิหาร 4 จึงฝากให้ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ ลองนำแนวคิดไปทบทวน หมั่นฝึกฝนและเรียนรู้ให้มากกล้าที่จะคิด และกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ เมื่อตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้ว ควรทำให้ดีที่สุด อย่ากังวล เพราะเป้าหมายจะสำเร็จได้ ถ้าเราลงมือปฏิบัติ

‘ม.มหิดล’ สนองพระราชดำริ สร้างเสริมสุขภาพสามเณรวัดไผ่ดำ ให้โอกาสศึกษาต่อคณะพยาบาลศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520016

'ม.มหิดล'สนองพระราชดำริ สร้างเสริมสุขภาพสามเณรวัดไผ่ดำ ให้โอกาสศึกษาต่อคณะพยาบาลศาสตร์

‘ม.มหิดล’สนองพระราชดำริ สร้างเสริมสุขภาพสามเณรวัดไผ่ดำ ให้โอกาสศึกษาต่อคณะพยาบาลศาสตร์

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 21.58 น.

หน้าที่ของวิชาชีพพยาบาลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงที่อยู่อาศัย และชุมชนของผู้ป่วย โดยมุ่งให้ผู้ป่วยได้รู้จักการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 21 กันยายน 2563 รศ.ดร.ยาใจ สิทธิมงคล คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยมหิดล โดย คณะพยาบาลศาสตร์ ได้เริ่มดำเนินการโครงการสร้างเสริมสุขภาพสามเณรโรงเรียนวัดกฤษณเวฬุพุทธาราม (วัดไผ่ดำ) ต.ทองเอน อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 จนถึงปัจจุบัน โดยเป็นโครงการที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปีนี้นับเป็นปีที่ 17 วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคแก่สามเณร รวมถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว ซึ่งสามเณรส่วนหนึ่งเป็นลูกหลานของชาวบ้านที่ยากไร้ขาดแคลน

“ที่ผ่านมา โครงการสร้างเสริมสุขภาพสามเณรโรงเรียนวัดกฤษณเวฬุพุทธาราม (วัดไผ่ดำ) ได้สำรวจทางสุขภาพของสามเณรวัย 12 – 19 ปี ที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวนกว่า 1,000 รูป พบว่าส่วนใหญ่มีปัญหาด้านสุขอนามัย ขาดความรู้และความเข้าใจในการดูแลตัวเอง จนทำให้เกิดโรคผิวหนัง โรคทางทันตกรรม โรคทางภาวะโภชนาการ และปัญหาสุขภาพจิต โดยทางโครงการฯ ได้จัดบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ ทันตแพทย์ และพยาบาล เพื่อให้บริการดูแลรักษาสุขภาพ พร้อมทั้งอบรม และให้คำแนะนำแก่สามเณรที่เข้าร่วมโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง ในลักษณะ “Train the Trainer” จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง จากเพื่อนสู่เพื่อน เพื่อเป็นต้นแบบในการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนต่อไป”

ด้าน รศ.ดร.วัลย์ลดา ฉันท์เรืองวณิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลศัลยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงาน กล่าวเสริมว่า จากการดำเนินโครงการสร้างเสริมสุขภาพสามเณรโรงเรียนวัดกฤษณเวฬุพุทธาราม (วัดไผ่ดำ) ทำให้สามเณรใส่ใจเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพกันมากขึ้น จนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และมีสามเณรจำนวน 1 รูป ภายหลังจากลาสิกขาได้เข้ามาศึกษาต่อที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทางคณะฯ ได้ให้การดูแลและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ อีกทั้งให้การสนับสนุนและคำแนะนำจนกระทั่งสามารถเข้ามาศึกษาต่อที่คณะฯ โดยคณะฯ ได้ให้ทุนสนับสนุนการศึกษาและค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรแก่นักศึกษาดังกล่าวซึ่งเป็นอดีตสามเณรจากโครงการฯ และหวังว่าเมื่อนักศึกษาผู้รับทุนดังกล่าวสำเร็จการศึกษาแล้ว จะสามารถใช้ความรู้เพื่อการประกอบวิชาชีพการพยาบาล และเป็นกำลังหลักให้กับครอบครัวได้ต่อไปในอนาคต ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่สามารถต่อยอดขยายผลให้สามเณรรูปอื่นๆ จากโครงการฯ ได้รับโอกาสในการศึกษาต่อคณะอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดล อาทิ คณะเทคนิคการแพทย์ คณะกายภาพบำบัด ฯลฯ

นายมานิต โพธิ์สาวัง อดีตสามเณรรูปแรกจากโครงการสร้างเสริมสุขภาพสามเณรโรงเรียนวัดกฤษณเวฬุพุทธาราม (วัดไผ่ดำ) ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้เข้าศึกษาต่อที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตนได้แรงบันดาลใจจากความประทับใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ประจำห้องพยาบาลที่วัดไผ่ดำ เมื่อครั้งที่ตนนอนป่วยถึง 2 สัปดาห์ และได้รับการดูแลเป็นอย่างดี จึงเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

หลังจากที่ได้เฝ้ารับเสด็จฯ และถวายรายงาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการที่ตนดูแลอยู่ ตนได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ให้มีโอกาสศึกษาต่อที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จนปัจจุบันศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 นับเป็นความปลาบปลื้มอย่างหาที่สุดมิได้ โดยตนตั้งใจจะศึกษาจนสำเร็จการศึกษา และทำงานที่โรงพยาบาลศิริราชจนได้ประสบการณ์ในระยะหนึ่ง ก่อนกลับไปช่วยงานที่มูลนิธิสิรินธร เพื่อเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณ

‘ในหลวง’ ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันเอกราชสาธารณรัฐมอลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520027

'ในหลวง'ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันเอกราชสาธารณรัฐมอลตา

‘ในหลวง’ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันเอกราชสาธารณรัฐมอลตา

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 20.02 น.

21 กันยายน 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพร ไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมอลตา ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐมอลตา ซึ่งตรงกับวันที่ 21 กันยายน 2563 ความว่า

ฯพณฯ นายกิออส เวลลาประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมอลตา กรุงวัลเลตตา ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐมอลตา ข้าพเจ้าขอส่งคําอํานวยพรและความปรารถนาดี เพื่อท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์และประสบความสุขสวัสดิ์ ทั้งเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและประชาชนชาวมอลตาประเทศไทยและสาธารณรัฐมอลตามีความสัมพันธ์อันดี ตั้งแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ ทางการทูตต่อกันในปี ๑๙๘๔ ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ประเทศของเราทั้งสองจะยังคงร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างเสริมความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายให้พัฒนาเพิ่มพูนต่อไปในภายภาคหน้า

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

‘องค์การค้าฯ’ จับมือ ‘ก.แรงงาน’ เปิดบูธในงาน ‘จ๊อบเอ็กซ์โปร์’ รับพนักงานเลือดใหม่พัฒนาองค์กร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519924

'องค์การค้าฯ'จับมือ'ก.แรงงาน' เปิดบูธในงาน'จ๊อบเอ็กซ์โปร์' รับพนักงานเลือดใหม่พัฒนาองค์กร

‘องค์การค้าฯ’จับมือ’ก.แรงงาน’ เปิดบูธในงาน’จ๊อบเอ็กซ์โปร์’ รับพนักงานเลือดใหม่พัฒนาองค์กร

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.50 น.

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ สกสค.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้า ของ สกสค.และการประชุม สกสค.ที่มี นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการองค์การค้าฯ ได้หารือถึงเรื่องแผนฟื้นฟูองค์การค้าฯ ซึ่ง นายอดุลย์ บุสสา ผู้อำนวยการองค์การค้าฯได้นำเสนอโครงสร้างบุคลากรใหม่ โดยมีความกระชับและมีความเหมาะสมกับความสามารถในการจ่ายเงินเดือนขององค์การค้าฯด้วย ซึ่งที่ประชุมมีมติให้องค์การค้า เสนอร่างแผนบริหารงานบุคคลใหม่ เพราะคณะกรรมการอยากให้เพิ่มแผนงานในด้านเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะการค้าทางออนไลน์ ซึ่งเป็นเป้าหมายทางธุรกิจในอนาคตขององค์การค้าฯ

“เร็วๆ นี้ องค์การค้าจะเปิดรับพนักงานใหม่ โดย ศธ.จะร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน ที่จะให้องค์การค้าฯตั้งบูธรับสมัครพนักงาน ภายในงานจ๊อบเอ็กซ์โปร์ 2020 วันที่ 26 – 28 กันยายน นี้ ถือเป็นการเปิดกว้างที่จะทำให้องค์การค้าได้พนักงานเลือดใหม่ ที่ไม่มีกรอบการทำงานแบบเดิมๆ ส่วนจะรับสมัครกี่คนนั้น อาจจะรับสมัครหลักสิบคน แต่ในโครงสร้างใหม่พนักงานองค์การค้ามีได้ประมาณ 295 คน ดังนั้น องค์การค้า ต้องไปหารือกันก่อนว่าจะเปิดรับสมัครพนักงานกี่คน เพื่อให้เดินไปตามกรอบที่มีอยู่ รวมถึงมาแทนผู้ที่จะเกษียณ และที่จะหมดสัญญาจ้างในเดือน ต.ค.นี้” นายธนพร กล่าว

นายธนพร กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการจัดพิมพ์หนังสือเรียน ในปีการศึกษา 2564 จากที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือแบบเรียนได้มีมติให้องค์การค้าจัดพิมพ์ตำราเรียนทั้งหมดแล้ว ซึ่งองค์การค้าได้รายงานแนวทางการจัดพิมพ์หนังสือเรียนให้ที่ประชุมทราบว่าจะสามารถจัดพิมพ์และส่งหนังสือให้โรงเรียนได้อย่างช้าสุด ภายในเดือนเมษายน 2564 ซึ่งก็ทันก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 อย่างแน่นอน

นายธนพร กล่าวอีกว่า ขณะองค์การค้า อยู่ระหว่างจัดตั้งคณะทำงานศึกษาเพื่อขายที่ดินบององค์การค้าย่านลาดพร้าว จำนวน 300 ตารางวา ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งสถานีย่อยของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) โดยที่ดินแปลงนี้ทางองค์การค้าได้ทำบันทึกข้อตกลงกับ กฟน.เมื่อหลายปีก่อน เป็นการแลกเปลี่ยนกัน โดยองค์การค้าไปใช้ที่ดินของ กฟน.เพื่อตั้งศึกษาภัณฑ์ แต่เมื่อศึกษาภัณฑ์ยุบตัวลง องค์การค้าก็พร้อมที่จะคืนที่ดินให้กฟน.และขอที่ดินตรงลาดพร้าวคืน ซึ่ง กฟน.คืนที่ดินส่วนนี้ให้ไม่ได้เพราะต้องใช้งบในการรื้อถอนและก่อสร้างใหม่ ซึ่งทาง กฟน.ก็ยินดีจะซื้อที่ดินขององค์การค้า ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้ตั้งคณะทำงานศึกษา เพื่อมาดูว่าจะขายที่ดินแปลงนี้ในราคาเท่าใด เบื้องต้นคาดว่าจะขายได้ในราคาหลักร้อยล้าน

“ส่วนการประชุมคณะกรรมการ สกสค.ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการใช้งบประมาณปี 2563 ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทำให้ใช้งบประมาณได้ไม่เต็มที่ จึงมีมติให้ สกสค.จัดทำแผนเหลื่อมงบประมาณ เพื่อนำงบส่วนนี้มาใช้บริหารจัดการในปี 2564 นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่ สกสค.เสนอให้แก้ไข ข้อบังคับ เรื่องการมอบอำนาจในการบริหารงาน โดยให้ผู้อำนวยการองค์การค้า มีความคล่องตัวในการบริหารงานและมอบหมายงานให้ผู้บริหารในองค์การค้าจัดการเรื่องคดี การฟ้องร้องขององค์การค้าต่อไปได้ จากเดิมเลขาธิการ สกสค.มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการองค์การค้าจัดการเรื่องคดีความได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ทำให้ ผอ.องค์การค้า ไม่มีอำนาจในการส่งมอบงานต่อให้ผู้บริหารรายอื่นได้ ซึ่งจะทำให้เวลาการทำงานของ ผอ.องค์การค้าลดลง เพราะต้องยุ่งกับคดีความที่มีจำนวนมาก จนอาจจะไม่มีเวลาบริหารและพัฒนาองค์การค้า” นายธนพร กล่าว

เกินกว่าเหตุ! กมว.ถอนใบอนุญาต ‘2ครูโหด’ โทษฐาน ‘เลื่อยใบหู-ตบเด็ก’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519902

เกินกว่าเหตุ! กมว.ถอนใบอนุญาต'2ครูโหด' โทษฐาน'เลื่อยใบหู-ตบเด็ก'

เกินกว่าเหตุ! กมว.ถอนใบอนุญาต’2ครูโหด’ โทษฐาน’เลื่อยใบหู-ตบเด็ก’

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.10 น.

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (ประธาน กมว.) เปิดเผยผลประชุม กมว.ครั้งที่ 9/2563 เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้รับทราบและเห็นชอบในหลักการในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ซึ่งจะมาใช้แทนหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู หรือ ป.บัณฑิต ตามที่คณะอนุกรรมการปรับปรุงประสิทธิภาพหลักสูตร ป.บัณฑิต เสนอ โดยหลังจากนี้ สำนักมาตรฐานวิชาชีพคุรุสภา จะไปจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอให้ กมว.พิจารณา จากนั้นจะไปจัดทำร่างประกาศเพื่อเสนอคณะกรรมการคุรุสภา ให้ความเห็นชอบต่อไป

สำหรับแนวทางเบื้องต้นของหลักสูตรดังกล่าว จะกำหนดให้เรียนวิชาครู 34 หน่อยกิต ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (มคอ.2) แบ่งเป็น การเรียนวิชาบังคับหรือวิชาพื้นฐาน 22 หน่วยกิต ปฏิบัติการสอน 12 หน่วยกิต คนที่จะมีสิทธิเรียนในหลักสูตรนี้ จะมีด้วยกัน 4 กลุ่ม คือ กลุ่มที่จบคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แล้ว แต่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และกำลังฝึกสอนอยู่ กลุ่มที่ 2 คนที่เรียนจบปริญญาตรีแล้ว แต่ยังไม่ได้สอนต้องมาเรียนวิชาครูเพิ่ม กลุ่มที่ 3 คือคนที่กำลังเรียนคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ปี 2 ปี 3 และปี 4 และคนที่ไม่ได้เรียนสายครู และกลุ่มที่ 4 ซึ่งเป็นนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็มาเรียนวิชาครูเก็บหน่วยกิตไว้ได้

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า ข้อดีของระบบนี้ หากมหาวิทยาลัยจะเปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ก็จะต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์เท่านั้น ต่างจากที่ผ่านมา ที่ทุกมหาวิทยาลัยสามารถเปิดสอนหลักสูตร ป.บัณฑิต ได้ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการหารายได้จากการเปิดสอน ทั้งนี้ ยอมรับว่าอาจจะมีการต่อต้าน อย่างไรก็ตามหลักสูตรใหม่นี้ ต้องการเน้นให้คนที่ไม่ได้เรียนวิชาครูได้เข้ามาเรียน โดยจะต้องผ่านกระบวนการสร้างความเป็นครูอย่างเข้มข้นเหมือนเรียนในสายครู ระดับปริญญาตรี 4 ปี หรือ 5 ปี โดยยึดหลักว่าให้เรียนก่อน หากไม่ได้ใบประกาศนียบัตรวิชาชีพครูก่อนจะไม่มีสิทธิ์สอน ซึ่งต่างจาก ป.บัณฑิต ที่ให้ไปสอนก่อนแล้วค่อยไปขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

ประธาน กมว.กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม กมว.ยังพิจารณาเรื่องจรรยาบรรณ โดยมีมติเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 2 ราย กรณีครูทำร้ายเด็กเกินกว่าเหตุ โดยรายหนึ่งเลื่อยใบหูเด็ก อีกรายตบเด็ก ทั้งนี้ ตนได้ย้ำในที่ประชุมว่า หากเกิดเหตุครูทำร้ายเด็กอีก ต้องดำเนินการลงโทษด้วยความรวดเร็ว และพักใบอนุญาตฯ ทันที และก่อนที่จะมาต่อใบอนุญาตฯ ครั้งต่อไป จะต้องมีการทดสอบสุขภาพจิตก่อน เพื่อให้มั่นใจว่า คนคนนั้นไม่มีความผิดปกติ สามารถเป็นครูได้จริง

‘ยูเอ็น’ ชมศธ.เปิดรับฟังความเห็นนร. ‘ครูตั้น’ ฟุ้งแก้ตรงจุดทำเด็กไปม็อบน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519889

'ยูเอ็น'ชมศธ.เปิดรับฟังความเห็นนร. ‘ครูตั้น’ฟุ้งแก้ตรงจุดทำเด็กไปม็อบน้อย

‘ยูเอ็น’ชมศธ.เปิดรับฟังความเห็นนร. ‘ครูตั้น’ฟุ้งแก้ตรงจุดทำเด็กไปม็อบน้อย

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 14.44 น.

เมื่อวันที่ 21 กันยายน นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลัง หารือร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และคณะผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ประจำประเทศไทย ว่าทางยูเอ็น มาแสดงความชื่นชม กรณีที่ ศธ. เปิดรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งตรงนี้เป็นแนวทางที่ไม่เห็นบ่อยๆในโลก รวมถึงสอบถามความคือหน้าว่าหลังจากที่รับฟังความคิดเห็นแล้ว มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง 

ซึ่งตนก็ได้อธิบายถึงแพลตฟอร์มที่ศธ.ดำเนินการ เช่น การเปิดช่องทางการรับฟังความคิดเห็น โดยผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นต้องมีความรู้สึกปลอดภัยในข้อมูลที่ให้  ซึ่งข้อมูลที่ได้มาก็เป็นประโยชน์กับศธ.ในการขับเคลื่อนการศึกษา และพัฒนาการศึกษาและเกือบทุกเรื่องก็ตรงกับแนวทางปฏิรูปที่ศธ.วางแผนปฏิรูปไว้แล้ว เพราะฉะนั้น จึงคิดว่า น่าจะขับเคลื่อนได้เร็วในทุกๆด้าน โดยเรื่องหลัก ๆที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็น เช่น เรื่องการพิจารณาตำแหน่งการโยกย้ายครู เพราะครูก็แสดงความคิดเห็นมาเช่นกัน เรื่องหลักสูตร การเข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆใน อนาคตที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข  เช่น เรื่องหลักสูตร 

ส่วน การร่วมชุมนุมแสดงความคิดเห็นของนักเรียน เมื่อวันที่ 19 กันยายน ทางยูเอ็นก็ไม่กัวงลอะไร เพราะนักเรียนไม่ได้ออกมาจำนวนมากนัก แต่ไม่ว่านักเรียรจะอัดอั้นเรื่องอะไร ศธ.ก็เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นหมดและตอบโจทย์ ที่สำคัญแต่ละเรื่องมีแนวทางแก้ไข ซึ่งเท่าที่ดูข้อร้องเรียนต่างๆคิดว่าไม่มีเรื่องใดที่ศธ. ทำไม่ได้ เพียงแต่ต้องดูความเหมาะสมกับประเทศและเวลาที่จะทำ แต่หากเรื่องใดที่ทำแล้วสร้างความแตกแยกให้กับสังคมประเทศ ก็คงต้องหยุดไว้ก่อน แต่ก็จะเร่งดำเนินการในส่วนที่จำเป็นอย่างแท้จริง

JAXA ส่งมอบผลึกโปรตีนจากอวกาศกลับไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519878

JAXA ส่งมอบผลึกโปรตีนจากอวกาศกลับไทย

JAXA ส่งมอบผลึกโปรตีนจากอวกาศกลับไทย

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 14.15 น.

วันที่ 21 กันยายน 2563 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือ ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมรับมอบผลึกโปรตีนหลังจากที่ถูกส่งขึ้นไปทำการทดลองบนอวกาศเพื่อพัฒนาเป็นยาต้านมาลาเรียจากองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXAณ พื้นที่ CHR ชั้น 6  GISTDA อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า การวิจัยผลึกโปรตีนเป็นความร่วมมือระหว่าง GISTDA ไบโอเทค สวทช. และ JAXA ดำเนินการปลูกผลึกโปรตีนในห้องปฏิบัติการอวกาศ คิโบะ (Kibo Module) ของ JAXA เพื่อให้ได้ผลึกโปรตีนที่มีคุณภาพ สามารถเห็นโครงสร้างของตัวโปรตีนที่เป็นเป้าหมายของยาได้อย่างชัดเจน ทำให้สามารถออกแบบตัวยาที่จะสามารถจับกับโปรตีนตัวนี้ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้การปลูกผลึกโปรตีนอวกาศดำเนินการแล้วเสร็จ และส่งกลับมายังประเทศไทยเพื่อทำการศึกษาโครงสร้างโปรตีนเป็นกระบวนการต่อไป โดยในเบื้องต้น ดร. ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ หัวหน้าทีมวิจัยไบโอเทค ระบุว่าผลการตกผลึกโปรตีนในอวกาศมีคุณภาพเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากในอวกาศไม่มีแรงโน้มถ่วง การตกผลึกโปรตีนจึงเป็นแบบธรรมชาติที่สุด มีคุณภาพที่ดีกว่าการปลูกผลึกโปรตีนบนพื้นผิวโลกอย่างมาก

นอกจากโครงการวิจัยปลูกโปรตีนในอวกาศแล้ว GISTDA ยังมีแผนที่จะทดลองปลูกต้นมันสำปะหลังในอวกาศ ทดลองผสมอาหารในอวกาศ และทดลองหมักเชื้อ PGA ในอวกาศ หรือ การเลี้ยงไข่น้ำในอวกาศ ในอนาคตอีกด้วย โดยมี JAXA พันธมิตรที่มีสัมพันธ์อันดีกับ GISTDA เสมอมา สนับสนุนทั้งผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีเพื่อผลิตผลงานวิจัยด้านอวกาศที่มีคุณค่าและก่อประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าว 

ดร. ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ นักวิจัยอาวุโสจากไบโอเทค สวทชกล่าวว่า งานต่อจากนี้จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลการกระเจิงของแสงเพื่อศึกษาโครงสร้างโปรตีนซึ่งเป็นเป้าหมายยาต้านมาลาเรียนี้ เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลโครงสร้างโปรตีนที่ได้จากการปลูกผลึกบนโลก และหวังว่าจะได้ข้อมูลสำคัญเพื่อช่วยในการออกแบบยาต้านมาลาเรียชนิดใหม่ต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยโรคมาลาเรียทั่วโลก

ด้านนายโอโนะ อิสึชิ (Mr. Ono Atsushi) ผู้อำนวยการ JAXA Bangkok Office กล่าวว่า ประเทศไทยมีงานวิจัยที่มีคุณค่าจำนวนมาก งานวิจัยการปลูกผลึกโปรตีนในอวกาศถือเป็นอีก 1 งานวิจัยที่มีคุณค่าและความสำคัญ ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลต่อวงการสาธารณสุขโลก JAXA ในฐานะที่มีผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือ ตลอดจนห้องปฏิบัติการทดลองในอวกาศ มีความพร้อมและยินดีที่จะให้ความร่วมมือ ตลอดจนสนับสนุนประเทศไทยในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านอวกาศที่มีประโยชน์และมีคุณค่าต่อไป

‘ครูตั้น’ ย้ำโรงเรียนปฏิบัติตามระเบียบ ไม่รับนักเรียนเกินกำหนด หวั่นเหลื่อมล้ำทางการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519858

'ครูตั้น'ย้ำโรงเรียนปฏิบัติตามระเบียบ  ไม่รับนักเรียนเกินกำหนด หวั่นเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

‘ครูตั้น’ย้ำโรงเรียนปฏิบัติตามระเบียบ ไม่รับนักเรียนเกินกำหนด หวั่นเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 13.39 น.

วันที่ 21 กันยายน 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึง กรณีคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มีมติเห็นชอบร่างนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ม.1) และ ม.4 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีการศึกษา 2564  ที่กำหนดให้รับนักเรียนไม่เกิน 40 คนต่อห้อง และห้ามขยายห้องเรียนเพิ่มเด็ดขาด และในปีการศึกษา 2565 ให้รับนักเรียนไม่เกิน 35 คนต่อห้อง  รวมถึงการรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (ป.1) ห้ามใช้วิธีการสอบทางวิชาการหรือวัดความรู้ความสามารถของเด็ก โดยให้ใช้วิธีการสัมภาษณ์พูดคุยแทน เพื่อลดการติวตั้งแต่ระดับอนุบาลท นั้น ว่า

ขณะนี้ สพฐ. ได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้ตนรับทราบแล้ว แต่ยังไม่ได้ส่งร่างดังกล่าวมาให้พิจารณา ซึ่งตนก็ได้ย้ำว่า ให้สพฐ.ดำเนินการทุกอย่างให้เป็นไปตามระเบียบที่มีอยู่ ทั้งนี้  เท่าที่ดู  ร่างเกณฑ์การรับนักเรียนฉบับนี้ เป็นการย้ำระเบียบเดิมที่มีอยู่แล้ว ทุกโรงเรียนก็ต้องปฏิบัติตาม ดังนั้น การกำหนดจำนวนนักเรียนต่อห้องจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ 

“การกำหนดจำนวนนักเรียน 40 คนต่อห้อง และไม่ให้มีการขยายจำนวนนักเรียนเพิ่มต่อห้องนั้น ผมเห็นด้วย เพราะไม่อยากให้มีจำนวนนักเรียนต่อห้องมากเกินไป อย่างที่ผมได้ย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า โรงเรียนขนาดใหญ่ ที่มีนักเรียน 4-5 พันคน ถือเป็นจำนวนที่มากเกินไป ถึงแม้โรงเรียนจะมีชื่อเสียง แต่ผมก็กังวลเรื่องคุณภาพ แน่นอนว่าในโรงเรียนจะมีเด็กเก่งอยู่จำนวนมาก แต่ก็ยังมีเด็กอยู่อีกจำนวนหนึ่งที่อาจจะได้รับการศึกษาที่ไม่เข้มข้นเท่าที่ควร ตรงนี้ก็สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนขนาดใหญ่ ส่วนการห้ามสอบเข้า ป.1 นั้น เท่าที่ทราบ สพฐ.มีระเบียบปฏิบัติว่าห้ามสอบเข้า ป.1อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาโรงเรียนไม่ปฏิบัติ ถ้าทำตามระเบียบนั้นทุกอย่างก็สามรรถเดินไปได้ แต่ถ้าระเบียบไหนไม่เหมาะสม จะต้องเปลี่ยนแปลงก็บอกมา” นายณัฏฐพล กล่าว