‘ในหลวง’ ส่งพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันชาติสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519694

'ในหลวง'ส่งพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันชาติสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล

‘ในหลวง’ส่งพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันชาติสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล

วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.40 น.

20 กันยายน 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพร ไปยังประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ในโอกาสวันชาติของสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ซึ่งตรงกับวันที่ 20 กันยายน 2563 ความว่า

ฯพณฯ นางพิทยา เทวี ภัณฑารีประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลกรุงกาฐมาณฑุ ในโอกาสวันชาติของสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ข้าพเจ้ามีความยินดี ขอส่งคำอำนวยพรและความปรารถนาดี เพื่อท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์และประสบความสุขสวัสดิ์ ทั้งเพื่อความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและประชาชนชาวเนปาล

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ไมตรีจิตมิตรภาพที่มีมายาวนานระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะสร้างเสริมความร่วมมือในกิจการทุกๆด้าน ระหว่างประเทศทั้งสองให้เจริญงอกงามต่อไปในภายภาคหน้า

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

‘เอนก’ ลงพื้นที่เยี่ยมชมความก้าวหน้าด้านนวัตกรรม-โครงสร้างพื้นฐานกิจการอวกาศของไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519659

‘เอนก’ลงพื้นที่เยี่ยมชมความก้าวหน้าด้านนวัตกรรม-โครงสร้างพื้นฐานกิจการอวกาศของไทย

‘เอนก’ลงพื้นที่เยี่ยมชมความก้าวหน้าด้านนวัตกรรม-โครงสร้างพื้นฐานกิจการอวกาศของไทย

วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563, 13.41 น.

วันที่ 20 กันยายน 2563 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวง อว. เยี่ยมชมการดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ณ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ หรือ SKP อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมรับฟังการบรรยายบทบาทภารกิจของ GISTDA โดยมี รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ประธานกรรมการ GISTDA และ ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA พร้อมคณะให้การต้อนรับ

ภายหลังจากการเยี่ยมชม รมว.อว. กล่าวว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศเรา เรียกว่ากำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างกำลังคนเพื่อการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะที่เราส่งไปเรียนหรือฝึกเองตามสาขาต่างๆ เวลานี้กำลังไปได้ดี ผมดูมาหลายที่รวมถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็เห็นเป็นเช่นนั้น และวันนี้ได้มีโอกาสมาที่ GISTDA เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง งานด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศของไทยเราถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของอาเซียน ซึ่งก็ได้มอบหมายให้ GISTDA ทำเปรียบเทียบทั้งด้านสมรรถนะและศักยภาพในงานด้านนี้กับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่นมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ ว่าเราทำได้ในระดับไหน เขาทำได้ในระดับไหน แนวทางความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านควรทำอย่างไร เพื่อให้เกิดการพัฒนาร่วมกันในภูมิภาคนี้

รมว.อว. กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องการพัฒนากำลังคนอย่างที่เกริ่นไปตอนแรก ก็เห็นว่าขณะนี้บุคลากรของ GISTDA ที่ส่งไปเรียนได้เริ่มกลับมาทำงานที่ประเทศไทยแล้ว ซึ่งสามารถออกแบบและผลิตเครื่องมือ รวมถึงโซลูชั่นต่างๆ ได้น่าสนใจและมีความหลากหลาย ผมมองว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะดึงสรรพกำลังของมหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมด้วย เพื่อขับเคลื่อนและผลักดันให้สิ่งเหล่านี้มีพลังที่มากขึ้น นอกจากนี้ เรื่องของการเรียนการสอนหลักสูตร SCGI Master Program ระดับปริญญาโทนานาชาติ สาขาภูมิสารสนเทศศาสตร์ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง GISTDA มหาวิทยาลัยอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน และมหาวิทยาลัยบูรพา ก็ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าที่ผ่านมาจะประสบปัญหาโควิด-19 และตอนนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้นแล้ว

รมว.อว. ยังกล่าวต่อไปอีกว่า งานด้านอวกาศถือเป็นโอกาสที่จะทำให้ประเทศเกิดการพัฒนาและเติบโตขึ้นในหลายมิติ สิ่งหนึ่งที่มีความน่าสนใจและเป็นไปได้ คือเรื่อง spaceport หรือท่าอวกาศยาน หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อ แต่จริงๆ แล้วจะมีความคล้ายกับแอร์พอร์ต แต่ spaceport จะใช้เป็นฐานยิงจรวด ยิงดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ รวมทั้งเป็นจุดสำหรับรับจรวด รับดาวเทียมกลับสู่โลกด้วย ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบและเหมาะสมเป็น 1 ใน 7 ของโลก เนื่องจากอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ใกล้ทะเลทั้ง 2 ฝั่งคืออ่าวไทยและอันดามัน โดยเบื้องต้นผมได้ให้ GISTDA ทำข้อมูลและรายละเอียดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม การทำ spaceport จะเป็นแม่เหล็กสำคัญที่จะดึงให้คนเก่งจากทั่วโลกมารวมตัวกันทำเรื่องจรวดและดาวเทียม ซึ่งประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ คือ กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจด้านอวกาศในประเทศ เกิดการสร้างรายได้เข้าประเทศ เกิดการจ้างงาน ประชาชนจะกินดีอยู่ดีมากขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดอุตสาหกรรมการก่อสร้าง อุตสาหกรรมพลังงาน รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอีกด้วย ถามว่าทำไมเราต้องทำเทคโนโลยีมากมาย สาเหตุเพราะเราต้องการให้ประเทศมีรายได้สูงขึ้น ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องลงทุนทางด้านเทคโนโลยีด้วยความรอบคอบ และระมัดระวังอย่างที่สุด ไม่ใช้จ่ายเงินทองแบบฟุ่มเฟื่อยและไม่มีเป้าหมาย ทั้งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีเอง ก็ให้ความสำคัญและสนใจกับงานด้านวิทยาศาสตร์อย่างมาก และพูดถึงงานของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ อยู่บ่อยครั้ง

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่ GISTDA ได้ต้อนรับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมคณะ พื้นที่อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ หรือ SKP เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่ต้นน้ำและเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีอวกาศที่สำคัญของประเทศที่จะช่วยส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศท่ามกลางการแข่งขันในยุคแห่งโลกนวัตกรรม โดยเป้าหมายของ GISTDA คือมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน เพื่อให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวต่ออีกว่า ที่ผ่านมา GISTDA ได้เข้ามามีบทบาทในแวดวงอุตสาหกรรมของประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขั้นสูงที่เรียกว่าอุตสาหกรรมอวกาศ ซึ่งจัดเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ประกอบกับปัจจุบัน GISTDA เองก็มีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีอวกาศ บุคลากร และองค์ความรู้ที่พร้อมสำหรับการดำเนินงานทางด้านนี้อยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะก้าวสู่อุตสาหกรรมนี้ได้อย่างเต็มตัว บทบาทของ GISTDA ต่อภาคอุตสาหกรรมไม่เพียงแต่ส่งเสริมอุตสาหกรรมอวกาศเฉพาะในประเทศเท่านั้น เรายังจะยกระดับขีดความสามารถของประเทศในการแข่งขันด้านธุรกิจอวกาศในอนาคตไปสู่ระดับสากลอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ GISTDA ให้ความสำคัญมาโดยตลอดเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะสิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งการสร้างกำลังคน การสร้างอาชีพ การสร้างรายได้ และวิถีชีวิตใหม่ให้กับสังคมไทย โดยที่นโยบายในการพัฒนาดังกล่าวจะสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติต่างๆที่โลกกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งก็จะสอดคล้องกับเป้าหมายในการดำเนินงานภายใต้โครงการระบบธีออส-2 ที่ว่าเราจะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการแข่งขันด้านเทคโนโลยีดาวเทียม โดยใช้ศูนย์วิจัยและพัฒนาดาวเทียมที่เรามีอยู่ภายใต้โครงการระบบธีออส-2 ซึ่งมีเครื่องมือและห้องปฏิบัติการที่ทันสมัยได้มาตรฐานสากลพร้อมให้บริการแก่ภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ได้เข้ามาใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและการบริการของไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอวกาศให้กับประเทศ

นอกจาก GISTDA จะเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศในส่วนต้นน้ำดังที่กล่าวแล้วข้างต้น GISTDA ยังมุ่งเน้นพัฒนาในส่วนกลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีอวกาศตามภารกิจที่สำคัญของประเทศอีกด้วย โดยส่งเสริมให้ประชาชน หน่วยงานรัฐ และเอกชนทุกภาคส่วน ได้มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีอวกาศเพื่อใช้ประโยชน์ได้สะดวกมากขึ้น ใช้งบประมาณที่น้อยลง หรือแม้กระทั่งเข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสักบาทเดียว ในช่วงหลายปีมานี้หลายภาคส่วนยอมรับ GISTDA ในฐานะผู้นำด้านการผลิตข้อมูลและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานภาครัฐที่ใช้ข้อมูลและผลิตภัณฑ์ของ GISTDA ตัวอย่างเช่น ระบบบูรณาการเชิงพื้นที่เพื่อการตัดสินใจแบบองค์รวม หรือ G-MOS เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม น้ำ เมืองและชุมชน การเกษตร และภัยพิบัติ โดยข้อมูลและผลิตภัณฑ์ของ GISTDA จะช่วยให้หน่วยงานระดับนโยบายมองเห็นภาพรวมของปัญหาและสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และมีประสิทธิภาพ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงงานวิจัยว่าจะมีส่วนช่วยในการพัฒนานวัตกรรมและอุตสาหกรรมอวกาศหรือไม่อย่างไร ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า งานวิจัยถือเป็นอีก 1 งานที่สำคัญที่จะช่วยให้การพัฒนานวัตกรรมต่างๆ สัมฤทธิ์ผล และต้องพร้อมที่จะนำไปสู่การใช้งานได้อย่างจริงจังในสังคมไทย โดย GISTDA พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมขั้นแนวหน้า ที่เรียกว่า “การวิจัยวิทยาศาสตร์ระบบโลกและอวกาศ” หรือ Earth Space Science Frontier Research & Development & Innovation ที่พร้อมจะเปิดโอกาสให้นักวิจัยและบุคลากรไทยที่สนใจเข้าร่วมในโครงการวิจัยระดับนานาชาติ สามารถสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมต่อยอด ทั้งในลักษณะการ Spin-Off หรือจัดตั้ง Start-Up เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศของชาติได้ อย่างเช่น การผลิตยารักษาโรคแบบใหม่ที่ต้องอาศัยสภาวะแรงโน้มถ่วงจากอวกาศของทางไบโอเทค หรือการสร้างความปลอยภัยให้กับอวกาศไทย โดยผ่านความร่วมมือในรูปแบบ Space Consortium เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าการขับเคลื่อนการดำเนินงานในหลายส่วนที่กล่าวมานั้น จำเป็นอย่างมากที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และความร่วมมือระหว่างประเทศ GISTDA พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็น Active Facilitator ที่สามารถทำงานร่วมกันได้กับทุกภาคส่วนอย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อเชื่อมประสานความร่วมมือระหว่างองค์กร หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ผลักดัน Co-creation ในทุกภาคส่วนบนพื้นฐานของความโปร่งใสตรวจสอบได้ ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาและแก้ปัญหาของประเทศชาติที่มีอยู่มากมายหลายมิติ ทั้งสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุดนั่นเอง ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าว

กสศ.จับมือ 66 เครือข่ายทั่วประเทศ ยกระดับการช่วยเหลือเด็กนอกระบบกว่า 35,000 คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519543

กสศ.จับมือ66เครือข่ายทั่วประเทศ ยกระดับการช่วยเหลือเด็กนอกระบบกว่า35,000คน

กสศ.จับมือ66เครือข่ายทั่วประเทศ ยกระดับการช่วยเหลือเด็กนอกระบบกว่า35,000คน

วันเสาร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2563, 18.28 น.

วันที่ 19 กันยายน  2563 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อชี้แจง “แนวคิดและแนวทางการขับเคลื่อนแผนงานพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา” ปีงบประมาณ 2563 โดยมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ภาคีเครือข่ายเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนจำนวน 66 เครือข่ายทั่วประเทศ 

นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า กสศ.ได้สนับสนุนโครงการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา ให้แก่ 66 องค์กรภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ 74 จังหวัด พัฒนากลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่ฐานะยากจนขาดแคลนทุนทรัพย์ เข้าไม่ถึงการศึกษา ตั้งแต่อายุ 2 – 25 ปี กว่า 35,000 คน  โดยกสศ.สนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาทั้งแบบในห้องเรียนและนอกห้องเรียน หรือการพัฒนาทักษะอาชีพตามความต้องการและศักยภาพของเด็ก โดยมีองค์กรหรือภาคีเครือข่ายเป็น “ครูพี่เลี้ยง” ซึ่งกสศ.สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายครูนอกระบบกว่า 3,700 คนอีกด้วย

“ครูพี่เลี้ยง จะเป็นเหมือนฟันเฟืองในการทำงาน ประสานส่งต่อเด็กนอกระบบให้กับ กสศ. เพื่อจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วน แบ่งประเภทและจัดทำรูปแบบการศึกษา ตามความเหมาะสม และกสศ.จะติดตามและประเมินผลต่อไปเพื่อไม่ให้เด็กหลุดออกนอกระบบซ้ำอีก” นายสุภกร กล่าว

ดร.กฤษณพงศ์  กีรติกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารกสศ.และประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการฯ กล่าวว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ใช่แค่ทำงานกับเด็กและครู แต่ต้องมีผู้ปกครอง ชุมชนในระดับหมู่บ้านประกอบด้วย โครงการนี้จะสนับสนุนให้เกิดกลไกการทำงาน การวิเคราะห์เด็กนอกระบบแบบเจาะลึกในทุกมิติ ทั้งด้านเพศ อายุ ภูมิหลังของครอบครัว สภาพแวดล้อม และชุมชน การดำเนินงานในช่วงแรกจะเน้นแก้ปัญหาให้ได้ พร้อมคำนึงการป้องกันปัญหาควบคู่กันไป และสร้างการป้องกันเด็กที่จะหลุดจากระบบการศึกษา เพราะเรารู้ว่าเด็กคนไหนมีความเสี่ยงสูง เช่น ยากจน พฤติกรรมเสี่ยง ฯลฯ

“เราสนับสนุนให้เกิดการเฝ้าระวังที่มีการประสานระหว่างผู้ปกครอง ครู และโรงเรียน หากเกิดกลไกลักษณะนี้ จะทำให้เรื่องนี้ง่ายและไม่ซับซ้อนเท่าการปล่อยให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาแล้วไม่สามารถดึงกลับเข้ามาได้อีก” ดร.กฤษณพงศ์ กล่าว

ศ.ดร.สมพงษ์  จิตระดับ ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ.และรองประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาครูฯ กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษาของไทยถูกเลี้ยงไข้มากว่า 20 กว่าปี ส่งผลให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ มีเด็กยากจนด้อยโอกาสมากกว่า 3.7 ล้านคน ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ครูที่อยู่นอกระบบไม่มีสวัสดิการ ไม่มีความมั่นคงในวิชาชีพ ไม่มีอนาคต ไม่ได้รับการยอมรับ จนอยู่ในสภาพซึมเศร้าในวิชาชีพ  โครงการนี้จึงเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตครูนอกระบบให้ดีขึ้น มีสวัสดิการ มีความมั่นคง ทั้งนี้การขับเคลื่อนเชิงระบบต้องค่อยๆทำ ซึ่งการสนับสนุนงบประมาณครั้งนี้จะช่วยคลี่คลายปัญหาด้านการศึกษาเด็กนอกระบบของประเทศได้ โดยการให้ครูนอกระบบบอกเราว่า เครื่องมือที่ใช้คืออะไร ลงพื้นที่ยังไง แล้วเราจะทำงานตรงนี้ให้เป็นชุดนวัตกรรม ชุดความรู้ แล้วให้เครดิตกับครูทุกคน ไม่เช่นนั้นวิธีการดีๆ ที่คิดค้นขึ้นมาจะหายไป หรืออยู่กับที่ไม่ได้ถูกยกขึ้นมาทำให้เป็นความรู้ และเป็นตัวปรับเปลี่ยนนโยบายได้ ต่อไปนี้ กสศ.จะทำให้เป็นระบบทั้งเรื่องชุดความรู้ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ กสศ.จะเป็นเจ้าภาพตรงนี้ มีกองทุน มีเด็กนอกระบบ ครูนอกระบบกลุ่มนี้เป็นเป้าหมาย และภารกิจที่ กสศ.ต้องทำ การมีเจ้าภาพที่มีตัวตนชัดเจนเข้ามาทำงานเพื่อเด็กนอกระบบ เด็กยากจนพิเศษ และครู จะทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาที่ยั่งยืน

ศธ. เปิดศูนย์ ‘HCEC’ พัฒนาศักยภาพรายบุคคลต้นแบบ ดันทัดเทียมสากล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519461

ศธ. เปิดศูนย์ ‘HCEC’ พัฒนาศักยภาพรายบุคคลต้นแบบ ดันทัดเทียมสากล

ศธ. เปิดศูนย์ ‘HCEC’ พัฒนาศักยภาพรายบุคคลต้นแบบ ดันทัดเทียมสากล

วันเสาร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2563, 14.42 น.

ศธ. เดินหน้าเปิดศูนย์ “HCEC” พัฒนาศักยภาพรายบุคคลต้นแบบ เพิ่มศักยภาพแรงงานสู่ความเป็นเลิศทัดเทียมสากล

กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่ยุคใหม่ เดินหน้าเปิดศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ หรือ HCEC โรงเรียนต้นแบบแห่งแรก เพื่อเป็นศูนย์กลางการสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน-เอกชนในระดับภูมิภาค มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคคลสู่การเป็นทุนมนุษย์ที่มีความเป็นเลิศ ตามมาตรฐานสากล ตั้งเป้าปี ๒๕๖๓ ตั้งศูนย์ในโรงเรียนทั่วทุกภูมิภาค ๑๘๕ ศูนย์ และในวิทยาลัยอาชีวะ ๑๐๐ ศูนย์ภายในปี ๒๕๖๔

วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๓ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เป็นประธานเปิดศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (Human Capital Excellence Center : HCEC) ต้นแบบ ณ โรงเรียนสตรีวิทยา ๒ กรุงเทพมหานคร เวลา ๐๙.๐๐ น.

นายณัฏฐพล กล่าวในฐานะประธานเปิดงานว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดเตรียมกลไกขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่ยุคใหม่ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะใช้ระบบการศึกษาให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนและพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) สู่ความเป็นเลิศ

โดยมุ่งเน้นให้กระบวนการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการต้อง “ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง” เพื่อรองรับการปฏิรูปทางการศึกษาตามแผนงานการศึกษายกกําลังสอง โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการนำภาคเอกชนมามีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมการพัฒนากำลังคนในทุกมิติ เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานที่ภาคเอกชนต้องการ เป็นการเรียนกับมืออาชีพเพื่อให้ได้ศักยภาพแรงงานที่เป็นเลิศอย่างแท้จริง

รวมทั้งตั้งเป้าหมายให้ศูนย์ HCEC เป็นศูนย์กลางในการเพิ่มขีดความสามารถของทุนมนุษย์ เพื่อปฏิรูปการศึกษาสู่ความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

“HCEC มีเป้าหมายหลักในการช่วยให้ระบบการศึกษาดีขึ้น ด้วยการพัฒนาวิชาชีพครู และทำงานร่วมกับวิทยาลัยอาชีวะในการพัฒนาวิชาชีพซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด เป็นศูนย์พัฒนาศักยภาพในเขตพื้นที่การศึกษาที่สอนและจัดอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน ทั้งแบบออนไลน์และแบบห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual Classroom) โดยมุ่งหวังให้เป็นศูนย์พัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในทักษะต่างๆที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ในเขตพื้นที่การศึกษาที่สอนและจัดอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา” นายณัฏฐพล กล่าว

ศูนย์ HCEC จะจัดตั้งขึ้นภายในโรงเรียนและวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ ตามแผนงานที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้วางนโยบายในการจัดตั้งศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (Human Capital Excellence Center : HCEC) ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวม 185 ศูนย์ และในวิทยาลัยอาชีวะ 100 ศูนย์ภายในปี 2564

ทั้งนี้ ได้แบ่งกรอบระยะเวลาในการดำเนินงานจัดตั้งศูนย์ HCEC ภายในโรงเรียน เป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 จำนวน 82 ศูนย์ และระยะที่ 2 จำนวน 103 ศูนย์ โดยใช้ศูนย์พัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ (English Resources Information Center : ERIC) เดิม ที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนประจำจังหวัดและโรงเรียนประจำอำเภอเป็นที่ตั้งของศูนย์ ภายใต้วัตถุประสงค์ที่จะผลักดันให้ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (Human Capital Excellence Center : HCEC) เป็นศูนย์กลางในการอบรมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา (Training Center) แบบออนไลน์และแบบห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual Classroom)

รวมถึงการอบรมพัฒนาด้านอื่นๆ ของทุกจังหวัด เป็นศูนย์กลางในการทดสอบสมรรถภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษา (Testing Center) วัดระดับความสามารถและทักษะด้านต่างๆ ตามสมรรถนะที่ สพฐ.กำหนด อาทิ การทดสอบทักษะด้านภาษาอังกฤษ (English Literacy) และทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ซึ่งถือว่าเป็นทักษะพื้นฐานในมาตรฐานวิชาชีพครู

รวมถึงทักษะอื่นๆ ที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 และยังทำหน้าที่เป็นศูนย์ในการตรวจสอบรับรองคุณสมบัติการออกใบประกาศนีบัตรในรูปแบบออนไลน์ (E-Certification) การตรวจสอบรับรองคุณสมบัติเพื่อใช้ในการต่อใบประกอบวิชาชีพครู (Teacher License) ครอบคุมถึงการตรวจสอบรับรองคุณสมบัติด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในวิชาชีพและให้มีวิทยฐานะสูงขึ้น

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า กลไกขับเคลื่อนทั้งหมดที่กล่าวมา จะนำไปสู่ความเป็นเลิศของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาไทยทั้งระบบ เพราะเมื่อการศึกษากลายเป็นระบบนิเวศโดยสมบูรณ์ ด้วยการเชื่อมต่อผ่าน HCEC, DEEP และเปลี่ยนวิธีการวัดผลด้วย EIDP ทั้งนักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษา จะสามารถประสบความสำเร็จได้ในแบบฉบับของตนเอง และจะนำพาให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีฐานทุนมนุษย์ที่เป็นเลิศอย่างแท้จริง

รมว.ศธ. ยังคาดหวังว่าในระยะสั้น ระบบการศึกษาที่ดีจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่น และความแตกต่าง สร้างความน่าสนใจให้ประเทศต่างๆ อยากมาลงทุนมากขึ้น ในระยะกลางทำให้ไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ และในระยะยาวหากเกิดปัญหาหรือสถานการณ์วิกฤตขึ้น ประเทศไทยจะมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวและมีความสามารถในการฟื้นตัวได้ดีอย่างแน่นอน

“จากยุทธศาสตร์แผนงานการศึกษายกกำลังสองที่ได้มอบหมายนโยบายให้กับทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปเรียบร้อยแล้วนั้น ทำให้เราเชื่อมั่นว่าการปฏิรูปการศึกษาไทยทั้งระบบในทุกๆ มิติ จะสามารถพัฒนาและเป็นแรงผลักดันให้บุคลากรแรงงานของไทยมีทักษะและศักยภาพที่ตอบโจทย์กับความต้องการของภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 นี้ได้อย่างแน่นอน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

ม.มหิดล แนะแนวทางส่งเสริมสุขภาพวัยรุ่นในยุคดิสรัปชั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519289

ม.มหิดล แนะแนวทางส่งเสริมสุขภาพวัยรุ่นในยุคดิสรัปชั่น

ม.มหิดล แนะแนวทางส่งเสริมสุขภาพวัยรุ่นในยุคดิสรัปชั่น

วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563, 17.13 น.

ม.มหิดล แนะแนวทางส่งเสริมสุขภาพวัยรุ่นในยุคดิสรัปชั่น

เนื่องด้วยวันที่ 20 กันยายนของทุกปี เป็น “วันเยาวชนแห่งชาติ” โดยมีขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2528 ซึ่งเป็นปีที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้เป็น “ปีแห่งเยาวชนสากล” โดย องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้ความหมายของคำว่า “เยาวชน” ว่าหมายถึง บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 15 – 24 ปี ในขณะที่ “วัยรุ่น” หมายถึง บุคคลที่มีอายุ 10 – 19 ปี ซึ่งในช่วง 5 ปีแรกของการเป็นเยาวชน ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในการก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่

วันที่ 18 ก.ย. ผศ.เบ็ญจมาศ โอฬารรัตน์มณี ภาควิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในยุคดิสรัปชั่น หรือ 5G ที่กำลังจะมาถึง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อชีวิตวัยรุ่นในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านสุขภาพ จากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตที่ทำให้ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ในขณะที่ด้านร่างกายของวัยรุ่นเองก็มีการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติอยู่แล้ว  วัยรุ่นจึงจำเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแลเพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

“ ปัญหาทางสุขภาพวัยรุ่นที่เร่งด่วน ได้แก่ ปัญหาโรคติดต่อ ทั้งโรคติดต่อทั่วไป และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง HIV ที่ยังคงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ได้แก่ ปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม ปัญหาภาวะโภชนาการ การออกกำลังกายที่น้อยลงจนทำให้เกิดโรคเรื้อรัง ตลอดจนปัญหาสุขภาพจิต  ซึ่งเกิดจากความเครียดในการใช้ชีวิตที่เร่งรีบแบบสังคมเมือง และสัมพันธภาพที่ห่างเหินของครอบครัวทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา  เช่น การใช้สารเสพติด การกลั่นแกล้งรังแก (BULLY) และปัญหาพฤติกรรมทางเพศ ฯลฯ” ผศ.เบ็ญมาศ กล่าว 

ทั้งนี้ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีพันธกิจในการส่งเสริมสุขภาพวัยรุ่น โดยมีบทบาทหลักในการพัฒนาองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่บริการวิชาการสังคม โดยได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการส่งเสริมให้วัยรุ่นสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ เพื่อที่จะได้มีความรู้ความเข้าใจ และสามารถป้องกันปัจจัยที่จะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ได้ด้วยตนเอง

ผศ.เบ็ญจมาศ  มองว่า การใช้โรงเรียนเป็นฐาน หรือส่วนกลางในการแก้ปัญหา จะทำให้เกิดความเชื่อมโยงสู่การแก้ปัญหาในเชิงระบบ โดยจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถผลักดันให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัยรุ่นได้ตระหนักถึงปัญหา และร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการส่งเสริมสุขภาพวัยรุ่นที่ยั่งยืนต่อไป โดยข้อมูลที่ได้จากนักเรียน และผู้ปกครองจะทำให้ครูทราบปัญหา และให้คำแนะนำวัยรุ่นได้ทันที และยังประสานไปยังภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้อีกด้วย

“วัยรุ่นเป็นวัยที่มีศักยภาพ และเปี่ยมด้วยพลังงานตามธรรมชาติ หากได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมที่เพียงพอและเหมาะสมจะทำให้เกิดการพัฒนาในตัวเอง สู่การเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ สามารถพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าได้ต่อไป” ผศ.เบ็ญจมาศ กล่าว

‘ณัฏฐพล’ รับฟังทุกความเห็นนักเรียน พร้อมพิจารณาปฏิรูปการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519281

'ณัฏฐพล'รับฟังทุกความเห็นนักเรียน  พร้อมพิจารณาปฏิรูปการศึกษา

‘ณัฏฐพล’รับฟังทุกความเห็นนักเรียน พร้อมพิจารณาปฏิรูปการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.59 น.

รมว.ศธ. ย้ำทุกความคิดเห็นของนักเรียนรับมาพิจารณาและแก้ไข สอดคล้องกับแนวคิดในแผนปฏิรูปการศึกษา ส่งสาร ผอ.สถานศึกษาทั่วประเทศ เปิดรับฟังข้อคิดเห็นและสร้างความเข้าใจต่อเนื่อง เผยจังหวะนี้ ควรสร้างโอกาสทางการแข่งขัน หลังไทยได้เปรียบรับมือโควิด ได้ดีสุดลำดับต้นๆ

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ในช่วง ๒สัปดาห์ที่ผ่านมา ภายหลังจากได้เปิดช่องทางรับข้อเรียกร้อง ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของนักเรียน ผ่านเว็บไซต์ www.nataphol.com และช่องทางอื่นๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ ทุกประเด็นทางกระทรวงศึกษาธิการถือเป็นเรื่องต้องรับมาพิจารณาและดำเนินการ

“ทุกเรื่องที่น้องๆ เสนอเข้ามาในทุกช่องทางที่ผมเปิดไว้ ผมได้รับรู้และรับทราบทุกข้อ และในหลายๆ เรื่อง ผมได้เรียกให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามารับทราบข้อมูลและให้ดำเนินการแก้ไขเป็นการเร่งด่วน ซึ่งบางเรื่องได้ดำเนินการไปแล้ว และบางเรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการ ผมมีความชัดเจนที่ต้องการรื้อระบบการศึกษา ซึ่งหลายเรื่องกว่าจะมีผลสำเร็จต้องใช้ระยะเวลา แต่ขอให้น้องๆ มั่นใจว่า ผมเห็นด้วยกับทุกๆ ฝ่าย ที่ต้องมีการรื้อระบบการศึกษาไทย ให้สอดคล้องกับศตวรรษที่ ๒๑”นายณัฏฐพลกล่าว เช่นเดียวกับการยกเลิกการสอบO-NET ในช่วงแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ ในปีนี้ ตนได้เรียกสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) มาพูดคุย และให้ร่วมหารือกับคณะกรรมการ สทศ. เพื่อสรุปแนวทางปฏิบัติ รวมถึงแก้ไขข้อติดขัดต่างๆ หากมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการสอบแต่ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์การวัดผลอื่นๆ มาทดแทนด้วย ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการยกเลิกการสอบในบางระดับชั้นหรือทุกชั้นหรือเลือกที่จะสอบ

นายณัฏฐพลกล่าวว่า สำหรับช่องทางการสำรวจ ซึ่งเปิดให้มีการโหวตผ่าน www.nataphol.com ปรากฏว่า ในเบื้องต้นมีผู้เข้ามาร่วมโหวตมากกว่า ๒๐,๐๐๐โหวต ซึ่งเสียงโหวตส่วนใหญ่กว่า ๘๐% แสดงความคิดเห็นต้องการให้ยกเลิก O-NET

ส่วนปัญหาการคุกคาม รวมถึงการถูกครูล่วงละเมิดทางเพศ ที่มีการเรียกร้องนั้น รมว.ศธ.ย้ำว่า ตนเองให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เป็นอย่างมาก ซึ่งนับตั้งแต่การเปิดศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนและนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ(ศคพ.) สายด่วน ๑๕๗๙เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และ เว็บไซต์ www.nataphol.com มีประโยชน์ต่อผู้ถูกกระทำ เพราะมีการร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก และการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ ศธ. ได้ดำเนินการเอาผิดผู้กระทำความผิดได้ทันท่วงที และไล่ออกไว้ก่อน พร้อมยกเลิกใบประกอบวิชาชีพครู รวมแล้วกว่า ๑๖กรณี จากอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีการดำเนินการแต่อย่างใดรวมถึงการคุกคามด้านอื่นๆ ในโรงเรียนก็ต้องให้มีความเข้มข้น “โรงเรียนต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยจากการคุกคาม”

นายณัฏฐพล ย้ำอีกว่า การแก้ไขปัญหาในทุกๆ เรื่องนั้น สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกับน้องๆ นักเรียนและอีกหลายภาคส่วน และตนเชื่อมั่นว่า น้องๆ นักเรียนจะเป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนร่วมด้านปฏิรูปด้านการศึกษาไทยจนเกิดผลสำเร็จ

“ทุกการร้องเรียน ผมจะเก็บเป็นความลับ ขอให้ทุกคนมั่นใจ ผมเชื่อว่าข้อเรียกร้องของน้องๆ ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยในวันนี้ น้องๆ ยังคงสามารถใช้ช่องทาง nataphol.com และช่องทางของ ศธ. ได้ โดยส่วนตัวเชื่อว่า น้องๆ อาจไม่ได้คิดที่อยากจะออกไปชุมนุมด้วย เพราะข้อเรียกร้องที่มานั้นได้รับการแก้ไขแล้ว และบางเรื่องก็อยู่ในขั้นตอนดำเนินการ”นายณัฏฐพลกล่าวว่า ตนได้เน้นย้ำไปยังผู้อำนวยการสถานศึกษาทั่วประเทศ ให้เปิดรับฟังข้อร้องเรียน พร้อมทำความเข้าใจกับน้องๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมว่าประเด็นปัญหาสำคัญของประเทศในขณะนี้ คือเรื่องปากท้องของประชาชน และปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งถือเป็นลำดับต้นๆ ที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ และร่วมมือกันแก้ไขอยู่ในขณะนี้

“ดังนั้น ในช่วงนี้ เราควรสร้างโอกาสและข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ในสถานการณ์ที่ไทยอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกรณีการรับมือจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-๑๙เพราะไทยเป็นประเทศที่อยู่ในลำดับต้นๆ ในการรับมือได้ดีที่สุด ซึ่งนี่คือจุดแข็งของไทย ที่นานาประเทศให้ความชื่นชม”

ทั้งนี้ ภายหลังจากนายณัฏฐพลได้มอบนโยบายให้ สพฐ. สั่งการให้โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ เปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน มีโรงเรียนทั้งสิ้น ๑,๐๑๕ โรงเรียน ใน ๔๗เขตพื้นที่การศึกษา มีนักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นรวม ๒๙,๕๘๔คน โดยแบ่งเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นระดับชั้นประถมศึกษาใน ๑๘ เขตการศึกษา ๑๗๖ โรงเรียน มีนักเรียนร่วมแสดงความเห็น ๒,๒๑๔คน เป็นเวทีแสดงความคิดเห็นระดับชั้นมัธยมศึกษาใน ๒๙เขตการศึกษา จำนวน ๘๓๙โรงเรียน นักเรียนแสดงความเห็น ๒๗,๓๔๔คน รวมถึงโรงเรียนเฉพาะทาง ๔๘แห่ง ศูนย์การศึกษาพิเศษ ๗๗ศูนย์ และโรงเรียนสงเคราะห์อีก ๕๒ แห่ง

โดยประเด็นที่มีการแสดงความเห็นเป็นหัวข้อเดียวกันกับการชุมนุมของเด็กนักเรียนที่ผ่านมา ได้แก่ ปัญหาด้านการเรียนการสอน ที่ยังมีความเหลื่อมล้ำในระบบ การแข่งขันของคุณครูที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอน ไม่เห็นด้วยกับการสอบ O-NET เนื่องจากบริบททางการศึกษาของแต่ละโรงเรียนและแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน ปัญหาด้านเครื่องแบบนักเรียน และทรงผม ปัญหาการใช้พฤติกรรมรุนแรง กลั่นแกล้ง รังแกผู้อื่นทั้งทางวาจาและร่างกาย รวมถึงการปรับปรุงสภาพโรงเรียนให้มีความเหมาะสมมากขึ้นส่วนการแสดงออกทางความคิดเห็น ต้องการให้ผู้ใหญ่เปิดใจรับฟังความคิดเห็นในมุมที่แตกต่าง เนื่องจากความแตกต่างระหว่างวัย ประสบการณ์ และทัศนคติ

สพฐ. มีมติห้ามสอบเข้าป.1 ปี 64 ห้ามรับนักเรียนเกิน 40 คน/ห้อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519267

สพฐ.มีมติห้ามสอบเข้าป.1 ปี64ห้ามรับนักเรียนเกิน40คน/ห้อง

สพฐ.มีมติห้ามสอบเข้าป.1 ปี64ห้ามรับนักเรียนเกิน40คน/ห้อง

วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.33 น.

“บอร์ด กพฐ.”มติ ปีการศึกษา 64 ห้าม ร.ร.รับนักเรียนเกิน 40คนต่อห้อง ปี 65 รับ 35 คนต่อห้อง และการรับเข้า ป.1 ห้ามสอบเด็จขาด

18 กันยายน 2563 รศ.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(ประธาน กพฐ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 9/2563 ว่า ที่ประชุมได้มีมติ เรื่องการรับนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2564 ให้โรงเรียนจำกัดจำนวนรับนักเรียนไม่ให้เกิน 40 คนต่อห้อง และไม่ให้เพิ่มจำนวนห้องเรียน รวมถึงไม่ให้เพิ่มจำนวนนักเรียนต่อห้องด้วย ส่วนเด็กเงื่อนไขพิเศษยังคงเหมือนเดิม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือว่าในปีการศึกษา 2565 อาจจะรับนักเรียนเหลือ 35 คนต่อห้อง เนื่องจากจำนวนประชากรของประเทศลดลง ประกอบกับ สพฐ.จะปรับหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ดังนั้น จำนวนนักเรียนต่อห้องจะต้องให้สอดคล้องกับจำนวนครูเพื่อไม่ให้ครูมีภาระมากเกินไป

“ข้อดีของการรับนักเรียนไม่เกิน 40 คนต่อห้อง จะทำให้ภาระครูลดลง เข่น โรงเรียนแข่งขันสูง หากโรงเรียนรับเกิน 40 คนต่อห้อง และยังขยายห้องเรียนอีก ก็จะทำให้โรงเรียนข้างเคียงไม่มีเด็กไปเรียน แต่ถ้าเต็มแล้วไม่รับเพิ่ม ก็จะทำให้โรงเรียนรอบข้าง หรือโรงเรียนสังกัด กทม.มีเด็กไปเรียน และคาดว่าปีหน้าจำนวนประชากรลดลงอยู่แล้วก็จะทำให้จำนวนนักเรียนลดลงอยู่แล้วเพื่อสนับสนุนหลักสูตรฐานสมรรถนะ และครูจะได้ประโยชน์ด้วยครูมีเวลาดูแลนักเรียนใกล้ชิดขึ้น”  

ทั้งนี้ ที่ประชุม กพฐ.มีมติ กรณีการรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (ป.1) ต่อไปนี้จะไม่ให้มีการสอบเข้า หรือสอบวัดความรู้ วัดความสามารถ รวมทั้งโรงเรียนที่สอนหลักสูตร EP (English Program) ก็ห้ามสอบ แต่โรงเรียนสามารถใช้วิธีสัมภาษณ์พูดคุยเพื่อจัดกลุ่มเรียนได้ แต่ห้ามใช้ช่องว่างสอบข้อเขียนในการเข้าเรียน ทั้งนี้ เพื่อให้สิทธิ์เด็กได้เข้าไปเรียน และเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กอนุบาลติวก่อนเข้าเรียนชั้น ป.1  รวมถึงกรณีที่ต้องมีการจับสลาก ก็ขอให้ผู้ปกครองเป็นคนจับสลากแทนเด็ก ไม่ให้นำบุตรหลานมาจับสลาก เพราะในทางจิตรวิทยาหากเด็กจับสลากไม่ได้เด็กก็จะเสียความรู้สึก หรือเสียใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและเป็นการทำร้ายเด็ก

“เนื่องจากปีนี้มีเวลาจึงสรุปการรับนักเรียนเสร็จเร็ว จึงมอบให้ นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการ กพฐ. นำมติการรับนักเรียนของ สพฐ.วันนี้ เสนอต่อ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศธ. ซึ่งถ้า รมว.ศธ.มีความเห็นอย่างไร ก็จะส่งกลับมาพิจารณาใหม่ แต่ถ้าเห็นด้วยการรับนักเรียนก็ปฏิบัติตามมตินี้” รศ. เอกชัย กล่าว

สภานโยบายเดินหน้าส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรม ปลดล็อกการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519262

สภานโยบายเดินหน้าส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรม ปลดล็อกการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนา

สภานโยบายเดินหน้าส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรม ปลดล็อกการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนา

วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.24 น.

“ดอน ปรมัตถ์วินัย” เสนอวิจัยการเรียนการสอน เน้นปลูกฝังจิตสำนึกเด็กไทยควบคู่ให้ความรู้ สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมสภานโยบาย เดินหน้าส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรม ดันการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชนโดยกลไก Holding Company ปลดล็อกการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนา

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในฐานะเลขานุการและดูแลงานวิชาการสภานโยบาย จัดการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2563 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่ประชุม พร้อมด้วย ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ทำหน้าที่รองประธานที่ประชุม 

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เป็นครั้งแรกของตนที่มาทำหน้าที่ประธานสภานโยบาย ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการนำการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาขับเคลื่อนประเทศ หลากหลายประเด็นที่เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาในครั้งนี้ เป็นเครื่องมือที่จะช่วยปลดล็อกอุปสรรคด้านการสร้างนวัตกรรม ส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งจะมีการเร่งขับเคลื่อนต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการฝากให้ที่ประชุมร่วมกันค้นหาโอกาสทองของประเทศในวิกฤติโควิด-19 ที่อยากได้ไอเดียของทุกฝ่ายมาช่วยเป็นสปริงบอร์ดให้กับประเทศ โดยได้มอบหมายให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปช่วยรวบรวมมาเสนอสภานโยบาย และอีกหนึ่งประเด็นที่อยากให้ช่วยกันคิดคือ การวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการเรียนการสอน ทำอย่างไรที่จะฟูมฟักให้เด็กไทยมีทั้งความรู้ควบคู่ไปกับการปลูกฝังจิตสำนึก ให้เขามีภูมิคุ้มกันทางสังคม มีความฉลาดทางอารมณ์ ไม่ใช่แค่เก่งความรู้ แต่ต้องเก่งรอบ 360 องศา

ด้าน ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยในฐานะผู้ช่วยเลขานุการสภานโยบายว่า ที่ประชุมได้มีการหารือและมีมติเห็นชอบในหลักการของหลายประเด็นที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือ การส่งเสริมการร่วมลงทุนรัฐและเอกชนในธุรกิจนวัตกรรม โดยกลไก Holding Company เพื่อต่อยอดงานวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะก่อให้เกิดการสร้างรายได้และการจ้างงานเพิ่มมากขึ้นในระบบวิจัยและนวัตกรรม ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม อีกทั้งมหาวิทยาลัยผู้สร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมจะได้รับรายได้กลับคืนมาเข้าสู่หน่วยงานสำหรับสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมได้ต่อไป รวมถึงนักวิจัยจะได้รับส่วนแบ่งรายได้ซึ่งเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการสร้างนวัตกรรมเพิ่มขึ้น โดยการร่วมลงทุนระหว่างมหาวิทยาลัย/สถาบันวิจัยและภาคเอกชนในธุรกิจนวัตกรรมโดยกลไก Holding Company เป็นรูปแบบที่หน่วยงานของรัฐและมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศนำมาใช้เพื่อผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูง โดยการจัดตั้งและการดำเนินงานของ Holding Company มีสถานะเป็นนิติบุคคลแยกออกมาจากหน่วยงานวิจัยของรัฐหรือมหาวิทยาลัยโดยมีการบริหารงานแบบมืออาชีพ เป็นการช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนของหน่วยงานของรัฐและมหาวิทยาลัย และมีความคล่องตัวสูงเหมาะกับการดำเนินธุรกิจนวัตกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างให้เกิดแรงจูงใจแก่นักวิจัยให้เห็นถึงช่องทางในการสร้างธุรกิจนวัตกรรมจากผลงานวิจัยที่คิดค้นทำให้เกิดการพัฒนาผลงานวิจัยที่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ และส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจทั้งในระดับหน่วยงานและในระดับประเทศได้ 

“ข้อจำกัดของการร่วมลงทุนของสถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิจัยกับภาคเอกชน ผ่านกลไก Holding Company ของไทยคือ ยังขาดความเข้าใจเรื่องการจัดตั้งและสถานภาพของ Holding Company ขาดความชำนาญและความสามารถในการดำเนินธุรกิจนวัตกรรมของบุคลากรมืออาชีพ ขาดแรงจูงใจของนักวิจัยในการ Spin-off รวมถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณที่มีจำกัดในการลงทุน หรือมีงบประมาณแต่ยังขาดกลไกหรือมีข้อจำกัดทางกฎระเบียบภายในในการร่วมลงทุน สอวช. จึงได้มีการหารือร่วมกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งและได้จัดทำหลักการของชุดมาตรการส่งเสริมการร่วมลงทุนรัฐและเอกชนโดยกลไก Holding Company ขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันถึงอำนาจหน้าที่ การบังคับใช้กฎหมายในกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการร่วมลงทุน การส่งเสริมการสร้างและพัฒนาบุคลากรด้านธุรกิจนวัตกรรมมืออาชีพ ตลอดจนมาตรการสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัย บุคลากรในมหาวิทยาลัยออกไปดำเนินธุรกิจนวัตกรรม เช่น ให้สิทธิกลับมาดำรงตำแหน่งในหน่วยงานเดิมได้หากธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ และการส่งเสริมด้านเงินทุนเพื่อไปร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรม เป็นต้น ซึ่งข้อเสนอมาตรการข้างต้นนี้จะช่วยให้มหาวิทยาลัยขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างคล่องตัว ผู้บริหารหน่วยงานสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความโปร่งใส ซึ่งจะส่งผลให้การร่วมลงทุนกับภาคเอกชนเกิดประสิทธิผล และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่มหาวิทยาลัย บริษัทเอกชนที่อยู่ในห่วงโซ่มูลค่า และเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมได้” ดร. กิติพงค์ กล่าว

ดร. กิติพงค์ ยังกล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบในหลักการของร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนา และเพื่อการให้บริการทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งทางคณะกรรมการพัฒนาและออกแบบระบบการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยพัฒนา การสร้างนวัตกรรมและการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งมีศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ เป็นประธาน จัดทำขึ้น เพื่อปลดล็อกกระบวนการจัดหาพัสดุเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนา การบริการวิชาการ และการสร้างนวัตกรรมที่มีความซับซ้อนในการจัดหามากกว่าการจัดหาพัสดุปกติ ซึ่งตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ที่ใช้บังคับกับทุกหน่วยงานของรัฐ รวมถึงหน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรม มีหลักการและกรอบการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่บางประเด็นไม่สอดคล้องกับการจัดหาพัสดุเพื่อการวิจัยพัฒนา การสร้างนวัตกรรม และการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ที่มีลักษณะพิเศษ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุชีวภาพ หรือพัสดุท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะตามข้อกำหนดของงานวิจัย ข้อกำหนดให้จ่ายเงินล่วงหน้าสำหรับการซื้อการจ้าง การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุต่างประเทศ การโอนพัสดุ และการแปรสภาพพัสดุ เป็นต้น 

การเสนอหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนา และเพื่อการให้บริการทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาครั้งนี้ จะเป็นการปลดล็อกอุปสรรคและส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมให้เกิดความคล่องตัวและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้างกับการจัดหาพัสดุของหน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรม โดยมีประเด็นปลดล็อกและสาระสำคัญของหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนาและเพื่อการให้บริการทางวิชาการของสถาบัน คือ 1. ให้สภานโยบายแต่งตั้งคณะกรรมการกลางทำหน้าที่กำหนดนโยบาย พิจารณาวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง 2. เอกสารการจัดซื้อจัดจ้างสามารถทำโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ 3. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีอำนาจการสั่งซื้อสั่งจ้าง ครั้งหนึ่งไม่เกิน 100 ล้านบาท หากเกินวงเงินให้ถือเป็นอำนาจของสถาบันอุดมศึกษา หรือคณะกรรมการบริหารหน่วยงาน 4. ลดขั้นตอนการซื้อหรือจ้างเหลือ 2 วิธี ได้แก่ วิธีคัดเลือก และวิธีเฉพาะเจาะจง และกำหนดวิธีการให้ง่ายขึ้น 5. โอนหรือบริจาคพัสดุให้หน่วยงานภาคเอกชนที่ร่วมดำเนินโครงการหรือองค์กรสาธารณะได้ 6. สามารถเลือกใช้แบบสัญญาของหน่วยงานของรัฐแบบสัญญามาตรฐานที่ผ่านอัยการสูงสุด 7. การจัดซื้อพัสดุต่างประเทศไม่จำกัดวงเงินจ่ายล่วงหน้าและหลักประกันสัญญา ยืดหยุ่นได้ตามข้อตกลงประเพณีปฏิบัติทางการค้า และ 8. เพิ่มวงเงินการซื้อหรือจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงเป็น 1 ล้านบาท โดยให้หัวหน้าโครงการเป็นผู้เจรจาต่อรองและไม่ต้องทำข้อตกลงเป็นหนังสือได้ ทั้งนี้ หลังจากผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม สอวช. จะดำเนินการส่งร่างประกาศดังกล่าวให้คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐพิจารณา และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมแก่ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเพื่อให้นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ พ.ศ….. ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่จะช่วยกำกับการทำงานของหน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรม และการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของหน่วยงานภาคเอกชนและภาคประชาสังคมให้เป็นไปตามโจทย์ความต้องการของประเทศ ผ่านระบบการจัดสรรทุน ซึ่งปัจจุบันการจัดสรรทุนของหน่วยงานของรัฐมีความหลากหลาย และมีรูปแบบขั้นตอนที่ต่างกัน การกำหนดระเบียบนี้จะเป็นหลักเกณฑ์กลางสำหรับหน่วยงานใช้อ้างอิงในการจัดสรรทุนได้อย่างมีมาตรฐานเดียวกัน และช่วยให้หน่วยงานของรัฐกล้าตัดสินใจลงทุนวิจัยและนวัตกรรมร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคม

“หลักการสำคัญของการสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมแก่ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม คือ ภาครัฐสามารถจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมของภาคเอกชน เช่น เอสเอ็มอี, สตาร์ทอัพ ได้ เปลี่ยนการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมแก่ภาคเอกชนและประชาสัมคมจาก Supply Side เป็น Demand Side ภาครัฐสามารถให้ทุนแก่ภาคเอกชนและประชาสังคมได้โดยตรงซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมในภาคเอกชนและประชาสังคมรวมทั้งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม แก้ปัญหาความหลากหลายของการให้ทุนที่มีรูปแบบขั้นตอนที่ต่างกัน และเป็นหลักเกณฑ์กลางใช้อ้างอิงการให้ทุนให้มีมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐลงทุนวิจัยและนวัตกรรมร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคม และสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรมภาคเอกชนและภาคประชาสังคมให้เป็นไปตามโจทย์ความต้องการของประเทศผ่านระบบการจัดสรรทุน” ดร. กิติพงค์ กล่าว

และเพื่อเป็นการเน้นย้ำการให้ความสำคัญกับการวิจัยด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ ที่ประชุมยังมีมติมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) บรรจุประเด็นวิจัยเรื่อง “สุวรรณภูมิ-ทวารวดี- ศรีวิชัย” เพิ่มเติมในแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2564 และจัดงบประมาณสนับสนุนที่เหมาะสม ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เสนอ โดยเน้นประเด็นวิจัยประวัติศาสตร์ “สุวรรณภูมิ-ทวารวดี- ศรีวิชัย” เพื่อสร้างคุณค่าทาง ศิลปวัฒนธรรม และประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมต่อไป

บล็อค ‘นร.-ครูต่างชาติ’! สพฐ.กำชับ ‘รร.ชายขอบ’ เข้มป้องโควิดรอบ2 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519254

บล็อค'นร.-ครูต่างชาติ'! สพฐ.กำชับ'รร.ชายขอบ'เข้มป้องโควิดรอบ2

บล็อค’นร.-ครูต่างชาติ’! สพฐ.กำชับ’รร.ชายขอบ’เข้มป้องโควิดรอบ2

วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.07 น.

สพฐ.ส่งแผนรับมือให้โรงเรียนชายขอบติดชายแดน บล็อค นร.-ครูต่างชาติ เข้ามาต้องกักตัว 14 วัน กันการระบาดของโควิด-19 ระลอก 2

18 กันยายน 2563 รศ.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(ประธาน กพฐ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 9/2563 ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนรับมือกับการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ระลอก 2 เพื่อจัดส่งไปให้โรงเรียนต่าง ๆได้รับทราบและปฏิบัติตามแผน โดยเฉพาะโรงเรียนชายขอบ หรือโรงเรียนที่อยู่ติดกับชายแดน

ขณะนี้มีการบล็อคไม่ให้เพิ่มจำนวนนักเรียนเข้ามา เช่น โรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรี หากมีนักเรียนหรือครูต่างชาติเข้ามาทางโรงเรียนจะต้องส่งไปศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโควิด 19 เพื่อกักตัวก่อน 14 วันก่อน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยติดจากการระบาดของโควิด-19 ระลอก 2  เนื่องจากมีความกังวลว่าในเดือนกันยายนนี้ อาจจะมีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ระลอก 2 จึงต้องมีการระมัดระวังเป็นพิเศษ

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รับมอบหุ่นยนต์ TEMI ยันทำนวัตกรรมใหม่สู้ศึก 20 มหา’ลัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519250

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รับมอบหุ่นยนต์ TEMI ยันทำนวัตกรรมใหม่สู้ศึก 20 มหา'ลัย

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รับมอบหุ่นยนต์ TEMI ยันทำนวัตกรรมใหม่สู้ศึก 20 มหา’ลัย

วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.48 น.

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมคำมอกหลวง อาคารเอ็ม-แสคว์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) อ.เมือง จ.เชียงราย ดร.พนม วิญญายอง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัย พร้อมด้วย ผศ.ดร.ธีรวิศิฏฐ์ เลาหะเพ็ญแสง คณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พร้อมด้วย คณาจารย์และนักศึกษาร่วมกันรับมอบหุ่นยนต์อัจฉริยะ True5G Temi Connect & Carebot และเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตความเร็ว 5 จี จากบริษัททรู คอร์ปอเรเชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมีนางสาวจินดาภรณ์ มะโนวรรณา ผู้จัดการทั่วไป เขตภาคเหนือตอนบน และนายธวัชชัย ฤกษ์สำราญ รองผู้อำนวยการธุรกิจโมบายล์และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ 5 จีนของบริษัทฯ เป็นผู้ส่งมอบ นอกจากนี้ยังมีวิทยาการจากบริษัทฯ จัดการจัดอบรมให้ความรู้ด้าน Robotic แก่นักศึกษาสำนักวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ด้วย

ผศ.ดร.ธีรวิศิฏฐ์ กล่าวว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางบริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาการศึกษาด้านการพัฒนาหุ่นยนต์บริการแก่นิสิตนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาภายใต้โครงการ TRUE 5G Robotic Boot Camp โดยมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมจำนวน 20 สถาบันและ มฟล.ก็ถือเป็น 1 ใน 20 แห่ง ที่ได้รับเลือกซึ่งโครงการมีกิจกรรมมอบหุ่นยนต์และเทคโนโลยี 5 จี เพื่อให้นิสิตนักศึกษาได้คิดค้นพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่สามารถนำไปใช้ได้จริงผ่านทางหุ่นยนต์ตัวนี้ ซึ่งกรณีของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ให้นักศึกษาจากสำนักวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศในหลักสูตรต่างๆ เข้าร่วมจำนวน 70 คน ซึ่งนักศึกษาจะผ่านการอบรมและนำไปคิดค้นก่อนจะดำเนินการแล้วจึงนำเสนอผลงานต่อไป

ด้าน ดร.พนม กล่าวว่า นับเป็นโอกาสอันดีที่นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จะได้มีโอกาสแข่งขันด้านการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยดังกล่าว เพราะยุคปัจจุบันมีความก้าวหน้าด้านการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์อย่างมากแตกต่างจากอดีต ซึ่งกรณีนี้สามารถนำไปคิดค้นการพัฒนากิจการทั้งทางด้านการเกษตร ผลไม้ อาหาร ฯลฯ ซึ่งจะมีผลต่อการพัฒนาธุรกิจนั้นๆ ให้ก้าวหน้าและถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในอนาคตได้อีกด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับโครงการดังกล่าวทางบริษัททรูฯ จะมอบหุ่นยนต์และเทคโนโลยี 5 จี เพื่อให้นิสิตนักศึกษาทั้ง 20 มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ได้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ 

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง คิดค้นการพัฒนาต่อยอดด้วยการนำไปสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้กับธุรกิจได้จริง โดยได้รับเงินสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมจำนวน 750,000 บาท ระยะเวลาโครงการตั้งแต่ ก.ย.2563 – 28 ก.พ.2564.