‘ศิริราช’ เตรียมรับเสด็จฯ ‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ ‘วันมหิดล’ 24 กันยายน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519103

'ศิริราช'เตรียมรับเสด็จฯ'ในหลวง-พระราชินี' เสด็จฯ'วันมหิดล' 24 กันยายน

‘ศิริราช’เตรียมรับเสด็จฯ’ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ’วันมหิดล’ 24 กันยายน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2563, 19.45 น.

ศิริราช เตรียมรับเสด็จ “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ “วันมหิดล” 24 กันยายน พร้อมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติน้อมรำลึก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธาณสุขของไทย”

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องใน “วันมหิดล” ในวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2563 เวลา 17.00 น. ณ รพ.ศิริราช โดยมี ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเฝ้าฯ รับเสด็จ 24 กันยายน “วันมหิดล” เป็นวันที่ระลึกคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธาณสุขของไทย” และ “เจ้าฟ้าทหารเรือ” ผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจบังเกิดเป็นคุณประโยชน์ต่อวงการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศเป็นอเนกนานัปการ

คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาเป็นประเพณีปฏิบัติต่อเนื่องมาเป็นประจำทุกปี โดยพิธีการและกิจกรรมวันมหิดลในวันที่ 24 กันยายน นี้ เริ่มตั้งแต่ เวลา 06.00 น. พิธีวางพวงมาลาฯ ขององค์การภาครัฐและเอกชน เวลา 09.00-10.00 น. ปาฐกถาเทิดพระเกียรติฯ เรื่อง “COVID-19: เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” โดย รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค และเรื่อง “เพราะโควิดชีวิตฉันจึงเปลี่ยน” โดย รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบทางเดินหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่ห้องประชุมอทิตยากิติคุณ ตึกสยามินทร์ ชั้น 7 เข้ารับฟังได้ทั้งในรูปแบบ Onsite และออนไลน์ เวลา 10.00 – 16.30 น. พิพิธภัณฑ์ศิริราชเปิดให้เข้าชมฟรี นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมสร้างกุศล ร่วมเป็น “ผู้ให้”ช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาส รพ.ศิริราช ได้ที่ ศิริราชมูลนิธิ ตึกมหิดลบำเพ็ญ ชั้น 1 โทร. 0 2419 7658 – 60 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

‘กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท’ บุกศธ. ร้องยกเลิกระเบียบทรงผม จี้ลงโทษครูคุกคามนร. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518820

'กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท'บุกศธ. ร้องยกเลิกระเบียบทรงผม จี้ลงโทษครูคุกคามนร.

‘กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท’บุกศธ. ร้องยกเลิกระเบียบทรงผม จี้ลงโทษครูคุกคามนร.

วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563, 17.11 น.

เมื่อเวลา 15.40 น.วันที่ 16 กันยายน 2563 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตัวแทนนักเรียนกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ยื่นหนังสือ เรื่องกฎระเบียบทรงผมและการฟังความคิดเห็นของนักเรียน ถึง นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยมี นายสนิท แย้มเกสร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) รับเรื่องแทน

โดยตัวแทนนักเรียนฯ กล่าวว่า ตามที่สำนักงานปลัด ศธ.ได้ออกหนังสือเรื่อง การเปิดรับฟังความเห็นของนักเรียน นักศึกษา เพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 โดยในหนังสือมีเนื้อความเกี่ยวกับให้สถานศึกษาเปิดรับฟังความเห็นของนักเรียน นักศึกษา ในประเด็นเกี่ยวกับระบบการศึกษาและการเมืองรวมถึงการทบทวนข้อ 7 ของระเบียบทรงผมของนักเรียน

ทั้งนี้ ทางกลุ่มขอบคุณ ศธ.ที่ได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่นักเรียนกำลังเผชิญอยู่ พยายามค้นหาวิธีทางการแก้ปัญหาที่ดีขึ้น แต่ก็ยังแก้ไขได้ไม่ตรงจุด ยังมีสถานศึกษาอีกจำนวนมาก ยังไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว ยังมีการกำหนดระเบียบเพิ่มเติมเรื่องการไว้ทรงผมของนักเรียน เช่น การที่ครูแจ้งว่า “ทรงนักเรียนเป็นทรงผมที่มีความเรียบร้อยกับนักเรียนชั้น ม.ต้น และเป็นเอกลักษณ์ของโรงเรียนเรามาแต่ช้านาน ทรงนักเรียนจึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่งกับนักเรียนโรงเรียนของเรา” และทางโรงเรียนได้แจ้งกับครูว่า “ระหว่างที่ยังไม่มีการออกระเบียบใหม่จากโรงเรียน ให้ครูรักษาการในระเบียบเดิม คือ ทรงเกรียนไปก่อน วันจันทร์นี้ขอให้นักเรียนตัดมาด้วย ครูจะตรวจผม ใครไม่ตัดมาจะหักคะแนน” ซึ่งขัดต่อหนังสือที่สำนักงานปลัด ศธ.ได้ประกาศแจ้งไป

ตัวแทนนักเรียนกล่าวต่อว่า อีกทั้งสถานศึกษาอีกจำนวนหนึ่ง ยังไม่มีการเปิดรับความคิดเห็นทางการเมืองและด้านการศึกษาเท่าที่ควร และที่มากกว่านั้น ยังมีการใช้ความรุนแรง หรือการข่มขู่นักเรียนด้วยคำพูด ซึ่งการกระทำเหล่านี้ที่เกิดขึ้นต่อตัวนักเรียน เป็นที่ยอมรับมิได้ตามหลักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งยังขัดต่อรัฐธรรมนูญว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของนักเรียน ในฐานะของเยาวชน และประชาชนคนหนึ่ง

“ทางกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท จึงมีข้อเรียกร้องให้ ศธ.ดำเนินการ เพื่อให้แก้ปัญหาได้จริง และมีประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียนในมุมมองของกลุ่มฯ และนักเรียนจากทั่วประเทศ 1.ขอให้เพิกถอนกฎนี้ เนื่องจากปรากฏว่ากฎดังกล่าว ได้เป็นฐานทางอำนาจให้กับอาจารย์ และผู้บริหารของโรงเรียนต่างๆ มีช่องทางในการดำเนินการที่ส่งผลกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพในชีวิต และร่างกาย ซึ่งรับรองตมรัฐธรรมนูญแห่ราชอาณาจักรไทยของนักเรียน โดยการใช้อำนาจเข้ามาควบคุมและจำกัดการไว้ทรงผม ซึ่งเส้นผมเป็นอวัยวะชนิดหนึ่งในร่างกายของนักเรียน ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และเป็นกฎที่ขัด หรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ 2.ขอให้ ศธ.เปิดรับฟังความคิดเห็นนักเรียนโดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง และเปิดให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการแก้ไขหลักสูตรการศึกษาของไทย และกฎของ ศธ.ที่ละเมิดสิทธิ ทั้งนี้ ถึงแม้ ศธ.จะออกหนังสือให้โรงเรียนเปิดรับฟังความเห็นแต่ขั้นตอนการที่ความคิดเห็นของนักเรียนจะส่งไปถึงกระทรวงนั้น ต้องผ่านหลายขั้นตอนทำให้เสียงของนักเรียนนั้นไปไม่ถึงกระทรวงตามจุด ประสงค์จริง นอกจากนี้ยังขอให้ ศธ.ยกเลิกระเบียบเรื่องแบบนักเรียน โดยนักเรียนมีสิทธิที่จะแต่งกายตามความต้องการ และควรจะมีกฎระเบียบในการลงโทษครูที่คุกคามนักเรียนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง” ตัวแทนกลุ่ม กล่าว

ด้าน นายสนิท กล่าวว่า นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สั่งการให้ทุกหน่วยงานเปิดรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน และในวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา ศธ.ได้สรุปรวบรวมข้อมูลที่นักเรียนได้นำเสนอมา ซึ่งบางเรื่อง ศธ.ได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงไปบ้างแล้ว ขอให้สบายใจว่ารัฐมนตรีว่าการ ศธ.ไม่
ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป ศธ.ตั้งคณะทำงานเพื่อกลั่งกรองปัญหาต่างๆ ของนักเรียนแล้ว ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องใช้เวลา ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะรวบรวมปัญหาของนักเรียนเพื่อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณาต่อไป

“ผมได้เน้นย้ำกับผู้บริหารและครูในการประชุมผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ผมเน้นย้ำว่าและทำความเข้าใจว่าเสียงของนักเรียนแม้มีเสียงเดียวก็มีความสำคัญ ขอให้ฟังและดูแลนักเรียนด้วย” นายสนิท กล่าว

‘พุทธะอิสระ’ สวดพระสงฆ์ไทย เดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร น่าสงสารพุทธบริษัทเสียจริงๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518815

'พุทธะอิสระ'สวดพระสงฆ์ไทย  เดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร  น่าสงสารพุทธบริษัทเสียจริงๆ

‘พุทธะอิสระ’สวดพระสงฆ์ไทย เดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร น่าสงสารพุทธบริษัทเสียจริงๆ

วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.48 น.

วันที่ 16 กันยายน 2563 พุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พระสงฆ์ไทย เดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

สำนักพุทธและมหาเถระสมาคม มีคำสั่งห้ามพระภิกษุบิณฑบาตหลัง ๘ โมงเช้า ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า เป็นคำสั่งที่ผิดหลักธรรมวินัย

และด้วยข้ออ้าง ต้องการให้คนเข้าวัด

วัดแต่ละวัดจึงต้องหันมาแข่งกันสร้างรูปไอ้ไข่ จนกลายเป็นเรื่องเป็นราวถึงกับวัดต้นฉบับออกมาขู่ฟ่อๆ ว่าจะฟ้องทุกวัดทุกรายที่นำรูปไอ้ไข่ ให้ประชาชนกราบ โดยที่ไม่มีวัดใดคิดว่าจักทำให้ประชาชนผู้เข้าไปกราบไหว้มีสติปัญญา ชาญฉลาดขึ้นได้อย่างไร

ล่าสุดทางกรรมการมหาเถระสมาคมบางรูป จัดให้มีพิธีบูชาราหู โดยที่ไม่รู้ว่าผู้ไปร่วมงานจักมีสติปัญญารู้เห็นพระธรรม ของพระบรมศาสดาตรงไหน

เมื่อผู้ปกครองสงฆ์ทำได้ ต่อไปวัดต่างๆ คงพากันทำตาม แล้วพระพุทธศาสนาจะเหลืออะไร

อีกซักเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวภิกษุและโยมผู้หญิงทะเลาะกัน ด้วยเหตุเพราะ ไม่นำเงินใส่ซองเป็นค่าดูดวงหรือดูหมอ จนถึงขั้นจะทำร้ายกัน เป็นประเด็นถกเถียงกันทางสังคม อยากเรียกร้องให้สื่อทั้งหลาย นำเรื่องพระดูดวงนี้มาขยายผล พูดถึงกันบ่อยๆ ทุกช่องเหมือนที่พูดถึงลุงพล จนโด่งดังไปทั่วประเทศ

แล้วเรามาดูกันซิว่า สำนักพุทธและมหาเถระสมาคมจักจัดการอย่างไรกับปัญหาพระดูดวง ที่มีกันอยู่เกลื่อนกล่น แม้ในวัดของกรรมการมหาเถระสมาคมบางวัดก็ดูดวงกับเขาด้วย ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันผิดหลักธรรมวินัย เป็นเดรัจฉานวิชา ก็ยังทำกันจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ด้วยพฤติกรรมของนักบวชในพุทธศาสนา ไม่เป็นที่พึ่งอันบริสุทธิ์

เป็นเช่นนี้แหละ ท่านทั้งหลายจึงเห็นภาพประชาชนแห่กันไปกราบไหว้ต้นตะเคียน ต้นกล้วย กอไผ่ จอมปลวก และอีกสารพัดของแปลกที่ประชาชนจักสรรหามาไหว้

ฉันไม่คิดเลยว่า สู้อุตส่าห์ลงทุนลงแรงออกไปสู้ไปเสี่ยง เพื่อให้มีการปฏิรูปวงการคณะสงฆ์ สุดท้ายสิ่งที่ได้คือผู้ปกครองสงฆ์บางรูปยังจมปลักอยู่ในเดรัจฉานวิชา แล้วพระใต้ปกครองจะบริสุทธิ์บริบูรณ์ได้อย่างไร

เวรกรรม เวรกรรม

น่าสงสารพุทธบริษัทเสียจริงๆ

ข่าวดี! กสศ.ขยายเวลาเปิดรับ ‘ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ’ หวังสร้างโอกาส-ศักยภาพเยาวชนสายอาชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518635

ข่าวดี! กสศ.ขยายเวลาเปิดรับ‘ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ’หวังสร้างโอกาส-ศักยภาพเยาวชนสายอาชีพ

ข่าวดี! กสศ.ขยายเวลาเปิดรับ‘ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ’หวังสร้างโอกาส-ศักยภาพเยาวชนสายอาชีพ

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563, 19.50 น.

วันที่ 15 กันยายน 2563 นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา กสศ. เปิดเผยว่าโครงการ “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” เป็นทุนแรกของประเทศไทยที่เติมเต็มโอกาสให้เยาวชนช้างเผือกสายอาชีวศึกษาที่มีศักยภาพให้ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ต่อเนื่องปริญญาโทและเอก ในสาขาที่ตอบโจทย์ประเทศ ทั้ง S-Curve New S-Curve และ STEM  เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยเปิดรับสมัคร “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” ปี 2563 จำนวน 67 ทุน ซึ่งในรอบที่ 1 พบว่ามีผู้สนใจสมัครเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อโอกาสที่น้องๆ จะสมัครขอรับทุน  ดังนั้น กสศ. จึงได้ขยายเวลาเปิดรับสมัครในรอบที่ 2 ขอเชิญชวนน้องๆ เยาวชนช้างเผือก ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์  สามารถสมัครขอรับทุนได้ด้วยตัวเอง  รวมถึงสถานศึกษาอาชีวศึกษาสามารถเสนอชื่อศิษย์เก่า หรือสถานศึกษาที่เปิดสอนปริญญาตรีเสนอชื่อศิษย์ปัจจุบันก็เป็นอีกช่องทางสำคัญที่จะช่วยเข้าไปค้นหาเยาวชนช้างเผือกเพื่อสมัครรับทุน ซึ่งตอบโจทย์รัฐบาลที่ให้ความสำคัญ เพราะเป็นสาขาเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ

นางสาวธันว์ธิดา กล่าวด้วยว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้ขอรับทุน คือเยาวชนที่จบการศึกษาระดับ ปวช. หรือ ปวส. อนุปริญญา ในปีการศึกษา 2562 และกำลังเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ในหลักสูตรต่อเนื่องหรือเทียบโอน หรือ 4 ปี ใน 10 สาขาวิชาที่เป็นเป้าหมายหลัก คือ First S-Curve อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ , อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ,การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ , เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ  การแปรรูปอาหาร และ New S-Curve อุตสาหกรรมอนาคต เช่น หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม,การบินและโลจิสติกส์ ,เชื้อเพลิง ,ดิจิทัล และการแพทย์ครบวงจร  รวมถึง สาขาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งนี้ผู้สมัครต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 3.00 และอยู่ในลำดับไม่เกินร้อยละ 20 บนของสาขาที่จบการศึกษา ,  มีผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับชาติหรือระดับภาค , ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยมีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งนักศึกษา ครู อาจารย์ และสถาบันการศึกษา สามารถสมัครขอทุนได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 กันยายน 2563 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ทาง http://www.eef.or.th  โทร.0-2079-5475 กด 4

“ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” เป็นนามที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทุนนี้เป็นทุนแรกของประเทศไทยที่เติมเต็มโอกาสให้แก่เด็กช้างเผือกสายอาชีพ/อาชีวศึกษา สนับสนุนสร้างกำลังคนสายอาชีพเพื่อพัฒนาประเทศ โดยจากการสำรวจพบว่าเด็กด้อยโอกาสกว่าร้อยละ 80 คาดหวังอยากจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ดังนั้นหากเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้รับทุนการศึกษาก็มีแนวโน้มที่จะหลุดออกนอกระบบ ประเทศไทยจะสูญเสียทรัพยากรที่มีความสามารถไปอย่างน่าเสียดาย สอดคล้องกับข้อมูลเด็กและเยาวชนด้อยโอกาส พบว่ามีโอกาสศึกษาต่อระดับสูงเพียงร้อยละ 5 หรือ 8,000 คนต่อรุ่นเทียบกับค่าเฉลี่ยของประชากรประเทศที่มีโอกาสถึงร้อยละ 30 เยาวชนช้างเผือกที่เป็นกลุ่มนักเรียนยากจน ต่างก็มีความฝันและมีศักยภาพ ดังนั้น “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” จึงเป็นการสานฝันและส่งเสริมเยาวชนสายอาชีพ/อาชีวศึกษาให้ได้เรียนต่อในระดับปริญญาตรีและต่อเนื่องไปจนถึงปริญญาโทและเอก โดยไม่มีข้อผูกมัด ทุนจะครอบคลุมตั้งแต่ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าสนับสนุนโครงการและงานวิจัย รวมถึงค่าใช้จ่ายรายเดือน” นางสาวธันว์ธิดา กล่าว  

ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปานเพชร  ชินินทร  ผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ. กล่าวว่า ทุนนี้เป็นเหมือนการเติมเต็มให้กับนักศึกษาอาชีวะที่มีเส้นทางในการเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ให้ได้ศึกษาต่อในสาขาสนใจ ประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและช่วยเหลือสังคมได้ กสศ. จะให้ทุนในระดับปริญญาตรีและส่งให้เรียนต่อจนถึงระดับปริญญาเอก ตามความสามารถในการเรียนซึ่งแตกต่างจากทุนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม จากการคัดกรองเด็กในรอบแรก เราเห็นสภาพเด็ก เห็นความยากจน เช่น เด็กคนหนึ่งเรียนคณะวิศวกรรมไม่มีทุนเรียน แม้จะกู้ กยศ. แต่ก็ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย เขาต้องเก็บเศษขวดตามหอพักไปขาย เสาร์-อาทิตย์ต้องไปช่วยพ่อแม่ทำไร่นา ตัดหญ้าเป็นอาชีพเสริม เพื่อหาเงินมาเป็นทุนในการเล่าเรียน เขาพยายามทุกทางเพื่อที่จะได้เรียน กว่าจะได้เรียนก็แทบแย่

“กสศ.จะคอยชี้แนะแนวทางและประคองช่วยเหลือให้เขาไปตลอดรอดฝั่ง และเห็นประโยชน์จากทุนที่เขาได้รับ สู่เป้าหมายปลายทาง คือการสร้างบุคลากรชั้นนำสายอาชีพให้กับประเทศ เนื่องจากประเทศไทยต้องการกำลังคนสายอาชีพ แม้ว่าจำนวนทุนจะไม่มาก ซึ่งในปีนี้มี 67 ทุน แต่เชื่อว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการศึกษา การลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการสร้างกำลังคนสู่การพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ เราจะมีบุคลากรที่มาจากสายอาชีวศึกษาจริงๆ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปานเพชร  กล่าว

‘ในหลวง’ พระราชทานอภัยโทษ ผู้ต้องเรือนจำพังงา 412 คน กลับคืนสู่สังคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518507

'ในหลวง'พระราชทานอภัยโทษ ผู้ต้องเรือนจำพังงา412คน กลับคืนสู่สังคม

‘ในหลวง’พระราชทานอภัยโทษ ผู้ต้องเรือนจำพังงา412คน กลับคืนสู่สังคม

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563, 14.43 น.

15 กันยายน 63 ที่เรือนจำจังหวัดพังงา อ.เมืองพังงา นายบุญเติม เรณุมาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานในพิธีปิดโครงการพระราชทาน “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” รุ่นที่ 1 พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ต้องขังที่ผ่านการฝึกอบรม จำนวน 412 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ต้องขังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ปี 2563  เป็นชาวไทย 409 คน และชาวต่างชาติ 3 คน 

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยความเป็นอยู่พสกนิกรของพระองค์ทุกหมู่เหล่ารวมถึงผู้ต้องราชทัณฑ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานให้มีโครงการโคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวังขึ้น เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้ต้องขังได้ปรับเปลี่ยนแนวความคิด ฝึกวินัย ฝึกการแก้ปัญหา ลงมือปฏิบัติ นำความรู้ความสามารถไปดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพการงานด้วยตนเองภายหลังพ้นโทษตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงพระราชทานไว้

นายไพฑูรย์ ม่วงไหมทอง ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพังงา กล่าวว่า โครงการพระราชทาน “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” รุ่นที่ 1 เรือนจำจังหวัดพังงา ได้นำวิทยากรจิตอาสา 904 เข้าทำการฝึกอบรมในระหว่างวันที่ 1 ถึง 14 กันยายน 2563 เป็นการประยุกต์ทฤษฎีใหม่แบบชาวบ้าน และสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก สามารถดำเนินการปั้นโคก ขุดหนอง ทำนา ปลูกต้นไม้ ปลูกผัก เลี้ยงกบเลี้ยงปลา ให้พอกินพออยู่ พอใช้ พอร่มเย็น โดยในระหว่างการดำเนินการจะมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนทัศนคติ แนวความคิดฝึกวินัย ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหาจริง โดยได้แบ่งขั้นตอนการฝึก เป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่

ขั้นที่ 1 การอบรมพึ่งตนเองด้วยทฤษฎีเกษตรพอเพียง 
ขั้นที่ 2 การแปลงทฤษฎีเกษตรพอเพียงสู่การปฏิบัติ ประกอบด้วย
1.การออกแบบแนวความคิดการบริหารจัดการพื้นที่ขนาดเล็ก การประยุกต์ทฤษฎีใหม่แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง ทำนา ตามภูมิสังคมลงบนกระดาน
2. การสร้างต้นแบบบนพื้นที่จำลอง และวางแผนการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง เพื่อพอกิน พออยู่ พอใช้ พอร่มเย็น
3.การปฏิบัติในพื้นที่จริง ตามทฤษฎีใหม่แบบชาวบ้าน
ขั้นที่ 3 เป็นการสรุปและประเมินผล 

โดยผู้ต้องขังที่เข้ารับการฝึก จะได้รับความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำให้เกิดการพัฒนาตนเอง พึ่งพาตนเองได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถแลกเปลี่ยน ถ่ายทอด พัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาและองค์ความรู้ให้แก่ผู้อื่น เตรียมความพร้อมออกไปเป็นคนดีในสังคมได้อย่างยั่งยืนต่อไป

งานวัดสร้างชาติ (วัฒนธรรม) ประจำกระทรวง การแสดง อาหารอร่อย ร้านในตำนาน100 ปี ผลิตภัณฑ์ไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518289

งานวัดสร้างชาติ(วัฒนธรรม)ประจำกระทรวง  การแสดง อาหารอร่อย ร้านในตำนาน100 ปี ผลิตภัณฑ์ไทย

งานวัดสร้างชาติ(วัฒนธรรม)ประจำกระทรวง การแสดง อาหารอร่อย ร้านในตำนาน100 ปี ผลิตภัณฑ์ไทย

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

งานวัดสร้างชาติ(วัฒนธรรม)ประจำกระทรวง

การแสดง อาหารอร่อย ร้านในตำนาน100 ปี ผลิตภัณฑ์ไทย

เริ่มแล้ววันนี้!! ประดับไฟนับหมื่นดวงตลอด 6 วัน 6 คืน

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)เลขที่ 10 ถนนเทียมร่วมมิตร เขตห้วยขวาง กทม. เปิดงาน“มหกรรมวัฒนธรรมร่วมใจ รวมไทยสร้างชาติ” ในวันนี้ (วันอังคารที่ 15 กันยายน 2563) โดยเริ่มเปิดงานตั้งแต่ เวลา 17.00 น. ณ บริเวณลานกลางแจ้ง ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถนนเทียมร่วมมิตร กรุงเทพฯ และงานจะมีต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 20 กันยายน 2563ณ หอประชุมใหญ่ และลานกลางแจ้งศูนย์ประชุมวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยงานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. ทุกวัน

ภายในงาน จัดให้มีกิจกรรมทางวัฒนธรรมทุกรูปแบบ ทั่วทุกภาคของประเทศ ประกอบด้วยการแสดงของเหล่าศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง โดย เอกชัย ศรีวิชัย การออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมไทย(Cultural Product of Thailand : CPOT) ) ร้านอาหารอร่อย 100 ปี และร้านอาหารหาชิมยากกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ “บวร on Tour” ของชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวรต้นแบบ๔ ภาค โดยด้านหน้า หน้าหอศิลป์แห่งชาติ ฯลฯ ได้จัดให้มีการประดับตกแต่งไฟตระการตานับหมื่นดวง ให้เกิดการตื่นตาตื่นใจที่คนไทยทุกคนไม่พลาด โดยกิจกรรมการแสดงทุกอย่าง เข้าชมฟรี

สำหรับโปรแกรมการแสดงในแต่ละวัน ดูได้จากภาพโปสเตอร์ที่นำมาประกอบ ว่าวันไหนจะมีการแสดงอะไรบ้าง เห็นแล้ว ตัดเก็บติดไว้ในกระเป๋าเสื้อได้เลย งานวัด(วัฒนธรรม)ที่ยิ่งใหญ่และครบเครื่องแบบนี้ หาดูได้ไม่ง่ายนัก

อักษร จับมือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พัฒนาหลักสูตร ‘โค้ดดิ้ง’ ทักษะแห่งโลกอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518285

อักษร จับมือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พัฒนาหลักสูตร‘โค้ดดิ้ง’ทักษะแห่งโลกอนาคต

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายตะวัน เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้และนวัตกรรมทางการศึกษาครบวงจร ชูนโยบายสร้างทักษะการใช้ชีวิตของเด็กไทย ผลักดันให้ผู้เรียนมีความพร้อมสำหรับโลกยุคใหม่ เปิดเผยถึง การเปิดตัวสถาบัน Education for Competency Achievement Institute หรือEdCA เพื่อจัดการเรียนรู้อย่างมีกระบวนการในด้านการอ่านออก เขียนได้ และด้านเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณและออกแบบเทคโนโลยี) ว่าล่าสุดจับมือพัฒนาหลักสูตรร่วมกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่นมุ่งเป็นจุดศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านวิทยาการคำนวณและโค้ดดิ้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเสริมให้ผู้เรียนได้ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนางานในชีวิตจริงมีทักษะการคิดขั้นสูงคิดอย่างมีวิจารณญาณและแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ เพราะการก้าวผ่านจากโลกปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเก่าไปสู่โลกยุคดิจิทัลทำให้ทักษะการใช้ชีวิตในบริบทของโลกปัจจุบันไม่เพียงพออีกต่อไปเด็กๆ ของเราในวันนี้จะต้องเตรียมตัวรับมือกับปัญหาและความท้าทายจากโลกแห่งอนาคต

สพม. เขต 38 เกาะ Youtuber พัฒนาเด็กมัธยม ปั้นบุคลากรในโรงเรียน รองรับความก้าวหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518286

สพม. เขต 38 เกาะ Youtuber พัฒนาเด็กมัธยม ปั้นบุคลากรในโรงเรียน รองรับความก้าวหน้า

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การประชาสัมพันธ์ข่าวการศึกษา ถือว่าเป็นกระบวนการปฏิบัติงานที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถานศึกษากับกลุ่มเป้าหมาย นับเป็นงานที่สร้างสรรค์ช่วยสร้างความภาพลักษณ์ที่ดีของสถานศึกษา ฉะนั้นบุคลากรผู้ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ จึงจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในงานประชาสัมพันธ์ และการประชาสัมพันธ์รูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล เพื่อสนับสนุนให้งานหลักของสถานศึกษาประสบความสำเร็จ เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือของสังคม อันจะนำมาสู่ภาพลักษณ์ที่ดีของสถานศึกษาอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน ยูทูบ (YouTube) ได้เข้ามามีบทบาท ในฐานะสื่อออนไลน์ที่ทรงอิทธิพลหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทย จากผลสำรวจของกูเกิ้ล ประเทศไทยระบุว่า 62% ของผู้ใช้งานอินเตอร์เนตไทย ใช้เวลากว่าครึ่งหนึ่งในโลกออนไลน์กับยูทูบ และคนไทยส่วนใหญ่ชอบดูยูทูบ (YouTube) เพราะมีเนื้อหาที่หลากหลาย การนำเสนอที่น่าสนใจกว่าทีวี การค้นหาเนื้อหาที่ต้องการหาได้ง่ายและเลือกชมได้ในเวลาที่ต้องการ ซึ่งแตกต่างจากทีวีที่ต้องรอเวลาออกอากาศและยูทูบยังเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถอัพโหลดคลิปวีดีโอสร้างช่องส่วนตัวเสมือนทีวี ให้ผู้ติดตามสามารถรับชมได้ตลอดเวลาจึงทำให้มีอาชีพใหม่ที่เกิดขึ้นจากกระแสนี้ คือ Youtuber คือผู้ทำวีดีโอและโพสต์ในสื่อออนไลน์โดยยิ่งมีคนดูมาก ก็จะมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนคืนสู่ผู้ผลิตวีดีโอมากเช่นเดียวกัน

ในแวดวงการประชาสัมพันธ์ข่าวการศึกษา ยูทูบถือว่าเป็นกระบวนการปฏิบัติงานที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถานศึกษากับกลุ่มเป้าหมายนับเป็นงานที่สร้างสรรค์ ช่วยสร้างความภาพลักษณ์ที่ดีของสถานศึกษา ฉะนั้นบุคลากรผู้ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ จึงจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในงานประชาสัมพันธ์ และการประชาสัมพันธ์รูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล เพื่อสนับสนุนให้งานหลักของสถานศึกษาประสบความสำเร็จ เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือของสังคม อันจะนำมาสู่ภาพลักษณ์ที่ดีของสถานศึกษาอย่างยั่งยืน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38จึงจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายประชาสัมพันธ์ หลักสูตรการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ในยุคดิจิทัล “ปั้นครูเป็นยูทูบเบอร์” เสริมสร้างศักยภาพครู เรียนรู้สื่อออนไลน์ ในเพลตฟอร์มยูทูบ จัดการเรียนการสอน ผสมผสานการประชาสัมพันธ์โรงเรียน โดยมีวิทยากรชื่อดังด้านยูทูบระดับประเทศ คือ คุณเสกสรร เทิดสิภัทรเจ้าของช่อง “เสกสรร ปั้นยูทูบ”และครูพีระพล อยู่รัศมีครูโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม ที่มีความสามารถในการออกแบบอินโฟกราฟิก มาร่วมถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ให้กับผู้เข้ารับการอบรม เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในการผลิตสื่อเพื่อการนำเสนอข่าวสาร หรือแม้แต่ไปปรับใช้ในการเรียนการสอนออนไลน์ได้อีกด้วย โดยมีดร.จิรวรรณ สุรเสียง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38 เป็นประธานเปิดการอบรม ณห้องประชุมเดอมาลา อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย

เสมา1 พร้อมนำสรุปรายงานยูเนสโก ขับเคลื่อนลดความเหลื่มล้ำทางการศึกษาไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518390

เสมา1พร้อมนำสรุปรายงานยูเนสโก ขับเคลื่อนลดความเหลื่มล้ำทางการศึกษาไทย

เสมา1พร้อมนำสรุปรายงานยูเนสโก ขับเคลื่อนลดความเหลื่มล้ำทางการศึกษาไทย

วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563, 20.26 น.

วันที่ 14 กันยายน 2563 นายณัฏฐพล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ปาฐกถาพิเศษในการเปิดตัวสรุปรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลก ประจำปี 2563 ระดับชาติ ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมี Mr.shigru Aoyagi ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ และ นส.ดุริยา อมตวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาฯ สหประชาชาติ, สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ผู้จัดการศูนย์เดอะฮับสายเด็ก, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา,  ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่น กรมส่งเสริมการการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงาน

นายณัฏฐพล กล่าวว่า จากการรับฟังรายงานผลการศึกษาจากยูเนสโกแล้ว ทำให้เราได้เห็นถึงการทำงานที่ผ่านมาของเราซึ่งก็ตรงกับข้อเสนอหลายข้อ เหลือเพียงการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงเท่านั้น  โดยเฉพาะเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ตนคิดว่าเราเดินมาตรงกับการแก้ปัญหาของทุกประเทศ แต่ยังขาดพลังว่าเราจะสามารถทำได้รวดเร็วและยั่งยืนมากขนาดไหน ซึ่งวันนี้ ยูเนสโก้ก็มีข้อเสนอแนะ แต่การแก้ปัญหาของเราซึ่งปัญหามีมากเกินไปเราจึงไม่สามารถจัดอันดับได้ ทางยูเนสโกก็จัดอันดับมาให้เราดูว่าข้อเสนอแต่ละข้อนั้นควรจะทำอันไหนก่อนอันไหนหลัง และในบางเรื่องต้องทำไปพร้อม ๆกัน การเผยแพร่เอกสารจากองค์กรนานาชาตินี้ น่าจะเป็นจุดที่กระตุ้นพวกเราให้ขับเคลื่อนการศึกษาไปได้อย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 จะเป็นช่วงที่เราต้องปรับตัวเราเอง และเตรียมความพร้อมการสร้างโอกาสในการแข่งขัน 

“จากข้อสรุปรายงานของยูเนสโก ตรงกับปัญหาการศึกษาของไทยทุกข้อ เพราะยูเนสโกศึกษาจากขบวนการศึกษาของไทย เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำทุกข้อเสนอแนะ ไม่เช่นนั้นเราจะแก้ปัญหาความเปลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ได้ ถ้าเราไม่รับแก้เด็กก็จะมาเรียกร้องกดดัน เรามากขึ้น แต่ผมมั่นใจว่าหลายเรื่องเราทำแล้ว แต่ผมก็จะนำผลการรายงานนี้ไปผสมผสานกับแผนงานที่ศธ.วางเอาไว้ ซึ่งไม่ได้แตกต่างกันมาก เพียงแต่อยู่ที่วิธีการที่จะวิ่งเข้าสู่การแก้ปัญหา เช่น เรื่องการใช้งบฯว่าจะต้องใช่ให้คุ้มค่า ถูกจุด ศธ.จึงมีหน้าที่ที่จะต้องจัดสรรงบว่าคุ้มค่าคืออะไรในบริบทของเรา ถูกจุดคือที่ไหน ซึ่งผมก็ยกตัวอย่างเรื่องการใช้งบฯเกี่ยวกับการศึกษาพิเศษ  ซึ่งเป็นเรื่องที่ศธ.ต้องให้ความสำคัญมากกว่านี้  ส่วนเรื่องการพัฒนาครู อย่างน้อย 25% ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เราก็ต้องมาดูว่าจะพัฒนาอย่างไร ซึ่งตามแผนศธ.จะนำระบบดิจิทัลมาช่วยพัฒนาวัดผล และนำไปขยายผลเรื่องวิทยฐานะครู ซึ่งก็เป็นการนำข้อมูลจากองค์กรนานาชาติมายืนยันว่าสิ่งที่เรากำลังเดินไปนี้ เป็นแนวทางที่จำเป็นต้องเดิน เพราะศธ.มีเป้าหมายว่า ในปี 2030 หรืออีก 10 ปีจากนี้ไป ไทยต้องลดช่องว่างทางการศึกษา และก็นำไปสู่การลดช่องว่างของรายได้ในอนาคตด้วย” นายผณัฏฐพล กล่าว 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ส่วนการจัดสรรงบประมาณนั้น ในบริบทของคนทำงบประมาณก็ต้องคำนึงว่าโครงการที่ทำอยู่นั้นต้องคิดถึงความคุ้มค่า และมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ดังนั้น ต้องกลับไปดูนโยบายหลักว่าจะพัฒนาเรื่องอะไร ยกตัวอย่าง หากเราเห็นว่าอาชีวะสำคัญ  เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเดินไปได้ เราก็ต้องจัดสรรงบลงไป และตัวงบประมาณจะต้องสะท้อนให้เห็นว่าเราผลักดันด้านอาชีวะจริง ๆ  และเมื่อภาครัฐวางภาพให้เห็นชัดเจน  ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมก็จะตามมาสนับสนุนแผนงานร่วมกันได้ แต่หากภาพจากภาครัฐไม่ชัดเจน ก็จะทำให้ภาคอื่นๆตามได้ลำบาก ซึ่งผมก็ส่งสัญญาณให้ทุกหน่วยงานในศธ.ว่าให้พิจารณางบประมาณ เพราะกำลังจะจบปีงบประมาณ 2564 แล้ว และกำลังจะเริ่มทำงบฯปี 2565 เราจะปล่อยให้การใช้งบประมาณแบบกระจายและคิดแต่ค่าอุกกนุนรายหัวอย่างเดียวไม่เหมาะสม  ซึ่งแน่นอนว่ายังจำเป็นที่ต้องจ่ายค่าหัวนักเรียน แต่ก็ต้องให้ความสำคัญในการต่อยอดกลุ่มเป้าหมายด้วย 

นายณัฏฐพล กล่าวถึงการส่วนความเข้มข้นในด้านภาษาต่างประเทศให้กับผู้เรียนเป็นเรื่องสำคัญ เราต้องช่วยกันผลักดันทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน อาจจะไม่เป็นภาษาหลักของเรา แต่ต้องเป็นภาษาที่สองและที่สาม และใช้ในการสื่อสารได้ วันนี้เด็กอาจจะเรียนเป็นภาษาที่สองและที่สาม แต่ใช้เพื่อการสอบ ถึงเวลาจริงเด็กใช้ภาษาในการสื่อสารไม่เก่ง ซึ่งเราต้องยอมรับ ถึงแม่เด็กบางคนจะใช้ภาษาที่สองที่สามได้ดี แต่จะต้องขยายผลและกระจากไปให้ทั่วถึง เราอยากให้ต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย แต่เราพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง ซึ่งในอนาคตการแข่งขันมีมากขึ้น แล้วเราจะแข่งขันกับเขาได้อย่างไร  ประเทศไทยมีสิ่งได้เปรียบหลายๆเรื่องทั้งด้านธรรมชาติและภูมิศาสตร์ที่สวยงาม และความน่ารักของคนไทย แต่ภาษาต่างประเทศก็มีความสำคัญ ซึ่งถ้าเราสามารถเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยให้มีความเข้มแข็งทางภาษาต่างประเทศ เมื่อเราพ้นจากโควิด-19 เราก็จะแข่งขันได้ดี 

คุณแม่บัณฑิตจุฬาฯ ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ กรมสมเด็จพระเทพฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518337

คุณแม่บัณฑิตจุฬาฯ ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ กรมสมเด็จพระเทพฯ

คุณแม่บัณฑิตจุฬาฯ ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ กรมสมเด็จพระเทพฯ

วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563, 17.18 น.

วันที่ 14 กันยายน 2563 จากกรณีที่ ศ.บัณฑิต เอื้อภากรณ์ อธิบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิญปริญญาบัตรจากกรมสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯสยามบรมราชกุมารี ไปพระราชทานแก่ น.ส.อสมา พุดโต ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปีการศึกษา 2562 ก่อนกำหนดวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตรวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม 2563 เป็นกรณีพิเศษเนื่องจากป่วยด้วยโรคมะเร็งไต ระยะสุดท้าย ไม่สามารถรับพระราชทานปริญญาบัตรตามที่กำหนดได้ โดยนำปริญญาบัตรมามอบให้ น.ส.อสมา พุดโต อายุ 24 ปี ผู้ป่วย ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยูเบศร จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 12 ก.ย.63 นั้น

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวว่าได้เดินทางไปที่บ้านพักของผู้ป่วย บ้านเลขที่ 138/5 ซอยเศรษฐี  ต.รอบเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรีพบ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้เดินทางไปเยี่ยมอาการป่วยของ น.ส.อสมา พุดโต ทราบว่า ได้เดินทางกลับมาพักษาตัวต่อที่บ้านพัก ขณะนี้น้องมีอาการดีขึ้นจากวันที่เป็นข่าว สามารถพูดตอบโต้ได้  ทานอาหารได้ปกติ ทาง รมช.ได้มอบกระเช้าอาหารเสริมและกล่าวให้กำลังใจ

นางอภิญญา พุดโต แม่ของนางสาวอสมา กล่าวว่า  มันมีหลากหลายความรู้สึก  แล้วก็ไม่เคยคิดว่าตนเองและลูกจะได้รับสิ่งนี้  ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณกับแม่และน้องมาก  ให้เราได้มีโอกาสแบบนี้  มันท้วมท้นและทราบซึ้งถึงพระมหากรุณาธิคุณมาก  ไม่คิดว่าบ้านเราจะได้อะไรขนาดนี้  ตอนแรกคิดแค่ว่าเค้าจะส่งใบปริญญาบัตรกับชุดครุยมาให้เฉยๆ  ตอนแรกแม่คิดว่าจะใส่ชุดครุยให้ลูกแม่ก็ยังคิดว่าจะใส่ให้น้องได้ไหมถ้าน้องเสียชีวิตเพราะแม่ก็กลัวโดนจับเพราะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีตราพระราชทาน  แม่จึงสอบถามไปทางมหาลัยจุฬา  แต่ทุกฝ่ายของมหาลัยจนกระทั่งถึงท่ายอธิการบดีกลับให้การเมตตาและความกรูรามากที่นำเรื่องขึ้นกราบทูล  จนมีวันนั้นแล้วก็เป็นข่าว   ในส่วนของตัวน้องเองวันนั้นน้องดีใจมาก  เมื่อได้ฟังคำกล่าวเสร็จน้องก็น้ำตาไหล  และก็ขอบคุณทุกท่านที่จุฬาลงกรณ์ที่ให้ความเมตตา มันมากเกินมากสำหรับพวกเรา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปลื้มปีติ! ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’โปรดฯให้อธิการฯ มอบปริญญาบัตร บัณฑิตป่วยมะเร็งถึงเตียงคนไข้