‘ศธ.’ จับมือ ‘สธ.-พม.’ ร่วมป้องกันแก้ไขปัญหา และดูแลเด็กที่ตั้งครรภ์ในวัยรุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518218

'ศธ.'จับมือ'สธ.-พม.'ร่วมป้องกันแก้ไขปัญหา และดูแลเด็กที่ตั้งครรภ์ในวัยรุ่น

‘ศธ.’จับมือ’สธ.-พม.’ร่วมป้องกันแก้ไขปัญหา และดูแลเด็กที่ตั้งครรภ์ในวัยรุ่น

วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563, 13.35 น.

“ศธ.”จับมือ”สธ.-พม.”ร่วมป้องกันแก้ไขปัญหา และดูแลเด็กที่ตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พร้อมส่งเสริมการสร้างงานสร้างอาชีพ ให้เลี้ยงดูครอบครัวได้

เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2563 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสากล ม่วงศิริ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การให้โอกาสเด็กและเยาวชนที่ตั้งครรภ์ในสถานศึกษาได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม” พร้อมแถลงนโยบายการป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหาร และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบในด้านต่างๆ ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม อีกทั้ง ทำให้เสียโอกาสทางการศึกษา การมีอาชีพมีรายได้ เกิดปัญหาการทอดทิ้งเด็ก และความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงความเสี่ยงในการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย

เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 ส่งผลให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ทำให้สถานการณ์การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับทุกภาคส่วน ดำเนินการช่วยเหลือ ดูแล และคุ้มครองสิทธิวัยรุ่น อาทิ การให้คำปรึกษา , การมีระบบบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ , การดูแลหลังคลอด , การส่งเวชภัณฑ์คุมกำเนิดไปยังสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน , จัดตั้งศูนย์ประสานการดูแลช่วยเหลือวัยรุ่น ระดับจังหวัด เป็นต้น เพื่อให้เด็กและเยาวชนที่ตั้งครรภ์ได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในกลุ่มเด็กและเยาวชน ส่งผลให้มีอัตราการตั้งครรภ์ลดลงตามลำดับ ในขณะเดียวกันก็ยังพบเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา หรืออาจไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อปัญหาครอบครัว ชุมชน เศรษฐกิจ และสังคม ตลอดจนการอบรมเลี้ยงดูบุตรให้มีพัฒนาการเติบโตตามวัย จึงจำเป็นต้องมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างกลไกการดำเนินงานร่วมกัน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่ตั้งครรภ์ในสถานศึกษาได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม เป็นรูปธรรม และมีความเป็นเอกภาพ

ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการดำเนินการเพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบดูแลช่วยเหลือเด็ก และเยาวชนในทุกสถานศึกษา โดยจัดให้มีการเรียนการสอนเรื่องเพศวิถีศึกษาอย่างเหมาะสมกับช่วงวัย พร้อมให้โอกาสเด็กและเยาวชนที่ตั้งครรภ์ได้ศึกษาต่อในสถานศึกษาตามเดิม รวมทั้งปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้มีความยืดหยุ่นตามความเหมาะสม ตลอดจนนำเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษาโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะเด็กและเยาวชนเหล่านี้ คืออนาคตของประเทศ

นายสากล ม่วงศิริ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ในส่วนของ พม.ได้จัดสวัสดิการสังคมที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น อาทิ การส่งเสริมการสร้างเครือข่ายเด็กและเยาวชนในพื้นที่ เพื่อเป็นแกนนำในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พร้อมประสานงานเฝ้าระวัง และให้ความช่วยเหลือแก่วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์และครอบครัว ตลอดจนจัดให้มีการฝึกอบรมอาชีพแก่วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ทั้งก่อนและหลังคลอด เพื่อให้ได้ประกอบอาชีพตามความเหมาะสม รวมถึงจัดหาครอบครัวทดแทน กรณีที่ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ด้วยตนเอง ถือเป็นการสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่ตั้งครรภ์ ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

‘นฤมล ภิญโญสินวัฒน์’ ยกระดับกระทรวงแรงงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518065

‘นฤมล ภิญโญสินวัฒน์’  ยกระดับกระทรวงแรงงาน  ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

‘นฤมล ภิญโญสินวัฒน์’ ยกระดับกระทรวงแรงงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ก็ไม่ใช่คนใหม่เสียทีเดียวกับ “อาจารย์แหม่ม” นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ซึ่งขยับจากโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มานั่งเก้าอี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน (ดูแลกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน) ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลไทยต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการมีงานทำของประชาชน เช่น ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Disruptive Technology) ที่
ผู้ประกอบการหันมาใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคนมากขึ้น

“จริงๆ ก็ไม่ถึงกับเป็นเรื่องแปลกใหม่ เพราะเราอยู่กระทรวงแรงงานมาตั้งแต่ปี 2558 มาช่วย พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในขณะนั้น จนท่านลาออกประมาณปี 2560 เราก็ช่วยอยู่ในทีมที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาบุคลากร ตอนนั้นที่นำเสนอท่านก็ออกมาเป็นแผนยุทธศาสตร์กระทรวงแรงงาน พวกอัพสกิล-รีสกิล (Upskill-Reskill) อะไรแบบนี้ แล้วก็ช่วยเรื่องประกันสังคม

พอท่าน (พล.อ.ศิริชัย) ลาออก เราก็ข้ามไปช่วยท่านอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น) ที่กระทรวงการคลัง แล้วก็กลับมาอีกทีหนึ่ง ก็อยู่ในแวดวงที่เราคุ้นเคย แต่ละคนแต่ละหน่วยเราก็เคยสัมผัสมา ความคาดหวังคือต้องการช่วยเหลือคนให้มากที่สุด เพราะวิกฤติทุกครั้งตั้งแต่ต้มยำกุ้ง (ปี 2540) ก็ดีจนมาถึงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่อเมริกา(ปี 2551) แล้วก็มาวิกฤติโควิดครั้งนี้ พอเกิดวิกฤติมันก็จะกระทบแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ที่ได้รับผลกระทบที่แตกต่างกัน”

นฤมล ตอบคำถามแรกของกองบก. “แนวหน้า” เกี่ยวกับการมาดำรงตำแหน่งที่กระทรวงแรงงาน ซึ่งในความเข้าใจของคนทั่วไปภายนอกอาจมองว่าเป็นงานที่ไม่คุ้นเคยเมื่อดูจากภูมิหลังที่สำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์การเงินอีกทั้งยังเป็นอาจารย์สอนวิชาดังกล่าวมานาน โดยเมื่อมารับตำแหน่ง รมช.แรงงาน ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญคือ “ต้องการยกระดับกระทรวงแรงงานให้เป็นหนึ่งในกระทรวงเศรษฐกิจ” และกรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็เป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อน

โดยแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ 1.สร้างแรงงานคุณภาพ เป็นการมองในระยะยาวเพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมถึงอุตสาหกรรมในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) 2.ยกระดับฝีมือแรงงาน แม้จะเป็นภารกิจปกติของกรมอยู่แล้ว แต่หลังจากนี้ต้องทำให้สังคมเห็นผลงานมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มความร่วมมือกับภาคเอกชน และ 3.ให้โอกาสกับแรงงานกลุ่มเปราะบาง เป็นเรื่องเร่งด่วนในขณะนี้ที่ต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะกลับเข้าสู่การจ้างงานในระบบได้

แต่การเป็นแรงงานนอกระบบเท่ากับว่าแทบไม่มีสวัสดิการใดๆ ดูแล เว้นแต่จะยังคงส่งเงินสมทบตามมาตรา 39 ของกฎหมายประกันสังคม นอกจากนี้ หลายคนที่เป็นแรงงานในระบบอยู่เป็นมนุษย์เงินเดือนมานาน เคยชินกับการทำงานแบบรับคำสั่งและทำเฉพาะตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การเปลี่ยนอาชีพหรือไปทำธุรกิจเอง ย่อมหมายถึงการต้องมีทักษะที่สอดคล้องกับงานใหม่นั้นด้วย

“อันที่มีคนมาอบรมเยอะๆ ในช่วงที่ผ่านมาเป็นหลักสูตรทำอาหาร ค้าขายออนไลน์ มีแม้กระทั่งคนงานไทยที่ตกงานจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ต้องกลับมาเมืองไทยแล้วไม่รู้จะทำอะไร เห็นที่นี่ (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน) มีเปิดสอนก็มาเรียน เตรียมจะไปเปิดร้าน ทีนี้ที่เราต้องต่อยอดให้เขาคือแหล่งเงินทุนด้วย ไม่ใช่แค่ทักษะ ตรงนี้ก็คุยกับทั้งธนาคารออมสิน ทั้ง บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) เขามีวงเงินในการทำโครงการอยู่แล้วก็อยากได้คนที่ผ่านการฝึกทักษะ เมื่อปล่อยสินเชื่อเขาจะได้สบายใจว่าไปทำอาชีพสร้างรายได้ได้แน่ๆ ไม่ใช่ปล่อยแล้วเอาเงินนี้ไปเปิดกิจการหรือไปค้าขายแล้วจะรอดไหม” รมช.แรงงาน ระบุ

คำถามต่อมา “มักมีการแชร์ข้อมูลกันอยู่เป็นระยะๆ ว่าอาชีพนั้นอาชีพนี้เสี่ยงตกงาน..แล้วอาชีพไหนที่ยังพอไปต่อได้บ้าง” ซึ่ง นฤมล ให้ความเห็นว่า “กลุ่มที่น่าจะยังอยู่รอดคืออาชีพที่ต้องใช้ฝีมือมากๆ และเครื่องจักรยังไม่สามารถแทนที่ได้ง่ายๆ” เช่น งานช่างแขนงต่างๆ ยังมีความต้องการสูงในตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตาม “การทำงานไม่อาจเป็นแบบต่างคนต่างทำ แต่ต้องบูรณาการร่วมกัน” ทั้งในกระทรวงเดียวกัน อาทิ เมื่อกรมพัฒนาฝีมือแรงงานฝึกอบรมทักษะแล้ว เป้าหมายต่อไปคือผู้ผ่านการอบรมต้องมีงานทำ ซึ่งเป็นภารกิจของกรมการจัดหางาน

เมื่อมีงานทำแล้วต้องเข้าถึงการคุ้มครองตามหลักสิทธิแรงงาน เป็นภารกิจของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รวมถึงสำนักงานประกันสังคม และระหว่างกระทรวง อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมซึ่งทั้ง 2 กระทรวงรับผิดชอบการจัดการศึกษาในระดับต่างๆ ทั้งสายสามัญ สายอาชีพ การศึกษานอกโรงเรียน(กศน.) รวมถึงมหาวิทยาลัย แม้กระทั่งสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ก็เป็นอีกหน่วยงานที่เล็งเห็นว่าสามารถช่วยประคับประคองให้คนตกงานกลับไปอยู่บ้านเริ่มต้นอาชีพใหม่ได้

“สิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนคือการให้โอกาสกลุ่มแรงงานเปราะบางที่เป็นแรงงานตกงานจากโควิด แรงงานผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการ พวกนี้จะเป็นภารกิจที่เราจะลงไปจริงจังมากขึ้นกับตรงนี้ ซึ่งต้องมีการจัดเวทีว่าเขาต้องการอะไร หรือที่เรามีอยู่แล้ว เช่น เพิ่งคุยกับท่านจุติ (จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์-พม.) ว่าอาจจะไปร่วมกับกระทรวง พม. ทำร่วมกันเพื่อพัฒนาให้กับผู้พิการ สตรี ทั้งหลายเหล่านี้” นฤมล กล่าว

อนึ่ง แม้ภาคเกษตรจะไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการ-ท่องเที่ยว แต่ในระยะยาวอย่างไรก็ต้องยกระดับภาคเกษตรให้มีคุณภาพสูงขึ้น ผ่านแนวคิด “BCG” ประกอบด้วย“Bio Economy (เศรษฐกิจชีวภาพ)-Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน)-Green Economy (เศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม)” ที่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร รวมถึงการสร้าง “เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farmer)” ลดต้นทุนเพิ่มรายได้ เพื่อให้เกษตรกรหลุดพ้นจากความยากจน

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยนั้นเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ หรือมีประชากรอายุ60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้จัดหลักสูตรพัฒนาศักยภาพสำหรับผู้สูงวัยขึ้นไปโดยเฉพาะ รวมถึงแรงงานวัยปลาย (อายุ 40-59 ปี) ที่กำลังจะกลายเป็นผู้สูงอายุ แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด ทำให้จัดอบรมได้ไม่มากนัก จึงต้องแสวงหาความร่วมมือกับภาคเอกชนด้วย

“ยังต้องมีกลไกอื่นๆ เช่น Incentive (จูงใจ) ในการให้นายจ้างจ้างผู้สูงอายุทำงานต่อ อันนี้เป็นแรงงานในระบบ เขาจะได้ไม่หลุดไปนอกระบบ แต่พอเขาหลุดออกไปแล้วเขาจะไปทำอาชีพอิสระ ฝั่งเราเติมทักษะให้ แต่อย่างที่บอกคืออบรมด้วยจำนวนจำกัด ก็อาจต้องไปร่วมกับหน่วยงานอย่างเช่นกองทุนหมู่บ้าน ที่เราจะลงไปอบรมในชุมชน” รมช.แรงงาน กล่าวในท้ายที่สุด

‘ขอนแก่น’ พัฒนาแหล่งนํ้า ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518064

‘ขอนแก่น’พัฒนาแหล่งนํ้า  ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

‘ขอนแก่น’พัฒนาแหล่งนํ้า ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ก่อนหน้านี้ “นสพ.แนวหน้า” นำเสนอเรื่องราวการทำงานของ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ เพื่อช่วยประชาชนโดยเฉพาะในภาคเกษตรปรับตัวรับมือวิกฤติต่างๆ รวมถึงล่าสุดคือการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ภาคใต้ (“โควิด” ทำ “ด้ามขวาน” ซบเซา “พอเพียง-ปรับตัว” ประคองชีพ : หน้า 17 นสพ.แนวหน้า ฉบับวันพุธที่ 9 ก.ย. 2563) ให้อยู่ได้แบบชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)

ส่วนฉบับนี้ เป็นเรื่องราวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย จำเริญ ยุติธรรมสกุล ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า โครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฐานรากเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะว่างงานของโควิด-19 ในพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระ 3 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย อุดรธานี ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากการว่างงานของประชาชนที่ถูกระงับหรือยกเลิกการจ้างจากภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19

โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้ศึกษาเรียนรู้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อแก้ไขวิกฤติของประเทศจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งปัญหาเดิมที่ยังคั่งค้าง ทั้งภัยแล้งและเศรษฐกิจตกต่ำ ด้วยการจัดทำโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฐานรากเพื่อบรรเทาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 โดยนำประสบการณ์การพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพื้นที่ต้นแบบมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น และอุดรธานี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ว่างงานที่กลับภูมิลำเนาให้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพ

จำเริญกล่าวต่อไปว่า เป้าหมายให้ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการได้รับประโยชน์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ เกิดเป็นระบบกระจายน้ำซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอาชีพเกษตรสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการทำการเกษตร สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างน้อยในขั้นอยู่รอด 2.เกิดธุรกิจใหม่ ในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดและ 3.เกิดความรู้เพื่อให้ท้องถิ่นและชุมชนพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต โดยนำศาสตร์พระราชาแนวพระราชดำริ และความรู้สากลตามหลักวิชาการไปประยุกต์ใช้

ซึ่งภาพรวมการดำเนินงานโครงการ ใน 3 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ ตั้งแต่เดือนเม.ย. 2563 ถึงวันที่ 10 ส.ค. 2563 มีการจ้างงานผู้ตกงาน 369 คน แบ่งเป็นพนักงานโครงการ 57 คน อาสาพัฒนาหมู่บ้าน 312 คน มีแผนงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำและสร้างอาชีพรวม 107 โครงการผู้รับประโยชน์ 5,325 ครัวเรือน พื้นที่รับประโยชน์ 30,900 ไร่ งบประมาณลงทุน 48,836,012 บาท คาดการณ์ รายได้เกษตรกรที่จะได้รับ 217 ล้านบาทต่อปี

เฉลี่ยรายได้ที่เกษตรกรจะได้รับ 7,000 บาท/ไร่ หรือ 3,400 บาท/เดือน ปัจจุบันแล้วเสร็จ 96 โครงการ เฉพาะของจังหวัดขอนแก่นมีการจ้างงาน 145 คน แบ่งเป็นพนักงานโครงการ 26 คน อาสาพัฒนาหมู่บ้าน 119 คน มีการพัฒนาแหล่งน้ำและอาชีพ 46 โครงการ ผู้รับประโยชน์ 1,892 ครัวเรือน พื้นที่รับประโยชน์ 11,118 ไร่ งบประมาณลงทุน 14,433,441 บาท ปัจจุบันแล้วเสร็จ 43 โครงการ

“แม้การดำเนินงานจะเริ่มในเวลาไม่นานแต่ความสำเร็จจากโครงการส่งผลในหลายมิติ ผู้เข้าร่วมมีรายได้การทำงานตามโครงการ เกิดการพัฒนาระบบน้ำเพื่อการเกษตร ทำให้เกษตรกรมีน้ำไว้ใช้ เกิดผลผลิตที่ช่วยลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน เกิดรูปแบบของความร่วมมือ ประสานงานกันระหว่างหน่วยงาน ทั้งปิดทองหลังพระฯ ระดับจังหวัด ระดับกระทรวง และภาคีภาคเอกชน และยังสามารถขยายผลไปสู่โครงการอื่นของระดับจังหวัด จนถึงโครงการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยภายหลังโควิด-19 ของรัฐบาล” จำเริญ กล่าว

อีกด้านหนึ่ง อนุชภูมิ จารุจินดา หัวหน้าพื้นที่ต้นแบบ โครงการปิดทองหลังพระฯ เล่าถึงโครงการเสริมสร้างศักยภาพระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ณ บ้านคำบงพัฒนา หมู่ที่ 8 ต.โคกสูง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ว่า เดิมทีชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ทำไร่ ทำนา ที่เหลือเป็นงานรับจ้างทั่วไป แต่ด้วยสภาพพื้นที่ที่เป็นดินทรายขาดแคลนน้ำอาศัยแต่น้ำฝนตามฤดูกาล ปีไหนแล้งก็จะมีน้ำไม่เพียงพอแม้จะมีการขุดบ่อน้ำก็ยังไม่พอใช้

นอกจากนั้น การทำการเกษตรก็เป็นแบบพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยว นิยมใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้มีต้นทุนสูง ขายผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร เกิดปัญหาตามมา เนื่องจากขาดความรู้ในการทำการเกษตรยุคใหม่ ชาวบ้านไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งโครงการเสริมสร้างศักยภาพระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่นี่ เป็นหนึ่งใน 46 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำของจังหวัด เริ่มจากการพัฒนาระบบสูบน้ำเข้าสู่แปลงเกษตรให้เพียงพอ

“ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เชื่อมต่อกับโครงสร้างหอถังยกสูง และกระจายน้ำผ่านท่อเมนหลักและท่อย่อยเข้าสู่แปลงเกษตรในพื้นที่ จากนั้นจึงส่งเสริมกิจกรรมทางการเกษตรหลังมีระบบน้ำแล้ว เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยคนในชุมชนที่เป็นผู้รับประโยชน์จะร่วมสละแรงงาน และสถาบันฯ สนับสนุนจัดหาวัสดุอุปกรณ์และสนับสนุนองค์ความรู้

มีชาวบ้านได้รับประโยชน์ 31 ครัวเรือน มีน้ำเพียงพอในการทำนา เลี้ยงสัตว์ เช่น โค กระบือ ไก่ เป็ด ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิม และมีอาชีพเสริมหลังจากมีระบบน้ำของโครงการฯ ทำให้มีน้ำการเกษตร น้ำอุปโภคและบริโภคที่เพียงพอตลอดทั้งปี โดยเกษตรกรได้รวมกลุ่มปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน ซึ่งสามารถลดรายจ่ายได้เฉลี่ย 41 บาท/วัน/ครัวเรือน เฉลี่ย 1,230 บาท/เดือน/ครัวเรือน พึ่งพาตนเองได้ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อย่างน้อยในขั้นอยู่รอด ซึ่งเป็นไปตามหลักการของโครงการ” อนุชภูมิ ระบุ

อนุชภูมิกล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จของโครงการที่เกิดขึ้น ไม่เฉพาะจากการจ้างงานผู้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 เท่านั้น แต่เป็นความตั้งใจของคนทำงานที่ร่วมแรงร่วมใจกับคนในชุมชน ในรูปแบบที่ “ร่วมคิด-ร่วมทำ” เติมเต็มโอกาสที่ชาวบ้านไม่มีก่อนหน้านี้ให้กับบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่มีความตั้งใจทำเกษตรแบบยั่งยืน ทั้งด้านเกษตรและ ปศุสัตว์ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและต่อเนื่อง โดยมีการวางแผนพัฒนากิจกรรมต่อเนื่อง เช่น การปลูกพืชผักตลอดปี การทำข้าวนาปี การเลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ รวมทั้งพืชและสัตว์เศรษฐกิจอื่นๆ

และเสริมความรู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น การปรับปรุงคุณภาพดิน การทำปุ๋ยชีวภาพการวิเคราะห์ปัจจัยการผลิต การแก้ไขปัญหาโรคพืชโรคสัตว์ การผลิตและพัฒนาอาหารสัตว์ และการตลาดต่อไป!!!

ไม่ฝักใฝ่ในทางที่ผิด! ‘สมเด็จพระสังฆราช’ ทรงเน้นย้ำชาวพุทธ มีศรัทธาแล้วต้องมีปัญญาด้วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517830

ไม่ฝักใฝ่ในทางที่ผิด! 'สมเด็จพระสังฆราช'ทรงเน้นย้ำชาวพุทธ มีศรัทธาแล้วต้องมีปัญญาด้วย

ไม่ฝักใฝ่ในทางที่ผิด! ‘สมเด็จพระสังฆราช’ทรงเน้นย้ำชาวพุทธ มีศรัทธาแล้วต้องมีปัญญาด้วย

วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2563, 09.52 น.

“อนุชา”เข้าเฝ้า”สมเด็จพระสังฆราช” เผยทรงเน้นย้ำชาวพุทธมีศรัทธาแล้วต้องมีปัญญาด้วย เพื่อไม่ฝักใฝ่ในทางที่ผิด

เมื่อเวลา 15.00 น.วานนี้ (11 กันยายน 2563) สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จออกตำหนักอรุณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ประทานพระวโรกาสให้ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เข้าเฝ้า ในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งหน้าที่ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น ที่ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงสละเวลาให้เข้าเฝ้าร่วม 1 ชั่วโมง โดยได้ถวายเครื่องสักการะ และกราบถวายรายงานการดำเนินงานตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งหน้าที่

ทั้งนี้ สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงพระเมตตาเล่าถึงประวัติของพระองค์ท่านในการปฏิบัติศาสนกิจในอดีต และทรงสอนเรื่องหลักปฏิบัติตามแนวทางพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า ซึ่งล้วนนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้จริง ขณะที่พระองค์ทรงเน้นย้ำให้ประชาชนชาวพุทธต้องศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่ต้องมีปัญญาด้วย หากมีแต่ศรัทธา ไม่มีปัญญา ก็จะทำให้เกิดความลุ่มหลง ฝักใฝ่ในทางที่ผิดได้ จึงต้องใช้คู่กันทั้งศรัทธาและปัญญา

ศธ.สั่งไล่ออก! ครูโรงเรียนสิงห์บุรี คุกคามทางเพศนักเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517791

ศธ.สั่งไล่ออก! ครูโรงเรียนสิงห์บุรี คุกคามทางเพศนักเรียน

ศธ.สั่งไล่ออก! ครูโรงเรียนสิงห์บุรี คุกคามทางเพศนักเรียน

วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2563, 20.17 น.

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2563 ศึกษาธิการจังหวัดสิงห์บุรี ได้มีคำสั่งให้ นายทัศนัย อยู่ไทย ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ออกจากราชการไว้ก่อน เนื่องจากถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ในการกระทำล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิงรายหนึ่ง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2563 เป็นต้นไป

ด้าน ดร.ชนะ สุ่มมาตย์ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครอง และช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ กระทรวงศึกษาธิการ (ศคพ.) กล่าวว่า เมื่อ ศคพ.ได้รับเรื่องร้องเรียน จะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ในการหาข้อเท็จจริง หรือกรณีรวดเร็วที่สุด สามารถดำเนินการได้ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งภายหลังตรวจสอบพบข้อเท็จจริง จะให้ครูคนดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง รวมถึงการดำเนินคดีทางอาญา ทั้งนี้ ครูที่ได้รับข้อกล่าวหาสามารถร้องทุกข์คำสั่งต่อสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้ภายใน 30 วัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดตั้ง ศคพ.ขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2563  ได้มีการดำเนินการให้คุรุสภายกเลิกใบประกอบวิชาชีพครูกรณีล่วงละเมิดทางเพศทุกราย

ดร.ชนะ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกรณีครูในจังหวัดสิงห์บุรี ทาง ศคพ.ได้รับเรื่องและใช้เวลาในการสืบหาข้อเท็จจริงเพียงสัปดาห์เดียว ก็สามารถดำเนินการสั่งให้ออกจากราชการได้ เพราะปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียน เป็นนโยบายหลักที่สำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ซึ่งทาง ศคพ.มีสายด่วนการศึกษา 1579 เพื่อพร้อมรับเรื่องร้องเรียนตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่องทางที่มีประสิทธิผลเป็นอย่างมากในการดูแลเด็กนักเรียนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ยังได้เปิดช่องทางเพื่อรับความคิดเห็นและเรื่องร้องเรียนในระบบการศึกษาไทยเพิ่มเติม ที่เว็บไซต์ http://www.nataphol.com โดยมีสโลแกนว่า “เรื่องนี้ถึงหูครูตั้นแน่” ซึ่งรับรองได้ว่าทุกข้อมูลของผู้ร้องเรียน จะได้รับการรักษาเป็นความลับเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลเป็นสำคัญ

‘เสมา 1’ เร่งผลักดันแผนพัฒนาบุคลากรรองรับการเจริญเติบโตเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517707

'เสมา 1'เร่งผลักดันแผนพัฒนาบุคลากรรองรับการเจริญเติบโตเศรษฐกิจ

‘เสมา 1’เร่งผลักดันแผนพัฒนาบุคลากรรองรับการเจริญเติบโตเศรษฐกิจ

วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2563, 17.07 น.

“เสมา 1” เร่งผลักดันแผนพัฒนาบุคลากรรองรับการเจริญเติบโตเศรษฐกิจ-สร้างความแข่งแกร่งประเทศ

11 ก.ย. 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2563 ว่า เป็นการประชุมเพื่อวางแผนพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ซึ่งมีกรอบอาชีพเรามีอยู่แล้ว และในวันนี้ได้มีการพูดคุยกันถึงการเพิ่มบุคลากรด้านสาธารณสุข ซึ่งที่ผ่านมาด้านสาธารณสุขเป็นจุดแข็งของประเทศ จึงดูว่าจะสามารถสนับสนุนให้มีความเข้มแข็งได้อย่างไร ในขณะเดียวกันก็ต้องดูวิชาชีพอื่น ๆที่แตกต่างกันไปด้วย ซึ่งจากที่เกิดสถานการณ์ของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทำให้เราเห็นวิกฤติเป็นโอกาส และถอยออกมาตั้งหลัก ซึ่งจากการทำงานที่ผ่านมาเราได้มีการทำแผนงานและทฤษฏีมาอย่างดี เหลือแต่แนวทางการผลักดันไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งก็มีข้อกังวลในเรื่องการเก็บข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสามารถตัดสินใจได้ หลังจากนี้ ก็ให้ทางคณะอนุกรรมการต่าง ๆมีเวลารวบรวมข้อมูลก่อนที่จะนำเสนอแนวทางให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาถึงความเหมาะสมในการขับเคลื่อนการเตรียมบุคลากรเพื่อสร้างความแข่งแกร่งให้กับประเทศ

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า กรอบคุณวุฒิฯนี้ตรงกับแผนของเอ็กเซอเร้น เซนต์เตอร์ หรือศูนย์พัฒนาศักยภาพความเป็นเลิศ ในการเรียนการสอนของอาชีวะ ที่ ศธ.วางไว้แล้ว เพียงแต่ความเข้มข้นในการผลักดันจะต้องยกระดับความเข้มข้นให้มากขึ้น ซึ่งก็อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณ และผู้ที่จะมามีส่วนร่วมในการที่จะทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาจำกัดนี้เพื่อเตรียมความพร้อมของแรงงานหรือทรัพยากรมนุษย์สายอาชีวะเพื่อเข้าสู่การปฏิบัติหน้าที่ด้วยทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดได้โดยเร็วที่สุด ตนไม่อยากให้วิกฤตนี้ทำให้ผู้เรียนพลาดโอกาสในการทำงานที่เป็นความต้องการของตลาด

“เรามีเป้าหมาอยู่แล้วว่าเราอยากทำหลักสูตรอะไรบ้าง ส่วนการผสมผสานลงไปในวิทยาลัยต่าง ๆ ผมเน้นให้แต่ละวิทยาลัยมีความเป็นเอกลักษณ์ มีความโดดเด่น มีการพัฒนาเต็มความสามารถของตัวเอง ซึ่งการกระจายหลักสูตรต่างๆในวิทยาลัย จะทำให้ความเข้มข้นหายไป หากไม่ได้เน้นในสิ่งที่อยากจะสร้างความเป็นเลิศอย่างแท้จริง วันนี้ ความต้องการของตลาดมีตัวเลขที่ชัดเจน และอาชีพที่ชัดเจน ดังนั้น เราต้องพัฒนาให้ดีที่สุดเพื่อเป็นตัวเลือกให้ต่างชาติที่มาร่วมลงทุน” รมว.ศธ. กล่าว

‘ณัฏฐพล’ ชูผลสำเร็จ ร.ร.นานาชาติสอนแบบผสมผสาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517703

'ณัฏฐพล'ชูผลสำเร็จ ร.ร.นานาชาติสอนแบบผสมผสาน

‘ณัฏฐพล’ชูผลสำเร็จ ร.ร.นานาชาติสอนแบบผสมผสาน

วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2563, 17.03 น.

“ณัฏฐพล” ชูผลสำเร็จ ร.ร.นานาชาติสอนแบบผสมผสาน ยันครูต่างชาติเข้าไทยผ่านควอรันทีนพร้อมสอน

11 ก.ย. 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังปาฐกถาพิเศษ กับผู้บริหารสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย ที่โรงแรงเรเนซองส์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ว่า จากการหารือกับผู้บริหารสมาคมโรงเรียนนานาชาติฯแล้วทำให้ได้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนแบบผสมผสานของโรงเรียนนานาชาต ซึ่งการเรียนแบบผสมผสานนี้มีการเริ่มต้นจากโรงเรียนนานาชาติ และตนก็ได้ส่งข้อความที่ท่านนายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า โรงเรียนนานาชาติได้พิสูจน์ให้เห็นในหลาย ๆแนวทางที่ทำให้การศึกษามีคุณภาพ และถ้าเรามีโอกาสได้นำมาใช้ก็น่าจะเป็นทางเลือก เพราะได้มีการพิสูจน์แล้วถึงความสำเร็จ 

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนได้ขอความร่วมมือโรงเรียนนานาชาติให้ช่วยผลักดันโรงเรียนเล็ก หรือโรงเรียนที่มองว่ามีความเหมาะสมในการร่วมพัฒนา เหมือนกับโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ซึ่งที่ผ่านมายังมีความเข้มข้นไม่เพียงพอ ทางสมาคมโรงเรียนนานาชาติฯก็พร้อมจะให้ความร่วมมือ

“จากสถาการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด -19  ศธ.ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ระหว่าง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  จึงสามารถทำให้ครูชาวต่างชาติส่วนใหญ่ที่จะมาสอนในไทย เดินทางเข้ามาประเทศไทยได้เกือบทั้งหมดแล้ว โดยผ่านขบวนการควอรันทีน และมีหน่วยงานที่เป็นศูนย์กลางให้การประสานงาน จึงเกิดความรวดเร็วโรงเรียนมีครูต่างชาติสอน” รมว.ศธ. กล่าว

‘องคมนตรี’ ตรวจเยี่ยมมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ สร้างงานสร้างอาชีพช่วงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517692

'องคมนตรี'ตรวจเยี่ยมมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ สร้างงานสร้างอาชีพช่วงโควิด

‘องคมนตรี’ตรวจเยี่ยมมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ สร้างงานสร้างอาชีพช่วงโควิด

วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.30 น.

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2563 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ตรวจเยี่ยมมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมาที่กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศได้น้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาและการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสู่การปฏิบัติ เพื่อให้มหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่ง ยกระดับคุณภาพการศึกษาและประสานประโยชน์กับทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาท้องถิ่นตามบริบทพื้นที่อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จังหวัดชัยภูมิ มีผู้ได้รับผลกระทบจากการว่างงาน 39,864 คน ซึ่งทางจังหวัดได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ในด้านการสร้างงานสร้างอาชีพ ทำให้ปัจจุบัน ร้อยละ 95 ของจำนวนผู้ว่างงานจากผลกระทบสถานการณ์โควิดได้กลับสู่อาชีพแล้ว

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิยังได้ดำเนินการโครงการพัฒนาท้องถิ่นภายใต้ยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ประจำปี 2563 จำนวน 12 โครงการ 40 กิจกรรม ในพื้นที่ 83 หมู่บ้าน 467 โรงเรียน โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และสิ่งแวดล้อม ตามลำดับ

นอกจากนี้ องคมนตรี ยังได้บรรยายพิเศษเรื่อง คุณลักษณะบัณทิตราชภัฏในสถานการณ์ที่ท้าทาย ให้กับกับนักศึกษา จำนวน 1,500 คน และร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่มผู้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ในการยกระดับคุณภาพมหาวิทยาลัยและการจัดกิจกรรมนักศึกษาเพื่อฝึกทักษะวิศวกรสังคม 4 ประการ ได้แก่ ทักษะการคิดเชิงเหตุ-ผล เห็นปัญหาเป็นสิ่งท้าทาย ทักษะการสื่อสารองค์ความรู้เพื่อแก้ปัญหา ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นโดยปราศจากข้อขัดแย้ง ระดมสรรพกำลังทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหา และทักษะการสร้างนวัตกรรมชุมชน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานของนักศึกษาต่อไปในอนาคต

ที่ปรึกษา รมว.ศธ. มอบนโยบายการศึกษายกกำลังสอง ประชุม ผอ.สพท. ทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517544

ที่ปรึกษารมว.ศธ.มอบนโยบายการศึกษายกกำลังสอง ประชุมผอ.สพท.ทั่วประเทศ

ที่ปรึกษารมว.ศธ.มอบนโยบายการศึกษายกกำลังสอง ประชุมผอ.สพท.ทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563, 21.18 น.

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2563 นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) และรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (รอง ผอ.สพท.) ทั่วประเทศ พร้อมมอบนโยบายด้านการศึกษายกกำลังสอง โดยมี นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของ สพนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อาทิ นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการ กพฐ. , นางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการ กพฐ. , นายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการ กพฐ. , นายธีร์ ภวังคนันท์ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม พร้อมด้วย ผอ.และรอง ผอ.สพท.และบุคลากรเกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมกว่า 800 คน ณ โรงแรมอิงธาร รีสอร์ท จังหวัดนครนายก

นายวราวิช กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการมีแนวทางในการ “ยกกำลังสองการศึกษาไทย สู่ความเป็นเลิศ” โดยเริ่มจากการพัฒนาทุนมนุษย์ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศทุกด้าน พร้อมทั้งปลดล็อก ปรับเปลี่ยน และเปิดกว้าง โดยปลดล็อกกลไกขับเคลื่อนการศึกษาร่วมกับทุกภาคส่วน ให้มีความยืดหยุ่นและลดข้อจำกัดของกระบวนการต่างๆ พร้อมปรับเปลี่ยนทัศนคติและแนวคิดให้คนเก่งมาเป็นครู และปรับหลักสูตรเพื่อพัฒนาความสามารถของนักเรียน ตลอดจนเปิดกว้างในการบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อนำโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศตามบริบทสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาฯยังได้จัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ” (Human Capital Excellence Center: HCEC) เพื่อเป็นศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาวิชาชีพครูและติดอาวุธให้ครูเก่งขึ้น โดยคาดว่าในปี 2564 จะมี HCEC ที่ตั้งขึ้นในโรงเรียนจำนวน 185 ศูนย์ ทั่วประเทศ

“ที่สำคัญ กระทรวงศึกษาธิการยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ หรือ Digital Education Excellence Platform : DEEP เพื่อรวบรวมเนื้อหาการเรียนการสอนและการพัฒนาทักษะต่างๆ ไว้ในระบบและรูปแบบเดียวกัน ซึ่งครูและนักเรียนสามารถเข้าถึงได้ รวมถึงเป็นแพลตฟอร์มให้คนที่ทำงานแล้วได้ศึกษาเรียนรู้ เพื่อ Upskill และ Reskill ทำให้เกิดการเรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย ซึ่งจะเชื่อมโยงกับแผนพัฒนารายบุคคลเพื่อความเป็นเลิศอีกด้วย” ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าว

สำหรับการประชุมสัมมนา ผอ.และรอง ปอ.สพท.ทั่วประเทศในครั้งนี้ ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 11 กันยายน 2563 ณ โรงแรมอิงธาร รีสอร์ท จังหวัดนครนายก เพื่อสื่อสารนโยบายของ สพฐ. และนโยบายของ ศธ.ไปสู่ ผอ.และรอง ผอ.สพท.ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ และสร้างความเข้าใจไปยังสถานศึกษาในสังกัด เพื่อร่วมปฏิบัติให้นโยบายบังเกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ทั้งนี้ ในการประชุมได้มีการหารือข้อราชการและข้อสังเกตการณ์ในการดำเนินงาน พร้อมจัดพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณ และโล่รางวัลต่างๆ ให้แก่ผู้มีผลงานโดดเด่นในปีการศึกษาที่ผ่านมา อาทิ ประกาศเกียรติคุณบัตรแผ่นทองคำรีดสำหรับผู้ทำคุณประโยชน์ทางการศึกษา จำนวน 153 คน โล่รางวัลการประกวด Video Clip การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปี 2562 สำหรับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 5 รางวัล เกียรติบัตร “รางวัลผลการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562” สำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 10 รางวัล โล่รางวัลระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา จำนวน 160 รางวัล เกียรติบัตรเชิดชูเกียรติสำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีผลคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ITA Online) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สูงสุด 10 ลำดับแรก และโล่เชิดชูเกียรติ “ต้นแบบการขับเคลื่อนการดำเนินงานเครือข่ายเชิงพื้นที่ รักษ์พงไพร สู่ความยั่งยืน ประจำปี 2563” สำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 8 โล่

‘องคมนตรี’ ตรวจเยี่ยม ‘มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517494

'องคมนตรี'ตรวจเยี่ยม'มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา'

‘องคมนตรี’ตรวจเยี่ยม’มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563, 18.04 น.

วันนี้ (10 กันยายน 2563) พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา เพื่อติดตามการดำเนินงานพัฒนาท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาเพื่อฟื้นฟูผลกระทบด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการศึกษา จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ประสานประโยชน์ทุกภาคส่วนในพื้นที่เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น อันเป็นการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาและภารกิจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 สู่การปฏิบัติ

ในการนี้จังหวัดนครราชสีมาได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเข้าพัฒนาพื้นที่ 27 หมู่บ้าน ในด้านการรู้รักสามัคคีและนักษาไว้ซึ่งสถาบันสำคัญของชาติ ด้านการพัฒนาส่งเสริมอาชีพและผลิตภัณฑ์ประจำหมู่บ้าน และด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน รวม 96 โครงการ

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้ดำเนินโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นตามพระบรมราโชบาย ประจำปี 2563 อีกจำนวน 42 โครงการ ในพื้นที่ 78 หมู่บ้าน ซึ่งในขณะนี้ได้เข้าสำรวจผลกระทบจากสถานการณ์โควิดและดำเนินการแก้ไขปัญหาไปแล้ว 39 หมู่บ้าน และอยู่ระหว่างเข้าสำรวจอีก 39 หมู่บ้าน

และในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ได้ร่วมบรรยายพิเศษแก่นักศึกษา จำนวน 1,600 คน เรื่อง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของบัณฑิตราชภัฏในศตวรรษที่ 21 พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาร่วมอภิปรายและขอคำแนะนำในการยกระดับมหาวิทยาลัยราชภัฏ