ทูตสวิสหนุน ศธ.ดันหลักสูตร ‘นาฬิกา-การโรงแรม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517137

ทูตสวิสหนุน ศธ.ดันหลักสูตร'นาฬิกา-การโรงแรม'

ทูตสวิสหนุน ศธ.ดันหลักสูตร’นาฬิกา-การโรงแรม’

วันพุธ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2563, 14.16 น.

9 กันยายน 2563 รมว.ศธ. หารือทูตสวิส ร่วมผลักดันศูนย์ความเป็นเลิศอาชีวศึกษา​ ในสาขาที่สวิสมีความเชี่ยวชาญ ประเดิมหลักสูตรการโรงแรมและการบริการ เริ่มเปิดก่อน 1-2 แห่ง พร้อมหนุนเชื่อมต่อหลักสูตรอาชีวะช่างเทคนิคนาฬิกา และวางแนวทางการขยายผลศูนย์ความเป็นเลิศหลักสูตรอื่นในระยะต่อไป

นาย​ณัฏ​ฐ​พล​ ที​ป​สุวรรณ​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ ให้การต้อนรับ นางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา (H.E. Mrs. Helene Budliger Artieda) เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2563 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ยังได้หารือถึงความร่วมมือด้านการศึกษา โดยมี นางปัทมา วีระวานิช รองเลขาธิการ​คณะกรรมการ​การ​อาชีวศึกษา​ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมด้วย ณ ห้องดำรงราชานุภาพ กระทรวงศึกษาธิการ​

หลังเสร็จสิ้นการาหรือ นายณัฏฐพล เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวง​ศึกษาธิการได้​บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกให้ครูต่างชาติเดินทางกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทย ภายใต้สถานการณ์​การแพร่ระบาดของ COVID-19​ พร้อมสร้างความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และมาตรการด้านต่าง ๆ

“ขณะนี้สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ​ได้เปิดทำการเรียนการสอนแบบเต็มรูปแบบมานานกว่า 1 เดือน ซึ่งสถานศึกษา​ก็สามารถบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี”นายณัฏฐพล กล่าว

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการ​ ใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสในการปฏิรูป​การศึกษาไปในคราวเดียวกัน โดยเฉพาะการยกระดับการอาชีวศึกษา​ให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งในส่วนของประเทศสวิตเซอร์แลนด์​นั้น เขาก็มีหน่วยงานอาชีวะชื่อ Swiss Education ​Group​ ซึ่งดำเนินงานเกี่ยวกับการอบรม และพัฒนาบุคลากรด้านอาชีวศึกษา​ ซึ่งรวมถึงหลักสูตรด้านการโรงแรมและการบริการ ที่จะสอดคล้องกับการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศอาชีวศึกษา​ (Excellence Center) ที่สำนักงานคณะกรรมการ​การ​อาชีวศึกษา​ กำลังดำเนินการอยู่

“ผมมีความยินดีอย่างยิ่ง หากทางสวิตเซอร์แลนด์​ จะเข้ามาช่วยพัฒนาหลักสูตรด้านการโรงแรมและการบริการ โดยจะเริ่มเปิดทำการเรียนการสอนในสถาบันการอาชีวศึกษา​ จำนวน 1-2 แห่ง และวางแนวทางการขยายผลศูนย์ความเป็นเลิศในระยะต่อไป” นายณัฏฐพล กล่าว

ด้านเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย​ กล่าวว่า สวิตเซอร์แลนด์​มีความเชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรม และพัฒนาบุคลากรและนักเรียนอาชีวศึกษา​ โดยได้พัฒนาหลักสูตร Technical Vocational Education and Training (TVET) ซึ่งเป็นการฝึกอบรมด้านเทคนิคและการอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพให้กับนักเรียนอาชีวะอย่างรอบด้าน โดยนักเรียนสามารถนำทักษะเหล่านี้ มาปรับใช้ในการปฏิบัติ​งาน​จริง รวมถึงการดำรงชีวิตในยุคปัจจุบัน จึงถือเป็นหลักสูตรที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ตลอดจนได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนในการร่วมพัฒนาการเรียนการสอนและจ้างคนเข้าทำงาน

นางเฮเลเนอ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศอาชีวศึกษา​ (Excellence Center) ของกระทรวงศึกษาธิการ​ มีความสอดคล้องกับการจ้างงานบริษัทสัญชาติสวิสในประเทศไทย ที่ต้องการกำลังคนเฉพาะด้านเข้าไปทำงาน เช่น ธุรกิจการทำนาฬิกา เป็นต้น

“ดิฉันจึงยินดีที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และผู้เชี่ยวชาญกับประเทศไทย เพื่อร่วมกันจัดการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น” นางเฮเลเนอ กล่าว

อย่างไรก็ตาม วิกฤต COVID-19​ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวสวิสในประเทศไทยลดลง และประสบปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางกลับเข้าประเทศไทยของครูชาวสวิส โดยครูชาวสวิสพร้อมที่จะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และมาตรการด้านสาธารณสุขในการเดินทางเข้าประเทศไทย

‘โควิด’ ทำ ‘ด้ามขวาน’ ซบเซา ‘พอเพียง-ปรับตัว’ ประคองชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516934

‘โควิด’ทำ‘ด้ามขวาน’ซบเซา ‘พอเพียง-ปรับตัว’ประคองชีพ

‘โควิด’ทำ‘ด้ามขวาน’ซบเซา ‘พอเพียง-ปรับตัว’ประคองชีพ

วันพุธ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19” ที่ลุกลามไปทั่วโลก ส่งผลกระทบหลากหลายมิติทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม จนทำให้ไม่ว่าภาคส่วนใดก็ต้องปรับตัวตามแนวคิด “นิว นอร์มอล (New Normal)” หรือชีวิตวิถีใหม่ ทำให้ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ร่วมกับ 8 องค์กรเครือข่ายจัดทำโครงการ “คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ” ระดมสมองวางแนวทางช่วยคนไทยปรับตัวให้เท่าทันกับสังคมโลกที่เปลี่ยนไป ศึกษาความรู้ใหม่ ปรับรูปแบบทำงาน สร้างงานเพิ่ม ลดการกระจุกตัวด้านธุรกิจ โดยเริ่มที่ “ภาคใต้” ของไทย

ประสิทธิ์ โอสถานนท์ ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ อธิบายว่า กรอบความคิดหลักของโครงการมีประเด็นวิเคราะห์ที่สำคัญ เช่น บริบทของสังคมโลกและประเทศไทยก่อนวิกฤติโควิด-19, โควิด-19 ได้ส่งผลอะไรต่อสังคมโลกและประเทศไทยบ้าง, สังคมโลกต้องเปลี่ยนและประเทศไทยต้องปรับอะไร, ทิศทางที่ควรจะเป็นเป็นเช่นไร, คนไทยมีความพร้อมต่อการปรับเปลี่ยนมากน้อยเพียงใด, หากจำเป็นต้องปรับหรือเปลี่ยนต้องเตรียมการอย่างไร และหารูปแบบที่เหมาะสมในการขับเคลื่อนสังคมไทย

สันติ รังสิยาภรณ์รัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคใต้ กล่าวว่า ภาพรวมของโครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้อยู่ในภาคการเกษตร ร้อยละ 20 ในจำนวนนี้เกือบร้อยละ 60 ปลูกยางพารา อีกร้อยละ 20 ปลูกปาล์มน้ำมัน ที่เหลือจะเป็นการเลี้ยงกุ้งขาว และสวนผลไม้ ส่วนภาคการท่องเที่ยวและที่พักอยู่ที่ร้อยละ 70 ซึ่งกระจุกตัวในฝั่งอันดามันและต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างประเทศ เมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 ภาคการผลิตที่เน้นส่งออกก็กระทบหนัก เพราะถูกระงับการสั่งซื้อเกือบทั้งหมด

ซึ่งเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2/63 ภาคใต้ทุกส่วนจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งการใช้จ่ายภาคเอกชน การท่องเที่ยวและการลงทุน แต่การใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือยังช่วยพยุงเศรษฐกิจ ส่วนภาคค้าปลีก-ค้าส่ง ปรับตัวค่อนข้างดีในบางกลุ่มโดยหันไปพึ่งพาเทคโนโลยี เช่น ค้าขายออนไลน์จึงทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับพฤติกรรมใหม่ เช่น แรงงานอาจจะไม่เคลื่อนย้ายไปตามพื้นที่ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดังนั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะต้องเคลื่อนที่ไปหาแรงงาน เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยอาจรองรับหรือทดแทนแรงงาน

ขณะที่ สมบูรณ์ พฤกษานุศักดิ์ ที่ปรึกษาสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ เปิดเผยว่า ก่อนไวรัสโควิด-19 ระบาด เศรษฐกิจโลกก็ชะลอตัวอยู่แล้วรวมถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศลดลงหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น แม้การแพร่ระบาดในประเทศเริ่มคลี่คลาย แต่ก็เกิดการระบาดระลอกสองในหลายประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยอาจต้องเลื่อนแผนเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวขยับออกไปอีก

“ภาครัฐควรขยายกรอบเวลามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่กำลังจะสิ้นสุด ให้ยาวไปจนถึงสิ้นปี 2563 เช่น การพักหนี้ ลดการส่งเงินประกันสังคม เพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ และต้องเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณภาครัฐ โดยเฉพาะงบในโครงการลงทุนของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ” ที่ปรึกษาสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ ให้ความเห็น

เช่นเดียวกับ ณัฐนนท์ พงษ์ธัญญะวิริยา ประธานหอการค้าจังหวัดปัตตานี ที่กล่าวว่า ภาพรวมในการจ้างงานและช่วยเหลือภาคการเกษตรและเศรษฐกิจฐานราก โดยสถานการณ์โดยรวมของพื้นที่ประเทศจากไตรมาสที่ 2/63 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศ ติดลบร้อยละ 10-15 และไตรมาสที่ 3/63 ยังติดลบร้อยละ 8-10 โดยที่ประเทศไทยพึ่งพาเม็ดเงินจากต่างประเทศทั้งการท่องเที่ยวและการส่งออก

“เมื่อเกิดไวรัสโควิด-19 ระบาดทำให้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว สำหรับภาคใต้เองนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียประมาณ 5 ล้านคนต่อปี และภาคการส่งออกโดยประมาณแล้วลดลง 30% ดังนั้นการปรับตัวคือจะต้องเที่ยวกันเอง เป็นลักษณะการเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียงกันก่อน การท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียงดีขึ้นแล้ว จากนั้นก็โปรโมทในพื้นที่ภูมิภาคเดียวกัน” ณัฐนนท์ กล่าว

ประธานหอการค้าจังหวัดปัตตานี ยังกล่าวอีกว่า “เมื่อยังเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้ ก็ต้องท่องเที่ยวกันเองภายในประเทศ” เริ่มจากการท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง แล้วขยับไปสู่ภูมิภาคเดียวกัน จะช่วยกระตุ้นในภาคการท่องเที่ยวได้ “ส่วนเกษตรกรก็ต้องหาอาชีพเสริม” เช่น การเลี้ยงแพะ ไก่เบตง วัว เพาะพันธ์ุปูทะเล ปลูกเมล่อน ซึ่งเป็นแนวทางที่สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กำลังส่งเสริมในพื้นที่ใต้ซึ่งได้ผลอย่างดีโดยเชื่อว่าการยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยให้คนไทยฝ่าวิกฤติโควิด-19 ไปได้

อีกด้านหนึ่ง ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้(ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) เดิมก็มีปัญหาเศรษฐกิจอันเป็นผลพวงจากปัญหาความรุนแรงในพื้นที่อยู่แล้ว ยิ่งเจอวิกฤติโควิด-19 ยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจซบเซาลงไปอีก สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ได้จัดทำโครงการ “ทุเรียนคุณภาพ” หรือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ สร้างรายได้กว่า 60 ล้านบาท

ซึ่งหัวใจสำคัญของโครงการทุเรียนคุณภาพ คือ วางแผนเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งระบบน้ำ สภาพดิน การใส่ปุ๋ยคัดดอกที่สมบูรณ์ ผสมเกสร ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ตัดแต่งผลทุเรียน เพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพสูง โดยมีอาสาสมัครนับร้อยคนคอยดูแลให้คำแนะนำใกล้ชิด โดย เอกพล เพ็ชรพวง อดีตข้าราชการครูซึ่งลาออกมาทำเกษตรกรต่อจากพ่อ ปัจจุบันเป็นรองประธานกลุ่มทุเรียนแปลงใหญ่ และเป็นอาสาทุเรียน เล่าว่า ตนเองจบสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตยะลา ไปเป็นอาจารย์สอนที่จ.ภูเก็ต 1 ปี และกลับมาสอนที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส 3 ปี

จากนั้นจึงได้ผันชีวิตตนเองมาเป็นเกษตรกร โดยมาช่วยสานต่อไร่ของพ่อซึ่งมีอายุมากแล้ว จึงอยากเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระบ้างโดยการนำทุเรียน 65 ต้น บนพื้นที่ 40 ไร่ใน ต.กาหลง อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เข้าร่วมโครงการฯ ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มมากขึ้นและมีคุณภาพสูงขึ้น สามารถขายได้ราคาดีกว่าในอดีตหลายเท่าตัว เมื่อก่อนทุเรียนใน 3 จังหวัดใต้กิโลกรัมละ 35 บาท หลังจากโครงการทุเรียนคุณภาพของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เข้ามาช่วยพัฒนา จนราคาทะลุ 100 กว่าบาท ต้องจ้างคนมานอนเฝ้าเพราะมีมูลค่าหลักล้านบาท

“แม้แต่นายหน้าชาวจีนยังลงมาถึง3 จังหวัดเพื่อขอซื้อเหมาสวน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” เอกพล กล่าวในท้ายที่สุด

‘สสส.’ เปิดตัวคู่มือ4ฉบับ สร้าง ‘ภูมิคุ้มใจ’ ฝ่าวิกฤติโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516931

‘สสส.’เปิดตัวคู่มือ4ฉบับ  สร้าง‘ภูมิคุ้มใจ’ฝ่าวิกฤติโควิด

‘สสส.’เปิดตัวคู่มือ4ฉบับ สร้าง‘ภูมิคุ้มใจ’ฝ่าวิกฤติโควิด

วันพุธ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า สสส. และภาคีเครือข่ายด้านสุขภาวะทางปัญญา ได้จัดทำ “คู่มือสร้างภูมิคุ้มใจ” จำนวน 4 ฉบับแบ่งตามกลุ่มที่มีปัญหาต่างกัน คือ 1.ฉบับมหาชน 2.ฉบับครอบครัวที่ต้องห่างกัน 3.ฉบับคู่รัก และ 4.ฉบับครอบครัวและเด็ก เพื่อเสริมสุขภาวะทางปัญญา มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจในการดำเนินชีวิต ถือเป็นวัคซีนขั้นพื้นฐานที่สำคัญของคนไทย

เพราะไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ทั้งปัญหาการงานการเงิน ความสัมพันธ์ ทำให้เกิดความเครียด ความสับสน และยังมีความกังวลเรื่องการระบาดในระลอกสอง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ผ่านวิกฤติไปได้ คือ การมีภูมิคุ้มกันทางใจที่เข้มแข็งการรู้เท่าทันสถานการณ์ รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว ทั้งนี้ คู่มือสร้างภูมิคุ้มใจจะอธิบายวิธีปฏิบัติอย่างง่ายๆ

“ฉบับมหาชน สำหรับคนทั่วไป สำรวจหาสาเหตุที่ทำให้ภูมิคุ้มใจบกพร่อง นำไปสู่การแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนวิธีคิด ความรู้สึกเข้าใจตัวเอง มีสติเพียง 20 วินาที จะพบประสบการณพิเศษที่อาจไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต ฉบับครอบครัวที่ต้องห่างกัน หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องทำงานเสี่ยงติดเชื้อ มีวิธีการสื่อสารด้วย 5 ภาษารัก เพื่อช่วยเสริมสร้างกำลังใจและดูแลความรัก ฉบับคู่รัก หลายคู่มีเวลาอยู่ด้วยกันจนไม่มีพื้นที่ส่วนตัว เล่มนี้จึงมีวิธีการสื่อสารให้เข้าใจกันมากขึ้น ลดการทะเลาะ เพิ่มความสุขให้แก่กัน พร้อมดูแลใจคนรัก” นพ.ไพโรจน์ ระบุ

ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวต่อไปว่า ส่วนฉบับครอบครัวและเด็ก สำหรับพ่อ-แม่ ผู้ปกครองที่ต้องทำงานที่บ้าน ซึ่งแม้ด้านหนึ่งครอบครัวจะได้อยู่ใกล้ชิด แต่อีกด้านหนึ่งการจัดการเวลาและการสวมบทบาทหลายหน้าที่ในเวลาเดียวกันก็เป็นปัญหาที่ครอบครัวต้องเผชิญ จึงมีตาราง “Family O’clock” เป็นแนวทางครอบครัวได้จัดสรรเวลาเพื่อสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างลงตัว

โดย สสส. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คู่มือภูมิคุ้มใจในรูปแบบอินโฟกราฟิก ไม่เกิน 20 หน้ามีภาพประกอบให้สามารถเข้าใจได้ง่าย จะช่วยให้เกิดความเข้าใจ สร้างความใกล้ชิดมากขึ้น และเสริมสุขภาวะทางปัญญาที่เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินวิถีชีวิตใหม่ ช่วยให้คนไทยผ่านวิกฤติไปได้ด้วยดี โดยผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม และดาวน์โหลด “คู่มือภูมิคุ้มใจ” 4 ฉบับได้ที่เว็บไซต์ “ความสุขประเทศไทย” https://www.HappinessisThailand.com

ส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ หลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุ เขตสายไหม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517055

ส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ หลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุ เขตสายไหม

ส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ หลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุ เขตสายไหม

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 20.28 น.

ส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ

หลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุ เขตสายไหม (รุ่นที่ 5)

นางอภิญญา ชมภูมาศ รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมหลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุเขตสายไหม (รุ่นที่ 5) ซึ่งการอบรมตามหลักสูตรดังกล่าว เพื่อต้องการให้ผู้สูงอายุมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต โดยสร้างพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย

ขณะเดียวกันโรงเรียนผู้สูงอายุยังเป็นพื้นที่ที่ผู้สูงอายุ จะได้แสดงศักยภาพโดยการถ่ายทอดภูมิความรู้ ประสบการณ์ที่สั่งสมแก่บุคคลอื่น เพื่อสืบสานภูมิปัญญาให้คุณค่าคู่กับชุมชน โดยมี ดร.สมชาย เวสารัชตระกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนผู้สูงอายุเขตสายไหม, นางสิรินุช  อันตรเสน ผู้อำนวยการกองส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุ  นักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุเขตสายไหม ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมกิจการผู้สูงอายุ หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานดังกล่าว

พม.- รพ.กล้วยน้ำไท หารือความร่วมมือเรื่องทุนการศึกษา วิชาชีพผู้ช่วยพยาบาล และการดูแลผู้สูงอายุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517045

พม.- รพ.กล้วยน้ำไท หารือความร่วมมือเรื่องทุนการศึกษา วิชาชีพผู้ช่วยพยาบาล และการดูแลผู้สูงอายุ

พม.- รพ.กล้วยน้ำไท หารือความร่วมมือเรื่องทุนการศึกษา วิชาชีพผู้ช่วยพยาบาล และการดูแลผู้สูงอายุ

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 20.08 น.

พม.- รพ.กล้วยน้ำไท หารือความร่วมมือเรื่องทุนการศึกษา

วิชาชีพผู้ช่วยพยาบาล และการดูแลผู้สูงอายุ

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้การต้อนรับ นายศรัณยู ชเนศร์ รองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทในเครือโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท และคณะผู้บริหารโรงพยาบาลกล้วยน้ำไทและกล้วยน้ำไทมูลนิธิ พร้อมประชุมหารือถึงความร่วมมือในเรื่องทุนการศึกษาสำหรับการเรียนวิชาชีพผู้ช่วยการพยาบาลและการดูแลผู้สูงอายุ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร

และเมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับโอกาสเข้าทำงานกับบริษัทในเครือโรงพยาบาลกล้วยน้ำไทเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี โดยมี นางสุจิตรา พิทยานรเศรษฐ์ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ ข้าราชการในสังกัดกรมกิจการผู้สูงอายุ เข้าร่วมในการประชุมดังกล่าว ณ ห้องประชุมชั้น 9 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

สอศ.ชี้เทคโนฯชัยนาทเปิดสอนนอกที่ตั้งผิดแพ่ง-อาญา เบรก ‘ปิดกิจการ’ จนกว่าสอนครบหลักสูตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517020

สอศ.ชี้เทคโนฯชัยนาทเปิดสอนนอกที่ตั้งผิดแพ่ง-อาญา เบรก‘ปิดกิจการ’จนกว่าสอนครบหลักสูตร

สอศ.ชี้เทคโนฯชัยนาทเปิดสอนนอกที่ตั้งผิดแพ่ง-อาญา เบรก‘ปิดกิจการ’จนกว่าสอนครบหลักสูตร

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 19.00 น.

สอศ.ชี้เทคโนฯชัยนาทเปิดสอนนอกที่ตั้งผิดแพ่ง-อาญา เบรก‘ปิดกิจการ’จนกว่าสอนครบหลักสูตร

8 กันยายน 2563 นายพีระพล พูลทวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(รองเลขาธิการ กอศ.) ในฐานะดูแลสำนักบริหารการอาชีวศึกษาเอกชน (สอช.) กล่าวถึงกรณีนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีชัยนาท ออกมาร้องเรียนกรณีถูกลอยแพ เนื่องจากวิทยาลัยฯจะเลิกกิจการ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : นศ.เทคโนฯในชัยนาทร้อง‘ดีเอสไอ’ช่วย เอาผิดผู้บริหาร ตุ๋นเรียน-แจกวุฒิฯปลอม) ว่า ตนได้รับรายงานจากสำนักบริหารการอาชีวศึกษาเอกชน ว่า ตามที่อาชีวศึกษาจังหวัดชัยนาท ไม่รับรองจำนวนการเบิกเงินอุดหนุนให้กับผู้เรียนของวิทยาลัยเทคโนโลยีชัยนาท ทาง สอช.จึงได้ลงไปนิเทศก์ติดตาม พบว่า มีจำนวนนักเรียน 32 คน ที่มีสิทธิ์เบิกเงินอุดหนุนได้ ส่วนที่เหลือไม่มีชื่อผู้เรียนอยู่ เนื่องจากทางสถานศึกษาไม่แจ้งจำนวนมาให้ครบถ้วน และทางวิทยาลัยฯทำเอกสารหลักฐานการศึกษาไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงให้มีการชะลอการจ่ายเงินอุดหนุน และให้ชะลอไม่ให้ซื้อใบ รบ. เนื่องจากต้องพิสูจน์ว่าผู้เรียนได้มีการเรียนจริงหรือไม่ และ สอศ.ได้รับรายงานด้วยว่าทางวิทยาลัยไปจัดการเรียนการสอนนอกที่ตั้งตามจังหวัดต่างๆด้วย ดังนั้น สอศ จึงมีหนังสือตักเตือน และต่อมาทางวิทยาลัย ฯแจ้งประสงค์จะเลิกกิจการ ทำให้เด็กที่เรียนอยู่นอกที่ตั้งออกมาร้องเรียนว่าถูกลอยแพ

รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า ขณะนี้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการดำเนินกิจการของสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน ได้มีการประชุมและวิเคราะห์แล้วเห็นว่าทางวิทยาลัย ฯมีการจัดการเรียนการสอนนอกที่ตั้งจริง คณะกรรมการฯวิเคราะห์แล้วเห็นว่าต้องมีการลงโทษตามที่กฎหมาย

สำหรับนักเรียน นักศึกษา ที่เรียนนอกที่ตั้งของวิทยาลัยเทคโนโลยีชัยนาท มีจำนวน 569 คน แบ่งเป็น ระดับ ปวช. 65 คน และ ปวส. 504 คน ในจำนวนนี้มีนักเรียน นักศึกษากว่า 100 คนที่แจ้งความเดือดร้อน ซึ่งทาง สอช. , สอศ. ตรวจสอบทะเบียนแล้วไม่มีชื่อในทะเบียนนักเรียนของวิทยาลัยเทคโนโลยีชัยนาท และจากการตรวจสอบทั้งหมดแล้ว พบว่า เด็กบางส่วนเรียนจริง แต่มีบางส่วนเรียนไม่ครบ 100% เช่น เวลาเรียนไม่เพียงพอตามโครงสร้างหลักสูตร ดังนั้นทาง สอช.จะแจ้งอย่างเป็นทางการให้ทางวิทยาลัยเทคโนโลยีชัยนาท ให้เรียกผู้เรียนที่ลงทะเบียนถูกต้องมาเรียนเพิ่มเติมให้ครบถ้วนตามหลักสูตร

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทาง สอศ.จะยังไม่อนุมัติให้ทางวิทยาลัยเทคโนโลยีชัยนาท ปิดกิจการ หากยังไม่จัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียกร้องจนครบหลักสูตรก่อน หรือจนกว่าจะส่งหลักฐานทางการศึกษาของผู้เรียนให้ครบถ้วน หรือนักเรียน นักศึกษา สามารถนำวุฒิ หรือความรู้ไปสมัครเรียนในสถานศึกษาอาชีวะอื่นได้ เพื่อขอเทียบโอนความรู้ได้

“หลักสูตรอาชีวะ เป็นหลักสูตรที่เน้นการปฏิบัติทั้งระดับช่างฝีมือและช่างเทคนิค การจัดการเรียนการสอนนอกที่ตั้ง เป็นการดำเนินการที่ผิด พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ซึ่งมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ขณะนี้ ทาง สอศ.ได้มอบให้นิติกรรวบรวมข้อมูลผู้เสียหายไปให้กับทางดีเอสไอ หลังจากนั้นทางดีเอสไอจะประมวลผลว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป” นายพีระพล กล่าว

ศธ.รับมอบโปรแกรมสื่อการเรียนการสอน e-Learning เฉลิมพระเกียรติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516990

ศธ.รับมอบโปรแกรมสื่อการเรียนการสอน e-Learning เฉลิมพระเกียรติ

ศธ.รับมอบโปรแกรมสื่อการเรียนการสอน e-Learning เฉลิมพระเกียรติ

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 18.03 น.

ศธ.รับมอบโปรแกรมสื่อการเรียนการสอน e – Learning เฉลิมพระเกียรติ ของวิสาหกิจชุมชน โครงการแผ่นดินไทย มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ให้กับโรงเรียน สถานศึกษาทั่วประเทศ

วันที่ 8 กันยายน 2563 นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีรับมอบโปรแกรมสื่อการเรียนการสอน e – Learning เฉลิมพระเกียรติ ของวิสาหกิจชุมชน โครงการแผ่นดินไทย มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ให้กับโรงเรียน สถานศึกษาทั่วประเทศ จํานวน 4 ชุด รวมเป็นเงิน 140,000 บาท จากนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ พล.ร.ต.ธีระพล พึ่งพัฒน์ (ร.น.) ผู้แทนกระทรวงกลาโหม  นางชลิดา พันธ์กระวี ผู้แทนกระทรวงการคลัง นายนิติวัฒน์ จันทร์สว่าง ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสมนึก เลิศสุโภชวณิชย์ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข  นายสุเทพ ชิตยวงษ์ ผู้แทนกระทรวงแรงงาน  เป็นต้น โดยมี นายอํานาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ ผู้อํานวยการสํานักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ผอ.สทร.สพฐ.) นายนิพนธ์ พลเสน ประธานโครงการ e – Learning เฉลิมพระเกียรติ และประธาน วิสาหกิจชุมชน โครงการแผ่นดินไทย มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เข้าร่วมในพิธี ณ ห้องราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษา รมว.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้รับมอบโปรแกรมสื่อการเรียนการสอน e – Learning เฉลิมพระเกียรติ ของวิสาหกิจชุมชน โครงการแผ่นดินไทย มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ให้กับโรงเรียน สถานศึกษาทั่วประเทศ โดยโปรแกรมดังกล่าวเป็นโปรแกรมที่พัฒนาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของ ศธ. ประกอบด้วย โปรแกรมสื่อการเรียนการสอนฯ ระดับปฐมวัย/อนุบาล โปรแกรมสื่อการเรียนการสอนฯ ระดับประถมศึกษา ปีที่ 1 – 6 โปรแกรมสื่อการเรียนการสอนฯ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 และโปรแกรมสื่อการเรียนการสอนฯ บทสนทนาภาษาอังกฤษ (Conversation) ทุกระดับชั้น จํานวน 4 ชุด ราคาชุดละ 35,000 บาท รวมเป็นเงิน 140,000 บาท ต่อการใช้งาน 1 โรงเรียน โดย ศธ. จะนําไปเผยแพร่ให้โรงเรียนในสังกัดทุกแห่ง เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนในระบบ Online ให้เป็นประโยชน์ต่อครู นักเรียน และโรงเรียนทั่วประเทศต่อไป

“ศธ. ให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอนในทุกระดับชั้น ไม่เพียงเฉพาะการเรียนในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเรียนผ่านระบบ Online ด้วย โดย ศธ.ได้เปิดตัวดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้แห่งชาติ Digital Education Excellence Platform : DEEP ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อการบริหารและการจัดการศึกษาตามนโยบายการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 สอดคล้องกับการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อให้การจัดการศึกษาประสบผลสำเร็จตามนโยบายของรัฐบาลและแนวทางการปฏิรูปประเทศ” ที่ปรึกษา รมว.ศธ. กล่าว  

ด้าน นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สืบเนื่องจากทั่วโลกและประเทศไทยเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทําให้เกิดผลกระทบกับประชาชนทุกสาขาอาชีพ โดยเฉพาะสถานศึกษาต่าง ๆ จําเป็นต้องเลื่อนการเปิดภาคเรียนที่ 1/2563 นักเรียนไม่สามารถไปศึกษาเรียนรู้ในห้องเรียนได้ จนเป็นผลกระทบกับเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ โครงการ e – Learning เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐทุกกระทรวง ได้เล็งเห็นความสําคัญด้านการศึกษา ซึ่งถือว่านักเรียนเป็นทรัพยากรบุคคลที่จะเป็นกําลังสําคัญ หากขาดการศึกษาเรียนรู้ จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศได้ รวมทั้งเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลอีกทางหนึ่ง จึงได้นําโปรแกรมสื่อการเรียนการสอน e – Learning เฉลิมพระเกียรติ ที่พัฒนาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของ ศธ. มาใช้ประกอบการเรียนการสอนในระบบ Online ซึ่งจะมอบให้ ศธ. นําไปเผยแพร่ให้โรงเรียนในสังกัดทุกแห่งโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อประโยชน์ของครู นักเรียน และโรงเรียนทั่วประเทศ ทั้งนี้ หากโรงเรียนใดยังไม่มีความพร้อมจัดการเรียนการสอนในระบบ Online สามารถแจ้งความประสงค์ขอรับสื่อการเรียนการสอนฯ ในรูปแบบอื่นที่เหมาะสมได้ในโอกาสต่อไป
 

วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’63 ‘ศธ.’ ยกย่อง ‘ครู กศน.’ นำความรู้สู่ชุมชนแม้ช่วงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516919

วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’63  ‘ศธ.’ยกย่อง‘ครู กศน.’นำความรู้สู่ชุมชนแม้ช่วงโควิด

วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ’63 ‘ศธ.’ยกย่อง‘ครู กศน.’นำความรู้สู่ชุมชนแม้ช่วงโควิด

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.14 น.

วันที่ 8 กันยายน 2563 ที่หอประชุมคุรุสภา (ด้านหลังกระทรวงศึกษาธิการ) กรุงเทพฯ มีการจัดงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2563 โดย นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษา เช่น การเลื่อนการเปิดภาคเรียน ทำให้ทางกระทรวงฯ ต้องปรับการเรียนการสอนในรูปแบบวิถีชีวิตใหม่ตามแนวปฏิบัติของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อาทิ มีการเว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย รวมถึงทำความสะอาดฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการระบาดในสถานศึกษา

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ในหลักคิดว่า แม้โรงเรียนจะหยุดแต่การศึกษาไม่อาจหยุดได้ นำไปสู่การจัดการเรียนการสอน 3 รูปแบบ ได้แก่ สอนในสถานศึกษา (On Site) สอนผ่านโทรทัศน์ทางไกล (On Air) และสอนผ่านอินเตอร์เน็ต (Online) รวมถึงจัดทำดิจิทัลแพลตฟอร์มของกระทรวงฯ เพื่อให้ผู้เรียนกับผู้สอนสื่อสารกันได้ ซึ่งทางสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ก็ได้จัดการเรียนการสอนผ่านทาง ETV ทีวีดิจิทัลเพื่อการศึกษา ช่อง 52 ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ เพื่อผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้มีโอกาสเรียนรู้ตลอดเวลา

“ทางกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะทาง กศน. ได้เล็งเห็นความจำเป็นในการเรียนรู้อย่างมาก โดยเฉพาะวันนี้ก็ได้บรรจุข้าราชการครูที่ทำหน้าที่การเรียนการสอนบนดอยบนเกาะ โดยเฉพาะ ครู กพด. ของเราเป็นพนักงานราชการ วันนี้ก็ได้บรรจุเป็นข้าราชการครูแล้วจำนวน 210 คน แล้วเพื่อให้การเรียนการสอนเกิดคุณภาพทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้ทั่วถึงทั้งประเทศไทย ทาง กศน. เองก็จัดให้มีการสอบบรรจุเพื่อแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูจำนวน 1,370 คน ซึ่งจะบรรจุวันสุดท้าย วันที่ 29 ก.ย. 2563 นี้” นายประเสริฐ กล่าว

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ไม่ว่าจะเป็นช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 หรือช่วงเวลาปกติ การทำหน้าที่ของ กศน. เป็นการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการเรียนรู้ไม่ว่าจะในระบบหรือนอกระบบ โดยเฉพาะการศึกษานอกระบบมุ่งเน้นให้เข้าถึงพื้นที่ทุรกันดาร ตนต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่สังกัด กศน. รวมถึงสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทุกคน ที่ได้ช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ นวลมาก รองเลขาธิการ กศน. ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ยังรุนแรง กศน. ได้ปรับรูปแบบไปเป็นการให้ครูสอนและสื่อสารทางออนไลน์ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น เว็บไซต์ยูทูป กลุ่มไลน์ รวมถึงการสอนผ่านช่อง ETV ที่เป็นสถานีโทรศัศน์ของ กศน. พร้อมกับมีมาตรการคัดกรองผู้เดินทางมาเรียนในห้องเรียน อาทิ ลดจำนวนผู้เรียนเหลือครึ่งหนึ่งจากความจุเดิม ที่นั่งมีการเว้นระยะห่าง

กระทั่งเมื่อสถานการณ์โรคระบาดบรรเทาความรุนแรงลง จึงกลับมาสู่การจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนตามปกติ แต่มาตรการลดความเสี่ยงโรคระบาดยังคงถือปฏิบัติอยู่ เช่น การวัดอุณหภูมิ การใส่หน้ากากปิดปาก-จมูกระหว่างเรียน ถึงกระนั้นก็ยอมรับว่าวิกฤติครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้เรียน อาทิ ผู้อยู่ในพื้นที่ห่างไกลไม่สะดวกในการเรียนออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน และทั้งผู้สอนโดยครู กศน. เองก็ต้องพยายามปรับตัวทำความเข้าใจกับเครื่องมือใหม่ๆ ที่ใช้จัดการเรียนการสอนออนไลน์

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ยังไม่รู้ว่าจะมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกที่ 2 หรือไม่ ซึ่งหากมีก็จะต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนโดยอาศัยทั้ง 3 รูปแบบข้างต้น แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดหลักการสำคัญคือต้องเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุม อย่างไรก็ตาม อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อภารกิจของ กศน. คือการทำให้ครู กศน. ที่ทำงานอยู่ทั่วประเทศมีความก้าวหน้าในอาชีพ เพื่อจะได้มีแรงสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนต่อไป

“หากปีหน้า หรือ 2564 สถานการณ์โควิดยังเบาบางลงจนอาจเรียกได้ว่าเข้าสู่ภาวะปกติ กศน. ก็จะกลับมา On Site (สอนในห้องเรียน) ตามปกติในการจัดการเรียนการสอน เพราะเราถือว่ารูปแบบนี้เหมาะสมที่สุด เข้าถึงเป้าหมายได้มาก และลงไปถึงรากหญ้าได้มากที่สุด” รองเลขาธิการ กศน. ระบุ

สำหรับวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ (International Literacy Day) นั้น องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) กำหนดให้ตรงกับวันที่ 8 กันยายน ของทุกปี โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2508 เพื่อให้ประชาคมโลกเห็นความสำคัญของการรู้หนังสือของบุคคล เพราะการอ่านออกเขียนได้เป็นเสมือนกุญแจดอกแรกที่ช่วยปลดปล่อยผู้คนจากพันธนาการแห่งความลำบากยากจน

ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องระดมทรัพยากรที่มีเพื่อแก้ไขปัญหาการไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ของประชาชน อนึ่ง กิจกรรมวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ในประเทศไทยทุกปีนั้น ยังมีการมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ กศน. ให้กับบุคลากรของ กศน. รวมถึงภาคีเครือข่าย ที่โดดเด่นในการทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาสู่ประชากรทุกกลุ่มอย่างกว้างขวางด้วย

‘พิษณุโลก’ เสริมพลังเครือข่ายนวัตกรทางสังคมในชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516900

'พิษณุโลก'เสริมพลังเครือข่ายนวัตกรทางสังคมในชุมชน

‘พิษณุโลก’เสริมพลังเครือข่ายนวัตกรทางสังคมในชุมชน

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 14.17 น.

ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง จ.พิษณุโลก ร่วมกับ อบต.เนินเพิ่ม จัดโครงการอบรมเสริมพลังเครือข่ายนวัตกรทางสังคมในชุมชน

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกองหนึ่งใจ…เดียวกันฯ มีนโยบายขับเคลื่อนโครงการ “ตำบลสร้างเสริมสวัสดิการสังคม” ภายใต้โครงการ “พัฒนาเพื่อการแบ่งปันที่ยิ่งใหญ่ Shift and Share” ประจำปี 2563 มุ่งส่งเสริมให้ภาคีเครือข่าย สามารถช่วยกันสอดส่องดูแลสมาชิกในชุมชน จนนำไปสู่การเป็นชุมชนเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองและพัฒนาอย่างยั่งยืน

ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดพิษณุโลก กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ “ตำบลสร้างเสริมสวัสดิการสังคม” จัดโครงการอบรมเสริมพลังเครือข่ายนวัตกรทางสังคมในชุมชน กลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กและเยาวชน อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) และภาคีเครือข่าย จำนวน 50 คน

กิจกรรม ประกอบด้วย 1. การบรรยายในหัวข้อศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนแก่เด็ก เยาวชน อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) และภาคีเครือข่าย ก่อให้เกิดการปลูกฝังความคิดเรื่องจิตสาธารณะ สร้างจิตอาสา พัฒนาสู่การเป็นผู้ให้ 2. การฝึกทักษะการคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมทางสังคมในพื้นที่ พัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม ให้สามารถขับเคลื่อนงานด้านพัฒนาสังคมในพื้นที่ได้ในอนาคต 3. การทำกิจกรรมจิตอาสา ทำความสะอาดตลาดนัดเด็กดอย ปลูกต้นดอกกระดาษ บริเวณบ้านร่องกล้า ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนเสริมสร้างจิตสาธารณะให้กับเครือข่ายในชุมชน และพัฒนาสภาพแวดล้อมในชุมชนให้น่าอยู่อาศัย กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป มีความตระหนักในบทบาทหน้าที่ มีความเป็นจิตสาธารณะ มีความรู้และทักษะในกระบวนการคิด วิเคราะห์ ตลอดจนมีความสามารถในการคิดกิจกรรม/โครงการสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมทางสังคม เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาตามบริบทของพื้นที่/ชุมชน รวมถึงเป็นกลไกสำคัญในพื้นที่ ในการทำงานร่วมกับอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) และเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อช่วยขับเคลื่อนงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อีกทั้ง เป็นการเสริมพลังเครือข่ายทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงาน ให้เกิดการบูรณาการในพื้นที่ให้สามารถช่วยเหลือ ผู้ประสบปัญหาทางสังคมตรงตามสภาพปัญหา

พลังเครือข่ายนวัตกรทางสังคมจะเป็นพลังร่วมกันดูแลชุมชนให้เข้มแข็งและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รมว.กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ยกย่องคนไทยเก่ง ผลักดัน Startup ด้านการแพทย์และสุขภาพไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516714

รมว.กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ยกย่องคนไทยเก่ง  ผลักดัน Startup ด้านการแพทย์และสุขภาพไทย

รมว.กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ยกย่องคนไทยเก่ง ผลักดัน Startup ด้านการแพทย์และสุขภาพไทย

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเซลส์(TCELS) จับมือร่วมกับ ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ได้จัดงาน “Demo Day : LifeSci. Level Up Challenge 2020” พร้อมกับการประกาศผลรางวัลและมอบประกาศนียบัตร ให้กับกลุ่มบริษัทStartup และนักวิจัยด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และสุขภาพรายใหม่ที่เข้าร่วมโครงการอบรมกับทางศูนย์ ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมการอบรมได้พัฒนาศักยภาพทั้งในด้านทั่วไป ด้านธุรกิจ และการพัฒนาศักยภาพเฉพาะราย พร้อมทั้งการให้คำปรึกษา คำแนะนำจากทีมวิทยากรและผู้เชี่ยวชาเฉพาะด้านสำหรับผู้ประกอบการ Startup แต่ละทีมอย่างใกล้ชิด

สำหรับผู้ประกอบการที่มีความโดดเด่น สามารถสะสมประสบการณ์ พัฒนาสถานประกอบการ และชนะใจกรรมการจากการนำเสนอธุรกิจ (pitching)และได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ทีม Save earth Save US ได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท และรวมรางวัลทั้งหมดกว่า 300,000 บาท ซึ่งทีมที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จะสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจให้เกิดขึ้นได้ จากการสร้างเครือข่ายของผู้ประกอบการ Start upทางการแพทย์และสุขภาพต่อไป

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้กล่าวให้กำลังใจผู้ประกอบการและทิ้งท้ายไว้ว่า อยากให้ผู้ประกอบการทุกท่านนำผลงานไปต่อยอดและพัฒนาต่อไป ไม่อยากให้หยุดพัฒนา ซึ่งจริงๆ แล้ว คนไทยเป็นคนเก่ง ประเทศไทยเรามีคนเก่งๆ ในประเทศเยอะและมีศักยภาพที่จะสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ในระดับอาเซียน หากงานวิจัยและผลงานต่างๆ ได้รับการสนับสนุน ก็จะทำให้ประเทศเรามีองค์ความรู้เพื่อพัฒนาประเทศต่อไปได้ ซึ่งในครั้งนี้ก็ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากทางทีเซลส์ และ มศวที่ร่วมมือกันพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อต่อยอดไปในภาคธุรกิจ และขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนในวันนี้