ม.วลัยลักษณ์ชนะ รางวัลแพลตฟอร์มออนไลน์ นวัตกรรมสารสนเทศทางการแพทย์ สะดวกรวดเร็ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516710

ม.วลัยลักษณ์ชนะ รางวัลแพลตฟอร์มออนไลน์  นวัตกรรมสารสนเทศทางการแพทย์ สะดวกรวดเร็ว

ม.วลัยลักษณ์ชนะ รางวัลแพลตฟอร์มออนไลน์ นวัตกรรมสารสนเทศทางการแพทย์ สะดวกรวดเร็ว

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากการเปิดเผยของ อาจารย์จงสุข คงเสน อาจารย์ประจำหลักสูตรนวัตกรรมสารสนเทศทางการแพทย์ ม.วลัยลักษณ์ ว่า ทางหลักสูตรนวัตกรรมสารสนเทศทางการแพทย์ ได้ส่งนักศึกษา จำนวน 4 ทีมประกอบด้วย ทีม Neos ทีม Victoria ทีม 404 Not Found และ ทีม Windows34#Hackathon เข้าร่วมการแข่งขันBuild On Thailand 2020 บนแพลตฟอร์มออนไลน์ จัดโดย AWS Educate ซึ่งเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2563 ผลรอบชิงชนะเลิศออกมาแล้ว ปรากฏว่า นักศึกษา ม.วลัยลักษณ์ ทีม Neos ซึ่งประกอบด้วยนายฮัมดี นาเซ็ง นายจิรเมธ อยู่คะเชนทร์นางสาวประวีณพร มธุรส นักศึกษาชั้นปีที่ 2 หลักสูตรนวัตกรรมสารสนเทศทางการแพทย์ สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ และนายวัญดี เจ๊ะแน นักศึกษาชั้นปีที่ 2 หลักสูตรสถาปัตยกรรม สำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ เจ้าของแอพพลิเคชั่น SP-TW(Smart Plague Tracking and Warning)Application โดยมีทีมคณาจารย์ของหลักสูตรเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา สามารถคว้ารางวัล 2nd Runner-up และรางวัล Best Innovation Award มาได้สำเร็จ ได้รับโล่รางวัล เกียรติบัตร พร้อมเงินรางวัล 1,000 และ 250 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ พร้อมได้สิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมแข่งขันระดับนานาชาติ ร่วมกับทีมนักศึกษาจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ในงาน Build On, ASEAN 2020 ช่วงเดือนตุลาคม 2563 อีกด้วย

นายฮัมดี นาเซ็ง ในฐานะหัวหน้าทีม Neos กล่าวว่า ทีม Neos ได้นำเสนอแอพพลิเคชั่น SP-TW ซึ่งเป็น Application ติดตามและแจ้งเตือนผู้ใช้บริการของธนาคารกรุงไทย ถึงความเสี่ยงในการติดเชื้อ COVID -19 จากการใช้บริการตู้ ATMร่วมกับผู้ใช้ที่ติดเชื้อ โดยใช้ข้อมูลของผู้ใช้บริการตู้ ATM ของธนาคารกรุงไทยร่วมกับข้อมูลผู้ติดเชื้อของกรมควบคุมโรคเพื่อรับข้อมูลรายชื่อผู้ติดเชื้อ และทำการค้นหาข้อมูลผู้ที่ใช้บริการตู้ ATM เดียวกันในระยะเวลาเดียวกัน และระยะเวลาที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ แล้วดำเนินการแจ้งถึงความเสี่ยงที่อาจติดเชื้อ พร้อมแนะนำตู้ ATM อื่นๆ ที่ปลอดภัยต่อการใช้งานมีความสะดวกที่ผู้ใช้บริการไม่ต้องแจ้งข้อมูลหรือลงชื่อใดๆ ในการใช้บริการแต่แอพฯดังกล่าวจะทำการดึงข้อมูลของธนาคารและกรมควบคุมโรคมาดำเนินการเองอัตโนมัติ

จุฬาฯเปิดหลักสูตรการเมืองตอนเผือกร้อน เปิดลงทะเบียนพรึบเดียว ‘เต็มแล้วจ้า’ วิชา ‘เสรีภาพในการชุมนุมกับกฎหมาย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516712

จุฬาฯเปิดหลักสูตรการเมืองตอนเผือกร้อน  เปิดลงทะเบียนพรึบเดียว ‘เต็มแล้วจ้า’  วิชา ‘เสรีภาพในการชุมนุมกับกฎหมาย’

จุฬาฯเปิดหลักสูตรการเมืองตอนเผือกร้อน เปิดลงทะเบียนพรึบเดียว ‘เต็มแล้วจ้า’ วิชา ‘เสรีภาพในการชุมนุมกับกฎหมาย’

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ รองอธิการบดี ด้านวิชาการและการเชื่อมโยงกับสังคม จุฬาฯ เปิดเผยถึงรายวิชาศึกษาทั่วไป หรือ GenEdที่มีเป้าหมายมุ่งสร้างโอกาสให้นิสิตได้เรียนวิชาต่างๆ นอกเหนือไปจากศาสตร์ที่เรียนอยู่ในคณะ เพื่อสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันโดยได้มีการแบ่งกลุ่มวิชาออกเป็น7 ทักษะ ประกอบด้วย ทักษะการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สุขภาพกายและสุขภาพจิต นันทนาการและการท่องเที่ยว การเตรียมพร้อมสู่การทำงาน การดำเนินชีวิตประจำวันความเป็นไทย และการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมไปถึงกลุ่มวิชาสำหรับศตวรรษที่ 21 และกลุ่มวิชา Next GenEd ทั้งนี้เพื่อ ตอบโจทย์ “เรียนให้รู้ ดูให้เป็น เน้นการพัฒนา” ทำให้นิสิตมีความรู้เท่าทัน เกิดทักษะชีวิต และการเข้าใจโลกในมุมมองที่ต่างออกไป

ศ.ดร.ปาริชาตกล่าวต่อไปว่า ในภาคการศึกษานี้จุฬาฯ ได้เปิดสอนรายวิชาศึกษาทั่วไปวิชาใหม่จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ชื่อวิชา “เสรีภาพในการชุมนุมกับกฎหมาย” เพื่อให้ความรู้ในประเด็นที่นิสิตนักศึกษากำลังตื่นตัว นั่นคือความสนใจในมิติของสังคมและการเมือง นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยไม่ละเมิดเสรีภาพของคนอื่น ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานภายใต้รัฐธรรมนูญ ผู้เรียนจะเข้าใจในหน้าที่และคุณค่าของเสรีภาพในการชุมนุมในสังคมประชาธิปไตย มาตรฐานสากลในการจัดการชุมนุมในที่สาธารณะการดูแลฝูงชน ฯลฯ ในอนาคตอาจจะมีการเพิ่มรายวิชานี้ในหลักสูตร CUVIP เพื่อเพิ่มพื้นที่ในเชิงวิชาการให้ คนทั้งในวัยผู้ใหญ่และเด็กได้เรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันในสังคม

อ.ดร.พัชร์ นิยมศิลป คณะนิติศาสตร์จุฬาฯ อาจารย์ผู้สอนรายวิชา“เสรีภาพในการชุมนุมกับกฎหมาย” เปิดเผยว่าวิชานี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับคุณค่าของเสรีภาพในการชุมนุม มาตรฐานสากลในการดูแลการชุมนุมสาธารณะ โครงสร้างกฎหมายการชุมนุมสาธารณะที่ใช้ในประเทศไทย สอดแทรกในเรื่องหลักกฎหมายมหาชน กฎหมายรัฐธรรมนูญที่วางกรอบในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของคนไทย เปรียบเทียบให้เห็นภาพในหลักสากลของการชุมนุมสาธารณะที่ใช้ในประเทศเสรีประชาธิปไตยกับประเทศที่ไม่ใช้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เสรีภาพในการชุมนุมกับกลไกทางการเมือง ซึ่งในระบอบประชาธิปไตย การแสดงความคิดเห็นผ่านการชุมนุมสาธารณะเป็นกลไกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่ความรุนแรงเสมอไป วิชานี้ถือเป็นวิชาใหม่ที่จุฬาฯ เปิดสอนเป็นที่แรก มีจุดประสงค์เพื่อให้นิสิตที่จะไปเป็นกำลังสำคัญของสังคมไทยในอนาคตรู้ถึงกติกาสากล และใช้เสรีภาพได้ตรงกับมาตรฐานสากล วิชานี้ได้รับความสนใจจากนิสิตลงทะเบียนเรียนจนครบจำนวนอย่างรวดเร็วผู้เรียนมาจากหลากหลายคณะทั้งสายสังคมศาสตร์และสายวิทยาศาสตร์ โดยเรียนผ่านระบบออนไลน์ มีการบรรยายและมีตัวอย่างให้นิสิตคิดวิเคราะห์ และอภิปราย นอกจากวิชา “เสรีภาพในการชุมนุมกับกฎหมาย” ซึ่งเป็นวิชาศึกษาทั่วไปแล้ว ยังมีวิชา“กฎหมายการชุมนุมสาธารณะ” ซึ่งเป็นวิชาเรียนของคณะนิติศาสตร์ที่ผมเป็นผู้สอนอีกด้วย

ถึงหูครูตั้นแน่! ศธ.เปิดเว็บไซต์ชวน ‘โหวต’ เห็นด้วยไหมกับยกเลิกสอบ ‘O-NET’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516702

ถึงหูครูตั้นแน่! ศธ.เปิดเว็บไซต์ชวน'โหวต' เห็นด้วยไหมกับยกเลิกสอบ'O-NET'

ถึงหูครูตั้นแน่! ศธ.เปิดเว็บไซต์ชวน’โหวต’ เห็นด้วยไหมกับยกเลิกสอบ’O-NET’

วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.51 น.

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2563 กระทรวงศึกษาธิการ ได้เผยแพร่เว็บไซต์ www.nataphol.com ของ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เพื่อเป็นช่องทางใหม่ของ รมว.ศธ.สำหรับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาไทย

“ทุกท่านสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการศึกษาไทย มาร่วมกันโหวต O-NET ครั้งนี้ ผลของการมีส่วนร่วมจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแน่นอนครับ”

ร่วมโหวตที่เว็บไซต์ www.nataphol.com

#ถึงหูครูตั้นแน่

‘LawLab’ นิติศาสตร์จุฬาฯ เรียนรู้กฎหมายจากการทำงานจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516584

‘LawLab’นิติศาสตร์จุฬาฯ  เรียนรู้กฎหมายจากการทำงานจริง

‘LawLab’นิติศาสตร์จุฬาฯ เรียนรู้กฎหมายจากการทำงานจริง

วันอาทิตย์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2563, 21.01 น.

แม้การศึกษาในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเพราะเมื่อออกไปทำงานจริง ปัญหาที่พบมักซับซ้อนต้องใช้วิธีคิดแบบพลิกแพลงรวมถึงใช้ความรู้หลายแขนงเข้ามาบูรณาการเพื่อแก้ไข นั่นทำให้สถาบันการศึกษาพยายามปรับเปลี่ยนหลักสูตรหรือเพิ่มเติมกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียน-นักศึกษาได้ทำความเข้าใจกับโลกของการทำงานก่อนเข้าสู่อาชีพนั้นจริงๆ เมื่อเรียนจบไปแล้ว เช่น การส่งไปฝึกงานตามสถานประกอบการต่างๆ

ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดแถลงข่าว “LawLab จุฬาฯ นวัตกรรมห้องปฏิบัติการทางกฎหมาย เพื่อเศรษฐกิจและสังคมไทย” ซึ่งเป็นการต่อยอดขึ้นไปอีกระดับหนึ่งมากกว่าการฝึกงานแบบที่คุ้นเคย โดย อาร์ม ตั้งนิรันดร รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า สำหรับคนเรียนคณะนิติศาสตร์แล้ว แต่เดิมจะเรียนกันอยู่ 2 ส่วน คือ 1.ตำรา หรือการศึกษาตัวบทกฎหมายต่างๆ รวมถึงทฤษฎีด้านกฎหมาย กับ 2.ปฏิบัติการ
เป็นการศึกษาฎีกาในเรื่องที่เคยมีคำตัดสินออกมาแล้วเพื่อนำไปปรับใช้

“ที่โรงเรียนแพทย์เขามีการเรียนรู้เชิงคลินิก มีศาสตราจารย์คลินิก มีการที่นักศึกษาแพทย์จะต้องฝึกพูดคุยกับคนไข้ การตรวจคนไข้ เราไม่ค่อยเห็นรูปแบบนี้ในโรงเรียนกฎหมาย ถ้าเราไปที่คณะวิทยาศาสตร์ เขาก็มีห้องแล็บ มีการทดลองทางเคมี ทางฟิสิกส์ แต่เราก็บอกว่าคณะนิติศาสตร์ไม่มีห้องแล็บ แต่จริงๆ แล้วเราบอกว่ากฎหมายมันสัมพันธ์กับสังคมอย่างใกล้ชิด แล้วในยุคที่เราบอกว่าสังคมมันมีพลวัตเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราบอกว่ามันจำเป็นที่นักกฎหมายจะต้องมีห้องเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ ที่จะก้าวทันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสังคม”อาจารย์อาร์ม ระบุ

รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่นักกฎหมายยุค 4.0 หรือยุค 5.0 ต้องมีนั้นแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ 1.ความรู้ทางนิติศาสตร์ ต้องแม่นต้องแข็ง ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ภูมิใจมากเพราะที่ผ่านมาได้ให้พื้นฐานทางนิติศาสตร์ที่แข็งแรงกับนิสิตทุกคน 2.ความรู้ด้านอื่นที่หลากหลาย เห็นได้จากเสียงสะท้อนของนิสิตที่เข้าร่วมโครงการ LawLab (ลอว์แล็บ) ซึ่งต้องไปทำงานร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพ (Start Up) ยอมรับว่าตนเองไม่เคยมีความรู้เรื่องการทำธุรกิจ เรื่องการระดมทุนของสตาร์ทอัพ รวมถึงไม่เคยคิดในมุมเทคโนโลยีมาก่อน

และ 3.มีทักษะ นิสิตที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้ทำงานร่วมกับทนายความรุ่นพี่ที่เป็นมืออาชีพอย่างใกล้ชิด นิสิตในฐานะรุ่นน้องก็จะพบว่าตนเองยังขาดทักษะใดบ้าง เช่น การค้นคว้าวิจัย การพูดคุยกับลูกความซึ่งเมื่อฟังผู้ประกอบการสตาร์ทอัพแล้วจะต้องจับประเด็นให้ได้ต้องถามให้ถูก และเรียบเรียงประเด็นกฎหมายให้เป็น นอกจากนั้น “สัมพันธภาพ” ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นิสิตผู้เข้าร่วมโครงการได้รับ ไม่ว่าจะเป็นกับเพื่อนร่วมทีม นักกฎหมายรุ่นพี่ ตลอดจนผู้ประกอบการ

ขณะที่ ภูมิศิริ ดำรงวุฒิ ผู้ช่วยคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ดูแลโครงการ LawLab เล่าว่า สมัยที่ยังเรียนอยู่ในสหรัฐอเมริกา ที่นั่นมีกิจกรรมที่มีลักษณะคล้ายๆ กันกับโครงการ LawLab และการได้เข้าร่วมก็ทำให้รู้สึกว่าได้อะไรมากกว่าการเรียนแต่ในห้องเรียน ซึ่งผลลัพธ์จากโครงการ LawLab เมื่อฟังจากเสียงสะท้อนของนิสิตที่เข้าร่วม พบว่าได้รับถึง 2 เรื่อง คือ

1.ทักษะด้านสังคม (Soft Skill) การเรียนรู้ในห้องเรียนเป็นเพียงการเรียนรู้ตำราตัวบทกฎหมาย แต่ทักษะด้านสังคมต้องเรียนรู้จากการทำงานจริงเมื่อมีปัญหาเข้ามา เช่น ถูกปฏิเสธ หรือมีการดองงาน ก็จะต้องคิดหาทางแก้ไข ซึ่งทักษะประเภทนี้สำคัญมากในชีวิตการทำงาน 2.การเรียนรู้แบบองค์รวม (Holistic Learning) ปัญหาหนึ่งเรื่องอาจต้องใช้ความรู้หลายด้านเข้ามาประกอบกันเพื่อหาคำตอบ

เช่น การทำงานกับธุรกิจสตาร์ทอัพต้องใช้ความรู้ด้านกฎหมายหลายฉบับอาทิ ภาษี การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทรัพย์สินทางปัญญา อีกทั้งต้องทำการศึกษาเชิงลึกถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ นำมาประกอบกันเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งจะแตกต่างจากการเรียนรู้ในห้องเรียนเพื่อไปสอบจะเป็นการเรียนแล้วจบไปในแต่ละวิชา การทำข้อสอบจะเป็นลักษณะการตอบเฉพาะส่วนที่ได้เรียนไปเท่านั้น ไม่มีการนำข้อเท็จจริงอื่นๆ มาประกอบ

เสียงสะท้อนจากนักกฎหมายรุ่นพี่ ชวลรรค ศิวยาธร อาราเนตา ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ธนาธิป แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด กล่าวว่า ในฐานะศิษย์เก่าจุฬาฯ เมื่อได้ทราบรายละเอียดของโครงการ LawLab ก็ทำให้นึกได้ว่าสมัยที่ยังเรียนอยู่ไม่มีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้ จึงดีใจแทนนิสิตรุ่นน้องๆ เพราะมีอาจารย์ที่วางแผนติดอาวุธให้พร้อมใช้ทันทีเมื่อเรียนจบออกไปทำงานในอนาคต

ซึ่งการที่นิสิตที่เข้าร่วมโครงการได้ไปพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพด้วยตนเอง ได้เห็นปัญหาเอง โดยที่นิสิตก็ไม่ได้มีพื้นฐานด้านธุรกิจมากนัก ความรู้ทางกฎหมายก็ยังแยกเป็นวิชาๆ การเข้าร่วมโครงการจึงเหมือนกับการบูรณาการอย่างครบถ้วนของทักษะหลายอย่าง “โครงการ LawLab อุดช่องว่างของการฝึกงานแบบเดิม” ขณะที่การฝึกงานแบบเดิมรุ่นน้องจะรับงานจากรุ่นพี่ตามแต่ว่าจะไปประจำอยู่ในสำนักงานกฎหมายแห่งใด

แต่โครงการ LawLab นั้น นิสิตจะไปพบกับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพเพื่อรับฟังปัญหาหรือความต้องการมาก่อนและต้องเป็นผู้วางตารางการทำงานด้วยตนเอง แล้วค่อยนำมาปรึกษากับทนายความรุ่นพี่ตามสำนักงานกฎหมายที่ไปประจำอยู่ว่าทำแบบนี้ใช้ได้หรือไม่ นิสิตต้องสามารถจัดสรรกระบวนการทำงานต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการดึงศักยภาพออกมาได้มากและครบวงจร

เช่นเดียวกับ นภัทร ตติยารัตน์ ตัวแทนสตาร์ทอัพแพลตฟอร์ม Sandee for Good (แสนดีฟอร์กู้ด) ที่เล่าว่า แพลตฟอร์ม Sandee for Good ทำงานเหมือนตลาด เป็นพื้นที่จับคู่ (Matching) ระหว่างมูลนิธิที่ต้องการสิ่งของบริจาคกับผู้ที่พร้อมบริจาคสิ่งของที่มูลนิธิต้องการ ซึ่งเมื่อเข้าร่วมโครงการเพียงวันแรกพบนิสิตที่เข้าร่วมโครงการมีความกระตือรือร้น โดยนัดพูดคุยกันในวันต่อมาทันที

“พอเล่าให้ฟังเขาก็รับโจทย์ไปเราก็มี Concern (กังวล) เรื่องกฎหมาย PDPA (การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ที่กำลังจะออก เราอยากตั้งเป็นมูลนิธิเองไหม? เราอาจจะ Concern เรื่องภาษีไหม? แล้วเขาก็กลับมาให้ความรู้ด้านกฎหมาย รวมถึงมี Concern เรื่องอื่นๆ ที่เราไม่เคยคิดถึงด้วย แล้วก็มาเป็น Presentation (การนำเสนอ) เป็น Step (ขั้นตอน) ให้เรียบร้อยเลย ถ้าจะมาอย่างนี้มี Option (ทางเลือก) แบบนี้ๆ เหมือน Professional (มืออาชีพ) มาก” นภัทร เล่าถึงการทำงานร่วมกับนิสิตในโครงการ LawLab

หนึ่งในนิสิตผู้เข้าร่วมโครงการ Lawlab กันตา สุเมธโชติเมธา นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า โครงการนี้ทำให้ได้เปิดประสบการณ์การนำกฎหมายไปใช้ในการทำงานจริงๆ ตั้งแต่การพูดคุยกับลูกความจากการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ โดยทางคณะ จะอบรมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสตาร์ทอัพให้ก่อน

ซึ่งนิสิตจะนำความรู้นี้ไปพูดคุยกับผู้ประกอบการว่ามีรูปแบบธุรกิจอย่างไร และนำโจทย์จากผู้ประกอบการมาปรึกษานักกฎหมายรุ่นพี่ที่เหมือนกับพี่เลี้ยง รุ่นพี่อาจจะแนะนำให้ไปศึกษาเพิ่มเติมว่ามีแง่มุมใดอีกบ้างที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทนั้นๆ มีการวิจัยเพิ่มพร้อมกับการปรึกษากับทั้งผู้ประกอบการสตาร์ทอัพและนักกฎหมายรุ่นพี่เป็นระยะๆ จนออกมาเป็นรายงานนำเสนอให้กับผู้ประกอบการ

“โครงการนี้เปิดโอกาสให้เราเรียนรู้ทั้งการทำงานและการใช้กฎหมาย การ Research (วิจัย) การคุยกับทางสตาร์ทอัพ ซึ่งมันเปรียบเสมือนการทำงานกับลูกความตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงขั้นจบเลย ก็ถือเป็นโครงการที่ดีมากและเป็นประโยชน์กับนิสิตนิติศาสตร์ทุกคน” กันตา กล่าวในท้ายที่สุด

กห.-สวทช. ดึงเยาวชนร่วมแข่งขันหุ่นยนต์อัตโนมัติ หวังต่อยอดอุตสาหกรรม – งานความมั่นคง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516513

กห.-สวทช.ดึงเยาวชนร่วมแข่งขันหุ่นยนต์อัตโนมัติ หวังต่อยอดอุตสาหกรรม-งานความมั่นคง

กห.-สวทช.ดึงเยาวชนร่วมแข่งขันหุ่นยนต์อัตโนมัติ หวังต่อยอดอุตสาหกรรม-งานความมั่นคง

วันอาทิตย์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.44 น.

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2563 พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหม โดยกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม ร่วมกับ สวทช.โดย Software Park ร่วมกันจัดการแข่งขัน RoboInnovator Challenge 2020 ระหว่างวันที่ 5 – 6 ก.ย.63 ณ ม.ธุรกิจบัณฑิต กทม.โดยมีเยาวชนจากหลายสถาบันการศึกษาเกือบ 200 คน เข้าร่วมการแข่งขัน

การแข่งขันครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความรู้ ความสามารถ ด้านระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยไปสู่ Smart Industry และต่อยอดงานด้านความมั่นคง โดยร่วมกันค้นหาผู้มีความสามารถพิเศษด้านหุ่นยนต์และปัญาประดิษฐ์ เพื่อพัฒนาส่งเสริมให้เป็นผู้เชี่ยวชาญของประเทศต่อไป

การแข่งขันดำเนินการในรูปแบบ Self Driving เพื่องาน Logistic โดยเป็นหุ่นยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติไร้การบังคับจากมนุษย์ หลบหลีกอุปสรรคกีดขวางและนำส่งของไปยังจุดที่กำหนดได้ถูกต้อง ทันเวลา มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพของงานและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์ด้วย ภูมิปัญญาไทยอย่างแท้จริง

พล.ท.คงชีพ กล่าวต่อว่า ผลจากการแข่งขัน จะเป็นส่วนสำคัญให้เยาวชนจากหลายสถาบันการศึกษาได้รู้จักกัน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์กันและกัน สามารถต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีสู่การใช้งานจริงทั้งด้านอุตสาหกรรมและการประยุกต์ใช้งานด้านความมั่นคงต่อไป

สมเด็จพระวันรัต เป็นประธานพิธีเปิดงาน ‘เทศน์มหาชาติ เฉลิมพระเกียรติฯ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516344

สมเด็จพระวันรัต เป็นประธานพิธีเปิดงาน ‘เทศน์มหาชาติ เฉลิมพระเกียรติฯ’

สมเด็จพระวันรัต เป็นประธานพิธีเปิดงาน ‘เทศน์มหาชาติ เฉลิมพระเกียรติฯ’

วันเสาร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2563, 13.35 น.

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2563  เวลา 10.00 น. ณ หอประชุมพุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม  นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เฝ้าสมเด็จพระวันรัต  ในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงาน “เทศน์มหาชาติ เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดยมีนายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม อธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และประชาชนถวายการต้อนรับ 

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งานเทศน์มหาชาตินับเป็นกิจกรรม ทางพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่งที่ชาวพุทธได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ และถือว่า เป็นคตินิยมที่เชื่อว่าเป็นการนำความรู้มาหล่อหลอมจิตใจ ให้ผู้สนใจได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของการทำความดี ละกิเลสทั้งหลายในรูปแบบของการเล่านิทานชาดก และสอดแทรกเรื่องราวทางด้านวัฒนธรรม ประเพณีเข้าด้วยกัน การจัดงานเทศน์มหาชาติเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ มหาเถรสมาคมได้เห็นชอบ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยอาราธนาพระสงฆ์ ผู้ทรงภูมิรู้มีความสามารถในการเทศน์ทำนองหลวง มาเป็นองค์แสดงธรรม ซึ่งมีคณะสงฆ์ กระทรวง กรม สำนักงาน ตลอดถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนร่วมเป็นเจ้าภาพ

ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จ ฯ ทรงสดับพระธรรมเทศนามหาชาติ เวสสันดรชาดก “กัณฑ์มัทรี 90 พระคาถา ในวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2563 เวลา 14.00 น. ณ หอประชุมพุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 

การจัดงานครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือ และสนับสนุนจากคณะสงฆ์ หน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนเป็นอย่างดีขึ้น นอกจากนั้น ยังได้รับความเมตตาจากเจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ ให้การสนับสนุนในการจัดตั้งโรงทานอาหาร น้ำดื่มบริการผู้มาร่วมงานตลอดงาน โดยรายได้ที่เกิดจากกุศลจิตศรัทธาในการจัดงานครั้งนี้ จะได้นำเข้ากองทุนบำรุงรักษาพัฒนาพุทธมณฑลต่อไป

อาชีวะอุบลฯ ลงพื้นที่บริการประชาชนรับซ่อมและสอนอาชีพฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516020

อาชีวะอุบลฯ ลงพื้นที่บริการประชาชนรับซ่อมและสอนอาชีพฟรี

อาชีวะอุบลฯ ลงพื้นที่บริการประชาชนรับซ่อมและสอนอาชีพฟรี

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563, 18.39 น.

อาชีวะอุบลฯ ลงพื้นที่บริการประชาชน รับซ่อมและสอนอาชีพฟรี ในโครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน Fix it center

วันที่ 3 ก.ย.63 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี จัดพิธีเปิดโครงการ Fix it center ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชนขึ้น ณ โรงเรียนบ้านท่าช้าง ตำบลท่าช้าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีนายธนัท ชายทวีป นายอำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ 

ในโอกาสนี้ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้ลงนามความร่วมมือ กับโรงเรียนบ้านท่าช้าง และเทศบาลตำบลท่าช้าง  อ.สว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อประสานความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐในการผลิต และพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพ มีความรู้คู่คุณธรรม มีทักษะอาชีพ ตรงความต้องการของตลาดแรงงาน พัฒนาศักยภาพบุคลากรของสถานศึกษา ในการสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษา ร่วมกันอย่างยั่งยืน  

สำหรับโครงการ Fix it center ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน นั้นวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ร่วมกับวิทยาลัยการอาชีพวารินชำราบ ลงพื้นที่ให้บริการประชาชน 2 จุดด้วยกันคือ จุดที่ 1 ในพื้นที่ โรงเรียนบ้านท่าช้าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี ในระหว่างวันที่ 2 – 6 กันยายน 2563 และจุดที่ 2 ที่โรงเรียนบ้านคำขวาง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ในระหว่างวันที่ 2,4-6 กันยายน 2563 ด้วยการซ่อมแซมและบริการให้คำแนะนำการดูแลบำรุงรักษา เครื่องมือ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งในครัวเรือนและอุปกรณ์เครื่องใช้ทางการเกษตรที่ชำรุด เสียหาย ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย 

ตลอดจนให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพอนามัยและการป้องกันตนเองจากเชื้อไวรัสโควิด 19 พร้อมสร้างอาชีพเสริม ด้วยการสอนการทำน้ำยาล้างมือ น้ำยาล้างจาน น้ำยาถูพื้น น้ำยาล้างรถ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอื่นๆ เป็นต้น พร้อมด้วยสอนการทำหน้ากากอนามัยด้วยผ้า ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพของประชาชนให้ห่างไกลจากโรคภัย อีกทั้งสามารถลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ประชาชนมีความรู้  สามารถต่อยอดนำไปประกอบเป็นอาชีพอิสระได้อีกทางหนึ่งด้วย

เสมา 1 ดันการศึกษายกกำลังสอง ทุกส่วนงานบูรณาการแผนร่วมเป็นหนึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515988

เสมา 1 ดันการศึกษายกกำลังสอง ทุกส่วนงานบูรณาการแผนร่วมเป็นหนึ่ง

เสมา 1 ดันการศึกษายกกำลังสอง ทุกส่วนงานบูรณาการแผนร่วมเป็นหนึ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563, 17.53 น.

เสมา 1 เรียกประชุมสำนักนโยบายและแผนทุกหน่วยในกระทรวง ขันน็อต และเร่งรัดการศึกษายกกำลังสอง ให้เวลา 1 เดือน เสนอแผนบูรณาการด้านงบประมาณอย่างเป็นเอกภาพร่วมกัน สร้างมิติใหม่ด้านระบบงานราชการ
 
เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เรียกประชุมสำนักนโยบายและแผนของทุกส่วนงานในกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อทำความเข้าใจและติดตามแผนงานการศึกษายกกำลังสองเพื่อสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา โดยในที่ประชุม นายณัฎฐพลกล่าวขอบคุณที่ทุกส่วนงานมีความรู้ ความเข้าใจถึงนโยบายการศึกษายกกำลังสอง และมีแผนงานชัดเจนในการขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย

นายณัฏฐพลกล่าวว่า ขณะนี้ทุกประเทศเผชิญสถานกาณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่นเดียวกัน หากประเทศไทยซึ่งมีมาตรการด้านสาธารณสุขเป็นอันดับต้นของโลก ถือเป็นข้อได้เปรียบหากจะมีนักลงทุน หรือนักท่องเที่ยวมาประเทศไทย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของเด็กนักเรียน และคุณครู เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“ผมเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ ที่พบทูตกว่า 40 ประเทศ ซึ่งได้สอบถามว่าหากจะเข้ามาลงทุนในเมืองไทย มีข้อกังวลอะไร ทุกคนจะพูดเหมือนกันว่า ห่วงเรื่องปัญหาความไม่พร้อมของบุคลากรด้านแรงงาน ดังนั้นหากสถานการณ์พลิกฟื้นกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาอีก 1-2 ปี ถ้าเราสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองด้านการศึกษา โดยสามารถผลิตบุคลากรคุณภาพเพื่อรองรับได้ ถึงเวลานั้น เราก็จะสามารถเป็นประเทศที่ดึงดูดนักลงทุน นักท่องเที่ยว ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศให้พลิกฟื้นขึ้นมาได้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าว

นายณัฎฐพลได้กล่าวในที่ประชุมด้วยว่า อยากให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนที่มีอยู่ให้รวดเร็วมากขึ้น รวมถึงการร่วมกันหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เช่น แนวทางการสอบเพื่อคัดเลือกครูให้ได้คนที่มีความสามารถจริงมาเป็นครูสอน ผู้บริหารโรงเรียนจะมีหลักเกณฑ์ หรือแนวทางในการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนสถานการศึกษาของตนเองให้มีความเป็นเลิศเฉพาะทางของตนเองได้อย่างไร หรือปรับวิธีการสอบโดยใช้ข้อสอบแบบสุ่ม (Random) เป็นต้น

“เราต้องก้าวข้ามข้อจำกัด และขยายความร่วมมือกับทุกภาคส่วนมากขึ้น ต้องเพิ่มด้านปริมาณ และคุณภาพอย่างเข้มข้น หากมีข้อติดขัด เช่นงบประมาณ พวกเราต้องช่วยกัน และสรุปข้อเสนอแนะอย่างมีเหตุมีผล ซึ่งผมพร้อมที่จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติในการปลดล็อคแนวทางการทำงาน” นายณัฏฐพลกล่าว

ทั้งนี้ ในที่ประชุม นายณัฏฐพลได้แสดงความเห็นให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ บูรณาการแนวคิด และวิธีการทำงานเป็นหนึ่งเดียว เพื่อหาแนวทางร่วมกันในลักษณะข้ามหน่วยงาน ให้เป็นแผนงานของกระทรวงศึกษาธิการที่ทุกคนเป็นเจ้าของผลงานร่วมกันอย่างเป็นองค์รวม โดยให้มีการประชุมเพื่อจัดทำแผนบูรณาการด้านการศึกษายกกำลังสอง และนำเพื่อหารือร่วมกันภายในระยะเวลา 1 เดือน

“หากเราทุกคนในกระทรวงศึกษาฯ ช่วยกัน คุยร่วมกันทั้งกระทรวง จะเป็นวิวัฒนาการใหม่ของการบริหารราชการไทย เป็นกระทรวงแรกที่มีการร่วมมือกันทุกหน่วยงาน อยู่ที่ว่า ทุกคนพร้อม และกล้าหรือไม่ หากเราจะมาช่วยกันรื้อด้านการศึกษาของไทย ซึ่งเริ่มต้นได้ทันที รวมถึงการทำแผนงานงบประมาณในปี 2565 อย่างบูรณากการร่วมกัน”

ทั้งนี้ ในที่ประชุม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำเสนอแผนงานที่ได้ดำเนินการแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการ ตามแนวคิดด้านการศึกษายกกำลังสอง ซึ่งประกอบด้วย ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ หรือ Human Capital Excellence Center – HCEC, แฟลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ หรือ Digital Education Excellence Center-DEEP และ แผนพัฒนารายบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ หรือ Excellence Individual Development Pan – EIDP โดยมีแผนงานสำคัญ อาทิ ทางสภาการศึกษาแห่งชาติ จะดำเนินการด้านหลักสูตรให้เป็นที่เรียบร้อยในเดือนพฤษภาคม 2564 และในปี 2563 จะสามารถจัดทำฐานข้อมูล และแฟ้มผลงาน (Portfolio) ของเด็กนักเรียนทั่วประเทศ ทางสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอแผนงานการควบรวมโรงเรียนใน 29 จังหวัด จำนวนกว่า 2,00 โรงเรียน และแผนการโยกย้าย และพัฒนาครูผู้สอน

ด้านสำนักงานอาชีวศึกษา (สอศ.) เสนอแผนเร่งรัดและขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนด้านหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อตอบสนองความต้องการด้านแรงงานของภาคเอกชน และเสนอแนะการสร้างแรงจูงใจให้เด็กนักเรียนชั้นมัธยมต้นหันมาศึกษาด้านอาชีวะมากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการแรงงานที่มีความต้องการในอนาคต โดยเฉพาะสาขาสำคัญๆ เช่น โรโบติกส์ ระบบราง แม็คคาทรอนิกส์ เป็นต้น ด้านสำนักส่งเสริมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้นำเสนอการฝึกอบรมครูด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ด้วยระบบออนล์ และการขออนุมัติงบประมาณในการเปลี่ยนพื้นที่ท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสะเต็มศึกษา (STEM Edupolis) เพื่อเป็นศูนย์พัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ให้กับครูทั่วประเทศ ด้านสำนักงานการอาชีวศึกษา ได้นำเสนอข้อมูล

ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง จ.อุทัยธานี ขับเคลื่อนโครงการ Shift and Share #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515971

ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง จ.อุทัยธานี ขับเคลื่อนโครงการ Shift and Share

ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง จ.อุทัยธานี ขับเคลื่อนโครงการ Shift and Share

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.42 น.

ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดอุทัยธานี รุกโครงการ Shift and Share ต.แก่นมะกรูด ปลูกจิตสำนึก เด็ก เยาวชน พัฒนาสังคมสู่การเป็นผู้ให้

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกองหนึ่งใจ…เดียวกันฯ มีนโยบายขับเคลื่อนโครงการ “ตำบลสร้างเสริมสวัสดิการสังคม” ภายใต้โครงการ “พัฒนาเพื่อการแบ่งปันที่ยิ่งใหญ่ Shift and Share” ประจำปี 2563 มุ่งส่งเสริมให้ภาคีเครือข่าย สามารถช่วยกันสอดส่องดูแลสมาชิกในชุมชน จนนำไปสู่การเป็นชุมชนเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองและพัฒนาอย่างยั่งยืน

ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดอุทัยธานี กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ดำเนินโครงการ “พัฒนาเพื่อการแบ่งปันที่ยิ่งใหญ่ Shift and Share” ประจำปี 2563 ในพื้นที่ “ตำบลสร้างเสริมสวัสดิการสังคม” ตำบลแก่นมะกรูด โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่

1. จัดเวทีจุดประกาย ขายความคิด เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เด็ก เยาวชน ประชาชนทั่วไป อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนนุษย์ (อพม.) ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้นำชุมชน และหน่วยงานภาคีเครือข่าย จำนวน 50 คน ร่วมกันสำรวจปัญหาในชุมชน วางแผนช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจากการจัดเวทีครั้งนี้ ได้สร้างนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ช่วยเหลือครอบครัวเด็กพิการทางการมองเห็นในชุมชนบ้านอีมาดอีทราย

2. โครงการอบรมเสริมสร้างและพัฒนาเครือข่ายนวัตกรทางสังคมในพื้นที่ สร้างเครือข่ายและพัฒนาศัยภาพเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ในการปลูกจิตสำนึกสาธารณะ สร้างจิตอาสา พัฒนาสังคมสู่การเป็นผู้ให้ โดยผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 50 คน

3. จัดโครงการอบรมเสริมพลังเครือข่ายนวัตกรทางสังคมในชุมชน มุ่งให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป มีความตระหนักในบทบาทหน้าที่ จิตสาธารณะ ความรู้และทักษะในกระบวนการคิด วิเคราะห์ และความสามารถในการคิดกิจกรรม โครงการสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมทางสังคม ร่วมแก้ไขปัญหาตามบริบทของพื้นที่ ชุมชน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในชื่อกิจกรรม “จิตอาสาสร้างนวัตกรรมโรงเรียนเคลื่อนที่เพื่อการพัฒนาสมรรถภาพด้านร่างกายแก่เด็กพิการทางสายตา”

4. จัดเวทีสรุปบทเรียนการจัดสวัสดิการ เพื่อกลับมาสรุปผลที่ได้ร่วมกันดำเนินงานร่วมกับเครือข่าย อีกทั้งเป็นการเสริมพลังเครือข่ายทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงาน ให้เกิดการบูรณาการในพื้นที่ให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมตรงตามสภาพปัญหา

จากกิจกรรมดังกล่าว ได้เกิดนวัตกรรมทางสังคมขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาในชุมชน ได้แก่ ชุดอุปกรณ์สอนน้อง (สื่อการเรียนรู้) และอุปกรณ์ฝึกหัดเดิน ให้เด็กพิการในชุมชนได้นำไปใช้ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายและการเรียนรู้ พร้อมจัดการบรรยายเรื่องศาสตร์พระราชาและจิตอาสาแก่เด็ก และเยาวชน ปลูกฝังจิตสาธารณะนำไปสู่การเป็นเครือข่ายอาสาสมัครในอนาคต ส่งเสริมให้เครือข่ายการทำงานเข้มแข็ง

พลังเครือข่ายนวัตกรทางสังคมจะเป็นพลังร่วมกันดูแลชุมชนให้เข้มแข็งและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

‘ครูกัลยา’ เปิดโครงการพัฒนานวัตกรรมสื่อ ยกระดับการเรียน-สอนประวัติศาสตร์รักชาติไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515943

'ครูกัลยา'เปิดโครงการพัฒนานวัตกรรมสื่อ ยกระดับการเรียน-สอนประวัติศาสตร์รักชาติไทย

‘ครูกัลยา’เปิดโครงการพัฒนานวัตกรรมสื่อ ยกระดับการเรียน-สอนประวัติศาสตร์รักชาติไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.19 น.

“ครูกัลยา” เปิดโครงการพัฒนานวัตกรรมสื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย ยกระดับการเรียน-การสอนประวัติศาสตร์ไทย มุ่งพัฒนาจิตสำนึกรักชาติ

3 กันยายน 2563 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิด “โครงการพัฒนานวัตกรรมสื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย การอ่าน การเขียน การเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย” โดยมี ดร.กวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ผศ. ดร.กิตติคุณ รุ่งเรือง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และผู้เกี่ยวข้องร่วมงาน ณ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ

โดย ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า โครงการพัฒนานวัตกรรมสื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยฯ โดยความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ และวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒ เพื่อมุ่งพัฒนาจิตสำนึกของความรักชาติให้เกิดขึ้นแก่นักเรียน ตามนโยบายการอ่าน การเขียน การเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย หนึ่งในนโยบายหลัก ที่ช่วยปฏิรูปการศึกษาไปสู่ผู้เรียนโดยตรง

“ประวัติศาสตร์ มีหลายมิติ สามารถเรียนรู้ได้อย่างสนุก ไม่ใช่แค่การท่องจำแบบในอดีต..ดิฉันให้ความสำคัญกับเรื่องการเรียนการสอนประวัติศาสตร์มาก เพราะจะทำให้ทั้งครูและผู้เรียน เข้าใจพื้นฐานของตนและได้เรียนรู้ความสำเร็จหรือข้อผิดพลาด เป็นการนำบทเรียนในอดีตมาใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาในปัจจุบันตลอดจนก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในประวัติความเป็นมาของชาติ และนำไปสู่การเกิดสำนึกความรักชาติ และมีความภูมิใจในความเป็นชาติไทย”

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ไว้ในเรื่องของการพัฒนาหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนการสอนวัดและประเมินผล เพื่อการทดสอบวัดผลการเรียนรู้ด้านทักษะความรู้ ความสามารถ และคุณภาพของผู้เรียน ดังนั้น โครงการพัฒนานวัตกรรมสื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย การอ่าน การเขียน การเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย จะเป็นการยกระดับการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทย ให้นักเรียนได้เรียนประวัติศาสตร์ไทยด้วยความสนุก ผ่านรูปแบบสื่อที่สามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชน

ทั้งนี้ นโยบายการอ่าน การเขียน การเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย จะเน้นให้ครูช่วยกันปรับเปลี่ยนวิธีการสอน และกระบวนการเรียนการสอนด้วยการมีนวัตกรรมและสื่อการสอนที่ทันสมัยให้นักเรียนเรียนประวัติศาสตร์ไทยด้วยความสนุก ผ่านรูปแบบสื่อที่สามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชน ที่สอดคล้องตามบริบทท้องถิ่นของแต่ละแห่ง เช่น เพลงแร็พ แหล่ หมอลำ รวมทั้งการจัดทำคลิปวีดีโอนำเข้าสู่บทเรียนที่มีศิลปินนักแสดงที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กและเยาวชน

ด้าน ดร.กวินทร์เกียรติ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) โดยสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ในฐานะหน่วยงานหลักซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมการวิจัย และพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน ได้เล็งเห็นความสำคัญและความจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมและประเมินคุณภาพผู้เรียน การสอนประวัติศาสตร์แบบสื่อออนไลน์เพื่อตอบสนอง สอดคล้องกับประเทศไทย 4.0 และโลกในศตวรรษที่ 21 และส่งเสริมเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ มีความเป็นไทย รักชาติ ศาสนา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงเป็นพลเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย มุ่งหวังให้ครูปรับเปลี่ยนวิธีการสอน ส่งผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เพิ่มขึ้นในสาระประวัติศาสตร์ ปลูกฝังให้นักเรียนเรียนรู้ในความรักชาติ ผ่านการเรียนรู้ร่วมสมัยด้วยความสุข สนุก เปิดรับการเรียนรู้ด้วยมิติต่าง ๆ ในอดีตสู่ความร่วมสมัยในปัจจุบัน และสอดคล้องกับนโยบาย การเรียนรู้ในทักษะศตวรรษที่ 21

ขณะที่ ผศ.ดร.กิตติคุณ กล่าวว่า วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มีความพร้อมทั้งบุคลากร และองค์ความรู้ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ชาติไทย  ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย พร้อมสนับสนุนการเรียนรู้โดยใช้สื่อร่วมสมัย เพื่อให้ครูสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดในการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในยุคปัจจุบัน  

“ทั้งนี้ กิจกรรมประกอบด้วย สร้างและพัฒนานวัตกรรมสื่อการเรียนการสอนสื่อวิดีทัศน์เสริมสร้างการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ จัดทำคู่มือการใช้สื่อวิดีทัศน์เสริมสร้างการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย รวมถึงขับเคลื่อนการใช้สื่อวีดิทัศน์เสริมสร้างการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยตามนโยบายการอ่าน การเขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย เพื่อใช้ประเมินการคิดวิเคราะห์ การอ่าน การเขียนของผู้เรียน ในรูปแบบต่าง ๆที่มีความร่วมสมัย อาทิ Youtube, Facebook,Tiktok, เพลงแร็พ และเผยแพร่ไปยังแพลตฟอร์มต่าง ๆ ภายในกระทรวงศึกษาธิการ เช่น Obec center , OBEC Channel เพื่อให้ครูผู้สอนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ได้อีกด้วย” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว