TSPCA ผนึกกำลังเนื้อหา-วิธีการ เวิร์คช็อป ‘ลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์’ รักสัตว์อย่างรับผิดชอบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515892

TSPCA ผนึกกำลังเนื้อหา-วิธีการ เวิร์คช็อป‘ลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์’ รักสัตว์อย่างรับผิดชอบ

TSPCA ผนึกกำลังเนื้อหา-วิธีการ เวิร์คช็อป‘ลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์’ รักสัตว์อย่างรับผิดชอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563, 12.19 น.

TSPCA ผนึกกำลังเนื้อหา-วิธีการ เวิร์คช็อป‘ลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์’ รักสัตว์อย่างรับผิดชอบ

ที่โรงเรียนวัดราษฎร์ประดิษฐ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการ สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครสวัสดิภาพสัตว์ จัดกิจกรรม“ลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์” ในหัวข้อ สวัสดิภาพสัตว์ (FIVE FREEDOMS) โดยมี อาจารย์สุนทรหงส์ วรนุช ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดราษฎร์ประดิษฐ์ พร้อมด้วย ผู้บริหาร คณาจารย์ และลูกเสือ เนตรนารี  ให้การต้อนรับ

ดร.สาธิต กล่าวว่า กิจกรรม “ลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์” ในวันนี้ สืบเนื่องมาจาก สมาคมฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อบูรณาการเกี่ยวกับการส่งเสริมสวัสดิภาพและป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ เข้าสู่ระบบการเรียนการสอนลูกเสือในระดับต่าง ๆ ด้วยเล็งเห็นประโยชน์และหลักการสำคัญของกระบวนการลูกเสือที่มุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนได้รับการฝึกอบรมให้มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ ภายใต้กฎลูกเสือข้อ 6  “ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์” 

สำหรับกิจกรรมลูกเสือ ตามข้อบังคับคณะลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการปกครอง หลักสูตรและวิชาพิเศษลูกเสือนั้น มีกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความเมตตากรุณาต่อสัตว์ สอดแทรกอยู่ในทุกระดับของลูกเสือ  เช่น ลูกเสือสำรอง ดาวดวงที่ 1 (ป.1) มีกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับการเลือกสัตว์ ต้นไม้ หรือนก อย่างใดอย่างหนึ่งที่เคยเห็นและค้นหาเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งนั้นให้มากที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ ดาวดวงที่ 2 (ป.2) มีกิจกรรมการเพาะถั่วงอกหรือเมล็ดพันธุ์พืชอย่างอื่นที่งอกง่าย การรู้จักชนิดของอาหารที่พึงให้แก่สัตว์ ดาวดวงที่ 3 (ป.3) การเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ในธรรมชาติในบางประการโดยการจัดทำสมุดหรือภาพสะสมสิ่งของต่าง ๆ เช่น แมลง สิ่งมีชีวิตในสระน้ำ เป็นต้น

ลูกเสือสามัญ ชั้นลูกเสือตรี (ป.4) มีกิจกรมที่อยู่ในหัวข้อคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือสามัญลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ ชั้นลูกเสือลูกเสือโท (ป.5) งานอดิเรกและเรื่องที่สนใจแสดงหมู่หรือกองลูกเสือของตนเห็นว่าตนมีทักษะหรือสมรรถภาพพอสมควรในงานที่ตนสนใจ ชั้นลูกเสือเอก (ป.6) มีกิจกรรมการจัดทำอนุทินธรรมชาติเกี่ยวกับนกหรือสัตว์เลี้ยง หรือในวิชาพิเศษ เช่น วิชานักเลี้ยงสัตว์เล็ก วิชานักธรรมชาติศึกษา วิชาการอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นต้น

ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ลูกเสือโลก (ม.1) มีกิจกรรมอยู่ในหัวข้อยอมรับและปฏิบัติตามคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ ลูกเสือชั้นพิเศษ (ม.2) วิชาหน้าที่พลเมือง ในการเยี่ยมหน่วยงาน และวิชาอุดมคติและความเข้าใจคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ ลูกเสือหลวง (ม.3) วิชาสิ่งแวดล้อม การศึกษาและร่วมกับปฏิบัติกับหน่วยงานในเรื่องพันธุ์สัตว์ หรือในวิชาพิเศษ วิชาผู้พิทักษ์ป่า วิชานักธรรมชาติศึกษา วิชาอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นต้น

สำหรับ ลูกเสือวิสามัญ ลูกเสือโลก (ม.4 ม.5.และม.6) มีกิจกรรมเข้าใจเรื่องราว กิจการของคณะลูกเสือแห่งชาติ คณะลูกเสือโลก เข้าใจยอมรับและปฏิบัติ รวมทั้งเรียนรู้ เกี่ยวกับการปฐมพยาบาล บาดแผล งูกัด แมงมุมกัด และแมลงกัดต่อย เป็นต้น

ดร.สาธิต กล่าวด้วยว่า กิจกรรมในวันนี้ สมาคมฯ ได้บูรณาการหลักสูตรลูกเสือตามช่วงชั้น ร่วมกับกิจกรรมลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์ โดยการผนึกกำลังกัน ทั้ง “เนื้อหา”และ “วิธีการ” ด้วยการเข้าฐานการเรียนรู้ สวัสดิภาพสัตว์ (FIVE FREEDOMS) 5 ประการ ประกอบด้วย ฐานที่ 1 อิสรภาพจากความหิวและกระหาย  ฐานที่ 2 อิสรภาพจากความไม่สะดวกสบาย ฐานที่ 3 อิสรภาพจากความเจ็บปวดและอันตราย ฐานที่ 4  อิสรภาพจากความกลัวและความเครียด ฐานที่ 5 อิสรภาพที่จะแสดงออกซึ่งพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์ ซึ่งคาดหวังว่า กิจกรรมลูกเสือสวัสดิภาพสัตว์” หัวข้อ สวัสดิภาพสัตว์ (FIVE FREEDOMS) ในวันนี้ เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ “แนะโลกกว้าง สร้างภูมิคุ้มกัน” ด้านการปลูกจิตสำนึก ให้ลูกเสือ เนตรนารี เกิดความรักและความเมตตาต่อสัตว์ด้วยการรักสัตว์อย่างรับผิดชอบ ต่อไป

‘เอนก’ ประเดิมถก สอวช. แนะทำ ‘สมุดปกขาว’ มาตรการช่วยเอสเอ็มอีเสนอรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515887

‘เอนก’ประเดิมถก สอวช. แนะทำ‘สมุดปกขาว’มาตรการช่วยเอสเอ็มอีเสนอรัฐบาล

‘เอนก’ประเดิมถก สอวช. แนะทำ‘สมุดปกขาว’มาตรการช่วยเอสเอ็มอีเสนอรัฐบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563, 11.58 น.

“ดร.เอนก” ชม สอวช. นำเสนอมาตรการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมช่วยเอสเอ็มอีได้เป็นรูปธรรม แนะทำ    สมุดปกขาวเสนอรัฐบาล – ผุดไอเดียโครงการสร้างกำลังคนตอบโจทย์ Digital Transformation

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรแห่งชาติ (สอวช.) ประชุมคณะกรรมการอํานวยการ สอวช. ครั้งที่ 6/2563 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน โดยในที่ประชุมมีการหารือเกี่ยวกับมาตรการด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ในการสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

ศาตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เปิดเผยว่า เป็นครั้งแรกที่มานั่งหัวโต๊ะในเวทีประชุมคณะกรรมการบริหาร สอวช. นับตั้งแต่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี โดยตนเองให้ความสำคัญกับการนำเอาองค์ความรู้และนวัตกรรมไปช่วยเหลือประชาชน ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักของ อว. สำหรับข้อเสนอแนะเชิงมาตรการในการสนับสนุนผู้ประกอบการ ที่ สอวช. ได้นำเสนอเป็นมาตรการที่น่าสนใจ หากมีการวิจัยเชิงลึกเพิ่มเติม ศึกษาความเป็นไปได้ของมาตรการที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และนำเสนอเป็นสมุดปกขาวต่อรัฐบาลผ่านสภานโยบายฯ จะเป็นอีกแนวทางที่จะช่วยเสริมพลังในการผลักดันให้เกิดมาตรการต่างๆ ได้

นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้ สอวช. หากลไกสนับสนุนเรื่อง Digital Transformation ที่ อววน. สามารถเข้าช่วยขับเคลื่อนได้ โดยร่วมกับสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ผลักดันให้เกิดการสร้างและพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล ซึ่งมีความต้องการของตลาดจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 มีบัณฑิตจบใหม่ที่ยังไม่ได้เข้าตลาดแรงงานจำนวนหนึ่ง เราสามารถใช้โอกาสดังกล่าวดึงบัณฑิตเหล่านั้นมาเพิ่มเติมทักษะ (Re Skill – Up Skill) ด้านดิจิทัลให้มีความพร้อมสำหรับความต้องการของตลาด โดยมองถึงทักษะความต้องการกำลังคนสำหรับอนาคตด้วย โดยมองว่ามหาวิทยาลัยเองก็ต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ยังได้ให้ความสำคัญของเรื่อง Big Data โดยเฉพาะในระบบการอุดมศึกษา ที่ควรรวบรวมข้อมูลนิสิต นักศึกษา ทั้งผลการเรียน ทักษะ หลักสูตรที่ผ่านการอบรม ในดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อจะได้สามารถบริหารจัดการข้อมูลด้านการอุดมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการบริหารจัดการกำลังคนเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาครัฐ ภาคเอกชน และประเทศโดยรวมได้

ด้าน ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลคือการส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม สอวช. จึงได้ผลักดันให้มีการสร้างระบบนิเวศทางการประกอบการที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม (Innovation Driven Entrepreneurship: IDE Ecosystem) ขึ้น โดยประเทศไทยมีผู้ประกอบการที่ลงทุนทำวิจัยและนวัตกรรมจำนวนไม่มาก ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สอวช. ร่วมกับหน่วยงานในระบบได้ผลักดันมาตรการ อววน. เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค มาตรการลดหย่อนภาษี 300% ให้กับผู้ประกอบการที่ดำเนินกิจกรรมนวัตกรรม (RDI Tax 300% Exemption) หรือโครงการสนับสนุนให้บุคลากรวิจัยภาครัฐไปปฏิบัติงานร่วมกับภาคเอกชน (Talent Mobility) เป็นต้น

นอกจากนี้ ในปัจจุบัน สอวช. อยู่ระหว่างการพัฒนามาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการอีกหลายมาตรการ เช่น การจัดตั้งกองทุนนวัตกรรมเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การพัฒนากลไกสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการขนาดเล็กในการพัฒนานวัตกรรม (SBIR/STTR) การพัฒนาเครือข่ายนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมฯลฯ ตลอดจนดำเนินโครงการศึกษาทดลองกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมในรูปแบบใหม่ ๆ และการศึกษาวิจัยเชิงระบบเรื่องการส่งเสริมผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการแก้ไข ปรับปรุง กลไกสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีอยู่เดิม ตลอดจนระบุประเด็นที่สำคัญเชิงระบบ เช่น การปลดล็อคกฏหมาย กฎระเบียบ หรือข้อเสนอแนะมาตรการที่เอื้ออำนวยให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถสร้างนวัตกรรมได้ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยได้ต่อไป

ดร.กิติพงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพื่อพัฒนามาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการของ สอวช. ได้ดำเนินการต่อยอดมาเป็นข้อเสนอเชิงมาตรการ 3 ด้าน คือ ข้อเสนอเชิงมาตรการทางการเงิน, กำลังคน และโครงสร้างพื้นฐาน โดยข้อเสนอเชิงมาตรการทางการเงินเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรม ประกอบด้วย มาตรการทางภาษี โดยการดึงผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษี ผ่านการออกมาตรการยกเว้นการตรวจสอบภาษีย้อนหลังสถานประกอบการที่ลงทะเบียนเข้ามาอยู่ในระบบเพื่อรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ และให้การสนับสนุนทางการเงินในช่วงโควิด-19 และการขยายขอบเขต R&D tax incentive ให้ครอบคลุมนวัตกรรมทางการตลาด ข้อเสนอเชิงมาตรการด้านการให้ทุน โดยการส่งเสริมการให้ทุนโดยตรงแก่เอกชน และสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่อบริษัทขนาดเล็ก ข้อเสนอเชิงมาตรการด้านการให้สินเชื่อ (Loans) โดยการขยายขอบเขตการให้เงินกู้เพื่อครอบคลุมการพัฒนาด้าน Operational excellence

นอกจากนี้ รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสังคมไร้เงินสด เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการจัดการ Micro Finance และข้อเสนอเชิงมาตรการด้านการจัดหาเงินทุน ผ่านการเพิ่มการลงทุนจากภาครัฐ ดึงดูดการลงทุนจากเอกชนโดยเพิ่ม Tax Credit ให้กับ VC และเอกชนที่สนใจจะลงทุนกับ SME และสร้างเครือข่าย Business Angel Investors ตลอดจนส่งเสริมการลงทุน Equity Financing ครบวัฏจักรธุรกิจ

ขณะเดียวกัน ยังเสนอมาตรการด้านการเงินผ่านการจัดตั้งกองทุนนวัตกรรมเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยมีวัตถุประสงค์กองทุนเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนส่งเสริมและสนับสนุน SME ให้มีศักยภาพด้านการวิจัยและนวัตกรรม สร้างโอกาสทางการแข่งขันและเสริมสร้างให้ธุรกิจเติบโต ผ่านการให้บริษัทขนาดใหญ่บริจาคเงินเข้ากองทุน โดยบริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยยกเว้น Tax 200% ของเงินบริจาค เนื่องจากเป็นการบริจาคเงินเพื่อใช้ในการลงทุนด้านนวัตกรรม และ SME ก็สามารถใช้ประโยชน์จากกองทุนนี้ผ่านการตั้งศูนย์บ่มเพาะเพื่อช่วยเหลือด้านต่างๆ การลงทุนด้านเครื่องมือ เทคโนโลยีใหม่ๆ การซื้อลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และการลงทุนในกิจการที่มีนวัตกรรมที่น่าสนใจ ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดตั้งกองทุนเป็นนิติบุคคลไม่มุ่งหวังกำไรในลักษณะ Social Enterprise โดยสภาอุตสาหกรรมฯ นอกจากนี้ ยังเสนอการพัฒนากลไกสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการขนาดเล็กในการพัฒนานวัตกรรม ที่จะมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและนวัตกรรมของบริษัทขนาดเล็กให้มีศักยภาพในการ Convert R&D Fund to “New Products” and “Create new Job” เพื่อการใช้งบประมาณที่มาจากภาษีให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

ข้อเสนอนโยบายด้านกำลังคนระดับสูงเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรม เสนอให้มีมาตรการเพื่อเชื่อมโยงกลุ่มนักเรียนทุนที่ไม่มีสังกัดชดใช้ทุนกับบริษัทที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญ โดยปลดล็อคให้นักเรียนทุนสามารถไปทำงานวิจัยเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและนับเป็นเวลาชดใช้ทุน รวมถึงเสนอให้มีการขยายผลโครงการที่นำผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรม เช่น โครงการ Hi-Fi, ITAP และมีการออกแบบกลไกเชื่อมโยงกับนักเรียนต่างประเทศเพื่อเพิ่มกำลังคน เป็นต้น

ส่วนข้อเสนอนโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐาน NQI เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทำ Roadmap ร่วมกัน มีการ Focus Sector มากขึ้น โดยระบบมาตรฐานของไทยต้องได้รับการยอมรับระดับสากลที่เพียงพอต่อการรองรับอุตสาหกรรมในประเทศ มีบริษัทด้านการทดสอบและมาตรฐานที่ให้บริการในภูมิภาคได้ โดยเฉพาะในสินค้าและบริการนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น

สมศ. พร้อมเริ่มการประเมินคุณภาพภายนอกแนวใหม่ เน้นการนำไปปรับใช้ได้จริงเกิดประโยชน์ต่อสถานศึกษาผู้เรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515719

สมศ. พร้อมเริ่มการประเมินคุณภาพภายนอกแนวใหม่  เน้นการนำไปปรับใช้ได้จริงเกิดประโยชน์ต่อสถานศึกษาผู้เรียน

สมศ. พร้อมเริ่มการประเมินคุณภาพภายนอกแนวใหม่ เน้นการนำไปปรับใช้ได้จริงเกิดประโยชน์ต่อสถานศึกษาผู้เรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายจรูญ ชูลาภ รักษาการประธานคณะกรรมการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)เปิดเผยให้ทราบว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาไทย สมศ. จึงได้ชะลอการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ (พ.ศ.2559-2563) ไปก่อน ตามนโยบายของภาครัฐเพื่อให้ทางสถานศึกษาได้จัดการเรียนการสอนอย่างเต็มที่

นายจรูญ ชูลาภ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้สถานการณ์ดังกล่าวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด จึงได้มีการประชุมหารือร่วมกันกับคณะกรรมการ สมศ. เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการเดินหน้าประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งในที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการว่า ให้ สมศ. เดินหน้าทำการประเมินคุณภาพภายนอกในปีงบประมาณ 2564 พร้อมให้แนวทางการทำงานแก่ สมศ. สำหรับการปรับปรุงเกณฑ์การประเมิน ซึ่งจะต้องทำให้สถานศึกษามองภาพการประเมินภายนอกชัดเจนมากขึ้น เมื่อประเมินแล้วจะต้องสามารถนำผลการประเมินไปปรับใช้ได้จริง และเป็นประโยชน์แก่สถานศึกษา ทั้งนี้ สถานศึกษากลุ่มแรกที่จะเริ่มเข้าไปประเมินก่อนคือสถานศึกษาที่ส่งรายงานการประเมินตนเอง (SAR) เข้ามาแล้วจำนวน 6,653 แห่ง ซึ่งในส่วนดังกล่าว สมศ.ได้ทำการวิเคราะห์ SAR เบื้องต้นไปแล้วจำนวน 3,873 แห่ง

สำหรับการประเมินคุณภาพภายนอกในปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ทางคณะกรรมการฯได้มอบหมายให้ สมศ. ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการปรับรูปแบบวิธีการประเมิน วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลให้สอดคล้องกับสถานการณ์การจัดการเรียนการสอนแบบ New Normal ในปัจจุบันโดยจะต้องดำเนินการให้ละเอียด และชัดเจนมากที่สุด เพื่อให้การประเมินคุณภาพภายนอกแบบใหม่สามารถสะท้อนผลการจัดการศึกษาและบอกจุดเด่น จุดที่ควรพัฒนาของสถานศึกษาในสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างตรงจุด โดยไม่เป็นการสร้างภาระให้กับสถานศึกษา พร้อมทั้งส่งเสริมให้สถานศึกษานำผลประเมินไปปรับใช้ เพื่อพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง และเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยจะเริ่มการประเมินคุณภาพภายนอกรูปแบบใหม่ในช่วงเดือนธันวาคมปีนี้

ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด สมศ. ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการประเมินที่จะเริ่มขึ้น ด้วยการพัฒนารูปแบบและวิธีการประเมินคุณภาพภายนอกตามนโยบายของ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตามมติของคณะกรรมการ สมศ. เกี่ยวกับการลดขั้นตอนในการประเมินคุณภาพภายนอกด้วยการปรับลดจำนวนวันในการลงพื้นที่ ปรับรูปแบบการวิเคราะห์รายงานการประเมินตนเอง (Pre-Analysis) ให้มีความละเอียด ชัดเจน เพื่อลดการใช้เวลาในการลงพื้นที่ รวมไปถึงการเขียนรายงานการประเมินคุณภาพภายนอกฉบับสมบูรณ์(Final Report) จะต้องตัดข้อมูลที่ซ้ำซ้อนออกไป และเน้นการสะท้อนผลการประเมินตามสภาพความเป็นจริง

นอกจากนี้ สมศ. ยังได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ในกระบวนการประเมินคุณภาพภายนอก สอดคล้องกับนโยบายดิจิทัลแพลตฟอร์มของดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้กำชับให้หน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการทำงานมากยิ่งขึ้น ประกอบด้วยการอบรมผู้ประเมินภายนอก เพื่อพัฒนาศักยภาพในด้านดิจิทัล เนื่องจากการประเมินคุณภาพภายนอกนั้น สมศ. จะเน้นการนำเอาแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามาใช้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบการส่งรายงานการประเมินตนเองด้วยระบบ E-SAR ซึ่งเป็นการส่ง SAR บนระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม โดยระบบนี้จะทำให้ สมศ. และหน่วยงานต้นสังกัดเห็นสถานะการส่ง SAR ของสถานศึกษาพร้อมกันแบบเรียลไทม์ และยังเป็นระบบฐานข้อมูลที่สมศ.และต้นสังกัดสามารถใช้ระบบร่วมกันได้ โดยขณะนี้สมศ.ได้พัฒนาระบบร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นการนำร่องก่อน ส่วนต้นสังกัดอื่นๆ สมศ.ได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจะประสานกับแต่ละต้นสังกัดต่อไป นอกจากนี้สมศ.ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโมบายแอพพลิเคชั่น เพื่อให้ผู้ประเมินสามารถบันทึกข้อมูลจากการลงพื้นที่ผ่านโทรศัพท์มือถือพร้อมนำข้อมูลมาใช้ประกอบการจัดทำรายงานได้ในทันที โดย โมบาย แอพพลิเคชั่นจะช่วยลดระยะเวลา และขั้นตอนในการทำงานได้มากขึ้น เบื้องต้นคาดว่าทั้ง 2 ระบบจะแล้วเสร็จและสามารถทดลองใช้งานได้ประมาณปลายเดือนกันยายน 2563

ในการประเมินภายนอกรูปแบบใหม่นี้สมศ. จะเน้นการประเมินและส่งเสริมให้สถานศึกษานำผลการประเมินของ สมศ. ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น โดยก่อนที่จะลงพื้นที่ สมศ. จะส่งเสริมและทำความเข้าใจกับสถานศึกษา ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563 ซึ่งเป็นช่วงปิดภาคเรียนเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการทำงาน ของสถานศึกษา และจะเริ่มการประเมินในช่วงเดือนธันวาคม 2563 เบื้องต้นได้ตั้งเป้าหมายว่าเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ พ.ศ.2564 สมศ. จะสามารถประเมินคุณภาพภายนอกให้แก่สถานศึกษาได้กว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ

ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี / ซีพีแรม ปลุกพลังเยาวชน ช่วยกันกระตุ้นอาหารที่ถูกทิ้งปีละ 1.3 พันล้านตันให้หมดจากโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515717

ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี/ซีพีแรม ปลุกพลังเยาวชน  ช่วยกันกระตุ้นอาหารที่ถูกทิ้งปีละ1.3 พันล้านตันให้หมดจากโลก

ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี/ซีพีแรม ปลุกพลังเยาวชน ช่วยกันกระตุ้นอาหารที่ถูกทิ้งปีละ1.3 พันล้านตันให้หมดจากโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท ซีพีแรม จำกัด ร่วมกับ สาขาวิชามีเดียอาตส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดตัวโครงการการประกวดคลิปวีดีโอ “คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste” ปีที่ 3 เชิญชวนนักเรียน-นักศึกษาทั่วประเทศแชร์ไอเดีย สร้างพลังผ่านคลิปวีดีโอความยาว 3 นาที เพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องความสูญเปล่าทางอาหารให้เกิดในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีส่วนสำคัญ ในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง และลดความสูญเปล่าทางอาหาร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศ สามารถร่วมส่งผลงานเข้าร่วมประกวดคลิปวีดีโอ “คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste” โดยเริ่มต้นจากการตั้งคำถามจากสิ่งที่เราเห็นจากอาหารในจานที่เราทานไม่หมด กองอยู่ตรงหน้าที่มีแต่เศษอาหารเหลือจากการทาน หรือแม้แต่ผักและผลไม้ที่เน่าเสียอยู่ในตู้เย็น สะท้อนภาพไปถึงการโหยหาอาหาร ความหิวโหยของเด็กน้อยในแอฟริกา หรือประเทศที่อยู่ในสภาวะสงคราม ที่ทำให้ขาดแคลนอาหาร รวมทั้งการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ แม้แต่ในประเทศไทยเองที่ได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินทอง เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ อยู่ที่ไหนไม่อดตาย แต่ก็ยังมีในหลายพื้นที่ห่างไกล ที่ยังขาดแคลนอาหาร อาหารไม่เพียงพอ เข้าถึงอาหารไม่ครบตามหลักโภชนาการ มีให้เห็นในข่าวอยู่บ่อยครั้ง ทั้งนี้ เพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องความสูญเปล่าทางอาหารในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีส่วนสำคัญ ในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง และลดความสูญเปล่าทางอาหาร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม

นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด เปิดเผยว่า การส่งเสริมการลด Food Waste ในกลุ่มผู้บริโภคเป็นไปตามแนวทาง Food 3S คือ Food Safety, Food Security และ Food Sustainability โดย Food Wasteจะอยู่ในกลุ่ม S ตัวที่สาม ที่เรียกว่า FoodSustainability เป็นการดูแลกระบวนการผลิตและส่งมอบให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดตลอดห่วงโซ่อุปทาน และเมื่อถึงปลายน้ำคือผู้บริโภค ก็จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยกันให้เกิดความยั่งยืน เพราะหากมีการบริโภคแบบทิ้งขว้างจนกลายเป็นความสูญเปล่าของอาหารก็จะส่งผลกระทบไปยังสิ่งแวดล้อม ซึ่งข้อมูลจากโครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นมาทั่วโลกจะกลายเป็นอาหารสูญเปล่าที่ไม่ถูกทาน (Food Waste) หากนำไปฝังกลบจะก่อเกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกหรือโลกร้อน การดำเนินการโครงการประกวดคลิปวีดีโอ “คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste” จึงเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสูญเปล่าทางด้านอาหาร และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องในอนาคต 

ผศ.บุญเลี้ยง แก้วนาพันธ์ ประธานสาขาวิชามีเดียอาตส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ถึงเวลาที่เราต้องร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างความตระหนักในเรื่องลดความสูญเปล่าทางอาหารอย่างจริงจัง เพื่อลูกหลานของเราในอนาคต การสร้างสรรค์สื่อเพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นจริงในโลกใบนี้ เป็นการบูรณาการศาสตร์ด้านการผลิตสื่อสร้างสรรค์ กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเราอาจจะไม่สามารถหยุดเหตุการณ์อันเลวร้ายนี้ได้ แต่เราเป็นจุดเล็กๆ ที่ผสานรวมกันจนเกิดพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้เหตุการณ์ดังกล่าวชะลอการเกิดขึ้นได้ และหวังว่าถ้าคนที่ได้เห็นผลงานสร้างสรรค์ดังกล่าวจะส่งผลให้มีความตระหนักและเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมในการลดความสูญเปล่าทางอาหารจนสามารถสร้างอิมแพคให้ เหตุการณ์เลวร้ายดังกล่าวอาจจะหยุดการเกิดขึ้นได้ ซึ่งจากข้อมูลโครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นทั่วโลกในแต่ละปี หรือประมาณ 1.3 พันล้านตัน จะกลายเป็นความสูญเปล่าทางอาหาร หรือ Food Waste และถูกปล่อยให้เน่าเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 3.3 พันล้านตันต่อปี จำนวนอาหารที่ถูกทิ้งขว้างเหล่านี้มีมูลค่ารวมกันกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 31 ล้านล้านบาท และเพียงพอนำไปเลี้ยงดูผู้คนที่หิวโหยได้มากถึง 870 ล้านคน

โครงการ การประกวดคลิปวีดีโอ“คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste” แชร์ไอเดีย สร้างพลังผ่านคลิปวีดีโอความยาว 3 นาทีเปิดรับสมัครตั้งแต่ 1 กันยายน-30 พฤศจิกายน2563 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 360,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ ผู้สนใจเข้าร่วมส่งผลงานและติดตามรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://www.facebook.com/foodwasteclipcontest

ก.พ.ร. ส่งเสริมเครือข่ายความร่วมมือจัดสภาพแวดล้อมที่ดีในโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515826

ก.พ.ร.ส่งเสริมเครือข่ายความร่วมมือจัดสภาพแวดล้อมที่ดีในโรงเรียน

ก.พ.ร.ส่งเสริมเครือข่ายความร่วมมือจัดสภาพแวดล้อมที่ดีในโรงเรียน

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 20.10 น.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.)  เล็งเห็นความสำคัญของทางการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการจัดสภาพแวดล้อมที่ดีในโรงเรียน โดยได้ร่วมมือกับโรงเรียนบ้านด่าน (ราษฎรบำรุง) จังหวัดสระแก้ว เป็นโรงเรียนนำร่อง ร่วมกับผู้แทนจากหลายภาคส่วน ได้แก่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ใหญ่บ้าน กรรมการหมู่บ้าน ผู้แทนจากเขตการศึกษา ผู้แทนจากชุมชน พระภิกษุ ตำรวจ ผู้ปกครอง และนักเรียน ผลที่ได้รับทำให้เกิดการแก้ปัญหาการหนีเรียน การติดเกม การกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน ยาเสพติด การพนัน ฯลฯ 

ทั้งนี้ โรงเรียนบ้านด่าน (ราษฎรบำรุง) จังหวัดสระแก้ว และเครือข่าย ร่วมกันระดมความคิดเห็นจนได้ข้อสรุปว่า การที่นักเรียนไม่ต้องการไปโรงเรียนอาจเนื่องมาจากการสอนแบบทฤษฏีและการท่องจำ เนื้อหาวิชาไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้  นำไปสู่การจัดกิจกรรมกระตุ้นให้นักเรียนผลิตผลงานที่ตอบสนองความต้องการของคนในชุมชน เช่น การใช้ IOT สร้างหุ่นไล่กาเพื่อแก้ปัญหานกกามากัดกินพืชผลทางการเกษตร นักเรียนได้สร้างหุ่นไล่กาที่สามารถเคลื่อนไหวได้จากแรงลมและสั่งงานได้จากมือถือ การทำน้ำยาซักผ้าจากสับปะรด พรมเช็ดเท้าจากเศษผ้า ขนมดอกจอกจากข้าวไรซ์เบอรี่ กระถางต้นไม้รักษ์โลกจากกะลามะพร้าวและขวดพลาสติก เป็นต้น

สำนักงาน ก.พ.ร. ส่งเสริมการพัฒนาภาครัฐระบบเปิด (Open Government) โดยการเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชน ผ่านเว็บไซต์ http://www.opengovenment.go.th และเฟซบุ๊ก Opengovthailand  เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับภาครัฐ และพัฒนาการทำงานของภาครัฐให้ มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

สำนักงาน ก.พ.ร. ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมการสัมมนาออนไลน์ เพื่อเผยแพร่ตัวอย่างของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อแก้ไขสภาพแวดล้อมในโรงเรียนผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก Opengovthailand  ในวันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2563 เวลา 09.00–12.00 น.

สพฐ.จ่อนำร่องลดการบ้านนักเรียน ใช้จริงเปิดเทอมสองปี 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515716

สพฐ.จ่อนำร่องลดการบ้านนักเรียน ใช้จริงเปิดเทอมสองปี2563

สพฐ.จ่อนำร่องลดการบ้านนักเรียน ใช้จริงเปิดเทอมสองปี2563

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 14.55 น.

สพฐ.เตรียมนำร่องลดการบ้านนักเรียน ก่อนใช้จริงเทอม 2 พร้อมหาทางลดการประเมินครูเพื่อให้มีเวลาสอนเด็กมากขึ้น

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิกรคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่าที่ประชุมได้หารือการบริหารงบประมาณ ในปี พ.ศ.2564 ทั้งนี้ ทางกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง แจ้งมาว่ากรณีที่มีงบประมาณที่จะจัดสรรให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ก็ให้หน่วยงานดำเนินการเตรียมความพร้อมในการจัดสรรงบได้ทันที โดยเฉพาะงบลงทุนเพื่อเตรียมหาผู้รับจ้างไว้ก่อน และพร้อมในการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 โดยตนได้มอบหมายให้สำนักนโยบายและแผน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปบริหารจัดการงบประมาณให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 กันยายน

นายอำนาจ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมหารือถึงนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ที่ให้ สพฐ.ดำเนินการลดการบ้าน ปรับวิธีวัดและประเมินผลของนักเรียน และลดเวลาเรียนของนักเรียน โดยให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนโดยใช้ Active Learning ให้มากขึ้น และให้ครูใช้กิจกรรมสอบนักเรียน หรือสอนนักเรียนให้เรียนรู้ในสถานการณ์จริง ตนจึงมอบหมายให้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ไปขับเคลื่อนเรื่องนี้ และมาเสนอให้ตนพิจารณา เพื่อจะมอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)และโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 กันยายน นี้

“สพฐ.เตรียมนำร่องลดการบ้านให้นักเรียน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 นี้ และจะใช้จริงในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โดย สพฐ.จะแจ้งแนวทางการเรียนการสอนให้ครู สอนเด็กให้จบในห้องเรียน เช่น ให้ครูใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน การเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นต้น สพฐ.จะจัดทำรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้ สพท.และโรงเรียนไปทดลองทำดู และสะท้อนการบริหารจัดการมาว่า เรื่องไหนที่ทำไม่ได้ และทำไม่ได้เพราะอะไร เพื่อให้ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง” นายอำนาจ กล่าว

นายอำนาจกล่าวอีกว่า ทั้งนี้โรงเรียนต้องช่วยสื่อสารกับพ่อแม่ผ็ปกครองเด็กด้วย เพราะอาจจะมีพ่อแม่บางคนที่ยังติดภาพว่านักเรียนจะต้องมีการบ้าน แต่ปัจจุบันผู้ปกครองมาบ่นกับตนว่าเด็กได้การบ้านเยอะ เด็กไม่ได้พัก เพราะถ้ามีครูสอน 5 คน ก็ให้การบ้าน 5 อย่าง แต่ถ้าครูทั้ง 5 คน มาคุยกันและตกลงว่าจะให้การบ้านเด็กเท่าที่จำเป็นได้หรือไม่ หรือนำเทคโนโลยีมาปรับใช้แทนการให้การบ้าน เป็นต้น

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ส่วนการประเมินครู ประเมินนักเรียน รมว.ศธ. ได้มอบนโยบายไว้ว่า จะสามารถลดการประเมินของครูได้หรือไม่ เพราะอยากให้ครูสอนและดูแลนักเรียนให้ได้มากที่สุด โดยตนได้มอบให้สำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งคณะทำงานไปตรวจสอบว่ากิจกรรมใดบ้างที่จำเป็นต้องดำเนินการต่อ และมีกิจกรรมใดบ้างที่สามารถลดลงได้บ้าง

ร.10 ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอุซเบกิสถาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515498

ร.10ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอุซเบกิสถาน

ร.10ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอุซเบกิสถาน

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.55 น.

1 กันยายน 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพร ไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอุซเบกิสถาน ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐอุซเบกิสถาน ซึ่งตรงกับวันที่ 1 กันยายน 2563 ข้อความว่า

ฯพณฯ นายซัหคัต มีร์ซีโยเยฟ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอุซเบกิสถาน กรุงทาชเดนต์ ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐอุซเบกิสถาน ข้าพเจ้าขอส่งคำอำนวยพรและความปรารถดีอย่างจริงใจ เพื่อท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์และประสบความสุขสวัสดิ์ทั้งเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและประชาชนชาวอุซเบกิสถาน ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ไมตรีจิตมิตรภาพระหว่างประเทศของเราทั้งสอง ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจอันดีต่อกัน จะสร้างเสริมความร่วมมือในกิจการทุกๆด้าน ให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์สุขร่วมกัน

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

‘เสมา1’ พร้อมดูแลเฝ้าระวังโรงเรียนติดชายแดนประเทศที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515494

'เสมา1'พร้อมดูแลเฝ้าระวังโรงเรียนติดชายแดนประเทศที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19

‘เสมา1’พร้อมดูแลเฝ้าระวังโรงเรียนติดชายแดนประเทศที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.46 น.

“เสมา1” พร้อมดูแลเฝ้าระวังโรงเรียนติดชายแดนประเทศที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 ขณะที่ สพฐ.กำชับโรงเรียนใน 10 จ.คุมเข้มแล้ว

1 ก.ย.63 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม มอบหมายให้ ศธ.ดูแลโรงเรียนในพื้นที่บริเวรติดกับชายแดนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 โดยตนได้รับเรื่องมาเพื่อดูแลและเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับคนในประเทศ แต่ยังไม่ถึงขั้นสั่งปิดโรงเรียนที่อยู่ใกล้กับชายแดนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ทั้งนี้ ศธ.และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีมาตรการในการระมัดระวังนักเรียนอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว และจากสถานการณ์นี้ได้มีเด็กนักเรียนที่มีไข้ขึ้นสูง ซึ่งเป็นโรงเรียนใน จ.กาญจนบุรี 1 โรงเรียน และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ 2 โรงเรียน ที่อยู่ใกล้กับประเทศเพื่อนบ้าน จึงให้ปิดการเรียนเพื่อตรวจสอบแต่ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรมาก 

ด้านนายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ขึ้นในประเทศเมียนมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงกำชับไปยังโรงเรียนใน 10 จังหวัด อาทิ จ.กาญจนบุรี , ประจวบคีรีขันธ์, ระนอง ตาก, แม่ฮ่องสอน ที่อยู่ติดกับประเทศเมียนมา เพื่อให้มีการระมัดระวัง และหากมีเด็กนักเรียนเดินทางมาจากต่างประเทศก็ให้กักตัวตามมาตรการการป้องกันของโรค และให้ขออนุญาตศูนย์ควบคุมโรคติดต่อจังหวัดพิจารณาก่อนด้วย

“ขณะนี้มีเด็กนักเรียนใน จ.กาญจนบุรี 1 ราย ที่มีไข้ขึ้นสูง ทางโรงเรียนจึงพาไปพบแพทย์และหารือกับศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของจังหวัดแล้ว แต่ผลการตรวจยังไม่ออกมาว่าติดเชื้อหรือไม่ ส่วนที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์  ปิดโรงเรียน 2 แห่ง เนื่องจากมีเด็กไปใกล้ชิดกับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ จึงให้โรงเรียนประสานไปยังศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของจังหวัดก่อนว่าจะต้องปิดโรงเรียนต่อหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค” 

เสมา1 เฝ้าระวัง 10 โรงเรียนติดชายแดน กาญจนบุรีพบ นร. มีไข้สูงรอผลตรวจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515472

เสมา1เฝ้าระวัง10โรงเรียนติดชายแดน  กาญจนบุรีพบนร.มีไข้สูงรอผลตรวจ

เสมา1เฝ้าระวัง10โรงเรียนติดชายแดน กาญจนบุรีพบนร.มีไข้สูงรอผลตรวจ

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 15.08 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุมมอบหมายให้ ศธ.ดูแลโรงเรียนในพื้นที่บริเวรติดกับชายแดนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา2019 หรือโควิด-19 

โดยตนได้รับเรื่องมาเพื่อดูแลและเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับคนในประเทศ แต่ยังไม่ถึงขั้นสั่งปิดโรงเรียนที่อยู่ใกล้กับชายแดนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ทั้งนี้ ศธ.และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีมาตรการในการระมัดระวังนักเรียนอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว และจากสถานการณ์นี้ได้มีเด็กนักเรียนที่มีไข้ขึ้นสูง ซึ่งเป็นโรงเรียนใน จ.กาญจนบุรี 1 โรงเรียน และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ 2 โรงเรียน ที่อยู่ใกล้กับประเทศเพื่อนบ้าน จึงให้ปิดการเรียนเพื่อตรวจสอบแต่ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรมาก

ด้านนายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ขึ้นในประเทศเมียนมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จึงกำชับไปยังโรงเรียนใน 10 จังหวัด อาทิ จ.กาญจนบุรี , ประจวบคีรีขันธ์, ระนอง ตาก, แม่ฮ่องสอน ที่อยู่ติดกับประเทศเมียนมา เพื่อให้มีการระมัดระวัง และหากมีเด็กนักเรียนเดินทางมาจากต่างประเทศ ก็ให้กักตัวตามมาตรการการป้องกันของโรค และให้ขออนุญาตศูนย์ควบคุมโรคติดต่อจังหวัดพิจารณาก่อนด้วย

“ขณะนี้มีเด็กนักเรียนใน จ.กาญจนบุรี 1 ราย ที่มีไข้ขึ้นสูง ทางโรงเรียนจึงพาไปพบแพทย์และหารือกับศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของจังหวัดแล้ว แต่ผลการตรวจยังไม่ออกมาว่าติดเชื้อหรือไม่ ส่วนที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปิดโรงเรียน 2 แห่ง เนื่องจากมีเด็กไปใกล้ชิดกับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ จึงให้โรงเรียนประสานไปยังศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของจังหวัดก่อนว่าจะต้องปิดโรงเรียนต่อหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค”

‘ครูตั้น’ รับม็อบคอซอง-ขาสั้นหน้าศธ. 5ก.ย. เผยอยากปรับปรุงการศึกษาไทยอยู่แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515446

'ครูตั้น'รับม็อบคอซอง-ขาสั้นหน้าศธ.5ก.ย. เผยอยากปรับปรุงการศึกษาไทยอยู่แล้ว

‘ครูตั้น’รับม็อบคอซอง-ขาสั้นหน้าศธ.5ก.ย. เผยอยากปรับปรุงการศึกษาไทยอยู่แล้ว

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 13.40 น.

“ณัฏฐพล”จัดอาหาร-เครื่องดื่มรับ”ม็อบคอซอง-ขาสั้น”หน้าศธ.5ก.ย.นี้ เผยข้อมูลรับฟังความเห็นจากโรงเรียนเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาทั้งสิ้น รับอยากปรับปรุงการศึกษาไทยอยู่แล้ว

เมื่อเวลา 12.24 น.วันที่ 1 กันยายน 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการให้โรงเรียนต่างๆ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน ว่า เราได้มีการทำงานร่วมกัน รับทราบข้อมูลต่างๆ มีกลุ่มนักเรียนมาแสดงความคิดเห็นและอธิบายถึงปัญหาที่เขาประสบอยู่เรื่องการศึกษา ซึ่งหลายกลุ่มที่เราได้พูดคุยกันก็เกี่ยวกับเรื่องการศึกษาทั้งสิ้น ตนก็ได้สื่อสารถึงแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องต่างๆ อยู่ในแผนใหญ่ของเราอยู่แล้ว นำสองส่วนมาประกบกัน

ส่วนการนัดชุมนุมของเครือข่ายนักเรียนอีกครั้งที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 5 ก.ย.นี้ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ตนก็ได้เชิญน้องเข้ามาในกระทรวงพูดคุยกัน น้องอยากใช้พื้นที่สาธารณะในการแสดงออก มองว่าอาจจะเป็นโอกาสที่ให้คนอื่นนอกเหนือจากนักเรียนเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย ในรูปแบบไม่มีปัญหาอะไร หากมีความจำเป็นต้องให้ตนออกไปรับฟัง หรือมีการพูดคุยในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาก็ยินดี เขาสื่อสารมาแล้ว ถ้าเป็นไปได้อยากให้ตนมาพูดคุยกันเพื่อหาแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาไทย เมื่อถึงวันที่ 5 ก.ย.สถานการณ์เป็นอย่างไรต้องดูกัน ตนไม่ได้เตรียมอะไรไว้เป็นพิเศษ นอกจากอาหารและเครื่องดื่มที่พร้อมสนับสนุน น้องๆ อยู่ในพื้นที่สองชั่วโมง มีการสื่อสารกันตลอดกับทางแกนนำกลุ่มหนึ่งและกระทรวง

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการทยอยส่งความคิดเห็นเข้ามาของแต่ละโรงเรียนถึงกระทรวง นายณัฏฐพล กล่าวว่า มีหลายข้อมูลที่ได้มา หลายโอกาสเป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา อนาคตของตัวน้องๆ เอง อนาคตของครู อนาคตของการศึกษาไทย ที่เขาอาจจะมองว่าเราร่วมกันปรับปรุงได้ไหม ตนก็ต้องรวบรวมแล้วอธิบายให้ฟังว่าเรื่องไหนที่เรากำลังดำเนินการอยู่ เรื่องไหนที่ยังดำเนินการไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องอยู่ในกระบวนการที่เราอยากจะปรับปรุงเรื่องการศึกษาไทยอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มไทยภักดี ที่ปลุกระดมเรื่องชังชาติ เด็กถูกปลูกฝังให้เหมือนเรดการ์ดเขมรแดง เป็นห่วงหรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า เท่าที่ทราบกลุ่มไทยภักดีก็เป็นการแสดงออกทางความคิดที่อยากจะปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยืนยันในหลายครั้งจะไม่จัดม็อบชนม็อบ ในแนวทางการเคลื่อนไหวทั้งสองส่วนที่มีความเห็นแตกต่างกันก็ทำในรูปแบบแตกต่างกันไป กลุ่มไทยภักดีก็มีขั้นตอนมีระเบียบยึดตามกฎหมาย อีกส่วนก็อาจมองว่าการเคารพกฎหมายไม่ต้องได้รับการอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ ก็เป็นมุมมองที่แตกต่างไป คงใช้เวลาอีกสักพักในการทำความเข้าใจ เราน่าจะเดินไปในทางไหนเพื่อทำให้ประเทศสงบ เรื่องนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวแบบไหน ประโยชน์ของประเทศน่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด