‘น้องเมย์-รัชนก’ เผยเส้นทางเรียนควบคู่กีฬา เผยข่าวดีเตรียมต่อด๊อกเตอร์ รัฐศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515439

'น้องเมย์-รัชนก'เผยเส้นทางเรียนควบคู่กีฬา เผยข่าวดีเตรียมต่อด๊อกเตอร์ รัฐศาสตร์

‘น้องเมย์-รัชนก’เผยเส้นทางเรียนควบคู่กีฬา เผยข่าวดีเตรียมต่อด๊อกเตอร์ รัฐศาสตร์

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 13.04 น.

“น้องเมย์-รัชนก” เผยเส้นทางเรียนควบคู่กีฬา ล่าสุดต่อด๊อกเตอร์ที่ ม.กรุงเทพธนบุรี 

“การเป็นนักกีฬา ต้องมุ่งมั่น และมีวินัยในการฝึกซ้อม ขณะเดียวกันเราก็ต้องมีความรู้ มีการศึกษา ซึ่งในตอนที่เลือกมหาวิทยาลัย และคณะที่เราจะเรียน ก็มองไปที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เพราะอยู่ใกล้บ้าน และทางมหาวิทยาลัยจัดการเรียนการสอนให้เอื้อกับการเป็นนักกีฬาอาชีพได้ค่ะ โดยเรามีเวลาเรียนครบเหมือนเพื่อนนักศึกษาปกติ ทำให้เรามีสมาธิ และมุ่งมั่นกับการฝึกซ้อม หรือการแข่งขันต่าง ๆ ได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเรียน เพราะตารางเรียนจะสอดคล้องกับการเป็นนักกีฬาของเมย์”

“น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ นักกีฬาแบดมินตันหญิง ที่เคยเป็นมือหนึ่งของโลก เมื่อปี 2559 เป็นทีมชาติไทย ที่มีผลงานมายาวนาน อีกทั้งยังเป็นไอดอลให้กับเยาวชนไทยในการเป็นนักกีฬาที่ความมุ่งมั่น ประสบความสำเร็จ เล่าถึงการศึกษาที่ควบคู่ไปกับเส้นทางนักกีฬาอาชีพ จากระดับ ปริญญาตรี และโท คณะรัฐศาสตร์ ล่าสุด น้องเมย์ รัชนก กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) ในปีการศึกษานี้

“ที่เลือกเรียนคณะนี้เพราะความสนใจ และช่วยให้เราเข้าใจระบบการเมือง การปกครอง และระบบต่าง ๆ ของประเทศ และน่าจะเหมาะกับการเป็นนักกีฬาอาชีพของเมย์ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ และมีตารางฝึกซ้อมที่อาจจะไม่ตรงกับการทำกิจกรรม หรือการทดลอง ในคณะต่าง ๆ ซึ่งความรู้ที่ได้จากการเรียนสาขานี้ เราสามารถนำไปปรับใช้ในสายกีฬาได้ โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องทำงานในสายการเมืองการปกครองเท่านั้น”

“เมย์อยากขอบคุณมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ขอบคุณอธิการบดี และคณาจารย์ทุกท่านที่ทำให้เมย์ได้อยู่บนเส้นทางนักกีฬาได้อย่างที่ตั้งใจ โดยไม่ไขว้เขว ไม่กังวลกับเวลาเรียน และสามารถปรึกษาอาจารย์ด้านการเรียนได้ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาค่ะ” น้องเมย์ รัชนกกล่าว

ด้าน รศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) กล่าวว่า เรามีคณะและสาขาครบทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นในด้านของ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นบริหารธุรกิจ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เรามีครบไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ซึ่ง มกธ.ได้เปิดคณะทันตแพทย์ศาสตร์ ระดับปริญญาตรีในปีการศึกษาที่ผ่านมา และกำลังจะเปิดคณะแพทย์ศาสตร์ในปีอีก 1-2 ปีนี้ โดยขณะนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมในทุก ๆ ด้านของคณะแพทยศาสตร์  ขณะที่คณะพยาบาลศาสตร์ ผลิตบัณฑิตไปแล้วจำนวน 10 รุ่น

ในส่วนของคณะศึกษาศาสตร์ มีระดับ ปริญญาตรี โท เอก  โดยมีสาขาเอกปฐมวัย เทคโนโลยีการศึกษา บริหารการศึกษา  หลักสูตรและการสอน เราจะต้องมีสถานที่ มีความพร้อมให้กับลูกศิษย์ได้ฝึก จึงเปิดโรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี  ซึ่งรับนักเรียนตั้งแต่  2 ขวบ เตรีมอนุบาล   ไปจนถึงอนุบาล 1 – 3   , ประถม 1 – 6  ,มัธยมต้น  1 – 3  , จนถึงมัธยมปลาย 1 –  6  ปัจจุบันเปิดครบตั้งแต่เตรียมอนุบาล จนถึง ม.ปลาย มีนักเรียนครบทุกชั้นเรียน  เปิดทั้งหลักสูตร 3 ภาษา เน้นภาษาไทย อังกฤษ จีน และเปิด English Program ทีผู้ปกครองต้องการให้ลูกเน้นภาษาอังกฤษ 

“ดิฉันทำงานด้านการศึกษามาหลายสิบปี ได้เห็นความสำเร็จของลูกศิษย์ นั่นคือความภาคภูมิใจ และเป็นความสุขที่สุดของอาชีพครูค่ะ  เวลาเลี้ยงลูกเราก็เลี้ยงสไตล์ครู ทำให้ลูกกล้าคิด กล้าทำ แก้ปัญหาเป็น มองเหตุการณ์ในอนาคตออกมาว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เราเลี้ยงลูกเรามาโมเดลนี้ลูกประสบความสำเร็จ เราก็ต้องการให้ลูกศิษย์ประสบความสำเร็จ ซึ่งก็ได้ผลจริงๆ  ลูกศิษย์ของเราส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ เป็นคนดีของสังคม และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า” รศ.ดร.บังอรกล่าว

สำหรับนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครองที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  โทร : 02-800-6800-5  เว็บไซด์ : www.bkkthon.ac.th  Facebook : มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี – BTU ที่อยู่ 16/10 ถนนเลียบคลองทวีวัฒนา แขวงทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170  หรือมาติดต่อด้วยตนเอง ที่ห้องรับสมัครนักศึกษา ตึกอธิการบดี ชั้น 1 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ระหว่างเวลา 08:30 น.-16:30 น. 

ศธ.เคาะแล้ว ‘ดิศกุล’ นั่งเลขาคุรุสภา-‘ธนพร’ นั่งเลขาสกสค. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515404

ศธ.เคาะแล้ว'ดิศกุล'นั่งเลขาคุรุสภา-'ธนพร'นั่งเลขาสกสค.

ศธ.เคาะแล้ว’ดิศกุล’นั่งเลขาคุรุสภา-‘ธนพร’นั่งเลขาสกสค.

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 11.26 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา  และคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้เสนอรายชื่อผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการ สกสค.ให้ที่ประชุมพิจารณาแล้ว ซึ่งคณะกรรมการสรรหาก็ได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและทำตามขั้นตอนเป็นไปตามกฏระเบียบต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะทั้งสองตำแหน่งมีการค้างคามาเป็นเวลานาน ก็หวังว่าเราจะได้ผู้บริหารที่สามารถดำเนินการบริหารงานได้อย่างเต็มที่

“ผมติดว่าทั้งสองท่านที่ได้รับโอกาส ผมก็ได้เห็นการทำงานของทั้งสองท่านในองค์กรที่อาจจะต้องใช้ความสามรรถในการบริหารมากพอสมควร และเห็นประสิทธิภาพในการบริหาร ฉะนั้น ก็น่าจะเป็นการทำงานที่ต่อเนื่อง รวมถึงจะสามารถรับแนวทางและรับนโยบายต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการไปดำเนินการต่อกับกลุ่มที่เรียกว่ามีความสำคัญมากๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ คือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ก็หวังว่าในการแต่งตั้งครั้งนี้ จะทำให้เราสามารถขยายผลความสำเร็จในการทำให้ภาระของครู ทั้งเรื่องสวัสดิการ หรือการเข้าสู่ตำแหน่งและทุกๆอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องดูความสามารถในการบริหาร เพราะหลังจากนี้ผู้ที่ได้รับการสรรหาก็จะต้องเสนอแผนการทำงานภายใน 30 วัน ซึ่งคณะกรรมการฯก็มีสิทธิที่จะไม่พิจารณาแผนหากเห็นว่าแผนไม่เหมาะสม หรือต้องให้ปรับปรุง และหลังจากนั้นก็จะมีการประเมินการทำงาน 6 เดือน และ 1 ปี ซึ่งตรงนี้จะแตกต่างจากผู้บริหารทั่วๆไป เพราะถ้าประเมินแล้วไม่ผ่านสัญญาจ้างก็ยกเลิกทันที ก็เป็นความกดดันในระดับหนึ่งของผู้บริหาร ซึ่งระหว่างนี้ก็รอผู้ที่ถูกคัดเลือกทั้ง 2 ตำแหน่ง มาเซ็นสัญญา

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีกระแสว่ามีการล็อคสเป็คมาแล้วว่าต้องเป็นคนนี้ และมีการประชุมอย่างเร่งด่วนก็เพื่อให้ขบวนการเสร็จโดยเร็วที่สุดนั้น ตนว่าเราเอาปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าจะเรื่องอะไรต่างๆ รวมถึงความไมชัดเจนในหลายๆ เรื่อง มาเป็นองค์ประกอบในการดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดการคาราคาซังของปัญหา แต่ถ้ามีการมองว่าการสรรหาครั้งนี้เป็นขบวนการที่ไม่ถูกต้อง ก็เป็นสิทธิที่จะร้องเรียนในเรื่องต่างๆ ได้ แต่ตนคิดว่าน่าจะให้เกียรติผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงฯ เพราะถ้าดูจากการลงคะแนนต่างๆ ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ จึงอยากให้คำนึงถึงแนวทางการทำงานและให้เกียรติผู้บริหารกระทรวงในการตัดสินใจดำเนินการ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านสวัสดิภาพและสวัสดิการให้กับบุคลากรที่สำคัญที่สุด

ด้าน นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ คณะทำงานฝ่ายกฏหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาเห็นสมควรให้ นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ดำรงค์ตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา และนายธนพร สมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังไม่สิ้นสุดเพราะต้องเรียกทั้งสองคนมาเจรจาและดูรูปแบบสัญญา เนื่องจากสัญญามีความเข้มข้นมากและมีการประเมินการทำงานและมีการวางค้ำประกันด้วย

สังคมผู้สูงอายุ จูงมือ NEW NORMAL มาด้วยกัน ถึงเวลาที่คนไทยต้องเตรียมพร้อมเต็มพิกัดได้แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515277

สังคมผู้สูงอายุ จูงมือ NEW NORMAL มาด้วยกัน  ถึงเวลาที่คนไทยต้องเตรียมพร้อมเต็มพิกัดได้แล้ว

สังคมผู้สูงอายุ จูงมือ NEW NORMAL มาด้วยกัน ถึงเวลาที่คนไทยต้องเตรียมพร้อมเต็มพิกัดได้แล้ว

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ประเทศไทยนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป กำลังเดินเข้าสู่สังคมของผู้สูงวัย อย่างชนิดที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ และการเกิดสังคมของผู้สูงวัยนี้ มันมาพร้อมๆ กับ NEW NORMAL วิถีธรรมดาของคนยุคใหม่ อีกด้วย

NEW NORMAL ของคนหนุ่ม จะมุ่งเน้นที่ตัวเองเป็นหลัก เพื่อการหาเลี้ยงชีพ และดำรงชีวิตเพื่อให้อยู่รอด และทัดเทียมกับคนอื่นๆ จึงทำให้เกิดภาวะห่างเหินจากสังคมยุคเก่า ที่เคยมีพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่เป็นจุดศูนย์กลาง ความช่วยเหลือที่เคยแน่นเฟ้นตามธรรมเนียมวัฒนธรรมเริ่มหย่อนยาน คลายตัวลงไป ปล่อยภาวะการช่วยเหลือให้กลายเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล พูดสั้นๆคือ “ตัวใครตัวมัน”

NEW NORMAL ของผู้สูงอายุ ที่เคยได้พึ่งพาอาศัยลูกหลาน อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ลดน้อยลงอย่างมีนัย ดังนั้นการพึ่งตัวเอง จึงเป็นปณิธานที่ผู้สูงอายุจะต้องคำนึงและยึดมั่นเอาไว้ให้เป็นสรณะของตัวเอง ที่ต้องตระหนักถึงการเก็บออม เพื่อเป็นทุนรอนให้กับตัวเอง ยามที่ไร้คนดูแล

ผมได้คุยกับ นายแพทย์วิโรจน์ตันติโกสุม อายุรแพทย์หัวใจและหลอดเลือดถึงเรื่องนี้ คุณหมอบอกว่า “ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้”ผู้สูงอายุ ที่เคยชินกับวิถีเก่าๆ ต้องปรับตัวเอง เพื่อให้อยู่รอดในภาวะแห่งวิถีสามัญยุคใหม่

คุณหมอให้ความเห็นว่า เพราะการเกิดวิถีสามัญใหม่นี่เอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้ง “ชีวาโฮมแคร์” ขึ้นมา เพื่อรองรับ ความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของผู้สูงอายุ โดย ชีวาโฮม จะทำหน้าที่เป็น ChewaHome Care ศูนย์ฟื้นฟูและดูแลผู้สูงอายุที่ได้เล็งเห็นว่าการดูแลผู้สูงอายุในศูนย์ดูแลเป็นสิ่งสำคัญที่ใกล้ชิดและช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที โดยทาง ชีวาโฮมแคร์จะมีทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์มาคอยดูแลโดยเฉพาะ ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ, ผู้ช่วยเหลือทางการพยาบาล,นักกายภาพบำบัด, นักกิจกรรมบำบัดและ แม่บ้าน โดยจะเปิดการดูแลแบบรายชั่วโมง, รายวัน, รายอาทิตย์ หรือ รายเดือน เพื่อรองรับกับ วิถีสามัญยุคใหม่ หรือ NEW NORMAL

สำหรับอัตรา ค่าใช้จ่าย ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะสามารถรองรับได้ โดยอาจจะแทบไม่ต้องพึ่งพาเงินของลูกหลาน เพราะเริ่มต้น รายวันเพียงวันละ พันกว่าเท่านั้นเองหากจะค้างคืน ก็เพิ่มอีกสามสี่ร้อยบาท เป็นพันบาทกลางๆ คิดแล้ว คล้ายๆ กับ เข้าไปนั่งรับประทานอาหารชุดใหญ่ในร้านอาหารขนาดกลางๆ เท่านั้นเอง โดย ตลอดเวลาที่อยู่ในศูนย์ จะมีกิจกรรม มีพยาบาล มีแม่บ้านมาคอยดูแล ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ และมีกิจกรรมให้ทำแก้เหงาหากต้องการ หรือถ้าไม่ต้องการจะใช้เวลานอนเล่น พักผ่อนแบบชิลๆ ไปตลอดทั้งวันก็ได้ เพราะที่นี่มีบรรยากาศร่มรื่นอากาศดี เหมาะสำหรับคนป่วยและผู้สูงอายุ โดยจะมีการดูแลทางพยาบาลและการช่วยเหลือกิจวัตรประจำวัน 24 ชม. ตลอดจนติดตามการใช้ยาอาการผิดปกติต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้เป็นโรคไต และผู้ป่วยอัมพาต ทีมกายภาพบำบัด พยาบาล และแพทย์เฉพาะทางของชีวา พร้อมที่จะฟื้นฟูให้ท่านแข็งแรงและกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัวโดยเร็ว

จัดได้ว่า เป็น NEW NORMAL ของผู้สูงอายุอีกส่วนหนึ่งในการ รองรับกับNEW NORMAL ของลูกหลาน ที่มีช่วงว่างทางสังคมห่างออกไปจากเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปี

ชีวาโฮมแคร์ ตั้งอยู่ที่ 8/9 ถนนทางหลวงชนบท นนทบุรี โทร.092-3642915,096-0894800 แม้โลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่โลกก็เปิดช่องว่างให้เรามีทางออกตลอดเวลาเช่นกัน

อธิการบดี แจงวัฒนธรรมการกินสไตล์สวนดุสิต ‘สามเครื่อง’ อย่าได้ขาด โดยเฉพาะสำรับอาหารไทยแท้ๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515276

อธิการบดี แจงวัฒนธรรมการกินสไตล์สวนดุสิต  ‘สามเครื่อง’อย่าได้ขาด โดยเฉพาะสำรับอาหารไทยแท้ๆ

อธิการบดี แจงวัฒนธรรมการกินสไตล์สวนดุสิต ‘สามเครื่อง’อย่าได้ขาด โดยเฉพาะสำรับอาหารไทยแท้ๆ

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.ศิโรจน์ผลพันธิน อธิการบดี เล่าเรื่อง “เครื่องเคียง” การรับประทานตามแบบวัฒนธรรมสวนดุสิตในกิจกรรมจิบกาแฟ ฟังเรื่องเล่า ซึ่งจัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตวิทยาเขตสุพรรณบุรี ว่า การรับประทานอาหารของ ม.สวนดุสิต จะแตกต่างจากที่อื่น เพราะเราสอนวิธีการกิน ให้ความสำคัญกับการจัดเมนูอาหาร อะไรควรกินด้วยกันได้สำรับอาหารไทยแท้ๆ ต้องมี3 เครื่อง คือ เครื่องจิ้ม : เป็นองค์ประกอบของสำรับอาหาร ที่ช่วยให้รสชาติของอาหารคาวดีขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็น น้ำพริก น้ำบูดูหรือหลนต่างๆ จัดไว้ทานคู่กับ ผักสดหากไม่มี น้ำพริกปลา ก็ถือเป็นเครื่องจิ้มได้,· เครื่องแนม : จะไว้ใช้ทานคู่กับเครื่องจิ้ม สามารถเปลี่ยนไปตามยุคสมัย หรือตามวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นๆ อาจเป็น เนื้อสัตว์ที่จัดมาให้ทานด้วยกัน เช่น ปลาทอดกุ้งทอด หมูทอด ไส้กรอกปลาแนมฯลฯ และ เครื่องเคียง : จัดว่าเป็นอาหารชนิดหนึ่งในสำรับ และมีไว้เพื่อให้คนที่ไม่ทานเครื่องจิ้มสามารถเลือกทานเครื่องเคียงแทนได้ เพราะทั้งเครื่องจิ้ม และเครื่องเคียง ถูกจัดมาเพื่อทานคู่กันต้องไปด้วยกันได้ เช่น น้ำพริกกะปิทานเคียงกับ ต้มจืดมะระ ผัดผัก หรือแกงเขียวหวานเนื้อ เพื่อให้รสชาติอาหารของเครื่องจิ้มลดความเข้มข้นลง ซึ่งการกินให้ถูกต้องตามแบบวัฒนธรรมสวนดุสิต จะเน้นความประณีตในการคัดสรรวัตถุดิบ แต่คงคุณภาพดั้งเดิม สามารถ“บอกวิธีการกิน และเล่าความเป็นมาได้” นอกจากนี้ ต้องพัฒนาฝีมือควบคู่วิชาการ จึงฝากให้คณาจารย์กลับไปทบทวนมาตรฐานอาหารตามแบบวัฒนธรรมสวนดุสิต เพื่อให้อัตลักษณ์ด้านอาหารเกิดการต่อยอดและพัฒนา ให้ยั่งยืนต่อไป

‘เด็กเก่ง ศรีปทุม’ รับเงินแสนจาก ก.วัฒนธรรม สร้างผลงานมารยาทไทยแก้ไขปัญหาจราจร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515274

‘เด็กเก่ง ศรีปทุม’ รับเงินแสนจาก ก.วัฒนธรรม  สร้างผลงานมารยาทไทยแก้ไขปัญหาจราจร

‘เด็กเก่ง ศรีปทุม’ รับเงินแสนจาก ก.วัฒนธรรม สร้างผลงานมารยาทไทยแก้ไขปัญหาจราจร

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ทีมนักศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ และคณะดิจทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุม คว้ารางวัลชนะเลิศ พร้อมรับมอบถ้วยรางวัลและเงินรางวัล 1 แสนบาทจาก รมว.กระทรวงวัฒนธรรมในการประกวดคลิปวีดีโอเผยแพร่มารยาทไทยแก้ไขปัญหาจราจร โดยนักศึกษาจาก 2 คณะดัง มหาวิทยาลัยศรีปทุม ใช้ชื่อทีมว่า Who do ประกอบด้วย นายภควัตเสถียรสวัสดิ์, นายกิตติภพ ถิ่นกมุทนักศึกษาสาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ และนางสาวนลิน แตงบุตน นักศึกษาสาขาแอนิเมชันและวิชวลเอฟเฟ็กต์ คณะดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุม เข้ารับมอบถ้วยรางวัลชนะเลิศ และเงินรางวัล 100,000 บาทจากการประกวดทำคลิปเผยแพร่มารยาทไทยแก้ไขปัญหาจราจร ภายใต้หัวข้อ “สัญจรดี วิถีไทย” ระดับอุดมศึกษาฯ จากผลงานชื่อ “ซื้อชิฟไหมครับ?” เพื่อสร้างความตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของมารยาทไทยและมารยาทในสังคม รวมถึงการสร้างวินัยการจราจรโดยเฉพาะ การใช้สื่อโซเชียลเผยแพร่ความไม่เหมาะสมต่างๆ จากนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่เป็นประธานมอบรางวัล

สำหรับโครงการจัดการประกวดการเขียนเรื่องสั้น หัวข้อ “มารยาทไทย และมารยาทในสังคม” และการประกวดทำคลิปเผยแพร่ “มารยาทไทย แก้ไขปัญหาจราจร” ในหัวข้อ “สัญจรดีวิถีไทย” ซึ่งจัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐหลายภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังในการใช้รถใช้ถนนด้วยความปลอดภัย มีจิตสำนึก รับผิดชอบมีน้ำใจ และเอื้ออาทรให้แก่กันบนท้องถนน มีมารยาทที่ดีในการขับขี่ยานพาหนะ กระตุ้นจิตสำนึก โดยใช้มารยาทไทยควบคู่กับวินัยจราจร มีน้ำใจไมตรี และการไหว้ขอบคุณและขอโทษ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและการตระหนักรู้ ให้แก่เด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไป

ศธ. ผนึกกำลังภาคเอกชน สร้างแพลตฟอร์ม DEEP ลดความเหลื่อมล้ำ มุ่งสู่การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515303

ศธ. ผนึกกำลังภาคเอกชน สร้างแพลตฟอร์ม DEEP ลดความเหลื่อมล้ำ มุ่งสู่การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

ศธ. ผนึกกำลังภาคเอกชน สร้างแพลตฟอร์ม DEEP ลดความเหลื่อมล้ำ มุ่งสู่การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ

วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 17.21 น.

ศธ.เปิดตัว DEEP-ดิจิทัล แพลตฟอร์มทางการศึกษายกกำลังสอง ดิสรัปชั่นทั้งระบบ เก็บฐานข้อมูลบุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน ต่อยอดการพัฒนาทุนมนุษย์ Google-Microsoft ร่วมหนุนใช้ระบบ Single Sign-on ครั้งแรกในไทย TRDI เชื่อมั่นเยาวชนไทยได้รับการพัฒนาด้านการศึกษาแน่นอน

วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๓ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เป็นประธานเปิดงาน “Education Digital Disruption ปลดล็อกการศึกษาไทยด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล” หรือการเปิดแพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศที่เรียกว่า DEEP (Digital Education Excellence Platform) ณ โรงเรียนวัดราชบพิธ เวลา ๑๓.๐๐ น.

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในฐานะประธานเปิดงานว่า ตนเองมีความมุ่งมั่นที่จะใช้ระบบการศึกษาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาทุนมนุษย์หรือ Human Capital สู่ความเป็นเลิศ โดยมุ่งเน้นให้กระบวนการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ “ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง” เพื่อรองรับการปฏิรูปทางการศึกษาตามแผนงานการศึกษายกกำลังสอง โดยมี DEEP เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบูรณาการการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

“DEEP ถือเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างความเท่าเทียมของระบบการศึกษา สร้างความยืดหยุ่นในการเรียนการสอนมากขึ้น ซึ่งเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่มีหลักสูตรต่างๆ รองรับ โดยผู้เรียนสามารถเลือกหัวข้อเรียนตามสมรรถนะที่ต้องการพัฒนาได้ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียน คุณครู และผู้บริหารสถานศึกษา ที่สำคัญจะเป็นการตอบโจทย์สมรรถนะของบุคลากรที่ภาคเอกชนหรือตลาดต้องการ โดยประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้ามาเรียนเพื่อการ Re-Skill เพิ่มทักษะของตัวเองได้เช่นกัน เพราะ DEEP เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

“เราต้องการสร้างทุนมนุษย์ ดังนั้นการศึกษามีเป้าหมายสำคัญในการที่จะสร้างให้คนไทยทุกคนประสบความสำเร็จในอาชีพที่เขาต้องการ ถ้าหากเราสามารถทำแบบนี้ได้ เราก็จะมีคนที่มีความสามารถทั่วทั้งประเทศเราต้องมาร่วมกันสร้างการศึกษายกกำลังสอง การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นเลิศในแบบฉบับของแต่ละคน เพราะถือว่าอนาคตของเด็กไทย คืออนาคตของประเทศชาติ” นายณัฎฐพลกล่าว

ทั้งนี้จากปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว (Digital Transformation) ในโลกศตวรรษที่ ๒๑ รวมไปถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ กระทรวงศึกษาธิการภายใต้การนำของ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบัน มีนโยบายให้กระทรวงศึกษาธิการผนึกกำลังร่วมกับภาคเอกชนและภาคสังคม ในการ “ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง” เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนการศึกษา ปฏิรูปสู่ความเป็นเลิศอย่างแท้จริงและยั่งยืน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนกว่า ๑๐ ล้านคนของประเทศสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่มีคุณภาพ และมีทางเลือกที่หลากหลายในการเรียนรู้ ให้ทั้ง “ครูเก่ง นักเรียนเก่ง” เพื่อสร้างทุนมนุษย์รองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก

จึงได้เกิดเป็น “แพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ” หรือ “Digital Education Excellence Platform” หรือ DEEP หนึ่งในกลไกหลักเพื่อขับเคลื่อนการศึกษา โดย DEEP คือห้องเรียนออนไลน์ขนาดใหญ่ที่สามารถตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมทั้งพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งเน้นทักษะเฉพาะทางตามความต้องการของตลาด ด้วยการเสริมความรู้ตามหลักสูตรตามฐานสมรรถนะและความรู้ตามความสนใจซึ่งทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลขนาดไหนก็ตาม

จากสถิติของกระทรวงศึกษา พบว่ามีตลาดผู้เรียนกว่า ๑๐ ล้านคนโดยประกอบด้วย นักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษา ขณะที่นอกระบบการศึกษามีภาคสังคมที่ต้องการการพัฒนาทักษะที่จำเป็น และขณะเดียวกันภาคเอกชนก็มีผู้ผลิตคอนเท้นต์ที่มีประโยชน์มากมาย DEEP จึงเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาความรู้ต่างๆ ได้มากขึ้น โดยในช่วงระยะแรกของ DEEP เริ่มต้นให้การพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ และทักษะด้านดิจิทัลให้กับนักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษา โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนที่เป็นผู้ผลิตหลักสูตรชั้นนำและได้รับการยอมรับทั่วโลกด้านมาตรฐานการประเมินผล อาทิ Google, Microsoft, Cambridge Assessment English, Pearson, British Council, IC3, ICDL, Arkki และมหาวิทยาลัยในเครือราชภัฏ ในการอัพโหลดเนื้อหาขึ้นบนแพลตฟอร์ม

นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า DEEP เป็นดิจิทัล ดิสรัปชั่น ทางการศึกษา ที่จะช่วยปรับเปลี่ยนการบริหารงาน และการพัฒนาทรัพยากรครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา โดยด้านกระบวนการบริหารจัดการภายใน กระทรวงศึกษาธิการจะมีฐานข้อมูลของบุคลากร และเด็กนักเรียนทั้งหมดที่ครบถ้วนทันที  เป็นบิ๊กดาต้า ผ่านระบบดิจิทัล จากปัจจุบันที่การบันทึกเก็บข้อมูลด้วยระบบเอกสารมากกว่า ๕๐ เปอร์เซนต์ ทำให้ไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้ได้ทันเวลาเพื่อปรับเปลี่ยน หรือวางนโยบายเพื่อพัฒนาบุคลากรได้

“ระบบ DEEP จะทำงานผ่าน ๓ ส่วน ได้แก่ ระบบ Classroom Management, School Management และ Office Management เพื่อระบบบริหารจัดการภายในทั้งด้านงบประมาณ ครุภัณฑ์ ระบบระเบียนเด็ก ซึ่งลงทะเบียนเพียงครั้งเดียวก็สามารถดึงข้อมูลมาใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน DEEP ช่วยปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมขององค์กรทางการศึกษา เป็นการเปลี่ยนกรอบวิธีคิดด้านการเรียนการสอน และสิ่งแวดล้อมทางการเรียน เปลี่ยนรูปแบบให้ห้องเรียนเป็นที่ฝึกฝนคล้ายคลึงกับห้องปฏิบัติการ หรือเรียนรู้ผ่านโครงงานในภาคปฏิบัติ ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่มีในระบบ DEEP สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับจากนี้ ๑๒ เดือน ข้อมูลจะสามารถคลิกดูด้วยปลายนิ้วทันที” นายวราวิชกล่าว และเสริมว่า ภายใต้ระบบ DEEP ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบการจัดหางานให้กับผู้จบการศึกษา เพื่อให้สามารถมีงานทำภายหลังจบการศึกษาได้ทันทีอีกด้วย   

ด้านคุณ Tenzin Dolma Norbhu, Director of Government Affairs and Public Policy Southeast Asia, Google Asia Pacific กล่าวว่า กูเกิล มีความยินดีที่กระทรวงศึกษาธิการเห็นความสำคัญและมีความมุ่งมั่นในการวางแผนเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของประเทศ

“ดิฉันอยากจะเน้นความสำคัญว่าหัวใจของความสำเร็จในการสร้างเทคโนโลยีดิจิทัล คือการสร้างประโยชน์และความสะดวกให้เกิดขึ้นแก่ผู้ใช้ซึ่งได้แก่คุณครู นักเรียน และบุคคลากรทางการศึกษาของไทย ดังนั้นสิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่การสร้างเพื่อให้มีอยู่ แต่ต้องมีการเรียนรู้ ปรับปรุง และทำให้ดีขึ้นอยู่เสมอเพื่อผู้ใช้ระบบทุกคนต่อไป” Tenzin Dolma Norbhu กล่าว

นายปวิช ใจชื่น รองกรรมการผู้จัดการ สานงานกลุ่มธุรกิจภาครัฐ ภาคการศึกษา และสาธารณสุข บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง “DEEP” ว่า การเกิดโควิด-๑๙ ก่อให้เกิดการปรับกระบวนการในเกือบทุกแขนงอย่างรวดเร็วซึ่งรวมไปถึงด้านการศึกษาด้วย โดยเป็นตัวเร่งให้ทั้งระบบซึ่งเริ่มต้นจากผู้บริหารโรงเรียนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านไอที เพื่อปรับกระบวนการครั้งใหญ่ที่สอดคล้องกันตั้งแต่บุคลากร อาจารย์ นักเรียน ระบบและหลักสูตรต่างๆ เพื่อให้ระบบการศึกษามีความต่อเนื่อง และเมื่อเราต้องเดินต่อ การศึกษาแบบผสมผสาน หรือ Hybrid นั้นจะสามารถมาประสานแนวทางต่อจากนี้ได้เป็นอย่างดี

“ผมเชื่อมั่นว่าโครงการนี้ของกระทรวงศึกษาจะเป็นรากฐานที่ดีให้กับการศึกษาไทยตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงอนาคต ด้วยเป้าหมายที่ไม่เพียงแต่จะสร้างวิถีใหม่ของการศึกษาแต่ยังสามารถดำรงเป็นศูนย์กลางเพื่อพัฒนาทักษะและสร้างการเรียนรู้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในทิศทางที่ถูกต้องตามที่กำหนด ซึ่งในระหว่างช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ โรงเรียนและระบบการศึกษาคงต้องมุ่งแสวงหาวิธีที่ดีที่สุดเพื่อก้าวข้ามความท้าทายในครั้งนี้ ผมเชื่อว่าเมื่อศาสตร์แห่งการสอนจากอาจารย์มาจับคู่กับเทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนเฉพาะเพื่อการศึกษาแบบผสมผสาน จะสามารถเข้ามาขับเคลื่อนผลสัมฤทธิ์ด้านการศึกษาอันเป็นเลิศ สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเติมเต็มประสบการณ์ด้านการศึกษาให้แก่ครูและนักเรียนได้ดีที่สุด”

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI กล่าวว่า การศึกษาไทยต้องปรับเปลี่ยน โดยต้องเน้นการพัฒนาทักษะใน ๔ ด้าน ได้แก่ ทักษะด้านการคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking) การทำงานเป็นทีม (Collaboration) และมีทักษะการสื่อสารที่ดี (Communication) หากทำได้เชื่อว่า เยาวชนไทยจะได้รับการพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งการศึกษายกกำลังสองของกระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเยาวชนผ่านระบบดิจิทัล ดิสรัปชั่น ทำให้ตนนั้นมีความหวังต่อการพัฒนาระบบการศึกษาไทย

สำหรับการใช้งานบนแพลตฟอร์ม DEEP นั้นเป็นระบบการล็อกอินเดียว (Single Sign-on) โดยเมื่อลงทะเบียนบน DEEP ในครั้งแรกและได้รับอีเมลจากระบบก็สามารถเข้าใช้แพลตฟอร์มอื่นๆ อย่าง กูเกิล ไมโครซอฟต์ผ่านแพลตฟอร์ม DEEP ได้ และในอนาคตทางกระทรวงศึกษาธิการยังได้วางแผนให้ DEEP ได้เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่นอกจากจะช่วยพัฒนาองค์ความรู้ให้นักเรียนและครูในระบบแล้ว ยังช่วย “ปรับเปลี่ยน” ระบบการเรียนการสอนของไทย ให้นักเรียน นักศึกษาได้ทำการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองนอกห้องเรียน และนำมาวิเคราะห์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณครูที่จะรับหน้าที่ในการเป็นผู้อำนวยความสะดวกทางการเรียนหรือ Facilitator ได้ด้วย

นอกจากนี้  DEEP ยังสามารถเก็บสถิติการเรียนการสอนในแต่ละครั้งของนักเรียนและครู โดยในปัจจุบันตั้งแต่เปิดการใช้ DEEP อย่างไม่เป็นทางการนั้นมีผู้เรียนล็อกอินเพื่อใช้ DEEP ไปแล้วกว่า ๔๕๐,๐๐๐ ครั้ง ซึ่งจากการเก็บสถิติที่เป็นประโยชน์ของ DEEP นี้ จะช่วยในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการประเมินทั้งกระบวนการในรูปแบบ Lifetime Development Profile ที่จะบันทึกเส้นทางการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองได้

ซึ่งการพัฒนาด้านการจัดการในครั้งนี้ทาง  Dr. Libing Wang, Senior Programme Specialist in Higher Education of Section for Educational Innovations and Skill Development (EISD), UNESCO Bangkok กล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาของทุกประเทศ ซึ่งหากทุกประเทศมีเด็กและเยาวชนที่มีคุณภาพ จะส่งเสริมให้ประชากรของประเทศนั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งในสถานการณ์การแพร่ของโรคโควิด-๑๙ ที่ผ่านมา เป็นการส่งสัญญาณเตือนคนทั่วโลก ให้เกิดตื่นตัว และเตรียมพร้อมรับการปรับเปลี่ยนแนวทางการเรียนการสอน สำหรับตัวเด็กและเยาวชน ซึ่งคนที่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด จะเก่งที่สุดเช่นกัน

ทั้งนี้ DEEP จึงเป็นห้องเรียนแห่งชาติที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เข้าถึงความรู้ที่ทันสมัย ทันต่อโลก ง่ายแค่เพียงคลิกเดียว โดยสามารถเข้าชมหน้าแพลตฟอร์ม DEEP ได้ที่ http://www.deep.go.th และภายใต้แผนงานการศึกษายกกำลังสองนั้น ยังมีชิ้นส่วนต่ออีกชิ้นหนึ่งที่จะช่วย “ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง” ระบบการศึกษาทั้งหมด ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ ๑๙ กันยายนนี้ กับการเปิดตัวศูนย์ต้นแบบ Human Capital Excellence Center (HCEC) หรือศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ ณ โรงเรียนสตรีวิทยา 2 ซึ่งเป็นอีกกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทยในศตวรรษที่ ๒๑

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DEEP และการศึกษายกกำลังสองได้ที่ นันท์ณภัส ธิปธรารัตนศิริ (ออม) โทร. 064-245-1941 Email: nannaphat.moe@gmail.com

โรงจำนำของรัฐแจกทุนสู้วิกฤติโควิด เอาใจลูกค้าจ่ายดอกเบี้ยผ่านออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515302

โรงจำนำของรัฐแจกทุนสู้วิกฤติโควิด  เอาใจลูกค้าจ่ายดอกเบี้ยผ่านออนไลน์

โรงจำนำของรัฐแจกทุนสู้วิกฤติโควิด เอาใจลูกค้าจ่ายดอกเบี้ยผ่านออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 17.21 น.

สถานธนานุเคราะห์ หรือ โรงจำนำของรัฐ ช่วยลดภาระผู้ปกครองช่วงวิกฤติโควิด จัดมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรหลานของลูกค้าที่นำทรัพย์สินมาจำนำ  พร้อมเปิดอบรมการตรวจสอบทองคำ และบริการใหม่จ่ายดอกเบี้ยผ่านออนไลน์ 

นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเปิดเผยว่า จากนโยบายของนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือพม.ได้ให้การช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางทางสังคมซึ่งได้รับผลกระทบจำนวนมากจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19ทั้งการถูกเลิกจ้าง รายได้ที่ลดลงแต่รายจ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานธนานุเคราะห์ให้บูรณาการการช่วยเหลือผู้มาใช้บริการโรงรับจำนำของรัฐที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19

ด้าน นายประสงค์ พันธ์ลิมา ผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์หรือ สธค.กล่าวว่าทางสธค.ได้ขับเคลื่อนกิจกรรมหลายอย่าง ล่าสุดมีกิจกรรมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของสธค. โดยมอบทุนการศึกษาแก่บุตรของผู้มาใช้บริการที่มีรายได้น้อย มีผลการเรียนดี และความประพฤติดี แต่ขาดทุนทรัพย์ จำนวนทั้งสิ้น104ทุน จำนวนเงิน312,000บาท จัดมาต่อเนื่องเป็นปีที่4แล้วทั้งนี้เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองและสนับสนุนให้เยาวชนได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ทุนนี้จะเป็นขวัญและกำลังใจในการตั้งใจเรียนเพื่อเป็นรากฐานทางการศึกษาสู่การมีอาชีพที่สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ทั้งยังสามารถนำความรู้ไปช่วยพัฒนาสังคมและประเทศได้ในอนาคต

 อีกโครงการได้จัดอบรมการบริหารเงินและการดูทองคำ จำนวน40คน เป็นการนำองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องการวิเคราะห์ทองคำ โดยเฉพาะเรื่องของราคาทองคำและตรวจสอบคุณลักษณะ ทั้งนี้เพื่อเผยแพร่สร้างประโยชน์สู่สังคม ซึ่งทองคำมีบทบาทสำคัญและเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดด้านการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการเงิน ยิ่งกว่านั้นปัจจุบันทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่ซื้อง่าย ขายคล่องได้รับการยอมรับในระดับนานาประเทศ จะช่วยสร้างงานสร้างอาชีพในด้านนี้มากขึ้น

และล่าสุดสธค.ยังได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทยดำเนินการโครงการส่งดอกเบี้ยรับจำนำออนไลน์โดยให้ผู้มาใช้บริการรับจำนำสแกนไปที่ QR CODE ในตั๋วจำนำก็สามารถชำระเงินค่าดอกเบี้ยทุกวัน ตลอด24ชั่วโมง โดยไม่มีค่าธรรมเนียม ผ่านแอพพลิเคชั่นกรุงไทยNextได้สะดวกรวดเร็ว นับเป็นนวัตกรรมที่ทันสมัยเพื่อให้บริการกับผู้ใช้โรงจำนำทันต่อความต้องการและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนโดยเฉพาะเรื่องปัญหาของการขาดส่งของที่มาจำนำอย่างเช่นทองคำ

อนึ่งสถานธนานุเคราะห์เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นโรงรับจำนำของรัฐที่จัดตั้งขึ้นมาช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ประสพปัญหาเฉพาะหน้าขาดแคลนเงินใช้ในการดำรงชีพและการประกอบอาชีพ โดยการนำทรัพย์สินมาจำนำเสียดอกเบี้ยในอัตราต่ำ

‘ครูตั้น’ ชื่นชมความสำเร็จ! เด็กกรุงเทพคริสเตียนฯ ส่งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรอวกาศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515268

‘ครูตั้น’ชื่นชมความสำเร็จ! เด็กกรุงเทพคริสเตียนฯ ส่งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรอวกาศ

‘ครูตั้น’ชื่นชมความสำเร็จ! เด็กกรุงเทพคริสเตียนฯ ส่งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรอวกาศ

วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.58 น.

31 สิงหาคม 2563 ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้เยี่ยมชมโครงการ “BCC SPACE PROGRAM : การส่งดาวเทียม BCCSAT-1 เข้าสู่วงโคจรอวกาศ” ในปลานปี 2563 นี้ โดยมีนายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ศ.พิเศษ เรวัต ฉ่ำเฉลิม ประธานคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ พร้อมผู้บริหาร และนักเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ ให้การต้อนรับ 

โดยนายณัฏฐพล กล่าวว่า ขอชื่นชมยินดีในความสำเร็จด้านวิชาการของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ โดยเฉพาะโครงการ  BCC SPACE PROGRAM ที่จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นความสนใจของนักเรียนให้มีความสนใจด้านเทคโนโลยีอวกาศ และสามารถสร้างสรรค์ผลงาน ได้เห็นตัวอย่างที่ดีของการศึกษา เป็นกระบวนการความร่วมมือของครู นักเรียนและสถานศึกษาที่สนับสนุนสิ่งที่นักเรียนชอบ ขณะเดียวกันมีการผสมผสานให้ความรู้จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเด็กที่จำเป็นต้องหาความรู้ในโลกปัจจุบัน ซึ่งทางโรงเรียน ผู้บริหารต้องเปิดกว้าง หากพบเจอเด็กที่มีความสามารถควรสนับสนุนในแนวทางที่ถูกต้อง 

ซึ่งโครงการนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่หลายโรงเรียนสามารถนำไปใช้ได้ ตรงกับแนวทางของศธ.ที่ต้องการสนับสนุนการพัฒนานักเรียนตามสมรรถนะ ความสามารถ และความตั้งใจของนักเรียน ซึ่งครูต้องมีส่วนเข้ามาช่วยนักเรียนในการค้นคว้าหาความรู้ และจากที่ฟังเด็กๆไม่ได้พูดถึงความสำเร็จของการส่งดาวเทียม แต่พูดถึงทักษะและความชอบของแต่ละบุคคลที่แตกต่างออกไป เพราะฉะนั้นโรงเรียนทั่วประเทศต้องเปิดโอกาสในส่วนนั้น และในอนาคต ศธ. ก็จะปรับหลักสูตรให้นักเรียนสามารถพัฒนาตนเองได้ตามทักษะที่ต้องการ ไม่ใช่นำบริบทเดียวมาครอบเด็กทุกคน 

“ครั้งนี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับเด็กๆ ซึ่งพบว่า แต่ละคนมีความสามารถและความต้องการต่างกัน อย่างการทอสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ผมก็ได้สอบถามเด็กว่าอยากสอบโอเน็ตหรือไม่ เด็กบางคนบอกไม่อยากสอบ และมีข้อเสนอผมว่าสามารถเลือกสอบหรือไม่สอบโอเน็ตได้หรือไม่ ดังนั้น อนาคต ศธ. ก็อาจต้องมาพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะปีการศึกษา 2563 ซึ่งมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 ซึ่งทำให้การศึกษาแต่ละพื้นที่ไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น โดยในสัปดาห์หน้าผมจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมเกี่ยวกับการสอบโอเน็ต เพราะช่วงนี้เป็นเวลาที่ต้องมีการปรับหลางอย่างในศธ. ข้อร้องเรียนหลายเรื่องก็สอดคล้องกับสิ่งที่ศธ. กำลังดำเนินการอยู่ อะไรที่เป็นอุปสรรคในการจัดการศึกษา ก็ต้องรีบหาทางแก้ไข เป็นโอกาสที่จะปรับฐาน และวางรากฐานการศึกษาเพื่อแข่งขันในอนาคต โดยใน 2-3 ปีนี้ต้องเร่งดำเนินการวางรากฐานการศึกษาให้เข้มแข็ง ทั้งนี้ การหารือในเรื่องโอเน็ตก็จะดูในสองส่วน คือ การแก้ปัญหาระยะสั้น เฉพาะปี 2563 ที่มีเชื้อโควิดเข้ามาเกี่ยวข้อง และอาจมีการระบาดในรอบต่อไป ๆ จึงต้องหารือในแก้ปัญหาระยะยาวตามความเหมาะสมว่าควรจะมีหรือไม่มีการสอบโอเน็ต” นายณัฏฐพล กล่าว  

ด้านนายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวว่า โครงการ BCC Space Program ปัจจุบันมีนักเรียนในโครงการ 36 คน คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 23 คน และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 จำนวน 13 คน โดยโครงการมีที่มาจากการที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ ได้ให้ความสำคัญในการจัดการศึกษาและมีแนวคิดที่จะพัฒนานักเรียนในโรงเรียนให้เป็นผู้ริเริ่มสร้างดาวเทียมแห่งแรกในประเทศไทย แต่โรงเรียนไม่สามารถดำเนินการเองได้เพียงลำพัง จึงทำความร่วมมือเป็นกรณีพิเศษกับบริษัท ASTROBERRY 

โดย “ดาวเทียมที่ส่งไปถือเป็นสมบัติและลิขสิทธิ์ทางปัญญาของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ” และโรงเรียนยังได้มีการทำสัญญาความร่วมมือ (MOU) กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยโตเกียว ในการพัฒนาพื้นฐานองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศให้แก่นักเรียนผ่านการเรียนรู้ทางภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสพัฒนาองค์ความรู้ด้านอวกาศและดาวเทีย

‘ก.ค.ศ.’ เร่งทำหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้บริหารที่ย้ายไปพื้นที่พิเศษได้รับสิทธิประโยชน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515224

'ก.ค.ศ.'เร่งทำหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้บริหารที่ย้ายไปพื้นที่พิเศษได้รับสิทธิประโยชน์

‘ก.ค.ศ.’เร่งทำหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้บริหารที่ย้ายไปพื้นที่พิเศษได้รับสิทธิประโยชน์

วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.05 น.

“ก.ค.ศ.” เร่งทำหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้บริหารที่ย้ายไปพื้นที่พิเศษได้รับสิทธิประโยชน์ รวมถึงเกณฑ์คัดเลือกครูที่จะได้รับเงินวิทยพัฒน์

31 ส.ค.63 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า ขณะนี้ ก.ค.ศ.กำลังเร่งทำหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา (ว 6/2563) ว่าจะต้องพิจารณาถึงพื้นที่พิเศษนั้น และโรงเรียนที่มีคุณภาพพิเศษว่าต้องมีตัวชี้วัดอะไรบ้าง และคนที่จะย้ายเข้าไปอยู่จะต้องได้รับค่าตอบแทนสูงขึ้นกว่าปกติอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้บริหารที่จะย้ายเข้าไป 

นอกจากนี้ ก.ค.ศ.กำลังทำเรื่องเงินวิทยพัฒน์ ซึ่งเรื่องนี้กำหนดไว้ในกฏหมายแล้ว และขณะนี้ ก.ค.ศ.ยกร่างเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้ดำเนินการ โดยเงินวิทยพัฒน์นี้จะให้สำหรับคุณครูที่ทำงานแล้วมีผลงานนอกเหนือจากวิทยฐานะแล้วมีผลงานโดดเด่นในรอบปีนั้นๆ ก็จะได้มีรับรางวัลวิทยพัฒน์หากได้รับการคัดเลือกในปีนั้นๆ และหากปีหน้าทำผลงานดีมีการคัดสรรใหม่ก็อาจจจะได้รับเงินวิทยพัฒน์อีกก็ได้ โดยบางคนอาจจะได้รับทั้งเงินวิทยฐานะและเงินวิทยพัฒน์ในปีเดียวกันถ้ามีผลงานโดดเด่นแล้วได้รับการคัดเลือก ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้กับครูและสอดรับกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่อยากให้ครูดีครูเก่งแล้วมีขวัญกำลังใจที่ดี เพื่อให้การเรียนการสอนเด็กดีขึ้น ขณะนี้ในส่วนของเงินวิทยพัฒน์หลักเกณฑ์ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากกรรมการ ก.ค.ศ.จึงต้องรอการเสนอเข้าที่ประชุมก่อน

“ก.ค.ศ.ก็จะเร่งทำในเรื่องการคัดเลือกครูที่จะให้ได้รับเงินวิทยพัฒน์ ซึ่งมีหลักเกณฑ์กว้างๆอยู่แล้ว เช่น ครูที่จะได้รับการคัดเลือก ต้องเป็นครูที่ปฏิบัติตนให้เป็นไปตามจรรยาบรรณวิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพ และมีผลงานที่เกิดกับผู้เรียนโดดเด่น และเป็นที่ประจักร ซึ่งหากผ่านความเห็นชอบแล้วก็จะทำเป็นคู่มือ และการพิจารณาจะแยก เช่น ครูอาชีวะ ,ครูสพฐ., ครู กศน., ครูการศึกษาพิเศษ ที่ต้องแยกกันเพราะคนทำงานยุ่งยากแตกต่างกัน ส่วนการเสนอคนที่จะได้รับรางวัลวิทยพัฒน์ นั้น ครูจะเสนอตัวเองไม่ได้ ต้องให้คนอื่นที่เห็นผลงานเป็นคนเสนอชื่อเข้ามา เพื่อความหลากหลาย เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม โดยให้ครู ลูกศิษย์ นักเรียน หรือชุมชนเป็นผู้เสนอชื่อเข้ามา ซึ่งรูปแบบการนำเสนอชื่อนั้นจะคล้ายๆ กับการเสนอชื่อผู้ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ส่วนเงินรางวัลวิทยพัฒน์ จะได้รางวัลละ 3 หมื่นบาท” นายอัมพร กล่าว

จุฬาฯเปิด ‘FAAMAI Digital Arts Hub’ ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง ‘ศิลปกรรมดิจิทัล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515125

จุฬาฯเปิด‘FAAMAI Digital Arts Hub’  ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง‘ศิลปกรรมดิจิทัล’

จุฬาฯเปิด‘FAAMAI Digital Arts Hub’ ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง‘ศิลปกรรมดิจิทัล’

วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“ดิจิทัลอาร์ต (Digital Arts)” หรือผลงานศิลปะที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างสรรค์ขึ้น ซึ่งเทคโนโลยียิ่งพัฒนาไปมากเท่าใดย่อมส่งผลให้ศิลปินมีเครื่องมือสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้นด้วย ดิจิทัลอาร์ตจึงเป็นสาขาวิชาที่ยังมีโอกาสเติบโต จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ปิโก (ไทยแลนด์) ก่อตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการศิลปกรรมดิจิทัล FAAMAI Digital Arts Hub” โดยมีงานเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้

จนัธ เที่ยงสุรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศิลปกรรมดิจิทัล FAAMAI Digital Arts Hub เปิดเผยว่า ศูนย์นี้ยังมีพันธมิตรกับสถาบันการศึกษาต่างประเทศ เช่น Bauhaus-Universitat Weimar มหาวิทยาลัยด้านศิลปะในเยอรมนี Taipei National University of the Arts มหาวิทยาลัยด้านศิลปะในไต้หวัน เป็นต้น ซึ่งทาง FAAMAI หรือ “ฟ้าใหม่” มุ่งหมายพัฒนาองค์ความรู้ด้านดิจิทัลอาร์ต หาพันธมิตรใหม่ๆ รวมถึงสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสังคม

โดยด้านข้างอุทยาน 100 ปีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่ตั้งของโดม Geodesic สีขาวสะดุดตาอยู่บริเวณลานจอดรถ โดมนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 35 เมตร สูง 17.5 เมตร ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ใช้เป็นพื้นที่พัฒนาผลงานด้านดิจิทัลอาร์ตของผู้สนใจศาสตร์ด้านนี้ในไทยให้ทัดเทียมระดับนานาชาติ ซึ่งจะเป็นอีกสาขาหนึ่งที่ช่วย
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ขณะที่ ศ.ดร.บุษกร บิณฑสันต์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า คณะฯ ก่อตั้งมาแล้ว 38 ปี และวันนี้ไม่อาจสอนแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไปเพราะเทคโนโลยีไปอย่างรวดเร็วมาก นิสิตจึงจำเป็นต้องเรียนรู้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับด้านศิลปะมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาคณะฯ ยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลอาร์ต กระทั่งมีอาจารย์จนัธ เที่ยงสุรินทร์ ซึ่งจบทางดิจิทัลอาร์ตโดยตรงมาช่วยงาน ขณะเดียวกันคณะฯก็ยังขาดเครื่องมือซึ่งหลายชิ้นราคาสูง แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนศตวรรษที่ 2 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเงิน 40 ล้านบาท

งบประมาณนี้ใช้เพื่อก่อสร้างโดม Geodesic ความจุ 800 คน รวมถึงใช้ปรับปรุงห้องเรียนเพื่อรับกับเครื่องมือใหม่ๆ อีกทั้งยังมีการอบรมทั้งอาจารย์และนิสิตที่สนใจงานดิจิทัลอาร์ตจากพันธมิตรอย่าง Bauhaus-Universitat Weimar ทำให้เป็นที่แรกของประเทศไทยที่มีองค์ความรู้ด้านนี้ นำไปสู่การเรียนและการฝึกอบรมระยะยาว ซึ่งต้องยอมรับว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่สนใจงานด้านดิจิทัลอาร์ตกันมาก โดมแห่งนี้จะกลายเป็นพื้นที่สำหรับเรียนรู้อย่างจริงจังจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง และต่อยอดไปสู่การประกวดแข่งขันทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

ศ.ดร.บุษกร ยังกล่าวอีกว่า “พื้นที่ดิจิทัลอาร์ตแห่งนี้ยังเป็นประโยชน์กับชุมชนโดยรอบ” ซึ่งเป็นภารกิจอีกด้านของจุฬาฯ นอกเหนือจากการสร้างคนและสร้างองค์ความรู้ “เมื่อมีผู้คนมาเยี่ยมชมมากขึ้นย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของชุมชน” เช่น ร้านอาหาร ร้านค้า อนึ่ง การส่งเสริมดิจิทัลอาร์ตในครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่ส่งเสริมให้มนุษยชาติจับมือกันสร้างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับโลก นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์ด้านสุขภาวะด้วย

“โดมนี้เรามาชมศิลปะอย่างเดียวหรือเปล่า? ไม่ใช่! เรายังมี Project (โครงการ) Well Being (ชีวิตที่ดี) ก็คือ Post-Covid (โลกหลังยุคไวรัสโควิด-19 ระบาด) เราจะเห็นคนฆ่าตัวตายจำนวนมากเมื่อเกิดวิกฤติโควิด-19 ขึ้น จะเห็นคนตกงาน คนมีความรู้สึกหดหู่ หรือคนที่กลัวเป็นโรคจนคล้ายๆ จะเป็นโรคจิต อารมณ์ความรู้สึก Depress (ซึมเศร้า) เมื่อเรามีโดมขึ้นมา เราก็จะ Convert (แปลง) ให้เป็น Place (สถานที่) สำหรับ Healing (เยียวยา) หรืออาจทำเป็นโลกอีกโลกหนึ่ง ถ้าเราเบื่อโลกนี้เรารู้สึกไม่มีความสุข เราอยากที่จะเข้าไปผ่อนคลาย ก็สามารถเข้าไปในโลกเสมือนในโดม

ถ้าเราชอบน้ำตกเราอาจกดปุ่มแล้วมีน้ำตกข้างหน้าเรา ได้ยินเสียงน้ำตก นั่งอยู่บน Green Bag นิ่มๆ Sensory (ประสาทสัมผัส) ทั้งร่างกายเราก็จะผ่อนคลาย แล้วอาจจะมีแสง สี เสียง ดิจิทัลอาร์ตมันจะเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะด้วย อันนี้สำคัญมาก มันไม่ใช่แค่เดินผ่านแล้วเห็นแต่เป็นการเอาตัวเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง คือมากกว่าการมองเห็น มันจะมีการได้ยิน การสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง ในอนาคตมันเป็นไปได้ทั้งหมด ถ้าดูน้ำตกอยู่อาจจะมีลูกอมกลิ่นน้ำตกอมไปด้วย” ศ.ดร.บุษกร กล่าว

สำหรับโดมดิจิทัลอาร์ตฟ้าใหม่ เดิมมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 แต่ต้องชะลอออกไปจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น จึงมีกำหนดการจัดกิจกรรมแรกคือการประกวด “FAAMAI Digital Arts Competition 2020” ในหัวข้อ “New World (โลกใหม่)” แบ่งเป็น 5 เรื่องย่อยคือ Covid-19 (โควิด-19),
Expectation of New Generation (ความคาดหวังของคนรุ่นใหม่) , Global Warming (ภาวะโลกร้อน), Digital Disruption (การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี) และ Generation Gap (ช่องว่างระหว่างวัย)

การประกวดจะแบ่งออกเป็น 2 รุ่น คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา และนิสิต-นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย (อายุไม่เกิน 25 ปี) ผู้สนใจสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.-31 ต.ค. 2563 และสามารถดูรายละเอียดรวมถึงติดตามข่าวสารของ FAAMAI Digital Arts Hub ได้ที่เว็บไซต์ http://www.chulafaamai.com หรือเพจเฟซบุ๊ค Faamai Digital Arts Hub และอินสตาแกรม faamai_digital_cu