สังคมผู้สูงอายุ จูงมือ NEW NORMAL มาด้วยกัน ถึงเวลาที่คนไทยต้องเตรียมพร้อมเต็มพิกัดได้แล้ว
วันอังคาร ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.
ประเทศไทยนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป กำลังเดินเข้าสู่สังคมของผู้สูงวัย อย่างชนิดที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ และการเกิดสังคมของผู้สูงวัยนี้ มันมาพร้อมๆ กับ NEW NORMAL วิถีธรรมดาของคนยุคใหม่ อีกด้วย
NEW NORMAL ของคนหนุ่ม จะมุ่งเน้นที่ตัวเองเป็นหลัก เพื่อการหาเลี้ยงชีพ และดำรงชีวิตเพื่อให้อยู่รอด และทัดเทียมกับคนอื่นๆ จึงทำให้เกิดภาวะห่างเหินจากสังคมยุคเก่า ที่เคยมีพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่เป็นจุดศูนย์กลาง ความช่วยเหลือที่เคยแน่นเฟ้นตามธรรมเนียมวัฒนธรรมเริ่มหย่อนยาน คลายตัวลงไป ปล่อยภาวะการช่วยเหลือให้กลายเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล พูดสั้นๆคือ “ตัวใครตัวมัน”
NEW NORMAL ของผู้สูงอายุ ที่เคยได้พึ่งพาอาศัยลูกหลาน อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ลดน้อยลงอย่างมีนัย ดังนั้นการพึ่งตัวเอง จึงเป็นปณิธานที่ผู้สูงอายุจะต้องคำนึงและยึดมั่นเอาไว้ให้เป็นสรณะของตัวเอง ที่ต้องตระหนักถึงการเก็บออม เพื่อเป็นทุนรอนให้กับตัวเอง ยามที่ไร้คนดูแล
“ระบบ DEEP จะทำงานผ่าน ๓ ส่วน ได้แก่ ระบบ Classroom Management, School Management และ Office Management เพื่อระบบบริหารจัดการภายในทั้งด้านงบประมาณ ครุภัณฑ์ ระบบระเบียนเด็ก ซึ่งลงทะเบียนเพียงครั้งเดียวก็สามารถดึงข้อมูลมาใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน DEEP ช่วยปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมขององค์กรทางการศึกษา เป็นการเปลี่ยนกรอบวิธีคิดด้านการเรียนการสอน และสิ่งแวดล้อมทางการเรียน เปลี่ยนรูปแบบให้ห้องเรียนเป็นที่ฝึกฝนคล้ายคลึงกับห้องปฏิบัติการ หรือเรียนรู้ผ่านโครงงานในภาคปฏิบัติ ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่มีในระบบ DEEP สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับจากนี้ ๑๒ เดือน ข้อมูลจะสามารถคลิกดูด้วยปลายนิ้วทันที” นายวราวิชกล่าว และเสริมว่า ภายใต้ระบบ DEEP ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบการจัดหางานให้กับผู้จบการศึกษา เพื่อให้สามารถมีงานทำภายหลังจบการศึกษาได้ทันทีอีกด้วย
ด้านคุณ Tenzin Dolma Norbhu, Director of Government Affairs and Public Policy Southeast Asia, Google Asia Pacific กล่าวว่า กูเกิล มีความยินดีที่กระทรวงศึกษาธิการเห็นความสำคัญและมีความมุ่งมั่นในการวางแผนเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของประเทศ
สำหรับการใช้งานบนแพลตฟอร์ม DEEP นั้นเป็นระบบการล็อกอินเดียว (Single Sign-on) โดยเมื่อลงทะเบียนบน DEEP ในครั้งแรกและได้รับอีเมลจากระบบก็สามารถเข้าใช้แพลตฟอร์มอื่นๆ อย่าง กูเกิล ไมโครซอฟต์ผ่านแพลตฟอร์ม DEEP ได้ และในอนาคตทางกระทรวงศึกษาธิการยังได้วางแผนให้ DEEP ได้เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่นอกจากจะช่วยพัฒนาองค์ความรู้ให้นักเรียนและครูในระบบแล้ว ยังช่วย “ปรับเปลี่ยน” ระบบการเรียนการสอนของไทย ให้นักเรียน นักศึกษาได้ทำการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองนอกห้องเรียน และนำมาวิเคราะห์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณครูที่จะรับหน้าที่ในการเป็นผู้อำนวยความสะดวกทางการเรียนหรือ Facilitator ได้ด้วย
นอกจากนี้ DEEP ยังสามารถเก็บสถิติการเรียนการสอนในแต่ละครั้งของนักเรียนและครู โดยในปัจจุบันตั้งแต่เปิดการใช้ DEEP อย่างไม่เป็นทางการนั้นมีผู้เรียนล็อกอินเพื่อใช้ DEEP ไปแล้วกว่า ๔๕๐,๐๐๐ ครั้ง ซึ่งจากการเก็บสถิติที่เป็นประโยชน์ของ DEEP นี้ จะช่วยในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการประเมินทั้งกระบวนการในรูปแบบ Lifetime Development Profile ที่จะบันทึกเส้นทางการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองได้
ซึ่งการพัฒนาด้านการจัดการในครั้งนี้ทาง Dr. Libing Wang, Senior Programme Specialist in Higher Education of Section for Educational Innovations and Skill Development (EISD), UNESCO Bangkok กล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาของทุกประเทศ ซึ่งหากทุกประเทศมีเด็กและเยาวชนที่มีคุณภาพ จะส่งเสริมให้ประชากรของประเทศนั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งในสถานการณ์การแพร่ของโรคโควิด-๑๙ ที่ผ่านมา เป็นการส่งสัญญาณเตือนคนทั่วโลก ให้เกิดตื่นตัว และเตรียมพร้อมรับการปรับเปลี่ยนแนวทางการเรียนการสอน สำหรับตัวเด็กและเยาวชน ซึ่งคนที่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด จะเก่งที่สุดเช่นกัน
ทั้งนี้ DEEP จึงเป็นห้องเรียนแห่งชาติที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เข้าถึงความรู้ที่ทันสมัย ทันต่อโลก ง่ายแค่เพียงคลิกเดียว โดยสามารถเข้าชมหน้าแพลตฟอร์ม DEEP ได้ที่ http://www.deep.go.th และภายใต้แผนงานการศึกษายกกำลังสองนั้น ยังมีชิ้นส่วนต่ออีกชิ้นหนึ่งที่จะช่วย “ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง” ระบบการศึกษาทั้งหมด ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ ๑๙ กันยายนนี้ กับการเปิดตัวศูนย์ต้นแบบ Human Capital Excellence Center (HCEC) หรือศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ ณ โรงเรียนสตรีวิทยา 2 ซึ่งเป็นอีกกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทยในศตวรรษที่ ๒๑
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DEEP และการศึกษายกกำลังสองได้ที่ นันท์ณภัส ธิปธรารัตนศิริ (ออม) โทร. 064-245-1941 Email: nannaphat.moe@gmail.com
จนัธ เที่ยงสุรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศิลปกรรมดิจิทัล FAAMAI Digital Arts Hub เปิดเผยว่า ศูนย์นี้ยังมีพันธมิตรกับสถาบันการศึกษาต่างประเทศ เช่น Bauhaus-Universitat Weimar มหาวิทยาลัยด้านศิลปะในเยอรมนี Taipei National University of the Arts มหาวิทยาลัยด้านศิลปะในไต้หวัน เป็นต้น ซึ่งทาง FAAMAI หรือ “ฟ้าใหม่” มุ่งหมายพัฒนาองค์ความรู้ด้านดิจิทัลอาร์ต หาพันธมิตรใหม่ๆ รวมถึงสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสังคม
สำหรับโดมดิจิทัลอาร์ตฟ้าใหม่ เดิมมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 แต่ต้องชะลอออกไปจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น จึงมีกำหนดการจัดกิจกรรมแรกคือการประกวด “FAAMAI Digital Arts Competition 2020” ในหัวข้อ “New World (โลกใหม่)” แบ่งเป็น 5 เรื่องย่อยคือ Covid-19 (โควิด-19), Expectation of New Generation (ความคาดหวังของคนรุ่นใหม่) , Global Warming (ภาวะโลกร้อน), Digital Disruption (การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี) และ Generation Gap (ช่องว่างระหว่างวัย)
การประกวดจะแบ่งออกเป็น 2 รุ่น คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา และนิสิต-นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย (อายุไม่เกิน 25 ปี) ผู้สนใจสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.-31 ต.ค. 2563 และสามารถดูรายละเอียดรวมถึงติดตามข่าวสารของ FAAMAI Digital Arts Hub ได้ที่เว็บไซต์ http://www.chulafaamai.com หรือเพจเฟซบุ๊ค Faamai Digital Arts Hub และอินสตาแกรม faamai_digital_cu