‘สสส.’ จับมือร่วมหลายองค์กร พัฒนาผู้พิการสายตารับยุคดิจิทัล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515124

‘สสส.’จับมือร่วมหลายองค์กร  พัฒนาผู้พิการสายตารับยุคดิจิทัล

‘สสส.’จับมือร่วมหลายองค์กร พัฒนาผู้พิการสายตารับยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือ มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ บริษัทวัลแคน โคอะลิชั่นโซเชียล เอ็นเตอร์ไพรซ์ และอีกหลายภาคส่วนจัดแถลงข่าว “ถอดรหัสศักยภาพคนพิการทางการมองเห็น สู่…โอกาสการจ้างงาน” ที่อาคาร สสส. ย่านงามดูพลี-สาทร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2563 ที่ผ่านมา

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีคนพิการร้อยละ 3.08 ของประชากรทั้งหมด ในจำนวนนี้มีคนพิการที่เรียนจบชั้นอุดมศึกษาร้อยละ 1.04 เกินครึ่งเป็นคนพิการทางการมองเห็น ซึ่งได้รับการจ้างงานน้อยกว่าคนพิการประเภทอื่นๆ สสส. จึงสนับสนุนโครงการสำรวจลักษณะงาน ทักษะที่จำเป็นในการทำงาน และการช่วยเหลือที่สมเหตุสมผลต่อผู้พิการทางการเห็น

โดยมีวัตถุประสงค์สำรวจอาชีพและทักษะที่เหมาะกับคนพิการทางการเห็น ในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งทักษะที่จำเป็นได้แก่ 1.ทักษะที่ต้องใช้ความรู้ (Hard Skill) เช่น การใช้สื่ออินเตอร์เนต ทักษะภาษาต่างประเทศฯ
2.ทักษะทางสังคม (Soft Skill) เช่น ยอมรับตนเองในระดับดีมาก มีสุขภาพจิตอยู่ในเกณฑ์ดี และ 3.ทักษะสนับสนุน (Support skill) เช่น ปรับตัวเข้ากับองค์กรได้ดี เข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ ได้รวดเร็ว

นางภรณี กล่าวต่อไปว่า คนพิการทางการเห็นโดดเด่นเรื่องการฟัง พูด อ่าน พิมพ์สัมผัส และถอดเทปได้ดี ดังนั้น งานที่ทำได้ 1.งานที่ใช้การสื่อสาร เช่น ประสานงาน ประชาสัมพันธ์ 2.งานที่ใช้ความรู้/ทักษะเฉพาะ เช่น งานด้านกฎหมาย งานด้านภาษา 3.งานธุรการ เช่น จดบันทึก เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ 4.งานที่ใช้เทคโนโลยี เช่น ผลิตสื่อ ฐานข้อมูล 5.งานบริการและงานนันทนาการ เช่น สร้างความบันเทิง งานให้บริการ

และ 6.งานที่ใช้ประสาทสัมผัสอื่น เช่น ผู้เชี่ยวชาญในบริษัทน้ำหอม นอกจากนี้ สสส. ยังสนับสนุนเรื่องการส่งเสริมโอกาสการมีงานทำโดยสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของคนพิการและสถานประกอบการ การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการผ่านการมีส่วนร่วมในชุมชน รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพและการมีส่วนร่วมในสังคม ทั้งกิจกรรมวิ่งด้วยกัน ดูหนังด้วยกัน เป็นต้น

นายอภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กล่าวว่า โครงการจ้างงานกระแสหลัก Inclusive workplace (IW) ทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการจ้างงานบัณฑิตและเยาวชนที่พิการทำหน้าที่เตรียมความพร้อมก่อนเข้าทำงานจริง แบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1.สร้างและพัฒนากระบวนการประสานงานและส่งเสริมให้เกิดการจ้างงาน 2.ส่งเสริมความพร้อมในการทำงานกับบัณฑิตพิการ 3.ส่งเสริมให้นักศึกษาพิการได้ฝึกงาน 4.สนับสนุนทุนอาชีพแก่ครอบครัวเยาวชนพิการให้เข้าถึงการศึกษา ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2556

นายธรรม จตุนาม รองประธานกรรมการ มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเสริมว่า โครงการห้องสมุดเบญญาลัย มีเป้าหมายให้คนพิการทางการเห็นมีงานทำในยุค AI โดยจะต้องส่งเสริมด้านการศึกษา อาชีพ ฟื้นฟูสมรรถภาพเต็มที่ ผ่านระบบห้องสมุดออนไลน์ แพลตฟอร์มนี้สามารถใช้ได้ทุกคนในการเพิ่มทักษะด้านต่างๆ เพื่อสะท้อนความเสมอภาคในสังคม เพราะความรู้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ย่อมสามารถสร้างความเท่าเทียมกันในสิทธิของมนุษย์

อีกด้านหนึ่ง น.ส.เมธาวี ทัศนาเสถียรกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทวัลแคน โคอะลิชั่นโซเชียล เอ็นเตอร์ไพรซ์ เปิดเผยถึงโครงการผลิตหนังสือเสียง 10,000 เล่ม ว่า จัดทำขึ้นเพื่อคนพิการวัยทำงานกว่า 3 แสนคน ที่กำลังว่างงานและต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ ให้มีทักษะเท่าทันอุตสาหกรรม AI ที่กำลังขาดแคลนแรงงานด้านจัดเตรียมข้อมูล (Data Labelling) ในฐานะบริษัทพัฒนาด้านนี้ มองเห็นโอกาสที่จะทำให้ผู้พิการมีทักษะด้านนี้ผ่านแพลตฟอร์มและหลักสูตรออนไลน์ เพื่อสร้างโอกาสการทำงานรูปแบบใหม่ ผ่านความถนัดของผู้พิการทางการเห็น

‘เลขาธิการ กพฐ.’ ตรวจสนามสอบครูผู้ช่วยวันที่2 คัดกรองโควิดเข้ม-ไร้ทุจริต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515040

'เลขาธิการ กพฐ.' ตรวจสนามสอบครูผู้ช่วยวันที่2 คัดกรองโควิดเข้ม-ไร้ทุจริต

‘เลขาธิการ กพฐ.’ ตรวจสนามสอบครูผู้ช่วยวันที่2 คัดกรองโควิดเข้ม-ไร้ทุจริต

วันอาทิตย์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.31 น.

30 สิงหาคม 2563 นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ตรวจเยี่ยมการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. ปี พ.ศ.2563 ณ โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์

นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สนามสอบโรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ มีผู้มีสิทธิ์สอบทั้งหมด 1,550 คน มีการตรวจวัดอุณหภูมิ คัดกรองผู้เข้าสอบทุกคน และเตรียมเจลล้างมือ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) เป็นอย่างดี 

สำหรับวันนี้เป็นการสอบมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ โดยติดตามการดำเนินการสอบแข่งขันให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ทั้งนี้ สพฐ. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการสอบแข่งขันในสนามสอบต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมทั้งได้กำชับให้ดูแลความเรียบร้อย หากพบความเสี่ยง ปัญหา หรืออุปสรรค ให้รายงานสถานการณ์ต่างๆให้เลขาธิการ กพฐ. ทราบโดยทันที และจากการตรวจเยี่ยมพบว่าการจัดการสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

สำหรับการสอบแข่งขันครั้งนี้เปิดสอบใน 66 หน่วยสอบ 171 แห่ง ทั่วประเทศ มีตำแหน่งว่าง 3,136 อัตรา กลุ่มวิชาที่เปิดสอบ 55 กลุ่มวิชา มีผู้สมัครสอบ 159,641 คน ผู้มีสิทธิ์สอบ 159,357 คน

อธิการ ม.สวนดุสิต เข้มคัดเลือกรับสมัคร นศ. เน้นวิชาการคู่วิชาชีพดึงดูดเด็กมาเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/515039

อธิการ ม.สวนดุสิต เข้มคัดเลือกรับสมัครนศ. เน้นวิชาการคู่วิชาชีพดึงดูดเด็กมาเรียน

อธิการ ม.สวนดุสิต เข้มคัดเลือกรับสมัครนศ. เน้นวิชาการคู่วิชาชีพดึงดูดเด็กมาเรียน

วันอาทิตย์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.26 น.

30 สิงหาคม 2563  รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต(มสด.) กล่าวในประชุมเตรียมความพร้อมรับสมัครนักศึกษา ปี 2564 ว่าการรับสมัครนักศึกษา ประจำปี 2564 จะเพิ่มความเข้มข้นขึ้นตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกผู้สมัครที่ดีมีคุณภาพ พร้อมทั้งให้ได้ตามจำนวนที่กำหนด ทั้งนี้ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันทุกฝ่าย ตั้งแต่ ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร ทุกคณะ/หลักสูตร เกี่ยวกับกระบวนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย ไปในทิศทางเดียวกัน

ขอเน้นย้ำให้คณาจารย์พัฒนาหลักสูตรให้มีความทันสมัย ตอบสนองความต้องการของนักศึกษา และผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้เรียนสำเร็จการศึกษาแล้ว ต้องมีงานรองรับ ดังนั้น จึงต้องสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการสอน หรือพัฒนาหลักสูตร เพื่อนำประสบการณ์ตรงมาแลกเปลี่ยน และเปิดโอกาสให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยฯ

“ควรเพิ่มรายวิชาที่น่าสนใจและจำเป็นต่อการประกอบอาชีพเข้าไปในหลักสูตรด้วย เช่น การจะสอบเป็นนักกำหนดอาหาร ต้องเรียนวิชาบังคับอื่นๆเพิ่มเติม หรือจัดอบรมหลักสูตรใหม่ๆระยะสั้น เน้นการสอนวิธีคิด เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือให้เกิดประโยชน์สูงสุด วิธีการออมในรูปแบบต่างๆ จิตวิทยาในการเรียนรู้ของคนในชีวิตประจำวัน ฯลฯ”

อธิการบดี มสด. กล่าวต่อว่า ภารกิจข้างต้นจะเป็นโจทย์สำคัญ ให้คณาจารย์ดึงศักยภาพ “ความเป็นสวนดุสิต” ที่แท้จริงออกมาใช้ให้เห็นเชิงประจักษ์ ทำให้เกิดความแตกต่าง ใช้วิชาการควบคู่วิชาชีพ เพื่อดึงดูดให้นักศึกษาตัดสินใจมาเรียนต่อกับมหาวิทยาลัย หากเราทำได้จะช่วยให้มหาวิทยาลัยสวนดุสิตอยู่รอด ควบคู่ไปกับการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกสู่สังคมสืบไป

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคราษฎรประสบอุทกภัย จ.แพร่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514809

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคราษฎรประสบอุทกภัย จ.แพร่

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคราษฎรประสบอุทกภัย จ.แพร่

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 18.34 น.

“ในหลวง-พระราชินี” โปรดเกล้าฯให้ นายจิรายุ  เชิญถุงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัย
ในพื้นที่จังหวัดแพร่ 

28 สิงหาคม  2563 เวลา 09.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดแพร่  ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี ไปประชุมและติดตามการแก้ไขสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดแพร่ ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ต่อจากนั้น 

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 2,500 ถุง ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยและผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอเมืองแพร่ ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นและเป็นขวัญกำลังใจ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัย กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และเจ้าหน้าที่ให้ทราบ ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัย และผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอเมืองแพร่ จำนวน 5 ครอบครัว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน โดยเป็นผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ ผู้ทุพลลภาพ พร้อมกับพูดคุยสร้างขวัญกำลังใจเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้ตามปรกติสุข ต่อไป ราษฎรต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น  

จังหวัดแพร่ แบ่งการปกครองออกเป็น 8 อำเภอ 78 ตำบล 645 หมู่บ้าน ได้รับอิทธิพลจากร่องลมมรสุขพัดผ่าน และหย่อมความกดอากาศต่ำแพร่ปกคลุมภาคเหนือของประเทศไทย เมื่อวันที่ 20-24 สิงหาคม 2563 ทำให้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันเป็นวงกว้างในพื้นที่จังหวัดแพร่ ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือนราษฎรในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ทำให้บ้านเรือนราษฎร ทรัพย์สิน ถนน สะพาน และพื้นที่ทางการเกษตรในพื้นที่ 8 อำเภอ 56 ตำบล 288 หมู่บ้าน ได้รับความเสียหาย ราษฎรได้รับความเดือดร้อนและผลกระทบ 3,938 ครัวเรือน

‘ครูตั้น’ จับเข่าเคลียร์ภาคีเครือข่ายนักเรียนฯ รับช่วยแก้ปัญหา ส่งชื่อ ร.ร. คุกคามเด็กเพิ่มอีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514766

'ครูตั้น'จับเข่าเคลียร์ภาคีเครือข่ายนักเรียนฯ รับช่วยแก้ปัญหา ส่งชื่อร.ร.คุกคามเด็กเพิ่มอีก

‘ครูตั้น’จับเข่าเคลียร์ภาคีเครือข่ายนักเรียนฯ รับช่วยแก้ปัญหา ส่งชื่อร.ร.คุกคามเด็กเพิ่มอีก

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.53 น.

วันที่ 28 สิงหาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับกลุ่มภาคีเครือข่ายนักเรียนแห่งประเทศไทย ที่มาเดินทางมาพบที่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อติดตามผลการออกมาตรการป้องกันการคุกคามนักเรียนจากการแสดงความคิดเห็น โดยใช้เวลาพุดคุยนานกว่า 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ ตัวแทนนักเรียนได้ส่งข้อมูลโรงเรียนที่มีปัญหาคุกตามเด็กเพิ่มให้เป็น 170 โรงเรียน จากเดิม 109 โรงเรียน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงโรงเรียนทั้ง 109 โรงเรียนที่มีข้อมูลว่าคุกคามนักเรียน เบื้องต้นพบว่า มีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นจริง หลายแห่งได้มีการหาทางออกโดยการพูดคุยทำความเข้าใจแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสม เป็นจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจกัน อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของนักเรียนเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย ซึ่งครู นักเรียน ผู้บริหาร และผู้ปกครอง ต้องใช้เวลาในการสร้างความคุ้นเคยและรับมือกับเรื่องนี้ คิดว่าหลายแห่งเริ่มเข้าใจ ในขณะที่อีกหลายแห่งต้องใช้เวลา

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ภาคีนักเรียนฯ ได้เสนอให้เปิดเวลารับฟังความคิดเห็นนักเรียน เป็นเวทีที่รับฟังโดยไม่จำกัด ซึ่งตนไม่ขัดข้อง เพียงแต่แสดงความห่วงใยว่าการพูดคุยโดยไม่มีข้อจำกัดนี้ จะสร้างความแตกแยกในโรงเรียนหรือไม่ ส่วนตัวขอชื่นชมแนวคิดแต่เรืองตัวเอง แต่คิดถึงปัญหาของคนอื่น เช่น เพื่อนนักเรียนห่างไกล ที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาภาระงานของครูที่มีมากเกินไป ทำให้ผู้ใหญ่ในศธ. ได้รับข้อมูลที่แท้จริง นำไปปรับปรุงการทำงาน ส่วนกรณีที่กลุ่มนักเรียนจำนวน 25 โรงเรียนนัดหมายจะมาชุมนุมที่ศธ. ในวันที่ 5 กันยายน นี้นั้น ตนก็พร้อมต้อนรับและจะลงมารับฟังข้อเสนอด้วยตนเอง และในวันดังกล่าวจะใช้โอกาสชี้แจงถึงสิ่งที่ศธ.ได้แก้ไขปัญหาการศึกษาให้ หรือมีปัญหาติดขัดเรื่องใด อาทิ กรณีที่นักเรียนเรียกร้องให้ครูต่างชาติมาสอนภาษาอังกฤษให้มากขึ้นนั้น ศธ.ได้เสนอของบประมาณจ้างครูต่างชาติ มาแล้ว 1 หมื่นคน แต่ติดปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้

“ผมขอยืนยันว่าโรงเรียนยังเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย และนักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ทุกเรื่อง และที่ศธ. จะเปิดรับฟังความคิดเห็น จะเน้นไปในเรื่องการศึกษาทั้งนี้ นักเรียนยังสามารถพูดเรื่องการเมืองได้ แต่ในการนำข้อสรุปมาใช้ในการแก้ไขปัญหา ต้องแยกการศึกษาออกจากการเมือง” นายณัฏฐพล กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ในส่วนของตนได้เตรียมการเปิดช่องทางให้นักเรียนสื่อสารได้โดยตรง เป็นเว็บไซต์กลาง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหาวิธีปกป้องความปลอดภัยของข้อมูลที่นักเรียนส่งมา ซี่งตนต้องมั่นใจก่อนว่า นักเรียนที่ให้ข้อมูลต้องปลอดภัย100% จึงจะสามารถเปิดช่องทางได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกิน 2 สัปดาห์นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการพูดคุยกับนักเรียน นายณัฏฐพล ได้เล่าถึงประสบการณ์การเป็นแกนนำในการชุมนุม ซึ่งต้องยอมรับผลที่จะเกิดขึ้น ในส่วนตัวตนและภรรยาเคยถูกดำเนินคดี ก็ต้องทำความเข้าใจกับครอบครัว และทำความเข้าใจกับภรรยา ว่า เราทั้งคู่ต้องยอมรับกับผลที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ระหว่างการพูดคุย ทางภาคีนักเรียนฯ ได้ต่อโทรศัพท์ให้ผู้ปกครองร้องเรียนกรณีลูกถูกครูทำร้ายร่างการจากการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งนายณัฏฐพล ก็รับไปตรวจสอบ และจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ด้านนายนฤเบศน์ รักษ์วิจิตร ประธานสูงสุดประจำ Uncommon International Group, ฝ่ายพัฒนาระบบ แผน และกลยุทธ์ และโฆษก ประจำภาคีนักเรียนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การมาติดตามมาตรการป้องกันการคุกคามนักเรียน ครั้งนี้ก็ได้เสนอข้อมูลการคุกคามนักเรียนเพิ่มเป็น 170 แห่ง ซึ่งภาพรวมการพูดคุยวันนี้รู้สึกพอใจ เพราะรัฐมนตรีว่าการศธ.ได้เข้ามาพูดคุยและรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น หลายเรื่อง นายณัฏฐพล รับปากจะลงไปแก้ไขปัญหาให้ อาทิ นักเรียนถูกตัดทุนและถูกไล่ออก เพราะไปแสดงออกทางการเมือง
 

วช. ผนึก Big Brothers นำชุมชนสู่กิจการเพื่อสังคม ปีที่ 4 พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัย-นวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514763

วช. ผนึก Big Brothers นำชุมชนสู่กิจการเพื่อสังคม ปีที่ 4 พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัย-นวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์

วช. ผนึก Big Brothers นำชุมชนสู่กิจการเพื่อสังคม ปีที่ 4 พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัย-นวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.48 น.

วช. จับมือเครือข่ายพันธมิตร 11 องค์กร นำโดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนให้แข็งแกร่ง มุ่งสู่การเป็นกิจการเพื่อสังคม หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำและลดการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ

วันที่ 28 สิงหาคม 2563ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ประธานในพิธีให้เกียรติกล่าวปาฐกถา หัวข้อ “ชุมชนเข้มแข็ง สังคมก้าวหน้า ร่วมพัฒนาอย่างยั่งยืน”  นอกจากนี้ภายในงานยังมีการสรุปผลงานโครงการ “ผนึกกำลัง Big Brothers … นำชุมชนสู่กิจการเพื่อสังคม ปีที่ 4” โดยมีผู้บริหารจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยผู้บริหารเครือข่ายพัมธมิตร รวม 11 องค์กรได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เอสซีจี เพื่อนชุมชน บริษัท พีทีที โกลบอล   เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)  ร้านภัทรพัฒน์ มูลนิธิชัยพัฒนา  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และ วช. ร่วมจัดงานแถลงข่าว  “ผนึกกำลัง Big Brothers…นำชุมชนสู่กิจการเพื่อสังคม ปีที่ 4” รายงานผลสำเร็จของการทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนในรูปแบบกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise, SE) แทนที่รูปแบบ CSR หรือ Corporate Social Responsibility เพื่อยกระดับชุมชนให้มีความมั่นคง ยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำและลดการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ  ณ ห้อง Auditorium สำนักงานใหญ่ กฟผ. อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

ศาสตราจารย์ นพ.สิริฤกษ์  ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ในฐานะหนึ่งในองค์กรเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสขับเคลื่อนการช่วยเหลือสังคมในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคมที่จะช่วยยกระดับชุมชน ทั้ง 11 องค์กรมีฐานความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน แต่มุ่งขับเคลื่อนสังคมไปในทิศทางเดียวกัน คือ การสร้างความแข็งแรงของฐานสังคมและชุมชนบนภูมิปัญญาโดยใช้องค์ความรู้จากงานวิจัยเป็นฐานในการเติบโตเพื่อเสริมความแข็งแกร่งแก่เศรษฐกิจชุมชนซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ โดย วช.มีงานวิจัยและนวัตกรรมที่พร้อมขับเคลื่อนกิจการเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ในการนำผลงานและความรู้จากงานวิจัยมาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ มาตรฐานดีขึ้น และตรงตามต้องการของผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง 

“ผมรู้สึกยินดีต่อการดำเนินงานของเครือข่าย Big Brothers  ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานที่ประสานสอดรับและร่วมกันอย่างมิตรไมตรี ขององค์กรเครือข่ายที่มีลักษณะ บทบาท และหน้าที่ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือทุกองค์กรล้วนทุ่มเท ทั้งกำลังคน เวลา และงบประมาณ เพื่อให้เห็นชุมชนที่เข้าร่วมมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นำมาซึ่งความสุข ความภูมิใจของพวกเรา 11 องค์กร และการผนึกกำลัง Big Brothers … นำชุมชนสู่กิจการเพื่อสังคม ของเครือข่ายอีกครั้งในวันนี้ เป็นการยืนยันความมุ่งมั่นของ 11 องค์กรที่ทำงานมาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และจับมือร่วมกันต่อไปอย่างเข้มแข็ง  และยืนยันถึงเจตนารมณ์ของ วช. ในการเป็นโซ่ข้อกลางร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อการสนับสนุนการทำงานของเครือข่ายรุดหน้าอย่างก้าวกระโดดในอนาคตอันใกล้นี้” เลขาธิการ วช. กล่าว

‘บิ๊กแดง’ ปธ.เปิดสถานพักฟื้นสวนสนฯ ระบุจุดเริ่มพัฒนาบุคลากร-โปร่งใส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514727

'บิ๊กแดง'ปธ.เปิดสถานพักฟื้นสวนสนฯ ระบุจุดเริ่มพัฒนาบุคลากร-โปร่งใส

‘บิ๊กแดง’ปธ.เปิดสถานพักฟื้นสวนสนฯ ระบุจุดเริ่มพัฒนาบุคลากร-โปร่งใส

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.48 น.

บิ๊กแดง” ปธ.เปิดสถานพักฟื้นสวนสนประดิพัทธ์  ระบุถือเป็นจุดเริ่มพัฒนาบุคลากร-โปร่งใส ลั่นครบ 1 ปีส่งเงินกรมธนารักษ์

 28 สิงหาคม 2563 ที่สถานพักฟื้นและพักผ่อนกองทัพบก สวนสนประดิพัทธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)ในฐานะประธานกรรมการสวัสดิการกองทัพบก เป็นประธานในพิธีเปิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารงานของสถานพักฟื้นและพักผ่อนกองทัพบก สวนสนประดิพัทธ์ จากสวัสดิการภายในเป็นสวัสดิการในเชิงธุรกิจ  จากที่ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงโครงการ การจัดสวัสดิการในเชิงธุรกิจ ร่วมกับกรมธนารักษ์ เมื่อวันที่ 17 ก.พ.2563 ซึ่งการจัดสวัสดิการในเชิงธุรกิจกรณีพิเศษข้างต้น กองทัพบกได้มอบหมายให้คณะบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ในการบริหารจัดการโรงแรม เข้ามาบริหารงานกิจการดังกล่าว โดยอยู่ภายใต้กำกับดูแลของคณะกรรมการสวัสดิการกองทัพบก และเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อให้กำลังพลและครอบครัวที่มาใช้บริการ จะต้องได้รับสิทธิในการใช้บริการไม่น้อยกว่าหรือมากกว่าเดิม ซึ่งคณะบุคคลที่เข้าบริหารงานจะได้รับค่าตอบแทน ในรูปแบบค่าจ้างการบริหารงานจากกองทัพบก ตามผลงานในการดำเนินกิจการ

พล.อ.อภิรัชต์  กล่าวว่า ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หลังได้ร่วมมือกับกระทรวงการคลัง และตั้งแต่ที่มีห้วงการแพร่ระบาดโควิด 19 สถานที่แห่งนี้ได้มีการปรับปรุง ตัวโรงแรมและพัฒนาบุคลากร ทุกอย่างถูกต้องโปร่งใส ทำให้กำลังพลได้รับสิทธิประโยชน์ ที่ดีกว่าเดิมเหมือน สามารถมาใช้บริการได้ และเมื่อครบ 1 ปี ก็จะนำเงินส่งกรมธรารักษ์ ตามระเบียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันในพิธี ยังได้มีการมอบเงินบำรุงขวัญแก่ผู้ที่ปฏิบัติงานที่สวนสนประดิพัทธ์มากกว่า 20 ปี และกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการสนาม  ทั้งนี้คณะบุคคล ที่เข้ามาบริหารได้จัดทำแผนในการซ่อมบำรุง, รูปแบบในการปรับปรุง Renovate, การพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร และมาตรฐานในการให้บริการ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งการลงนามในสัญญาเช่า และค่าธรรมเนียม ตามที่กรมธนารักษ์ กำหนดกับสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นั้นมีจำนวน 4 กิจการ ได้แก่ สถานพักฟื้นและพักผ่อนกองทัพบก สวนสนประดิพัทธ์ แห่งที่ 1  สถานพักฟื้นและพักผ่อนกองทัพบก สวนสนประดิพัทธ์ แห่งที่ 2 ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก สวนสนประดิพัทธ์ และ สถานพักฟื้นและพักผ่อนกองทัพบก มณฑลทหารบกที่ 37(มทบ.37) โดยระยะเวลาของสัญญา คือตั้งแต่ 1 เม.ย. 2563 – 31 มี.ค.2566
 

‘จุฬาฯ’ พร้อมคลี่ปมเห็นต่าง วาง 3 เฟสคลี่ปัญหา เปิดพื้นที่เสรีภาพ สร้างปัญญาสาธารณะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514715

‘จุฬาฯ’พร้อมคลี่ปมเห็นต่าง วาง 3 เฟสคลี่ปัญหา เปิดพื้นที่เสรีภาพ สร้างปัญญาสาธารณะ

‘จุฬาฯ’พร้อมคลี่ปมเห็นต่าง วาง 3 เฟสคลี่ปัญหา เปิดพื้นที่เสรีภาพ สร้างปัญญาสาธารณะ

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.46 น.

‘จุฬาฯ’พร้อมคลี่ปมเห็นต่าง วาง 3 เฟสคลี่ปัญหา เปิดพื้นที่เสรีภาพ สร้างปัญญาสาธารณะ

28 สิงหาคม 2563 ศาสตราจารย์ (กิตติคุณ) สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากปัญหาข้อขัดแย้งในด้านความเห็นทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นความสำคัญของการคลี่คลายปมเงื่อนของความแตกต่างขัดแย้งด้วยหลักความบริสุทธิ์ใจและใช้ข้อมูลความรู้ในการแก้ปัญหาโดยอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคม และตระหนักว่าปัจจุบันสังคมไทยเผชิญกับสิ่งท้าทายรอบด้าน จึงต้องการให้การทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยมีส่วนช่วยในการตอบโจทย์ของสังคมและสาธารณะ โดยสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม

ทั้งนี้ จากการประชุมเพื่อหาแนวทางดำเนินการเกี่ยวกับกิจกรรมการแสดงออกและการใช้สิทธิเสรีภาพของชาวจุฬาฯ ได้ข้อสรุปเชิงหลักการว่า

1.การยอมรับความหลากหลายทางความคิดอยู่ร่วมกัน

2.ความขัดแย้งไม่ใช่ปัญหาแต่ประเด็นปัญหาคือ การทำให้ความแตกต่างขัดแย้งกลายเป็นความรุนแรง ดังนั้นการแก้ไขจึงไม่ควรอาศัยแต่เครื่องมืออำนาจและระเบียบบังคับแต่อย่างเดียว หากต้องใช้เครื่องมือที่สามารถเพิ่มพูนสมรรถภาพในการแก้ปัญหาร่วมกัน

3.การตัดสินกันด้วยความชอบ-ไม่ชอบเพราะคิดเห็นต่างกันและการสร้างความเกลียดชังต่อกันสามารถเป็นปัจจัยทำให้เกิดความรุนแรงและนำสังคมไปสู่ทางตันได้ ดังนั้นต้องคลี่คลายปมความเห็นต่างด้วยการขยายความรู้ความเข้าใจร่วมกัน การพิจารณาประเด็น เช่น ช่องว่างระหว่างรุ่นอายุและความแตกต่างในการให้คุณค่านั้นจำต้องใช้วิชาการรวมถึงสหวิชาการจึงจะสามารถคลี่คลายปมปัญหาได้ 

ในส่วนของแนวทางการดำเนินการอาจแบ่งออกเป็น 3 ระยะดังนี้ 

ระยะสั้น การสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจในการแลกเปลี่ยนเพื่ออนาคตด้วยบรรยากาศเปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็นและหารือกันเกี่ยวกับกติกาและเสรีภาพในการแสดงออกในมหาวิทยาลัยจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งคณาจารย์ นิสิตและนิสิตเก่าในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น เวทีเสวนา การระดมความคิด ฯลฯ ทั้งนี้มหาวิทยาลัยจะให้การสนับสนุนพื้นที่และดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ นอกจากนั้นยังสนับสนุนให้มีรายวิชาศึกษาทั่วไปใหม่ๆ เช่น วิชาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบในโลกยุคดิจิทัลด้วย

ระยะกลาง สนับสนุนโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมกำหนดควบคุมดูแลกันเองและส่งเสริมการศึกษาวิจัยแบบสหสาขาวิชาหัวเรื่องใหม่ๆ เช่นเสรีภาพและความรับผิดชอบในโลกแห่งความเสี่ยงพลังหนุ่มสาว (youthquake) เพื่อการเปลี่ยนแปลงอนาคต ช่องว่างระหว่างรุ่นอายุ(generation gaps) กับพลังสังคมยุคดิจิทัลแล้วนำผลจากการวิจัยมาบูรณาการในการเรียนการสอนและกิจกรรมไปด้วย

ระยะยาว อนาคตประเทศชาติย่อมขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ทางสังคมในท่ามกลางการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยไม่ใช้ความรุนแรง จุฬาฯ จึงเห็นความสำคัญในการขับเคลื่อนหาทางออกสังคมโดยร่วมสร้างความรู้ที่เหมาะสมและสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและเพิ่มสรรถนะในการทำความเข้าใจความคิดที่หลากหลาย

ศาสตราจารย์ (กิตติคุณ) สุริชัย หวันแก้ว ซึ่งเคยทำหน้าที่ในคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติเพื่อแก้ปัญหาเหตุการณ์ไม่สงบในภาคใต้ และเป็นผู้เชี่ยวชาญประเด็นด้านสังคม เช่น   การพัฒนา คนชายขอบ และโลกาภิวัตน์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ดังปรากฏในกรณีโรคระบาดโควิด-19 นี้ จุฬาฯ จะเร่งดำเนินการต่าง ๆ เพื่อมุ่งสู่การสร้างพื้นที่ในการร่วมสร้างความรู้และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ทางสังคม เพื่อการตอบโจทย์ร่วมกัน

ในหลวง โปรดเกล้าฯเปิดศูนย์ส่งเสริมอาชีพฯ เพื่อช่วยครอบครัวข้าราชบริพารที่ได้รับผลกระทบโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514686

ในหลวง โปรดเกล้าฯเปิดศูนย์ส่งเสริมอาชีพฯ เพื่อช่วยครอบครัวข้าราชบริพารที่ได้รับผลกระทบโควิด

ในหลวง โปรดเกล้าฯเปิดศูนย์ส่งเสริมอาชีพฯ เพื่อช่วยครอบครัวข้าราชบริพารที่ได้รับผลกระทบโควิด

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 13.32 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ ตั้งโครงการส่งเสริมอาชีพครอบครัวข้าราชบริพาร เพื่อช่วยเหลือครอบครัวข้าราชบริพารที่ยังว่างงาน ณ ศูนย์ส่งเสริมอาชีพครอบครัวข้าราชบริพาร ในเขตพระราชฐานวิภาวดี เขตพญาไท กรุงเทพฯ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงให้ความสำคัญและทรงห่วงใยครอบครัวข้าราชบริพารที่ยังว่างงาน และที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการฝึกวิชาชีพสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต

จัดตั้งเป็นศูนย์ส่งเสริมอาชีพครอบครัวข้าราชบริพาร โดยตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานวิภาวดี เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ดำเนินการด้านการตัดเย็บเครื่องแต่งกาย ชุดจิตอาสา ได้แก่ หมวก และผ้าพันคอ เพื่อสนับสนุนภารกิจจิตอาสาพระราชทาน เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

การตั้งศูนย์ส่งเสริมอาชีพครอบครัวข้าราชบริพาร ได้รับการประสานงานและสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ อาทิ การปรับปรุงอาคารเย็บผ้า การจัดหาเครื่องมือเครื่องจักรเย็บผ้าให้ถูกต้องตามมาตรฐาน การฝึกหัดตัดเย็บจากภาคเอกชน จากบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท สยามแฮนด์ส จำกัด และบริษัท เบ็ทเทอร์แบ็ก จำกัด และได้เริ่มจัดให้มีการฝึกอบรม เรียนรู้การตัดเย็บมาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมการฝึกและประจำศูนย์ รวม 30 คน

โดยในวันนี้ 28 สิงหาคม 2563 เวลา 09.15 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นประธานเปิดศูนย์ส่งเสริมอาชีพครอบครัวข้าราชบริพาร เพื่อความเป็นสิริมงคลของสมาชิก ผู้ปฏิบัติหน้าที่และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งยังเป็นการเอื้อประโยชน์ต่องานด้านจิตอาสา เกิดการจ้างแรงงาน การเรียนรู้ทางวิชาชีพ การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เกิดความรักในอาชีพ มีความสามัคคีร่วมกันทำงานด้านจิตอาสาให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และสังคมอย่างยั่งยืนสืบไป ดังพระราชปณิธานที่ทรงพระราชปรารถนาให้ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข
 

ศธ.เตรียมรีสกิล-อัพสกิลครูทั้งระบบ เพื่อความก้าวหน้าของครูในอนาคต คาด 2 ปีเห็นผล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514652

ศธ.เตรียมรีสกิล-อัพสกิลครูทั้งระบบ เพื่อความก้าวหน้าของครูในอนาคต คาด2ปีเห็นผล

ศธ.เตรียมรีสกิล-อัพสกิลครูทั้งระบบ เพื่อความก้าวหน้าของครูในอนาคต คาด2ปีเห็นผล

วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 10.07 น.

วันที่ 28 สิงหาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาในรูปแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) เพื่อรองรับการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาตามนโยบาย THAILAND 4.0 ที่ตนเป็นประธานในการประชุม เมื่อเร็วๆนี้ ว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประชุมร่วมกับภาคเอกชนซึ่งมีทั้งเครือข่ายโครงการสานอนาคตการศึกษา (CONNEXT ED) และโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) เพื่อจะนำแนวทางที่ผ่านมามาขับเคลื่อนในวงกว้าง ทั้งเรื่องระบบการบริหารจัดการโรงเรียน การนำปัญหาอุปสรรคต่าง ๆที่ทำให้การขับเคลื่อนที่ผ่านมายังมีบางเรื่องที่ต้องปรับปรุง นำมาวางแล้วมีคณะทำงานหาทางปลดล็อคข้อจำกัดต่างๆ ซึ่งตนคิดว่าถ้าหากเราเดินไปข้างหน้าร่วมกันแล้วเราเห็นแนวทางชัดเจนว่าจะต้องรีสกิล หรืออัพสกิล ผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการศึกษาทั้งหมด เพื่อให้ความรู้เพิ่มเติมในทุกๆด้าน ก็จะทำให้การขับเคลื่อนนี้ประสบผลสำเร็จโดยที่มีเป้าหมายว่าภายใน 2 ปีนี้จะสามารถพัฒนากลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้เป็นจำนวนมาก 

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า เรื่องหลักของการประชุมครั้งนี้คือ การพยายามหาคนที่จะเข้าสู่ขบวนการพัฒนานี้ว่าพื้นฐานต้องมีอะไรบ้าง ความคาดหวังคืออะไร และแนวทางที่จะทำนั้นเราจะทำกันอย่างไร ด้วยการรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนในภาคเอกชน สำหรับผู้ที่จะเข้าสู้ขบวนการพัฒนาจะมีทุกภาคส่วนไม่เฉพราะครูเท่านั้น เช่น ขบวนการพัฒนาที่เกี่ยวกับไอซีที หรือ ไอซีทีทาเล้น ซึ่งโครงการ CONNEXT ED ได้มีการทดลองทำมาแล้ว โดยเริ่มจากครภายนอกแล้วขยับมาเป็นครูที่โรงเรียน และจากการพิจารณาโครงการนี้แล้วเห็นว่า จะสามารถทำให้ครูที่อยู่ในโรงเรียน 1 คน ต่อหนึ่งโรงเรียน ในความคาดหวังระยะยาวก็น่าจะสามารถช่วยพัฒนาระบบไอซีทีหรือระบบดิจิทัลทั้งหมดของโรงเรียน โดยทำความเข้าใจให้กับครูทุกๆคนในโรงเรียนนั้นๆได้ เพื่อเป็นการยกระดับความเข้าใจตัวชีวัดต่างๆที่อยู่ในระบบดิจิทัล รวมถึงมีเรื่องของการสอนควบชั้น หรือการที่ครูอาจจะขึ้นมาเป็นผู้บริหารก็จะต้องมีทักษะในการดูแลงบประมาณของโรงเรียน และการกระจายงบฯในส่วนต่าง ๆ การทำตัวชีวัด(KPI) ซึ่งผู้บริหารทุกคนจะต้องมีความรู้เรื่องเหล่านี้ในเบื้องต้น  การพัฒนาสิ่งเหล่านี้จะทำให้การขับเคลื่อนไปข้างหน้ามีความคร่องตัวมากยิ่งขึ้น และทักษะเหล่านี้ไม่สามารถเรียนได้ในมหาวิทยาลัย จะเป็นการนำสถานการจริงมาจำลองให้คุณครูได้เพิ่มทักษะ  ก็หวังว่าจะเป็นการสร้างความก้าวหน้าให้กับคุณครูในอนาคตด้วย 

“วันนี้ที่ประชุมก็ได้สะท้อนปัญหา และอยากให้กระทรวงศึกษาฯ ทำในเรื่องความต่อเนื่อง ระหว่างภาคเอกชนกับโรงเรียน เช่น กรณีที่ผอ.โรงเรียนย้ายออกหรือเกษียณฯ ที่ผ่านมาการเชื่อมต่อไม่มีความต่อเนื่องในการทำงานร่วมกันเพียงพอ ผมก็จพนำประเด็นสำคัญๆนี้เข้ามาสู่ขบวนการพิจารณาถึงความเหมาะสมต่อไป” นายณัฏฐพล กล่าว