สพฐ. สรุป41โรงเรียนในเขต สพป.-สพม. รับผลกระทบ ‘อุทกภัย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514330

สพฐ.สรุป41โรงเรียนในเขต สพป.-สพม. รับผลกระทบ'อุทกภัย'

สพฐ.สรุป41โรงเรียนในเขต สพป.-สพม. รับผลกระทบ’อุทกภัย’

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 18.52 น.

สพฐ.สรุปมีโรงเรียนในเขต สพป.-สพม. ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 41 โรงเรียน มีนักเรียน-ครู-บุคลากร ได้รับผลกระทบ รวม 198 ราย

26 สิงหาคม 2563 นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้สรุปสถานการณ์สถานศึกษาและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 13.00 น. พบว่ามีโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) 6 เขต โรงเรียรจำนวน 38 แห่งได้รับผลกระทบ  อาทิ สพป.สุโขทัย เขต 2 จำนวน 9 ร.ร., สพป.แพร่ เขต 1 จำนวน 1 ร.ร., สพป.แพร่ เขต 2 จำนวน 16 ร.ร., สพป.น่าน เขต 1 จำนวน 10 ร.ร.และมีนักเรียน ครู บุคลากรได้รับผลกระทบ จำนวน 195 ราย, สพป. นครสวรรค์ เขต 1 จำนวน 1 ร.ร., สพป.สตูล 1 ร.ร. มีโรงเรียนปิดเรียน 20 แห่ง 

ส่วนในเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) ได้รับผลกระทบ 3 เขต จำนวน 3 ร.ร. อาทิ สพม.เขต 11 (สุราษฎร์ธานี ชุมพร) จำนวน 1 ร.ร.อาคารเรียนและบ้านพักครูได้รับความเสียหาย, สพม.เขต12 (นครศรีธรรมราช พัทลุง จำนวน 1 ร.ร. อาคารเก็บวัสดุเสียหาย, ส่วน สพม.เขต 37 (แพร่ น่าน) จำนวน 1 ร.ร. ต้นไม้ล้มทับอาคารโรงจอดรถ และมีนักเรียน ครู บุคลากรได้รับผลกระทบ จำนวน 3 ราย

ทั้งนี้ รวมจำนวนโรงเรียนใน สพป.และสพม.ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 41 โรงเรียน และมีนักเรียน ครู บุคลากร ได้รับผลกระทบ รวมจำนวน 198 ราย 

“จากผลสรุปรายงานพบว่าโรงเรียนเสียหายไม่มาก ที่ท่วมหนักหน่อยก็ที่ จ.สุโขทัย ส่วนใหญน้ำจะท่วมเร็วไปเร็ว 1-2 วันน้ำก็ไปแล้ว ไม่ได้ท่วมขังนานจนเด็กมาเรียนไม่ได้  ซึ่ง สพฐ.ก็จัดสรรงบฯให้เขตพื้นที่ฯคอยดูแลซ่อมแซมโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ และมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมทำความสะอาดล้างดินโคลนที่เปลื้อนโตะเก้าอี้ภายในโรงเรียนที่ถูกน้ำท่วม  ส่วนอุปกรณ์การเรียนไม่ได้รับความเสียหายมากเนื่องจากคุณครูเตรียมเก็บได้ทัน และไม่พบว่ามีการเสียชีวิต  น้ำท่วมไม่เสียหายเท่าถูกลมพายุพัด ถ้าพายุพัดทำให้อาคารเรียนพังเสียหาย” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว 

สช.เตือนโรงเรียนเอกชน3พันแห่ง เปลี่ยนกิจการไม่แจ้งใน30วัน ถูกถอนใบอนุญาต! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514273

สช.เตือนโรงเรียนเอกชน3พันแห่ง เปลี่ยนกิจการไม่แจ้งใน30วัน ถูกถอนใบอนุญาต!

สช.เตือนโรงเรียนเอกชน3พันแห่ง เปลี่ยนกิจการไม่แจ้งใน30วัน ถูกถอนใบอนุญาต!

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.44 น.

สช.เตือนโรงเรียนเอกชนนอกระบบกว่า 3 พันแห่ง เปลี่ยนกิจการไม่แจ้งภายใน 30 วัน ถูกถอนใบอนุญาต-พร้อมขอยกเว้นภาษีป้ายโรงเรียนเอกชน – ยืนยัน ร.ร.นานาชาติกระทบเพียง 3 แห่ง เนื่องจากนักเรียนเป็นคนจีนยังเดินทางมาไม่ได้

26 สิงหาคม 2563  นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยภายหลังหารประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 8 /2563 ที่มี นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธาน ว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงความก้าวหน้า ที่ สช.เสนอให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) ช่วยพิจารณาในเรื่องการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และยกเว้นภาษีป้าย เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ซึ่งทางพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทณวงมหาดไทย ได้ส่งหนังสือตอบกลับมาว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 โรงเรียนเอกชนทุกประเภทได้รับการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราร้อยละ 90 และเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนนอกระบบที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องในปีต่อ ๆไป จึงได้ส่งข้อมูลให้กระทรวงการคลังมาประกอบการพิจารณาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่อไป ส่วนภาษีป้ายนั้น ตาม พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2560 กำหนดไว้ว่าโรงเรียนเอกชนได้รับการยกเว้นภาษีป้าย ซึ่งยกเว้นเฉพาะป้ายชื่อโรงเรียนเท่านั้น ไม่รวมถึงป้ายโฆษณา ดังนั้น ถ้าจะให้ยกเว้นภาษีป้ายโฆษณาจึงไม่อาจทำได้  แต่ในกรณีป้ายโฆษณาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกา ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจโดยไม่มีเจตนาหารายได้ จะไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งสช.จะส่งหนังสือฉบับนี้ให้โรงเรียนเอกชนนอกระบบใช้อ้างอิงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดเก็บภาษีป้ายต่อไป

เลขาธิการ กช. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สช.ได้รายงานให้ที่ประชุมทราบถึงข้อมูลจำนวนโรงเรียนเอกชน ประจำเดือนสิงหาคม ดังนี้ โรงเรียนในระบบ จำนวน 4,110 แห่ง ประเภทสามัญศึกษา 3,884 แห่ง ประเภทนานาชาติ 226 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้มีขอจัดตั้งใหม่ 3 แห่ง โรงเรียนเอกชนนอกระบบในทะเบียนมีอยู่ จำนวน 10,097 แห่ง และพบว่ามีโรงเรียนนอกระบบ 3,363 แห่ง เปลี่ยนกิจการเป็นอย่างอื่นแล้ว 

เช่น เป็นตึกให้เช่า เป็นโรงงานผลิตไอศครีม เป็นร้านเสริมสวย โดยที่ยังไม่มาแจ้งให้ทาง สช.รับทราบ  ดังนั้น หากโรงเรียนใดไม่ประกอบกิจการแล้วเกิน 90 วัน ให้รีบมาแจ้งเลิกกิจการภายใน 30 วัน ก่อนที่ สช.จะสั่งเพิกถอนใบอนุญาต และหลายแห่งพบว่าโรงเรียนได้ทำการย้ายสถานที่โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย ทั้งนี้ สช.จะเร่งดำเนินการควบคุมต่อไป และต่อไปนี้ สช.จะทำการสำรวจและสรุปแยกประเภททุกเดือน เพื่อควบคุมและจัดระบบข้อมูลของโรงเรียนเอกชน และจะรายงานให้ที่ประชุมทราบว่ามีโรงเรียนเลิกกิจการไปเท่าไหร่ และตั้งใหม่เท่าไหร่ แต่ช่วงที่จัดระเบียบข้อมูลในเดือนนี้มีแนวโน้มว่าโรงเรียนนานาชาติมีการขอจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ขณะนี้มีโรงเรียนนานาชาติที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพียง 3 โรง เนื่องจากนักเรียนเป็นนักเรียนที่มาจากประเทศจีนไม่สามารถเดินทางเ้ามาเรียนได้ ทางโรงเรียนนานาชาติจึงประสานให้นักเรียนกลุ่มนี้ซึ่งมีจำนวนกว่า 100 คน ให้เข้าไปเรียนในโรงเรียนของประเทศจีนก่อน และโรงเรียนนานาชาติในไทยก็สอนผ่านทางออนไลน์เพิ่มให้ หากเดินทางมาได้ก็ค่อยย้ายเข้าเรียน ส่วนครูต่างชาติที่ สช.เสนอชื่อไปให้กระทรวงการต่างประเทศแล้วนั้น ขณะนี้ สช.กำลังสำรวจอยู่ว่าเดินทางเข้ามาสอนในประเทศไทยจำนวนเท่าใดแล้ว ซึ่งการที่โรงเรียนมีครูไม่ครบก็ได้รับผลกระทบ แต่ที่ผ่านมาก็สอนทางออนไลน์อยู่แล้ว”

เลขาธิการมกช. กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้  สช.ได้สั่งตั้งคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนในระบบ 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และโรงเรียนสมฤทัยวิทยาลัย ลำปาง  และได้สั่งยกเลิกคำสั่งควบคุมโรงเรียนในระบบ 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลวัฒนานคร จ.สระแก้ว และโรงเรียนอนุบาลบ้านสิทธิวงศ์  นอกจากนี้ ได้รายงานผลสถานะกองทุนครูเอกชน ซึ่ง รมช. ศธ. ได้ตั้งคณะทำงาน เพื่อสรรหาผู้อำนวยการกองทุน มาแทนคนเดิมที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน นี้แล้ว ทั้งนี้ สช.พบว่ามีโรงเรียนเอกชนที่ขาดส่งเงินสมทบอยู่ 134 แห่ง ในจำนวนนี้จะไปปนอยู่กับโรงเรียนที่เลิกกิจการแล้ว ดังนั้น สช.จะเร่งจัดการข้อมูลโรงเรียนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว 

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นางกนกวรรณ ได้มอบใหมายให้ สช.หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องการส่งเงินสบทบกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน ที่เดิมนั้นโรงเรียนจะเป็นผู้จัดส่งเอง แต่บางโรงเรียนส่งช้า บางโรงเรียนก็ไม่ส่งเลย ถ้า สช.จะหัก ณ ที่จ่ายจากเงินอุดหนุน ที่ สช.ส่งให้ทุกเดือนนั้นจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ 

เลขาธิการ กช. กล่าวอีก  สช.ได้เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาร่างกฎกระทรวงการขอรับอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบ การกำหนดรายการและการขอเปลี่ยนแปลงรายการในสารจัดตั้ง และกำหนดขนาดที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนในระบบ ฉบับที่ … พ.ศ. … ร่างกฎระหทวงการขอรับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ ฉบับที่ … พ.ศ. … และร่างคำสั่ง ศธ. เรื่องมอบอำนาจการอนุญาตหลักสูตรโรงเรียนนอกระบบให้เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้ว่าราชการจังหวัด และศึกษาธิการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน ซึ่งที่ประชุมขอให้ สช.ไปพิจารณาเพื่อความรอบคอบอีกครั้ง

‘ครูตั้น’ สั่งเปิดเว็บไซต์ เพิ่มช่องทางนักเรียน-นักศึกษาสื่อสารข้อมูลโดยตรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514253

'ครูตั้น'สั่งเปิดเว็บไซต์ เพิ่มช่องทางนักเรียน-นักศึกษาสื่อสารข้อมูลโดยตรง

‘ครูตั้น’สั่งเปิดเว็บไซต์ เพิ่มช่องทางนักเรียน-นักศึกษาสื่อสารข้อมูลโดยตรง

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.49 น.

“ครูตั้น”สั่งเปิดเวบไซต์ภายในสัปดาห์หน้า เพิ่มช่องทางให้กลุ่มนักเรียน-นักศึกษาสื่อสารให้ข้อมูลโดยตรง

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2563 นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ คณะทำงานฝ่ายกฏหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เนื่องจากมีกลุ่มนักเรียน นักศึกษา จำนวนมากสื่อสารมาถึงกระทรวงศึกษาธิการ ว่าไม่มีความสบายใจที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะให้นักเรียนประชุมรับฟังข้อร้องเรียนในโรงเรียนผ่านสภานักเรียน แล้วให้ ผอ.โรงเรียน สรุปข้อเรียกร้องของนักเรียนในแต่ละโรงเรียน เพื่อส่งต่อมาถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ภายในวันที่ 15 ก.ย.นั้น ซึ่งกลุ่มนักเรียนกลัวว่า ผอ.โรงเรียน จะสรุปไม่ตรงตามที่นักเรียน นักศึกษา ร้องเรียน  และกลัวว่าการร้องเรียนจะไม่เสรี ซึ่งแนวคิดนี้ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็มีแนวคิดนี้อยู่แล้ว

“ดังนั้น ภายในสัปดาห์หน้า รมว.ศธ.มีนโยบายให้ ศธ.เปิดเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางให้นักเรียน นักศึกษา เสนอความคิดเห็นถึง ศธ.โดยตรง ซึ่งขณะนี้ ทีมงานกำลังคิดค้นรูปแบบ ชื่อเว็บไซต์ และวิธีการ มาตรการการคุ้มครองนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งผู้ปกครอง และครู ได้อย่างไร โดยไม่ให้ชื่อผู้ร้องเรียนถูกเปิดเผย เพื่อให้สามารถสื่อสารข้อมูลได้ทุกเรื่องที่มีความคับคร่องใจ และคุยได้อย่างเสรีกับ รมว.ศธ.โดยตรง ก่อนที่จะนำมาประกอบกับข้อมูลที่กลุ่มนักเรียน นักศึกษาร้องเรียนส่งผ่านโรงเรียนต่างๆ มาที่สำนักงานปลัด ศธ.ภายในวันที่ 15 ก.ย.นี้ แต่หลังจากนั้น ก็ยังสามารถร้องเรียนได้” นายสมบูรณ์ กล่าวและว่า ส่วนวันพรุ่งนี้ (27 ส.ค.) ภาคีนักเรียนจะเดินทางมาติดตามผลการออกมาตรการที่กระทรวงศึกษาธิการนั้น ซึ่งการที่ ศธ.จะเปิดเวบไซต์เพิ่มช่องทางให้นักเรียน นักศึกษา ก็เป็นคำตอบอยู่แล้ว ก็คงไม่ต้องมาแล้ว

ม.รามคำแหง มอบรางวัล ‘หอพักวิถีใหม่ ห่างไกลโควิด-19’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514251

ม.รามคำแหง มอบรางวัล 'หอพักวิถีใหม่ ห่างไกลโควิด-19'

ม.รามคำแหง มอบรางวัล ‘หอพักวิถีใหม่ ห่างไกลโควิด-19’

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.40 น.

ม.รามคำแหง เดินหน้าพัฒนาคุณภาพหอพักโดยรอบ ม.ร. หัวหมากและบางนา  มอบรางวัล “หอพักติดดาว” ครั้งที่ 12 เน้นแนวคิด “หอพักวิถีใหม่ ห่างไกลโควิด-19” ให้แก่หอพัก 112 แห่ง  

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญชาล ทองประยูร ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษานานาชาติ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นประธานมอบรางวัลแก่หอพักคุณภาพบริเวณโดยรอบมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ย่านหัวหมากและวิทยาเขตบางนา) ที่ผ่านการรับรองตามโครงการหอพักติดดาว ครั้งที่ 12 ภายใต้แนวคิด “หอพักวิถีใหม่ ห่างไกลโควิด-19” จำนวน 112 แห่ง จัดโดยคณะกรรมการภาคประชาชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง  โดยมี พ.ต.ท.นัฐกฤชพงษ์ ทรัพย์สิน สวป.สน.หัวหมาก พ.ต.ท.ชำนาญ  บุตรภักดิ์ สวป.สน.อุดมสุข นางน้ำค้าง พึ่งทอง ประธาน กต.ตร.สน.หัวหมาก นางอรชุมา  มณีโชติ ที่ปรึกษา กต.ตร.บกน.4 นางวาสนา  ทองนวล หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม สำนักงานเขตประเวศ นางแสงเพ็ญ  วิวัฒน์พนชาติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตบางกะปิ นายประเสริฐ  ทองนุ่น อดีตผู้อำนวยการเขตบางกะปิ และมี คณะผู้บริหาร ม.ร. ตลอดจนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และผู้ประกอบการหอพักโดยรอบมหาวิทยาลัย ร่วมงาน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 ณ ห้องศักดิ์ ผาสุขนิรันต์ อาคารหอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช 

โอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ลีนา  ลิ่มอภิชาต รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์  กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการฯ ได้ร่วมกันจัดโครงการหอพักติดดาวมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการหอพัก บริเวณโดยรอบ ม.ร. (หัวหมากและวิทยาเขตบางนา) ได้พัฒนาคุณภาพหอพักให้น่าอยู่อาศัย มีความปลอดภัย และดูแลใส่ใจนักศึกษาที่พักอาศัย โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจประเมินคุณภาพหอพักตามเกณฑ์ที่กำหนดทุกปีอย่างต่อเนื่อง จนถึงปีนี้เป็นโครงการ “หอพักติดดาว” ครั้งที่ 12 โดยครั้งนี้เน้นการตรวจประเมินภายใต้แนวคิด “หอพักวิถีใหม่ ห่างไกลโควิด-19” เพื่อให้สอดคล้องกับการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยพิจารณาจากการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของกรมควบคุมโรค เช่น การตรวจวัดอุณหภูมิ การให้บริการเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ การสวมหน้ากากอนามัย และการทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสอย่างต่อเนื่อง เพิ่มเติมจากการประเมินตามมาตรการเดิม 5 ด้าน ได้แก่ การปฏิบัติตามมาตรฐานหอพัก ความปลอดภัย สุขอนามัย การให้บริการและการจัดการหอพัก และการต่อต้านสิ่งเสพติด  

จากการประเมินคุณภาพมาตรฐานหอพักในครั้งนี้พบว่า ผู้ประกอบการได้นำคำแนะนำของคณะกรรมการตรวจเยี่ยมหอพักไปปรับปรุงพัฒนาหอพักของตนเอง ทำให้หอพักมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี มีความสะอาดและมีสภาพแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังป้องกันปัญหายาเสพติดในพื้นที่ และจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การประเมินคุณภาพหอพัก ด้านมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตของนักศึกษาและผู้พักอาศัย รวมทั้งเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม และในปีนี้มีหอพักที่ผ่านเกณฑ์การรับรองคุณภาพมาตรฐานฯ โครงการหอพักติดดาว ครั้งที่ 12 ทั้งหมดจำนวน 112 แห่ง ประกอบด้วย หอพักระดับดีเยี่ยม 5 ดาว จำนวน 41 แห่ง หอพักระดับดีมาก 4 ดาว จำนวน 36 แห่ง หอพักระดับดี 3 ดาว จำนวน 35 แห่ง และหอพักที่ได้รับเกียรติบัตรในฐานะที่เป็นหอพักเครือข่าย จำนวน 5 แห่ง 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญชาล ทองประยูร ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษานานาชาติ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นสถาบันอุดมศึกษาแบบตลาดวิชา มีนักศึกษาจำนวนมากจากทั่วประเทศ และส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาต่างจังหวัด ที่ต้องพักอาศัยในหอพักเสมือนบ้านหลังที่สองของนักศึกษา การอำนวยความสะดวกและการดูแลสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของนักศึกษา ถือเป็นหน้าที่สำคัญของมหาวิทยาลัย ตามนโยบายการดูแลลูกศิษย์เหมือนลูกหลาน แต่มหาวิทยาลัยไม่มีหอพักเป็นของตนเอง การดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของนักศึกษาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ประกอบการหอพักด้วย 

“ดีใจที่เห็นโครงการหอพักติดดาวของมหาวิทยาลัยรามคำแหง มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และเห็นผู้ประกอบการมีการพัฒนาคุณภาพหอพักของตนเองไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งด้านความปลอดภัย ด้านสุขอนามัย รวมทั้งสภาพแวดล้อมและการให้บริการต่างๆ แม้กระทั่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ผู้ประกอบการหอพักยังมีการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคตามมาตรการของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด และมีการช่วยเหลือเยียวยาผู้พักอาศัยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวด้วย แสดงออกให้เห็นถึงความห่วงใย การดูแลเอาใจใส่ความเป็นอยู่ของนักศึกษาและผู้พักอาศัยเหมือนคนในครอบครัวของตนเอง แม้ว่าวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการหอพักอย่างมากเช่นกัน”  

อธิการบดี ม.ร. กล่าวอีกด้วยว่า ขอขอบคุณคณะกรรมการชี้นำ ป้องกันและแก้ไขปัญหาของสังคม คณะกรรมการภาคประชาชน และหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมกันจัดโครงการหอพักติดดาวในครั้งนี้จนสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ และขอบคุณทุกฝ่ายทั้งผู้ประกอบการหอพัก สำนักงานเขตและสถานีตำรวจในพื้นที่ ที่ได้ช่วยกันพัฒนาคุณภาพของหอพักบริเวณโดยรอบ ม.ร.อย่างต่อเนื่องจนเกิดผลที่เป็นรูปธรรม เพราะผู้ประกอบการได้นำข้อแนะนำจากผู้ตรวจประเมินไปปรับปรุงในหลายด้าน เช่น มาตรการรักษาความปลอดภัย ความสะอาด สุขอนามัย และสภาพแวดล้อม ทำให้นักศึกษาพักอาศัยอย่างมีความสุขและปลอดภัย 

นอกจากพิธีมอบรางวัลหอพักติดดาวในครั้งนี้แล้ว ยังมีการเสวนาเรื่อง “หอพักวิถีใหม่ ห่างไกลโควิด 19” โดย นายณรงค์  จันทร์บูรณะพินิจ ผู้แทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และมีตัวแทนผู้ประกอบการหอพัก ร่วมการเสวนา เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติและการปรับตัวของผู้ประกอบการหอพักในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งนี้ยังมีการมอบรางวัล “หอพักวิถีใหม่ ห่างไกลโควิด-19” ให้แก่หอพักที่มีการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคตามมาตรการของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ หอพักสตรีนิรมล หอพักสตรีเอ็ม เอ็น อาร์ แมนชั่น และหอพักสตรีนับเบอร์วันอาพาร์ทเม้นท์  

แรงงานสูงวัย โลกหลังยุคโควิดอยู่ไม่ง่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514059

แรงงานสูงวัย  โลกหลังยุคโควิดอยู่ไม่ง่าย

แรงงานสูงวัย โลกหลังยุคโควิดอยู่ไม่ง่าย

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงไม่เฉพาะด้านสุขภาพเท่านั้นแต่ยังรวมถึงด้านเศรษฐกิจ จากการที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อสกัดการระบาดของโรค และแม้หลายๆ กิจการจะกลับมาเปิดได้หลังผ่อนคลายล็อกดาวน์ แต่หากยังไม่มีการเดินทางข้ามประเทศเศรษฐกิจก็ยากจะฟื้นโดยเฉพาะภาคบริการและท่องเที่ยว และหากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ การจ้างงานก็ยังไม่กลับมา ผู้คนอีกไม่น้อยก็จะยังต้องเป็นผู้ว่างงานต่อไป

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนาเรื่อง “COVID-19 ผลกระทบการจ้างงานในสังคมผู้สูงอายุ” โดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่ง ผศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวถึงสภาพแรงงานไทย 1.ประชากรไทยอายุ30-49 ปี เป็นช่วงวัยที่เป็นกำลังแรงงานมากที่สุด จากนั้นจะเห็นผู้หญิงค่อยๆ เริ่มหยุดทำงานตั้งแต่อายุ 50 ปี ส่วนผู้ชายเริ่มเห็นว่าหยุดทำงานตั้งแต่อายุ 55 ปี

2.แรงงานไทยอยู่ในภาคบริการมากที่สุด..แต่แรงงานสูงวัยส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร คนไทยที่มีงานทำในภาพรวม อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป อยู่ในภาคบริการและการค้าร้อยละ 50.7 รองลงมา ร้อยละ 33.5 ภาคเกษตรและร้อยละ 15.7 ภาคการผลิต อย่างไรก็ตาม หากนับเฉพาะคนอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ยังทำงานจะพบว่า ร้อยละ 60.3 อยู่ในภาคเกษตรรองลงมา ร้อยละ 32.1 ภาคบริการและการค้า และร้อยละ 7.6 ภาคการผลิต

3.อายุน้อยมักเป็นลูกจ้าง..สูงวัยหันมาทำงานอิสระ คนไทยที่มีงานทำในภาพรวม อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ร้อยละ 36 เป็นลูกจ้างในภาคเอกชน รองลงมา ร้อยละ 32 ประกอบอาชีพหรือธุรกิจส่วนตัวไม่มีลูกจ้าง ร้อยละ 18 ช่วยธุรกิจครัวเรือน และร้อยละ 9 เป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ถึงกระนั้น สำหรับแรงงานที่อายุยังไม่ถึง 60 ปี ที่ประกอบอาชีพหรือธุรกิจส่วนตัวไม่มีลูกจ้าง กลุ่มนี้พบว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป ขณะที่ประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปที่ยังมีงานทำ พบทำงานแบบประกอบอาชีพหรือธุรกิจส่วนตัวไม่มีลูกจ้างมากที่สุดถึงร้อยละ 62

4.แรงงานสูงอายุส่วนใหญ่รับค่าจ้างรายวัน แรงงานอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 44.4 รับค่าจ้างรายวัน ขณะที่ร้อยละ 39.9 รับค่าจ้าง
เป็นเงินเดือน ขณะที่ผู้สูงอายุร้อยละ 88 เป็นแรงงานนอกระบบ ซึ่งการรับเงินเดือนจะมีความมั่นคงทางรายได้มากกว่ารับค่าจ้างรายวัน อนึ่ง คนไทยอายุต่ำกว่า 40 ปี มักเป็นแรงงานในระบบ แต่เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป จะค่อยๆ กลายเป็นแรงงานนอกระบบมากขึ้น

“หลังโควิดเรารู้ว่าสภาพการทำงานโดยเฉพาะที่เป็นสถานประกอบการ การจ้างงานมันคงต้องเปลี่ยน การใช้อินเตอร์เนตการTelework (ทำงานทางไกล) หรือ Work from Home (ทำงานจากที่บ้าน) มันถูกคาดหวังเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเราก็มีข้อมูลการใช้อินเตอร์เนตไม่เป็นหรือไม่ใช้อินเตอร์เนตของสถานภาพการทำงานแต่ละกลุ่มมันต่างกัน กลุ่มใช้ไม่เป็นจะพบมากในกลุ่มประกอบธุรกิจส่วนตัวหรือช่วยธุรกิจครัวเรือนโดยไม่ได้ค่าจ้าง

ถ้าเรามาดูแยกตามกลุ่มอายุ การใช้อินเตอร์เนตไม่เป็นจะสูงในทุกสถานภาพการจ้างงาน แม้จะเป็นลูกจ้างเอกชน 65% ใช้ไม่เป็น ธุรกิจส่วนตัว 70% ใช้ไม่เป็น เป็นนายจ้างก็มีสัดส่วนที่สูง ประเด็นนี้ผมคิดว่าสำคัญ หลังยุคโควิดหรือในช่วงยุคโควิดที่มันมีลักษณะเป็นดิจิทัล เป็น Telework มากขึ้น ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าจะต้องพิจารณาถึงเช่นกัน” ผศ.ดร.เฉลิมพล กล่าว

ขณะที่ นณริฎ พิศลยบุตร นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า หากย้อนไปดูช่วงเดือนเม.ย. 2563 ที่มีการใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวด พบจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 6 แสนคน“แต่ยังมีกลุ่มที่น่าห่วงว่าจะหลุดจากระบบแรงงาน คือคนที่ยังไม่ถูกเลิกจ้างแต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่ได้กลับไปทำงาน” เช่น พนักงานสายการบิน พนักงานโรงแรม ฯลฯ ซึ่งแบ่งเป็นได้เป็น 2 กลุ่มคือ 1.ต้นสังกัดยังจ่ายค่าจ้างแต่ไม่ต้องมาทำงาน คาดว่ามีอยู่ประมาณ 4 แสนคน2.ต้นสังกัดยังไม่เลิกจ้างแต่ให้หยุดงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง มีอยู่ราว 2 ล้านคน

โดยทั้ง 2 กลุ่มนี้อยู่กับความคาดหวังว่าจะได้กลับไปทำงานในเร็ววัน แต่หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นก็อาจต้องถูกเลิกจ้างไปโดยปริยาย อนึ่ง “ช่วงก่อนโควิด-19 มีคนที่ทำงานน้อยกว่า 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เพียง 3 ล้านคน แต่เมื่อวิกฤติโรคระบาดมาเยือนพบว่าเพิ่มเป็น5 ล้านคน ใน 2 ล้านคน ที่เพิ่มขึ้นมาเป็นผู้สูงอายุราว 2.5 แสนคน” ซึ่งการถูกลดชั่วโมงทำงานลงย่อมกระทบต่อรายได้ และที่ต้องจับตามองคือ โควิดจะกลายพันธุ์เป็นแบบไข้หวัดที่ไม่มีทางป้องกันได้หรือไม่?” หากเป็นเช่นนั้นวิกฤตินี้คงดำเนินไปอีกยาว

ชลธิชา อัศวนิรันดร นักวิชาการวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จากที่เคยสำรวจพบหลายบริษัทมีการจ้างงานผู้สูงอายุ แบ่งเป็น 1.จ้างต่อเนื่องจากพนักงานเดิมที่ทำงานอยู่ กลุ่มนี้หากไม่เป็นผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง ก็จะเป็นแม่บ้านที่อยู่มานานจนนายจ้างไว้วางใจ กับ 2.จ้างพนักงานใหม่ โดยมากเป็นตำแหน่งงานทั่วไป เช่น พนักงานจัดเรียงสินค้า แคชเชียร์ แม่บ้าน พนักงานรับโทรศัพท์ ฯลฯ

เมื่อศึกษาต่อไปในประเด็น “ประสิทธิภาพการทำงานและทัศนคติที่เหมาะสมกับการทำงาน (เทียบได้กับคะแนนสอบกับคะแนนจิตพิสัยของนักเรียน-นักศึกษา)” ซึ่งด้วยความที่งานที่มีการจ้างผู้สูงอายุมักไม่ใช่งานในภาคการผลิต จึงไม่สามารถประเมินผลโดยเน้นปริมาณ (เช่น จำนวนชิ้นงาน) เป็นหลัก “ผลวิจัยน่าสนใจเพราะผู้สูงอายุมีค่าเฉลี่ยทั้ง 2 ส่วนดีกว่าวัยแรงงานที่อายุน้อยกว่า” แบ่งเป็นด้านประสิทธิภาพร้อยละ 57 และด้านทัศนคติร้อยละ 68

ขณะที่เมื่อแยกเป็นรายทักษะ พบว่า “การสื่อสาร ประสานงานและการบริหารจัดการ” เป็นสิ่งที่นายจ้างเห็นว่าคุ้มค่าในการจ้างงานผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับการสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งนายจ้าง เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล (HR) และเพื่อนร่วมงาน พบว่า 1.สามารถเติมเต็มตำแหน่งงานที่ขาดได้ เนื่องจากแรงงานวัยอื่นๆ มีอัตราการลาออกสูง 2.แบ่งเบาภาระงานได้ เช่น ในภาคบริการที่ให้คำแนะนำลูกค้าได้ดี 3.มีความรับผิดชอบสูง อาทิ เห็นอะไรไม่เป็นระเบียบแม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็จะช่วยจัดให้เรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม “ในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มแรกที่จะถูกให้พักงานไปก่อน..แต่การพักงานนั้นทำให้ไม่มีรายได้” สาเหตุมาจากธุรกิจที่จ้างงานผู้สูงอายุมักเป็นภาคบริการต้องพบปะผู้คน ซึ่งในแง่สุขภาพก็เป็นความเสี่ยงกับผู้สูงอายุเอง แต่ในช่วงที่ต้องหยุดทำงาน ผู้สูงอายุหลายคนหันไปช่วยงานกิจการในครอบครัว หรือบางส่วนหันไปเรียนรู้เรื่องการขายของออนไลน์ ถึงกระนั้น ความรู้ด้านเทคโนโลยีของคนวัยนี้ยังค่อนข้างจำกัด และสิ่งที่ผู้สูงอายุเริ่มตระหนักคือ ถึงเป็นแรงงานในระบบใช่ว่าจะมั่นคงเสมอไป

ด้าน ศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ด้านหนึ่งมีความพยายามเพิ่มการจ้างงานผู้สูงอายุ เช่น หน่วยงานภาครัฐมีการขยายอายุเกษียณ และมีการใช้มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุ แต่ภาคเอกชนนั้นก็ยังมีการจ้างไม่มากนัก อนึ่ง “แม้เศรษฐกิจไทยในภาพรวม ณ ไตรมาส 2/2563 จะหดตัวถึงร้อยละ12 แต่ภาคเกษตรกลับไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19” ตรงข้ามกับภาคการท่องเที่ยว ค้าส่ง-ค้าปลีกที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ถึงกระนั้น “ในช่วงโควิดพบผู้สูงอายุให้ข้อมูลว่าดำรงชีวิตด้วยเบี้ยยังชีพเพิ่มขึ้น” หากเทียบกับช่วงก่อนโควิดที่ผู้สูงอายุจำนวนมากจะตอบว่าพึ่งพารายได้จากการทำงานของตนเองเป็นหลัก นอกจากนี้ยังพบว่า “ข้อจำกัดของ
ผู้สูงอายุในมุมมองของนายจ้างคือเรื่องสุขภาพกับทักษะด้านเทคโนโลยี” ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นมาตั้งแต่ช่วงก่อนโควิดแล้ว และในช่วงโควิดที่การทำงานเปลี่ยนไปเป็นดิจิทัลมากขึ้น (Digitalization) จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้สูงอายุจะแทรกเข้ามาในตลาดแรงงาน

ดังนั้น “นโยบายระยะยาวหากจะทำให้ผู้สูงอายุยังทำงานได้อย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องมองให้ครบทุกมิติ ทั้งการเพิ่มพูนทักษะและการรักษาสุขภาพตั้งแต่ก่อนมาถึงวัยสูงอายุ หรือเป็นภารกิจด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” แต่เรื่องนี้ต้องอาศัยการทำงานข้ามกระทรวง นอกจากนี้ยังมีประเด็น “คนทุกวัยร่วมมือกัน (Intergenerational Solidarity)” ซึ่งในช่วงล็อกดาวน์โควิดที่ผ่านมา มีกรณีย่านประตูผีที่คนวัยหนุ่ม-สาวทำงานภาคบริการไม่มีนักท่องเที่ยว ก็หันไปช่วยผู้สูงอายุที่ขายอาหาร หรือในชนบทที่เกษตรกรไม่สามารถขายผลผลิตในห้างได้ ก็มีคนเข้าไปช่วยเรื่องขายออนไลน์

“แม้ว่าผู้สูงอายุจะยากลำบากในการฝึกทักษะ (Train) ด้านดิจิทัล แต่ผมคิดว่า Intergenerational Solidarity มันเป็นเรื่องสำคัญ แล้วมันไม่ใช่อยู่ดีๆ เกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วมารวมกันง่ายๆ บางทีของแบบนี้มันต้องปลูกฝังอยู่เหมือนกัน เวลาปกติมันมีที่ให้มาเจอกันไหม? มีชุมชน (Community) ไหม?ผมมองไปในมิติเชิงสังคมแบบนั้นด้วยเช่นกันในการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุยังทำงานได้ในสถานการณ์ต่างๆ” ศ.ดร.วรเวศม์ กล่าว

อาชีวะอุบลฯเปิด workshop เรียนรู้ศิลปะกับศิลปิน โครงการเทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514120

อาชีวะอุบลฯเปิดworkshop เรียนรู้ศิลปะกับศิลปิน โครงการเทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง

อาชีวะอุบลฯเปิดworkshop เรียนรู้ศิลปะกับศิลปิน โครงการเทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 20.24 น.

อาชีวะอุบลฯ เปิดกิจกรรม workshop จับมือเยาวชนอีสานเรียนรู้ศิลปะกับศิลปินในโครงการเทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง

25 สิงหาคม 2563 เวลา 09.00 น. ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม workshop และเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ด้านศิลปกรรม สำนักงานศิลปวัฒนธรรม ร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดอุบลราชธานี โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เครือข่ายศิลปินภาคอีสาน จัดโครงการ “เทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง ณ หอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี

โดยมีคณะครูในโรงเรียนพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการอุบลราชธานี โรงเรียนอาเวมารีอา โรงเรียนอัสสัมชัญอุบลราชธานี โรงเรียนลือคำหาญวารินชำราบ และ โรงเรียนนาส่วงวิทยา นำนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจากศิลปิน 

ทั้งนี้กิจกรรม ประกอบด้วย ฐานเรียนรู้ศิลปะงานแกะสลักโฟม ชื่องาน “ช้างไทย”  วิทยากรศิลปิน ครูสุระชาติ พละศักดิ์ ศิลปินแกะสลักหิมะนานาชาติ ได้รับรางวัล 4 ปีซ้อน และนายอัฐกร แก้วหาวงศ์ศิลปินศิษย์เก่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ร่วมศิลปะงานปั้นดินเหนียว ชื่องาน “สัตว์” วิทยากร นายธวัชชัย หอมทอง,นายปริญญา ถิรโคตร ครูคณะวิชาศิลปกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  และงานวาดภาพระบายสี ชื่องาน “วิถีความงามลุ่มแม่น้ำโขง” วิทยากร นายกฤษณา โมคศิริ ครูคณะวิชาศิลปกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ศิลปินเหรียญทอง ระดับภาคฯ Art Workshop with National Artists ,นายณรงค์ศักดิ์ ศรีวรมย์ ครูโรงเรียนนาส่วงวิทยา กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่แลกเปลี่ยนในระหว่างพื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำโขงผ่านการแสดงผลงาน การประกวด ด้านศิลปวัฒนธรรม ร่วมสมัย สนับสนุนให้ศิลปินและเครือข่ายได้มีพื้นที่ในการแสดงผลงานศิลปะ อันจะเป็นการส่งเสริมสนับสนุนความรู้ ความเข้าใจในศิลปะร่วมสมัยแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป และอนุรักษ์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ ให้คงอยู่สืบไป

นักเรียนตจว. เสียเปรียบ งบประมาณรัฐไปถึงปลายทางไม่เท่ากัน แนะจัดสรรงบปี64ลดเหลื่อมล้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514103

นักเรียนตจว.เสียเปรียบ งบประมาณรัฐไปถึงปลายทางไม่เท่ากัน แนะจัดสรรงบปี64ลดเหลื่อมล้ำ

นักเรียนตจว.เสียเปรียบ งบประมาณรัฐไปถึงปลายทางไม่เท่ากัน แนะจัดสรรงบปี64ลดเหลื่อมล้ำ

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 19.29 น.

อึ้ง!นักเรียน ตจว.เสียเปรียบ งบประมาณจากรัฐไปถึงปลายทางต่อหัวไม่เท่ากัน แนะจัดสรรงบปี 64 ใหม่ เน้นกลุ่มเป้าหมาย และพื้นที่ด้อยโอกาสลดผลกระทบจากโควิด-19 ช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

เมื่อเย็นวันที่ 25 สิงหาคม 2563 รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้าโครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ (National Education Accounts: NEA)กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้สรุปผลการวิเคราะห์ 10 ปีจาก โครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ (National Education Accounts: NEA) ว่ารายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2551 – 2561 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2551 มีจำนวนเงิน 560,479 ล้านบาท ต่อมาในปี พ.ศ.2561 ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นเป็น 816,267 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

โดยรายจ่ายด้านการศึกษาของภาครัฐเริ่มมีแนวโน้มลดลงจาก  684,497 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2559 เป็น 620,452 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2561 หรือคิดเป็นอัตราการลดลงเฉลี่ยปีละ 4.79% สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงทุกปี ทำให้จำนวนนักเรียนทั้งหมดของประเทศไทยมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากมีนักเรียนทั้งหมดจำนวน 11,750,727 ในปี พ.ศ. 2553 เหลือจำนวน 10,763,607 คน ในปี พ.ศ.2561 หรือลดลงมาเกือบหนึ่งล้านคนในระยะเวลา 8 ปี” 

รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวว่า จากข้อมูลการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการศึกษาภาคบังคับให้แก่เยาวชนในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2561 สพฐ. มีโรงเรียนในสังกัดจำนวน 29,839 แห่ง โดยมีงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาทั้งหมด 286,743 ล้านบาท ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่จัดสรรผ่านงบบุคลากร งบลงทุน งบดำเนินงาน และมีงบรายหัวที่จัดสรรให้เด็กแต่ละคนเท่ากัน แต่ในทางปฏิบัติแล้วเมื่อติดตามผลการจัดสรรงบประมาณในหมวดต่างๆ เหล่านี้ไปถึงปลายทางในพื้นที่ และถึงตัวผู้เรียนแล้วจะพบว่า นักเรียนแต่ละคนในพื้นที่ต่างๆ จะได้รับงบประมาณรวมเฉลี่ยต่อคนไม่เท่ากัน ซึ่งเกิดจากหลากหลายปัจจัย

อาทิ จำนวนเด็กนักเรียนในแต่ละพื้นที่ จำนวนครูในโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารที่ยังขาดครูไปสอนไม่ครบชั้นเรียน ทำให้งบบุคลากร งบลงทุนที่ได้รับการจัดสรรลงไปให้แก่นักเรียนในพื้นที่และสถานศึกษาเหล่านี้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าโรงเรียนขนาดกลาง-ใหญ่ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ

โดยผลการวิจัยจากโครงการบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติพบว่า ในปีงบประมาณ 2561 ภูมิภาคที่มีรายจ่ายด้านการศึกษา มากที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 119,153 ล้านบาท รองลงมาคือภาคกลาง จำนวน 72,231 ล้านบาท  ภาคเหนือ จำนวน 54,280 ล้านบาท ในขณะที่ภาคใต้ เป็นภูมิภาคที่มีรายจ่ายด้านการศึกษาน้อยที่สุดจำนวน 41,077 ล้านบาท หรือประมาณหนึ่งในสามของรายจ่ายด้านการศึกษาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โดยเมื่อติดตามผลการจัดสรรงบประมาณการศึกษาในปี 2561 ไปถึงผู้เรียนเป็นรายบุคคลแล้วพบว่านักเรียนในบางจังหวัดได้รับจัดสรรงบประมาณการศึกษาเฉลี่ยต่อหัวอยู่ในระดับ 25,000 – 35,000 บาท เช่น จังหวัดตาก สุราษฎร์ธานี และ สมุทรสาคร ในขณะที่บางจังหวัดนักเรียนได้รับจัดสรรงบประมาณการศึกษาเฉลี่ยต่อหัวอยู่ในระดับ 53,000 – 65,000 บาท เช่น จังหวัด ปทุมธานี แพร่ และร้อยเอ็ด เป็นต้น ซึ่งแตกต่างกันอยู่ราว 1-2 เท่า อันเนื่องมาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมในพื้นที่ และจำนวนครูและบุคลากรในสถานศึกษาข้างต้น 

“เมื่อพิจารณาผลกระทบจาก COVID-19 ล่าสุดที่มีจำนวนนักเรียนยากจนพิเศษในระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นมากกว่า 300,000 คนจะเห็นได้ว่าผู้เรียนและครัวเรือนในระบบการศึกษาไทยในปีการศึกษา 2563-2564 ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจาก COVID-19 ทั่วทุกพื้นที่ ทางออกด้านหนึ่งในการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาปี 2564 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในมิติการศึกษาได้อย่างยั่งยืน คือ ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกระบวนการจัดสรรงบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equity-based Budgeting) ซึ่งไม่ใช่การจัดสรรด้วยสูตรเดียวกันทั้งประเทศ แต่ใช้หลักการนำข้อมูลความจำเป็นของผู้เรียน และสถานศึกษา รวมทั้งบริบทเฉพาะในแต่ละพื้นที่ มาคิดคำนวณอยู่ในสูตรการจัดสรรงบประมาณด้วย สิ่งนี้จะช่วยให้ระบบการศึกษาไทยสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งด้านประสิทธิภาพ และความเสมอภาคไปพร้อมกันได้ (Equity & Efficiency Gain) เพราะนอกจากผู้เรียน โรงเรียนจะได้รับการจัดสรรทรัพยากรที่สอดคล้องกับความจำเป็นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแล้ว รัฐบาลจะสามารถประหยัดเงินงบประมาณได้จำนวนมากจากรายจ่ายที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการได้ด้วย” รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าว

หัวหน้าโครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่าในเดือนกันยายนนี้ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ กสศ. จะเปิดตัวฐานข้อมูลบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาออนไลน์ ในชื่อฐานข้อมูล iNEA ผ่านโปรแกรม Business Intelligence (BI) เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้เห็นถึงภาพรวมและรายละเอียดของข้อมูลรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยย้อนหลัง 10 ปี ด้วยการนำเสนอรูปแบบใหม่ที่ทันสมัย มีการใช้กราฟิกที่แสดงข้อมูลในรูปของกราฟแท่ง กราฟวงกลม แผนที่ และรูปภาพต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจข้อมูลได้อย่างชัดเจน

โดยฐานข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้ออกแบบนโยบาย ผู้บริหารสถานศึกษา และนักวิชาการผู้สนใจประเด็นการศึกษาเข้าใจโครงสร้างรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศมากขึ้น ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปประกอบการออกแบบนโยบายด้านการศึกษา เพิ่มความพร้อมของเด็กก่อนเข้าเรียน เพิ่มอัตราการเข้าเรียนของเด็ก และกำหนดผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรของภาครัฐในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเป็นธรรม  

‘วท.ระยอง’ รับมอบศูนย์การเรียนรู้อาหารถิ่นระยอง ร้านใบชะมวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514094

'วท.ระยอง'รับมอบศูนย์การเรียนรู้อาหารถิ่นระยอง ร้านใบชะมวง

‘วท.ระยอง’รับมอบศูนย์การเรียนรู้อาหารถิ่นระยอง ร้านใบชะมวง

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 19.03 น.

วท.ระยอง รับมอบศูนย์การเรียนรู้อาหารถิ่นระยอง ร้านใบชะมวง เพื่อพัฒนาการศึกษาท้องถิ่น และกระจายรายได้สู่ชุมชน

วันนี้ ( 25 ส.ค. 63) นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ส่งมอบศูนย์การเรียนรู้อาหารถิ่นระยอง ร้านใบชะมวง ในโครงการเชฟชุมชนชวนกินถิ่นระยอง (ฮิ) เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นอันมีคุณค่า และกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดระยองอย่างยั่งยืน ตลอดจนเป็นการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา เพื่อรองรับนโยบายโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC โดยมี ว่าที่เรือตรี ชูชีพ อรุณเหลือง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคระยอง เป็นผู้รับมอบ นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟมิชลินสตาร์ของประเทศไทย และ เชฟณัฐพงศ์ ธีรนันทพิชิต จากโรงเรียนการอาหารไทยเอ็มเอสซี ซึ่งเป็นผู้ร่วมพัฒนาศักยภาพบุคลากรครูและนักศึกษา ในการจัดการเรียนการสอนวิชาอาหารถิ่นระยอง ร่วมงานด้งกล่าว

นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า วิทยาลัยเทคนิคระยอง ร่วมกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)  เปิด“ศูนย์การเรียนรู้อาหารถิ่นระยอง ร้านใบชะมวง” ในรูปแบบการศึกษาระบบทวิภาคี วัตถุประสงค์เพื่อฝึกประสบการณ์วิชาชีพอาหารถิ่นระยอง การพัฒนาหลักสูตร เพื่อยกระดับกำลังคนอาชีวศึกษา และสร้างความยั่งยืนในการอนุรักษ์องค์ความรู้ที่ได้จากการดำเนินโครงการ โดยได้พัฒนาศักยภาพให้กับคณะอาจารย์แผนกวิชาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยเทคนิคระยอง ผ่านการฝึกอบรมทักษะต่างๆ และการทำธุรกิจร้านอาหาร ให้กับนักเรียนนักศึกษาระดับ ปวช.และ ปวส.รวมทั้งสนับสนุนการปรับปรุงร้านอาหารใบชะมวง ร่วมวางแผนด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ ตลอดจนส่งเสริมองค์ความรู้สูตรอาหารและการบริหารธุรกิจร้านอาหาร จากเชฟชื่อดังระดับประเทศ

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ขอขอบคุณ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และมุ่งมั่นจะสานต่อเจตนารมณ์ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มพัฒนา “เชฟชุมชน” ของประเทศไทย โดยการดำเนินโครงการเชฟชุมชนชวนกินถิ่นระยอง (ฮิ) ตั้งแต่ปี 2560 ตามยุทธศาสตร์พัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษา เพื่อรองรับนโยบายโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนาอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยวและการแปรรูปอาหาร เพื่อให้นักศึกษาได้รับการพัฒนาความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านอาหาร สามารถนำไปสร้างอาชีพ และส่งเสริมการท่องเที่ยวด้านอาหารในจังหวัดระยองต่อไปในอนาคตได้

ด้าน ว่าที่เรือตรี ชูชีพ อรุณเหลือง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคระยอง กล่าวว่า ขอขอบคุณบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ที่เล็งเห็นความสำคัญต่อการพัฒนากำลังพลอาชีวศึกษา และให้เกียรติมาร่วมพัฒนาการเรียนการสอน และปรับปรุงศูนย์การเรียนรู้อาหารถิ่นระยอง ร้านใบชะมวง ซึ่งวิทยาลัยเทคนิคระยองได้ส่งเสริมให้นักศึกษาแผนกวิชาอาหารและโภชนาการ ได้เรียนรู้รายวิชาอาหารถิ่น และฝึกอาชีพในศูนย์ฯ ทุกคน เพื่อเป็นการอนุรักษ์องค์ความรู้ของจังหวัดระยอง และเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษฝึกอาชีพ เพื่อให้สามารถเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารในอนาคตได้ ไม่เพียงเท่านี้ วิทยาลัยฯ ยัง ได้นำนักศึกษาจากในสาขาการเรียนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาช่วยพัฒนาและฝึกฝนทักษะไปพร้อมๆกัน เช่น สาขาแผนกบัญชี สาขาด้านการตลาด สาขาด้านช่างไฟฟ้า เป็นต้น นอกจากนี้ ศูนย์การเรียนรู้ฯ ยังมีภารกิจส่งเสริมการสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยเปิดสอนหลักสูตรระยะสั้น และการสอนการฝึกอาชีพการทำอาหารที่หลากหลายผ่านโครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน ทำให้เกิดการกระจายรายได้ สู่ประชาชนในจังหวัดระยองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย

ในโอกาสนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสเสน่ห์และรสชาติอาหารภาคตะวันออก ต่อยอดเศรษฐกิจสู่ชุมชน และร่วมพัฒนาการศึกษาท้องถิ่น  ด้วยการร่วมกันอุดหนุนอาหารและสินค้าจากศูนย์การเรียนรู้อาหารถิ่นระยอง ร้านใบชะมวง และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้โอกาสศูนย์การเรียนรู้อาหารถิ่นระยอง ร้านใบชะมวง ได้รังสรรค์เมนูอาหาร เพื่อมื้อพิเศษของคุณในทุกๆ วัน

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/ศูนย์การเรียนรู้อาหารถิ่นระยอง ร้านใบชะมวง วิทยาลัยเทคนิคระยอง อาจารย์มานิดา หยาดทอง หัวหน้าแผนกวิชาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยเทคนิคระยอง : หมายเลขโทรศัพท์ 061-837-9991 นางสาวสุภาพร กำมะหยี่ CSR Officer GC : หมายเลขโทรศัพท์ 084-629-142

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับ ศธ.มท.กสศ. ชวนเสนอชื่อ ‘ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี’ ครั้งที่ 4 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514056

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับ ศธ.มท.กสศ. ชวนเสนอชื่อ ‘ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี’ ครั้งที่ 4

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับ ศธ.มท.กสศ. ชวนเสนอชื่อ ‘ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี’ ครั้งที่ 4

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 17.41 น.

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับ ศธ.มท.กสศ. ชวนเสนอชื่อ‘ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี’ ครั้งที่ 4 ครูผู้ใช้ทั้งชีวิตเปลี่ยนแปลงลูกศิษย์และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา ชี้บทบาทครูสำคัญช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ

25 สิงหาคม 2563 ที่อาคารคุรุสภา มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวเปิดตัวการสรรหาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่4โดยดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานคณะกรรมการมูลนิธิ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เป็นรางวัลเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระปรีชาและทรงมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อการศึกษาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เป็นรางวัลพระราชทานระดับนานาชาติเพื่อเชิดชูเกียรติครูดีเด่นในอาเซียนและติมอร์-เลสเต 11 ประเทศ ดำเนินการโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ กสศ. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร หน่วยงานรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีการคัดเลือก ประเทศละ 1 คน เป็นเวลา 2 ปีครั้ง

ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวว่า การคัดเลือกครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 4 มีกำหนดพระราชทานรางวัลในวันที่ 29 ตุลาคม 2564 ระหว่างนี้ประเทศไทยและประเทศในอาเซียนและติมอร์-เลสเต กำลังคัดเลือกครูผู้มีผลงานดีเด่นและสร้างคุณประโยชน์ต่อการศึกษา สำหรับประเทศไทยได้กำหนดคุณสมบัติเฉพาะของครูคือ การเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา โดยเป็นหรือเคยเป็นครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในสถานศึกษาทุกสังกัด ซึ่งรวมถึงครูนอกสถานศึกษาที่สอนผู้เรียนในวัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีประสบการณ์สอนอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 15 ปี และปฏิบัติงานสอนหรืองานด้านการศึกษาอยู่จนถึงวันรับพระราชทานรางวัล

ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวว่า สำหรับผู้มีสิทธิ์เสนอชื่อครู แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ศิษย์เก่าอายุ 25 ปีขึ้นไป สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน องค์กรนิติบุคคลและมีภารกิจส่งเสริมการเรียนรู้ และคณาจารย์ที่เคยเป็นผู้สอนครู เสนอชื่อครูได้ที่คณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด กลุ่มที่ 2 องค์กรภาครัฐและเอกชนมีการคัดเลือกครูระดับประเทศเสนอชื่อครูมาที่คณะกรรมการคัดเลือกส่วนกลาง จากนั้นจะมีการคัดเลือกและลงพื้นที่เพื่อพิจารณาครูผู้สมควรได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เพียง 1 คนของประเทศไทย และเนื่องจากการคัดเลือกมาจากสุดยอดครูของแต่ละจังหวัด มูลนิธิฯ จึงมอบรางวัลครูขวัญศิษย์ ซึ่งมาจากสุดยอดครูของจังหวัด รางวัลครูยิ่งคุณ 17 คน และรางวัลคุณากร 2 คน เพื่อให้สังคมร่วมกันเห็นคุณค่าและเชิดชูครูผู้ทุ่มเทเปลี่ยนแปลงชีวิตลูกศิษย์ตลอดทั้งชีวิตของความเป็นครู

“โจทย์ท้าทายการทำงานของครูและการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุค New Normal ที่กำลังเกิดขึ้น คือการเผชิญกับดิจิตัลดีรัปชั่น ที่โควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เร็วขึ้น ครูต้องปรับตัวเร็วเช่นการสอนออนไลน์ การสอนที่ถูกกำหนดด้วย social distancing การช่วยเด็กที่ครอบครัวช่วยไม่ได้ บังคับให้ครูต้องปรับให้ทันกับเทคโนโลยีและเหตุการณ์ เหตุการณ์โควิดจะเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงให้เร็วขึ้น คนถูกบีบให้ต้องกักตัว ดิจิตอลเทคโนโลยีจึงเข้ามาทดแทน รวมถึงความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่มีแนวโน้มสูงขึ้น จากข้อมูลเบื้องต้นของ กสศ. พบว่าจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบทางลบให้จำนวนนักเรียนยากจนพิเศษเพื่อจัดสรรทุนเสมอภาคให้ถึง 1.8 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 17.5% สะท้อนให้เห็นว่าครัวเรือนยากจนและเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน บทบาทของครูจึงมีส่วนช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กเยาวชน  เพื่ออุดช่องว่างของการไม่ได้เรียนหนังสือเต็มที่ตามปรกติ  ความยากจนที่เพิ่มของครอบครัว เพิ่มความเหลื่อมล้ำ ซึ่งที่ผ่านมามูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ได้สร้างพื้นที่การทำงานร่วมกันระหว่างครูไทยและครูในอาเซียน-ติมอร์เลสเต ผ่านเวทีวิชาการนานาชาติ การประชุมแลกเปลี่ยนการทำงานผ่านระบบออนไลน์ถึงรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ที่ทั่วโลกต้องเผชิญ การส่งเสริมศักยภาพครูให้มีความฉลาดรู้ดิจิตัล (Digital literacy) การถอดบทเรียนจากประสบการณ์การทำงานของสุดยอดครู การสร้างจิตวิญญาณความเป็นครูให้กับครูรุ่นใหม่ รวมถึงการต่อยอดการทำงานของครูผู้ทุ่มเทในกลุ่มเด็กเยาวชนที่ขาดโอกาส  เพราะมากกว่าการคัดเลือกครูคือการสร้างพลังเครือข่ายการทำงานของครูในอาเซียนและติมอร์เลสเต ที่ส่งผลถึงลูกศิษย์ เพื่อนครู โรงเรียน และคุณภาพการศึกษา” ดร.กฤษณพงศ์ กล่าว
ด้านนายสมคิด จันทมฤก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กลไกของคณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด ซึ่งมาจากหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคสื่อมวลชน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ศึกษาธิการจังหวัดเป็นเลขานุการ มีส่วนสำคัญในการสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อร่วมกันค้นหาครูที่มีจิตวิญญาณในการเปลี่ยนแปลงชีวิตลูกศิษย์และมีคุณูปการต่อวงการศึกษาในทุกจังหวัด จึงขอเชิญชวนร่วมกันส่งรายชื่อครูมาที่คณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด และเป็นปีแรกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมในการเสนอชื่อได้ โดยส่งเรื่องราวของครูมาที่ http://www.PMCA.or.th โดยระบบจะส่งข้อมูลเพื่อแจ้งเบาะแสครูที่ดีให้กับคณะกรรมการจัดหวัดในการค้นหาครูต่อไป

ส่วนนายจักรวาร เสาธงยุติธรรม นักดนตรี โปรดิวเซอร์และนักเรียบเรียงเพลง กล่าวถึงครูผู้เปลี่ยนชีวิตว่า สิ่งสำคัญที่ได้รับจากครูมากกว่าความรู้ คือโอกาส ตอนเรียนอยู่ชั้นม. 1 วิทยาลัยนาฏศิลป์ วิชาเอกไวโอลิน วิทยาลัยมีกฎห้ามนักเรียนจับเครื่องดนตรีที่ไม่ได้เลือกเรียน ทำให้ต้องแอบซ้อมเปียโน แกะตัวโน๊ต เพื่อไปทำงานเป็นนักดนตรีกลางคืน โดยมีครู 2 ท่านคอยช่วยเหลือ คือ ครูเอกเปียโนที่มอบกุญแจห้องพักครูไว้ให้ซ้อมตอนกลางคืน และครูสุทินที่รู้ว่ามีนักเรียนทำผิดกฎแต่ก็ยอมปล่อย เพราะรู้ว่าต้องใช้ประกอบอาชีพ ครูจึงเป็นคนเปิดโอกาสและสอนให้รู้จักใช้ชีวิต รู้จักอดทน เพราะชีวิตคนไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียนแต่ต้องมีประสบการณ์ข้างนอกด้วย นอกจากนี้ยังมีครูกัลยา ครูสอนภาษาไทย นาฏศิลป์ และครูฝ่ายปกครองที่ทุกคนเกรงกลัวถึงความเข้มงวด แต่ตนไม่รู้สึกกลัว พราะท่านไม่เคยดุและพูดเพราะอยู่เสมอ ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากครู จึงสอนให้ทุกเหตุการณ์และทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตสามารถเป็นครูที่จะสอนให้เราพัฒนาขึ้นได้เสมอ
ขฯะที่นายเกวลัง ธัญญเจริญ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว อดีตนักศึกษาวิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา แผนกวิชาช่างเทคนิคอุตสาหกรรม จบการศึกษาในทัณฑสถานวัยหนุ่มพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า รู้จักกับครูเกษมสุข ชัยชิตาทร ครูผู้บุกเบิกแผนกวิชาช่างเทคนิคอุตสาหกรรมในทัณฑสถานวัยหนุ่ม เพราะเคยต้องคดียาเสพติด ประทับใจในการสอนที่ทุ่มเท ยอมแบกเครื่องจักรน้ำหนัก 30 – 40 กิโลกรัม มาให้ลูกศิษย์ได้ลงมือทำจริง รวมถึงประสานผู้ที่มีความรู้จากภายนอก พารุ่นพี่ที่จบแล้วมีงานทำมาแลกเปลี่ยน ถ่ายทอดวิชาชีพ และเล่าเรื่องราวจากโลกภายนอก ซึ่งเป็นเหมือนการให้ภูมิคุ้มกัน บางคนญาติยังไม่มาเยี่ยม ครูก็โทรประสานและหาชุดนักศึกษามาให้ใส่ เพื่อสร้างบรรยากาศในการเรียน ครูจึงไม่ได้ดูแลแค่หน้าที่การสอน แต่เป็นครูผู้ให้โอกาสคน

นายอนุชิต วัฒนาพร อาจารย์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย กล่าวว่า ตนได้แบบอย่างความเป็นครูจากครูปราณี วิจิตรโชติ ครูขวัญศิษย์ ปี 2558 ผู้ถ่ายทอดความมีวินัย ความเป็นระเบียบ ท่านเข้มงวดโดยใช้คำพูดให้อยู่ในร่องในรอยของการเรียน แต่ไม่เคยเห็นท่านใช้กำลังลงโทษเด็กซึ่งตรงนี้สำคัญมากที่ลูกศิษย์จะกล้าเข้าหาครูอย่างไม่กลัว ท่านดูแลลูกศิษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียม และเมื่อครูปราณีได้มาเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างแรงบันดาลใจของความเป็นครูให้กับครูรุ่นใหม่ก็รู้สึกประทับใจว่านี่คือครูของเรา สิ่งที่ตนได้จากครูปราณีและจะสร้างครูรุ่นต่อไปคือครูต้องมีอุดมการณ์ พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อพัฒนาลูกศิษย์ ใช้ความรักนำและวิธีการจัดการศึกษาค่อยตามมา
 

‘ดร.เอนก’ ย้ำภูมิใจ อว. มีคนและนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง สนับสนุนเขตนวัตกรรมการแพทย์โยธีเต็มที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514041

'ดร.เอนก'ย้ำภูมิใจ อว. มีคนและนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง สนับสนุนเขตนวัตกรรมการแพทย์โยธีเต็มที่

‘ดร.เอนก’ย้ำภูมิใจ อว. มีคนและนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง สนับสนุนเขตนวัตกรรมการแพทย์โยธีเต็มที่

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.54 น.

ดร.เอนก ย้ำ ภูมิใจ อว. มีคนและนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง พร้อมสนับสนุนเขตนวัตกรรมการแพทย์โยธีเต็มที่ เร่งนำการวิจัยและนวัตกรรมมาใช้ได้จริงตามความต้องการของประเทศ

25 สิงหาคม 2563) ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก  เหล่าธรรมทัศน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการการพัฒนาและขับเคลื่อนย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี (Yothi Medical Innovation District) หรือ YMID  ครั้งที่ 3/2563 ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของกระทรวง อว. ในการขับเคลื่อนการวิจัยและนวัตกรรมโดยอาศัยจุดแข็งของแต่ละพื้นที่และโดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในพื้นที่

รัฐมนตรี อว. กล่าวกับที่ประชุม ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดระยอง ได้ไปตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าโครงการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EECi รวมทั้งสถาบันวิทยสิริเมธี และโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ที่อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง และได้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง หรือที่เรียกว่า innovation district ซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศาสตร์ทุกแขนงมาเชื่อมโยงกับจุดแข็งของภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม 
 
ดร.เอนก ย้ำต่อที่ประชุมว่า “ไม่มีอะไรที่กระทรวงจะดีใจมากไปกว่าคนของเรา เพื่อนร่วมงานของเรา คิดค้น คิดสร้าง ประดิษฐ์ หรือทำนวัตกรรมอะไรได้สำเร็จ ใช้งานได้จริง และเป็นประโยชน์กับประชาชน ซึ่งในสถานการณ์โควิด-19 เห็นได้ชัดว่ามีนวัตกรรมการแพทย์โดยคนไทยเกิดขึ้นมากมาย เช่น การวิจัยและนวัตกรรมชุดป้องกันการติดเชื้อสำหรับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ หรือ ชุด PPE แบบที่ซักล้างได้ ซึ่งคนไทยสามารถวิจัยและพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว มีมาตรฐานและความปลอดภัย  จนสามารถได้ในระดับอุตสาหกรรม ในราคาเหมาะสม เพียงพอสำหรับใช้ในประเทศและส่งออกได้”

ทั้งนี้ ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี (YMID) บริเวณถนนพญาไท ราชวิถี ศรีอยุธยา และพระรามหก เป็นพื้นที่ที่มีสถาบันการแพทย์และสาธารณสุขที่หนาแน่นที่สุดของประเทศไทย มีโรงพยาบาลและสถาบันการแพทย์ภายใต้กระทรวง อว. โดยเฉพาะของมหาวิทยาลัยมหิดลเกือบสิบแห่ง มีโรงพยาบาลและสถาบันของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อีกเจ็ดแห่ง ของกองทัพบก และยังมีหน่วยงานของภาคเอกชน รวมถึงองค์การเภสัชกรรมอีกด้วย  โดยมีโครงสร้างพื้นฐานอยู่เกือบครบถ้วนแล้ว มีความพร้อมด้านอาคารสถานที่ ด้านบุคลากร และความสามารถในด้านนวัตกรรม  กระทรวง อว. จึงสนับสนุนอย่างเป็นระบบ และยกระดับเป็นเขตนวัตกรรมที่จะทำให้ความสามารถด้านการแพทย์และสาธารณสุขไทยแข็งแกร่งขึ้นอีก

“โครงการ YMID ได้ดำเนินการมาแล้วในระยะหนึ่ง และเริ่มเห็นผลสำเร็จในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของแต่ละหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน วิชาการและอุตสาหกรรม เกิดความไว้วางใจ จนนำไปสู่ผลงานร่วมกัน เช่น การพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัย การผลิตชุด PPE การวิจัยยาและวัคซีน รวมทั้งการใช้มาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ร่วมกัน และการเชื่อมโยงการบริการและรักษาโรคระหว่างโรงพยาบาลต่างๆ ของกระทรวง อว. สาธารณสุข กองทัพ และเอกชน”
          
ในนามรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. จึงได้สนับสนุนและผลักดันให้ “ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์โยธี” นี้เป็นย่านการวิจัยพัฒนาและบริการด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ดีที่สุดระดับภูมิภาคและระดับโลก และได้มอบนโยบายให้หน่วยงานของ อว. โดยเฉพาะศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) รวมทั้ง สกสว. และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ร่วมกันสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยจะมอบให้ปลัดกระทรวง อว. ได้เข้ามาร่วมดูแลด้วยตนเอง หากมีเรื่องอะไรที่ต้องการให้สนับสนุนในเชิงนโยบายก็ยินดีให้การสนับสนุน รวมทั้ง “ขอให้โครงการย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธีนี้ เกิดจากนโยบายร่วมกันของรัฐมนตรี อว. และรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข โดยผมจะนำไปปรึกษากับท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี สธ. ท่านอนุทิน ต่อไป ซึ่งผมมั่นใจว่าท่านจะให้การสนับสนุนอย่างเข้มแข็งเช่นกัน “ ดร.เอนกกล่าวย้ำต่อที่ประชุม