ศิลปินเมืองดอกบัวคว้ารางวัลรองชนะเลิศประกวดวาดภาพ ‘เทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/514017

ศิลปินเมืองดอกบัวคว้ารางวัลรองชนะเลิศประกวดวาดภาพ 'เทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง'

ศิลปินเมืองดอกบัวคว้ารางวัลรองชนะเลิศประกวดวาดภาพ ‘เทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง’

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.03 น.

ครูอาชีวะอุบลฯ ศิลปินเมืองดอกบัว คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 พร้อมเงินรางวัล 15,000 บาท ในการประกวดวาดภาพ “เทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง” จากกระทรวงวัฒนธรรม

วันที่ 25 ส.ค.63 ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานศิลปวัฒนธรรม ร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดอุบลราชธานี โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เครือข่ายศิลปินภาคอีสาน จัดโครงการ “เทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง ณ จังหวัดอุบลราชธานี โดยจัดประกวดวาดภาพ หัวข้อ “สายน้ำฮักแพงแบ่งปัน สานสัมพันธ์ลุ่มแม่น้ำโขง ประเภทบุคคล กลุ่มศิลปินอาชีพ  นิสิต นักศึกษาและประชาชนทั่วไป ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม – 24 สิงหาคม 2563 ณ จังหวัดอุบลราชธานี

ทั้งนี้ ผลการตัดสินปรากฏว่า นายธวัชชัย หอมทอง ครูคณะวิชาศิลปกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัลจำนวน 15,000 บาท ด้วยผลงานที่ชื่อว่า “ประกายศรัทธาแห่งลุ่มน้ำ” เป็นผลงานหนึ่งเดียวในจังหวัดอุบลราชธานีที่สามารถคว้ารางวัลมาครองได้สำเร็จ สร้างความภาคภูมิใจให้กับวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี 

ส่วนรางวัลชนะเลิศการประกวด ได้แก่ ศิลปินจากจังหวัดสุรินทร์ คือ นายพัฒนา ฉิมงาม ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท ด้วยผลงานชื่อว่า “รูปลักษณ์จิตวิญญาณแห่งลุ่มน้ำโขง” และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ตกเป็นของศิลปินจากจังหวัดมหาสารคาม ได้แก่ นางสาวพรทิพย์ คำโยธา ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท ด้วยผลงาน “สายใยแห่งความศรัทธา” 

นอกจากนี้ ยังมีรางวัลชมเชยอีก 3 รางวัล  โดยทุกรางวัลจะได้รับเงินรางวัล จำนวน 5,000 บาท ได้แก่ 2 ศิลปินจากจังหวัดมหาสารคาม คือ นายปริญญา แสนคาน นายขวัญชัย ผิวทอง และรางวัลชมเชยอีก 1 รางวัล ได้แก่ ศิลปินจากจังหวัดศรีสะเกษ คือ นายธรรมนูญ กุลศิโรรัตน์ โดยศิลปินที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ จะเข้ารับเกียรติบัตรและเงินรางวัลจาก นางสาวนาถนิศา สุขจิตต์ ที่ปรึกษาด้านส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ประธานในพิธีเปิดโครงการ “เทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง” ในวันที่ 26 สิงหาคม 2563 เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ หอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี และผลงานทั้งหมดจะจัดแสดงร่วมกับผลงานศิลปินอาเซียน จากประเทศ ลาว เวียดนาม พม่า กัมพูชา และศิลปินในเครือข่ายอีสาน ณ หอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ตลอดเดือนสิงหาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ

คณะบัญชีฯจุฬาฯ ขยายผลโครงการ ChAMP สู่โลกดิจิทัล ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Lifeline Learning #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513995

คณะบัญชีฯจุฬาฯ ขยายผลโครงการChAMPสู่โลกดิจิทัล  ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Lifeline Learning

คณะบัญชีฯจุฬาฯ ขยายผลโครงการChAMPสู่โลกดิจิทัล ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Lifeline Learning

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.11 น.

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าไม่หยุดกับ ChAMP (Chulalongkorn Alumni Mentorship Program) พลิกวิกฤติเป็นโอกาสหลังสถานการณ์โควิด-19 สร้างดิจิทัลคอนเทนต์เผยแพร่บนโลกออนไลน์ เพื่อเปิดทางให้นิสิตนอกโครงการได้ร่วมกิจกรรม และเข้าสู่โลกของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifeline Learning) พร้อมผลักดันโครงการให้สร้างประโยชน์สาธารณะต่อภาคสังคม สมกับการเป็นเสาหลักของประเทศต่อไป

นายธงชัย บุศราพันธ์ ซีอีโอใหญ่แห่ง โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินงาน โครงการ ChAMP รุ่นที่ 9 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่านับตั้งแต่ปีแรกจนถึงปัจจุบัน เข้าปีที่ 9 โครงการ ChAMP มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีบัณฑิตที่ผ่านโครงการนี้ออกสู่ภาคธุรกิจแล้ว 493 คน ซึ่งทุกรุ่นได้รับการตอบรับอย่างดีจากหลายหน่วยงาน พร้อมกับเสียงเรียกร้องให้มีการขยายโครงการออกสู่ภาคสังคม โดยเมนเทอร์ที่ได้รับการคัดเลือกจะเป็นรุ่นพี่ที่สำเร็จการศึกษา ทั้งจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และคณะอื่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ประสบความสำเร็จและมีความรู้ประสบการณ์ในสาขาวิชาชีพต่างๆ จนกระทั่งเกิดสถานการณ์โควิด 19 ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะสร้างความยากลำบากในการเมนทอริ่งระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องที่เข้าร่วมโครงการที่เป็นนิสิตที่กำลังศึกษาอยู่ แต่ก็ทำให้เกิดการสร้างดิจิทัลคอนเทนต์เผยแพร่ไปยัง ผู้ร่วมโครงการ (Mentee) และคนนอกโครงการ ที่ไม่ใช่แค่นิสิตเท่านั้้น แต่ยังสามารถส่งต่อให้บุคคลทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ

“สถานการณ์จากโควิดทำให้เกิดการใช้ชีวิตวิถีปกติใหม่ จึงทำให้รูปแบบโครงการแชมป์เปลี่ยนไปหลายอย่าง เช่น เดิมรุ่นพี่กับรุ่นน้องเคยเจอกันแบบเจอหน้า ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีอย่างซูมมิตติ้งแทน แต่ก็ทำให้เกิดข้อดีตรงที่ทำให้คอนเทนต์ที่เคยจำกัดอยู่แค่น้องนิสิตเพียง 4 คนในกลุ่ม ก็ขยายออกไปสู่สังคมภายนอกซึ่งที่ผ่านมาเรามีความพยายามที่จะเพิ่มจำนวนพี่เลี้ยงที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด (Mentor) ให้สามารถรองรับนิสิตทุกคนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ การพัฒนาดิจิทัลคอนเทนต์ จะช่วยให้น้องนอกโครงการสามารถได้รับประโยชน์ จากประสบการณ์และความรู้ที่เราถ่ายทอดให้กับน้องๆ ที่มีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการฯ (Mentee) ไปพร้อมกัน ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ 100% เหมือนกัน แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ความรู้ตรงนี้จะเปิดโอกาสให้เขาได้เปลี่ยนตัวเองได้เช่นกัน”

น.ส. ณภัสสร พรกุลวัฒน์ นิสิตปีที่ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวว่าแม้ตัวเองได้รุ่นพี่ที่ไม่ตรงกับสายวิชาที่เรียน แต่ก็ได้ประสบการณ์ความรู้ในสายวิชาอื่นที่เข้ามาช่วยเติมเต็ม และสร้างความหลากหลายให้กับตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานของโลกยุคสมัยใหม่ “ตัวเองเรียนด้านการตลาด ก็จะไม่ค่อยชอบตัวเลข มาได้รุ่นพี่ที่ทำงานด้านไพรเวทแบงค์กิ้ง กับเรียลเอสเตท ทำให้ได้แง่มุมด้านการมองภาพรวมธุรกิจ และตัวเลขการลงทุน ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานด้านการตลาดได้มาก”

นายตรอง หลงสมบูรณ์ นิสิตปี 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการแชมป์ กล่าวว่าตัวเองรู้จักโครงการ ChAMP จากรุ่นพี่ค่ายอาสา ซึ่งแม้จะไม่เชื่อเสียทีเดียวนักว่าการนั่งคุยกับรุ่นพี่จะช่วยให้ค้นหาตัวเองเจอ แต่ความที่เป็นคนชอบตั้งคำถามและทดลองสิ่งใหม่ๆ จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยคาดหวังว่าจะได้รับคำตอบเกี่ยวกับอาชีพในฝัน แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า

“เป็นคำตอบที่ให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ว่าเรามีความสุขกับอะไร ชอบทำอะไร และทำอะไรได้ดี ซึ่งสำคัญกว่าอาชีพ เพราะจริงๆ แล้ว โลกเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา อีก 50 ปีข้างหน้า อาชีพที่ใช้ในการดำรงชีวิตอาจไม่มีสอนในคณะฯ ที่เราเรียนอยู่ตอนนี้ก็ได้ สิ่งที่เราต้องรู้ จึงควรเป็นคุณค่าในชีวิตตัวเองคืออะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีทางจะหาพบได้ในห้องเรียน”

ทั้งนี้ โครงการ ChAMP หรือ Chulalongkorn Alumni Mentorship Program เป็นหนึ่งในโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาหลักสูตรให้เข้ากับบริบทการศึกษาในปัจจุบัน ที่การเรียนรู้ไม่ได้จำเพาะอยู่แค่ออนไลน์หรือออฟไลน์ แต่เป็นไลฟ์ ไลน์เลิร์นนิ่ง อันเป็นบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยในยุควิถีปกติใหม่นับจากนี้ไป เพื่อให้นิสิตนักศึกษามีรากฐานอันแข็งแกร่งในการต่อยอดสู่โลกอนาคต

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานเลี้ยงอาหาร-สิ่งของแก่ผู้พิการ เฉลิมพระชนมพรรษา ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513986

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานเลี้ยงอาหาร-สิ่งของแก่ผู้พิการ เฉลิมพระชนมพรรษา'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานเลี้ยงอาหาร-สิ่งของแก่ผู้พิการ เฉลิมพระชนมพรรษา’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.52 น.

“ในหลวง-พระราชินี” โปรดเกล้าฯให้พระราชทานเลี้ยงอาหาร สิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเงินพระราชทาน แก่ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ และเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการพระประแดง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา “สมเด็จพระพันปีหลวง”

25 สิงหาคม 2563 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงห่วงใย และทรงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอนามัยและการโภชนาการของผู้พิการ และผู้ทุพพลภาพ ให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีสภาพจิตใจที่แจ่มใส และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาดปลอดภัย รวมทั้งทรงคำนึงถึงเจ้าหน้าที่ในสถานคุ้มครอง ฯ ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ หรือโควิด 19 (COVID-19) ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเลี้ยงอาหาร สิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเงินพระราชทาน แก่ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ และเจ้าหน้าที่ ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการพระประแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันที่ 12 สิงหาคม 2563 

เวลา  10.24 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเลี้ยงอาหาร สิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเงินพระราชทาน แก่ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ และเจ้าหน้าที่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันที่ 12 สิงหาคม 2563 ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการพระประแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์  ทีขะระ เป็นประธานเชิญอาหารพระราชทาน สิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเงินพระราชทาน ไปพระราชทานเลี้ยงและมอบแก่ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ และเจ้าหน้าที่ จำนวน 590 คน ให้ได้รับประทานอาหารที่ดี มีคุณค่าทางโภชนาการ มีรสชาติอร่อย และมีสิ่งของที่จำเป็นไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงช่วยฟื้นฟูและพัฒนาสมรรถภาพทางร่างกายให้กลับมาแข็งแรง มีสุขภาพจิตที่ดี ร่าเริงแจ่มใส พร้อมที่จะกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติแก่ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ และเจ้าหน้าที่ ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ 

สำหรับ “สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการพระประแดง” เป็นหน่วยงานแห่งแรกในประเทศไทย ที่จัดตั้งขึ้น เพื่อให้บริการคุ้มครอง สงเคราะห์ ฟื้นฟูปรับสภาพ และพัฒนาศักยภาพทั้งทางร่างกาย สังคม อารมณ์และจิตใจ แก่ผู้พิการชายและหญิงทุกประเภท ที่ยากจนและด้อยโอกาส ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู หรือถูกทอดทิ้งอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุขและมีความมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และบางส่วนสามารถกลับคืนสู่สังคมและพึ่งตนเองได้ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้พระราชทานพระมหากรุณาอย่างต่อเนื่อง ในการทรงรับซื้อผลงานผลิตภัณฑ์จากย่านลิเภาของผู้พิการ ซึ่งสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการพระประแดงส่งเสริมให้ผู้พิการได้ฝึกเป็นอาชีพเสริม เพื่อให้ผู้พิการได้มีรายได้จากการประกอบอาชีพ สามารถดำรงชีพได้ด้วยตนเอง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมั่นคงต่อไป

ในการนี้ หน่วยราชการในพระองค์ ร่วมกับเทศบาลเมืองพระประแดง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และประชาชนจิตอาสาพระราชทานในพื้นที่ ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการพระประแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี พลอากาศตรี ธีระ  เชียงทอง รองเลขาธิการพระราชวัง เป็นประธานปล่อยแถวจิตอาสาทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ทำความสะอาด ฉีดล้างพื้นถนน เก็บขยะ ตัดแต่งกิ่งไม้ และตัดหญ้า ภายในและบริเวณโดยรอบสถานคุ้มครองแห่งนี้ ให้สะอาด ไม่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค และแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์มีพิษและยุง ให้มีสภาพแวดล้อมที่สวยงาม น่าอยู่ และสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้พิการ และผู้ทุพพลภาพ มีสุขภาพจิตที่ดี ร่าเริงแจ่มใส มีพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างถูกสุขลักษณะและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น 

ซึ่งหน่วยราชการในพระองค์ และประชาชนจิตอาสาพระราชทาน ต่างน้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีจิตอาสา 
จิตสาธารณะ มีความเสียสละอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีความกตัญญูตอบแทนคุณแผ่นดิน ร่วมทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน และไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2563 

ร.10 พระราชทานดินฝังศพ อาสาสมัครทหารพรานเสียชีวิตเหตุระเบิดปัตตานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513978

ร.10พระราชทานดินฝังศพ อาสาสมัครทหารพรานเสียชีวิตเหตุระเบิดปัตตานี

ร.10พระราชทานดินฝังศพ อาสาสมัครทหารพรานเสียชีวิตเหตุระเบิดปัตตานี

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.31 น.

25 สิงหาคม 2563 เวลา 09.30 น. ที่กุโบร์รายา หมู่ที่ 2 ตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายสมนึก พรหมเขียว รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นประธานในพิธีพระราชทานดินฝังศพ อาสาสมัครทหารพราน เอ็มลุ๊กมาน หะยีสะแม สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ รักษาความปลอดภัยเส้นทางให้กับครู บริเวณบนถนนสาย 2014 บ้านท่ายาลอ หมู่ที่ 4 ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยมี ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ญาติ และครอบครัวของผู้เสียชีวิตร่วมในพิธี

ในการนี้ ญาติและข้าราชการตั้งแถวรับดินพระราชทาน โดยเจ้าหน้าที่ อัญเชิญดินพระราชทานวางบนหลุมฝังศพ ผู้วายชนม์ ผู้นำศาสนาอ่านฟาตีฮะ ร่วมสวดดูอาร์ และผู้เข้าร่วมในพิธีต่างยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้วายชนม์ โดยญาติและครอบครัวต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีต่อครอบครัว จากนั้นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ได้มอบธงชาติไทย เหรียญบางระจัน และประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติ ให้แก่ครอบครัวของอาสาสมัครทหารพราน เอ็มลุ๊กมาน หะยีสะแม เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและรำลึกถึงผู้วายชนม์ที่เสียสละชีวิต เพื่อปกป้องประเทศชาติ สำหรับ อาสาสมัครทหารพราน เอ็มลุ๊กมาน หะยีสะแม เสียชีวิต

ขณะปฏิบัติหน้าที่ในวัย 23 ปี เกิดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2540 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและสมัครเป็นทหารกองประจำการ ผลัดที่ 1/2561 สังกัดกรมทหารราบที่ 152 และบรรจุเข้ารับราชการเป็นอาสาสมัครทหารพราน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 โดยเข้ารับการฝึกหลักสูตรอาสาสมัครทหารพรานเบื้องต้น รุ่นที่ 2 ณ โรงเรียนทหารพรานกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่ในกองร้อยทหารพราน ที่ 4305 กรมทหารพรานที่ 43 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ และเป็นที่ไว้วางใจของผู้บังคับบัญชามาโดยตลอด

สพฐ. กระหึ่มนโยบายเพื่อการศึกษาต่อและการมีงานทำ สพม.ทั่วประเทศมุ่งพัฒนาคนให้มีความสอดคล้องกับพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513789

สพฐ.กระหึ่มนโยบายเพื่อการศึกษาต่อและการมีงานทำ  สพม.ทั่วประเทศมุ่งพัฒนาคนให้มีความสอดคล้องกับพื้นที่

สพฐ.กระหึ่มนโยบายเพื่อการศึกษาต่อและการมีงานทำ สพม.ทั่วประเทศมุ่งพัฒนาคนให้มีความสอดคล้องกับพื้นที่

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามเป้าหมายที่ชัดเจนของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ใน นโยบายและดำเนินการพัฒนาและเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนควบคู่กันทั้งทักษะวิชาการ ทักษะอาชีพและทักษะชีวิต (ส่วนตัวและสังคม) ผ่านกระบวนการแนะแนว การจัดการเรียนการสอน การเสริมทักษะอาชีพและการสร้างเสริมประสบการณ์อาชีพ (Work Experience) ที่หลากหลายเพื่อให้นักเรียนตัดสินใจและวางแผนการศึกษาต่อ
หรือการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม ต่อการเตรียมความพร้อมเข้าสู่โลกอาชีพและสามารถสร้างอาชีพให้สอดคล้องกับบริบทในเขตพื้นที่จังหวัดของตนเองได้โดยให้ศูนย์แนะแนวประจำจังหวัดเป็นกลไกสำคัญ ในการยกระดับการขับเคลื่อนงานแนะแนวในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาทั่วประเทศ จึงได้เกิดกิจกรรม การประชุมปฏิบัติการยกระดับการขับเคลื่อนงานแนะแนว เพื่อการศึกษาต่อและการมีงานทำ ประจำปีการศึกษา 2563 ขึ้นในหลายจังหวัดทั่วไทย

นายสุดเขต สวยสม ผู้อำนวยการการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (ผอ.สพม.) เขต 38 ให้สัมภาษณ์ในฐานะ ประธานเปิดการประชุมปฏิบัติการยกระดับการขับเคลื่อนงานแนะแนว เพื่อการศึกษาต่อและการมีงานทำ ประจำปีการศึกษา 2563 ณ โรงแรมเวียงตากริเวอร์ไซด์ จังหวัดตาก ว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38 ได้ตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนากำลังคนให้มีความสอดคล้องกับ ความต้องการของแต่ละพื้นที่ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตั้งแต่ระดับชั้นปฐมวัยถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา เพื่อสานฝันอาชีพเด็กไทยก้าวไกล สู่สากล ผ่านการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนงานแนะแนวนั้นมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนค้นพบตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการทำแบบ วัดแววความถนัดด้านอาชีพและการฝึกประสบการณ์อาชีพ(work experience) ที่นำไปสู่การจัดการเรียนการสอนและเสริมทักษะอาชีพได้ตรงกับความต้องการและความถนัดของนักเรียน รวมถึงการพัฒนาทักษะจำเป็นสาหรับอาชีพที่นำไปสู่การตัดสินใจเลือก การศึกษาต่อและการประกอบอาชีพในอนาคต โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วยผู้รับผิดชอบงานแนะแนว โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38 จำนวน 47 คน ครูโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 55 จังหวัดตาก จำนวน 2 คน รวมทั้งสิ้น 49 คน

‘รุ่นเก๋า’ ร่ายยาวความสำคัญของครูเชี่ยวชาญ 10 ข้อควรปฏิบัติ การเป็น ‘ผู้นำแบบมืออาชีพ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513791

‘รุ่นเก๋า’ร่ายยาวความสำคัญของครูเชี่ยวชาญ  10 ข้อควรปฏิบัติ การเป็น‘ผู้นำแบบมืออาชีพ’

‘รุ่นเก๋า’ร่ายยาวความสำคัญของครูเชี่ยวชาญ 10 ข้อควรปฏิบัติ การเป็น‘ผู้นำแบบมืออาชีพ’

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พูดถึงหัวใจสำคัญของคนเป็นครูในการบรรยายพิเศษถึง สิ่งสำคัญของการเป็น ครู ว่า การวางรากฐานการเป็นครู มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการเลื่อนวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญนั้น ไม่ได้หมายถึงการทำงานแบบเดิมซ้ำๆ แต่ต้องทำงานแล้วเกิดความเก่งขึ้น มีฝีมือมากขึ้น และสามารถประยุกต์ให้เกิดงานใหม่ จึงจะเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ

รศ.ดร.ศิโรจน์ กล่าวต่อว่า อาชีพครูเป็นอาชีพที่ต้องเรียนรู้วิธีการจัดการเป็น ซึ่งส่วนใหญ่วิธีการจัดการเป็นหน้าที่ผู้บริหาร ดังนั้น หากครูไม่รู้จักระบบการจัดการ ก็ไม่สามารถเป็นผู้นำได้ ตนจึงอยากแนะคุณสมบัติที่ดีของผู้บริหารยุคใหม่ 10 ข้อ เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้มีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญเกิดการพัฒนาตน ดังนี้

1. รู้จักเรียนรู้ และมีความรอบรู้ในทุกๆเรื่อง หากเราสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต จะเกิดปัญญา ซึ่งปัญญานำมาพร้อมความเฉลียวฉลาด หากครูนำความเฉลียวฉลาดไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์จะเกิดเป็นความชำนาญ ต่อยอดพัฒนาทักษะด้านอื่นๆ ก็จะถือเป็นความเชี่ยวชาญ

2.รู้จักรับฟัง การรับฟังผู้อื่นเกิดประโยชน์ทั้งนั้น เพราะหากเรารับฟังสิ่งที่คนอื่นพูด จะเกิดความเข้าใจ และสามารถตอบสนองความต้องการได้3.รู้จักพูด เวลาพูดหรือสื่อสารให้ใช้มธุรสวาจา และพูดในสิ่งที่คนอื่นเขาอยากฟัง

4.รู้จักทำ การลงมือทำ และการทำงานอย่างรวดเร็ว จะสามารถทำงานได้มากกว่า24 ชม. ดังนั้น อย่าเพียงแต่คิดหรือพูดเพียง
อย่างเดียว ควรเร่งลงมือปฏิบัติทันที

5.รู้จักบุคลิกภาพของตนเอง การรู้จักตัวตนของตนเอง จะสามารถควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก ทัศนคติของตนเองได้ เพราะบุคคลอื่นตัดสินเราจากตัวตนที่เราเป็นดังนั้น บุคลิกภาพ คือ ภาษากาย ที่สำคัญในการสื่อสาร หากอยากเป็นครูที่ดี ต้องควบคุมตนเองให้ได้

6.รู้จักใส่ใจและมีน้ำใจ (รู้จักให้) ครูมืออาชีพ ต้องรู้จักให้ กล่าวคือ ให้องค์ความรู้ ให้ความเมตตา ให้ความใกล้ชิด และต้องใส่ใจลูกศิษย์เป็นสำคัญ การทำงานแบบนี้เรียก Work Life Skill แต่ Professional Life Skill จะเป็นฝั่งผู้บริหาร จึงฝากให้ครูทบทวนให้ดีว่า อาชีพครู กับ ครูมืออาชีพมีความต่างกันอย่างไร

7.รู้จักเขียน ความยากของการเลื่อนวิทยฐานะ คือ การเขียนผลงาน จึงต้องสร้างนิสัยการเรียนรู้ อ่านให้มาก เพราะการอ่านคือหัวใจสำคัญ พอเราอ่านเยอะขึ้น ก็สามารถนำองค์ความรู้จากการอ่านมาพัฒนาทักษะทางการเขียนได้

8.รู้จักคน ความสำเร็จเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือ จึงจำเป็นต้องมีเพื่อนและมีเครือข่ายเพราะความสำเร็จไม่ได้เกิดจากความเก่งของเราเพียงลำพัง

9. รู้จักเป้าหมาย เราต้องตั้งเป้าหมายในชีวิตให้ชัดเจน กำหนดสิ่งที่อยากได้หรืออยากเป็น เช่นเดียวกับการเลื่อนวิทยฐานะ เมื่อเรารู้เป้าหมายจะเขียนเชี่ยวชาญได้อย่างไร ในอนาคตก็สามารถทำเชี่ยวชาญพิเศษได้เช่นนั้น

10. รู้จักคิด ควรมีกระบวนการคิดที่เป็นระบบ หรือใช้การคิดแบบ DesignThinking เพราะเป็นการคิดเชิงสร้างสรรค์และคิดให้แตกต่างจากคนอื่น

รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน สรุปย้ำส่งท้ายว่า จากคุณสมบัติที่ดีของผู้บริหารยุคใหม่ข้างต้น ไม่ใช่เงื่อนไขในการปฏิบัติ แต่เป็นทางแนวที่ผู้นำที่ดี “ควรรู้จัก” และ “ควรปฏิบัติ” ซึ่งหากเราสามารถคิดควบคู่กับการลงมือปฏิบัติได้ ก็จะเกิดประโยชน์แก่ตนเอง เพิ่มทักษะการเป็นผู้นำแบบมืออาชีพ

เตรียมลุ้น ศุกร์ 28 สิงหาคม ใครจะได้เป็นตัวแทนไทย ไปโชว์ผลงาน ในงาน หุ่นยนต์นานาชาติ ประเทศเกาหลี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513788

เตรียมลุ้น ศุกร์ 28 สิงหาคม ใครจะได้เป็นตัวแทนไทย ไปโชว์ผลงาน ในงาน หุ่นยนต์นานาชาติ ประเทศเกาหลี

วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

IYRA หรือ International Youth Robot Association (สมาคมหุ่นยนต์ยุวชนนานาชาติ) เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร มีวัตถุประสงค์ในการเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้เพิ่มพูนความรู้ความสามารถ และเติมเต็มความฝัน สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้หุ่นยนต์ให้แก่เด็กผ่านทางการจัดงานหุ่นยนต์หลากหลาย ทั้งในรูปแบบค่าย และการจัดหลักสูตรการเรียนรู้ ซึ่งปัจจุบัน IYRA มีสมาชิกกว่า 30 ประเทศ ประเทศสมาชิก ได้แก่ เกาหลีใต้, จีน, มาเลเซีย, สิงคโปร์, รัสเซีย, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, สหรัฐอเมริกา, อินโดนีเซีย, เวียดนาม, สเปน, อิสราเอล, อินเดีย, อาเซอร์ไบจาน, คูเวต, ประเทศไทย ฯลฯ โดยกลุ่มประเทศสมาชิก จะหมุนเวียนจัดการแข่งขันหุ่นยนต์ขึ้นในประเทศของตนทุกปี

สำหรับในปีนี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดแบบออนไลน์ ภายใต้ชื่องานว่าแข่งขัน IYRC THAILAND 2020 Online เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภายใต้การจัดงานของบริษัท SE-ED ในฐานะ ที่เป็นสมาชิกสมาคม IYRA มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ซึ่งกำหนดผลงานที่ส่งเข้าประกวดเป็นคลิปวีดีโอความยาวไม่เกิน 5 นาที และในวันที่ 25 สิงหาคม 2563 จะได้ประกาศผล ผู้มีสิทธิเข้ารอบต่อไป โดยผลการตัดสินรางวัลชนะเลิศจะกระทำในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2563 ณ ห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ชั้น 4 โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 รุ่น คือ 1.ความคิดสร้างสรรค์ รุ่นจูเนียร์ อายุ 8-12 ปี 2.ความคิดสร้างสรรค์ รุ่นซีเนียร์ อายุ 12-8 ปี ซึ่งผู้ชนะจะถูกคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยได้มีโอกาสไปโชว์ผลงานที่งานแข่งขัน IYRC 2020 online ระหว่างวันที่ 5-6 กันยายน พ.ศ. 2563 ณ เมืองแทจอน สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้)ในการแข่งขันประเภท Robot Creation(ผู้แข่งขันนานาชาติ) โดยการแข่งขันหุ่นยนต์ยุวชนนานาชาติ (IYRC) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแบ่งปันความรู้ในการสร้างหุ่นยนต์ระหว่างครูผู้สอนหุ่นยนต์ นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก

‘ณัฏฐพล’ ลงพื้นที่อีอีซี หารือผู้บริหารศธ.-ภาคเอกชน เดินหน้าพัฒนากำลังคนตอบสนองการลงทุนในประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513878

'ณัฏฐพล'ลงพื้นที่อีอีซี หารือผู้บริหารศธ.-ภาคเอกชน เดินหน้าพัฒนากำลังคนตอบสนองการลงทุนในประเทศ

‘ณัฏฐพล’ลงพื้นที่อีอีซี หารือผู้บริหารศธ.-ภาคเอกชน เดินหน้าพัฒนากำลังคนตอบสนองการลงทุนในประเทศ

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 20.01 น.

“ณัฏฐพล” ลงพื้นที่อีอีซี หารือผู้บริหารศธ.-ภาคเอกชน เดินหน้าพัฒนากำลังคนตอบสนองการลงทุนในประเทศ

24 สิงหาคม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล และของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึษาธิการ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ นอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2563 ณ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) ระหว่างวันที่ 24-25 ส.ค.2563 โดยในวันนี้ นายณัฏฐพล ได้ร่วมประชุมติดตามการดำเนินงานตามนโยบายในด้านการผลิตและพัฒนากำลังคนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และประชุมหารือระหว่างผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ กับคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC+HDC)  ที่หอประชุมวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี 

นายณัฏฐพล กล่าวตอนหนึ่ง ว่า อีอีซี จะเป็นตัวขับเคลื่อนพัฒนาธุรกิจของไทย และตนอยากให้อีอีซีเป็นตัวอย่างในการพัฒนาพื้นที่อื่นๆในอนาคตด้วย เรามีทฤษฎีที่ยอดเยี่ยม แต่การปฏิบัติอาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรืออาจจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณที่สนับสนุน เช่น การประมาณความต้องการกำลังคนภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตอีอีซี ปี 2562-2566 มีประมาณ 475,668 อัตรา ซึ่งตนเชื่อว่าความต้องการกำลังของอีอีซีนั้นมีมากกว่านี้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน มาพูดคุยกันว่าถ้าจะพัฒนาอะไรบ้างในพื้นที่อีอีซี จะต้องใช้เวลาเท่าไหร่จึงจะสำเร็จ ตนในฐานะผู้บริหารประเทศก็อยากเห็นและพร้อมจะนำเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบดูแลด้านเศรษฐกิจ พิจารณาและพัฒนาอีอีซีต่อไป 

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า การพัฒนาอีอีซีของประเทศที่ทำกันอยู่ในขณะนี้ตนมองว่ายังทำไม่ถึง 10% จากศักยภาพที่เรามีอยู่ ดังนั้น จึงอยากให้ภาค รัฐ เอกชน ประชาชน ภาคสังคมมาร่วมมือกันเพื่อพัฒนาต่อไป ซึ่งในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ตนเห็นความเปราะบางของการศึกษา เพราะต้องเรียนออนไลน์ ออนดีมานด์แทนเรียนที่โรงเรียน จึงพบว่าผู้เรียนไม่มีความพร้อม ดังนั้น ถ้าเราใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสในการพัฒนาผู้เรียนด้วย นอกจากนี้  ตนยังเห็นว่าท่ามกลางการแพร่ระบาดโควิด-19 ระบบสาธารณสุขของไทยเรามีความเข้มแข็งมาก ซึ่งระบบสาธารณสุขก็มาจากระบบการศึกษาของเราเองที่สามารถรับมือได้อย่างดีมาก

“ความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขนั้นได้จากการศึกษาที่ดีของเราเอง เพราะระบบสาธารณสุขของไทยดึงดูดคนเก่งเข้ามาเรียน ดังนั้น การที่เราจะพัฒนาวิชาชีพอื่น ๆจึงต้องดึงดูดคนเก่งเข้ามาเรียนด้วย  อย่างวันนี้ผมตัดสินใจไม่ส่งลูกไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ และอเมริกา เพราะผมไม่มั่นใจในความปลอดภัยและไม่มั่นใจระบบสาธารณสุขของเขา เพราะถ้าเกิดอะไรหมอที่นั่นจะช่วยเขาได้หรือไม่ก็ไม่รู้ อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับเรื่องต่างๆ ของเราเองด้วย เช่น การเรียนอาชีวะในปัจจุบัน อุปกรณ์ 75% ยังล้าสมัยอยู่  ดังนั้น เราต้องเอาความจริงมาพูด เราต้องปรับหลักสูตร ปลดล็อค ปรับเปลี่ยน และเปิดกว้างต่างๆ เพื่อที่จะสามารถพัฒนาต่อยอดต่อไป โดยเราเริ่มจากเขต อีอีซี แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนในการเข้ามาแนะนำหลักสูตรด้วย ไม่ใช่แค่รับนักเรียน นักศึกษาเข้าฝึกงานเท่านั้น ดังนั้น หลักสูตรต้องเปลี่ยนเพื่อตอบโจทย์ภาคเอกชน และครูต้องมีโอการพัฒนาตนเองด้วย ที่ผ่านมาครูไม่มีโอกาสพัฒนาตนเองตามสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะออกไปพัฒนาตนเองไม่ได้เนื่องจากต้องเก็บรวบรวมชั่วโมงการสอน ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ได้เงินเดือน เรื่องเหล่านี้เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ ดังนั้น อยากให้ ผู้อำนายการวิทยาลัย ยกปัญหานี้ออกมาหารือกันอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าถ้าเรามีแผนการพัฒนาและลงมือทำอย่างจริงจังภายใน 3-5 ปีข้างหน้านี้ พื้นที่อีอีซีจะพัฒนาเห็นผลอย่างแน่นอน และจะกลายเป็นการยกระดับการศึกษาของประเทศได้ด้วย” รมว.ศธ. กล่าว 

นายณัฏฐพล กล่าวต่อ อาจจะเป็นงานหนักสำหรับผู้อำนวยการสถานศึกษาในพื้นที่อีอีซี ปีนี้เป็นปีที่กดดันแน่นอน ผู้อำนายการสถานศึกษาคนใดที่คิดว่าไม่ไหว ไม่ถนัด ก็ขอย้ายได้ ผมขอให้ทุกคนเปิดใจพูดคุยกัน เอาความจริงมาพูด เพื่อจะพัฒนาประเทศต่อไปเราต้องกล้าทำไม่เช่นนั้นโอกาสทองจะหลุดมือไป ถ้าเราไม่ช่วยกันอย่างจริงจังถ้าประเทศไม่ไหวก็ขาดโอกาส ธุกิจก็อาจจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ เพราะอนาคตเราฝากไว้กับคนรุ่นใหม่ ถ้าเราไม่เสริมตรงนี้ให้เขาเราก็จะไปไม่ได้ ดังนั้น เราต้องสู้ ประเทศต้องพัฒนา ไม่อย่างนั้นธุรกิจในประเทศก็จะไปไม่ได้ แม้แต่ลูกของผมก็อาจจะไม่มีงานทำ ประเทศเราพร้อมทุกอย่าง เด็กไทยก็เก่งไม่น้อยกว่าเด็กต่างชาติเพียงแต่เราต้อง  ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง เพื่อพัฒนาการศึกษาไทย จึงอยากจุดประกายให้ทุกคนเห็นความสำคัญว่าทำไมเราถึงต้องรีบพัฒนาตรงนี้และวางแผนสำหรับอนาคตด้วย เพราะการสร้างทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งนั้น ต้องใช้เวลา การดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ต้องใช้เวลาปรับตัวเช่นกัน ถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน และเตรียมความพร้อมนักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมฯ จะเป็นการวางแผนพัฒนาอีอีซีอย่างมั่งคงได้แน่นอน 

และการจัดสรรงบประมาณให้วิทยาลัยต่าง ๆในอนาคตอาจจะต้องดูความเฉพาะทาง แต่ละวิทยาลัยไม่ได้คิดแต่ค่าหัวเพียงอย่างเดียว จะต้องเอานโยบายเป็นหลัก เช่น อยากให้วิทยาลัย เป็นศูนย์ระบบราง วิทยาลัย เป็นศูนย์เม็กคาทรอนิกส์ ต่าง ๆ เราก็ลงทุนตามความเหมาะสม ซึ่งต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเราไม่สามารถกระจายงบฯทำให้ผู้เรียนได้เท่ากันหมด ในขณะเดียวกันคุณภาพไม่ได้ กังนั้น วิทยาลัยจึงต้องยอมรับแนวทางตรงนี้ ตนเชื่อมั่นว่าถ้าหากมีการวางแผนชัดเจนตรงกับเป้าหมายทุกโรงเรียนจะได้งบฯเหมาะสมกับการรับนักเรียนในวิชาชีพต่างๆแน่นอน ส่วนการปรับหลักสูตรถ้ามีความหม่เหมาะสมก็ปรับทั่วประเทศอยู่แล้ว ส่วนพื้นที่ไหนมีความคร่องตัวกว่า ในการปรับหนักสูตรก็ต้องใช้ความเข้าใจและความร่วมมือของครู อาจารย์ด้วย ไม่เช่นนั้นก็ปรับไปแต่สอนได้ไม่ตรงเป้าหมายที่วางไว้ จึงต้องมีแนวทางพัฒนาคุณครู อาจารย์ ซึ่งวันนี้ก็พูกถึงวิธีการแก้ปัญหาแบบรวดเร็วอาจจะเป็นวิธีที่นอกกรอบหน่อย ถ้าหากวางแผนดีๆเพราะเรามีบุคลากรใสเครื่อข่ายอยู่แล้ว และที่ขึ้นบัญชีอยู่ในสาขาใหม่ๆ ก็น่าจะตอบโจทย์ได้ในระดับหนึ่ง 

จากนั้น นายณัฏฐพล และคณะผู้บริหาร และตัวแทนภาคเอกชนเดินทางไปเยี่ยมชมต้นแบบระบบขนส่งทางรางและการจัดทำความร่วมมือ กับระบบขนส่งทางรางกับภาคเอกชน ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี จังหวัดระยอง 
 

อาชีวะอุบลฯ เชิญชมภาพวาดศิลปะลุ่มน้ำโขงที่หอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513874

อาชีวะอุบลฯ เชิญชมภาพวาดศิลปะลุ่มน้ำโขงที่หอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล

อาชีวะอุบลฯ เชิญชมภาพวาดศิลปะลุ่มน้ำโขงที่หอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 19.56 น.

อาชีวะอุบลฯ เชิญชมภาพวาดศิลปะลุ่มน้ำโขง ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา และพม่า พร้อมอวดผลงานผู้เรียนอาชีวศึกษา ตัดเย็บศิลปะผ้าสืบสานตำนานเมืองดอกบัวจาก 15 อำเภอ ณ หอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล

วันที่ 24 ส.ค.63 จากที่สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ จังหวัดอุบลราชธานี โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เครือข่ายศิลปิน ได้จัดประกวดวาดภาพในหัวข้อ “สายน้ำฮักแพงแบ่งปัน สานสัมพันธ์ลุ่มแม่น้ำโขง” ภายใต้โครงการเทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง ชิงเงินรางวัลกว่า 60,000 บาท ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี 

โดยกิจกรรมในวันนี้เป็นการตัดสินการประกวดวาดภาพประเภทบุคคล กลุ่มศิลปินอาชีพ นิสิต นักศึกษาและประชาชนทั่วไปไม่จำกัดเพศและวัยมีพื้นเพและภูมิลำเนาในเขตภาคอีสาน มีอาจารย์โชคชัย ตักโพธิ์ ศิลปินมรดกอีสาน ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ เลขานุการเครือข่ายสื่อศิลปวัฒนธรรมชุมชนอีสาน ดร.ศักชัย อุทธิโท นายกสมาคมศิลปินอีสาน ดร.สันติ หวังชื่น อาจารย์ประจำสาขาวิชาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และอาจารย์ศุภวัตร ทองละมุล ศิลปินอีสาน คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมพิจารณาตัดสินวาดภาพที่เข้าร่วมการประกวดในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ท่ามกลางบรรยากาศการจัดเตรียมงานสำหรับการจัดนิทรรศการ 

ทั้งนี้ ผลการประกวดและการมอบรางวัลดังกล่าวจะมีขึ้นในพิธีเปิดการจัดแสดงนิทรรศการจากศิลปินในกลุ่มประเทศอาเซียนจากประเทศ ลาว เวียดนาม กัมพูชา และพม่า เครือข่ายศิลปินอีสาน เครือข่ายศิลปินศิลป์ศรีวนาลัย ศิลปินอาจารย์ นิสิต นักเรียน นักศึกษา ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและผลงานศิลปะภาพวาดที่ได้รับรางวัลและเข้าร่วมการประกวดจัดแสดงผลงาน ณ หอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ในวันที่ 26 สิงหาคม 2563 

พร้อมชมชุดการแสดงพิเศษเป็นไฮไลน์ของงาน ได้แก่ การแสดงฝีมือการตัดเย็บและออกแบบผ้าพื้นถิ่นอีสานเมืองดอกบัวจาก 15 อำเภอ ที่สวยงามและมีสไตล์ เพื่อให้นางแบบสวมใส่เดินแบบแฟชั่นโชว์ อาทิ ผ้าจากอำเภอเขื่องใน  “ผ้าฝ้ายลายมณีรัตนา”  อำเภอโขงเจียม “ผ้ากาบบัวแสงแรก” อำเภอน้ำขุ่น “ผ้าฝ้ายย้อม”  อำเภอโพธิ์ไทร “ผ้าลายดอกผักแว่น” อำเภอบุณฑริก “ผ้าลายบัวขาว” และ อำเภอกุดข้าวปุ้น  “ผ้ากาบบัว” เป็นต้น รวมจำนวน 15 ชุด ทั้งหมดเป็นฝีมือการตัดเย็บจากนักเรียน นักศึกษา แผนกวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ คณะวิชาคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี

จึงขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวหรือเข้าชมนิทรรศการผลงานศิลปะภายใต้โครงการเทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง  ณ หอศิลป์ราชธานีศรีวนาไล วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี มีกำหนดจัดแสดงตลอดเดือนสิงหาคม 2563  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คณะวิชาศิลปกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี หมายเลขโทรศัพท์ 085-1059250 ,081-6691475 หรือ 045-254654
 

องคมนตรีลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม มรภ. ศรีสะเกษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513839

องคมนตรีลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม มรภ.ศรีสะเกษ

องคมนตรีลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม มรภ.ศรีสะเกษ

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 18.25 น.

24 สิงหาคม 2563 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษเพื่อติดตามการดำเนินงานพัฒนาท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ศรีสะเกษ เพื่อฟื้นฟูผลกระทบด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการศึกษา จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019

ในการนี้ ได้รับฟังการบรรยายสรุปจากผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดยโสธร ถึงแนวโน้มสถานการณ์และการดำเนินการของจังหวัดที่ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส และการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ได้กำหนดจุดเน้นขึ้น นอกเหนือจากการผลิตครูคุณภาพขึ้นอีก 3 ประเด็น ได้แก่ ด้านเกษตรและอาหาร ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยในขั้นต้นได้มุ่งจัดทำโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจครัวเรือน เช่น การเลี้ยงโคดอกลำดวน การแปรรูปเนื้อโคและส่งเสริมการตลาดออนไลน์ การเพิ่มมูลค่าผ้าปักแซว เป็นต้น

และในช่วงบ่ายวันเดียวกัน องคมนตรีร่วมบรรยายพิเศษแก่นักศึกษา เรื่อง คุณลักษณะบัณฑิตราชภัฏในศตวรรษที่ 21 และเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้นำนักศึกษาเข้าหารือการพัฒนากิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษให้เป็น “วิศวกรสังคม” อันเป็นการพัฒนาทักษะอันเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาด้วยการลงพื้นที่พัฒนาชุมชนท้องถิ่น ตามความหมายของ “ราชภัฏ”