‘ในหลวง’ ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพรประธานาธิบดียูเครน ในโอกาสวันเอกราชยูเครน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513819

'ในหลวง'ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพรประธานาธิบดียูเครน ในโอกาสวันเอกราชยูเครน

‘ในหลวง’ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพรประธานาธิบดียูเครน ในโอกาสวันเอกราชยูเครน

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 17.35 น.

24 สิงหาคม 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพรไปยังประธานาธิบดีแห่งยูเครน ในโอกาสวันเอกราชของยูเครน ซึ่งตรงกับ วันที่ 24 สิงหาคม 2563 ความว่า

ฯพณฯ นายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดีแห่งยูเครน กรุงเคียฟ ในโอกาสวันเอกราชของยูเครน ข้าพเจ้าขอส่งคำอำนวยพรและความปรารถนาดีเพื่อท่านประธานาธิบดี มีพลานามัยสมบูรณ์และประสบความสุขสวัสดิ์ ทั้งเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประชาชนและความวัฒนาถาวรของยูเครน ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยและยูเครนจะยังคงร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างเสริมความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือระหว่างประเทศ และประชาชนของทั้งสองฝ่ายให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไปในภายภาคหน้า

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

‘บ้านเด็กอ่อนรังสิต’ จัดกิจกรรม ‘ห้องเรียนธรรมชาติ-ดูแลแปลงเกษตร’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513767

'บ้านเด็กอ่อนรังสิต'จัดกิจกรรมง'ห้องเรียนธรรมชาติ-ดูแลแปลงเกษตร'

‘บ้านเด็กอ่อนรังสิต’จัดกิจกรรมง’ห้องเรียนธรรมชาติ-ดูแลแปลงเกษตร’

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.41 น.

บ้านเด็กอ่อนรังสิต ส่งเสริมความภาคภูมิใจให้เด็ก สร้างการเรียนรู้ เพิ่มทักษะทางสังคม จัดกิจกรรม “ห้องเรียนธรรมชาติ-ดูแลแปลงเกษตร”

สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต จัดกิจกรรม “ห้องเรียนธรรมาติ” โดยครูพัฒนาการ เจ้าหน้าที่พี่เลี้ยงและเด็กในความอุปการะ ร่วมกันปรับปรุงพื้นที่ เตรียมพื้นที่สำหรับทำแปลงเกษตรแปลงใหม่ สำหรับปลูกพืชผักสวนครัวเพิ่มเติม และร่วมกันดูแล รดน้ำพรวนดินแปลงเกษตรเดิม ให้เจริญเติบโตสวยงาม

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม “ดูแลแปลงเกษตร” โดยครูพัฒนาการ เจ้าหน้าที่พี่เลี้ยงและเด็กในความอุปการะ ร่วมกันดูแลแปลงเกษตร ที่ได้ร่วมกันปลูกพืชผักสวนครัว เช่น มะนาว พริก ข่า ตะไคร้ มะละกอ โดยกำจัดวัชพืช รดน้ำ พรวนดิน เพื่อให้พืชผักเจริญเติบโตสวยงาม

วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความภาคภูมิใจในตนเอง และการมีคุณค่าในตนเอง (Self-Esteem) พร้อมให้เด็กเรียนรู้เรื่องเกษตรกรรม ผ่านการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง และส่งเสริมทักษะทางสังคม และการทำงานร่วมกัน โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กในความอุปการะ ที่มีอายุ 4-6 ปี จำนวน 30 คน ณ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต

‘ดย.’ สานต่อโครงการ ‘เยาวชนไทยหัวใจใสสะอาด’ ทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513766

'ดย.'สานต่อโครงการ'เยาวชนไทยหัวใจใสสะอาด'ทั่วประเทศ

‘ดย.’สานต่อโครงการ’เยาวชนไทยหัวใจใสสะอาด’ทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.36 น.

ดย. สานต่อโครงการ “เยาวชนไทยหัวใจใสสะอาด” ทั่วประเทศ สร้างค่านิยม ส่งเสริมเยาวชนไทยห่างไกลทุจริตคอรัปชั่น

โครงการเยาวชนไทย หัวใจใสสะอาด เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของ “บ้านพักเด็กและครอบครัว” ร่วมกับสภาเด็กและเยาวชนทั้ง 77 จังหวัด โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อส่งเสริมเยาวชนไทยให้ห่างไกลการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนทุกระดับ ให้มีองค์ความรู้เท่าทันเยาวชนคนรุ่นใหม่ เสริมสร้างพัฒนาเด็กและเยาวชน

มุ่งเน้นให้ได้รับรู้ถึงความหมายของการคอร์รัปชั่นว่าคืออะไร พร้อมทั้งเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาและต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น ที่สำคัญต้องการปลูกจิตสำนึก ให้มีทัศนคติและค่านิยมที่ดี อนาคตภายภาคหน้าจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่คิดคดโกงแผ่นดิน

การปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ปูทางหวังผลในระยะยาว กิจกรรมภายในโครงการประกอบด้วย กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ นันทนาการ และการบรรยายให้ความรู้เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ระดมความคิดเห็นเกี่ยวสถานการณ์และแนวทางการป้องกันการทุจริตภายในสถานศึกษาและชุมชน

‘ภณวัชร์นันท์’ เตือนสร้างความแตกแยก ‘ครู-นักเรียก’ ไม่ใช่นวัตกรรมเพื่ออนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513758

'ภณวัชร์นันท์'เตือนสร้างความแตกแยก'ครู-นักเรียก' ไม่ใช่นวัตกรรมเพื่ออนาคต

‘ภณวัชร์นันท์’เตือนสร้างความแตกแยก’ครู-นักเรียก’ ไม่ใช่นวัตกรรมเพื่ออนาคต

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.22 น.

‘นายกฯ นักประดิษฐ์’ เตือนการสร้างความแตกแยก ระหว่างครูเยาวชนนักเรียก อันตราย ไม่ใช่นวัตกรรมเพื่ออนาคต แต่เป็นการทำลาย ความสัมพันธ์ของสังคมในการดำรงชีวิตและเป็นอันตรายต่อระบบการศึกษาของชาติ ไม่ใช่นวัตกรรมที่สร้างสรรค์ 

นายภณวัชร์นันท์ ไกรมาตย์ นายกสมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงปัญหาการแสดงออกทางการเมืองของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่ล้ำเส้นไปถึงความสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัวที่มีมาแต่เดิมว่า ตนไม่สบายใจที่ขณะนี้การเรียกร้องทางการเมือง สร้างปัญหาความแตกแยกไปจนถึงระดับครอบครัว โดยใช้คำว่าสิทธิเสรีภาพมากจนเกินขอบเขต จนกระทั่ง ต่างฝ่ายต่าง ลำเลิกบุญคุณต่อกัน จนเกิดขัดแย้งปรากฏการณ์ที่น่าเป็นห่วงในสังคมไทยขณะนี้ คำว่าสิทธิเสรีภาพ คือการเคารพ สิทธิและเสรีภาพของตนเองและผู้อื่นก่อนอื่น เยาวชนต้องเคารพคูรอาจารย์ และอาจารย์ต้องเคารพความคิดเห็นของเด็ก หากเยาวชนคิดผิดระเบียบแบบแผนหรือแนวทางการประพฤติปฏิบัติที่สืบทอดกันมาช้านานและเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ซึ่งแต่เดิมนั้นกฎหมายก็มีที่มาหรือได้รับแนวทางจากจารีตประเพณีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่จารีตประเพณีที่จะนำมาอุดช่องว่างของกฎหมาย เยาวชนก็ต้องขอทบทวน เพราะครูอาจารย์ คือเป็นผู้ชี้แนะและอบรมสั่งสอน ให้ เยาวชนเป็นคนดีของสังคมไม่ใช่ สอนให้เยาวชนก้าวร้าว ต่อสังคม เยาวชนไทยจะต้องมี สติและปัญญา” อย่าฝากไว้กับ “โชคชะตา ที่มองไม่เห็น” 

“สิ่งที่เยาวชนไทย ควรมอง คือ เริ่มต้นจากอดีต และจะมองเห็นอนาคต หากเยาวชนทำลายอดีตคุณจะไม่เห็นอนาคตเลยทั้งชีวิต เพราะอดีตคือ เข็มทิศที่นำทางไปสู่อนาคตที่รุ่งเรื่องมีชีวิตที่มีแบบแผน การเยาวชน ก้าวร้าว ต่อพ่อแม่ที่เลี้ยงดูและส่งลูกไปโรงเรียน และกร้าวร้าวต่อครูบาอาจารย์ เป็นสิ่งที่ ดับอนาคตของตัวเอง สิ่งที่ได้ตามมาคือ ลูกกลายเป็นเด็ก ที่ต่อต้านคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงดู เมื่อลูกเกิดขึ้นมา สิ่งแรกที่ลูกต้องรู้ก่อนสิ่งอื่นก็คือพระคุณของพ่อแลแม่ที่ให้กำเนิดขึ้นมา เพียงเท่านี้พระคุณของพ่อแม่ก็ท่วมท้นเสียแล้ว พ่อแม่จึงเปรียบเหมือนเจ้าของชีวิตของลูก โดยพ่อแม่จะกำหนดให้ลูกเกิดหรือไม่ก็ได้ ลูกทุกคนจึงควรสำนึกพระคุณข้อนี้เป็นข้อแรก เมื่อลูกเกิดขึ้นมาก็ได้พ่อแม่เป็นผู้เลี้ยงดูมาโดยตลอด ตั้งแต่แม่ให้ลูกกินนมที่มาจากเลือดในอกของแม่กลั่นมาเป็นน้ำนมให้ลูกกิน เมื่อโตขึ้นพอกินอาหารได้พ่อแม่ก็จะสรรหาอาหารที่ดีที่สุดมาให้ลูกกิน แม้บางครั้งพ่อแม่จะต้องอดก็ตาม แต่พ่อแม่ก็ทำได้เพื่อลูก ซึ่ง เมื่อลูกโตขึ้น พ่อแม่ก็ยังคอยดูแลลูกอยู่เสมอ พ่อแม่จะให้ทุกอย่างแก่ลูก ทั้งของเล่น ทั้งของกิน ทั้งของใช้ และความรู้เท่าที่พ่อแม่จะสามารถหาได้ เมื่อลูกโตถึงวัยที่จะมีคู่ครอง แม้สมัยนี้พ่อแม่จะเลือกคู่ครองให้แก่ลูกไม่ได้ แต่พ่อแม่ก็พยายามสอนให้ลูกรู้จักเลือกคู่ครองที่ดีเสมอ และแม้ลูกจะมีครอบครัวไปแล้วพ่อแม่ก็ยังเป็นห่วงลูกอยู่เสมอ จนกว่าชีวิตของพ่อแม่จะจากไป ซึ่งนี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวของพระคุณพ่อและแม่ที่มีต่อลูก ที่ลูกควรรู้เพราะมันคือธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่ต้องอาศัยพ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดู จนกว่าลูกจะโตและดูแลตนเองได้ แม้ว่าพ่อแม่จะทำไปตามสัญชาติญาณของสิ่งที่มีชีวิตเหมือนสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายของโลกก็ตาม” นายภณวัชร์นันท์ กล่าว

นายภณวัชร์นันท์ กล่าวต่อว่า เยาวชนที่ดีควรจะเป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม กล่าวคือ จะต้องมีธรรมะในการดำเนินชีวิต ได้แก่เยาวชนได้รับการปลุกฝังให้เป็นเยาวชนที่ดีแล้ว ก็จะเป็นพลเมืองที่ดีในอนาคต และถ้าประเทศชาติมีพลเมืองที่ดี มีความรับผิดชอบปฏิบัติตามกฏระเบียบกติกาของสังคม และนำหลักประชาธิปไตยมาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดบทบาทและหน้าที่ของตน ก็ย่อมทำให้การอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปอย่างสงบสุข เมื่อสังคมมีเยาวชนที่ดี และมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ย่อมเป็นพื้นฐานทำให้เกิดพลเมืองดีในอนาคต และเมื่อสังคมมีพลเมืองที่ดี ย่อมนำมาซึ่งการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไปอย่างรวดเร็ว เยาวชนกับการเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว เยาวชนในสถานภาพของการเป็นบุตรควรมีบทบาทหน้าที่ ต้องทำคือเคารพเชื่อฟังบิดามารดาช่วยเหลือบิดามารดาในทุกโอกาสที่ทำได้ใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่ายมีความรักใคร่ปรองดองในหมู่พี่น้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียนประพฤติตนให้สมกับเป็นผู้ดำรงวงศ์ตระกูล ทั้งนี้ เยาวชนกับการเป็นสมาชิกที่ดีของโรงเรียน เยาวชนในฐานะนักเรียนควรมีบทบาทหน้าที่ ดังนี้ รับผิดชอบในหน้าที่ของนักเรียน คือ ตั้งใจเล่าเรียน ประพฤติตนเป็นคนดีเชื่อฟังคำสั่งสอนอบรมของครูอาจารย์กตัญญูรู้คุณของครูอาจารย์รักใคร่ปองดองกันในหมู่เพื่อนนักเรียนส่งเสริมเพื่อนในทางที่ถูกที่ควร” นายภณวัชร์นันท์กล่าว

การจะแก้ปัญหาอนาคต ของสังคม จะต้องเริ่มจาก อัตลักษณ์ความเป็นชาติไทย ที่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน สังคมจะแก้ไขจะต้องใช้เวลา เปลี่ยนแปลง การใช้เวลาระยะสั่นๆไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้นอกจากจะทำให้สังคมเกิดความขัดแย้ง การแก้ไขที่ดีที่สุด เมื่อเราเติมใหญ่มีสติปัญญา เรียนรู้ระบบวัฒนธรรมของชาติ และการปกครอง ก็สมัครเป็นสส.เข้าไปแก้ไขกฎหมาย เปลี่ยนแปลง ให้ทันต่อยุคและสมัย ทำแบบนี้บ้านเมืองจะไม่เกิดการแตกแยก สังคมของเราจะพัฒนาไปถูกที่ถูกทาง ซึ่งเป็นแก้ไข อย่างสร้างสรรค์อย่างผู้มีปัญญาเขาทำกัน

สสส. ชวนเยาวชนร่วมโครงการ เครือข่ายนวัตกรรมคนรุ่นใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513621

สสส.ชวนเยาวชนร่วมโครงการ  เครือข่ายนวัตกรรมคนรุ่นใหม่

สสส.ชวนเยาวชนร่วมโครงการ เครือข่ายนวัตกรรมคนรุ่นใหม่

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เครือข่ายนวัตกรรมคนรุ่นใหม่ เชิญชวนเยาวชน สมัครเข้าร่วม “โครงการเครือข่ายนวัตกรรมคนรุ่นใหม่” ตั้งแต่วันนี้-9 ต.ค. 2563 เพื่อรับทุนสนับสนุนสูงสุด 50,000 บาท เติมเต็มทักษะความรู้ นำไปต่อยอดไอเดียใหม่ๆ ปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ จุดประกายโครงการและนวัตกรรม เพื่อนำไปพลิกโฉมสังคมไทยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ค SYSI : Society of Young Social Innovators

คลินิกช่าง ‘วสท.’ พบประชาชน ปรึกษาเรื่องบ้านกับวิศวกร ฟรี! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513623

คลินิกช่าง‘วสท.’พบประชาชน  ปรึกษาเรื่องบ้านกับวิศวกร ฟรี!

คลินิกช่าง‘วสท.’พบประชาชน ปรึกษาเรื่องบ้านกับวิศวกร ฟรี!

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บ้านอาคารมีปัญหา…ปรึกษาวิศวกร ฟรี! วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) นำโดยคุณสมจิตร์ เปี่ยมเปรมสุข ประธานอนุกรรมการคลินิกช่าง วสท. ขอเชิญประชาชนร่วมกิจกรรม “คลินิกช่าง วสท. พบประชาชน” ในวันเสาร์ที่ 29 ส.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น. บริการให้คำปรึกษาและคำแนะนำปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในที่พักอาศัย พร้อมวิธีการซ่อมแซมแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ได้มาตรฐาน ให้บ้านสวยงามและแข็งแรงน่าอยู่อีกครั้ง

โดยวิศวกรอาสาที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ มีใบประกอบวิชาชีพถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมตอบทุกคำถามตรงปัญหา ทั้งด้านโครงสร้าง ระบบสุขาภิบาล ไฟฟ้า ฯลฯ ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ ชั้น 6 อาคาร วสท. ซอยรามคำแหง 39 (เทพลีลา) ติดกับสำนักงานเขตวังทองหลาง ผู้สนใจเข้ารับคำปรึกษา“คลินิกช่าง วสท. พบประชาชน” สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ : https://forms.gle/DpDn3gKuRbuncHmo8 หรือ สอบถามเพิ่มเติม คุณนุช วสท. โทร.02-1844600 ต่อ 500 Email: nuch.eit@gmail.com

‘ดีอีเอส’ เดินหน้า ‘คลาวด์’ หน่วยงานรัฐ ตั้งเป้าปี2565รวมฐานข้อมูลได้ครบถ้วน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513624

‘ดีอีเอส’เดินหน้า‘คลาวด์’หน่วยงานรัฐ  ตั้งเป้าปี2565รวมฐานข้อมูลได้ครบถ้วน

‘ดีอีเอส’เดินหน้า‘คลาวด์’หน่วยงานรัฐ ตั้งเป้าปี2565รวมฐานข้อมูลได้ครบถ้วน

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงโครงการพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ หรือ GDCC (Government Data Center and Cloud Service) ว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทมาก โดยเฉพาะจากเหตุการณ์โรคระบาดโควิด-19 เทคโนโลยีได้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

“ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้เตรียมพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อก้าวสู่สังคมดิจิทัล ทำให้มีความพร้อมมากขึ้นโดยเฉพาะด้านคลาวด์ โครงการ GDCC เป็นสิ่งที่ทุกคนพูดมานานแล้ว และจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีฐานข้อมูลกลางของเราเอง วันนี้
เข้าใกล้สิ่งที่ตั้งเป้าไว้แล้วเป็นก้าวแรกที่พูดได้เป็นรูปธรรมว่ารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เกิดได้ แต่มีความต้องการใช้สูงกว่างบประมาณที่ตั้งไว้เดิม โดยเฉพาะช่วงโควิดทำให้ต้องมีพื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

สำหรับโครงการพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ หรือ GDCC เกิดขึ้นจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 7 พ.ค. 2562 มอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลฯ พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ (Cloud Infrastructure) โดยภาครัฐจะเป็น
ผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อให้มีระบบกลางในการให้บริการ Cloud สำหรับหน่วยงานภาครัฐที่มีมาตรฐานและปลอดภัย

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่รัฐบาลดิจิทัล (Government Transformation) รวมถึงการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายเพื่อใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่(Big Data) ศูนย์ข้อมูลภาครัฐ (Government Data Center) และคลาวด์คอมพิ้วติ้ง (Cloud Computing) โดยระบบคลาวด์กลางภาครัฐจะทำให้สามารถประหยัดงบประมาณในส่วนของการที่แต่ละหน่วยงานจะนำไปใช้ในการเช่าระบบ Cloud และบริหารจัดการศูนย์ข้อมูล (Data Center)

อีกทั้งยังทำให้ระบบสารสนเทศของประเทศมีความมั่นคงปลอดภัย เนื่องจากข้อมูลและระบบงานของหน่วยงานภาครัฐจะถูกจัดเก็บอยู่ในระบบคลาวด์กลางภาครัฐที่มีมาตรฐานสากลด้านความมั่นคงปลอดภัยและตั้งอยู่ภายในประเทศ ซึ่งกระทรวงฯ ได้มอบหมายให้ บมจ. กสท โทรคมนาคม (CAT) และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ร่วมดำเนินการโดยปัจจุบัน โครงการ GDCC มีหน่วยงานส่งคำขอใช้บริการเข้ามาแล้ว 472 หน่วยงาน 1,570 ระบบ (ประมาณ 24,118 VM)

ทั้งนี้ ตามแผนปี 2563 กำหนดให้บริการหน่วยประมวลผลรวม32,000 vCPU จะช่วยประหยัดงบประมาณทางด้านไอทีของภาครัฐได้ร้อยละ 30-70 ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่สำคัญของประเทศ จะถูกจัดเก็บอยู่ภายในประเทศไทย และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐให้กลายเป็น Big Data ภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนหรือภาคธุรกิจได้รับทราบข้อมูลที่มีมาตรฐานเป็นระบบ และมีความต่อเนื่องในการให้บริการยิ่งขึ้น การรวมข้อมูลทั้งหมดมาไว้ในฐานข้อมูลภาครัฐจะต้องเสร็จสมบูรณ์ในปี 2565 ส่วนปี 2564 จะมีการโอนถ่ายข้อมูลมาในคลาวด์กลางประมาณร้อยละ 40-50

‘ดิจิทัลวัคซีน’ ท่องโลกออนไลน์อย่างมีภูมิคุ้มกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513625

‘ดิจิทัลวัคซีน’  ท่องโลกออนไลน์อย่างมีภูมิคุ้มกัน

‘ดิจิทัลวัคซีน’ ท่องโลกออนไลน์อย่างมีภูมิคุ้มกัน

วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“ยุคนี้จะมีสักกี่คนที่ไม่ท่องโลก ออนไลน์” โดยหากย้อนไปเพียง 1 ปีก่อนหน้านั้น ข้อมูลจาก “EDTA” สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) พบว่า ในปี 2562 คนไทยใช้อินเตอร์เนตเพิ่มขึ้นจากปี 2561 และเป็นการเพิ่มขึ้นทุกช่วงวัยไม่ใช่เฉพาะแต่คนรุ่นใหม่อย่างที่เคยเข้าใจกันในอดีต โดยวัยเกษียณและใกล้เกษียณ หรือ Baby Boomer (อายุ 55-73 ปี) อยู่ที่ 9 ชั่วโมง 35 นาทีต่อวันในวันทำงาน และ 11 ชั่วโมง 3 นาทีในวันหยุด เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 8 ชั่วโมง 21 นาที และ 8 ชั่วโมง 26 นาที ตามลำดับ

ขณะที่วัยแรงงานตอนกลางและตอนปลาย หรือ Gen-X (อายุ 39-54 ปี) ในปี 2562 ใช้อินเตอร์เนตอยู่ที่ 9 ชั่วโมง 20 นาทีต่อวันในวันทำงาน และ 11 ชั่วโมง 58 นาทีในวันหยุด เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 8 ชั่วโมง 25 นาที และ 8 ชั่วโมง 55 นาที ตามลำดับ ส่วนวัยแรงงานตอนต้นและนักศึกษามหาวิทยาลัย หรือ Gen-Y (อายุ 19-38 ปี) ในปี 2562 ใช้อินเตอร์เนตอยู่ที่ 10 ชั่วโมง 7 นาทีต่อวันในวันทำงาน/วันเรียน และ 11 ชั่วโมง 50 นาทีในวันหยุดลดลงเพียงเล็กน้อยจากปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 10 ชั่วโมง 22 นาทีต่อวันในวันทำงาน/วันเรียน และ 11 ชั่วโมง 52 นาทีในวันหยุด

สุดท้ายกลุ่มคนรุ่นใหม่ล่าสุดที่กำลังเรียนอยู่ระดับมัธยมลงไป หรือ Gen-Z (อายุน้อยกว่า 19 ปี) คือกลุ่มคนที่ใช้อินเตอร์เนตมากที่สุด ในปี 2562 ใช้อินเตอร์เนตอยู่ที่ 10 ชั่วโมงต่อวันในวันเรียน และ 12 ชั่วโมง 1 นาที ในวันหยุด ซึ่งในวันเรียนจะลดลงเล็กน้อยจากปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 10 ชั่วโมง 22 นาทีต่อวัน แต่ในวันหยุดจะเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 11 ชั่วโมง 50 นาทีต่อวัน

แต่เทคโนโลยีใหม่นั้นก็ไม่ต่างจากสิ่งอื่นๆ ที่เป็น “ดาบสองคม” ด้านหนึ่งมีประโยชน์มากมายทั้งในแง่การหาความรู้ ถกเถียงแลกเปลี่ยนมุมมอง ไปจนถึงเปิดโอกาสในการสร้างรายได้ แต่อีกด้านหนึ่งนำมาซึ่งปัญหาตั้งแต่ข่าวปลอม (Fake News) การรังแกกันบนโลกออนไลน์ (Cyber Bullying) รวมถึงมิจฉาชีพที่ใช้ช่องทางออนไลน์ในการหลอกลวงจนผู้หลงเชื่อเสียเงินเสียทองไปมากมาย เป็นต้น

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับ บริษัท สแพลช อินเตอร์แอ็คทีฟ จำกัด แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “ดิจิทัลวัคซีน (Digital Vaccine) เช็คภูมิคุ้มกันดิจิทัล” ซึ่งคำว่าวัคซีนในที่นี้ไม่ได้มาในรูปยาสำหรับฉีด แต่หมายถึงการจัดทำสื่อที่เข้าถึงและกระตุกให้ผู้คนได้คิดขึ้นว่า ณ เวลาที่เป็นอยู่ขณะนี้ แต่ละคนมีอาการอันเป็นผลพวงจากการท่องโลกอินเตอร์เนตอะไรกันบ้าง

อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวถึง ข้อค้นพบที่เป็นปรากฏการณ์ทั่วโลกด้านปัญหาการใช้สื่อออนไลน์ แบ่งเป็น 3 อาการ 1.วิจารณญาณบกพร่อง หมายถึงการรับและส่งต่อข้อมูลโดยขาดการตรวจสอบกลั่นกรอง นำไปสู่ปัญหาการเผยแพร่ข่าวปลอม ซึ่งผลสำรวจในยุโรปพบว่าประชากร 2 ใน 3 ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา ประชากรร้อยละ 49 เคยส่งต่อข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง 2.เสพติดความรุนแรง เช่น การรังแกกันบนโลกออนไลน์ รวมถึงการใช้ถ้อยคำหยาบคายด่าทอกัน (Hate Speech)

“เขาสำรวจมา 30 กว่าประเทศค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 15-20% ของเด็กและเยาวชนอยู่ในวังวนของการรังแกทางออนไลน์ ทั้งในฐานะผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ อินเดียหนักสุด 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ ที่ค่อนข้างน้อยหน่อยคือญี่ปุ่นกับรัสเซีย 4-5% ทั่งนี้ 45% ของเด็กที่ถูกรังแก จะออกอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ คิดไม่อยากอยู่ในโลกนี้แล้ว เป็นผลตามมาที่น่ากลัวมาก” อมรวิชช์ ระบุ

ที่ปรึกษาอธิการบดี มจธ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมี 3.บ้าตามกระแส ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า “Fear of Missing Out” แบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ 3.1 กลัวตกข่าว จึงต้องคอยเรื่องราวต่างๆ ตลอดเวลาด้วยความวิตกกังวล กับ 3.2 ของมันต้องมี สินค้าที่นักการตลาดจับทางได้ มีการปั่นกระแสบนโลกออนไลน์ผู้คนก็แห่กันไปซื้อเพราะกลัวว่าไม่มีแล้วจะเชย ซึ่งในสหรัฐ มูลค่าการตลาดนี้สูงถึง 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 15 ล้านล้านบาท กลุ่มเป้าหมายสำคัญคือคนเจนวาย (Gen Y) หรือผู้ที่เพิ่งเข้าสู่วัยทำงานและมีกำลังซื้อสูง

ภายในงานยังมีการฉายภาพยนตร์สั้น “Digital Vaccine เช็คภูมิคุ้มกันดิจิทัล” โดยมีผู้เล่าเรื่องคือ “บ๊อบบี้” นิมิตร ลักษมีพงศ์ พาไปดูอีกพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ 4.ไม่หวงข้อมูลส่วนตัวว่าด้วยหญิงสาวโพสต์ข้อความทำนองอยู่คนเดียวและเหงา แล้วมีชายหนุ่มพยายามตามจีบโดยแกะรอยผ่านภาพและข้อความของหญิงสาวในสื่อออนไลน์ ก่อนจะสรุปเป็นอุทาหรณ์ว่า ในหนังสั้นนั้นหญิงสาวบอกชายหนุ่มว่ามีแฟนแล้วและชายหนุ่มก็ยอมทำใจโดยดี แต่หากคนที่แกะรอยเป็นมิจฉาชีพเท่ากับหญิงสาวได้เชื้อเชิญให้ภัยอันตรายมาถึงตัวโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ขณะที่ “จอห์น นูโว” จอห์น รัตนเวโรจน์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้บริหาร บริษัท สแพลช อินเตอร์แอ็คทีฟ จำกัด กล่าวว่า สื่อออนไลน์คือมาด้วยการมอบความพึงพอใจ ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกสบายตัว รู้สึกรวดเร็วทันใจในการทำทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงการที่ร่างกายจะหลั่งสารโดปามีน (Dopamine) แต่อาการข้างเคียงที่เป็นผลจากสื่อออนไลน์นั้นรุนแรงถึงขั้นทำให้สับสน ระหว่างตัวตนที่เป็นมนุษย์ (Human) กับตัวตนที่อยู่ในโลกเสมือน (Virtual)

ดังนั้นโครงการ Digital Vaccine เช็คภูมิคุ้มกันดิจิทัล จึงเกิดขึ้นเพื่อผลิตวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหรือความรู้เท่าทันโลกดิจิทัล “ความเร็วต้องมาพร้อมความถูกต้อง” โดยงานชิ้นแรกคือภาพยนตร์สั้น นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์ digitalvaccine.me คาดหวังให้เป็นช่องทาง (Platform) กลางเพื่อรวบรวมข่าวสารและความคิดเห็นสำหรับนำไปประมวลผลสร้างชุดข้อมูลที่ทันสมัยที่สุด รวมถึงให้ความรู้เรื่องภัยคุกคามทางดิจิทัล อีกทั้งสามารถแจ้งเบาะแสเมื่อพบเห็นสิ่งที่เป็นภัยกับประชาชน

“ถัดมาคือเราจะเดินทางออกไป Road Show (จัดกิจกรรม) เพื่อไปพบปะกับเยาวชน กับประชาชนทั่วไปเพื่อฉีดภูมคุ้มกันดังกล่าว ให้เขาได้รู้เท่าทันกับสิ่งต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ขณะนี้” จอห์น กล่าวในท้ายที่สุด

รมช.ศึกษาฯลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513643

รมช.ศึกษาฯลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณ

รมช.ศึกษาฯลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณ

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 20.45 น.

23 สิงหาคม 2563 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยมีว่าที่ ร.ต.พุฒสิทธิ์ โชติสิริวโรทัย ปลัดอำเภอบางละมุง พร้อมด้วย นายวันชาติ วรรณพราหมณ์ ปลัดอาวุโส อำเภอสัตหีบ นายพัฒนา เพชรคชสิทธิ์ ผอ.ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณฯ ได้ร่วมกันเป็นตัวแทนในนามจังหวัด นำคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานองค์กรภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับคณะ

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า สำหรับการลงพื้นที่ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวราชกาลที่ 9 และ ราชกาลที่ 10 ทรงต่อยอดสืบสาน ทางกระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นว่า กศน.และศูนย์ฝึกต้องร่วมกันพัฒนาศูนย์ฝึกที่มีอยู่ทั่วประเทศในการกำกับดูแลของ กศน.กระทรวงศึกษาธิการให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชนและผูเรียน กศน. ให้มากยิ่งขึ้น

ซึ่งจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้สัมผัสเห็นความทุ่มเทของบุคคลากรที่เกี่ยวข้อง อีกทั้วได้เห็นถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น กู๊ดพาร์ทเนอร์ซิปของกศน.ทั้งประชาชน สถานศึกษาทุกภาคส่วน ทั้งนี้กศน.กระทรวงศึกษาธิการมรศูนย์ลักษณะนี้อยู่ทั่วประเทศ จะเป็นแนวทางกระทรวงศึกษาธิการและกศน.จะทำศูนย์ฝึกที่กระจายในภูมิภาคต่าง ๆได้พัฒนาเพื่อสอดรับกับนโยบาย พัฒนาอย่างยังยืนของรัฐบาลและก่อเกิดประโยชน์สูงสุด 

ทั้งนี้ตำแหน่งราชการกรณีผู้เชียวชาญที่หาได้อยากมากที่จะมีความเชียวชาญสืบสานตามแนวพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นสิ่งที่ขาดแคลนของกศน.ทั้งนี้ก็จะเร่งหาอัตรากำลังผู้เชียวชาญและบุคคลากรที่ทรงคุณค่านี้ให้อยู่คู่กับ กศน.และกระทรวงศึกษาธิการ โดยจะมีการเกลี่ยอัตตรากำลังจากแท่งอื่น ๆ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ  มาให้ความมั่นคงกับคนกศน.ได้เป็นครูผู้ช่วยราชการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบ และถือเป็นมิติที่จะผลักดันให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นขวัญกำลังใจให้กับชาว กศน.ทั่วประเทศ 

ดย.มอบนโยบายบ้านพักเด็กฯ 77 จังหวัด ตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาเด็ก เยาวชน ครอบครัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513616

ดย.มอบนโยบายบ้านพักเด็กฯ77จังหวัด ตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาเด็ก เยาวชน ครอบครัว

ดย.มอบนโยบายบ้านพักเด็กฯ77จังหวัด ตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาเด็ก เยาวชน ครอบครัว

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 18.28 น.

ดย.มอบนโยบายบ้านพักเด็กฯ77จังหวัด ตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาเด็ก เยาวชน ครอบครัว 

นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการกำหนดมาตรการกลไก ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการคุ้มครองช่วยเหลือและสงเคราะห์เด็กและเยาวชน เล็งเห็นความสำคัญของการป้องกันช่วยเหลือและเยียวยากลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดตามภารกิจ

เพื่อให้การดำเนินการเตรียมรับสถานการณ์การป้องกันการช่วยเหลือและเยียวยากลุ่มเป้าหมายของกรมกิจการเด็กและเยาวชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดย. จึงมีนโยบายให้บ้านพักเด็กและครอบครัว 77 จังหวัด จัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาปัญหาด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว (Children , Youth and Family Counseling Center)

เพื่อให้คำแนะนำปรึกษาปัญหาในการเลี้ยงดูบุตรตามช่วงวัย ให้คำปรึกษาผู้ประสบปัญหาในด้านต่าง ๆ เช่น ความรุนแรง การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ การถูกเลิกจ้างงาน การว่างงาน การแสวงหาโอกาสในการประกอบอาชีพใหม่ รวมไปถึงการมีส่วนร่วมในการวางแผนการดำเนินชีวิตและดูแลช่วยเหลือ มีกลไกการทำงานโดยเครือข่ายสภาเด็กและเยาวชน และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) เฝ้าระวัง แจ้งเหตุ ให้คำปรึกษา และ ลงพื้นที่ช่วยเหลือ

ผู้ประสบปัญหาที่ต้องการคำแนะนำ หรือปรึกษาปัญหาต่าง ๆ สามารถติดต่อศูนย์ให้คำปรึกษาปัญหาด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ที่บ้านพักเด็กและครอบครัวทั้ง 77 จังหวัด ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อศูนย์ช่วยเหลือสังคม โทรสายด่วน 1300