‘พัชรินทร์’ ชงศธ.บรรจุ ‘วิชาปฐมพยาบาลเบื้องต้น-CPR’ ในหลักสูตรมัธยมศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513530

‘พัชรินทร์’ชงศธ.บรรจุ‘วิชาปฐมพยาบาลเบื้องต้น-CPR’ ในหลักสูตรมัธยมศึกษา

‘พัชรินทร์’ชงศธ.บรรจุ‘วิชาปฐมพยาบาลเบื้องต้น-CPR’ ในหลักสูตรมัธยมศึกษา

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 11.10 น.

‘พัชรินทร์’ชงศธ.บรรจุ‘วิชาปฐมพยาบาลเบื้องต้น-CPR’ ในหลักสูตรมัธยมศึกษา

23 สิงหาคม 2563 น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม.เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร กล่าวสนับสนุนให้กระทรวงศึกษาธิการ  บรรจุวิชาการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การทำ CPR และใช้เครื่อง AED เข้าสู่หลักสูตรในระดับชั้นมัธยมศึกษา เนื่องจากจากสถิติ เมื่อเกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างเช่นกรณีที่ผู้ป่วยล้ม และหมดสติ  ในประเทศไทยมีโอกาสรอดชีวิต % น้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ โดยจากสถิติพบว่า คนไทยเสียชีวิตจากภาวะหัวใจเต้นเฉียบพลันประมาณ 54,000 คน ต่อปี หรือเฉลี่ย 6 คนต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงสุดอันดับ 3 รองจาก มะเร็ง และอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลวิจัยของต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา พบว่า ผู้ที่ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หากได้รับการช่วยชีวิตภายในระยะเวลา 4 นาทีด้วยการ CPR จะเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ 27% และหากทำ CPR สลับกับการใช้เครื่อง AED จะสามารถเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตได้ถึง 50%

น.ส.พัชรินทร์ ย้ำว่า ไทยเรา ควรมีเครื่อง AED  ติดไว้ในที่สาธารณะ แม้บางแห่งมีติดแล้ว แต่ก็ไม่มีผู้ที่สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นหากประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ ก็จะช่วยลดการเสียชีวิตไปได้จำนวนมาก  ทั้งนี้จะได้นำเสนอให้กับนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้พิจารณาต่อไป

เบื้องต้นในฐานะกรรมาธิการการสาธารณสุข จึงได้นำร่องจัดสัมมนาอบรมให้ความรู้เชิงปฏิบัติการ ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น (First Aid) ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ กับผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บทันที โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ให้กับอาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร ซึ่งเปรียบเสมือนนักรบแถวหน้าที่คอยดูแล พี่น้องประชาชนในด้านการสาธารณสุข ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการยานนาเวศ เขตสาทร กทม. เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2563 โดยมีนายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ รองประธานกรรมาธิการฯ ร่วมงาน 

‘ณัฏฐพล’ ยันข้อเรียกร้องของนักเรียน อยู่ในโครงสร้างที่ศธ. กำลังจะปฏิรูปอยู่แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513314

'ณัฏฐพล'ยันข้อเรียกร้องของนักเรียน อยู่ในโครงสร้างที่ศธ.กำลังจะปฏิรูปอยู่แล้ว

‘ณัฏฐพล’ยันข้อเรียกร้องของนักเรียน อยู่ในโครงสร้างที่ศธ.กำลังจะปฏิรูปอยู่แล้ว

วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 18.39 น.

วันที่ 21 สิงหาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ศธ.ได้ดำเนินการไปตามข้อเรียกร้องของนักเรียนไปแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องของทรงผม และเปิดเวทีรับฟังนักเรียนผ่านสภานักเรียนเป็นต้น นอกจากนี้ ศธ.เตรียมเปิดรับฟังนักเรียนผ่านช่องทางดิจิทัล ซึ่งจะทำให้ ศธ.สามารถรวบรวมข้อมูลได้ลึกขึ้นด้วย เพราะบางครั้งการพูดคุยผ่านสภานักเรียน นักเรียนอาจจะเกิดความไม่สบายใจในการให้ข้อมูลได้ 

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องหลักสูตรที่นักเรียนอยากให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศ ตนได้ประชุมกับผู้บริหาร ศธ.แล้ว ซึ่งผู้บริหารทุกคนรับทราบว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นปัญหาที่อาจจะซ่อนอยู่ใต้พรมของการศึกษาไทย ซึ่งหลายๆเรื่อง อยู่ในกระบวนการที่ ศธ.สามารถดำเนินการและอยู่ในโครงสร้างที่ศธ.กำลังจะปฏิรูปอยู่แล้ว

‘เอนก’ ดึง 60 ผู้นำนักศึกษา ระดมสมองสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นนำไปสู่การแก้ปัญหาชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513253

'เอนก' ดึง 60 ผู้นำนักศึกษา ระดมสมองสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นนำไปสู่การแก้ปัญหาชาติ

‘เอนก’ ดึง 60 ผู้นำนักศึกษา ระดมสมองสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นนำไปสู่การแก้ปัญหาชาติ

วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.01 น.

เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 63 ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนมีนโยบายสำคัญและจะเร่งดำเนินการเป็นลำดับแรกๆ ตามข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เน้นย้ำให้เปิดรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของเยาวชนคนรุ่นใหม่ คือ การเชิญตัวแทนนิสิต นักศึกษา มาหารือการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกับ อว. พร้อมกันนั้น อว. จะแนะนำโครงการที่เยาวชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน อาทิ โครงการยุวสตาร์ทอัพ เวทีออกแบบนโยบาย การร่วมพัฒนาชุมชน ทูตเยาวชนวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายของตนที่ได้แถลงไป คือ Thailand Mega Hackathon หรือการเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนร่วมกันเสนอปัญหา ระดมสมองและความคิดในทางสร้างสรรค์เพื่อหาโมเดลต้นแบบมาแก้ปัญหาให้กับประเทศ โดย อว.จะสร้างพื้นที่ในการมีส่วนร่วมที่เปิดกว้างให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง เท่าเทียม ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 27 ส.ค. นี้ โดยจะมีนายกสโมสรนิสิต นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ จำนวนกว่า 60 คน ซึ่งถือเป็นเยาวชนกลุ่มแรกมาร่วมกิจกรรม โดย อว.จะจัดกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง และจะเชิญนิสิต นักศึกษามาร่วมกิจกรรมนี้ให้ครบทุกแห่ง เพื่อสร้างความเข้าใจและให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศ

ด้าน ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการ รมว.อว.กล่าวเพิ่มเติมว่า  สำหรับกิจกรรมในวันที่ 27 ส.ค. จะจัดขึ้นภายใต้ธีม “นวัตกรรมเพื่อสังคม บทบาทสำคัญของผู้นำเยาวชนยุคใหม่” (Young TH Leader & Innovator’s Club) โดยมีสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) หนึ่งในหน่วยงานภายใต้ อว. เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม โดยจะมีกิจกรรมสำคัญๆ เช่น การแนะนำกลไกสนับสนุนนักศึกษาในการสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาชุมชน การพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรมสำหรับผู้นำเยาวชน STEAM4INNOVATOR กิจกรรมรัฐมนตรีนัดพบนิสิต นักศึกษา เวิร์คช็อปการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม และห้องปฏิบัติการเยาวชนนวัตกรรม ที่จะเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและนำเสนอแนวทางการจัดตั้งและการสนับสนุนการดำเนินงานของสโมสรนักศึกษาเพื่อการพัฒนานวัตกรรมต่อไป

‘ที่ปรึกษารมว.ศธ.’ ลุยน่าน ติดตามผลจัดองค์กรแบบแมททริกซ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513153

‘ที่ปรึกษารมว.ศธ.’ลุยน่าน ติดตามผลจัดองค์กรแบบแมททริกซ์

‘ที่ปรึกษารมว.ศธ.’ลุยน่าน ติดตามผลจัดองค์กรแบบแมททริกซ์

วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 10.40 น.

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ติดตามผลการดำเนินงานการจัดองค์กรแบบแมททริกซ์ (Matrix Organization) สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (นำร่อง) น่านนวัตกรรม

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ที่ห้องประชุมเวทีวิชาการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานคณะทำงานติดตามผลการดำเนินงานการจัดองค์กรแบบแมททริกซ์ (Matrix Organization) สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (นำร่อง) และคณะ ติดตามผลการดำเนินงานการจัดองค์กรแบบแมททริกซ์ (Matrix Organization) สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (นำร่อง) น่านนวัตกรรม โดยมีนางยุพิน บัวคอม ศึกษาธิการจังหวัดน่าน พร้อมด้วยคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินงาน ให้การต้อนรับและนำเสนอผลการดำเนินงาน

สำหรับการดำเนินงานการจัดองค์กรแบบแมททริกซ์ (Matrix Organization) สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (นำร่อง) ทางกระทรวงศึกษาธิการกำหนดรูปแบบการดำเนินงานการจัดองค์กรแบบแมททริกซ์ (Matrix Organization) ในระดับจังหวัด โดยกำหนดให้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดนำร่อง 6 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยเลือกจังหวัด แบ่งออกเป็นจังหวัดขนาดใหญ่พิเศษในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดขนาดใหญ่พื้นที่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดขนาดกลางในพื้นที่ จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดน่าน และจังหวัดขนาดเล็กในพื้นที่จังหวัดสตูล

ทั้งนี้ เพื่อค้นหา แนวทาง วิธีการ และนวัตกรรมในการบูรณาการการยกระดับคุณภาพการศึกษาทุกระบบ ทุกระดับ ในพื้นที่จังหวัด ให้มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบแบบบูรณาการ ดังนี้ 1. นวัตกรรมด้านการพัฒนาคุณภาพข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 2. นวัตกรรมด้านการวิเคราะห์ภารกิจของหน่วยงานทางการศึกษา 3. นวัตกรรมด้านการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก 4. นวัตกรรมด้านการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาปฐมวัย 5. นวัตกรรมด้านการพัฒนานวัตกรรมและงบประมาณ ซึ่งเป็นผลงานการบูรณาการของหน่วยงาน 5 กระทรวงหลักของจังหวัดน่าน ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษากระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงสาธารณสุข ในการบูรณาการการยกระดับคุณภาพการศึกษาทุกระบบ ทุกระดับ ในพื้นที่จังหวัดน่าน

จากนั้น เวลาประมาณ 14.00 น. คณะจะได้เยี่ยมชมศูนย์กิจกรรมชีวศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ ณ วิทยาลัยเทคนิคน่าน และกิจกรรมการเรียนการสอนเด็กปฐมวัยคุณภาพ ณ โรงเรียนราชานุบาล และในวันที่ 21 สิงหาคม 2563 คณะจะติดตามเยี่ยมชมศูนย์ HCEC ณ โรงเรียนสตรีศรีน่าน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 37 และเดินทางชมกิจกรรมโรงเรียนขนาดเล็กคุณภาพ ณ โรงเรียนบ้านทุ่งน้อย ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 จังหวัดน่าน

ยูโอบี ชู “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ปลุกวงการศิลปะยุค New Normal ชวนศิลปินไทยส่งประกวดจิตรกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513088

ยูโอบี ชู “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ปลุกวงการศิลปะยุค New Normal ชวนศิลปินไทยส่งประกวดจิตรกรรม

ยูโอบี ชู “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ปลุกวงการศิลปะยุค New Normal ชวนศิลปินไทยส่งประกวดจิตรกรรม

วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 02.00 น.

18 ส.ค.2563 คุณสัญชัย อภิศักดิ์ศิริกุล กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ การเงินและสนับสนุนธุรกิจธนาคาร ธนาคารยูโอบี (ไทย) เปิดเผยว่า การประกวดจิตรกรรมยูโอบี (UOB Painting of the Year) นับเป็นการประกวดงานศิลปะที่ยาวนานที่สุดในประเทศสิงคโปร์และเป็นหนึ่งในการประกวดจิตรกรรมที่ทรงเกียรติที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ธนาคารยูโอบีมุ่งให้การสนับสนุนและค้นพบศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลปะอันทรงคุณค่าในภูมิภาคอาเซียน

“ศิลปะคือความงดงามที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ นำมาซึ่งพลังบวกและความหวัง ซึ่งมีอิทธิพลต่อจิตใจของพวกเราทุกคนอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะช่วงเวลาแห่งวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติเดเชื้อไวรัสโคโรน่า “โควิด-19”  ที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของสังคม เศรษฐกิจ ไม่เว้นแม้แต่วงการศิลปะ เกิดเป็นความไม่แน่นอนในชีวิตและความหดหู่ในจิตใจ เราเชื่อว่าการประกวดจิตรกรรมยูโอบีในปีนี้จะได้เห็นผลงานสร้างสรรค์ที่เป็นพลังบวกและสื่อถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้คนในสังคมของศิลปินจากทั่วประเทศที่ส่งผลงานเข้าประกวดผ่านทางออนไลน์”

ด้วยผลกระทบของโควิด-19 ที่ทำให้ทุกภาคส่วน รวมถึงวงการศิลปะต้องปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบใหม่ที่มีการนำเทคโนโลยีและดิจิทัลมาใช้กันมากขึ้น ธนาคารยูโอบี (ไทย) ตระหนักถึงความสำคัญในการเสริมทักษะด้านดิจิทัลให้ศิลปินไทย จึงได้จัดทำคลิปวิดีโอให้ความรู้และแรงบันดาลใจในหัวข้อ “My Art. My World. My Digital Gallery. | เปิดสู่โลกกว้างกับดิจิทัลแกลเลอรีของตัวเอง” เพื่อเตรียมความพร้อมให้ศิลปินไทยสามารถใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการแสดงผลงานศิลปะของตัวเองบนโลกออนไลน์เพื่อเข้าถึงผู้ชมในวงกว้างมากขึ้น อีกทั้งโอกาสในการทำงานร่วมกับแกลเลอรีและแบรนด์ดังระดับโลก โดยมี 5 ศิลปินและภัณฑารักษ์ชื่อดัง พร้อมที่ปรึกษาด้านการตลาด มาบอกเล่าประสบการณ์การใช้สื่อดิจิทัลในการสื่อสาร พร้อมให้ความรู้เบื้องต้นในการสร้างสรรค์เนื้อหาและใช้สื่อดิจิทัลที่เหมาะสม

สำหรับผู้ที่สนใจส่งผลงานเข้าประกวด สามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2563 โดยจะมีงานประกาศผลรางวัลในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมและส่งผลงานเข้าประกวดได้ที่ www.uob.co.th/poy ศิลปินไทยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 11 ประจำปี 2563 จะเข้าร่วมการแข่งขันระดับภูมิภาคร่วมกับศิลปินที่ชนะเลิศจากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซียและสิงคโปร์ต่อไป พร้อมโอกาสได้เสริมสร้างประสบการณ์ผ่านโครงการศิลปินในพำนัก ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 1 เดือน

ในการเปิดตัววันนี้ ยังได้มีการเสวนาถึงความสำคัญของการเชื่อมโลกศิลปะสู่โลกดิจิทัล อิทธิพลของสื่อดิจิทัลที่จะช่วยปูทางศิลปินไทยให้เติบโตและเป็นที่รู้จักในวงการศิลปะระดับภูมิภาค โดยคุณยูน ปัณพัท เตชเมธากุล ศิลปินรุ่นใหม่ผู้มีเอกลักษณ์ มีผลงานร่วมกับแบรนด์ดังมากมาย และคุณแก่ ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง ที่ปรึกษาและเทรนเนอร์ด้านการตลาดสำหรับศิลปินที่สนใจสามารถเข้าไปเรียนรู้ “My Art. My World. My Digital Gallery. | เปิดสู่โลกกว้างกับดิจิทัลแกลเลอรีของตัวเอง” ได้ที่ http://www.facebook.com/uob.th หรือ http://www.uob.co.th/poy 

สพฐ.แจ้งด่วน! เขตพื้นที่ฯ-สถานศึกษา เฝ้าระวังความปลอดภัยในสถานที่ราชการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/513118

สพฐ.แจ้งด่วน! เขตพื้นที่ฯ-สถานศึกษา เฝ้าระวังความปลอดภัยในสถานที่ราชการ

สพฐ.แจ้งด่วน! เขตพื้นที่ฯ-สถานศึกษา เฝ้าระวังความปลอดภัยในสถานที่ราชการ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 21.51 น.

20 สิงหาคม 2563 นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ศธ 04001/ ว4495 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2563 แจ้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต (ผอ.สพท.) ทุกเขต เรื่อง การเฝ้าระวังความปลอดภัยในสถานที่ราชการ โดยมีใจความว่า

ตามที่ สพฐ. ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กำชับให้สถานศึกษาในสังกัดถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการใช้อาคารสถานที่ของสถานศึกษา พ.ศ. 2553 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการใช้อาคารสถานที่ของสถานศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 โดยถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด นั้น ในการนี้ สพฐ. มีความตระหนักถึงความสำคัญในความปลอดภัยของนักเรียน บุคลากร และทรัพย์สินของทางราชการ จึงได้ประกาศจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังความปลอดภัยในสถานที่ราชการ สพฐ. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบสถานการณ์ จากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นที่ส่งผลกระทบต่อความไม่ปลอดภัยของนักเรียน บุคลากร รวมทั้งการเฝ้าระวังทรัพย์สิน ของทางราชการมิให้เกิดความเสียหายจากภัยพิบัติ หรือการกระทำของมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ

โดยเพื่อเป็นการซักซ้อมความเข้าใจแนวปฏิบัติในการเฝ้าระวังความปลอดภัย จึงขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการ ดังนี้

1. ประกาศจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังความปลอดภัยในสถานที่ราชการ ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยการทำงานเชื่อมโยงกับศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังความปลอดภัยในสถานที่ราชการ

สพฐ.พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะทำงาน
2. กำชับให้สถานศึกษาถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดหากมีกลุ่มบุคคล และหน่วยงานต่าง ๆ ขอใช้อาคารสถานที่ของสถานศึกษา ในการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ

3. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาในสังกัดรายงานเหตุการณ์ตามสถานการณ์ เพื่อเป็นข้อมูลในการให้ความช่วยเหลือต่อไป

4. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา จัดระบบสื่อสารและการประสานการปฏิบัติให้มีความรอบคอบและประสานได้ทันทีตามลำดับชั้นของการรายงานเหตุการณ์

ทั้งนี้ สามารถติดต่อศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังความปลอดภัยในสถานที่ราชการ สพฐ. ได้ที่ ห้องศูนย์ปฏิบัติการ สพฐ. อาคาร สพฐ. 2 ชั้น 2 เบอร์โทรศัพท์ 0 2288 5570 , 0 2288 5581 และ 0 2288 5567 โทรสาร 0 2288 5571 สำหรับช่องทางในรายงานเหตุการณ์ตามสถานการณ์ นั้น แบ่งเป็นแบบบันทึกรายงานประจำวัน ความปลอดภัยในสถานที่ราชการ (สพฐ.) สามารถรายงานได้ที่ https://1ab.in/eVq และแบบรายงานสรุปข้อมูลความเสียหายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย ดินถล่ม (สพฐ.) สามารถรายงานได้ที่ https://goo.gl/1YYNCD โดยต้องรายงานสถานการณ์ให้ สพฐ. ทราบทันที เพื่อเป็นข้อมูลในการให้ความช่วยเหลือต่อไป และขอให้ถือปฏิบัติตามแนวทาง ตามรายละเอียดประกอบการดำเนินการเฝ้าระวังความปลอดภัยในสถานที่ราชการที่ส่งให้  
 

กสศ. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512988

กสศ.ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

กสศ.ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.25 น.

กสศ.ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และติดตามความคืบหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จังหวัดราชบุรี ตัวอย่างสถานศึกษาทำงานเชิงรุก ค้นหาเด็กอยากเรียนครูถึงชุมชน สร้างหลักสูตรแนวข้างเสริมจิตวิญญาณความเป็นครู ผลิตครูนักพัฒนารุ่นใหม่ส่งคืนบ้านเกิด หวังแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและสร้างต้นแบบการผลิตครูตามความต้องการของพื้นที่อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมคณะ นำสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และติดตามความคืบหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จังหวัดราชบุรี โดยมี ผศ.ดร.ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช รักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง คณาจารย์ และนักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น1จำนวน 25 คน ให้การต้อนรับ พร้อมเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการครูรัก(ษ์)ถิ่น,โรงเรียนอนุบาลทานตะวัน แหล่งฝึกประสบการณ์นักศึกษาครูปฐมวัย,และ“บ้านไร่รัก(ษ์)ถิ่น” แหล่งพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะการทำงาน และกิจกรรมเสริมทักษะการเรียนรู้บนฐานเศรษฐกิจพอเพียงและภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การทำแปลงผัก ผลิตน้ำสมุนไพร ลูกประคบ เป็นต้น จากนั้นคณะได้เดินทางไปที่โรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบน อ.บ้านคา จ.ราชบุรี เพื่อเยี่ยมชมโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นโรงเรียนปลายทางที่นักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นจะต้องกลับมาบรรจุเป็นครู

รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น กสศ. กล่าวว่า ระบบการศึกษาไทยประสบปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลขาดแคลนครูจำนวนมาก เพราะครูที่บรรจุจากส่วนกลางขอย้ายออกเมื่อครบกำหนด การเรียนการสอนจึงขาดความต่อเนื่อง ส่วนโรงเรียนลักษณะพิเศษก็ไม่สามารถยุบหรือควบรวมได้ ทำให้เด็กบางคนขาดโอกาสทางการศึกษา จนเกิดเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ 2 ด้าน คือ ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ปัจจุบันแก้ไขแล้วระดับหนึ่ง โดยการสนับสนุนให้เด็กได้รับโอกาสทางการศึกษา ส่วนความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพ เป็นเป้าหมายที่ กสศ. กำลังเดินหน้าแก้ไข โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น จะช่วยผลักดันและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพให้กับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท โดยการให้ทุนเรียนครูกับเด็กในพื้นที่ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เมื่อจบการศึกษาจะได้บรรจุเป็นครูในพื้นที่ ถือเป็นการสร้างครูคุณภาพให้เข้าไปจัดการการศึกษาที่มีคุณภาพแก่ลูกหลานในชุมชนบ้านเกิด

“เราอยากปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตครูให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมไทย โรงเรียนต้องการครูแบบไหนควรผลิตแบบนั้น ซึ่งโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น จะขับเคลื่อนนโยบายผลิตครูให้กับโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 5 รุ่น รุ่นละ300 คน รวม1,500 คน เชื่อว่าจะทำให้อัตราการโยกย้ายของครูลดลง เด็กมีจิตสำนึกรักในวิชาชีพครูมากขึ้น ทำให้กลไกการรับนักศึกษาถูกปรับเปลี่ยนตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่ใครจะสมัครก็ได้ แต่ต้องเป็นคนที่อยู่ในชุมชน มีใจรักอยากเป็นครูในบ้านเกิด อย่างเช่นรุ่นที่ 1 มีเด็กกลุ่มชาติพันธุ์จากตะเข็บชายแดนฝั่งตะวันตก เข้าร่วมโครงการ ตรงนี้จะช่วยลดปัญหาเด็กเรียนไม่รู้เรื่องเพราะความต่างเชิงวัฒนธรรม และปัญหาครูจากส่วนกลางไปสอนเด็กม้งแล้วขอย้ายออกได้ อย่างไรก็ตาม กสศ. พยายามทำโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ให้เป็นต้นแบบการผลิตครูของสังคมไทย โดยชวนคนมาสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าสำเร็จจะนำไปสู่การผลิตครูแบบที่สังคมไทยต้องการ สิ่งเหล่านี้จะส่งไปถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งสพฐ.หน่วยงานราชการ มหาวิทยาลัย ให้ร่วมมือกันปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตครูต่อไป” รศ.ดร.ดารณี กล่าว 

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผอ.สำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 มีเด็กด้อยโอกาสขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับทุนและเข้าเรียนในปีการศึกษา 2563 จำนวน 328 คน ใน11 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ครอบคลุม 45 จังหวัด ของโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลที่มีอัตราเกษียณครูในปี 2567 ได้แก่ ภาคเหนือ มีอัตราบรรจุ156 อัตรา เรียนที่มรภ.เชียงราย มรภ.เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มรภ. กำแพงเพชร มรภ.พิบูลสงคราม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราบรรจุ 65 อัตรา เรียนที่มรภ.เลย มรภ.กาฬสินธุ์ ภาคกลาง 49 อัตรา ครอบคลุมพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก เรียนที่มรภ.กาญจนบุรี มรภ.หมู่บ้านจอมบึง และภาคใต้มี 58 อัตรา เรียนที่มรภ.สุราษฎร์ธานี มรภ.ยะลา ทั้งนี้หลังจบการศึกษาเด็กทุกคนจะได้บรรจุเป็นข้าราชการครูสาขาปฐมวัย และสาขาประถมศึกษา ตามอัตราที่ สพฐ.ให้ตามโรงเรียนสังกัด สพฐ.ในตำบลบ้านเกิด โดยโครงการฯมีเป้าหมาย 2 ด้าน 1.สนับสนุนเด็กยากจนพิเศษระดับชั้นม.ปลาย ให้ได้เรียนครู เป็นทุนแบบให้เปล่าครบวงจรและ 2.ปฏิรูประบบการผลิตและพัฒนาครูในสถาบันอุดมศึกษา กสศ.ได้เตรียมงบประมาณไว้ช่วยเหลือเด็ก 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นค่าเทอมและค่าใช้จ่ายอื่นๆของเด็กรวมเดือนละ8,000 บาท ส่วนที่สองจัดสรรให้มหาวิทยาลัยใช้พัฒนาเด็กรายบุคคลและรายกลุ่มปีละ30,000 บาท/คน นอกจากนี้ยังมีงบกลางที่ร่วมทำงานกับมหาวิทยาลัยทั้ง 11 แห่งด้วย

“อย่างไรก็ตามสถาบันที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏตามหัวเมืองต่างจังหวัดที่สามารถดูแลเด็กได้ตั้งแต่การไปค้นหา คัดกรอง คัดเลือก เข้าเรียน4 ปี รวมถึงเป็นครูพี่เลี้ยงหลังจากเด็กบรรจุเป็นครูในพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ กสศ.ได้สร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญสูง ให้มามีบทบาทและส่วนร่วมช่วยเน้นเสริมทางด้านวิชาการ การสร้างเครือข่าย ให้กับมหาวิทยาลัยในสถาบันผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้กับราชภัฏที่เป็นวิทยาลัยผลิตครูมาก่อน ให้เป็นอุดมศึกษาของท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง” ดร.อุดม กล่าว

ผศ.ดร.ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช รักษาราชการแทน อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง กล่าวว่า การดำเนินงานโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มีคณะคุรุศาสตร์เป็นหน่วยงานหลักในการดูแล โดยมีมหาวิทยาลัยคอยสนับสนุนการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการ รวมถึงงบประมาณในการเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะของนักศึกษา ส่วนการคัดกรองนักศึกษาเข้าโครงการจะใช้เกณฑ์ของ กสศ.ด้านความยากจน มีรายได้เฉลี่ยต่อคนในครอบครัวไม่เกิน3,000 บาทต่อเดือน และเกณฑ์มาตรฐานกลางของมหาวิทยาลัย เช่น การวัดแววความเป็นครู การวัดความสนใจที่จะประกอบอาชีพครูในอนาคต เด็กต้องมีเจตคติที่ดีต่อการประกอบอาชีพครู รวมถึงทดสอบความรู้ ความสามารถวิชาพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเป็นครู เด็กที่ได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ60ต้องเข้าค่ายสังเกตพฤติกรรม ทดลองอยู่กับเด็กอนุบาล เด็กปฐมวัย เพื่อดูความพร้อมก่อนจะมาเป็นครู ทำให้โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มีขั้นตอนการคัดกรองเบื้องต้นที่ละเอียดกว่าหลักสูตรทั่วไปที่ใช้เพียงการสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์เท่านั้น 

“เด็กโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เมื่อจบการศึกษาต้องบรรจุทำงานเป็นครูในพื้นที่บ้านเกิด ขั้นแรกจึงเป็นการคัดกรองเชิงคุณภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าเราได้เด็กที่ดี มีความมุ่งมั่น ตั้งใจอยากจะเรียนครู รักเด็กและรักพื้นที่ของตัวเอง ดังนั้นมหาวิทยาลัยจะใช้การสอบแบบเดิมไม่ได้ อาจารย์ต้องไปสัมภาษณ์เด็ก ผู้นำชุมชน ครู ถึงพื้นที่จริง ขณะที่หลักสูตรนอกจากเรียนการศึกษาทั่วไปและวิชาชีพครู เด็กจะได้รับการศึกษานอกเวลาเพิ่มเติมตามหลักสูตรแนวข้าง เพื่อเสริมจิตวิญญาณความเป็นครู เสริมทักษะชีวิตและวิชาชีพ ด้านงานช่าง งานไม้ งานปูน งานฝีมือ มีอาจารย์คอยให้คำปรึกษาและดูแล เมื่อจบการศึกษาสิ่งที่ติดตัวเด็กไป คือ รู้จักที่จะแก้ปัญหาและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เพราะหน้าที่ของครูในพื้นที่ห่างไกล ไม่ใช่แค่สอนหนังสือ แต่ครูต้องเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน ชุมชน เป็นที่ปรึกษาของหน่วยงาน ส่วนปกครองต่างๆ ด้วย มหาวิทยาลัยอยากทำโครงการนี้ให้สำเร็จ เพื่อเป็นต้นแบบการผลิตครูระบบปิด คือ ผลิตครูได้ตรงความต้องการของโรงเรียน พื้นที่ ท้องถิ่น ซึ่งเด็กจะต้องไปเรียนรู้ที่โรงเรียนและชุมชนทุกปี เพื่อให้เข้าใจเรื่องวิชาชีพครู ผ่านการปฏิบัติมากกว่าเรียนรู้ในห้องเรียน สอดรับกับปรัชญามหาวิทยาลัย ที่มุ่งเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นโดยแท้จริง” ผศ.ดร.ชัยฤทธิ์ กล่าว

‘เสมา1’ ย้ำอาชีวะเป็นกำลังหลักพัฒนาประเทศ พร้อมรับฟังข้อแนะ-อย่าปิดบังข้อมูล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512968

'เสมา1'ย้ำอาชีวะเป็นกำลังหลักพัฒนาประเทศ พร้อมรับฟังข้อแนะ-อย่าปิดบังข้อมูล

‘เสมา1’ย้ำอาชีวะเป็นกำลังหลักพัฒนาประเทศ พร้อมรับฟังข้อแนะ-อย่าปิดบังข้อมูล

วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.24 น.

เสมา1 ย้ำอาชีวะเป็นกำลังหลักพัฒนาประเทศ พร้อมรับฟังข้อแนะนำเพื่อให้เห็นสิ่งกีดขวางความเจริญของอาชีวะ ฝากผู้บริหารปลดล็อคให้นักเรียนอาชีวะ ร่วมมือร่วมใจพัฒนาอย่าปิดบังข้อมูล

20 สิงหาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชูเกียรติ ให้กับผู้บริหาร ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน จำนวน 144 คน ที่จะเกษียณอายุราชการ เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจ ให้กับทุกท่าน ที่ได้ทำคุณประโยชน์ต่อการพัฒนาการอาชีวศึกษามาโดยตลอด ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ 

นายณัฏฐพล กล่าวว่า 1 ปีที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกันกับอาชีวศึกษา ก็ได้เห็นความพยายามในการที่จะเปลี่ยนแปลงการอาชีวศึกษาของประเทศไทย อาชีวศึกษาของประเทศไทยต้องเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ โดยใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่แล้วร่วมกันทำงานในช่วงเวลาที่ผ่านมา และถึงแม้ว่าจะเกษียณไปแล้วก็ขอให้ร่วมมือร่วมใจกันบริหารจัดการและเสนอแนวทางต่าง ๆอย่างสม่ำเสมอ วันนี้อาชีวะในมุมมองของตนเองในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงศึกษาธิการ ในมุมมองของท่านนายกรัฐมนตรี และของคณะรัฐมนตรี อาชีวะคือกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต อาชีวะต้องเข้มแข็งและเป็นหลักในการพัฒนาประเทศ 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาถือเป็นการเริ่มต้นในการพลิกการทำงานด้านอาชีวศึกษา ถึงแม้จะมีข้อจำกัดบางอย่าง แต่ตนก็รับฟังความเห็นจากทุกๆท่านให้มากขึ้น เพื่อให้เห็นสิ่งที่กีดขวางความเจริญของอาชีวศึกษา เพื่อจะนำปัญหาทั้งหมดมาเรียงร้อยกัน ส่วนท่านที่กำลังจะเกษียณก็ไม่ต้องกังวลเพราะสามารถให้คำแนะนำให้ข้อมูลที่ตรงได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น เพื่อเราจะได้นำปัญหาเหล่านั้นมาผลักดันและแก้ไขให้เร็วที่สุด เพื่อพัฒนาอาชีวะให้เดินไปข้างหน้าในรูปแบบที่ทุกคนอยากจะให้เป็น เชื่อว่าทุกท่านที่ทำงานมาตลอดชีวิตคงอยากเห็นอาชีวะของไทยเหมือนกับอาชีวะของประเทศเยอรมัน อาชีวะของประเทศญี่ปุ่น ที่เรายังไปไม่ถึงก็ไม่เป็นไร เราจึงต้องตั้งเป้าให้สูงและทำให้ได้ ที่ผ่านมาก็ตั้งเป้าไว้สูงแต่เราทำไม่ได้ ก็ต้องมุ่งมั่นร่วมกันทำ เสนอความคิดเห็นที่ท่านเห็นมาจากประเทศอื่นๆนำมาพูดคุยกับผู้บริหารในรุ่นต่อๆไปให้ได้รับทราบ อย่ากังวล อย่าปิดบังข้อมูลเพราะคิดว่าข้อมูลในอดีตจะกระทบกับตนเอง อย่าไปสนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นขอให้มองไปข้างหน้าเพื่อเป็นแนวทางให้ประเทศของเราเดินหน้าไปได้ 

“ประเทศไทยขาดอาชีวะไม่ได้ ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาไปในรูปแบบที่เราต้องการได้ถ้าหากอาชีวะของประเทศไทยไม่แข็งแรง วันนี้ภาพลักษณ์ทุกอย่าง ขบวนการทุกอย่างของอาชีวะ ท่านเลขาฯณรงค์ทราบดีว่าผมได้ผลักดันตลอดเวลาเพื่อให้อาชีวะพลิกกลับด้าน เอาศักยภาพของอาชีวะออกมา ผมเข้าใจว่าที่ผ่านมามีข้อจำกัดหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องของงบประมาณ เรื่องกฏระเบียบต่างๆ วันนี้ เราต้องก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นไปให้ได้” รมว.ศธ. กล่าว 

นายณัฏฐพล กล่าวอีกว่า นักเรียนที่มาชุมชุมเมื่อวานนี้ เป็นนักเรียนมัธยมฯ ยังไม่มีนักเรียนอาชีวะมาร่วม แต่เท่าที่ได้พูดคุย 90% นักเรียนได้พูดเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาไทย ไม่ใช่การเมือง เป็นเรื่องที่เด็กเขาอัดอั้นมาอยูแล้ว เป็นเรื่องที่เขาเห็นว่ามันเป็นข้อจำกัดต่างๆที่ทำให้อนาคตของเขาอยู่ในมือของพวกเราซึ่งสร้างกฏระเบียบมา และก็ยังมองไม่เห็นทิศทาง ก็เป็นสิทธิของเขาที่จะมาเรียกร้อง ฉะนั้น ในส่วนของอาชีวะก็สามารถปลดล็อคให้นักเรียนอาชีวะได้ ถ้าเรานำปัญหาต่างๆมาพูดคุยกันให้ผู้บริหารชุดต่อๆไปส่งมาถึงตนก็ได้ ว่าอยากจะทำอะไร อยากจะแก้ไขอะไร  หลังจากนี้ไปจึงอยากให้อาชีวะรวบรวมเรียบเรียงปัญหาต่างๆมาตนพร้อมจะรับฟัง

“ผมพูดมาตั้งแต่วันแรกๆ ซึ่งผู้บริหารของศธ.จะทราบดีว่าผมให้ความสำคัญกับการพัฒนาการอาชีวศึกษา ผมอยากให้เด็กไทยที่อยู่ในขบวนการการศึกษา เรียนอาชีวะเพิ่มขึ้นเป็น 70% ดังนั้น ถ้าเราไม่สร้างบรรยาการในการเรียน ไม่สร้างบรรยาการในสถานศึกษา เราไม่ปรับปรุงอุปกรณ์ เราไม่จัดระเบียบขบวนการต่างๆให้ดีขึ้นจากที่เป็นอยู่ เราก็ไม่สามารถเพิ่มผู้เรียนอาชีวะเป็น 70% ได้ ดังนั้นเราจะต้องทำทุกอย่างตัวเลขจึงจะเพิ่มขึ้นเป็น 70% ได้ และไม่ควรเน้นปริมาณ ควรเน้นคุณภาพ จึงอยากให้ทุกคนมาช่วยกันพัฒนาการศึกษาอาชีวะ”

นายณัฏฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า อาชีวศึกษาเป็นเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรี และกระทรวงศึกษาฯให้ความสำคัญมากๆในการที่จะขับเคลื่อน โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจต่างๆ หรือในบริบทของอาชีวะต่างๆ ที่จะต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชน การอาชีวศึกษาจะสำเร็จได้ถ้าหากมีผู้มีประสบการณ์มาผสมผสานกับครูในการสอน

‘ม.ล.ปนัดดา’ บรรยายพิเศษเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท แก่นักเรียนจังหวัดขอนแก่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512909

'ม.ล.ปนัดดา'บรรยายพิเศษเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท แก่นักเรียนจังหวัดขอนแก่น

‘ม.ล.ปนัดดา’บรรยายพิเศษเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท แก่นักเรียนจังหวัดขอนแก่น

วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 10.00 น.

20 สิงหาคม 2563 เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล สมาชิกวุฒิสภา, รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์, ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส, รองประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ, ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการสร้างคนดี คนเก่ง สู่สังคมเพื่อพัฒนาชาติไทยอย่างยั่งยืน, ประธานที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านคุณธรรมและจริยธรรม วุฒิสภา บรรยายพิเศษเรื่องการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท ให้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน และนักเรียนซึ่งเป็นสมาชิกชมรมครอบครัวพอเพียงของโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน, โรงเรียนกัลยาณวัตร, โรงเรียนบ้านไผ่ และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 50 จังหวัดขอนแก่น ณ หอประชุมโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน อ.เมือง จ.ขอนแก่น

สอศ. ครบรอบ 79 ปี เร่งปรับอาชีวะยกกำลังสอง เพิ่มความเข้มแข็งตรงใจ ถูกใจตอบโจทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512851

สอศ. ครบรอบ 79 ปี เร่งปรับอาชีวะยกกำลังสอง เพิ่มความเข้มแข็งตรงใจ ถูกใจตอบโจทย์

สอศ. ครบรอบ 79 ปี เร่งปรับอาชีวะยกกำลังสอง เพิ่มความเข้มแข็งตรงใจ ถูกใจตอบโจทย์

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 19.41 น.

สอศ. ครบรอบ 79 ปี เร่งปรับอาชีวะยกกำลังสอง เพิ่มความเข้มแข็งตรงใจ ถูกใจตอบโจทย์ พร้อมมอบโล่ “ครูดีศรีอาชีวศึกษา” และ “คนดีศรีอาชีวศึกษา ประจำปี 63” 153 ราย 

วันที่ 19 สิงหาคม 2563 นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธี “วันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ครบรอบ 79ปี” ว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) เป็นหน่วยงานหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ทำหน้าที่จัดการศึกษาด้านวิชาชีพ โดยมีสถานศึกษาในสังกัดทั้งของรัฐและเอกชนรวมทั้งสิ้น 874 แห่ง จัดการสอน 9 ประเภทวิชาชีพหลัก ได้แก่ ช่างอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ศิลปกรรม คหกรรม เกษตรกรรม ประมง อุตสาหกรรมสิ่งทอ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทั้งในรูปแบบปกติ ทวิภาคี และระยะสั้น ในระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และ ระดับปริญญาตรี สายปฏิบัติการ  วันนี้ อาชีวะศึกษาเดินมาถึง 79 ปี ก็ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ส่วนก้าวต่อไปความคาดหวังของผู้บริหาร ตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการศธ. และรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. และเชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนด้วย ก็อยากจะเห็นอาชีวะเป็นหน่วยงานหลักในเรื่องของอาชีพ สอศ.จึงมาคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้เรื่องของอาชีพนี้มีความเข้มแข็งตรงใจคน ถูกใจคนและตอบโจทย์คนได้  ซึ่งเป็นสิ่งที่ สอศ.ต้องคิด ขณะนี้ สอศ.ก็ได้วางแนวทางมาหลายเรื่องแล้ว ทั้งภายในสอศ.และนโยบายของ รมว.ศธ.ในเรื่อง Excellent Center หรือศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา ในการให้ภาคเอกชน บริษัทชั้นนำ สถานประกอบการชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ได้เข้ามาสนับสนุน มาร่วมกันรับภาระจัดการศึกษาอาชีวะ เพราะลำพังรัฐคงไม่ได้

“ต้องขอขอบคุณสถานประกอบการ วันนี้ ครบรอบ 79 ปีอาชีวะ ผมเองมาอยู่อาชีวะช่วง 1 ปี ก็ได้เห็นว่าอาชีวะเดินหน้าได้ด้วยภาคเอกชน ด้วยสถานประกอบการต่าง ๆ ลมหายใจของอาชีวะต้องอยู่ที่เอกชน ซึ่งวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรี ศธ. ได้ย้ำชัดมากว่าภาคเอกชนจะต้องเข้ามาร่วมในทุกมิติ ไม่ใช่แค่ MOU ร่วมกัน แต่ต้องลงลึกในการทำหลักสูตรร่วมกัน การฝึกเสริมทักษะต่าง ๆร่วมกัน รวมถึงแลกเปลี่ยนพัฒนาบุคลากรร่วมกัน การที่อาชีวะจะเดินไปข้างหน้าได้ บุคลากรจะต้องพร้อม การมีเป้าหมายพัฒนาเด็ก ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่าบุคลากร ผู้บริหาร คุณครู คือกลไกลสำคัญที่จะขับเคลื่อนไปด้วยกัน วันนี้ ท่าน รมว.ศธ.พูดชัดเจนว่า สอศ.ต้องมีตรงนี้ที่เป็นระบบและชัดเจน และอยากให้อาชีวะเริ่มที่ 23 ศูนย์ Excellent Center ในปีนี้  เพื่อจะให้เห็นภาพชัดว่าเป็นศูนย์ที่จะทำให้เห็นทิศทางการพัฒนาครูอาชีวะที่จะตอบโจทย์ทั้งหมด แล้วค่อยขยายเพิ่มต่อไป และ สอศ.ได้พยายามใช้พื้นฐานทางดิจิทัลและเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อก้าวไปสู่สิ่งที่จะตอบโจทย์ ผมเอง ทีมงานผู้บริหารทุกคน ก็พร้อมที่จะน้อมรับนโยบายผู้บริหารทุกระดับ และพร้อมจะขับเครื่อนโยบาย เพื่อตอบโจนย์น้องๆนักเรียน พี่น้องประชาชนและประเทศชาติต่อไป” 

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า วันนี้ สอศ.ยังมีบุคลากรประจำการไม่เพียงพอ แต่ก็เป็นเงื่อนไขทางราชการที่ยังเพิ่มไม่ได้ ถ้าได้มาก็จะเติมจำนวนเข้าไป และต้องปรับแนวคิดเรื่องคุณภาพ วันนี้แต่ละวิทยาลัยต้องจ้างคุณครูเพิ่มเยอะมาก และการจ้างครูเยอะก็มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน จุดอ่อนคือยังไม่มีประสบการณ์เรื่องวิชาชีพ  แต่ข้อดีคือเด็กที่ยังไม่มีงานทำก็จ้างเข้ามาทำงาน ฉะนั้น หากจะจ้างเข้ามาต้องคำนึงถึงคุณภาพ เพราะวันนี้คุณภาพเท่านั้นที่จะดึงภาพลักษณ์ ดึงความรู้สึก ดึงให้เด็ก ผู้ปกครองมาสนใจอาชีวะ มาเรียนอาชีวะ แต่ก็เป็นที่น่ายินดีที่ตัวเลขผู้เรียนอาชีวะปีนี้เขยื้อนขึ้นมา เราไม่ได้ขับเคลื่อนแรง แต่เราเขยื้อนมา 5-6 เดือน ก็ทำให้ตัวเลขผู้เรียนอาชีวะปีนี้เพิ่มขึ้น ก็ต้องขอบคุณทุกภาคส่วน และเชื่อว่าทิศทางที่ท่าน รมว.ศธ. ให้กับผู้บริหาร สอศ.มาขับเคลื่อนครั้งนี้ ได้มาถูกทางแล้ว แต่ สอศ.ต้องเติมความเข้มข้น โดยเฉพาะเรื่องบุคลากร เพราะถือเป็นปัจจัยสำคัญ ท่านรมว. ศธ.บอกว่า เรื่องทุนมนุษย์ ทั้งเด็ก บุคลากร และครู เราต้องให้ความสำคัญ

นายณรงค์ กล่าวถึงอาชีวะยกกำลังสอง ว่า อาชีวะจะต้องเปลี่ยน ต้องปฏิรูป ซึ่งตนเคยพูดไว้ว่าอยากให้พลิก โดยท่าน รมว.ศธ.ก็อยากให้ สอศ.โฟกัสเรื่อง  Excellent Center ศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา  เราจะไปสอนแบบทั่วไปไม่ได้แล้ว นอกจากนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี ยังพูดว่า อาชีวะยกกำลังสอง ก็ยังไม่พอ ต้องยกกำลังสาม ยกสี่ ยกห้า วันนี้เราชูให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นสองพลังบวก คือรัฐกับเอกชน  แต่ความจริงยังมีไตรภาคี และมีพาสเนอร์อื่นๆอีก เป็นบวกสาม สี่ หรือบวกสิบก็ได้ เป็นการบวกแบบบูรณาการ นี้คือความหมายของคำว่าอาชีวะยกกำลังสอง ซึ่ง  สอศ.กำลังจะนำเสนอต่อสาธารณชน ต่อท่านนายกรัฐมนตรี ต่อท่านรมว.ศธ. ในปลายเดือนกันยายน นี้ อีกครั้งหนึ่ง เพราะทุกคนอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของอาชีวะ ถ้าเราพูดว่าปฏิรูป ฟังแล้วเดิม ๆ แต่ทำอย่างไรให้เปลี่ยนแปลงจากที่เป็นอยู่  จะเห็นได้ว่าวันนี้ สอศ.มีเทคโนโลยี  มีแพลตฟอร์ม DEEP มาทำให้เปลี่ยนแล้ว แต่ต้องทำให้เปลี่ยนแบบเข้มข้น การ MOU ก็ต้องเข้มข้นและจริงจังขึ้นจึงจะเปลี่ยนการศึกษาได้ โดย สอศ.ตั้งเป้าหมายมุ่งเน้นการสร้าง นักเรียน นักศึกษาให้เป็นคนดี มีคุณภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม มีความรู้ด้านวิชาชีพ และมีงานทำตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน และที่สำคัญ ได้สร้างกำลังคนให้ตอบสนองกับนโยบายการพัฒนาประเทศไทย 4.0 

ในโอกาสครบรอบ 79 ปี นายณรงค์ ได้เป็นประธานมอบโล่รางวัลให้กับผู้ได้รับการคัดเลือกเป็น “ครูดีศรีอาชีวศึกษา” จำนวน 153 ราย ใน 9 ประเภทวิชา 59 สาขาวิชา จากทุกสาขาวิชาของสถานศึกษาทั่วประเทศ สาขาวิชาละ 1 ราย ทั้ง 5 ภาค ภาคละ 1 ราย และรางวัล “คนดีศรีอาชีวศึกษา” จำนวน 19 ราย ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ทั้ง 5 ภาค ภาคละ 2 ราย เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติครูผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และข้าราชการพลเรือนที่ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี และทำคุณประโยชน์ในการสนับสนุนการศึกษาด้านวิชาชีพ  ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ