มธ.-มูลนิธิโตโยต้าฯหนุนสร้าง ‘สังคมแห่งความรู้’ มอบรางวัล ‘TTF AWARD’ ประจำปี62-63 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512723

มธ.-มูลนิธิโตโยต้าฯหนุนสร้าง'สังคมแห่งความรู้' มอบรางวัล'TTF AWARD'ประจำปี62-63

มธ.-มูลนิธิโตโยต้าฯหนุนสร้าง’สังคมแห่งความรู้’ มอบรางวัล’TTF AWARD’ประจำปี62-63

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.02 น.

มธ.-มูลนิธิโตโยต้าฯหนุนสร้าง”สังคมแห่งความรู้” มอบรางวัล”TTF AWARD”ประจำปี62-63 เผย4ผลงานค้นคว้าวิจัยสู่ตำราวิชาการ ปลุกสังคมแห่งความรู้สมัยใหม่และประเด็นสาธารณะ

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย จัดงานมอบรางวัลผลงานวิชาการดีเด่น TTF AWARD ประจำปี 2562-2563 (Toyota Thailand Foundation Award 2020) เพื่อประกาศเกียรติคุณและสนับสนุนผลงานของนักวิชาการไทย ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดย รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานคณะกรรมการรางวัล TTF AWARD เปิดเผยว่า โครงการ TTF AWARD เริ่มมอบรางวัลเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2538 มีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับคุณภาพวงวิชาการไทย ด้วยการคัดเลือก ยกย่อง ผลงานที่มีความหนักแน่น ละเอียด และทรงคุณค่าในทางวิชาการ โดยมีคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ เป็นผู้อ่านคัดกรองและคัดเลือกผลงานที่ดีที่สุด

“มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัล TTF AWARD ประจำปี 2562 – 2563 ทั้ง 4 สาขา ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานวิชาการที่เป็นประโยชน์กับสังคมและวงการศึกษา พร้อมขอขอบคุณ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย และบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่ให้การสนับสนุนมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้มาโดยตลอด”

ด้าน นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย กล่าวว่า TTF AWARD เป็นรางวัลที่ส่งเสริมกำลังใจแก่นักวิชาการที่อุทิศตน ค้นคว้าผลงานเพื่อยกระดับมาตรฐานตำราวิชาการ ให้เป็นแหล่งข้อมูลศึกษาหาความรู้มากขึ้น และส่งเสริมสังคมไทยให้เป็น“สังคมแห่งความรู้” โดยมีผลงานวิชาการดีเด่นที่ได้รับรางวัลและจัดพิมพ์เผยแพร่ไปแล้วกว่า 60 เล่ม ซึ่งหวังว่ารางวัล TTF AWARD จะเป็นพลังให้นักวิชาการไทยสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ที่ทรงคุณค่าเท่าทันยุคสมัยและเป็นประโยชน์ทางภูมิปัญญา แก่สังคมไทยสืบไป

ทั้งนี้ รางวัล TTF AWARD ครั้งที่ 18 ในปีนี้ มีผู้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 4 ท่าน ประกอบด้วย 1.ด้านสังคมศาสตร์ ผลงานเรื่อง “เถียงกันเรื่องแท้ง : สุขภาพ เสรีภาพ ศีลธรรม” ของ รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2.ด้านมนุษยศาสตร์ผลงานเรื่อง “เจดีย์ในประเทศไทย : รูปแบบ พัฒนาการและพลังศรัทธา” ของ ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 3.ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ผลงานเรื่อง “โรคสมาธิสั้น” ของ รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ 4.ด้านสิ่งแวดล้อมและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ผลงานเรื่อง “เอนไซม์ย่อยอาหารในสัตว์น้า” ของ รศ.ดร.การุณ ทองประจุแก้ว คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ด้าน รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ เจ้าของผลงาน “เถียงกันเรื่องแท้ง : สุขภาพ เสรีภาพ ศีลธรรม” กล่าวว่า หนังสือได้นำเสนอภาพการดำเนินการทางการเมืองในประเด็น “ยุติการตั้งครรภ์” ตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ถึงต้นศตวรรษที่ 21 จากมุมมองของตัวแสดงทางการเมืองที่หลากหลาย กระบวนการนโยบายสาธารณะของไทย กรอบและนำเสนอประเด็นของฝ่ายต่างๆ ที่ร่วมในการถกเถียงและลักษณะเฉพาะของสังคมไทยในเรื่องการท้องไม่พร้อมและการเลือกยุติการตั้งครรภ์ ที่จะนำไปสู่การร่วมกันคิดหาทางออก

ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เจ้าของผลงาน “เจดีย์ในประเทศไทย : รูปแบบ พัฒนาการและพลังศรัทธา” กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นรูปแบบสถาปัตยกรรมของเจดีย์ในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่แรกรับวัฒนธรรมพุทธศาสนา คือ สมัยทวารวดี จนมาถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคม วัฒนธรรม ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของชาติและศาสนา

ด้าน รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของผลงานเรื่อง “โรคสมาธิสั้น” กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กไทยวัยเรียนถึงร้อยละ 5 – 8 กำลังป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น ก่อให้เกิดปัญหาการเรียน การเข้าสังคม ปัญหาอารมณ์และพฤติกรรม หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ยังเล็กอาจส่งผลกระทบตามมา งานวิจัยชิ้นนี้จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ และทางการศึกษา เข้าใจและให้ความช่วยเหลือเด็กที่ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นได้เป็นอย่างดี

ส่วน รศ.ดร.การุณ ทองประจุแก้ว คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เจ้าของผลงานเรื่อง “เอนไซม์ย่อยอาหารในสัตว์น้ำ” กล่าวว่า อาหารจัดเป็นต้นทุนผันแปรที่มีมูลค่าสูงที่สุดในกระบวนการผลิตสัตว์น้ำ ซึ่งนักศึกษาปริญญาตรีและนักวิชาการที่สนใจ รวมทั้งผู้ประกอบการต่างๆ สามารถนำความรู้ (Knowhow) หรือ เคล็ดลับ (Trick) ไปประยุกต์ใช้ได้โดยตรง

บัญชีจุฬาฯ ต้นแบบการพลิกโฉมโมเดลการศึกษาระดับโลก Safe Haven for Lifeline Learning #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512640

บัญชีจุฬาฯ ต้นแบบการพลิกโฉมโมเดลการศึกษาระดับโลก   Safe Haven for Lifeline Learning

บัญชีจุฬาฯ ต้นแบบการพลิกโฉมโมเดลการศึกษาระดับโลก Safe Haven for Lifeline Learning

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 00.01 น.


 
หลังจากสร้างผลงานโดดเด่นในการรับมือกับการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ผ่านหลากหลายโครงการคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต้อนรับเปิดเทอมและวิถีปกติใหม่ด้วยระบบการเรียนรู้ผ่าน CBS Lifeline Learning Approach ซึ่งถือเป็นต้นแบบการสร้างมิติใหม่ในระบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย ที่ได้รับการออกแบบเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มากกว่าออนไลน์และออฟไลน์ผสมผสานกัน แต่เป็นไลฟ์ไลน์เส้นทางการเรียนรู้ตามชีวิตของนิสิต  
 
รศ.ดร. วิเลิศ ภูริวัชร คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ในขณะที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบให้คุณภาพการเรียนการสอนด้อยลง เนื่องจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ไม่ได้มีการเตรียมตัวรองรับภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการท่ามกลางวิกฤต เพราะได้วางพื้นฐานที่ดี และปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลด้วยการพัฒนาระบบการเรียนออนไลน์มาก่อนที่จะเกิดโควิด-19      
 
ทุกวันนี้ การเรียนไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียนเท่านั้น เพราะผู้เรียนสามารถหาความรู้เพิ่มเติมผ่านโลกไซเบอร์ ดังนั้น คณะบัญชีฯ จุฬาฯ จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนครั้งใหญ่ เรียกว่า CBS Lifeline Learning ที่มากกว่าการเชื่อมระบบการเรียนออฟไลน์กับออนไลน์เข้าด้วยกัน ให้เกิดการเรียนรู้ในทุกที่ของชีวิต โดยยกระดับการเรียนรู้ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และเป็นโมเดลการเรียนรู้ยุคใหม่ที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก 
 
“ไม่เพียงแต่พัฒนาแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพ เราต้องเปลี่ยนความคิดของผู้เรียนด้วยว่า การเรียนรู้ไม่ใช่เกิดในห้องเรียนหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่เกิดขึ้นได้ทุกขณะจิต ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ในรถไฟฟ้า หรือเล่นโซเชียลมีเดีย ฉะนั้น เป้าหมายก็คือ สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ โดยทำให้นิสิตมีความกระหายใคร่รู้ตลอดเวลาด้วยจิตวิญญาณ ไม่ใช่การเรียนตามหลักสูตรเท่านั้น” 
 
รศ. ดร. วิเลิศ กล่าวว่า คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ยังคงเป็นสถาบันชั้นนำของประเทศในหลักสูตรนานาชาติ ทั้งระดับปริญญาตรี และปริญญาโท โดยปีนี้ มีผู้สมัครเรียนหลักสูตรนานาชาติเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า จากปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งทำให้นักเรียนไทยไม่สามารถเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศได้ จึงมุ่งหน้าเลือกสถาบันการศึกษามาตรฐานระดับโลกในไทย 
 
“คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ดึงดูดนักเรียนเก่งๆ มาเรียนต่อหลักสูตรนานาชาติเป็นจำนวนมาก โดยการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรนานาชาติด้านการบริหารธุรกิจ ระดับปริญญาตรี หรือ BBA ปรากฎว่า คะแนนสอบ SAT (Scholastic Assessment Test) สูงถึง 1,560 คะแนน เป็นคะแนนระดับท็อปต้นๆ ของประเทศไทย และเป็นระดับที่สามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแนวหน้าของโลกได้”  
 
รศ. ดร. วิเลิศ ชี้ว่า การเรียนโมเดลใหม่ จะเอื้อให้คณะฯ สามารถเชิญศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก อาทิ ฮาร์วาร์ด อ็อกซ์ฟอร์ด เคมบริดจ์ และสแตนฟอร์ด มาร่วมสอนหลักสูตรนานาชาติในทุกคอร์ส ทั้งปริญญาตรีและโท ได้ง่ายขึ้น จากเดิมจะเชิญยากมาก เพราะต้องใช้เวลาในการเดินทางไป-กลับไม่น้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ อีกทั้งยังเสียค่าใช้จ่ายสูง  
 
“วันนี้ คณะบัญชีฯ จุฬาฯ จึงไม่ใช่เป็นแค่สถานศึกษาที่เรียนออฟไลน์ออนไลน์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเรียนรู้ที่พัฒนาคุณค่าแห่งชีวิตของคุณได้ทุกที่ ทุกเวลา” 
 
ขณะเดียวกัน คณะฯ ให้ความสำคัญกับการเรียนภายใต้วิถีปกติใหม่ ด้วยการทำให้ห้องเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากไวรัส หรือ  CBS Safe Haven Model เพื่อให้นิสิตมาเรียนด้วยความมั่นใจ ซึ่งมีมาตรการตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุข พร้อมทั้งแจกทั้ง faceshield และหน้ากากอนามัย ให้กับนิสิตทุกคน ทั้งนี้ คณะฯ ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท ซีที เอเชีย โรโบติกส์ จำกัด เพื่อสนับสนุนหุ่นยนต์ “บันชี่” ซึ่งสามารถพ่นฆ่าเชื้อไวรัสโคโรน่า และวัดอุณหภูมิตามจุดคัดกรองของคณะฯ 
 
ก่อนหน้านี้ คณะฯ ร่วมกับทิพยประกันภัย เพื่อให้ความคุ้มครองพิเศษแก่นิสิตและคณาจารย์ของคณะฯ ในการรักษาโควิด-19 ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน 
 
เพื่อสนับสนุนการเรียนออนไลน์ คณะฯ ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน)  ผู้จำหน่ายสินค้าไอที โดยคอมเซเว่น จะมอบคอมพิวเตอร์จำนวน 20 เครื่องให้แก่คณะฯ อีกทั้งยังมีข้อเสนอให้นิสิตยืมใช้งานในระหว่างเรียน เช่า ซื้อแบบผ่อนชำระ หรือซื้อในราคาพิเศษ ขณะที่ห้องเรียนบางห้อง และห้องสมุดบางส่วนจะถูกปรับเปลี่ยนให้เป็น Co-working space เพื่อให้นิสิตสามารถมาใช้เป็นพื้นที่เรียนออนไลน์ได้  
 
นอกจากการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนแล้ว คณะฯ ยังส่งเสริมให้นิสิตมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมผ่านโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการฝึกงานจำลอง หรือ CBA (Chulalongkorn Business Administration) ซึ่งเป็นโครงการฝึกงานนิสิตในรูปแบบการดำเนินธุรกิจจริง เพื่อเสริมสร้างนิสิตให้เป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพและนำผลกำไรจากการดำเนินงานคืนสู่สังคมในรูปแบบกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 
 
รศ. ดร. วิเลิศ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า คณะฯ จะลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อให้นิสิตมีส่วนช่วยพัฒนาแผนธุรกิจในยุคดิจิทัล เพื่อให้เอสเอ็มอีฟันฝ่าวิกฤตไปได้ นอกจากนี้ คณะฯ จะจับมือกับ บริษัท สยามพิวรรธน์ เปิดโอกาสให้นิสิตเข้าไปช่วยด้านแผนการตลาดและการขายแก่ผู้ค้ารายย่อยในโซนสุขสยาม ชั้น G ไอคอนสยามอีกด้วย 
 
เห็นโมเดล The Safe Haven of Lifeline Learning เพื่อการจัดการการเรียนรู้ของคณะบัญชีฯ จุฬาฯ ในรอบด้านในช่วงวิกฤตแบบนี้แล้ว ต้องคิดเลยไปว่านี่ไม่ใช่แค่ทัดเทียมคุณภาพการเรียนรู้ระดับโลก แต่เป็นการก้าวล้ำที่เป็นโมเดลคุณภาพ สมกับคณะแห่งการบริหารอันดับหนึ่งแห่งความภาคภูมิใจของคนไทย 
 

‘มูลนิธิชัยพัฒนา’ เผยเรื่องราวหมู่บ้านเขาเต่าเล่า กลายเป็นห้องเรียนธรรมชาติสำหรับนักเรียนผู้โชคดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512617

'มูลนิธิชัยพัฒนา'เผยเรื่องราวหมู่บ้านเขาเต่าเล่า กลายเป็นห้องเรียนธรรมชาติสำหรับนักเรียนผู้โชคดี

‘มูลนิธิชัยพัฒนา’เผยเรื่องราวหมู่บ้านเขาเต่าเล่า กลายเป็นห้องเรียนธรรมชาติสำหรับนักเรียนผู้โชคดี

วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 21.44 น.

วันที่ 18 สิงหาคม 2563 เพจเฟซบุ๊ก “มูลนิธิชัยพัฒนา” ได้เผยแพร่บทความจากวารสารมูลนิธิชัยพัฒนา ฉบับธันวาคม 2544 เล่าเรื่องราวห้องเรียนธรรมชาติ ที่ “หมู่บ้านเขาเต่า” “48 ปี” ที่ล่วงมา – จนถึงปัจจุบัน “ตะกาด” บริเวณ “เขาเต่า” กลายเป็นชั้นเรียนธรรมชาติสำหรับเด็กนักเรียนผู้โชคดี ซึ่งเรื่องเล่าดังกล่าวมีผู้กดไลค์และแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก

เนื้อหาบทความดังกล่าวมีดังนี้ หมู่บ้านเล็กๆ ติดทะเลใกล้เขาที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนเต่า ที่ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีชื่อที่เรียกกันว่า “บ้านเขาเต่า” ชาวบ้านที่นี่มีอาชีพประมงมาแต่ครั้งรุ่นปู่ย่าตายาย แต่ในสมัยนั้นชีวิตความเป็นอยู่ยากลำบากกว่าที่เป็นในปัจจุบันมาก ถนนหนทางก็ลำบาก เป็นดินเลนมีหลุมบ่อเต็มไปหมด ไม่มี “น้ำ” สำหรับดื่มกิน ต้องไปหาบมาจาก “ตาน้ำ” ที่มีอยู่ในหมู่บ้าน และยังไม่มีน้ำสำหรับการปลูกพืชอีกด้วย อีกทั้ง “ดิน” ก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกเลย

ในวันหนึ่งของปี 2496 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปบ้านเขาเต่า โดยรถจี๊บโปโล และรถยนต์พระที่นั่งจมเลนในตะกาด ทุกคนที่ไปในวันนั้นต้องลงมาช่วยกันเข็น ตะกาดนี้ เป็นภาษาท้องถิ่น หมายถึง เป็นที่ที่น้ำทะเลขึ้นมา เมื่อถึงเวลาน้ำลง พื้นที่ตรงนั้นก็กลายเป็นเลน ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่ต้นไม้ก็ยังขึ้นไม่ได้ มีเพียงปูตัวเล็กๆ ที่เรียกว่า ปูเปี้ยว อยู่เต็มไปหมด

“หมู่บ้านเขาเต่า” จึงเป็นเสมือนโรงเรียนธรรมชาติแห่งแรก ที่ได้ทรงศึกษาปัญหาทั้งเรื่อง น้ำ และ ดิน โดยทรงเริ่มแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดของชาวบ้านที่นี่เป็นลำดับแรก โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ 60,000 บาท แก่กรมชลประทาน ก่อสร้างทำนบดินปิดกั้นน้ำทะเลไม่ให้ไหลลงสู่ทะเล ทำให้เกิดเป็นอ่างเก็บน้ำสำหรับชาวบ้านได้ใช้ทั้งการอุปโภค บริโภค เลี้ยงปลา รวมทั้งเพื่อการเพาะปลูกพืชอีกด้วย

“อ่างเก็บน้ำเขาเต่า” แห่งนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของพระราชดำริเรื่องน้ำ ที่ทรงเห็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดว่า …น้ำคือชีวิตของประชาชน…

เหตุการณ์ “รถจี๊บโปโลจมเลนในตะกาด” เดียวกันนี้ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของ “การพัฒนาปรับปรุงดิน” ที่เสื่อมคุณภาพ ทรงสนพระทัยศึกษาปัญหา “ดินในตะกาด” ของบ้านเขาเต่าที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ ดังนั้น จึงทรงให้ผู้เชี่ยวชาญดินชาวต่างประเทศ ตรวจวิเคราะห์ดิน ซึ่งลงความเห็นเมื่อ 40 ปีที่แล้วว่า “เป็นดินที่พืชไม่ขึ้น เป็นดินที่เลวที่สุดในโลก”

บัดนี้ … ในบ่ายของวันที่ 6 ตุลาคม 2544 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังสถานที่แห่งนี้ อีกครั้งหนึ่ง แต่ในสถานภาพของ “ครู” ผู้เมตตา ทรงสอนเรื่อง ดินและน้ำ และธรณีวิทยาแก่คณะนักเรียนระดับมัธยมต้นและปลายผู้โชคดีของโรงเรียนวังไกลกังวล ที่ไม่อาจจะหาช่วงเวลาอันเป็นมงคลที่ประเสริฐกว่านี้ได้อีกแล้วในชีวิต เพราะ มีครู เป็น “ในหลวง”

“…ถ้าดินอยู่เฉยๆ ไม่ได้ปลูกอะไร มันไม่ทำงาน นี่มันทำงาน จะเห็นเป็นปมๆ ถ้าอยากให้ดีใส่ถั่ว…” พระราชกระแสนี้ เป็นการสอนนักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวลเกี่ยวกับดิน ที่บริเวณหน้าโรงเรียนเทศบาลเขาเต่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่ใครหลายคนคงเห็นและจำได้ดีว่า วันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นครูสอนวิชาว่าด้วย “เรื่องดิน”

การสอนในครั้งนี้ เป็นพระราชประสงค์ให้เด็กนักเรียนมีโอกาสได้เรียนรู้จากสภาพความเป็นจริง ซึ่งจะเป็นประสบการณ์ที่นอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังสามารถจดจำได้ดีและเข้าใจมากกว่าการเรียนรู้ภายในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทรงหาวิธีการแก้ไขปัญหาดินจาก “ดินที่เลวที่สุดในโลก” กลายเป็นดินที่สามารถ “ปลูกข้าวปลูกผัก” ได้

การปรับปรุงคุณภาพดินที่บ้านเขาเต่า ใช้วิธีการง่ายๆ ตามแนวพระราชดำริ “..เอาทรายมาใส่ ประมาณ 50 ซม. หรือ 1 เมตร แล้วเอาดินเชิงเนินมาใส่…” เพื่อไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปในดิน และจะได้พัฒนาดินนั้นได้

“…40 ปีกว่า 50 ปี มานี้เขาใช้อย่างนี้ เจาะลงไปเป็นดินที่เลว ใช้ไม่ได้ ปลูกหญ้าก็ไม่ขึ้น … หลายปี ดินมันก็สลายไป เปลี่ยนไปเป็นดินที่ใช้ได้ … ปลูกหญ้า ปลูกต้นไม้ … ทำให้ดินเปลี่ยนแปลง…”

ต่อมา เมื่อทรงศึกษาถึงศักยภาพของหญ้าแฝกว่ามีผลต่อการปรับปรุงคุณภาพดินด้วย ดังนั้น “…ใส่หญ้าแฝกไป หญ้าแฝกเจาะลงไปแล้วก็พาพวกจุลินทรีย์ลงไปด้วย … ดูดไนโตรเจน แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นปุ๋ยไนโตรเจน เป็นปมๆ ทำให้ดินดีขึ้น…” ที่เขาชะงุ้ม จังหวัดราชบุรี เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทรงนำมาอธิบายแก่เด็กนักเรียน ว่า “…ที่เขาชะงุ้ม ทีแรกไม่ได้เป็นดิน เป็นหินลูกรัง … ก็ไปทำกลายเป็นดิน แล้วก็ปลูกพืชอะไรต่างๆ สามารถที่จะใช้ได้ เดี๋ยวนี้สบายมาก…”

“ยังไม่ได้เรียน” นักเรียนคนหนึ่งพูดขึ้น เมื่อทรงซักถามเกี่ยวกับเคมี

“อ้าว… ยังไม่ได้เรียน? เรียนเคมีมีทฤษฎี …น้ำ H2O H ไฮโดรเจน O ออกซิเจน H มี 2 … แล้วนี่ S ซัลเฟอร์ มาโดนออกซิเจน เป็น SO ผสมกับน้ำเป็น H2SO4 เป็นซัลฟูริค แอซิค ต่อไป…ถึงว่ามาทำนี่…ดร.พิสุทธิ์ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญดิน เคมีดิน แล้วก็อันนี้มาใช้อะไรได้…ไม่ได้ ถึงว่าได้นี่ เราต้องปรับปรุง เราอยากทำตรงนี้ให้ดีขึ้น … ปรับปรุงให้เป็นดินที่ไม่มีความละเอียดพิเศษ ต้องใช้เวลาอย่างที่อาจารย์ว่า ดร.พิสุทธิ์ บอกว่ายิ่งใส่น้ำแล้วเอาน้ำออกจะยิ่งเปรี้ยว บอกทำอะไรไม่ได้ ปลูกข้าวปลูกผัก … ปลูกข้าวไม่ได้”

ทรงอธิบายเรื่องแกล้งดินเพิ่มเติม ว่า “…เราจะแกล้งดิน แกล้งดินให้ดินนั้นกลายเป็นโรงงานทำซัลฟูริค แอซิค …แล้วปลูกข้าว ขึ้นมานิดหนึ่ง … มันใช้ไม่ได้ … เอาน้ำออก รอให้น้ำเข้าก่อนแล้วปลูกใหม่ ขึ้นสูงสองเท่า … ทำอย่างนี้ที่ดินที่เราทำ แทนที่จะทำปีละครั้ง ปลูกข้าวปีละครั้ง เราไปปลูกข้าวปีละสามครั้ง … ให้ดินพักหน่อย แล้วปีต่อไปทำใหม่…” และในที่สุด “…โครงการแกล้งดิน กลายเป็นส่งเสริมดินให้ดี…”

ก่อนเสด็จฯ กลับในวันนั้น เด็กนักเรียน พร้อมใจกันกราบพระบาท ด้วยสำนึกในพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงถ่ายทอดวิชาความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงคุณภาพดิน จากสิ่งที่ทรงประสบและแก้ไขปัญหาด้วยพระองค์เอง ณ ห้องเรียนธรรมชาติที่บ้านเขาเต่า นับเป็นมงคลแห่งชีวิตที่มิอาจลืมได้เลย

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fchaipattanafoundation%2Fposts%2F2843498275936753&show_text=true&width=552&height=519&appId

พิษโควิด-19 ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ นักเศรษฐศาสตร์ เผย นร.ยากจนพิเศษพุ่งล้านคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512611

พิษโควิด-19 ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ นักเศรษฐศาสตร์ เผย นร.ยากจนพิเศษพุ่งล้านคน

พิษโควิด-19 ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ นักเศรษฐศาสตร์ เผย นร.ยากจนพิเศษพุ่งล้านคน

วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 20.31 น.

รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญาสวัสดิ์สุทธิ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้าโครงการพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรเพื่อพัฒนาสุขภาพและการศึกษาของนักเรียนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า กสศ.ได้ประมวลข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษเพื่อจัดสรรทุนเสมอภาค พบว่า ปี 2563 ภาคเรียนที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 มีจำนวนนักเรียนที่สมัครคัดกรองทั้งสิ้น 1,831,250 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 1,558,397 คน หรือ 17.5%   สะท้อนให้เห็นว่าครัวเรือนยากจนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน อีกด้านหนึ่งเป็นผลจากความทุ่มเทตั้งใจของคุณครูทั่วประเทศที่ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน คัดกรองนักเรียนเข้ามา

รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวต่อว่า จากนักเรียนที่สมัครเข้ามาทั้งหมด คณะวิจัยโครงการได้ใช้วิธีระเบียบวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ ด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อมหรือ PMT พิจารณาใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1.ข้อมูลรายได้เฉลี่ยสมาชิกครัวเรือน ไม่เกิน 3,000 บาท/คน/เดือน และ2.ข้อมูลสถานะครัวเรือนซึ่งมีทั้งหมด 8 ด้าน เช่น ครอบครัวมีภาระพึ่งพิง เช่น มีคนพิการ คนชรา เจ็บป่วยเรื้อรัง พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่อยู่อาศัยไม่มั่นคงปลอดภัย ขาดที่ดินทำกิน ไม่มียานพาหนะ แหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ ไม่มีไฟฟ้า รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน โดยในสถานการณ์ปกติ จากนักเรียนที่สมัครคัดกรองเข้ามาใหม่ทั้งหมดจะมีสัดส่วนนักเรียนยากจนพิเศษ ร้อยละ 20 หรือราว 300,000 คน แต่ปรากฎว่าเมื่ออ้างอิงรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนยากจนพิเศษในปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ 1,337 บาทต่อคนต่อเดือน พบว่าภาคเรียนที่ 1 ปี 2563 มีนักเรียนยากจนพิเศษจำนวน 600,000 คน หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ถึงร้อยละ 90 จำนวนนี้ยังไม่รวมนักเรียนทุนเสมอภาคที่ได้รับต่อเนื่องจากปีก่อน อีกราว 9 แสนคน

“ตัวเลขนี้ชี้ชัดว่า โควิด-19 ทำให้เด็กและครัวเรือนได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาความเหลี่อมล้ำทางการศึกษาจะทวีความรุนแรง มีแนวโน้มที่เด็กจะมีความเสี่ยงหลุดออกนอกระบบมากขึ้น ยิ่งหากพิจารณาค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเฉลี่ยของนักเรียนในโรงเรียนรัฐของเด็กที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีฐานะยากจนและยากจนพิเศษในแต่ละช่วงอายุ เด็กแต่ละคนจะมีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเดินทางไปโรงเรียนสูงที่สุด รองลงมาคือ ค่าธรรมเนียม ค่าเครื่องแบบ และค่าหนังสือ อุปกรณ์การเรียน และมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่สูงขึ้นเมื่อมีการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น มากกว่า 3-4 เท่าของรายได้” รศ.ดร.ชัยยุทธ  กล่าว

​รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวอีกว่า บทเรียนจากการศึกษาของ JPAL Poverty Action Lab ในเรื่องการเพิ่มการเข้าเรียน การมาเรียน ลาออกกลางคัน พบว่า การอุดหนุนค่าใช้จ่ายครัวเรือนยากจนแม้เพียงเล็กน้อย อาจส่งผลได้มากต่อการตัดสินใจของครัวเรือนในเรื่องการคงอยู่ในระบบการศึกษาของเด็กๆ จากประสบการณ์หลายประเทศชี้ว่า การอุดหนุนการเงิน ทั้งแบบมีและไม่มีเงื่อนไข ช่วยเพิ่มการมาเรียน และลดปัญหาการออกกลางคันได้จริง มีหลักฐานเชิงประจักษ์ให้ตรวจสอบได้  ถือเป็นมาตรการเชิงป้องกันปัญหา เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการคุ้มครองทางสังคม ช่วยบรรเทาปัญหาความยากจนเฉพาะหน้า และในอนาคต

‘ณัฏฐพล’ เปิดประชุมวิชาการนานาชาติ วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512672

'ณัฏฐพล'เปิดประชุมวิชาการนานาชาติ วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์

‘ณัฏฐพล’เปิดประชุมวิชาการนานาชาติ วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์

วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 19.30 น.

“ณัฏฐพล” เปิดประชุมวิชาการนานาชาติ วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ เตรียมขยายวงกว้างมากกว่า 5 แห่ง หวังให้อาชีวะเป็นกระดูกสันหลักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ 

18 ส.ค.63 นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ โครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 5 ( The 5th International Convention on Vocational Student’s Innovation Project )  โดยมี นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.)  ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) คณะกรรมการบริหารโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ คณะครู และนักเรียน  มีนักเรียนนักศึกษาเข้าร่วม 255 คน จากวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ทั้ง 5 แห่ง  เข้าร่วมประชุมและนำเสนอ 67 ผลงาน ณ โรงแรมเซนทรา บายเซ็นทาราศูนย์ราชการและคอนเวชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ  กรุงเทพฯ 

นายณัฏฐพล กล่าวว่า การฝึกอบรมด้านเทคนิคและการอาชีวศึกษา ต้องให้ความสำคัญกับนวัตกรรม การเรียนการสอนรวมถึงการประเมิน เพื่อรับมือกับความต้องการคุณภาพของการจัดการศึกษา ข้อกำหนดสำหรับการพัฒนาความรู้ด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้เรียน โดยเปลี่ยนแนวคิดการเรียนการสอนซึ่งใช้แนวทางที่แตกต่างกัน จุดประสงค์เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะด้านวิชาชีพ ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะด้านดิจิทัล และทักษะทางภาษา  

นายณัฏฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมนานาชาติครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนอาชีวะ ซึ่งวันนี้ได้มีการแข่งขันเพื่อให้นักเรียนได้โชว์ผลงาน และการขับเคลื่อนอาชีวะจริงๆจะต้องขยายวงกว้างให้มากขึ้นกว่า 5 วิทยาลัย ซึ่งในแผนของกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งใจว่าจะผลักดันให้อาชีวะเป็นกระดูกสันหลักของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ การปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของอาชีวะและมุมมองของอาชีวะประเทศไทยก็ต้องเปลี่ยน เราอยากให้อาชีวะฯมีความสัมพันธ์กับต่างประเทศในการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆที่ทันสมัยและทันเหตุการณ์ วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อุปกรณ์ เทคนิคต่าง ๆรวมถึงวิธีการต่าง ๆในการเรียนการสอนก็มีเรืาองของดิจิทัล และเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานกับการเรียนในห้องเรียน รวมถึงการเรียนการสอนที่ใช้ระบบเสมือนจริงมาทดแทนในการฝึกงานจริง ซึ่งเป็นแนวทางที่กระทรวงศึกษาฯจะต้องลงทุน และต้องปรับความเข้าใจในส่วนของผู้ปกครองและน้องๆที่อยากจะมาเรียนอาชีวะ ให้มีความกล้าและมีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศไทย 

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า  จะนำตัวอย่างในวันนี้ไปพิจารนาว่าประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ซึ่งตนยังคาดหวังว่าจะขยับขยายเรื่องของฐานวิทยาศาสตร์นานาชาติให้กว้างขวางมากขึ้นกว่านี้ เพราะสาขาต่าง ๆที่มีอยู่ในโลกปัจจุบันก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก และความต้องการของตลาดก็มีการเปลี่ยนแปลงไปทั้งในเรื่องทักษะอาชีพ ในขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว หลักสูตรของเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย  และคุณครูก็ต้องมีการพัฒนา ซึ่ง ศธ.ได้เตรียมไว้อยู่แล้วในการให้ครูได้มีโอการผสมผสานด้านการเรียนการสอน และมีโอกาสฝึกทักษะของตนเองเพิ่มเติม โดยที่ไม่กระทบกับความเจริญเติบ หรือความก้าวหน้าของครู  มีแต่จะทำให้ดีขึ้น เมื่อคุณครูมีความสามารถมากขึ้นก็สามารถถ่ายทอดให้น้อง ๆได้เรียนรู้มากขึ้นด้วย

“ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะช่วยให้กำลังคนทางด้านอาชีวศึกษา สามารถรองรับนโยบาย Thailand 4.0 และศตวรรษที่ 21 ตามกระบวนการที่เรียกว่า“ Excellent Center” ศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา” นายณัฏฐพล กล่าว 

ด้าน นายณรงค์ กล่าวว่า การประชุมวิชาการนานาชาติ ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 แล้ว และปีนี้ถือเป็นการประชุม  ครั้งที่ 5 โดยวิทยาลัยเทคนิคสุรนารี เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน นี้ มีการจัดกิจกรรมต่างๆ  ได้แก่  การประชุมทางวิชาการ  การนำเสนอภาคบรรยาย ในโครงการนวัตกรรมและเทคโนโลยีของนักศึกษา การจัดนิทรรศการนำเสนอโปสเตอร์เกี่ยวกับนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์และโครงการสร้างสรรค์ รวมถึงการจัดการตีพิมพ์ประเด็นพิเศษเกี่ยวกับนวัตกรรมการวิจัยและโครงการ มีนักเรียนนักศึกษาเข้าร่วม 204 คน ประกอบด้วย 63 ทีม จากวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ทั้ง 5 แห่ง  ได้แก่  วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) วิทยาลัยเทคนิคสุรนารี,  วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี, วิทยาลัยอาชีวศึกษาพังงา และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน 

การจัดการเรียนการสอนภายใต้โครงการ Science Based Technology Colleges  มีการจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน และการบูรณาการกับการศึกษารูปแบบสะเต็มศึกษา (STEM) เพื่อนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่นวัตกรรมและการประดิษฐ์  นักเรียนที่ศึกษาโครงการนี้จะต้องมีความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยี  โครงการประชุมวิชาการนานาชาติ ครั้งที่ 5 นี้  จึงเป็นโอกาสสำหรับนักเรียนในการแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์สำหรับการศึกษาและการทำงานในอนาคต

สำหรับการประชุมวิชาการนานาชาติฯ ครั้งที่ 5 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-20 ส.ค.2563 สำหรับรูปแบบการจัดกิจกรรม แบ่งเป็น 1. การประชุมทางวิชาการซึ่งเป็นการนำเสนอผลงานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี หรือ Oral Presentation และ 2. การจัดนิทรรศการ โดยแบ่งออกเป็นการนำเสนอผลงาน นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ และการสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียนในรูปแบบ Poster การจัดทำวารสารวิชาการฉบับพิเศษ เพื่อตีพิมพ์บทความด้านนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์และงานวิจัยของนักเรียน และกิจกรรมการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของนักเรียนทั้ง 5 สถานศึกษา โดยการจัดงานมีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้น 255 คน มีนักเรียน นักศึกษาที่ส่งผลงานนำเสนอทั้งสิ้น 67 ทีม จาก 7 สถาบันการศึกษา ได้แก่ สถาบันโคเซ็น ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 2 ผลงาน  วิทยาลัยธุรกิจและเทคโนโลยีฉงชิ่ง ประเทศจีน จำนวน 2 ผลงาน วิทยาลัยเทคนิคสุรนารี จำนวน 20 ผลงาน  วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี จำนวน 11 ผลงาน วิทยาลัยเทคนิคพังงา จำนวน 11 ผลงาน วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) จำนวน 13 ผลงาน วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน จำนวน 8 ผลงาน

โดยผลงานการนำเสนอนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ ภาคบรรยาย สาขาวิศวกรรมศาสตร์  รางวัลชนะเลิศ  ได้แก่ เครื่องอัดจารบีลูกปืนล้อ เวอร์ชั่น 2 วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1  ได้แก่ รถเข็นผจญภัย วิทยาลัยเทคนิคสุรนารี และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ อุปกรณ์ฆ่าเชื้อถาดหลุม วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี)

และผลงานการประกวดการนำเสนอนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ ภาคบรรยาย สาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ น้ำมันหอมระเหยจากดอกจำปูน วิทยาลัยเทคนิคพังงา  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การพัฒนาแผ่นฟิล์มจากผงเกล็ดปลาช่อน วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี  และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ผ้ามัดย้อมนาโนสีจากย่านอวดเชือก วิทยาลัยเทคนิคพังงา

ครูยุค 2020! แต่งกายเป็น ‘ฤๅษี’ สอนหนังสือ นร. เพิ่มทักษะการจดจำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512531

ครูยุค2020! แต่งกายเป็น‘ฤๅษี’สอนหนังสือ นร. เพิ่มทักษะการจดจำ

ครูยุค2020! แต่งกายเป็น‘ฤๅษี’สอนหนังสือ นร. เพิ่มทักษะการจดจำ

วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.27 น.

วันที่ 18 สิงหาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนบ้านช่องไทร ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ต.นาทอน อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล นักเรียนชั้นป.1-.ป.6 จำนวน 149 คน กำลังเข้าแถวเคารพธงชาติ ทางด้านหนึ่งของ นายสุวิทย์  นวลสังข์ทอง ครูสอนวิชาภาษาไทย  กำลังแต่งตัวเป็นพระฤาษี  หนึ่งในตัวละครในวรรณคดีเรื่องสุดสาคร  โดยเร่งเปลี่ยนชุดใส่เสื้อผ้าที่นำมาจากวัสดุที่เหลือใช้  เช่น หนวดทำมาจากกาบมะพร้าว(ส่วนของเส้นใยมะพร้าว) ใช้ยางวงรัดหัว  ส่วนสร้อยคอลูกประคำก็ใช้ลูกยางพาราที่ช่วงนี้จะมีเยอะในพื้นที่มาร้อยเป็นสร้อย  วิกผมลอนได้รับมาจากร้านเสริมสวยที่มอบให้  ส่วนชุดพระฤๅษีเป็นผ้าชิ้นลายเสือที่นำมาจากผ้าปูโต๊ะเอามาห่มตัวเหมือนห่มจีวร  ยังไม่หมดแค่นั่นพระฤๅษีต้องมีไม้เท้า คุณครูสุวิทย์  จะใช้เหล็กยาวพันผ้าไว้และมีระฆังแขวนอยู่ที่ไม้เท้า  ซึ่งระฆังก็ได้จากโรงเรียนมอบให้ เพื่อให้ทันการสอนในคาบวิชาภาษาไทย ซึ่งวันนี้จะสอนวรรณคดีไทยเรื่องสุดสาคร

แปลงกายเป็นพระฤๅษีเสร็จเรียบร้อยก็ถือไม้เท้าวิเศษคู่กาย เข้าสอนนักเรียนชั้น ป.4 เมื่อถึงห้องเรียนครูสุวิทย์ในรูปของพระฤๅษีก็ตีระฆังก่อนร่ายบทกลอนอันไพเราะด้านนักเรียนก็ร่ายบทกลอนตอบประสานเสียงกันอย่างไพเราะน่าฟัง ครูสุวิทย์ ร้องบทกลอนไปเดินหลังโก่งไปรอบๆห้องเรียน เหมือนคุณตาพระฤๅษีออกจากหนังสือเรียนมาสอนด้วยตนเอง เด็กนักเรียนต่างสนใจเรียนและดูมีความสุข ทำให้คาบเรียนวิชาภาษาไทยไม่น่าเบื่อ  ครูสร้างความจดจำผ่านตัวละครได้อย่างสนุกสนาน  เด็กจะตื่นเต้นกับชุดที่ครูสวมใส่มา ซึ่งไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน     

นายสุวิทย์  นวลสังข์ทอง ครูสอนวิชาภาษาไทย เล่าว่า สืบเนื่องมาจากโลกมีการเปลี่ยนแปลง สังคมมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เพราะฉะนั้นตามนโยบายของกระทรวงต้องมีการปฏิรูปการเรียนรู้โดยยึดนักเรียนเป็นสำคัญ เราต้องการให้นักเรียนเกิดทักษะหลายๆอย่าง ซึ่งนักเรียนจะนำทักษะเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้  เด็กในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นเด็กที่อยู่ในโลกแห่งการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นครูต้องเปลี่ยนบทบาทต้องปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน จากในยุคก่อนเราจะเห็นได้ว่าตอนที่ยุคเราเคยเรียนภาษาไทยกันมา พอถึงภาคภาษาไทยคุณครูจะถือหนังสือเข้ามา แล้วมาป้อนความรู้ให้เรา เข้ามาในยุคนี้เนื่องจากว่าสังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว เด็กเขาอาจจะเรียนรู้ในเรื่องที่กำลังจะเรียนพรุ่งนี้ก่อนคุณครูแล้ว  เด็กสามารถที่จะเปิดหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต  เพราะฉะนั้นเด็กกับครูต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน โดยเราจะเน้นให้เด็กค้นคว้าด้วยตัวเอง  ครุต้องจัดกระบวนการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

เพราะฉะนั้นแรงบันดาลใจที่ต้องปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอน ประการสำคัญหนึ่งคืออยากพัฒนาเด็ก อีกอย่างถ้าครูแน่วแน่ที่จะพัฒนา ด้วยหลากหลายวิธีที่ครูจะเอามา ผลคะแนนมันต้องขึ้นอยู่แล้ว เด็กย่อมได้รับการพัฒนาเพราะเป็นไปไม่ได้ที่เด็กจะพัฒนาโดยที่ครูยังใช้วิธีการสอนแบบเดิมอยู่  เพราะฉะนั้นวิชาภาษาไทย เป็นวิชาที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลาย  แต่ละสาระสามารถจัดได้อย่างน่าสนใจ ที่สำคัญคือครูผู้สอนครูคือสื่อ การสอน ที่สำคัญที่สุด สิ่งที่ได้รับอย่างแรกก็คือคะแนนผลสัมฤทธิ์ ปีนี้ขึ้นเยอะ อย่างที่ 2 ที่สำคัญกว่าผลสัมฤทธิ์ก็คือ เด็กมีความสุขกับการเรียนภาษาไทย เด็กอยากมาโรงเรียน

นางสาวธาริกา กุกามา ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านช่องไทร กล่าวว่า จากการที่ครูเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนทำให้เด็กนักเรียนสนใจเรียนมากขึ้น นักเรียนจะรอว่าครูจะแต่งเป็นอะไรในการเรียนวรรณคดีในวันนี้ ส่งผลให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลโอเน็ตสูงขึ้น ผลการเรียนก็สูงขึ้น  นักเรียนมีความตั้งใจเรียนมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มแรกที่ครูเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอน จะใช้อุปกรณ์เสริมเช่น ผ้า ส่วนการแต่งตัวที่มาผ่านมาจะแต่งเป็นแม่นาค เพื่อดึงดูดให้นักเรียนอยากเรียนมากยิ่งขึ้น แต่งเป็นพระอภัยมณี บางครั้งก็เอาสไบมาห่มอย่างเดียว ถ้ามีเวลาน้อยก็จะแต่งง่าย แต่ถ้ามีเวลามากก็จะแต่งเต็มรูปแบบ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในการแต่งตัวนั้นครูไม่เคยขอ แต่ทางโรงเรียนจะสนับสนุนสื่อที่จำเป็นต้องใช้ 

ขณะที่ เด็กชายธีรเดช แก้วขาว อายุ 9 ปี และ เด็กชายอิงครัต เกื้อเดช อายุ 10 ปี หัวหน้าห้องเรียน กล่าวว่า วันนี้คุณครูแต่งตัวเป็นพิเศษ ตนชอบ เพราะทำให้เด็กในโรงเรียนไม่เบื่อวิชาภาษาไทยพอถึงคาบมันก็ไม่สนุกเพราะครูแต่งตัว ซึ่งตนชอบครูแต่ตัวเป็นผีที่สุดเลย เพราะว่ามันมีอยู่ในหนังสือ ครูสอบบทไหนก็จะแต่งตัวตามบทนั้น มันจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าตัวละครนั้นเป็นอะไรจะได้ให้เด็กเห็นภาพด้วย และไม่อยากให้ครูย้ายไปไหน

‘บดินทรเดชา นนทบุรี’ ประกาศห้ามแสดงสัญลักษณ์ ชี้ รร.ไม่ใช่สถานที่จัดกิจกรรมทางการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512465

‘บดินทรเดชา นนทบุรี’ ประกาศห้ามแสดงสัญลักษณ์ ชี้ รร.ไม่ใช่สถานที่จัดกิจกรรมทางการเมือง

‘บดินทรเดชา นนทบุรี’ ประกาศห้ามแสดงสัญลักษณ์ ชี้ รร.ไม่ใช่สถานที่จัดกิจกรรมทางการเมือง

วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 12.45 น.

วันที่ 18 สิงหาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนบดินทรเดชา-สิงห์ สิงหเสนี-นนทบุรี ได้ออกประกาศเรื่อง มาตรการควบคุมพื้นที่ “ไม่ใช้สถานที่ราชการในกิจการทางการเมือง” หลังจากที่นักเรียนทั่วประเทศได้นัดกันทำกิจกรรมแสดงออกทางสิทธิและเสรีภาพ ด้วยการชู 3 นิ้ว และผูกโบขาว

โดยระบุว่า “ด้วยสถานการณ์ทางสังคมและข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อออนไลน์ และสื่อสาธารณต่างๆ มีข้อมูลชี้นำ หรือเชิญชวนแสดงพลังหรือร่วมแสดงจุดยืนเกี่ยวกับเหตุการณ์สถานการณ์ทางบ้านเมือง โดยชักชวนให้คณะครู นักเรียน ผู้ปกครอง หรือศิษย์เก่าได้ร่วมแสดงพลังหรือจุดยืนเพื่อให้เป็นไปตามสถานการณ์ทางการเมืองหรือสังคมอันเป็นสัญลักษณ์ที่ขัดต่อแนวตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ณ โรงเรียนบดินทรเดชา-สิงห์ สิงหเสนี-นนทบุรี นั้น

โรงเรียนบดินทรเดชา-สิงห์ สิงหเสนี-นนทบุรีขอชี้แจงว่า โรงเรียนไม่มีนโยบาย และไม่มีการส่งเสริมกิจกรรมใดๆ ที่ส่อเจตนาให้เกิดความขัดแย้งกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือก่อให้เกิดความไม่สงบทางสังคม ดังนั้นเพื่อเป็นการธำรงรักษาไว้ซึ่งสังคมประชาธิปไตยในโรงเรียนแห่งรัฐ “ไม่ให้ใช้สถานที่ราชการในกิจกรรมทางการเมือง” จึงกำหนดมาตรการควบคุมพื้นที่ภายในและภายนอกรั้วโรงเรียน คือ “โรงเรียนไม่อนุญาตและสนับสนุนให้ใช้พื้นที่ หรือบุคลากร หรือสวัดดุอุปกรณ์เพื่อการชุมนุม หรือการแสดงออกใดๆ หรือแอบอ้างชื่อโรงเรียนเพื่อการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้องตามตามครรลองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทุกกรณี”

‘ณัฏฐพล’ มั่นใจนำการศึกษาไทยสู่ยุคใหม่! เปิดกว้างแกนนำเห็นต่างเจรจาหาทางออกความขัดแย้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512353

'ณัฏฐพล'มั่นใจนำการศึกษาไทยสู่ยุคใหม่! เปิดกว้างแกนนำเห็นต่างเจรจาหาทางออกความขัดแย้ง

‘ณัฏฐพล’มั่นใจนำการศึกษาไทยสู่ยุคใหม่! เปิดกว้างแกนนำเห็นต่างเจรจาหาทางออกความขัดแย้ง

วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 18.45 น.

วันที่ 17 สิงหาคม 2563 ที่ห้องออดิทอเรียม ชั้น 6 อาคารทรู​ ดิจิทัล​ พาร์ค ถนนสุขุมวิท 101 กรุงเทพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีในงาน “ยกกำลังสองการศึกษาไทย สู้ความเป็นเลิศ Thailand Education Eco-System” โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหารฝ่ายการเมือง ผู้บริหารองค์กรหลักของศธ. และภาคเอกชน เข้ารวมงานจำนวนมาก

นายณัฏฐพล กล่าวว่า การศึกษาไทยสู่ยุคใหม่ เตรียมพร้อมสร้างทุนมนุษย์ (Human Capital) ให้ประเทศไทยมุ่งสู่ความเป็นเลิศและยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แผนปฏิรูปการศึกษาแนวทางใหม่ ยกกำลังสองการศึกษาไทยสู่ความเป็นเลิศ เพื่อเพิ่มศักยภาพนักเรียนรายบุคคล ลดภาระครูและพัฒนาครูให้ทันโลก ปั้นผู้บริหารสู่ CEO โรงเรียนเพื่อความเป็นเลิศ พร้อมปลดล็อก ปรับเปลี่ยน และเปิดกว้าง เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาให้สมบูรณ์

การศึกษาไม่เพียงเป็นรากฐานของชีวิต ยังเป็นเครื่องชี้วัดถึงคุณภาพและศักยภาพในด้านต่าง ๆ ของสังคมและประเทศชาติ การเข้ามารับหน้าที่บริหารการศึกษาของประเทศในฐานะ รัฐมนตรีว่าการศธ. ได้ ทุ่มเทในทุกด้านเพื่อให้การศึกษาไทย เปลี่ยนสู่การศึกษายุคใหม่ที่สามารถผลักดันให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง และตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญต่อการลงพื้นที่เพื่อรับฟังและเข้าใจปัญหาจริงของระบบการศึกษาไทย โดยพบว่าหลายร้อยโรงเรียนในหลายร้อยพื้นที่ ต้องได้รับการปลดล็อก ปรับเปลี่ยน และเปิดกว้าง เพื่อให้สามารถพัฒนาไปสู่การสร้าง “ทุนมนุษย์” ที่เป็นเลิศ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการนำพาประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ในศตวรรษที่ 21 ข้อเท็จจริงและความรู้ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงความต้องการของตลาดงานก็เปลี่ยนไป แต่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยเปลี่ยน ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการศธ. ที่ได้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับปัญหาของการศึกษาในสถานที่และบริบทจริงตามสถานศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทำให้เห็นว่าแท้จริงแล้วทุกคน ทั้งนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษามีศักยภาพและมีความพร้อมในการที่จะพัฒนาตัวเอง เพียงแต่ต้องสร้างระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จในแบบฉบับของตัวเองจนเป็นทุนมนุษย์ที่เป็นเลิศ สามารถพัฒนาประเทศชาติให้มีความสามารถในการแข่งขันและก้าวหน้าได้ ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการศึกษาจากเดิมที่ทำให้เด็กไทยมีความรู้และความคิดแบบ Fixed Mindset เป็นการศึกษาที่จะช่วยให้เกิดระบบความคิดแบบ Growth Mindset โดยก้าวข้ามระบบการศึกษา ไปสู่การสร้างระบบนิเวศของการศึกษา หรือ Education Eco-System ซึ่งคุณภาพสำคัญกว่าแค่ปริมาณ

สำหรับการ “ปลดล็อก” กลไกขับเคลื่อนการศึกษาร่วมกับทุกภาคส่วน นำภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม จับมือเป็นรูปธรรม เพื่อปฏิรูปการศึกษาสู่ความเป็นเลิศอย่างแท้จริง ด้านการ “ปรับเปลี่ยน” มีเป้าหมายหลักคือการปรับเปลี่ยนการเข้าสู่ตำแหน่ง ต้องการคนเก่งมาเป็นครู ปรับเปลี่ยนหลักสูตรเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของนักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดเส้นทางการเรียนรู้และอาชีพ เพื่อความเป็นเลิศตามแบบฉบับของตนเอง และการ “เปิดกว้าง” ในการบริหารจัดการสถานศึกษาโดยต่อยอดจากมาตรฐานด้านคุณภาพ เพื่อนำพาโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศตามบริบทแวดล้อม และนำพาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการได้จัดเตรียมกลไกขับเคลื่อนการศึกษาไทยยุคใหม่ อันจะนำพาไปสู่การเป็นฐานทุนมนุษย์ที่เป็นเลิศไว้ 3 ส่วน ประกอบด้วย ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลด้วยความเป็นเลิศ (Human Capital Excellence Center : HCEC), แพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ (Digital Education Excellence Platform : DEEP) และแผนพัฒนารายบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (Excellence Individual Development Plan : EIDP) ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลด้วยความเป็นเลิศ หรือ HCEC เป็นศูนย์รวมในการเพิ่มขีดความสามารถของทุนมนุษย์ที่จัดตั้งขึ้นภายในโรงเรียนและวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักในการช่วยให้ระบบการศึกษาดีขึ้นด้วยการพัฒนาวิชาชีพครู และทำงานร่วมกับวิทยาลัยอาชีวะในการพัฒนาวิชาชีพซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด เป็นศูนย์พัฒนาศักยภาพในเขตพื้นที่การศึกษาที่สอนและจัดอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน จึงสามารถพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ตลอดโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางและสิ้นเปลืองงบประมาณ โดยภายในปี 2563 นี้จะมีศูนย์ HCEC ที่มีคุณภาพกระจายในโรงเรียนทุกภูมิภาค 185 ศูนย์ทั่วประเทศไทยและ ในวิทยาลัยอาชีวะ 100 ศูนย์ภายในปี 2564

“เราเชื่อว่าถ้าครูเก่งจะพัฒนาให้เด็กเก่งได้ HCEC ของ สพฐ. จึงสร้างขึ้นเพื่อพัฒนาครู โดยเปลี่ยนต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจัดอบรมครูให้เป็นการลงทุนในการพัฒนาศักยภาพครูและนักเรียนแทน ซึ่งเมื่อครูพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาก็จะมีแนวคิดแบบ Growth Mindset และมีความรู้ใหม่ ๆ ไปปรับใช้กับการจัดรูปแบบการสอนของตัวเองอยู่เสมอ ส่วน HCEC ของอาชีวศึกษา ในตอนต้นสร้างขึ้นเพื่อพัฒนานักเรียนอาชีวะและบุคคลทั่วไป เพื่อเพิ่มทักษะที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดงาน เหมือนเป็นสถานที่สำหรับ Upskill และ Reskill โดยมีจุดเด่นที่การสร้างพันธมิตรระหว่างวิทยาลัยอาชีวะและองค์กรเอกชนที่ต้องการแรงงาน ทั้งระดับประเทศและระดับโลก ให้มาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรเพื่อตอบสนองความต้องการอย่างถูกจุด ทั้งทักษะของบุคลากรและปริมาณแรงงานที่ภาคเอกชนต้องการ เป็นการเรียนกับมืออาชีพเพื่อให้ได้ศักยภาพแรงงานที่เป็นเลิศอย่างแท้จริง”

ส่วน แพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ หรือ DEEP นั้นเป็น Online Platform ในการบริหารจัดการองค์ความรู้ของประเทศ เพื่อให้สามารถจัดการองค์ความรู้ได้ดีมีประสิทธิภาพ พัฒนาคนได้ตรงตามทักษะที่ต้องการตามแต่ละช่วงวัย และสามารถตอบโจทย์สิ่งที่ต้องการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต โดยใน www.deep.go.th จะเชื่อมโยงครู นักเรียน และภาคเอกชนที่มีความรู้เฉพาะทางเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งภาคเอกชนสามารถเพิ่มเติมความรู้เข้าไปในแพลตฟอร์มนี้เพื่อสร้างและพัฒนาคนให้ตรงตามความต้องการได้ ส่วนครู นอกจากการเสริมความรู้พัฒนาตนเองแล้ว ยังสามารถเข้าไปพิจารณา Teaching Resource Platform (TRP) เพื่อนำไปประกอบการเรียนการสอนเพิ่มเติมจากห้องเรียน ด้านนักเรียนหรือผู้ที่ต้องการศึกษาหาความรู้ก็สามารถเรียนออนไลน์ผ่าน DEEP ได้อย่างสะดวก โดยภายในปีนี้กระทรวงศึกษาธิการตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ในการพัฒนาแพลตฟอร์มการศึกษาใน DEEP จำนวนมากและในปี 2564 จะเน้นการเข้าถึงการใช้งานทั่วประเทศอย่างแท้จริง

“ไม่เพียงบทเรียนออนไลน์จากกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น หากเอกชนซึ่งเป็นพันธมิตรอยากมีส่วนร่วมในการยกระดับการศึกษาก็สามารถมาแชร์ข้อมูลการเรียนรู้ผ่าน DEEP ได้เช่นกัน เพื่อให้ตลาดผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครู หรือผู้บริหารสถานศึกษากว่า 10 ล้านคนทั่วประเทศได้เห็นเนื้อหาการเรียนรู้ที่น่าสนใจของพวกเขา นอกจากนี้สำหรับ Start-Up หรือเอกชนที่ยังไม่ได้เป็นพันธมิตรของเรา ก็สามารถแบ่งปันคอนเทนต์ใน DEEP ได้เช่นกัน โดยอัปโหลดผ่าน Teaching Resource Platform (TRP) ซึ่งเป็นข้อมูลที่นำเสนอให้ครู 3-4 แสนคนทั่วประเทศได้เข้าไปพิจารณา หากครูให้คะแนนชื่นชอบ (Social Score) ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คอนเทนต์นั้นก็จะเข้าสู่แพลตฟอร์มหลักของ DEEP ที่นักเรียนทั่วประเทศสามารถเข้าไปดูได้
 
“ที่สำคัญ DEEP ยังมีการบันทึกข้อมูลรายบุคคลผ่าน ID ที่เปรียบเสมือนเป็น Lifetime Development Profile ของนักเรียนทุกคนที่เข้ามาเรียนรู้ใน www.deep.go.th ซึ่งในอนาคตกระทรวงศึกษาธิการจะเชื่อมโยง ID นี้เข้ากับ HCEC และเว็บไซต์ของพันธมิตรด้วย เพื่อให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษานำข้อมูลส่วนนี้ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินศักยภาพของนักเรียน นอกเหนือจากแค่การสอบเพียงอย่างเดียว รวมถึงใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจว่าจะรับนักเรียนเข้าเรียนต่อในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยหรือไม่ด้วย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอธิบาย
  สำหรับ แผนพัฒนารายบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ หรือ EIDP คือแผนพัฒนาความเป็นเลิศที่เปิดโอกาสให้นักเรียน ครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษา สามารถพัฒนาศักยภาพหรือความเป็นเลิศในแบบฉบับของตนเองได้ ซึ่งจะส่งผลให้การศึกษาของไทยในอนาคตเปลี่ยนจากการวัดผลด้วยการทดสอบเป็นการประเมินเพื่อพัฒนาแทน ลดการสอบที่ไม่จำเป็นต่อนักเรียนลง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรเพื่อนำไปสู่แผนพัฒนารายบุคคลเพื่อความเป็นเลิศสำหรับปี 2563 และปี 2564 แล้ว โดยนายณัฏฐพลกล่าวเสริมว่า “EIDP เป็นแผนพัฒนานักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนการประเมินเพื่อตัดสินเป็นการประเมินเพื่อพัฒนา โดยลดการสอบของนักเรียนลง ลดงานเอกสารของครูลง และเตรียมความพร้อมให้ผู้บริหาร ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ให้กับการศึกษาไทย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ”

กลไกขับเคลื่อนทั้งหมดที่กล่าวมาจะนำไปสู่ความเป็นเลิศของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาไทยทั้งระบบ เพราะเมื่อการศึกษากลายเป็นระบบนิเวศโดยสมบูรณ์ ด้วยการเชื่อมต่อผ่าน HCEC, DEEP และเปลี่ยนวิธีการวัดผลด้วย EIDP ทั้งนักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษา จะสามารถประสบความสำเร็จได้ในแบบฉบับของตนเอง และจะนำพาให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีฐานทุนมนุษย์ที่เป็นเลิศอย่างแท้จริง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคาดหวังว่าด้วยระบบการศึกษาที่ดี ในระยะสั้นจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความแตกต่าง สร้างความน่าสนใจให้ประเทศต่าง ๆ อยากมาลงทุนมากขึ้น ในระยะกลางทำให้ไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ และในระยะยาวหากเกิดปัญหาหรือสถานการณ์วิกฤตขึ้น ประเทศไทยจะมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวและมีความสามารถในการฟื้นตัวได้ดีอย่างแน่นอน

“มีคนมากมายบอกผมว่า การศึกษาเปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก ต้องใช้เวลา 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี แต่ผมปล่อยให้การศึกษาของประเทศไทยเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะนี่คืออนาคตของลูกหลานเรา ถ้าไม่ลงมือทำวันนี้ ก็มีแต่จะเปลี่ยนยากขึ้น ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องมองการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ การศึกษาที่มีความยืดหยุ่น ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ตอบโจทย์สังคม ตอบโจทย์ตลาด และสุดท้ายทำให้คนทุกคนสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในแบบฉบับของตนเองได้”รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาการศึการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต วันนี้เศรษฐกิจมีความเปาะบางเนื่องจากปัญหาของโควิด เราจึงต้องเตรียมความพร้อมในการพัฒนาการศึกษาร่วมกับภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและภาคส่วนอื่นๆที่พร้อมจะมาร่วมมือกับ ศธ.และหน่วยงานองค์กรคต่าง ๆ อยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการศึกษาที่จะเดินไปข้างหน้า ถ้าเราไม่สามารถพัฒนาการศึกษาของไทยได้ในช่วง 4-5 ปีที่จะถึงนี้ในรูปแบบที่เราต้องการที่จัเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เราจะมีปัญหาทั้งประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ที่เราจะไม่มีบุคลากรพร้อมเพียงพอที่จะสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับต้นๆของโลกได้

“วันนี้ ท่านนากฯได้พูดแล้วว่าเรามีศักยภาพหลายๆอย่างที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ จึงอยากให้คนไทยทุกคนร่วมมือกันและมองเห็นความจำเป็นที่จะพัฒนาการศึกษา และขอให้ทุกคนร่วมมือกันที่จะเดินไปข้างหน้า เราจะต้องลดทิฐิบางอย่างลงบ้าง ทำความเข้าใจกันหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องการศึกษา เพื่อทำให้ประเทศไทยมีฐานการศึกษาที่เข้มแข็งที่สุดและเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกในการเตรียมความพร้อม วันนี้ จะต้องมีความยืดหยุ่นทั้งด้านการเรียนการสอน และขวบนการต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง เราต้องมองถึงคงามคร่องตัวบองเด็กนักเรียนและคุณครูในการที่จะพัฒนาตนเอง เด็กได้เห็นสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนา ก็อยากให้การเตรียมตัวของเราเองมีเวลาในการพัฒนาในส่วนนั้น วันนี้ ท่านนายกฯได้ให้แนวทางชัดเจน ว่า อะไรที่จะเป็นสิ่งกีดขวาง หรือขัดขวางในการพัฒนาการศึกษาของไทย ศธ.ต้องพยายามปลดล็อคให้ได้ ต้องเดินไปข้างหน้าและเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยให้ได้ และวันนี้ก็มีภาคเอกชนหลายองค์กรได้มาร่วมมือกัน ซึ่งเป็นผู้นำภาคเอกชนที่ร่วมมือกับศธ.มาอย่างต่อเนื่องที่จะมาร่วมกันเตรียมความพร้อมเพื่อให้เศรษฐกิจของไทยเดินหน้าไปได้”

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า เรื่องหลักของนักเรียน นักศึกษา คือต้องเตรียมความเพื่อสร้างตนเองให้มีศักยภาพในการแข่งขัน เป็นบุคลากรที่สำคัญขอประเทศไทยในอนาคต ส่วนการไปมีส่วมร่วมทางการเมืองก็เป็นเรื่องปกติ ที่มีปัญหากันทุกๆประเทศ แต่ไม่ว่าน้องๆทั้งหลายที่เป็นนักเรียน นักศึกษา คืออนาคตของประเทศ ถ้าน้อง ๆเหล่านี้สามารถนำทักษาที่ตัวเองมี นำพาตนเองไปเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญในอนาคตน่าจะเป็นประโยชน์โดยตรงกับการพัฒนาประเทศไทย ถ้าหากทุกมองว่าต้องมามีส่วนร่วมทางการเมือง แล้วไม่มีโอกาสพัฒนาตนเองก็จะเป็นการสร้างปัญหาของประเทศในอนาคต แต่ก็เป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะเดินในแนวทางที่เหมาะสม แต่ในขณะเดียวกันเราอยู่ในประเทศไทย อยากให้มองว่าประเทศไทนน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เรามองว่าทำอย่างไรเราจะทำให้ประเทศไทยดีขึ้น วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าขบวนการต่าง ๆที่มีอยู่ เราได้มองเห็นปัญหาทั้งหมดจริงหรือเปล่า วันนี้สถานการณ์เศรษฐกิจ สถานการณ์ของประเทศ ของโลกมันไม่เหมือนเดิม เรารู้ว่าอีก 2 เดือนข้างหน้าจะเป็นวิกฤติหนักแล้วเราจะมาซ้ำเติมพวกเรากันเองทำไม เราควรมาร่วมกันหาทางออก และศธ.เองก็พร้อมที่จะเป็นตัวเชื่อมทำให้เกิดการเจรจาหรือทางออกของปัญหา

รมว.ศธ. กล่าวถึงกรณีที่มีครูกระทำรุนแรงกับนักเรียนที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการชู 3 นิ้ว นั้นว่า ในทุกๆสังคมมีความคิดเห็นที่แตกต่างและการกระทำที่แตกต่าง การแสดงสัญลักษณ์ที่แตกต่าง และการบริหารจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นที่แตกต่างกันไป ตนยังมั่นใจว่าคุณครู และผู้บริหารสถานศึกษาได้ให้ความมั่นใจกับเด็กๆว่าสามารถแสดงออกในสถานศึกษาได้ ตามความเหมาะสม แต่การแสดงออกนั่นจะทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศหรือเปล่า และเกิดความเก็นแตกแยกรุนแรงหรือเปล่า ในสถานการณ์ปัจจุบันที่โควิดยังเป็นปัญหาใหญ และปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นปัญหาใหญ่ แล้วเราจะมาแตกแยกกันทำไม แต่หากคุณครู หรือผู้บริหารสถานศึกษาท่านใดกระทำไม่เหมาะสม ทางศธ. ก็พร้อมจะดำเนินการในแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสม เพราะการทำร้ายนักเรียนเกิดขึ้นไม่ได้ภายในโรงเรียนเพราะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว แต่การแสดงออกของน้องๆนักเรียนมนักษามีความเหมาะสมด้วยหรือไม่ เช่น แสดงความก้าวร้าวหรือล่วงเกินอะไรไปบ้าง ตนจึงคิดว่าครูและผู้บริหารทุกคนมีวิจารณญาณพอ ถ้าเด็กทำไม่เหมาะสมก็ต้องตักเตือนพูดคุยกัน

คนไทยวันนี้ตนอยากให้หาทางออดโดยการพูดคุยหรือเจรจากันมากกว่า ทุกคนก็มีความเห็นที่แตกต่างกันไป ตนเองก็เคยแสดงสิทธิการแสดงออก แต่บนพื้นฐานข้อมูลที่ตนมั่นใจว่าถูกต้อง และน้องๆเองก็ต้องหาข้อมูลตรงนั้น และการทำต่าง ๆก็ต้องดูสถานการณ์ด้วย วันนี้ สถานการณ์ และปัญหาของโลกแตก่สงจากเหตุการณ์ในอดีต วันนี้เราไม่สามารถจะเดินหน้าแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ ทั้งที่เรามีโอกาสมากๆ วันนี้ทุกประเทศทั่วโลกมีพื้นฐานการแข่งขันที่ใกล้เคียงกันมาก อยู่ที่ว่าเราหาสมรรถภาพของประเทศเราได้หรือไม่ ถ้าน้อง ๆอยากให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า ในอนาคตมีหน้าที่การงานที่เหมาะสม มีคนมาใช้บริการในประเทศอย่สงมากมายก็ต้องเริ่มจากวันนี้ทำประเทศไทยให้แข็งแกร่ง หาข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นความขริง แล้วนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์ในการจะแสดงออกในเรื่องต่าง ๆ

“ผมมั่นใจว่าวันนี้ ทั้งท่านนายกฯและรัฐมนตรีทุกๆท่านตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติแก้ปัญหาของประเทศที่ไม่เคยเจอมาก่อน ก็หวังว่าทุกคนคงเข้าใจและเข้าสู่เวทีการเจรจากัน โดยน้องๆที่คิดเห็นต่างก็ต้องบอกมาว่าคิดเห็นต่างเรื่องอะไร ถ้าเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็ต้องถามน้องๆที่มาแสดงออกว่าได้อ่าน รธน.ทั้งฉบีบแล้วหรือยัง หรือมีความเห็นต่างในเรื่องต่าง ๆผมก็พร้อม และยินดีจะรับฟังทุกคน แต่ขอให้แกนนำจัดเป็น กลุ่มในแนวทางเดียวกันมา เพื่อลดเวลาและลดความซ้ำซ้อน กัน ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เราต้องรีบแก้ ซึ่งภาคเอกชนที่มาวันนี้ก็มีความเป็นห่วงในเรื่องเศรษฐกิจ เราต้องผลักดันตัวเองให้ไปข้างหน้าให้ได้อย่าวนเวียนอยู่กับเรื่องที่ ณวันนี้ไม่คิดว่าจะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ ในสถานการณ์ปัจจุบัน หลายคนก็อาจจะเแามาอ้างอิงว่าในอดีตก็มีการประท้วงชุมนุม แต่สถานการณ์วันนี้แตกต่างจากทีาผ่านมาจริง ๆ เราอยอยู่ใกล้ความเสี่ยงมากๆที่จะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ในขณะที่เรามีโอกาสที่จะทำให้ประเทศเกอนไปข้างหน้าในอันดับต้นๆของโลกจากสถานการสาธารณสุข การบริหารจัดการปัศหาโควิดทีาเกิดขึ้นมา แล้วเราจะมาทำร้ายประเทศเราเองในสถานการณ์ที่บอบบางทำไม” รมว.ศธ. กล่าว

‘ในหลวง’ ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันเอกราชสาธารณรัฐกาบอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512274

'ในหลวง'ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันเอกราชสาธารณรัฐกาบอง

‘ในหลวง’ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันเอกราชสาธารณรัฐกาบอง

วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.02 น.

17 สิงหาคม 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพรไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐกาบอง ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐกาบอง ซึ่งตรงกับวันที่ 17 สิงหาคม 2563 ความว่า 

ฯพณฯ นายอะลี บองโก ออนดิมบา ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐกาบอง กรุงลีเบรอวีล ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐกาบอง ข้าพเจ้าขอส่งคําอํานวยพรและความปรารถนาดีอย่างจริงใจ เพื่อท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์และประสบความสุขสวัสดิ์ ทั้งเพื่อความสําเร็จและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและประชาชนชาวกาบอง ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐกาบอง จะพัฒนาเพิ่มพูนยิ่งขึ้นไปในภายภาคหน้า

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

‘ในหลวง’ พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ แก่จนท.บาดเจ็บเหตุระเบิดสงขลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511820

'ในหลวง'พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ แก่จนท.บาดเจ็บเหตุระเบิดสงขลา

‘ในหลวง’พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ แก่จนท.บาดเจ็บเหตุระเบิดสงขลา

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 20.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ไปมอบแก่เจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

14  สิงหาคม 2563 เวลา 15.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายนฤทธิ์ มงคลศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ไปมอบแก่ อาสาสมัครทหารพราน ฐิติพงศ์ ยอดทอง เจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดกำลังพลชุดลาดตระเวนเส้นทางเพื่อคุ้มครองครู ที่บริเวณสะพานบ้านกาลิซา หมู่ที่ 2 ตำบลกาลิซา อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563  และเข้ารับการรักษาพยาบาล  ณ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ทั้งนี้ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพล  รวมถึงครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้