สอวช.จับมือ มจธ. ชง 9 ข้อเสนอ ต่อยอดเป็นนโยบายระดับชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511104

สอวช.จับมือ มจธ. ชง 9 ข้อเสนอ ต่อยอดเป็นนโยบายระดับชาติ

สอวช.จับมือ มจธ. ชง 9 ข้อเสนอ ต่อยอดเป็นนโยบายระดับชาติ

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.31 น.

สอวช. จับมือ มจธ. คั้น 9 ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมจากฝีมือนักพัฒนานโยบายรุ่นใหม่ เชื่อหลายโปรเจ็คต่อยอดเป็นนโยบายระดับชาติได้

ในระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2563 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดเวทีพรีเซนต์ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยผู้เข้าร่วมอบรมในหลักสูตรการออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 2 ที่มีเนื้อหาหลักสูตรที่เน้นถึงการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้มีความรู้และความสามารถในการออกแบบและจัดทำนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) รวมถึงการสร้างเครือข่ายของนักพัฒนานโยบาย อววน.

การนำเสนอครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ รศ.ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ อดีต รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สอวช. รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อดีตอธิการบดี มจธ. ศ.ดร. นักสิทธ์ คูวัฒนาชัย ที่ปรึกษา สอวช. ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานเอกชนที่มาร่วมเป็นที่ปรึกษา และร่วมให้ความเห็นในการนำเสนอครั้งนี้

สำหรับ 9 ข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่ 1. ด้านพลังงาน ที่เน้นถึงยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย โดยเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน เนื่องจากทั่วโลกมีแนวโน้มความต้องการในการใช้พลังงานเพิ่มเป็นสองเท่าภายในปี 2593 รวมถึงประเทศไทยที่ควรสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน จึงจำเป็นที่จะต้องเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนและพัฒนาให้สามารถใช้ได้ในปริมาณที่เพียงพอในอนาคต โดยทางกลุ่มได้เสนอให้ภาครัฐออกมาตรการที่เอื้อต่อการวิจัยและปฏิบัติในภาครัฐและเอกชน สอดรับกับการพัฒนาคนและโครงสร้างพื้นฐานจะต้องพัฒนาไปควบคู่กับยุทธศาสตร์วิจัย และสนับสนุนเงินทุนด้านการสร้างงานวิจัยและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและเพียงพอเพื่อพัฒนาต้นแบบเทคโนโลยีการผลิตพลังงานหมุนเวียนต่อไป

2. ด้านท่องเที่ยว โดยเน้นถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นของชุมชน ผู้ศึกษาได้แบ่งปัญหาของการท่องเที่ยวเป็น 3 มิติ ได้แก่ มิติด้านเศรษฐกิจ พบว่านักท่องเที่ยวลดลงเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และชุมชนเองก็มีปัญหารายได้น้อยอยู่แล้ว มิติด้านสังคม นักท่องเที่ยวกระจุกตัวในเขตเมืองหลัก ขาดการบริหารจัดการในการกระจายนักท่องเที่ยวไปยังเมืองรองอย่างมีประสิทธิภาพ มิติด้านสิ่งแวดล้อม เกิดความเสื่อมโทรมทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบบสาธารณูปโภคบางอย่างยังไม่ได้มาตรฐาน ชุมชนขาดความเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น กลุ่มผู้ศึกษาได้เสนอให้ ภาครัฐ ร่วมกับ สถาบันอุดมศึกษา ทำงานร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างชุมชนท่องเที่ยว จัดตั้งกลุ่มสมาชิกเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับการท่องเที่ยว รณรงค์ให้นักท่องเที่ยวลดการสร้างขยะ หน่วยงานภาครัฐและผู้นำชุมชนเข้ามาบริหารจัดการรายได้และกระจายผลประโยชน์ให้ชุมชนอย่างเป็นธรรม

3. การขจัดความยากจน ในประเด็นมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนในเมืองเพื่อให้หลุดพ้นจากวงจรความยากจนที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น จากการศึกษาพบว่า สิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดวงจรความยากจนหรือความยากจนเรื้อรังคือปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการขยายตัวของรายได้และความเป็นอยู่ของครัวเรือนในระยะยาว โดยผู้ศึกษาได้นำเสนอแนวทางเพื่อออกจากกับดักความยากจนจากรุ่นสู่รุ่นคือ กับดักการศึกษาต่ำ อาชีพ และรายได้ไม่มั่นคง ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย โดยผู้ศึกษาระบุว่าเครื่องมือสำคัญด้าน อววน. คือ ระบบการสร้างคนโดยมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม เป็นทางออกของการของการแก้ปัญหาเชิงนโยบายสำหรับการขจัดปัญหาความยากจนอย่างมีประสิทธิภาพ

4. การปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ศึกษาเฉพาะกรณีอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ สืบเนื่องจากการพัฒนายานยนต์มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปสู่ยานยนต์อนาคต ดังนั้นอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ก็ต้องพัฒนาให้เหมาะสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อตอบสนองตลาดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยผู้ศึกษาเสนอว่า รัฐบาลต้องมีกลไกที่เหมาะสม พัฒนากำลังคนด้วยวิธีการ Reskill Upskill New skill แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ สนับสนุนกลุ่มที่เข้มแข็งและเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และควรจัดตั้งศูนย์วิจัยแบตเตอรี่แห่งชาติ

5. ระบบการอุดมศึกษา โดยศึกษาแนวทางการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาไปสู่สถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ โดยกลุ่มผู้ศึกษามองว่า มหาวิทยาลัยของไทยในปัจจุบันมีศักยภาพการเป็นมหาวิทยาลัยเชิงพื้นที่ การจัดการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาคน การสร้างนวัตกรรม และการยกระดับชุมชนและสังคม และครอบคลุมพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นเขตอุตสาหกรรมและพื้นที่ชุมชน แต่การดำเนินงานต้องทำอย่างเป็นระบบในลักษณะเครือข่ายที่ยืดหยุ่นเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และพัฒนาศักยภาพบุคลากรและองค์กรของมหาวิทยาลัย

6. ข้อเสนอเชิงนโยบายแนวโน้มและความเป็นไปได้ของการเป็นทิศทางหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวด้วยการวิจัยและพัฒนา โดยกลุ่มผู้ศึกษาได้เก็บ ติดตามและประเมินผลข้อมูลงานวิจัยมุ่งเป้าด้านการท่องเที่ยวและงานวิจัยเชิงพื้นที่ เพื่อเสนอกรอบการวิจัยและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวของประเทศว่า ควรบรรจุการท่องเที่ยวชุมชนไว้ในแผนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลในการกระจายรายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวสู่ชุมชน และกรอบการวิจัยเพื่อรองรับการท่องเที่ยวภายในประเทศกรณีเกิดสถานการณ์วิกฤตต่าง ๆ นอกจากนี้ หน่วยบริหารจัดการทุนที่รับผิดชอบด้านการวิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว ควรกำหนดสัดส่วนกรอบวงเงินงบประมาณในกาจัดสรรทุนวิจัยด้านการท่องเที่ยวเมืองหลัก เมืองรอง ให้ความเหมาะสมต่อยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องของการกระจายรายได้ นำไปสู่ความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนของชุมชน

7. การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย Public-Private Partnership เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะการดำเนินงานของโรงงานต้นแบบด้านอาหารทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยทางกลุ่มมองว่า อุตสาหกรรมอาหาร เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสําคัญมีศักยภาพสูงในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อีกทั้งมีมูลค่าทางการค้าของผู้ส่งออกอุตสาหกรรมอาหารไทยอยู่ลําดับที่ 12 ของโลกในปี 2561 งบการลงทุนวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนของอุตสาหกรรมอาหารเป็นอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมการผลิต ทั้งนี้กลุ่มได้เสนอแนะว่า การทำนโยบายภาพรวมของประเทศ ควรวิเคราะห์ศักยภาพของโรงงานต้นแบบที่มีอย่างรอบด้านจัดทําฐานข้อมูลศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานและลักษณะจุดเด่นของการให้บริการแต่ละแห่ง พร้อมทั้งคาดการณ์ความต้องการใช้บริการในอนาคตเพื่อวางแผนการสนับสนุนงบประมาณ แก้ไขปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคและสร้างเครือข่ายของโรงงานต้นแบบ ให้สามารถยกระดับการให้บริการเฉพาะด้านที่เป็นเลิศอย่างชัดเจน

8. นโยบายเกษตรเข้มแข็ง โดยกลุ่มได้นำเสนออ้างอิงถึงสภาพภูมิอากาศและการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดโลก  ตลอดจนสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทําให้เกษตรกรส่วนใหญ่มีผลผลิตและกําไรสุทธิลดลงต้องพึ่งพิงภาครัฐ รวมทั้งขาดเกษตรกรรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคเกษตร จึงเป็นโจทย์ท้าทายของภาครัฐที่จะช่วยภาคเกษตรของไทย โดยทุกฝ่ายต้องทบทวนในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น แนวทางการดําเนินการทางหนึ่งคือต้องขับเคลื่อนการเกษตรไทยด้วยการประยุกต์เทคโนโลยีนวัตกรรมและภูมิปัญญาของอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ หน่วยงานต่าง ๆ และภาคเอกชนในการยกระดับการเกษตรของไทยนโยบายที่ทางกลุ่มนําเสนอคือ “One community One commodity One tailored precision agriculture” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายภาพใหญ่ของประเทศคือ “1 ตําบล 1 มหาวิทยาลัย” โดยรัฐบาลจะต้องหาแนวทางในการสนับสนุนให้มีโอกาสในภาคธุรกิจการเกษตรมากขึ้น

9. คุณภาพเด็กและเยาวชนสําหรับสังคมรูปแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21 โดยกลุ่มได้นำเสนอว่า ประเทศไทยกําลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ส่งผลให้วัยแรงงานต้องทํางานหนักมากขึ้นเพื่อรองรับจํานวนผู้พึ่งพิง (เด็กและผู้สูงอายุ) ที่มีมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมพร้อมอย่างระบบ เนื่องจากขณะนี้กลุ่มเด็กและเยาวชนยังไม่มีความพร้อมในการเสริมสร้างให้กลายเป็นเยาวชนในศตวรรษที่ 21 ได้ทันที จึงต้องสร้างความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ อาทิ การสร้างนักโภชนาการในโรงเรียน, ศูนย์เลี้ยงเด็กจากอาสาผู้สูงวัย, สร้างจิตอาสาด้วยสลากทําดี, โรงเรียนสอนประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่ในระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น, โรงเรียนนําร่องกิจการเพื่อสังคม เป็นต้น และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สิ่งที่ต้องกลุ่มได้นำเสนอคือ การปฏิรูประบบดิจิทัลเพื่อการศึกษา, สนับสนุนให้พัฒนาโรงเรียนเล็กเป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ ด้วยการอุดหนุนงบประมาณจากภาครัฐ ซึ่งข้อเสนอนโยบายเหล่านี้จะนำร่องในการวางนโยบายของประเทศที่จะสร้างเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้สามารถยืนหยัดอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า  สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 9 ข้อเสนอจากไอเดียนักวิจัยรุ่นใหม่นี้ หลากหลายไอเดียน่าสนใจ และสามารถนำประเด็นมาศึกษาเพิ่มเติมเพื่อต่อยอดเป็นนโยบายระดับประเทศต่อไปได้ นอกจากนี้ ผู้นำเสนอทั้ง 9 กลุ่มมีโอกาสนำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนกับเครือข่ายนักวิจัยทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเวที South East Asia Conference on STI Policy & Management 2020 ซึ่งปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพได้อีกทางหนึ่งด้วย

‘บิ๊กสพฐ.’ ร่อนหนังสือแจ้ง ร.ร.ทั่วไทย เปิดเรียนแบบ On-site 100% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511082

'บิ๊กสพฐ.'ร่อนหนังสือแจ้งร.ร.ทั่วไทย เปิดเรียนแบบ On-site 100%

‘บิ๊กสพฐ.’ร่อนหนังสือแจ้งร.ร.ทั่วไทย เปิดเรียนแบบ On-site 100%

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.32 น.

‘บิ๊ก สพฐ.’ ร่อนหนังสือ แจ้งเขตพื้นที่-ร.ร.ทั่วประเทศ เปิดเรียนแบบ On-site 100% 13 ส.ค.นี้กำชับต้องปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2563 นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งหนังสือด่วนที่สุด เรื่องการทดลองเปิดเรียนแบบ On-site ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 เต็มรูปแบบทั่วประเทศ ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ทั่วประเทศรับทราบ 

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าว เป็นไปตามมติคณะกรรมการ เฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับ ใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในการพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการการเฝ้าระวังของโรคดังกล่าว โดยการทดลองเปิดเรียนแบบ On-site ของสถานศึกษาเต็มรูปแบบ แต่นักเรียนจะต้องจดบันทึกการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ หลังเลิกเรียน เพื่อเป็นมาตรการในการติดตามนักเรียนหากมีการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวในสถานศึกษา และสถานศึกษาจะต้องปรับการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นการจัดกิจกรรมนอกห้องเรียนเพื่อใช้ห้องเรียนให้น้อยที่สุด ซึ่งการทดลองครั้งนี้ได้รับอนุติจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สามารถทดลองเปิดเรียนแบบ On-site เต็มรูปแบบทั่วประเทศได้ ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2563 เป็นตันไป

นายอำนาจ กล่าวต่อว่า ดังนั้น สพฐ.จึงให้สพท.แจ้งสถานศึกษาในสังกัดทดลองเปิดเรียนแบบ On Site ทั่วประเทศ ทั้งนี้ ให้ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดข้างต้นอย่างเคร่งครัด และดำเนินการตามมาตรการของสาธารณสุข ส่วนมาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคม ให้โรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนได้ โดยหากสถานศึกษามีความจำเป็นต้องจัดกิจกรรมที่ทำให้เกิดการรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เช่น การประชุม หรือการจัดกิจกรรมรื่นเริง หรือการละเล่นที่มีคนจำนวนมากในสถานศึกษา ควรงด หรือหากมีความจำเป็นต้องจัด ให้สถานศึกษาประสานสาธารณสุขในพื้นที่ใกล้บ้าน หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบการเฝ้าระวังในพื้นที่ให้ความเห็นชอบ และแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ

“ผมได้กำชับให้โรงเรียนปฏิบัติตามาตรการของป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ซึ่งการเปิดเรียนแบบ On Site  ครั้งนี้ เป็นการนำร่อง ในโรงเรียนที่มีความพร้อม และเท่าที่ดู โรงเรียนส่วนใหญ่พร้อมที่จะเปิดเรียน 100% เพื่อให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่” นายอำนาจ กล่าว 

สพฐ.ร่อนหนังสือให้โรงเรียนทั่วประเทศ เปิดเรียนตามปกติเริ่ม 13 ส.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511076

สพฐ.ร่อนหนังสือให้โรงเรียนทั่วประเทศ เปิดเรียนตามปกติเริ่ม 13 ส.ค.นี้

สพฐ.ร่อนหนังสือให้โรงเรียนทั่วประเทศ เปิดเรียนตามปกติเริ่ม 13 ส.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.01 น.

วันที่ 11 สิงหาคม 2563 นายอำนาจ  วิชยานุวัติ  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆนี้  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  ได้ส่งหนังสือ ด่วนที่สุด เรื่อง การทดลองเปิดเรียนแบบ On-site ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 เต็มรูปแบบทั่วประเทศ  ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)ทั่วประเทศรับทราบ  ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าว เป็นไปตามมติ คณะกรรมการ เฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในการพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการการเฝ้าระวังของโรคดังกล่าว โดยการทดลองเปิดเรียนแบบ On-site ของสถานศึกษาเต็มรูปแบบ แต่นักเรียนจะต้องจดบันทึกการเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ หลังเลิกเรียน เพื่อเป็นมาตรการในการติดตามนักเรียนหากมีการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวในสถานศึกษา และสถานศึกษาจะต้องปรับการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นการจัดกิจกรรมนอกห้องเรียนเพื่อใช้ห้องเรียนให้น้อยที่สุด ซึ่งการทดลองครั้งนี้ได้รับอนุติจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สามารถทดลองเปิดเรียนแบบ On-site เต็มรูปแบบทั่วประเทศได้ ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2563 เป็นตันไป

นายอำนาจ กล่าวต่อว่า ดังนั้น สพฐ.จึงให้สพท.แจ้งสถานศึกษาในสังกัดทดลองเปิดเรียนแบบ On Site ทั่วประเทศ ทั้งนี้ ให้ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดข้างต้นอย่างเคร่งครัด และดำเนินการตามมาตรการของสาธารณสุข  ส่วนมาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคม ให้โรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนได้ โดยหากสถานศึกษามีความจำเป็นต้องจัดกิจกรรมที่ทำให้เกิดการรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เช่น การประชุม หรือการจัดกิจกรรมรื่นเริง หรือการละเล่นที่มีคนจำนวนมากในสถานศึกษา ควรงด หรือหากมีความจำเป็นต้องจัด ให้สถานศึกษาประสานสาธารณสุขในพื้นที่ใกล้บ้าน หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบการเฝ้าระวังในพื้นที่ให้ความเห็นชอบ และแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ

“ผมได้กำชับให้โรงเรียนปฏิบัติตามาตรการของป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ซึ่งการเปิดเรียนแบบ On Site  ครั้งนี้ เป็นการนำร่อง ในโรงเรียนที่มีความพร้อม และเท่าที่ดู โรงเรียนส่วนใหญ่พร้อมที่จะเปิดเรียน 100% เพื่อให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่” นายอำนาจ กล่าว 

ก.ค.ศ.เห็นชอบจัดสรรอัตราว่างเกษียณ 2.3 หมื่นอัตรา พร้อมอนุมัติขึ้นเงินเดือนขั้นทะลุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511065

ก.ค.ศ.เห็นชอบจัดสรรอัตราว่างเกษียณ 2.3 หมื่นอัตรา พร้อมอนุมัติขึ้นเงินเดือนขั้นทะลุ

ก.ค.ศ.เห็นชอบจัดสรรอัตราว่างเกษียณ 2.3 หมื่นอัตรา พร้อมอนุมัติขึ้นเงินเดือนขั้นทะลุ

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 12.52 น.

วันที่ 11 สิงหาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการก.ค.ศ. ครั้งที่6/2563 เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบจัดสรรอัตราว่างจากการเกษียณอายุราชการ วันที่ 30 กันยายน ปี 2563 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานปลัดศธ. และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) รวม 23,321 อัตรา แบ่งเป็น สพฐ. 21,984 อัตรา สำนักงานปลัดศธ. 254 อัตรา และ สอศ. 1,083 อัตรา โดยให้สงวนตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) จำนวน 2 อัตรา เนื่องจากอยู่ระหว่างการทบทวนแนวทางการจัดสรรอัตราว่าง จากผลการเกษียณอายุราชการฯ ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.)

จากนี้ไป ทางส่วนราชการจะไปวางแผนจัดสรรให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน และสามารถเรียกบรรจุหรือรับย้ายได้ภายในวันที่ 1 ตุลาคม ทั้งนี้ ให้สพฐ. สอศ. และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) สงวนอัตราตำแหน่งครูผู้ช่วยที่ได้รับจากอัตราเกษียณฯ รวม 5,641 อัตรา เพื่อรองรับการบรรจุบุคคลตามโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.)และ ศธจ. โดยให้สำนักงานปลัด ศธ.เป็นผู้ดำเนินการพัฒนา และจัดทำรายละเอียดหลักสูตร โดย รองศธจ.ต้องได้รับการพัฒนา ไม่น้อยกว่า 35 วัน ศธจ.ไม่น้อยกว่า 30 วัน ขอบข่ายการพัฒนา 3 ส่วนเพื่อการเสริมสร้างสมรรถนะ การเรียนรู้ในสภาพจริง การรายงานผลการเรียนรู้ และการนำเสนอแผนกลยุทธ์การพัฒนาการศึกษาในจังหวัด

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการจ้างผู้พิการ ให้ทำงานในสัดส่วน 1:100 ตามนโยบายและหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ในตำแหน่ง บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงาน ศธจ. 5 อัตรา ขณะเดียวกันที่ประชุมยังอนุมัติหลักเกณฑ์ให้ข้าราชการครู ได้รับเงินเดือนขั้นทะลุ กรณีที่เงินเดือนเหลื่อมไปขั้นสูงกว่า ซึ่งจากเดิมจะอนุมัติเงินเดือนทะลุได้สำหรับผู้ที่ได้รับเงินเดือนขั้นสูงและได้รับการเลื่อนเงินเดือนในเดือนเมษายน แต่ผู้ที่อัตราเงินเดือนขั้นสูงชนเดือนตุลาคม จะไม่ได้รับเงินเดือนขั้นทะลุ เช่น อยู่ คศ.3 แต่เงินเดือนไป คศ.4 จะไม่ได้รับเงินเดือนขั้นสูงกว่าขึ้นไป แต่จะได้รับเป็นค่าตอบแทน ดังนั้น ก.ค.ศ. จึงมีมติแก้ไขว่า ใครก็ตามถ้าเงินเดือนถึงขั้นที่จะทะลุได้ตามหลักเกณฑ์เงินเดือนขั้นสูง ขั้นต่ำ ไม่จ่ายเป็นค่าตอบแทน ให้รับเป็นเงินเดือนไปเลย เหมือนข้าราชการ ก.พ.

“ในที่ประชุม ท่านรัฐมนตรีว่าการศธ. ได้ให้ความสำคัญกับครู เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยให้ ก.ค.ศ. ครุสภา และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง หารือ ถึงแนวทางจัดสรรอัตรากำลังที่เพียงพอ พัฒนาศักยภาพให้ได้คนเก่ง คนมีคุณภาพมาเป็นครู และให้ครูมีส่วนในการผลักดันคุณภาพการศึกษาได้อย่างแท้จริง โดยเน้นย้ำการทำงานแบบบูรณาการ” นายอัมพร กล่าว

‘ณัฏฐพล’ นำผู้บริหารศธ.ทำบุญตักบาตร และลงนามถวายพระพร ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511044

'ณัฏฐพล'นำผู้บริหารศธ.ทำบุญตักบาตร  และลงนามถวายพระพร'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘ณัฏฐพล’นำผู้บริหารศธ.ทำบุญตักบาตร และลงนามถวายพระพร’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 11.28 น.

“ณัฏฐพล” นำผู้บริหารศธ.ทำบุญตักบาตร  และลงนามถวายพระพร “สมเด็จพระพันปีหลวง” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาม 2563

วันที่  11 สิงหาคม 2563 เวลา 07.00 น.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงห์ 89 รูป ถวายพระราชกุศลและลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2563 โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารฝ่ายการเมือง ผู้บริหารองค์กรหลัก ผู้บริหารหน่วยงานในกำกับ ข้าราชการระดับสูงและบุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมถวายพระพรชัยมงคล และลงนามถวายพระพรอย่างพร้อมเพรียง ณ บริเวณสนามหญ้าหน้ากระทรวงศึกษาธิการ

ประธานในพิธีถึงเต็นท์พิธีบริเวณสนามหญ้ากระทรวงศึกษาธิการ  พระสงฆ์ 10 รูป ขึ้นนั่งอาสนสงฆ์  ประธานในพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย  เปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถวายความเคารพ เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา อาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล จบ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ประธานในพิธี และผู้บริหารรัดับสูง ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ 10 รูป  พระสงฆ์อนุโมทนา ประธานในพิธีกรวดน้ำ รับพร ประธานในพิธีกราบลาพระรัตนตรัย และถวายความเคารพพระฉายาลักษณ์  

จากนั้น ประธานในพิธี พร้อมผู้บริหาร บุคลากร ร่วมใส่บาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 89 รูป   

ต่อมา ประธานในพิธี นำคณะผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ ถวายพระพร  ณ เวทีสนามหญ้ากระทรวงศึกษาธิการ  ประธานในพิธี ถวายความเคารพพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายสักการะแล้วถวายความเคารพ 

ประธานในพิธี กล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติและกล่าวนำถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2563  ประธานในพิธี และผู้บริหาร ข้าราชการผู้เข้าร่วมพิธี ลงนามถวายพระพร เสร็จสิ้นพิธี

ต่อจากนั้น นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศธ. ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมจิตอาสา “ปันสุข ปลูกรัก” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 ส.ค. 2563 ณ สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
 

Globish เปิดหลักสูตรเรียนภาษาจีน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เผยมีคนใช้ภาษาจีนทั่วโลกประมาณ 1.3 พันล้านคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510903

Globish เปิดหลักสูตรเรียนภาษาจีน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เผยมีคนใช้ภาษาจีนทั่วโลกประมาณ 1.3 พันล้านคน

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท โกลบิช อคาเดเมีย (ไทยแลนด์)จำกัด สตาร์ทอัพ EdTech ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียน Live English Classroom ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เผยภาษาจีนคือภาษาที่ 3 ของโลกด้วยจีนก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ทรงอำนาจทางเศรษฐกิจโลก ล่าสุดปี 2562 ขึ้นแท่นเป็นผู้ลงทุนต่างชาติในประเทศไทยสูงเป็นอันดับหนึ่งและในอีกหลายประเทศทั่วโลก ส่งผลให้การเรียนภาษาจีนได้รับความนิยม โดยเฉพาะภาษาจีนกลาง ซึ่งเป็นภาษาราชการของประเทศจีนและเป็น 1 ใน 6 ภาษาราชการขององค์การสหประชาชาติ ปัจจุบันมีคนใช้ภาษาจีนทั่วโลกประมาณ 1.3 พันล้านคน นับเป็นภาษาที่คนใช้สื่อสารเป็นอันดับ 1 ของโลก ล่าสุด Globish เปิดหลักสูตรเรียนภาษาจีน Live Chinese Classroom ทั้งด้านฟัง พูด อ่าน และเขียน สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ให้สามารถเรียนได้โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานภาษาจีนมาก่อน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กรุ่นใหม่ที่ต้องพัฒนาภาษาจีนควบคู่ไปกับภาษาอังกฤษ รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน มุ่งช่วยอัพสกิลภาษาจีนสร้างโอกาสความก้าวหน้าในการทำงานและธุรกิจ โดยตั้งเป้าเติบโต 10% ในปี 2563

Globish Chinese ได้พัฒนาหลักสูตรภาษาจีนสำหรับทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่มีความต้องการในการพัฒนาภาษาจีนที่แตกต่างกัน สำหรับผู้ใหญ่ Globish Chinese เน้นหลักสูตรภาษาจีนเพื่อธุรกิจ ภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร รวมถึงหลักสูตรภาษาจีนที่เน้นไวยากรณ์ และทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียนไปพร้อมๆ กัน ในรูปแบบ Live Chinese Classroomเพื่อเพิ่มโอกาสการเรียนรู้และยกระดับความสามารถด้านภาษาให้คนไทยเตรียมพร้อมในอนาคต สำหรับเด็ก Globish Chinese ออกแบบหลักสูตรให้เหมาะกับเด็กในช่วงวัยที่ต่างกัน ได้แก่ อายุ 5-11 ขวบ และ12 ขวบขึ้นไป ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับเด็กแต่ละคน เน้นให้เด็กๆ ได้สนุกและเข้าใจภาษาจีนตั้งแต่การฟัง พูด อ่าน เขียน รวมถึงการทำแบบฝึกหัดที่สนุกสนาน ทำให้เด็กๆ ชอบเรียนภาษาจีนมากขึ้น พร้อม เตรียมความพร้อมให้เด็กไทยไม่พลาดโอกาส อัพสกิลภาษาจีนและสร้างข้อได้เปรียบในตลาดแรงงานในอนาคต

Globish Chinese ออกแบบมาให้เหมาะสมกับทั้งผู้ใหญ่และเด็ก โดยเป็นการเรียนภาษาจีนแบบ 1 ต่อ 1 ตลอดหลักสูตร สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สอนโดยเหล่าซือที่มีประสบการณ์ ลักษณะการเรียนเป็นแบบออนไลน์ นักเรียนและเหล่าซือจะสามารถโต้ตอบกันได้แบบเรียลไทม์ ด้วยการเข้าเรียนผ่านเว็บไซต์ www.globish.co.th

‘สภาพัฒน์’ ชวนเชิญ นักเรียน/นักศึกษา โดยตรง สร้างงานยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้วยเทคนิค Digital Art #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510906

‘สภาพัฒน์’ ชวนเชิญ นักเรียน/นักศึกษา โดยตรง สร้างงานยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้วยเทคนิค Digital Art

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชวนเชิญนักเรียนและนักศึกษา ร่วมแสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ ด้วยการนำเสนอภาพยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายใต้หัวข้อ“ยุทธศาสตร์ชาติ นำชาติพัฒนา” ชิงทุนการศึกษารวม 12 รางวัลและใบประกาศนียบัตรโดยส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้-20 กันยายน2563 และจะประกาศผลในวันที่ 25 กันยายน 2563

สำหรับรายละเอียดในการนำเสนอภาพยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะต้องทำด้วยเทคนิค Digital Art ซึ่งเจ้าของผลงานจะต้องเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 4-6, ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)และระดับอุดมศึกษา ปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1-4 อายุไม่เกิน 25

การสร้างสรรค์ผลงานด้วยเทคนิค Digital Art หมายถึง การวาดภาพด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟิกโปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่งหรือจะผสมผสานโปรแกรมกันก็ได้ สามารถใช้ภาพรีทัชร่วมด้วยก็ได้แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 30ของผลงาน และภาพที่นำมารีทัชจะต้องเป็นภาพที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ และสามารถใส่ตัวอักษร เป็นองค์ประกอบในผลงานเพื่อการสื่อสารได้ โดยผู้ส่งผลงานเข้าร่วมกิจกรรม สามารถส่งผลงานได้คนละไม่เกิน 3 ชิ้น ซึ่งสามารถส่งได้ 2 ช่องทางดังนี้ 1.การส่งด้วยตนเอง/ไปรษณีย์ โดยการปริ้นท์ผลงานการวาดภาพด้วยเทคนิค Digital Artลงในกระดาษขนาด A3 แนวตั้ง โดยติดผลงานลงบนกระดาษแข็งหรือวัสดุอื่นที่มีความแข็งแรง เว้นขอบด้านละ 2 นิ้วด้านหลังให้เขียน ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์แนวความคิด และ CD บรรจุไฟล์ต้นฉบับของโปรแกรมกราฟิก และไฟล์ที่เป็น JPG ความละเอียด 300 dpiติดอยู่ด้านหลังภาพ โดยส่งไปที่ : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ วิทยาลัยเพาะช่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เลขที่ 86 ถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 หรือ 2.การส่งทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) ด้วยการส่งไฟล์งานที่สร้างสรรค์ในขนาด A3แนวตั้ง เป็นไฟล์ต้นฉบับของโปรแกรมกราฟิกและไฟล์ .JPG ที่มีความละเอียด300 dpi ผู้สมัครจะต้องแนบรายละเอียดชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และแนวความคิดด้วย โดยทางผู้ดำเนินงานจะเป็นผู้ปริ้นท์ให้คณะกรรมการตัดสินส่งผลงานที่ E-mail :pr_pohchang@hotmail.com ดูรายละเอียดการประกวดเพื่มเติมได้ที่ https://drive.google.com/open?id=1l_nBS7Muc5UNE2uBGj0kd_YOYj8KJ7Tg

ลิงก์ใบสมัคร https://drive.google.com/drive/folders/13HNYc4sBwsMYapyHQRi5hVnvDTTEsM5Z?usp=sharing 

สามารถศึกษาข้อมูล วีดีโอ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้ที่ http://nscr.nesdb.go.th/สื่อวีดีโอ/เอกสาร ข้อมูลยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้ที่่ http://nscr.nesdb.go.th/wp-contenthttps://static.naewna.com/uploads/2020/04/NS-April-full-V9.pdf

รบ.จัดงานใหญ่ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง เปิด10กิจกรรมวันแม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510979

รบ.จัดงานใหญ่ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง เปิด10กิจกรรมวันแม่

รบ.จัดงานใหญ่ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง เปิด10กิจกรรมวันแม่

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รบ.จัดงานใหญ่เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง

เปิด10กิจกรรมวันแม่เชิญชวนสวมเสื้อสีฟ้า

รัฐบาล จัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกิจกรรมฯ และสวมใส่เสื้อสีฟ้า ประดับธงชาติคู่ธงอักษรพระนามาภิไธยย่อส.ก.ตลอดเดือนส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคมนี้ ประกอบด้วย 1.พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ส่วนกลางที่ท้องสนามหลวง นิมนต์พระสงฆ์ 89 รูป โดยมีนายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา เป็นประธาน ส่วนภูมิภาคมอบหมายกระทรวงมหาดไทย แจ้งทุกจังหวัดจัดพิธี ที่ศาลากลางจังหวัดหรือสถานที่เหมาะสม สำหรับต่างประเทศ มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศ แจ้งสถานเอกอัครราชทูตไทย และสถานกงสุลใหญ่ จัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

2.พิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม วันที่ 12 สิงหาคม เวลา 18.00 น.ที่ท้องสนามหลวง งดจัดริ้วขบวน ส่วนภูมิภาคจัดพิธีที่ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่เหมาะสม ในต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตไทย และสถานกงสุลใหญ่พิจารณาจัดพิธีตามที่เห็นสมควร เหมาะสม ทั้งนี้ จะมีพิธีเชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มจากท้องสนามหลวง ไปทูลเกล้าฯ ถวาย ณ สวนจิตรลดา ในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ โดยไม่มีริ้วขบวนเชิญฯ 3.พิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล วันที่ 12 สิงหาคม เวลา 19.19 น.ที่ท้องสนามหลวง โดยนายกฯ เป็นประธานฯ ส่วนภูมิภาคจัดพิธีที่ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่เหมาะสม ในต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตไทย และสถานกงสุลใหญ่พิจารณาจัดพิธีตามที่เห็นสมควร เหมาะสม

4.การจัดกิจกรรมจิตอาสา “ปันสุข ปลูกรัก” โดยนายกฯ พร้อมทั้งคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส จะมอบถุงปันสุขให้เด็ก ร่วมกิจกรรมปลูกพืชผักสวนครัว ปล่อยปลา และเลี้ยงอาหารเด็กที่สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด จ.นนทบุรี วันที่ 11 สิงหาคมนี้ เวลา 09.00 น. 5.หน่วยแพทย์พระราชทาน กองแพทย์หลวง กองแพทย์ราชสำนัก และแพทย์ประจำพระองค์ ร่วมกับกรมแพทย์ทหารบก กรมแพทย์ทหารเรือ และกรมแพทย์ทหารอากาศ ให้บริการตรวจสุขภาพ ตรวจโรคทั่วไป อุบัติเหตุฉุกเฉิน และกู้ชีพชั้นสูง รวมทั้งส่งต่อโรงพยาบาล กรณีที่มีความจำเป็น แก่ประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งมีรถตรวจโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วย

6.การจัดกิจกรรมจิตอาสา “วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2563 รักเอยรักลูก” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ระหว่างวันที่ 12-14 สิงหาคมนี้ ที่ท้องสนามหลวง โดยมีแนวทางการจัดกิจกรรม ได้แก่ 1.การช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชน ทั้งการแจกถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นให้เด็ก สตรี และครอบครัวที่ขาดแคลน การบริการให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ การจัดหางานและการฝึกอาชีพ 2.นิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้ในโครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สาธิตและการฝึกอาชีพให้กับสตรี และ 3.การจัดอาหารปรุงสดและเครื่องดื่มให้บริการผู้ที่มาร่วมงาน 2 รอบ เวลา 10.00-12.00 น.และเวลา 15.00-18.00 น.

7.เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ เอกชนและประชาชน จัดโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พร้อมเครื่องราชสักการะ และจัดที่ลงนามถวายพระพรชัยมงคล ตกแต่งสถานที่ประดับธงชาติคู่กับธงอักษรพระนามาภิไธย ส.ก.ประดับผ้าระบายสีฟ้าร่วมกับผ้าระบายสีขาวตามอาคารสถานที่ ตลอดจนตกแต่งซุ้มและประดับไฟตามสถานที่และถนนสายหลัก และจัดทำคำถวายพระพรชัยมงคลลงบนหน้าหลักของเว็บไซต์ ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนแต่งกายด้วยเสื้อสีฟ้าถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้ 8.จัดทำสารคดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคลของคณะบุคคลและหน่วยงานต่างๆ เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา

9.การถ่ายทอดสดการจัดพิธีถวายเครื่องราชสักการะ วางพานพุ่มและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล วันที่ 12 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 19.00 น.ที่ท้องสนามหลวง เผยแพร่ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย สถานีโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และ 10.การแสดงอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) แปรอักษรเฉลิมพระเกียรติฯ 500 ตัว ระยะเวลาในการแสดง 10 นาที ในวันที่ 12 สิงหาคม ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล สำนักนายกรัฐมนตรีจึงขอเชิญหน่วยงานภาครัฐ เอกชนและประชาชนเข้าร่วมพิธีและกิจกรรมที่ได้จัดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดีโดยพร้อมเพรียงกัน

วันเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใย และทรงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอนามัยและโภชนาการของบุคคลไร้ที่พึ่ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวัน รวมถึงเชิญสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ มอบแก่บุคคลไร้ที่พึ่ง และเจ้าหน้าที่สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี จ.ปทุมธานี ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ วันที่ 12 สิงหาคม โดยมีท่านผู้หญิงสุภรณ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต เป็นประธานเชิญอาหารพระราชทาน และเชิญสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ไปพระราชทานเลี้ยงและมอบแก่บุคคลไร้ที่พึ่ง

ทั้งนี้ เพื่อให้บุคคลไร้ที่พึ่งได้รับประทานอาหารที่มีรสชาติอร่อย และถูกหลักโภชนาการ ทำให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสุขภาพจิตที่ดี ยังความปลื้มปีติแก่บุคคลไร้ที่พึ่ง คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ซึ่งต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยราชการในพระองค์ ร่วมกับเทศบาล ต.ธัญบุรี กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และจิตอาสาพระราชทาน ทำกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์บริเวณโดยรอบสถานสงเคราะห์ฯ ทั้งทำความสะอาดถนน ตัดแต่งกิ่งไม้ เก็บขยะ กำจัดวัชพืช ปรับภูมิทัศน์ ฯลฯ

ชุมชนคุณธรรมฯ ‘ไท-ยวน’ วัดนาหนอง ราชบุรี ใช้พลัง ‘บวร’ ขับเคลื่อนสังคมสงบสุข ส่งเสริมวิถีชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510908

ชุมชนคุณธรรมฯ ‘ไท-ยวน’ วัดนาหนอง ราชบุรี  ใช้พลัง ‘บวร’ ขับเคลื่อนสังคมสงบสุข ส่งเสริมวิถีชีวิต

ชุมชนคุณธรรมฯ ‘ไท-ยวน’ วัดนาหนอง ราชบุรี ใช้พลัง ‘บวร’ ขับเคลื่อนสังคมสงบสุข ส่งเสริมวิถีชีวิต

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำว่า “บวร” เป็น อักษรย่อ 3 ตัวอักษร ที่มีความหมายในแต่ละตัว คือ บ.-บ้าน, ว.-วัด, ร.-โรงเรียน ซึ่งภาครัฐมีความเชื่อว่า กลุ่มคน ในสถานที่ทั้งสามแห่งนี้ สามารถรวมพลัง หรือสานพลังให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อการพัฒนาต่อยอดงานด้านวัฒนธรรมให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน โดยอาศัย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็น แสง(สว่าง) และ เป็น(หน)ทาง เพื่อก้าวไปพบกับความสำเร็จข้างหน้า

ด้วยเหตุนี้เอง รัฐบาลชุดนี้จึงบรรจุให้โครงการพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมตามรอยศาสตร์พระราชาฯ เป็นภาระและหน้าที่ของกระทรวงซึ่งเกี่ยวข้อง และกระทรวงวัฒนธรรม ต้องดำเนินงานอย่างจริงจัง และเป็นระบบ ภายใต้ชื่อว่า “บวร On Tour” ดังตัวอย่างที่ เราได้เห็นไปแล้วเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา เมื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ วัดสำโรงเกียรติ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ อันนับได้ว่าเป็นการนำร่องเพื่อให้กระทรวงอื่นๆ ได้เห็นเป็นภาพตัวอย่าง

จึงเกิดเป็นแบบอย่าง ต่อมา เมื่อ วันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมานี้ คุณอิทธิพล คุณปลื้มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมตามรอยศาสตร์พระราชาฯ “บวร On Tour” ของชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนด้วยพลังบวร ณ ชุมชนคุณธรรมวัดนาหนอง ต.ดอนแร่ อ.เมืองราชบุรี จ.ราชบุรี ได้พบกับปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ชุมชนภาคภูมิใจในการขับเคลื่อนชุมชนตามแนวทางคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร ได้เห็นศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี ได้เห็นการทอผ้าจกของกลุ่มชาติพันธุ์ไท-ยวน ได้ชมไร่แสวงสุข (เกษตรอินทรีย์/โฮมสเตย์) สะพานไม้ไผ่ (สระบัว-นาข้าว) และชมวิถีวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ไท-ยวน ณ ต๋าหลาดไท-ยวนโดยทุกอย่างเกิดขึ้นจาก พลังบวร ที่จับกลุ่มกันอย่างสอดคล้องและเหนียวแน่น

ได้พบว่า ชุมชนคุณธรรมวัดนาหนอง จ.ราชบุรี เป็น 1 ใน 76 ชุมชนต้นแบบนำร่องที่มีความโดดเด่นใน 3 มิติ คือ ศาสนา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และประเพณีวัฒนธรรม ที่นี่ประชาชนส่วนใหญ่สืบเชื้อสายไท-ยวน มีการสืบสาน และอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นของตนไว้ให้คงอยู่ เช่น ภาษา อาหาร ประเพณี และการแต่งกาย มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยจัดกิจกรรมทำบุญตักบาตร รักษาศีลทุกวันพระ และจัดปฏิบัติธรรมในช่วงวันวิสาขบูชาวันสำคัญทางศาสนาและวันสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรี วัดนาหนอง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการจำหน่ายผ้าจก ผ้าพื้นเมืองของคนในชุมชน โดยผ้าทอไท-ยวน เป็นผ้าทอที่มีความประณีต สวยงาม และมีความเป็นเอกลักษณ์ทำให้ผ้าทอไท-ยวนของ จ.ราชบุรี มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง รวมทั้งมีการจัดตั้งต๋าหลาดไท-ยวน วัดนาหนองเป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอยสินค้าพื้นเมือง สินค้าการเกษตรของคนในชุมชน เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนนำสินค้ามาจำหน่าย เช่น พืชผักสวนครัว อาหาร ซึ่งจะเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้คนในชุมชน นอกจากนี้มีการจัดงานวัฒนธรรมและประเพณีเป็นประจำทุกปี เช่น ประเพณีบุญเดือน 3 (ตักบาตรข้าวต้มมัด) ซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษมากว่า 82 ปีแล้วประเพณีตักบาตรเทโว สงกรานต์ ถวายสลากภัตแด่พระสงฆ์ ทำให้ชุมชนสงบสุขไม่มีปัญหาต่างๆ เช่น ยาเสพติด ลักขโมย อาชญากรรม เกิดขึ้นในชุมชน

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของ ชุมชนคุณธรรมวัดนาหนอง คือ มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม ประเพณีที่โดดเด่น อาทิ จุดชมรอยพระพุทธบาทบนเขาวัดนาหนอง สะพานไม้ไผ่ (สระบัว-นาข้าว) มีโฮมสเตย์ ที่พัก และโรงแรม โดยนักท่องเที่ยวสามารถเข้าพักได้ในชุมชน หรือชุมชนใกล้เคียง โดยมีบรรยากาศแบบท้องถิ่น สัมผัสกลิ่นอายธรรมชาติ และร่วมทำอาหารชาติพันธุ์กับเจ้าของบ้าน นอกจากนี้มีเส้นทางการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวที่สำคัญของชุมชน อำเภอ จังหวัดอื่นๆ อีกหลายแห่งอีกด้วย

‘สมเด็จพระสังฆราช’ เสด็จเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพรชัยมงคล ‘พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510991

'สมเด็จพระสังฆราช'เสด็จเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพรชัยมงคล'พระบรมราชชนนีพันปีหลวง'

‘สมเด็จพระสังฆราช’เสด็จเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพรชัยมงคล’พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 20.24 น.

“สมเด็จพระสังฆราช”เสด็จเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ สลับโหรบูชาเทพยดานพเคราะห์ ถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคลแด่”พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปพระอุโบสถ วัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ในการเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ สลับโหรบูชาเทพยดานพเคราะห์ ซึ่งคณะธรรมยุตและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2563