ศธ.จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510934

ศธ.จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ'สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง'

ศธ.จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ’สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 17.27 น.

ศธ.จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ”สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา12สิงหาคม2563

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า วันที่ 11 ส.ค.2563 กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาม 2563 ณ สนามหญ้ากระทรวงศึกษาธิการ

โดยเวลา 05.30 น.ผู้บริหาร ข้าราชการ ร่วมพิธีถวายภัตตาหารเช้าพระสงฆ์และสามเณร ที่ชั้น 2 ศูนย์อาหารกระทรวงศึกษาธิการ เวลา 06.30 น.ผู้บริหาร บุคลากร พร้อมกันที่เต็นท์พิธี บริเวณสนามหญ้ากระทรวงศึกษาธิการ พระสงฆ์ 10 รูป ขึ้นนั่งอาสนสงฆ์ เวลา 07.00 น.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานในพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และร่วมพิธีทางศาสนา ประธานในพิธี ผู้บริหาร และบุคลากร ร่วมใส่บาตรพระสงฆ์และสามเณร 89 รูป

ต่อมา ประธานในพิธี นำคณะผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ ถวายพระพร ณ เวทีสนามหญ้ากระทรวงศึกษาธิการ ประธานในพิธี ถวายความเคารพพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายสักการะแล้วถวายความเคารพ ประธานในพิธี กล่าวถวายพระพรชัยมงคล และลงนามถวายพระพร ผู้บริหาร ข้าราชการผู้เข้าร่วมพิธี ลงนามถวายพระพร เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวัน-สิ่งของแก่บุคคลไร้ที่พึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510923

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวัน-สิ่งของแก่บุคคลไร้ที่พึ่ง

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวัน-สิ่งของแก่บุคคลไร้ที่พึ่ง

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 17.11 น.

“ในหลวง-พระราชินี”พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวัน และพระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่บุคคลไร้ที่พึ่ง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา”พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใย และทรงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอนามัยและโภชนาการของบุคคลไร้ที่พึ่ง อันเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีจิตใจที่แจ่มใส สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งยังทรงคำนึงถึงเจ้าหน้าที่ในสถานสงเคราะห์ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 (COVID-19) ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวัน รวมถึงเชิญสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ไปมอบแก่บุคคลไร้ที่พึ่ง และเจ้าหน้าที่ ณ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี พร้อมทั้งบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในสถานสงเคราะห์ดังกล่าว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันที่ 12 สิงหาคม2563

วันนี้ (10 สิงหาคม 2563) เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จ​พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวัน และพระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่บุคคลไร้ที่พึ่ง ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันที่ 12 สิงหาคม 2563 ณ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยมี ท่านผู้หญิงสุภรณ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต เป็นประธานเชิญอาหารพระราชทาน และเชิญสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ไปพระราชทานเลี้ยงและมอบแก่บุคคลไร้ที่พึ่ง เพื่อให้บุคคลไร้ที่พึ่งได้รับประทานอาหารที่มีรสชาติอร่อย และถูกหลักโภชนาการ ทำให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสุขภาพจิตที่ดี การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติแก่บุคคลไร้ที่พึ่ง คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ หน่วยราชการในพระองค์ ร่วมกับเทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงจิตอาสาพระราชทานในพื้นที่ ทำกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์บริเวณโดยรอบสถานสงเคราะห์ ได้แก่ ทำความสะอาดถนน ตัดแต่งกิ่งไม้ และเก็บขยะกับวัชพืชในคูระบายน้ำ ปรับภูมิทัศน์ให้สะอาดสวยงาม สบายตา ร่มรื่น ไม่เป็นแหล่งที่อาศัยของสัตว์มีพิษและยุง เพื่อให้บุคคลไร้ที่พึ่งได้ฟื้นฟูสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงและแจ่มใส

รบ.กำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510889

รบ.กำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ'สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง'

รบ.กำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ’สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 16.08 น.

“รัฐบาล”กำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ”สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา12สิงหาคม2563อย่างสมพระเกียรติ พร้อมขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2563 รัฐบาลกำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติโดยมีแนวทางการจัดกิจกรรม ดังนี้

1.พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2563 เวลา 07.30 น.ในส่วนกลาง จัดพิธี ณ ท้องสนามหลวง นิมนต์พระสงฆ์จำนวน 89 รูป โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยภริยา ในส่วนภูมิภาค มอบหมายกระทรวงมหาดไทยแจ้งทุกจังหวัดจัดพิธี ณ ศาลากลางจังหวัดหรือสถานที่ที่เหมาะสม โดยจัดพิธีพร้อมกันกับส่วนกลาง สำหรับในต่างประเทศ มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศแจ้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลพิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

2.พิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 18.00 น.ในส่วนกลาง จัดพิธี ณ ท้องสนามหลวง งดการจัดริ้วขบวน ในส่วนภูมิภาค มอบหมายกระทรวงมหาดไทย แจ้งทุกจังหวัดจัดพิธี ณ ศาลากลางจังหวัดหรือสถานที่ที่เหมาะสม โดยจัดพิธีพร้อมกันกับในส่วนกลาง สำหรับในต่างประเทศ มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศแจ้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลพิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรตามความเหมาะสม ทั้งนี้ จะมีพิธีเชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มจากท้องสนามหลวง ไปทูลเกล้าฯ ถวาย ณ สวนจิตรลดา ในวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 09.00 น.โดยไม่มีการจัดริ้วขบวนเชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่ม และขอพระราชทานให้มีผู้แทนออกรับเครื่องราชสักการะและพานพุ่มและมอบหมายให้ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นหัวหน้าคณะ เชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่ม

3.พิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2563 เวลา 19.19 น.ในส่วนกลาง จัดพิธี ณ ท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นพิธีต่อเนื่องจากพิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม โดยนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีพร้อมด้วยภริยา ในส่วนภูมิภาค มอบหมายกระทรวงมหาดไทยแจ้งทุกจังหวัดจัดพิธี ณ ศาลากลางจังหวัดหรือสถานที่ที่เหมาะสม สำหรับในต่างประเทศให้กระทรวงการต่างประเทศแจ้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลพิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

4.การจัดกิจกรรมจิตอาสา “ปันสุข ปลูกรัก” โดยนายกรัฐมนตรี และภริยา พร้อมทั้งคณะรัฐมนตรี และคู่สมรส จะมอบถุงปันสุข (สิ่งของเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน) ให้กับเด็ก และร่วมกิจกรรม ปลูกพืชผักสวนครัว ปล่อยปลา และเลี้ยงอาหารแก่เด็ก ในวันที่ 11 สิงหาคม 2563 เวลา 09.00 น.ณ สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

5.หน่วยแพทย์พระราชทาน กองแพทย์หลวง และกองแพทย์ราชสำนักและแพทย์ประจำพระองค์ ร่วมกับกรมแพทย์ทหารบก กรมแพทย์ทหารเรือ และกรมแพทย์ทหารอากาศ ร่วมเทิดพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2563โดยให้บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ตรวจโรคทั่วไป อุบัติเหตุ ฉุกเฉิน และกู้ชีพชั้นสูง รวมทั้งการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลกรณีที่มีความจำเป็นแก่ประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งมีรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย (รถตรวจโควิด-19) มาให้บริการที่ท้องสนามหลวง จำนวน 3 คัน

6.การจัดกิจกรรมจิตอาสา “วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2563 รักเอยรักลูก” เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิม – พระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2563 ระหว่างวันที่ 12 – 14 สิงหาคม 2563 ณ ท้องสนามหลวง โดยมีแนวทางการจัดกิจกรรม 3 แนวทาง ได้แก่

6.1 การช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ประกอบด้วย

– การจัดกิจกรรมการแจกถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็น ให้แก่เด็ก สตรี และการดำรงชีวิตของครอบครัวที่ขาดแคลน โดยมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ พร้อมด้วยกระทรวงพาณิชย์ และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานร่วมสนับสนุนสิ่งของจำเป็น

– การบริการให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับปัญหาในการดำรงชีพ ปัญหาครอบครัว ปัญหาสตรี ตลอดจนการบริการจัดหางาน และการฝึกอาชีพให้กับประชาชนที่เข้าร่วมงาน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

6.2 นิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้ในโครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ประชาชนสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดเพื่อประกอบอาชีพได้ นอกจากนี้ ยังมีการสาธิต และการฝึกอาชีพให้กับสตรี โดยมีกระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ร่วมกับภาคีภาคเอกชนเครือข่ายของรัฐบาล

6.3 การจัดอาหารและเครื่องดื่มให้บริการประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมในลักษณะของอาหารปรุงสด โดยมีกระทรวงกลาโหม จัดรถครัวสนามบริการอาหารปรุงสด จำนวน 2 คัน ทั้งนี้ มีภาคีภาคเอกชนเครือข่ายรัฐบาล และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมสนับสนุนเครื่องดื่มและอาหารปรุงสดให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมงาน โดยแบ่งรอบการบริการอาหารและเครื่องดื่มเป็น 2 รอบ ได้แก่ เวลา 10.00 – 12.00 น.และรอบเวลา 15.00 – 18.00 น.

7.การเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเครื่องราชสักการะ และจัดที่สำหรับลงนามถวายพระพรชัยมงคล รวมทั้งตกแต่งสถานที่ประดับธงชาติคู่กับธงอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. และประดับผ้าระบายสีฟ้าร่วมกับผ้าระบายสีขาวตามอาคารสถานที่ของหน่วยงานและบ้านเรือน ตลอดจนตกแต่งซุ้มและประดับไฟตามสถานที่และถนนสายหลัก และจัดทำคำถวายพระพรชัยมงคลลงบนหน้าหลักของเว็บไซต์ ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนแต่งกายด้วยเสื้อสีฟ้า ระหว่างวันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2563 ด้วยความสมัครใจ การประดับไฟนั้นให้มีระยะเวลาตามความเหมาะสม

8.การจัดทำสารคดีเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรม-ราชชนนีพันปีหลวง และการบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคลของคณะบุคคล และหน่วยงานต่างๆ เพื่อเผยแพร่ ทางสถานีโทรทัศน์ในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา โดยมีกรมประชาสัมพันธ์ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และสถานีโทรทัศน์ทุกสถานีเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

9.การถ่ายทอดสดการจัดพิธีถวายเครื่องราชสักการะ และวางพานพุ่ม กับพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 19.00 น. ณ ท้องสนามหลวง เพื่อเผยแพร่ภาพและเสียงทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย สถานีโทรทัศน์ทุกสถานี สถานีโทรทัศน์ Thai TV Global Network สถานีโทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษ NBT World สื่อออนไลน์ และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เพื่อให้หน่วยงานและประชาชนได้รับชมรับฟังและดำเนินการจัดพิธีพร้อมกันกับในส่วนกลาง โดยมีกรมประชาสัมพันธ์ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ แห่งประเทศไทย สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานีโทรทัศน์ทุกสถานี เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

10.การแสดงอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) แปรอักษรเฉลิมพระเกียรติฯ จำนวน 500 ตัว ระยะเวลาในการแสดง 10 นาที ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2563 ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ซึ่งศูนย์บังคับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ตั้งอยู่ที่สนามฟุตบอลภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และมีสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ร่วมกับ บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ จำกัด เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

สำนักนายกรัฐมนตรีจึงขอเชิญหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมพิธีและกิจกรรมที่รัฐบาล ส่วนราชการ และภาคเอกชน ได้จัดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดีโดยพร้อมเพรียงกัน

การ์ดอย่าตก! ‘ณัฏฐพล’ กำชับรร.เข้มหลังเปิดเรียน100% ย้ำ ‘ไทม์ไลน์’ นร.สำคัญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510859

การ์ดอย่าตก! 'ณัฏฐพล'กำชับรร.เข้มหลังเปิดเรียน100% ย้ำ'ไทม์ไลน์'นร.สำคัญ

การ์ดอย่าตก! ‘ณัฏฐพล’กำชับรร.เข้มหลังเปิดเรียน100% ย้ำ’ไทม์ไลน์’นร.สำคัญ

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.01 น.

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงเรื่องการติดตามตรวจสอบและประเมินการจัดการศึกษาที่สำคัญๆ ซึ่งเป็นกลไกลมากในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ผ่านมาอาจจะยังไม่มีความเข้นข้นใจจุดนี้เพียงพอ และพูดถึงการให้โอกาสผู้ปฏิบัติหน้าที่ให้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ในเรื่องต่างๆ ซึ่งในช่วงก่อนเกิดไวรัสโควิด-19 ตนได้ให้นโยบายไว้ว่าจะผลักดันเพื่อให้มีโอกาสทำงานได้อย่างเต็มที่ และวันนี้ได้พูดถึงการแก้ไขในประเด็นต่างๆ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณที่จะทำให้บางโรงเรียนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ในพื้นที่นั้นๆ เช่น พื้นที่นวัตกรรม ซึ่งปัญหาแก้ได้ภายในกระทรวงเอง จึงขอให้ไปดูข้อกฎหมายที่เหมาะสมเพื่อปรับใช้งบประมาณในส่วนนี้

“ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เพราะเรารู้ปัญหาทุกอย่างในกระทรวงอยู่แล้ว แต่การปฏิบัติจริงอาจจะยังไม่ได้มีความเข้มข้นเพียงพอ เช่น เรื่องดิจิทัล เราไปติดตามตรวจสอบและประเมินแล้วเป็นอย่างไร เราผลักดันวงกว้างขนาดไหน ในการพัฒนาส่วนต่างๆ ก็ต้องให้ทุกคนรับทราบแนวทางนโยบายแล้วก็เดินไปในแนวทางเดียวกัน การติดตามงานเป็นงานหลักของผู้ตรวจ ศธ.ซึ่งที่ผ่านมาผู้ตรวจอาจจะยังไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งจากวันนี้ไปผมรับทราบปัญหาแล้วก็ให้รายงานเข้ามา ซึ่งก็มีรายงานเข้ามาแล้ว แต่เป็นรายงานเฉยๆ แนวทางแก้ไขปัญหายังไม่ชัดเจน ผมจึงได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาบางเรื่องไป ซึ่งเป็นการแก้ไขเชิงนโยบายเพื่อจะช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น เช่น พื้นที่นวัตกรรม ซึ่งเราทำพื้นที่นวัตกรรมขึ้นมาจริง แต่เราไม่มีงบประมาณสนับสนุน จึงบอกสพฐ.ว่าถ้าทำได้ให้ปรับสัดส่วนงบประมาณปี 2563 หรือปี 2564 ให้ถูกต้องตามกฏหมายเพื่อสนับสนุนพื้นที่นวัตกรรม เพราะถ้ารองบปี 2565 คงไม่ทัน ซึ่งปัญหานี้สามารถบริหารจัดการได้ภายในกระทรวง แต่ต้องยึดเรื่องความถูกต้อง ซึ่งเรื่องที่เรากำหนดว่าไว้แล้วก็ต้องเตรียมงบประมาณเพื่อทำตรงนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะจัดสรรงบแบบกระจาย ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว และปัญหาโควิดก็ทำให้การทำงานต้องปรับเปลี่ยน” รมว.ศธ.กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวถึงการติดตามช่วงเกิดสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะถ้าเปิดเรียนที่โรงเรียน 100% (On-Site) กลับมาเรียนเหมือนเดิม แต่ในขณะเดียวกันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคก็ยังมีอยู่ จึงต้องมีการระมัดระวัง ทางโรงเรียนต้องเก็บบันทึกประจำวันของนักเรียน เพื่อให้ทราบว่าเด็กอยู่ที่ใดมาบ้าง วันนี้ อาจจะดูไม่สำคัญ แต่หากมีการแพร่ระบาดของโรคขึ้น ข้อมูลนี้จะสำคัญมาก เพราะสามารถนำมาใช้รวจสอบได้ ส่วนเด็กเล็กๆ ผู้ปกครองก็สามารถช่วยดูแลจุดนี้ได้ ก็จะทำให้การติดตามของทุกโรงเรียนมีความเข้มแข็ง

ส่วนวันนี้ที่มีหลายโรงเรียนเปิดเรียนที่โรงเรียน 100% แล้วและมีหลายๆ โรงเรียนไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขกำหนดนั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว ศธ.ยังไม่ได้ปล่อยให้เปิดเรียนที่โรงเรียน 100% ก่อนวันพฤหัสบดี ทางโรงเรียนอาจจะเปิดไปก่อน จึงอยากให้ระมัดระวัง เพราะการจะปลดล็อคอะไรเราต้องมีมาตรการรองรับ เหตุผลที่จะให้เปิดเรียนที่โรงเรียน 100% ได้ เพราะเราก็มั่นใจในระดับหนึ่ง แต่เราก็ต้องมีความเข้าใจว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 สามารถเกิดขึ้นอีกได้ ดังนั้น โรงเรียนการ์ดตกไม่ได้ วันนี้คนก็การ์ดตกทั่วประเทศ แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ถ้าเมื่อไร่ที่เราเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามา เราจะการ์ดตกไม่ได้ ก็ต้องฝึกวินัยไว้ตั้งแต่วันนี้ จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดว่าตอนนี้มันยังไม่ได้หายไปจากประเทศเรา หรือจากโลกใบนี้ ดังนั้น จึงต้องตั้งการ์ดไว้เหมือนเดิม ในเรื่องของการรักษาความสะอาดและความปลอดภัย ที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จเพราะเราทุกคนร่วมมือกัน เรามีมาตรการที่เข้มแข็ง วันนี้ประเทศมีมาตรการผ่อนปรน แต่มาตรการในการป้องกันก็ยังคงต้องเข้มแข็งและเข้มงวดอยู่

ส่วนการเปิดเรียนที่โรงเรียน 100% ขณะนี้ทางโรงเรียนในสังกัดอาชีวะ สช. และ สพฐ.ก็ต้องมีความพร้อมอยู่แล้ว และอยากให้เข้มงวดในเรื่องการติดตามตัว การรักษาความสะอาด ชีวิตประจำวันของนักเรียนก็จะเปลี่ยนไป และคิดว่าทุกคนน่าจะอยู่กับมันได้เพราะทุกวันนี้เราทุกคนก็ใส่หน้ากากเหมือนกัน เป็นสิ่งที่เราเห็นผลมาแล้วว่า ถ้าเราทำแล้วเราประสบความสำเร็จ ดังนั้น เราก็ควรทำต่อได้

นายณัฏฐพล กล่าวถึงเรื่องอินเตอร์เน็ตโรงเรียนที่บางโรงเรียนอาจจะยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จแต่ในช่วงที่ยังทำไม่เสร็จนั้น ทาง สพฐ.ก็มีค่ายใช้จ่ายเครือข่ายอินเตอร์เน็ตให้กับทางโรงเรียน จึงอยากให้โรงเรียนมีความยืดหยุ่นและเข้าใจว่าเพื่อลดค่าใช้จ่ายในภาพรวมของศธ.แต่ไม่ได้ลดประสิทธิภาพของการใช้อินเตอร์เน็ตโรงเรียนอย่างแน่นอนมีแต่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้

‘นิกร’ แนะอบรมกม.จราจรใหม่ฟรี แทนที่ริบใบขับขี่ตลอดชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510785

'นิกร'แนะอบรมกม.จราจรใหม่ฟรี แทนที่ริบใบขับขี่ตลอดชีพ

‘นิกร’แนะอบรมกม.จราจรใหม่ฟรี แทนที่ริบใบขับขี่ตลอดชีพ

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 10.47 น.

‘นิกร’ชี้แทนที่จะริบใบขับขี่ตลอดชีพ แนะ ทดสอบสมรรถนะร่างกาย-อบรมกม.จร.ใหม่ฟรี จี้ บังคับใช้กม.ตัดแต้ม ลดปัญหาทำผิดกฎจร.

วันที่ 10 สิงหาคม 2563 นายนิกร จำนง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนาในฐานะ รองประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม และ อดีตรัฐมนตรีช่วยคมนาคมกำกับดูแลกรมขนส่งทางบก  กล่าวว่า ตนในฐานะที่เป็นผู้ออกกฏหมายยกเลิกการออกใบขับขี่แบบตลอดชีพเมื่อปี 2546 และเปลี่ยนมาเป็นใบขับขี่ที่เหลืออายุเพียง 5 ปี โดยให้มีการสอบเพื่อตรวจสอบสมรรถนะใหม่เป็นระยะๆต่อเนื่องไป เพื่อความปลอดภัยและความเป็นสากล 

ตนเห็นว่าสำหรับกรณีที่กรมขนส่งทางบก ออกมายืนยันแล้วว่าจะไม่มีการเรียกผู้ถือใบขับขี่ประเภทตลอดชีพดั้งเดิม มาทดสอบสมรรถนะใหม่หรือระงับการใช้ใดๆ นั้นถือเป็นเรื่องที่ชอบแล้ว การออกมาหารือต่อมาตรการเพื่อความปลอดภัยของผู้ถือขับขี่ตลอดชีพถือเป็นความปรารถนาดีของกรม แต่โดยส่วนตัวเห็นว่า ต้องให้ผู้ถือใบอนุญาตขับรถตลอดชีพทรงสิทธินั้นต่อไป การจะเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องแก้กฏหมายกันใหม่อีกครั้ง ถึงจะบังคับใช้ได้ ส่วนการกระทำที่เกิดผลย้อนหลังของกฏหมายนั้นไม่ควรจะกระทำ 

ดังนั้นถ้าจะให้ดีควรมีมาตรการส่งเสริมความปลอดภัยแบบสมัครใจ โดยการให้บริการอบรมชี้แจงกฏหมายจราจรใหม่ๆที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนการบริการทดสอบสมรรถนะทางร่างกายให้ในกรณีที่มีการร้องขอจากผู้ถือใบอนุญาตนั้น โดยไม่คิดค่าบริการใดๆ และไม่ให้มีผลต่อสิทธิใดๆในใบอนุญาตนั้น โดยอาจใช้เงินค่าใช้จ่ายจากกองทุนเลขสวยที่ตนได้ริเริ่มจัดตั้งขึ้นมาช่วงเดียวกันเมื่อปี 2546 ที่ถึงวันนี้ยังมีเงินหลืออยู่มากพอที่สามารถนำมาใช้อุดหนุนได้ 

ทั้งนี้ ในอดีต วันที่ได้ยกเลิกการออกใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ เมื่อวันที่ 28  กรกฎาคม 2546 ครั้งนั้นมีสถิติใบอนุญาตตลอดชีพ จำนวน 12 ล้านกว่าฉบับ แยกเป็นใบขับขี่รถยนต์ตลอดชีพ  6 ล้านกว่าฉบับเศษ เป็นใับขี่รถจักรยานยนต์ตลอดชีพ เกือบ 6 ล้านฉบับ และรถจักรยานสามล้อส่วนบุคคลตลอดชีพเกือบถึง 5 พันฉบับ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่มากพอสมควร ดังนั้นปัจจุบันจึงสมควรตรวจสอบกับกรมปกครองเพื่อหาสถิติว่าชื่อผู้ถือใบอนุญาตเหล่านี้ยังมีอยู่เท่าใด เพื่อเป็นข้อมูล 

และมาตรการด้านความปลอดภัยในภาพรวมที่ควรเร่งรัดขณะนี้คือการบังคับใช้กฎหมายตัดแต้มให้เร็วขึ้น เพราะกฏหมายดังกล่าวจะมีการตัดแต้มในการขับขี่ที่มีปัญหาจากการกระทำผิดกฏจราจร หรือ โดยขาดสมรรถนะใดๆเป็นการทั่วไปในทุกประเภทของใบขับขี่ ถ้าถูกตัดถึงเกณฑ์ที่กำหนดใบขับขี่ก็จะถูกพักใช้ หรืออาจถูกเพิกถอนไปเองตามสภาวะของผู้ขับขี่ที่เกิดขึ้นจริงแต่ละคน ดังนั้นนี่คือมาตรการที่ควรเร่งรัด เพราะมีผลดีหลายด้าน ซึ่งเป็นไปตามข้อสังเกตุเสนอแนะในรายงานความปลอดภัยทางถนนของคณะกรรมาธิการการคมนาคม ที่สภาได้เห็นชอบและส่งไปยังรัฐบาลแล้ว

ชมสด! CARE : Round Table ‘คดีบอส’ สังคมได้เรียนรู้อะไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510760

ชมสด! CARE : Round Table 'คดีบอส' สังคมได้เรียนรู้อะไร?

ชมสด! CARE : Round Table ‘คดีบอส’ สังคมได้เรียนรู้อะไร?

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 08.10 น.

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fcareorth%2Fvideos%2F401026200885411%2F&show_text

คดี “บอส อยู่วิทยา” ฟื้นกลับมาอยู่ในความสนใจอย่างกว้างขวาง ต่อเนื่องอีกครั้ง ไม่ต่างจากเมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ เมื่อ 8 ปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้ กลับเป็นผลจากการนำเสนอข่าวของสื่อสากล CNN ถึงผลของการดำเนินคดีที่สลับซับซ้อน “พลิกความคาดหมาย”

เกิดข้อเคลือบแคลงสงสัยมากมายต่อสังคมและสากล ร้อนถึงเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานและหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ต้องออกมาชี้แจงกันสับสนอลหม่านและยังไม่มีข้อยุติง่ายๆ

“CARE คิด เคลื่อน ไทย” ขอเชิญทุกท่าน ร่วมเปิดมิติความคิด สะท้อนความต้องการของสังคม เก็บรับบทเรียนในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงเพื่อสร้างความเสมอภาค ความเป็นธรรม ไม่ให้เกิดสองมาตรฐาน และยึดหลักนิติธรรม
Round Table “หลักนิติธรรม (Rule of Law) : ข้อห่วงใยของสังคมไทย”

พบกับ
– มานิตย์ สุธาพร อดีตผู้พิพากษา และอดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม
– ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี รองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
– นางสาวมานิดา ซินเมอร์แมน นักกฎหมายมืออาชีพ ภาคธุรกิจ
– นายอานุภาพ ธีรณิศรานนท์ ผู้จัดรายการวิทยุ และที่ปรึกษากฎหมาย

ดำเนินรายการโดย ธีรัตถ์ รัตนเสวี

จันทร์ที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 10.00 น.- 12.30 น. ณ ห้องอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ตรงข้าม รพ.วชิระ) ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ

และรับชมผ่านทาง Facebook live CARE คิด เคลื่อน ไทย ในวันเวลาดังกล่าว

เยาวชนจิตอาสาลงพื้นที่ฝึกปฎิบัติวันที่ 2 พัฒนาศักยภาพแกนนำด้านคนพิการ สร้างรายได้ในพื้นที่ภาคใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510674

เยาวชนจิตอาสาลงพื้นที่ฝึกปฎิบัติวันที่ 2 พัฒนาศักยภาพแกนนำด้านคนพิการ สร้างรายได้ในพื้นที่ภาคใต้

เยาวชนจิตอาสาลงพื้นที่ฝึกปฎิบัติวันที่ 2 พัฒนาศักยภาพแกนนำด้านคนพิการ สร้างรายได้ในพื้นที่ภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เยาวชนจิตอาสาลงพื้นที่ฝึกปฎิบัติวันที่ 2 พัฒนาศักยภาพแกนนำด้านคนพิการ สร้างรายได้ในพื้นที่ภาคใต้

ณ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกจังหวัดปัตตานี อ.หนองจิก จ.ปัตตานี กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) จัดโครงการ “อบรมพัฒนาศักยภาพแกนนำเครือข่ายด้านคนพิการ” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 8 สิงหาคม 2563 โดยในวันนี้ เป็นวันที่ 2

กิจกรรมในช่วงเช้า 09.00 น. ประกอบด้วย Workshop แลกเปลี่ยนเรียนรู้และการฝึกอบรมด้านคนพิการทางการเคลื่อนไหว และการอภิปราย เรื่อง “เสริมสร้างจิตสาธารณะในเครือข่ายเยาวชนจิตอาสา” ส่วนกิจกรรมช่วงบ่ายเป็นการลงพื้นที่ฝึกภาคปฏิบัติ เรื่อง “การศึกษาดูงานและเยี่ยมเยียนองค์กรคนพิการในพื้นที่ โดยมีพัฒนาสังคมและความั่นคงของมนุษย์จังหวัดปัตตานี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่

โครงการ “อบรมพัฒนาศักยภาพแกนนำเครือข่ายด้านคนพิการ” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 8 สิงหาคม 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษา สถาบันการศึกษา และเยาวชนเครือข่ายจิตอาสา จำนวน 65 คน ได้มีความรู้ ทักษะด้านการ ซ่อมกายอุปกรณ์ เช่น รถเข็น รถสามล้อโยกสำหรับคนพิการ และเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อคนพิการ รวมทั้งเป็นการสนับสนุนให้นักศึกษาระดับอาชีวศึกษาและเยาวชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมและพัฒนาฝีมือทักษะอาชีพในชุมชน ในหลักสูตรการผลิตหรือการซ่อมกายอุปกรณ์ รถเข็นสำหรับคนพิการ

โดยขอความร่วมมือองค์กรภาคเอกชน หอการค้า สนับสนุนวัสดุหรือปัจจัยต่างๆ ที่ใช้ในการผลิต ซึ่งคนพิการจะได้รับประโยชน์การบริการได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยจะเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตสู่อาชีพใหม่และการสร้างรายได้ในพื้นที่ภาคใต้

สกัดครูทำผิด!! กมว.เร่งยกร่างจรรยาบรรณวิชาชีพ ตั้งเป้า2เดือนต้องเสร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510683

สกัดครูทำผิด!! กมว.เร่งยกร่างจรรยาบรรณวิชาชีพ ตั้งเป้า2เดือนต้องเสร็จ

สกัดครูทำผิด!! กมว.เร่งยกร่างจรรยาบรรณวิชาชีพ ตั้งเป้า2เดือนต้องเสร็จ

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 19.00 น.

กมว.เร่งยกร่างจรรยาบรรณวิชาชีพ ตั้งเป้า2เดือนต้องเสร็จ เพื่อใช้สกัดครูทำผิดจรรยาบรรณ เผยเพิกถอนใบอนุญาตครูจ.ชุมพรหลบหนีทหาร-แอบอ้างใช้ยศเรือตรีแล้ว

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2563 รศ.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (ประธาน กมว.) คุรุสภา กล่าวภายหลัง เป็นประธานการประชุม กมว.ครั้งที่ 8/2563 เมื่อเร็วๆนี้ ว่า ที่ประชุมจะเร่งรัดเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบวิชาชีพปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง จึงจัดตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพ ขึ้นมาโดยมีประธาน กมว.เป็นประธานอนุกรรมการชุดนี้ แล้วเชิญปูชนียจารย์หรือผู้ที่เป็นครูจริงๆมาร่วมเป็นกรรมการ และ เชิญ ศ.กิตติคุณสุมน อมรวิวัฒน์ มาเป็นที่ปรึกษา เพื่อยกร่างจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งการยกร่างมีแนวคิดว่าจะยกร่างจรรยาบรรณ 8 – 10 ข้อ โดยที่ประชุมจะเร่งทำให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนนี้ เมื่อทำเสร็จแล้ว ทางสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ก็จะประกาศใช้ได้เลย เพราะในช่วงนี้มีหลายเรื่องที่ต้องทำให้ทัน เช่น กรณีมีครูแชทข้อความกับเด็กนักเรียนซึ่งถือว่าครูทำผิดจรรยาบรรณ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีมติชัดเจนว่าไม่อนุมัติให้มีการรับรองการเปิดหลักสูตร ป.บัณฑิตวิชาชีพครู อีก ซึ่งปีที่ผ่านมาที่ประชุมก็มีการห้าแล้ว แต่ก็ยังมีบางแห่งเปิดโดยอ้างว่ายังไม่มีประกาศห้ามออกมา ดังนั้น วันนี้ตนจึงเน้นย้ำให้ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคุรุสภา ไปออกประกาศว่าไม่อนุมัติให้เปิดหลักสูตร ป.บัณฑิตวิชาชีพครู ตั้งแต่เดือน ส.ค.2563 นี้เป็นต้นไป เนื่องจาก ป.บัณฑิตเรามีปัญหา ซึ่งหลายคนไม่ได้ไปฝึกสอนตามวิชาเอกที่เรียนมา แต่ต้องไปเลือกสอบวิชาเอก ฉะนั้น กมว.จึงพยายามไม่ให้เปิดเพิ่มและเพื่อสกัดการหารายได้ที่ไม่มีคุณภาพจากการเปิด ป.บัณฑิต ซึ่งหลักสูตร ป.บัณฑิต เรากำหนดชัดเจนว่าถ้าไม่มีสัญญาจ้างจะเรียนไม่ได้ แต่ปรากฏว่าหลายที่ยังไม่มีงานทำก็ให้มาเรียน และคนเหล่านี้ก็ไปขอสอนฟรีในโรงเรียนเอกชน เพื่อให้อาจารย์มานิเทศก์การฝึกสอน บางคนสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้เด็กชั้นประถมฯ ทั้งที่ตนเองจบกายภาพบำบัด, จบแพทย์แผนไทย ซึ่งฝึกสอนไม่ตรงกับเอกที่เรียนมาเลย ดังนั้น หากมหาวิทยาลัยจะเปิดสอน ก็ให้สภามหาวิทยาลัย เอาวิชาครูที่ ป.ตรี ใช้อยู่ แล้วทำเรื่องขอเปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาครู ซึ่งสามารถขอเปิดได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำว่าประกาศนียบัตร ป.บัณฑิตวิชาชีพครู ซึ่งหากทำหลักสูตรนี้ได้ ก็จะเป็นการเปิดช่องให้นักเรียนที่ยังเรียนอยู่ชั้น ม.4 , 5 , 6 สามารถเรียนวิชาครูเพื่อเก็บหน่วยกิตไว้ อาจจะเก็บวิชาครูได้ 20 หน่วยกิตเมื่อเรียนจบ ม.6 แล้ว ถ้าอยากเป็นครูก็สามารถไปสมัครเรียนครูได้เลย โดยที่ไม่ต้องวัดแววอีก และอาจจะใช้เวลาเรียนครูเพียง 3 ปีครึ่งจบ

“ผมว่าตรงนี้จะเป็นช่องทางหนึ่งให้นักเรียนที่ยังเรียนอยู่ชั้น ม.4,5,6 ได้เรียนวิชาครู เก็บหน่วยกิจสะสมเป็นเครดิตแบงค์ แต่หลักสูตรที่เปิดกลุ่มนักเรียน ม.4,5,6 จะต้องเรียนเฉพาะกลุ่ม ไม่นำไปเรียนรวมกับกลุ่มที่เรียน ป.ตรี สาขาอื่น เพราะเป็นคนละกลุ่มเป้าหมายกัน” รศ.เอกชัย กล่าว

ประธาน กมว.กล่าวต่อว่า ที่ประชุมมีแนวคิดสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยจัดหลักสูตรวิชาครู 30 หน่วยกิจ แทนที่จะเรียน 21 หน่วยกิต แต่ 9 หน่วยกิจ อยากให้มหาวิทยาลัยเอาความเก่ง ความชำนาญของวิชาครูใส่เข้าไปในหลักสูตรตัวเอง เช่น ม.สวนดุสิต วิชาครูเก่งในการสอนเด็กพิเศษก็ให้เอา 9 หน่วยกิจนี้ใส่เข้าไปในหลักสูตร ดังนั้น คนที่เรียนมหาวิทยาลัยไหนก็จะได้ความเก่งของมหาวิทยาลัยนั้นอยู่ในวิชาครู ซึ่งแนวคิดนี้ จะให้มหาวิทยาลัยต่างๆผลักดันโดยการอนุมัติของสภามหาวิทยาลัย จะได้ ไม่ต้องไปยุ่งกับการรับรองหลักสูตร ป.บัณฑิต แบบในอดีต คือ หลักสูตรแบบอดีตต้องไปเข้าการรับรองจาก สกอ.เพราะใช้ชื่อ ป.บัณฑิต แต่ถ้าใช้ชื่อประกาศนียบัตรวิชาครู คนไปเรียนมหาวิทยาลัยไหนก็เรียนประกาศนียบัตรวิชาครู พอเรียนจบก็มาสอบวิชาครูของคุรุสภา เพื่อไปปฏิบัติฝึกการสอนวิชาเอก 1 ปี เมื่อฝึกปฏิบัติการสอนวิชาเอกครบ 1 ปีแล้ว ก็นำหลักฐานการสอนวิชาเอกมายืนยันเพื่อขอสอบวิชาเอก ผ่านเมื่อไหรก็ได็ใบประกอบวิชาชีพ แต่คุณจะต้องมีอีก 3 วิชา คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และดิจิทัล ซึ่งจะทำให้ความเข้มข้นนี้ไม่ต่างจาก ป.ตรี

“วันนี้มีนโยบายจาก รมว.ศธ.แจ้งในที่ประชุม กมว.ว่า อยากเห็นใบประกอบวิชาชีพครูใบเดียว แล้วใช้ได้หมด คืออยากจะให้มีการแยกให้เห็นชัดเจนว่าเป็นครูเอกอะไร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีถ้าทำแบบนี้ได้ และตรงกับที่ กมว.เคยพูดคุยกันไว้”

รศ.เอกชัย กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้หารือถึงประวัติเก่าๆของครู เช่น ครูตีเด็ก และถูกลงโทษทางวินัยมาตั้งแต่ปี 2554 และตอนนี้เกษียณไปแล้ว และก็ไม่ได้ต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแล้ว ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติว่าจะขอให้ล้างประวัติ เพื่อจะลดปริมาณเครสที่ค้างๆอยู่ตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งขณะนี้มีอยู่ประมาณ 900 กว่าราย ส่วนกรณีครูบางคนที่ทำผิดวินัยและทำผิดมาก่อนที่ พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ ถ้าไม่ร้ายแรงก็จะไม่เอาประวัตินี้มาพิจารณาเพื่อไม่ออกใบอนุญาตให้ เช่น คนที่เคยถูกตัดเงินเดือน 5% เมื่อปี 2540 แต่ปี 2546 พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้ ดังนั้นในหลักกฏหมายแล้วไม่น่าจะเอา 5% มาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกใบอนุญาตให้ เพราะเป็นระหุโทษธรรมดา แต่หากกระทำผิดวินัยร้ายแรง เช่น ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เราจึงจะไม่ต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพให้ ส่วนกรณีที่มีครูทำอนาจารเด็กนักเรียน ซึ่งเหตุเกิดขึ้นทางภาคใต้เมื่อเร็วๆนี้ และถูกไล่ออกจากราชการไปแล้ว ซึ่งที่ประชุม กมว.ได้มีมติให้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแล้วโดยที่ไม่ต้องรอผลการสอบ แต่หากผลการสอบพบว่ากระทำผิดจริง ถึงแม้จะให้ออกจากราชการแล้วเราก็จะทำการเพิกถอนใบอนุญาตทันที

ประธาน กมว.กล่าวต่อว่า ในที่ประชุม ได้มีมติเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ครู 1 ราย ใน จ.ชุมพร เนื่องจากกระทำผิดวินัยร้ายแรงหลายอย่าง เช่น การหลบหนีทหาร มีการแอบอ้างใช้ยศเรือตรี ซึ่งที่ประชุมพิจารณาแล้วถือว่ามีความผิดจรรยาบรรณครู จึงเพิกถอนใบอนุญาต และภาคทัณฑ์เพื่อไม่ให้ทำผิดซ้ำอีก

พก.ร่วมเปิดโครงการสัมมนา ‘การเสริมพลังแก่คนตาบอดฯ’ และสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 23 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510695

พก.ร่วมเปิดโครงการสัมมนา'การเสริมพลังแก่คนตาบอดฯ'และสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 23

พก.ร่วมเปิดโครงการสัมมนา’การเสริมพลังแก่คนตาบอดฯ’และสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 23

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 17.53 น.

พก. ร่วมงานแถลงข่าวเปิดโครงการสัมมนา”การเสริมพลังแก่คนตาบอดฯ” และสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 23

นางณฐอร อินทร์ดีศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมการงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการสัมมนา เรื่อง “การเสริมพลังแก่คนตาบอด : จากกฎหมายฐานสิทธิสู่การเป็นหุ้นส่วนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมภายใต้ความปกติใหม่ (New Normal) และสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 23” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 12 สิงหาคม 2563 ที่จัดโดยสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย

มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้แทนคนพิการทางการเห็น (ตาบอด) องค์กรคนตาบอดทั่วประเทศ และผู้กี่ยวข้องกับคนตาบอด ถึงกฎหมายฐานสิทธิที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนตาบอดในการเป็นหุ้นส่วนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงโอกาสของการพัฒนาคุณภาพชีวิตทางเศรษฐกิจของคนตาบอด โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณการจัดงานจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ณ ห้องคอนเวนชั่นฮอล์ A-B โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ภายในงานมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อต่างๆ อาทิ ความรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) : สถานการณ์การแพร่ระบาด และวิธีปฏิบัติตนให้ปลอดภัย การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ กิจกรรม work shop การจำหน่ายสินค้า ของที่ระลึก ของดีของเด่นจากคนตาบอดทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำ 2562 หรือสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 23 โดยมีนายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ผู้แทนคนพิการทางการเห็นประจำจังหวัด ผู้นำเยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ และอาสาสมัคร จำนวนกว่า 1,000 คน เข้าร่วมงาน

กสศ.จับมือเทศบาลภูเก็ต จัดทำพิมพ์เขียวเดินหน้าสู่ ‘นครแห่งการเรียนรู้’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510688

กสศ.จับมือเทศบาลภูเก็ต จัดทำพิมพ์เขียวเดินหน้าสู่'นครแห่งการเรียนรู้'

กสศ.จับมือเทศบาลภูเก็ต จัดทำพิมพ์เขียวเดินหน้าสู่’นครแห่งการเรียนรู้’

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 17.20 น.

กสศ.จับมือ เทศบาลภูเก็ต จัดทำพิมพ์เขียวเดินหน้าสู่ “นครแห่งการเรียนรู้”

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับเทศบาลนครภูเก็ต จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “เทศบาลนครภูเก็ตสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ (Phuket Learning City) เพื่อจัดทำแผนการศึกษาและทบทวนการจัดทำ Blueprint ด้านการศึกษา เทศบาลนครภูเก็ต ณ โรงแรมบูกิตตา โฮเทล แอนด์ สปา จ.ภูเก็ต โดยมีภาคส่วนต่างๆ ในสังคมร่วมกันกำหนด “พิมพ์เขียว” เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายให้ภูเก็ตเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้  

น.ส.สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวว่า  กลไกการวางแผนพัฒนาการศึกษา หรือ บลูพรินท์ มีเป้าหมาย 3 ด้าน คือ 1. โอกาสทางการศึกษา ทำอย่างไรให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาเท่าเทียมลดความเหลื่อมล้ำ ทำอย่างไรให้เด็กไม่หลุดจากระบบการศึกษาเพราะเชื่อมั่นว่าการศึกษาเป็นบันไดขั้นพื้นฐานทำให้คุณภาพชีวิตที่ดี สอดรับวิสัยทัศน์นครภูเก็ตต้องเป็นเมืองน่าอยู่ สร้างสรรค์ ยั่งยืน 2.คุณภาพด้านการศึกษา ถ้าผู้บริหารรู้จักนำข้อมูลมาวิเคราะห์จะช่วยให้สามารถลงไปดูแลเด็กแต่ละกลุ่มได้อย่างดี และ3.ประสิทธิภาพทางการศึกษา  

ทั้งนี้ ความสำเร็จการศึกษาของเทศบาลนครภูเก็ต อยู่ที่ความร่วมมือของเครือข่ายที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทำงานขับเคลื่อนไปด้วยกัน ที่ผ่านมาเทศบาลนครภูเก็ตได้ร่วมกับ กสศ. และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร นำระบบสารสนเทศ Q-info มาเป็นฐานข้อมูลสนับสนุนการบริหารจัดการศึกษาในสถานศึกษาสังกัดเทศบาลนครภูเก็ตมาตั้งแต่ปี 2559 เพื่อยกระดับคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างโอกาสและเข้าถึงการศึกษาได้ทุกช่วงวัยรวมทั้งแก้ปัญหาเด็กกลุ่มเสี่ยงทั้งในระบบและนอกระบบ

“ก้าวต่อไป เราจะต้องเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ Learning City ซึ่งเมืองภูเก็ตเป็นของท่านทุกคน ไม่ใช่ตัวดิฉัน ไม่ใช่ของเทศบาล แต่เป็นเมืองที่เรารัก ต้องเป็นเมืองของเราทุกคน และจะต้องอยู่คู่กับลูกหลานต่อไป พวกเราทุกคนต้องช่วยกันทำให้ลูกหลานของเราได้รู้สึก ภูมิใจ โชคดีที่เกิดมาเป็นคนภูเก็ต และร่วมกันปกป้องและเป็นหนึ่งพลังสร้างเมืองขับเคลื่อนเมืองให้เป็นเมืองแห่งโอกาส เมืองแห่งความเท่าเทียม” นายกเทศมนตรีภูเก็ต กล่าว

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ต้องขอยินดีกับภูเก็ตที่ได้เข้ารอบสุดท้ายเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยการใช้พิมพ์เขียวกำหนดเป้าหมาย เป็นหนึ่งเครื่องมือสำคัญ ในการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ ซึ่งทางเทศบาลนครภูก็ต มีความพร้อมในการเป็นนครแห่งการเรียนรู้ ซึ่งอยู่ที่จะร่วมกันตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ว่าปี 2020 จะเดินไปทางไหนโดยมี Q-info เป็นเครื่องทุ่นแรงทั้งการเก็บข้อมูล การทำData visualizationให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ง่าย รวมทั้งต้องดึงการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคธรุกิจ ประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ไปพร้อมกัน

สำหรับ การจะเดินหน้าไปสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้มีคุณลักษณะ 6 ประการ คือ 1.การเรียนรู้ ทุกช่วงวัย 2.การเรียนรู้ ในครอบครัวและชุมชม 3.การเรียนรู้ระหว่างการทำงาน 4.การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ 5.พัฒนาคุณภาพในการเรียนรู้ และ6.ส่งเสริมค่านิยมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต หากพิจารณาไปยังเมืองESPOO ที่ UNESCO ยกให้เมืองแห่งการเรียนรู้ มาจาก3 ปัจจัย คือ 1.เขาคิดว่าปัญหาใหม่ๆในโลกต้องการวิธีการใหม่ๆในการแก้ไขปัญหา คนในเมืองต้องพร้อมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆแก้ปัญหาเมือง 2.มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ บูรณาการจนบรรลุผลสำเร็จ  และ3.การเรียนรู้คือความสุข เยาวชนที่ค้นพบความสุขคือชีวิตการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด

ดร.วรลักษณ์ คงเด่นฟ้า มหาวิทยาลัยนเรศวร  กล่าวว่า ข้อมูลจาก ระบบ Q-info จะมีข้อมูลรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับเด็กซึ่งนำไปใช้วางแผนการพัฒนาเพื่อเดินหน้าไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ ทั้งมิติของโอกาสทางการศึกษา เช่น ข้อมูลพื้นฐานของเด็ก อัตราการเรียนต่อ การโยกย้ายถิ่น และสุขภาพ ในมิติของคุณภาพการศึกษา เช่น คะแนน O-NET ป.6 ม.3 ซึ่งพบว่า ค่าเฉลี่ยเทศบาลสูงขึ้นทุกวิชา และในมิติของประสิทธิภาพ เช่น ข้อมูลครูต่อนักเรียน ก็มีอัตราที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ