เปิดเรียนเต็มรูปแบบ! ศธ.ชงนายกฯเคาะจันทร์หน้า เข้มนร.ลงบันทึก ‘ไทม์ไลน์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510275

เปิดเรียนเต็มรูปแบบ! ศธ.ชงนายกฯเคาะจันทร์หน้า เข้มนร.ลงบันทึก‘ไทม์ไลน์’

เปิดเรียนเต็มรูปแบบ! ศธ.ชงนายกฯเคาะจันทร์หน้า เข้มนร.ลงบันทึก‘ไทม์ไลน์’

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.40 น.

เปิดเรียนเต็มรูปแบบ! ศธ.ชงนายกฯเคาะจันทร์หน้า เข้มนร.ลงบันทึก‘ไทม์ไลน์’

7 สิงหาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกัน และยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ว่า วันนี้ได้มีการพิจารณาให้โรงเรียนสามารถทำเรียนการสอนอย่างเต็มรูปแบบ 100% โดยไม่ต้องเว้นระยะเหมือนแต่ก่อน แต่นักเรียนจะต้องมีการจดบันทึกทุกครั้ง ว่า เมื่อเลิกเรียนแล้วได้ไปไหนมาบ้าง เพื่อเป็นมาตรการในการติดตามตัวกรณีเกิดการแพร่ระบาดของโรคในสถานศึกษา ซึ่งมั่นใจได้ว่ากระทรวงสาธารณสุขสามารถจัดการความปลอดภัยในประเทศได้ และมีมาตรการแก้ไขปัญหาต่างๆ

เมื่อถามว่า จะต้องมีการสลับวันเรียนอยู่หรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ไม่ต้องแล้ว หากโรงเรียนสามารถบริหารจัดการ เชื่อว่าครูในประเทศไทยสามารถจัดการแนวทางได้  แต่พยายามให้มีการเรียนในห้องเรียนน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวไม่ต้องเข้าที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ แต่จะนำเสนอนายกรัฐมนตรีในวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม นี้ หากนายกฯตัดสินใจลงนาม ก็คาดว่าจะสามารถเริ่มเปิดเรียนแบบ 100% ในวันพฤหัสบดีวันที่ 13 สิงหาคม นี้

ส่วนการประเมินรูปแบบการเรียนการสอน กระทรวงศึกษาธิการกำลังประเมินความเหมาะสมต้องยอมรับว่าการเรียนการสอนไม่ได้เท่าเทียมกันทั่วประเทศ จะวัดมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศไม่ได้อยู่แล้ว  

อว.จัด MOU ร่วม 14 สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ ผ่านระบบ QS Stars Rating #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510249

อว.จัด MOU ร่วม 14 สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ ผ่านระบบ QS Stars Rating

อว.จัด MOU ร่วม 14 สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ ผ่านระบบ QS Stars Rating

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.45 น.

อว. จัด MOU ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ 14 แห่ง ผ่านระบบ QS Stars Rating โดย QS Quacquarelli Symonds Ltd สู่มาตรฐาน Reinventing University ของไทยในอนาคต

สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ 14 แห่ง ร่วมกำหนดแนวทางสำหรับการดำเนินการยกระดับสถาบันอุดมศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล ผ่านระบบการประเมินคุณภาพ โดยสถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลก (QS Stars Rating) ซึ่งเป็นระบบที่สามารถส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาของไทยยกระดับคุณภาพและมาตรฐานทัดเทียมในระดับสากล โดย QS Stars Rating ถือเป็นระบบประเมินประสิทธิผลการดำเนินงานของสถาบันอุดมศึกษาที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งมีตัวชี้วัดในการประเมินคุณภาพในด้านต่างๆ เช่น ด้านการวิจัย (Research) ด้านการเรียนการสอน (Teaching) ด้านการมีงานทำของบัณฑิต (Employability) ด้านความเป็นนานาชาติ (Internationalization) ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities) ด้านนวัตกรรม (Innovation) ด้านความรับผิดชอบทางสังคม (Social Responsibility)

ศาสตราจารย์ (ศ.) ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกันระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ 14 แห่ง ในครั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้มีเชิญสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพและความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการประเมินคุณภาพโดยสถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลกผ่านระบบ QS Stars Rating และมีสถาบันอุดมศึกษาที่แจ้งความประสงค์ที่จะเข้าสู่ระบบการประเมินคุณภาพผ่านระบบ QS Stars Rating จำนวนทั้งสิ้น 14 แห่ง ได้แก่

1. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

3. มหาวิทยาลัยขอนแก่น

4. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

5. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

6. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

7. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

8. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

9. มหาวิทยาลัยมหิดล

10. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

11. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

12. มหาวิทยาลัยศิลปากร

13. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

14. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

โดยมีความมุ่งหวังให้เกิดความร่วมมือในการผลักดันและสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาของไทยเข้าสู่การประเมินคุณภาพผ่านระบบ QS Stars Rating โดย QS Quacquarelli Symonds Ltd ซึ่งถือเป็นการร่วมกันทำงานระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และเป็นการนำร่องของสถาบันอุดมศึกษา 14 แห่งโดยเป็นการวางระบบมาตรฐานการประเมินคุณภาพจากความเชื่อมั่นในระดับสากล

นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการตามนโยบาย กล่าวอีกว่า ส่วนการประสานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการประเมินคุณภาพและนำข้อมูลผลการประเมินคุณภาพมาใช้ผ่านระบบ QS Stars Rating โดย QS Quacquarelli Symonds Ltd นั้น ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบาย เพื่อส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทยให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานในระดับสากล ซึ่งความร่วมมือระหว่าง สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ QS Quacquarelli Symonds Ltd ร่วมด้วยสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ 14 แห่งที่ร่วมมือในการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการเดินหน้าพัฒนาศักยภาพ คุณภาพทางการประเมินผลงานวิจัย และสามารถสร้างความเชื่อมั่นในด้านระบบของสถาบันอุดมศึกษาไทยทั้งในและต่างประเทศ พร้อมก้าวสู่การพลิกโฉมระบบอุดมศึกษา หรือ การเดินหน้า Reinventing University ของประเทศไทยในอนาคตได้อย่างแน่นอน

สอวช.ชูอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ กลไกขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510246

สอวช.ชูอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ กลไกขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้

สอวช.ชูอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ กลไกขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.36 น.

สอวช. ชูศักยภาพ “อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภูมิภาค” กลไกขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้ และทรัพยากรด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

วานนี้ (6 สิงหาคม 2563) เวที Recovery Forum ที่จัดโดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สัปดาห์นี้ ชูเรื่อง อุทยานวิทยาศาสตร์ กลไกพัฒนาประเทศด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) อย่างยั่งยืน ผ่านการบรรยายแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “Regional Science Parks: An Engine for Sustainable Growth in the Post-Pandemic Era” โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาบรรยาย

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ แลกเปลี่ยนว่า อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภูมิภาคเป็นเสมือนหนึ่งในกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศด้วย อววน. อย่างยั่งยืน โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ มีอยู่ 3 รูปแบบ คือ อุทยานวิทยาศาสตร์ที่ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัย อุทยานวิทยาศาสตร์ดำเนินการโดยภาครัฐ และอุทยานวิทยาศาสตร์ดำเนินการโดยภาคเอกชน โดยจะไม่ทำงานเพียงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เน้นงานวิจัยที่หลากหลาย ผลักดันให้เกิดโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคม การประยุกต์ใช้ความคิดใหม่และเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการยกระดับคุณภาพชีวิต ชุมชนและสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนให้เกิดสตาร์ทอัพ พัฒนาไปสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้ในหลายโครงการ ซึ่งอุทยานวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยเองส่วนใหญ่เป็นการดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยและตั้งอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยและใช้ทรัพยากร องค์ความรู้ของบุคลากรในมหาวิทยาลัยนั้นๆ โดยแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีความเชี่ยวชาญและความถนัดที่แตกต่างกัน ซึ่งเมื่อเกิดการทำงานร่วมกันของอุทยานวิทยาศาสตร์ในแต่ละมหาวิทยาลัยแบบบูรณาการ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยที่ร่วมในเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ ทั้งหมด 44 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 14 แห่ง ภาคใต้ 10 แห่ง อีสานตอนบน 9 แห่ง อีสานตอนล่าง 9 แห่ง และภาคกลางอีก 2 แห่ง

“ภารกิจที่ท้าทายของอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ ที่ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัย คือ การนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัย ทั้งองค์ความรู้ งานวิจัย นักวิจัย หรืออุปกรณ์เครื่องมือในมหาวิทยาลัย มาเชื่อมโยงและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ เกิดการพัฒนาธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างให้เกิดสตาร์ทอัพ ผ่านการช่วยดูแลการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ส่งเสริมให้เกิดการวิจัยร่วม รวมถึงผลักดันให้เกิดสตาร์อัพจากงานวิจัย ซึ่งความท้าทายเหล่านี้จะก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง และเกิดเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยในปัจจุบันจากการดำเนินงานของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มีการตั้ง NSP INNO STORE เป็นพื้นที่ทดสอบตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการวิจัยพัฒนาและบริการของเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และในส่วนของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอง ได้มีการนำเอาองค์ความรู้ และทรัพยากรในมหาวิทยาลัยมาต่อยอดให้เกิดนวัตกรรม และสร้างสตาร์ทอัพขึ้นมากมาย เช่น การแปรรูปลำไย การแปรรูปฟางข้าว รวมถึงการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มบริการออนไลน์ เป็นต้น” ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ กล่าว

นอกจากนี้ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19  อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังได้จัดทำ 5 โปรแกรมรวมพลัง มช. เร่งการฟื้นตัวและเปลี่ยนผ่านสู่วิถีชีวิตใหม่ ประกอบด้วย 1. โปรแกรม มช.อาสา Plug & Play คนรุ่นใหม่พัฒนาชุมชน เป็นการส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกับชุมชน สร้างทั้งรายได้และประสบการณ์ให้นักศึกษา 2. โปรแกรมเรียนรู้ประสบการณ์ทำงานกับ มช. สร้างการเรียนรู้ผ่านการทำงาน ก่อให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ 3. สร้างธุรกิจสตาร์ทอัพ มช. บ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการผ่านการให้การสนับสนุนทรัพยากรและถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ 4. องค์ความรู้ มช. เพื่อทุกคน ถ่ายทอดองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยีเพื่อสร้างเกษตรกรยุคใหม่ และ 5. เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยโรงงานต้นแบบ มช. ทั้งโรงงานต้นแบบนวัตกรรมอาหารครบวงจร และโรงงานต้นแบบกำจัดแมลงและไข่แมลงด้วยเทคโนโลยีคลื่นวิทยุ

ด้าน ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การเกิดขึ้นของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี แต่สามารถสร้างผลงานโดยใช้องค์ความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยได้ผลสำเร็จขนาดนี้นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี โดยมองว่าส่วนสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จคือการมีทีมที่แข็งแกร่งและการมีระบบนิเวศน์ที่เอื้อต่อการทำงานในพื้นที่ ซึ่งตนเชื่อมั่นในศักยภาพการบริหารงานอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ ของแต่ละมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องนำมาคิดต่อคือยังมีประเด็นอะไรที่ยังเป็นอุปสรรคที่จะสามารถช่วยปลดล็อกให้การทำงานให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป นอกจากนี้ สอวช. ยังมองถึงการนำศักยภาพของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีอยู่ในภูมิภาคต่างๆ มาเป็นกลไกที่จะช่วยสร้างให้เกิดการพัฒนาพื้นที่เชิงนวัตกรรมในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ พร้อมเล็งตั้งทีมร่วมกับแต่ละภูมิภาคเพื่อหารือผลักดันให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น

‘กรมส่งเสริมฯ คนพิการ’ ดึง นศ.-เยาวชนจิตอาสา อบรมพัฒนาศักยภาพแกนนำคนพิการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510189

'กรมส่งเสริมฯ คนพิการ'ดึง นศ.-เยาวชนจิตอาสา อบรมพัฒนาศักยภาพแกนนำคนพิการ

‘กรมส่งเสริมฯ คนพิการ’ดึง นศ.-เยาวชนจิตอาสา อบรมพัฒนาศักยภาพแกนนำคนพิการ

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 09.05 น.

กรมส่งเสริมฯ คนพิการ ดึง นศ.-เยาวชนจิตอาสา อบรมพัฒนาศักยภาพแกนนำคนพิการ สร้างรายได้ในพื้นที่ภาคใต้

วันนี้ (6 ส.ค. 63) ณ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกจังหวัดปัตตานี  อ.หนองจิก จ.ปัตตานี กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) จัดโครงการ “อบรมพัฒนาศักยภาพแกนนำเครือข่ายด้านคนพิการ” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 8 สิงหาคม 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษา สถาบันการศึกษา และเยาวชนเครือข่ายจิตอาสา จำนวน 65 คน ได้มีความรู้ ทักษะด้านการ ซ่อมกายอุปกรณ์ เช่น รถเข็น รถสามล้อโยกสำหรับคนพิการ และเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อคนพิการ รวมทั้งเป็นการสนับสนุนให้นักศึกษาระดับอาชีวศึกษา และเยาวชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม และพัฒนาฝีมือทักษะอาชีพในชุมชน ในหลักสูตรการผลิตหรือการซ่อมกายอุปกรณ์ รถเข็นสำหรับคนพิการ

โดยขอความร่วมมือองค์กรภาคเอกชน หอการค้า สนับสนุนวัสดุหรือปัจจัยต่างๆ ที่ใช้ในการผลิต ซึ่งคนพิการจะได้รับประโยชน์การบริการได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยจะเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตสู่อาชีพใหม่และการสร้างรายได้ในพื้นที่ภาคใต้ โดยมี นางณฐอร  อินทร์ดีศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ชี้แจงการขับเคลื่อนการดำเนินงาน พก. และโครงการฯ นายพรหมพิริยะ กิจนุสนธิ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นประธานเปิดการอบรม โดยมีพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดปัตตานี ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก จ.ปัตตานี หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน

ทั้งนี้ การอบรมดังกล่าว ประกอบด้วยการบรรยายภาคทฤษฎี ได้แก่ บทบาทภารกิจของการดำเนินงานเครือข่ายและการให้ความรู้เรื่องสิทธิคนพิการ ความรู้เกี่ยวกับประเภทความพิการและการ ให้ความช่วยเหลือคนพิการ และมีการฝึกภาคปฏิบัติแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิดและวิธีการซ่อมกายอุปกรณ์ ความเข้าใจคนพิการในทุกมิติ สถานการณ์การจำลอง คนพิการ การให้ความช่วยเหลือ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ การสื่อสารประชาสัมพันธ์งานด้านคนพิการ การเสริมสร้างจิตสาธารณะในเครือข่ายเยาวชนจิตอาสา การศึกษาดูงานและเยี่ยมองค์กรคนพิการในพื้นที่ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ จากสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ และมูลนิธิพัฒนาศักยภาพคนพิการ

ในหลวง-ราชินีพระราชทาน เครื่องอุปโภคบริโภค ราษฎรที่ประสบเอุทกภัยและวาตภัย จ.ระนอง -จ.ชุมพร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510166

ในหลวง-ราชินีพระราชทาน เครื่องอุปโภคบริโภค ราษฎรที่ประสบเอุทกภัยและวาตภัย จ.ระนอง -จ.ชุมพร

ในหลวง-ราชินีพระราชทาน เครื่องอุปโภคบริโภค ราษฎรที่ประสบเอุทกภัยและวาตภัย จ.ระนอง -จ.ชุมพร

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 20.42 น.

“ในหลวง-ราชินี” พระราชทาน เครื่องอุปโภคบริโภค ราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยและวาตภัย จ.ระนอง -จ.ชุมพร  

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดระนองและจังหวัดชุมพร   ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี  ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทาน เครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ผู้ประสบเหตุอุทกภัยและผู้ได้รับผลกระทบ

วันที่ 6 สิงหาคม 2563 เวลา 10.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  องคมนตรี  ไปประชุมและติดตามการแก้ไขสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดระนอง ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดระนอง  ต่อจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทาน เครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 481 ถุง ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยและผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอเมืองระนอง อำเภอกระบุรี อำเภอกะเปอร์ อำเภอละอุ่น และอำเภอสุขสำราญ  ณ หอประชุมศาลากลางจังหวัดระนอง   เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นและเป็นขวัญกำลังใจ  

ในตอนบ่าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  องคมนตรี  ไปประชุมและติดตามการแก้ไขสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชุมพร ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอสวี  จังหวัดชุมพร  ต่อจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทาน เครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 1,422 ถุง ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัยและผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดชุมพร ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอสวี  จังหวัดชุมพร  เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นและเป็นขวัญกำลังใจ  

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัย กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และเจ้าหน้าที่ให้ทราบ ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทาน เครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบเหตุอุทกภัย และผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอเมืองระนอง จำนวน 5 ครอบครัว และในพื้นที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร จำนวน 5 ครอบครัว โดยเป็นผู้ป่วยติดเตียง  ผู้สูงอายุ ทุพลภาพ  พร้อมกับพูดคุยให้กำลังใจ  ราษฎรต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ทั้งนี้  องคมนตรีได้ให้กำลังใจและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ รวมทั้งชุดปฏิบัติการจิตอาสาภัยพิบัติในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน   ทั้งยังกล่าวชื่นชมที่ได้น้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  มาปฏิบัติ ในการเร่งนำความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยเพื่อทำให้พวกเขาได้กลับมามีชีวิตปกติโดยเร็วที่สุด ทราบว่าได้เข้าถึงครัวเรือนที่เดือดร้อนในทันที ณ วันเกิดเหตุ และจัดให้การคมนาคมและไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหายให้ใช้งานได้ภายใน 24 ชั่วโมง และเร่งซ่อมแซมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายใน 1 อาทิตย์

จังหวัดชุมพร  แบ่งการปกครองออกเป็น  8 อำเภอ 70 ตำบล 736 หมู่บ้าน ได้รับอิทธิพลจากพายุโซร้อนซินลากู และหย่อมความกดอากาศต่ำแพร่ปกคลุม เมื่อวันที่  2 สิงหาคม 2563 ทำให้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันและมีลมกระโชกแรงในพื้นที่ ส่งผลทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และต้นไม้หักโค่น ในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ทำให้บ้านเรือนราษฎร ทรัพย์สิน ถนน สะพาน และพื้นที่ทางการเกษตร(สวนทุเรียน)ในพื้นที่  8 อำเภอ 38 ตำบล 195 หมู่บ้าน  ได้รับความเสียหาย ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 1,427 ครัวเรือน จังหวัดระนอง  แบ่งการปกครองออกเป็น 5 อำเภอ 30 ตำบล 178 หมู่บ้าน  ได้รับอิทธิพลจากพายุโซร้อนซินลากู(SINLAKU)  และหย่อมความกดอากาศต่ำแพร่ปกคลุม เมื่อวันที่ 2-4 สิงหาคม 2563 ทำให้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันในพื้นที่ส่งผลทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือนราษฎรในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ทำให้บ้านเรือนราษฎร ทรัพย์สิน ถนน สะพาน สิ่งสาธารณประโยชน์ และพื้นที่ทางการเกษตร(สวนทุเรียน) ในพื้นที่ 5 อำเภอ 30 ตำบล 117 หมู่บ้าน  ได้รับความเสียหาย ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 681 ครัวเรือน
 

‘จุติ’ เร่งส่งเสริมทักษะผู้นำศตวรรษที่ 21 ให้สภาเด็กและเยาวชนรวม 1,096 กิจกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509977

'จุติ'เร่งส่งเสริมทักษะผู้นำศตวรรษที่21 ให้สภาเด็กและเยาวชนรวม1,096กิจกรรม

‘จุติ’เร่งส่งเสริมทักษะผู้นำศตวรรษที่21 ให้สภาเด็กและเยาวชนรวม1,096กิจกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 09.38 น.

‘จุติ’เร่งส่งเสริมทักษะผู้นำศตวรรษที่21 ให้สภาเด็กและเยาวชนรวม1,096กิจกรรม เข้าร่วมกว่า 30,000 คน

รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับการยกระดับการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวางรากฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์

รวมทั้งการสร้างความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทย เพื่อพัฒนาให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดี เก่ง และมีคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะและความสามารถของเด็กและเยาวชนให้สอดคล้องกับทักษะในศตวรรษที่ 21

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน ได้จัดทำหลักสูตรพัฒนาศักยภาพ เพื่อพัฒนาสภาเด็กและเยาวชน และผู้ปฏิบัติงานด้านเด็กและเยาวชนรวม 1,096 กิจกรรม ผู้เข้าร่วมกว่า 30,000 คน

นายจุติ กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเตรียมความพร้อมให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ด้วยทักษะที่จำเป็น อาทิ มีความคิดสร้างสรรค์ สนใจ/ใส่ใจเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม มีวิจารณญาณก่อนตัดสินใจ มีจิตอาสา มีความเป็นผู้นำที่ดี มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ มีวินัย รวมถึงเป็นแกนนำขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นต้น 

วิศวะ มธ. ห่วง ‘เยาวชนทำงานพาร์ทไทม์’ พบจุดเสี่ยงเพียบ ยื่นกระทรวงแรงงาน แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509848

วิศวะ มธ. ห่วง‘เยาวชนทำงานพาร์ทไทม์’พบจุดเสี่ยงเพียบ  ยื่นกระทรวงแรงงาน แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการ

วิศวะ มธ. ห่วง‘เยาวชนทำงานพาร์ทไทม์’พบจุดเสี่ยงเพียบ ยื่นกระทรวงแรงงาน แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผศ.นริศ เจริญพร อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TSE) ทีมวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิจัยมนุษย์ปัจจัยทางวิศวกรรมและการยศาสตร์ และที่ปรึกษาสมาคมการยศาสตร์ไทย เปิดเผยว่า “เยาวชนทำงานพาร์ทไทม์” อาจมีความเสี่ยงสูงต่ออาการบาดเจ็บสะสมบริเวณกล้ามเนื้อ ซึ่งปัจจุบันพบมากในประชากรกลุ่มวัยทำงานทั่วไป เนื่องจากการทำงานที่หนักเกินกว่าความสามารถทางร่างกายในรูปแบบเดิมอย่างต่อเนื่อง และเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในกิจการการขายปลีกน้ำมัน กิจการการบริหารด้านอาหารและเครื่องดื่ม กิจการก่อสร้าง กิจการงานบริการโรงแรม อีกทั้งปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมอย่าง “อุณหภูมิ” และ “ภาวะงาน” (Work load) รวมถึงช่วงเวลาการทำงานกลางคืน ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและพัฒนาการของเยาวชนได้ และผลกระทบอาจจะรุนแรงขึ้นหากสถานการณ์ในการทำงานเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน เช่น การสัมผัสสารเคมี อันตรายจากสารไวไฟ การยกหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของน้ำหนักมาก การขับขี่จักรยานยนต์ขนส่ง การทำงานในที่สูง การทำงานในเวลากลางคืน หรือแม้กระทั่งการสัมผัสความร้อนที่สูงเกินขีดจำกัดความสามารถของร่างกาย

ทีมวิจัย ได้ชี้ให้เห็นตัวอย่างผลการจำลองสถานการณ์ในห้องปฏิบัติการมนุษย์ปัจจัยและการยศาสตร์ (human factorsin engineering and ergonomics) ที่สามารถควบคุมสภาพอุณหภูมิได้ ซึ่งใช้ในการศึกษาเรื่อง “สภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน เพื่อหาขีดจำกัดและคำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ผ่านกลุ่มตัวอย่างทั้งเพศชายและหญิง ในช่วงวัย 15-17 ปี จำนวน 30 คน ด้วยการทดสอบสมรรถภาพร่างกายจากการปั่นจักรยาน ภายใต้ 3 เงื่อนไขดังนี้ อุณหภูมิ ในระดับ 28, 30 และ 32 องศาเซลเซียส (WBGT) ภาระงาน ในลักษณะงานเบามาก งานเบา และงานปานกลาง ด้วยจักรยานวัดงาน และอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งพบว่า เยาวชนอาจมีความเสี่ยงหากต้องทำงานต่อเนื่องที่สภาพแวดล้อมของอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส และจะยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นหากต้องทำงานที่สภาพอุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส

จากผลการศึกษาครั้งนี้ยังพบว่า กฎหมายความปลอดภัยสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน ที่มีอยู่ในปัจจุบันของแรงงานทั่วไปยังไม่เหมาะสม ที่จะใช้เป็นเกณฑ์ในการทำงานเพื่อความปลอดภัยของเยาวชน กล่าวคือ เยาวชนพาร์ทไทม์ จะสามารถทำงานที่ระดับภาระงานเบามากและเบาได้ โดยมีความเสี่ยงต่ำตลอด 8 ชั่วโมง ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิไม่เกิน 28 องศาเซลเซียส และมีภาระงานที่ไม่หนักเกินขีดความสามารถของร่างกาย หากอุณหภูมิสูงถึง 30 หรือ 32 องศาเซลเซียส อาจเป็นอันตรายต่อเยาวชนได้หากต้องทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยอาจส่งผลต่ออาการบาดเจ็บทางระบบกระดูก และกล้ามเนื้อและพัฒนาการทางร่างกายของเด็กได้ กรณีเยาวชนต้องยกของหนักในพื้นที่ทำงานอุณหภูมิสูงและรวมถึงการทำงานในช่วงกลางคืน ทั้งนี้ ทีมวิจัยยังได้ยื่นเสนอแนวทางแก้ไขร่วมกับ กรมสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านกระบวนการทำงาน และสภาพแวดล้อมในสถานประกอบการ เพื่อคุ้มครองเยาวชนที่ทำงานพาร์ทไทม์ให้มีสุขภาวะที่ดีตลอดการทำงาน และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มรภ.สงขลา คัดสรรนักวิชาการถกประวัติศาสตร์สงขลา เปิดฟรี สำหรับทุกคนที่สนใจงานประวัติศาสตร์ 15 เดือนนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509849

มรภ.สงขลา คัดสรรนักวิชาการถกประวัติศาสตร์สงขลา  เปิดฟรี สำหรับทุกคนที่สนใจงานประวัติศาสตร์ 15 เดือนนี้

มรภ.สงขลา คัดสรรนักวิชาการถกประวัติศาสตร์สงขลา เปิดฟรี สำหรับทุกคนที่สนใจงานประวัติศาสตร์ 15 เดือนนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส อิสโม ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยว่า สำนักศิลปะฯ จัดสัมมนาประวัติศาสตร์สงขลา ในวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม2563 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมอาคารศูนย์รวมกิจกรรมนักศึกษา มรภ.สงขลา ภายในงานมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง เมืองสงขลาในมิติประวัติศาสตร์โลก ภูมิภาคและท้องถิ่นโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิศาสตราจารย์พิเศษศรีศักร วัลลิโภดม และการบรรยายพิเศษ เรื่อง ยุทธศาสตร์ทางทะเลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่เกี่ยวเนื่องกับเมืองสงขลา โดยนายธราพงศ์ ศรีสุชาติ อดีตผู้อำนวยการสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร (ปัจจุบัน ที่ปรึกษากรมศิลปากร) นอกจากนั้นยังมีการร่วมอภิปรายในหัวข้อ ประวัติศาสตร์สงขลาที่เกี่ยวเนื่องกับบริบทโลกและเมืองข้างเคียง โดยรศ.ดร.สืบพงศ์ ธรรมชาติ ผู้อำนวยการสถาบันทักษิณคดีศึกษา ดร.อมรา ศรีสุชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ กรมศิลปากร กรรมการมรดกโลกของกระทรวงวัฒนธรรม รศ.ยงยุทธ ชูแว่น ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น นักวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) อาจารย์สารูป ฤทธิ์ชู นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา อาจารย์ยะโกบ ปะดุกา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์จังหวัดสตูล ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินรายการโดย ดร.บรรจง ทองสร้าง รองผู้อำนวยการ สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรภ.สงขลา ผู้สนใจสามารถติดต่อเพื่อสำรองที่นั่งในการเข้าร่วมสัมมนาได้ที่ สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรภ.สงขลา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สถาบันขงจื่อ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกัน ภายใต้กรอบของกลุ่มวิชาเอกภาษาต่างประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509851

สถาบันขงจื่อ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกัน  ภายใต้กรอบของกลุ่มวิชาเอกภาษาต่างประเทศ

สถาบันขงจื่อ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกัน ภายใต้กรอบของกลุ่มวิชาเอกภาษาต่างประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สุพรรณบุรี จัดสัมมนาเกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาหลักสูตรภาษาจีนในฐานะวิชาภาษาต่างประเทศโดยได้รับเกียรติจาก ดร.พรชณิตว์แก้วเนตร รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ และลูกค้าสัมพันธ์ และในฐานะกรรมการอำนวยการสถาบันขงจื่อฯ เป็นประธานกล่าวต้อนรับ พร้อมบรรยายในหัวข้อ “ภาษาจีนกับการรองรับอาชีพใหม่ในยุคดิจิทัล” โดยมีผู้บริหารและบุคลากร สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สุพรรณบุรี สถาบันขงจื่อมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และสถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เข้าร่วมสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมแนวทางการสร้างและพัฒนาหลักสูตรภาษาจีน ภายใต้กรอบของกลุ่มวิชาเอกภาษาต่างประเทศ ที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานเหมาะกับยุคสมัยและการเปลี่ยนแปลงของโลก และเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการสอนภาษาจีน และการสร้างหลักสูตรภาษาจีนในฐานะกลุ่มวิชาเอกภาษาต่างประเทศณ ห้องประชุมกาหลา โรงแรมสวนดุสิต เพลสมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

พิษโควิด! เด็กๆกำพร้า ‘ดอยก่อวัน’ ขาดแคลน-อดอยากหนัก ไม่มีแม้กระทั่งสบู่ ยาสีฟัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509932

พิษโควิด! เด็กๆกำพร้า'ดอยก่อวัน'ขาดแคลน-อดอยากหนัก ไม่มีแม้กระทั่งสบู่ ยาสีฟัน

พิษโควิด! เด็กๆกำพร้า’ดอยก่อวัน’ขาดแคลน-อดอยากหนัก ไม่มีแม้กระทั่งสบู่ ยาสีฟัน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 18.30 น.

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พศ 2563 ที่บริเวณใกล้จุดตรวจชายแดนค่ายผู้พลัดถิ่นรัฐฉาน ดอยก่อวัน ตรงข้ามบ้านพญาไพร ต.เทอดไท อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ได้มีการนำข้าวสารและเงินบริจาคส่งมอบให้แก่คณะกรรมการผู้ลี้ภัยรัฐฉาน ภายหลังจากทราบข่าวความเดือดร้อนของผู้พลัดถิ่นในช่วงที่มีการปิดด่านพรมแดนเนื่องจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา

นางสาวหอม กรรมการผู้ลี้ภัยรัฐฉาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีค่ายผู้พลัดถิ่นในรัฐฉาน ตลอดแนวพรมแดนไทยพม่า ตั้งแต่ จ.แม่ฮ่องสอน จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย ทั้งหมด 6 ค่าย รวมประชากร 6,100 คน กำลังได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากมาตรการปิดพรมแดน โดยในค่ายดอยก่อวันมีชาวบ้านกว่า 2,500 คน ซึ่งขณะนี้ออกมารับจ้างที่ฝั่งไทยไม่ได้ เสียรายได้ 100% เคยรับจ้างเก็บใบชา กิโลกรัมละ 5 บาท มีรายได้ตกวันละ 200 บาท นำมาซื้ออาหาร ส่งลูกเรียน ซึ่งสองปีที่ผ่านมาค่ายผู้พลัดถิ่นในรัฐฉานถูกตัดความช่วยเหลือจากผู้บริจาค ถูกตัดการสนับสนุนข้าวสาร ชาวบ้านจึงต้องหาซื้อเอง

กรรมการผู้ลี้ภัย กล่าวว่า เวลานี้ทหารพม่ายกกำลังมาประชิดใกล้กับค่าย อยู่ตามหุบเขา ทำให้ชาวบ้านยิ่งหวาดกลัว เดิมทีชาวบ้านเหล่านี้อาศัยอยู่ที่เมืองตุม เมืองกาน นายาว แต่กองทัพว้า โดยการสนับสนุนของกองทัพพม่า ยึดบ้านเรือนไร่นาของชาวบ้านไป จากค่ายดอยก่อวัน ยังสามารถมองเห็นอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ และเป็นที่ทราบกันดีว่าพื้นที่แถบนี้ในการปกครองของกองทัพว้า ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่

นายเปต๊ะ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลในค่ายดอยก่อวัน กล่าวว่า เวลานี้พบว่าชาวบ้านเริ่มขาดสารอาหาร มีอาการขาแข็ง อ่อนเพลีย เดินไม่ได้ โดยเฉพาะเด็กๆเริ่มเป็นโรคขาดสารอาหาร ตั้งแต่ปิดด่านพรมแดนเมื่อวันที่ 26 มีนาคม เป็นต้นมา นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยเป็นโรคผิวหนัง ปอด หอบหืด มาลาเรีย ซึ่งพอจะสามารถรักษาได้ มีชาวบ้านเป็นไข้เลือดออกก็ส่งลงไปรักษาที่ฝั่งไทย ต.เทอดไท

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขรัฐฉาน กล่าวว่าที่ค่ายแห่งนี้มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 16 คน มี 30 เตียง ตอนนี้เต็มเกือบหมด มีปัญหามากคือขาดอุปกรณ์การแพทย์ ยารักษาโรคเนื่องจากปิดด่านทำให้ไม่สามารถขนส่งมาได้ ขาดยาปฏิชีวนะ ยารักษาโรคกระเพาะ ยาผิวหนัง

“เด็กๆ เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ภูมิต้านทานน้อย อากาศเปลี่ยน และมีการการใช้สารเคมีในไร่ชารอบๆ ตอนนี้ความต้องการเร่งด่วนคือยารักษาโรค วัคซีนบาดทะยัก ตอนนี้ไม่มีเลยสักขวด ร้านยาขายให้ไม่ได้ต้องให้แพทย์สั่ง และไม่มีงบประมาณสนับสนุน เด็กๆ กำลังขาดสารอาหาร จะเริ่มรุนแรงหากทอดระยะเวลาออกอีก 2-3 เดือน บางส่วนอาจป่วยเป็นโรคโลหิตจาง และโรคต่างๆ บางครั้งผมไม่รู้จะทำยังไง คิดไม่ออก แต่หากเปิดด่านเพื่อมนุษยธรรม อย่างน้อยก็สามารถข้ามไปฝั่งไทย”นายเปต๊ะ กล่าว

เจ้าหน้าที่สาธารณะสุขกล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้บริจาครายย่อย แต่ก็ไม่เพียงพอ มีคนส่งยามาก็ใช้หมดในเวลารวดเร็ว งบที่ต้องการคือราว 3-5 หมื่นบาทต่อเดือน คนไข้ 1,500-3,000 คน ต่อปี ช่วงโควิด มีเด็กเกิดแล้ว 1 คน รอคลอดอีก 2 คน มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว เพราะคลอดก่อนกำหนด และป่วยเป็นหอบหืด หากด่านเปิดก็น่าจะรอด

นายเหล่ามอน ครูใหญ่โรงเรียนในค่ายดอยก่อวัน กล่าวว่า เวลานี้สถานการณ์ของนักเรียนคือขาดอาหารมาก เมื่อก่อนพ่อแม่ออกไปทำงาน รับจ้างฝั่งไทย พอที่จะมีเงินมาซื้ออาหาร แต่ตอนนี้ลำบากมากๆ เด็กโตเคยช่วยพ่อแม่เก็บชา พอมีรายได้ซื้ออาหารก็ทำไม่ได้ ข้าวสารก็แทบไม่มี มีที่คณะกรรมการฯ ช่วยหามาให้ ช่วงที่ปิดด่านพรมแดนนั้นลำบากมาก ผลกระทบด้านการศึกษา เด็กนักเรียนจำนวน 80 คนเรียนโรงเรียนฝั่งไทย ทั้งชั้นประถมและมัธยม แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่ไม่ให้ข้ามด่านไป ครูใคค่ายจึงหารือกันว่าจะให้เรียนหนังสือไทใหญ่ สอนวัฒนธรรมไทใหญ่

“ที่ค่ายนี้โรงเรียนมีเด็กกำพร้า 24 คน อายุ 6-19 ปี กำพร้าเพราะรัฐฉานมีการสู้รบ พ่อแม่ตาย หรือครอบครัวโดนเรื่องยาเสพติด ก็มาอยู่หอพักเป็นเด็กกำพร้า ตอนนี้พวกเขาขาดแคลนทุกๆด้าน อาหารกลางวันของเด็กๆ ใช้งบประมาณ คนละ 15 บาทต่อมื้อ วันละ 45 บาท เมื่อก่อนเคยมีผู้สนับสนุน แต่ตอนนี้ไม่มี แม้กระทั่งสบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ผงซักฟอก ก็ไม่มีใช้”ครูใหญ่ กล่าว