‘ซีพี ออลล์’ ประกาศผลสุดยอดหนังสือดีเด่น ‘เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 17’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507256

'ซีพี ออลล์' ประกาศผลสุดยอดหนังสือดีเด่น'เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 17'

‘ซีพี ออลล์’ ประกาศผลสุดยอดหนังสือดีเด่น’เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 17′

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 17.04 น.

ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทย ประกาศผลรางวัล”เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563″ โดย “จันทรา รัศมีทอง” ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทวรรณกรรมสำหรับเยาวชน จากเรื่อง “ลูกไม้กลายพันธุ์” รับโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัล 100,000 บาท

23 กรกฏาคม 2563 นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์  ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 17 ปีของการดำเนินโครงการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ได้คัดสรรหนังสือดีมีคุณภาพทั้ง 7 ประเภทสู่สังคม ประกอบด้วย กวีนิพนธ์, นวนิยาย, การ์ตูน, รวมเรื่องสั้น, วรรณกรรมสำหรับเยาวชน,สารคดี(ทั่วไป) และรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อยกย่องเชิดชูนักเขียนคุณภาพ สนับสนุนผลงานที่มีเนื้อหาจรรโลงสังคม มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รวมถึงส่งเสริมให้เยาวชนพัฒนาตนเองด้านการอ่าน การเขียนผลงานคุณภาพเป็นการต่อยอดทางความคิดให้กับสังคมไทย ขยายผลพื้นฐานความรู้ให้เมืองไทยเป็นสังคมที่อุดมด้วยปัญญา

ในปีนี้มีผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้นจำนวน 25 รางวัล และ 6 หนังสือแนะนำ จาก 256 ผลงาน โดยผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ มีเพียง 2 ประเภท คือ วรรณกรรมสำหรับเยาวชน และรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวดกวีนิพนธ์  สำหรับผลการตัดสินการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 มีดังนี้

ประเภทกวีนิพนธ์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มี 2 รางวัลได้แก่  เรื่อง สองฝั่งแม่น้ำเก่า โดย ลอง จ้องรวี สำนักพิมพ์โรงนาบ้านไร่ และเรื่อง Hi! So-Cial ไฮโซ…เชียล โดย ขวัญข้าว ขวัญเรียมเอย สำนักพิมพ์ Hi-So-Cial Publishing, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มี 2 รางวัล ได้แก่ เรื่อง ซากโบราณมีอยู่ทั่วไป โดย สุธีร์ พุ่มกุมาร สำนักพิมพ์สมุดไทย และเรื่อง บางใครอาจลืมทางกลับบ้าน โดย นิตา มาศิริ จัดพิมพ์โดย ราตรี มาศิริ

ประเภทการ์ตูน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เรื่อง JUICE : ARRIVALS โดย Art Jeeno  สำนักพิมพ์แซลมอน,  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มี 2 รางวัล ได้แก่ เรื่อง PRESENTS FROM THE PRESENT โดยคัจฉกุล แก้วเกต สำนักพิมพ์บัน (BUNBOOKS) และเรื่อง Say hi until goodbye โดย Tum Ulit สำนักพิมพ์คู้บ (KOOB)

ประเภทนวนิยาย รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มี 2 รางวัล ได้แก่  เรื่อง ไต้ก๋ง  โดย ประชาคม ลุนาชัย  สำนักพิมพ์ ดินแดนบุ๊ค และเรื่อง เลือดข้นคนจาง โดย ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์  สำนักพิมพ์มติชน,  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เรื่อง The Boy Who Never Grows เด็กไม่รู้จักโดย เจนมานะ  สำนักพิมพ์บัน (BUNBOOK)

ประเภทรวมเรื่องสั้น รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มี 2 รางวัล ได้แก่  เรื่องราวในหนึ่งวันกับเหตุการณ์ไม่ปกติอื่น ๆ ประพันธ์และจัดพิมพ์โดย กฤติศิลป์  ศักดิ์ศิริ และเรื่อง 24 ชั่วโมง โดย แพรพลอย วนัช สำนักพิมพ์นาคร, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เรื่อง ไร้สัญชาติ และตัวละครอื่น ๆ โดยบัญชา อ่อนดี สำนักพิมพ์บ้านแม่น้ำ

ประเภทวรรณกรรมสำหรับเยาวชน รางวัลชนะเลิศ เรื่อง ลูกไม้กลายพันธุ์  โดย จันทรา รัศมีทอง สำนักพิมพ์บรรณกิจ 1991, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เรื่อง โลกของมดแดงกับแตงกวา (เอยด้วย!) ตอน ความลับใต้ผืนทราย โดย งามพรรณ เวชชาชีวะ สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เรื่อง เรื่องเล่าของพลอยดาว  โดย อัชฌาฐิณี  สำนักพิมพ์อาเธน่า

ประเภทสารคดี (ทั่วไป) รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เรื่อง หญิงร้าย โดย วรธิภา สัตยานุศักดิ์กุล  สำนักพิมพ์ยิปซี,  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2  มี 2 รางวัล ได้แก่ เรื่อง มันนิซาไก คนป่าแห่งเขาบรรทัด โดย บุหลัน รันตี สำนักพิมพ์บ้านหนังสือและ  เรื่อง My Chefs  โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์  สำนักพิมพ์แซลมอน

สำหรับหนังสือแนะนำและหนังสือแนะนำพิเศษในปีนี้ มี  6 เล่ม ได้แก่ เรื่อง หมอยาน้อย ประพันธ์และจัดพิมพ์โดย กิติศักดิ์ ศรีแก้วบวร, เรื่อง อโศก…ฟ้าพลิกดิน โดย ประพีร์พรรณ  ภาณวะวัฒน์ สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช, เรื่อง  ฮัก ฮีต ฮอย ลูกชาวนาอีสาน โดย กฤษฎา ปักกาโต สำนักพิมพ์กระท่อมปณิธาน, เรื่อง จะไม่ทิ้งใครไว้บนเตียง ประพันธ์และจัดพิมพ์โดย ปกาศิต แมนไทยสงค์ และเรื่อง ให้ความหวังนำทางเรา โดย แพน พงศ์พนรัตน์ สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ และหนังสือแนะนำพิเศษ เรื่อง มรณเวชกรรม โดย นายแพทย์ภิญโญ  ศรีวีระชัย และคณะ จัดพิมพ์โดย ศูนย์บริรักษ์ ศิริราช

ประเภทรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวดกวีนิพนธ์ รางวัลชนะเลิศ เรื่อง เรากำลังติดอยู่ในบ่วงแร้วปัจจุบัน โดย กิตติ  อัมพรมหา, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เรื่อง ต้นไม้ทุกต้นแคยเป็นต้นกล้า โดย ณรงค์ชัย แสงอัคคี,  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เรื่อง ฟังสิเสียงพรุ่งนี้เพรียกชีวิต  โดย นนทพัทธ์  หิรัญเรือง และรางวัลเสริมสร้างกำลังใจ เรื่อง ดวงตาหิ่งห้อย โดย ด.ญ.ศุภาพิชญ์  พรอำนวยผล สำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็ก ๆ 

ประเภทรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวดนวนิยายขนาดสั้น รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มี 2 รางวัล ได้แก่ เรื่อง คล้ายว่าน่าน เพิ่งพ้นผ่านไม่นานนัก โดย ปรัชวิชญ์ บุญยะวันตัง และเรื่อง รองเท้าโลหะ โดยจิระพนธ์  ขันชารี, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เรื่อง หน้ากากยิ้มของสิงโต  โดย กนกศักดิ์ เรือนทอง

นายก่อศักดิ์ ยังกล่าวว่า รางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด เป็นโครงการที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักเขียน และนักอ่านเสมอมา จนสามารถก้าวสู่ปีที่ 17 ด้วยเจตนารมณ์ที่มุ่งส่งเสริมการอ่าน การเขียน และการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหนทางของการพัฒนาคน นำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติ สอดคล้องกับนโยบายของ ซีพี ออลล์ ที่มุ่งส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชนอย่างจริงจังต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

สำหรับผู้ชนะเลิศ “เซเว่นบุ๊คอวอร์ด”  ทั้ง  6 ประเภท จะได้รับรางวัลเงินสด 100,000 บาท พร้อมโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ส่วนประเภทรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ รวม 4 หมวด คือ นวนิยายขนาดสั้น รวมเรื่องสั้น กวีนิพนธ์ และการ์ตูน ผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลเงินสด 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์งานเขียนต่อไป

พิธีมอบโล่และรางวัลต่างๆ ในโครงการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัล “เซเว่นบุ๊คอวอร์ด” ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 จะจัดในวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม ศกนี้  ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร โดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย กรรมการกิตติมศักดิ์โครงการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด เป็นประธานในพิธี

ทั้งนี้ การพิจารณาตัดสินรางวัลในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิด้านงานเขียนระดับชั้นนำของประเทศร่วมคัดเลือกผลงานอย่างเข้มข้น ประกอบด้วย นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการตัดสิน ประเภทกวีนิพนธ์ และรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวด “กวีนิพนธ์” , นายศักดา  แซ่เอียว  ประธานคณะกรรมการตัดสิน ประเภทการ์ตูน และรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวด “การ์ตูน” ,ศ.ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ ประธานคณะกรรมการตัดสิน ประเภทนวนิยาย, นายนิรันศักดิ์ บุญจันทร์ ประธานคณะกรรมการตัดสิน ประเภทรวมเรื่องสั้น, นายวินัย รอดจ่าย  ประธานคณะกรรมการตัดสิน ประเภทวรรรณกรรมสำหรับเยาวชน และรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวด “นวนิยายขนาดสั้น” และ “รวมเรื่องสั้น”,ศ.กีรติ บุญเจือ ประธานคณะกรรมการตัดสิน ประเภทสารคดี   

‘ในหลวง’ ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507202

'ในหลวง'ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์

‘ในหลวง’ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.36 น.

“ในหลวง” ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์  ในโอกาสวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์  

23 กรกฎาคม 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพรไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ซึ่งตรงกับวันที่ 23 กรกฎาคม 2563 ข้อความว่า

ฯพณฯ นายอับดุล ฟัตตาห์ อัสซีชี ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ กรุงไคโร ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ข้าพเจ้าขอส่งคำอำนวยพรและความปรารถนาดี เพื่อท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์และประสบความสุขสวัสดิ์ ทั้งเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของประชาชนและความวัฒนาถาวรของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยและสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์จะยังคงร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างเสริมความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งสองให้กระชับ แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์สุขร่วมกัน

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

‘เสมา1’ ระดมเอกชนจับคู่อาชีวะพัฒนา 8 กลุ่มวิชาชีพเพิ่มมาตรฐานผู้เรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507155

'เสมา1'ระดมเอกชนจับคู่อาชีวะพัฒนา 8กลุ่มวิชาชีพเพิ่มมาตรฐานผู้เรียน

‘เสมา1’ระดมเอกชนจับคู่อาชีวะพัฒนา 8กลุ่มวิชาชีพเพิ่มมาตรฐานผู้เรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 12.12 น.

23 กรกฎาคม2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ “แผนการดำเนินงานความร่วมมือยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษา ระหว่าง สถานประกอบการชั้นนำ กับสถานศึกษาภาครัฐ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา” เมื่อเร็วๆนี้ ทั้งนี้ เพื่อยกระดับคุณภาพของผู้เรียนอาชีวศึกษา ด้านแมคคาทรอนิกส์ อิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า ให้มีความรู้ทักษะ มีความเชี่ยวชาญ และมีมาตรฐานวิชาชีพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยมี ผู้บริหารระดับสูงศธ. นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการ กอศ. ผู้บริหารและนักเรียน นักศึกษาสถาบันอาชีวศึกษา 19 แห่ง และสถานประกอบการชั้นนำ 23 เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมตรัง กรุงเทพฯ

นายณัฏฐพล กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากการวางแผนไว้ตั้งแต่ต้น ว่าจะดึงเอกชนที่มีความสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆให้กับอาชีวะ โดยให้จับคู่กับสถานศึกษาในการร่วมมือ และเป็นการลงทุนอย่างคุ้มค่ามีประสิทธิภาพ มีความเข้มข้น วันนี้เป็นวันที่ตนรอคอยว่าเราจะเริ่มผลักดันให้การศึกษาอาชีวะมีความเข้มแขงได้อย่างไร ซึ่งหลังจากนี้อาชีวะจะเป็นกลไกลขับเคลื่อนในหลายๆด้าน จึงต้องประชาสัมพันธ์ให้สังคมเห็นว่าอาชีวะเป็นแกนหลักของประเทศในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เราต้องมุ่งมั่นในการจัดสรรงบประมาณ และหาคนที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยต่อยอดให้กับผู้เรียนอาชีวะ สำหรับความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเปลี่ยนแปลงการพัฒนาการศึกษาอาชีวะไทย การร่วมมือกับคนที่มีศักยภาพโดยเฉพาะเอกชน และหลังจากร่วมมือกันแล้วก็ต้องมีการติดตามผลการทำงานเพื่อกระตุ้นให้เอกชนมีกำลังใจ ในขณะเดียวกันก็ได้เห็นว่าการถ่ายทอดจากผู้ที่มีประสบการณ์จริง จะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ ส่วนจะได้มากน้อยขนาดไหนเราก็ต้องมีการติดตามผลด้วย

“จากที่ได้ฟังแนวทางความร่วมมือในครั้งนี้ยังรู้สึกว่าน้อยเกินไป และช้าเกินไป ผมมองว่า ถ้าหากเราจะผลักดันกันจริง ๆคงต้องจัดสรรงบประมาณลงไปเพื่อให้เกิดโครงการแบบนี้ขึ้นเยอะๆ เพราะผมมั่นใจในการร่วมมือกับเอกชน เพราะเอกชนมีความรู้ความสามารถมีการบริหารจัดการงบประมาณที่เราสามารถเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้ออุปกรณ์ การจัดหาเทรนเนอร์ในส่วนต่างๆเข้ามา ผมอยากให้การขับเคลื่อนของอาชีวะคล่องตัวมากกว่านี้ แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายๆอย่าง ซึ่งผมก็พยายามทลายกำแพงนั้นอยู่” รมว.ศธ. กล่าว 

ด้านนายณรงค์ กล่าวว่า รมว.ศึกษาธิการ ได้สนับสนุนการจัดการศึกษาอาชีวะมาโดยตลอด และทุกคนอยากเห็นอาชีวะมีคุณภาพ แต่โดยภาครัฐไม่สามรรถดำเนินการได้เพียงลำพัง จึงต้องร่วมกับสถานประกอบการในการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษา โดยในวันนี้มี 23 บริษัทชั้นนำ และ 19 วิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จะร่วมมือกันขับเคลื่อน โดยแบ่งกลุ่มวิชาชีพออกเป็น 8 กลุ่ม ครอบคุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยมีการจับคู่ดำเนินงานร่วมกัน  สำหรับในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลมี 10 คู่,  ภาคตะวันออกเฉียงหนือ 2 คู่, ภาคเหนือ 2 คู่, ภาคตะวันตก 1 คู่, ภาคตะวันออก 7 คู่ ซึ่งในจำนวนนี้มีบางวิทยาลัยที่มีบริษัทมากกว่า 1 แห่งเข้าไปร่วมขับเคลื่อน

“สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เกิดจากวิศัยทัศน์ของ รมว.ศึกษาธิการ ที่ได้เน้นย้ำมาโดยตลอดและให้ความสำคัญกับการศึกษาในระดับอาชีวะ และได้มอบให้ที่ปรึกษาและเลขานุการ รวมทั้งผมหาลือกันและให้ สอศ.จัดทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษา ในกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ เช่น ด้าน 3D/VR , P-TECH, Programming, Digital marketing, Networking,Robotics, AI เป็นต้น  ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่จะร่วมกันขับเคลื่อนอาชีวะทั้งการเทรนครู การสร้างครูและส่งต่อถึงผู้เรียนเพื่อสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

ม.รามฯปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ออนไลน์ 3 ส.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507082

ม.รามฯปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ออนไลน์ 3 ส.ค.นี้

ม.รามฯปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ออนไลน์ 3 ส.ค.นี้

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 19.22 น.

มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2563 แบบออนไลน์ ในวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2563 เวลา 08.00 – 16.00 น. โดยถ่ายทอดสดจากห้องประชุมอาคารสองแคว 1 (SK1) ชั้น 7 วิทยาเขตบางนา ซึ่งนักศึกษาสามารถรับชมผ่านทางเว็บไซต์ www.ru.ac.th หรือ www.techno.ru.ac.th เพื่อให้นักศึกษาใหม่ได้รู้จักมหาวิทยาลัยรามคำแหง และสร้างความคุ้นเคยกับสถาบัน เข้าใจระบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย รวมทั้งได้รับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับนักศึกษา

โดยในช่วงเช้า ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นพิธีปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ โดย ผศ.ดร.บุญชาล ทองประยูร ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษานานาชาติ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นประธานให้โอวาท ต่อด้วยการบรรยายพิเศษสร้างแรงบันดาลใจความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จจากศิษย์เก่า ม.ร. และช่วงบ่าย เวลา 13.00-16.00 น. เป็นการแนะนำการเรียน ระบบการเรียนการสอน การสอบไล่ และข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่นักศึกษา จาก สำนักบริการวิชาการและทดสอบประเมินผล สถาบันคอมพิวเตอร์ สำนักเทคโนโลยีการศึกษา กองกิจการนักศึกษา และกองงานวิทยาเขตบางนา เป็นต้น

สำหรับ นักศึกษาส่วนภูมิภาค สามารถเข้าร่วมปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ได้ที่สาขาวิทยบริการฯ ทุกแห่ง ในวันที่ 3 สิงหาคม 2563 เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป และหากไม่สะดวกเข้าร่วมการปฐมนิเทศ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ จากส่วนกลางได้เช่นกัน

ขอเชิญนักศึกษาใหม่เข้าร่วมรับชมพิธีปฐมนิเทศออนไลน์และร่วมปฐมนิเทศ ณ สาขาวิทยบริการฯ ทุกแห่ง ในวันที่ 3 สิงหาคม 2563 เวลา 08.00 – 16.00 น. ตามกำหนดการดังกล่าว สอบถามรายละเอียดได้ที่ กองงานวิทยาเขตบางนา โทร.0-2397-6308

‘สมพงษ์’ ชี้โครงสร้างล้มเหลว เด็ก 10 ล้านหลุดระบบการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507059

'สมพงษ์'ชี้โครงสร้างล้มเหลว เด็ก10ล้านหลุดระบบการศึกษา

‘สมพงษ์’ชี้โครงสร้างล้มเหลว เด็ก10ล้านหลุดระบบการศึกษา

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 17.58 น.

“ดร.สมพงษ์” ชี้ปัญหาเด็กเยาวชนทวีความรุนแรง คาด10ล้านคน ต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา เผย ระบบโครงสร้างล้มเหลวและเดินไปผิดทาง ผลิตเด็กที่ไม่มีคุณภาพ แฝงไปด้วยความรุนแรง จี้รัฐทบทวน มุ่งไปที่ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ 

วันที่ 22 กรกฎาคม 2563 ที่โรงแรม ไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ โครงการการพัฒนาศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีเสวนา “เปลี่ยนโลกสีเทาของเยาวชน” เพื่อนำเสนอผลวิจัยและแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย โดยมีตัวแทนเครือข่ายคนทำงาน ด้านเด็กและเยาวชน รวมถึงตัวแทนนักศึกษา หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมหาข้อสรุปและแนวทางพัฒนาเด็กและเยาวชนต่อไป 

ศ.ดร.สมพงษ์  จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เวทีนี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชน นักเคลื่อนไหวทางสังคม ได้มาแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้และประมวลสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์และผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นจริง จากการศึกษาสะท้อนว่า ความเหลื่อมล้ำของเด็กและเยาวชนเกิดจากปัจจัยหลายด้าน อาทิ ปัญหาด้านโครงสร้างของประเทศ ปัญหาครอบครัว ปัญหาสถานศึกษาที่ไม่ปลอดภัย และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตราย ยิ่งเมื่อเจอสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรงขึ้น จนอาจทำให้เด็กกว่า 10 ล้านคน ต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา กลายเป็นแรงงานนอกระบบในระยะยาว ส่วนปัญหาเด็กกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มที่อยู่ในสถานพินิจ ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบโครงสร้างของประเทศไทยกำลังล้มเหลวและเดินไปผิดทาง ด้วยการผลิตเด็กที่ไม่มีคุณภาพและแฝงไปด้วยความรุนแรง ภาครัฐควรหันกลับมาทบทวนนโยบาย มองปัญหาครอบครัว สังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่ แทนที่จะมุ่งไปแต่เรื่องเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา 

“จากงานวิจัยสามารถจำแนกประเด็นเด็กและเยาวชนได้ 10 เรื่อง อาทิ ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ที่พบว่ายังมีอยู่ทั่วโลกมากกว่า 263 ล้านคน ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ การปิดกั้นพื้นที่ทางความคิด พื้นที่ประชาธิปไตย ระบบอำนาจนิยมครอบงำเด็กและเยาวชน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ากระบวนการหล่อหลอมเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ในครอบครัวจนถึงโรงเรียน มีการใช้ระบบอำนาจนิยมเพื่อควบคุม สั่งการ จำกัดสิทธิ เสรีภาพ การแสดงออกของเยาวชนถูกกดทับ ไม่เป็นตัวตนแบบที่อยากจะเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อกรอบความคิด การเคารพซึ่งความแตกต่าง และมุมมองคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน สำหรับผลสรุปที่ได้จากงานวิจัยจะถูกวิเคราะห์รวบรวมนำเสนอต่อภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ปัญหาเด็กและเยาวชนได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว  

รศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา ผู้รับผิดชอบโครงการวิจัยแนวทางการจัดการศึกษาทางเลือกสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า ในปี 2561 มีเด็กและเยาวชน 30,000 ราย ที่อยู่ในระบบการดูแลของกรมพินิจฯและศูนย์ฟื้นฟูต่างๆ แม้ภายในศูนย์มีการฝึกทักษะอาชีพ รวมถึงหลักสูตร กศน. ให้กับเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา แต่โครงสร้างการศึกษาดังกล่าวไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความสนใจหรือความถนัดของเด็ก ดังนั้นกรมพินิจจึงมีนโยบายส่งเสริมให้มีการศึกษาทางเลือก เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ จัดการศึกษาสามัญให้เด็กกลุ่มเสี่ยงได้ ซึ่งจากผลงานวิจัยในการจัดการศึกษาดังกล่าวจะเน้นให้เด็กเรียนตามความสนใจและความถนัด โดยใช้หลักสูตรที่ยืดหยุ่น พร้อมพัฒนาศูนย์ฟื้นฟูให้เป็นศูนย์การศึกษาทางเลือกที่พร้อมส่งต่อการศึกษาอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคต่างๆ ทั้งนี้การผลักดันหลักสูตรให้เกิดเป็นรูปธรรมต้องอาศัยความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ช่วยขับเคลื่อนกระบวนการทางกฎหมายให้มีผลบังคับใช้ในระยะยาว

ขณะที่ ดร.อรรฏชณม์  สัจจะพัฒนกุล ผู้รับผิดชอบโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ “พลเมืองเด็กและเยาวชนรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศและดิจิทัล” ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า การศึกษาปัญหาเชิงลึกของเด็กและเยาวชนจะแบ่งเด็กเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มโรงเรียนขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ขนาดใหญ่ประจำอำเภอ และขนาดเล็กที่อยู่ตามชายขอบจังหวัดพิษณุโลก พบว่า เด็กจะรับสื่อตามสมรรถนะการเรียนรู้เบื้องต้นที่มี ดังนั้นการที่เด็กจะรู้เท่าทันสื่อ ที่ไม่ใช่แค่การรู้เท่าทันข่าวสาร ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายสิ่ง ทั้งความเสมอทางการศึกษา ระบบนิเวศวัฒนธรรมทางสังคม รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ หากจะให้การรู้เท่าทันสื่อเกิดขึ้นได้จริง ภาครัฐต้องพลิกบทบาทของตัวเอง และเปลี่ยนกระบวนทัศน์การเรียนรู้ใหม่ ด้วยการพยายามลดช่องว่างทางโอกาสของเด็กๆ ให้ลดลง 

“การรู้เท่าทันสื่อต้องผูกโยงกับเรื่องของพลเมือง เพราะการรู้เท่าทันสื่อเป็นสิทธิพื้นฐานในการรับรู้ ดังนั้นภาครัฐไม่ได้มีหน้าที่คุ้มครองและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่รัฐต้องมาช่วยสนับสนุน ดูแลอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้เกิดรัฐสวัสดิการ ความเสมอภาคทางการศึกษาที่ดี และการแก้ไขปัญหาที่บูรณาการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ สร้างการมีส่วนร่วมให้มากขึ้น และใช้งบประมาณที่รัฐมีจากภาษีของประชาชนเพื่อประชาชนมากยิ่งขึ้น จะช่วยให้การรู้เท่าทันสื่อประสบความสำเร็จ จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนของการศึกษาไทย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเรียนรู้ของเด็กๆ ” 

ขณะที่ ดร.สุรชัย  เฉนียง  ผู้รับผิดชอบโครงการพฤติกรรมเสี่ยงฆ่าตัวตายในมุมมองของวัยรุ่นในจังหวัดนครพนม  กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่า ปัญหาการฆ่าตัวตายของเด็กและเยาวชนมาจากความเครียด ซึ่งปัจจัยเกิดจากการคาดหวังของครอบครัว ในเรื่องการเรียน ความรัก รวมถึงการนำเสนอเนื้อหาของสื่อที่ไม่เหมาะ ส่งผลต่อพฤติกรรมการลอกเรียนแบบ ดังนั้นแนวทางแก้ที่เร่งด่วน คือ สร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน เชื่อมโยงหน่วยงานสำคัญ ขับเคลื่อนการสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ ยกระดับโรงเรียนให้เป็นต้นแบบและมีคุณภาพ มีแอพพลิเคชั่นส่งเสริมการป้องกันปัญหาด้านสุขภาพจิต และอปท.สาธารณสุขอำเภอ สาธารณสุขจังหวัด ต้องสร้างภาคีเครือข่ายเฝ้าระวังเด็กกลุ่มเสียง พร้อมพัฒนาองค์ความรู้ด้านปัญหาสุขภาพจิต   
 

‘ผบ.ทร’ เปิดห้องเรียนอัจฉริยะโรงเรียนสัตหีบ เขตฐานทัพเรือสัตหีบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506993

'ผบ.ทร' เปิดห้องเรียนอัจฉริยะโรงเรียนสัตหีบ เขตฐานทัพเรือสัตหีบ

‘ผบ.ทร’ เปิดห้องเรียนอัจฉริยะโรงเรียนสัตหีบ เขตฐานทัพเรือสัตหีบ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 15.39 น.

วันที่ 22 ก.ค.63 เมื่อเวลา 13:00 น.พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และนาวาเอกหญิง อุบลวรรณ รุดดิษฐ์ นายกสมาคมภริยาทหารเรือ ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดห้อง Smart Classroom ณ โรงเรียนสัตหีบเขตฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบจังหวัดชลบุรี โดยมี พลเรือเอก อรัญนำผล ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ ในฐานะประธานกรรมการสวัสดิการโรงเรียนกองทัพเรือและคณะครู นักเรียนโรงเรียนสัตหีบ เขตฐานทัพเรือสัตหีบให้การต้อนรับ

โรงเรียนสัตหีบ เป็นกิจการหนึ่งของสวัสดิการโรงเรียนกองทัพเรือสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรหลานข้าราชการและลูกจ้างในสังกัดกองทัพเรือ ทั้งในและนอกประจำการที่ย้ายมารับราชการในพื้นที่อำเภอสัตหีบ โดยได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2479 ปัจจุบันได้ดำเนินการมาแล้ว 84 ปี เปิดทำการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการและจัดการเรียนรู้รูปแบบ EIS (English for Intertrade  Studies) ซึ่งได้รับการอนุมัติจากกระทรวงกลาโหมให้เป็นโรงเรียนต้นแบบของกระทรวงกลาโหม

โรงเรียนสัตหีบแบ่งเป็น 2 พื้นที่ประกอบด้วยเขตฐานทัพเรือสัตหีบและเขตกองเรือยุทธการปัจจุบันมีข้าราชการที่มาช่วยปฏิบัติงานจำนวน 15 นาย ครูและบุคลากรจำนวน 165 คน นักเรียน 2,317 คนและมีห้องเรียนทั้งสิ้น 86 ห้อง สัดส่วนบุตรหลานข้าราชการกองทัพเรือกับบุคคลทั่วไปร้อยละ 65 : 35

ในปีการศึกษา 2561 โรงเรียนสัตหีบ เขตฐานทัพเรือสัตหีบได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนเอกชนต้นแบบ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และได้รับการสนับสนุนเงินบริจาค จากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) จำนวน 5 ล้านบาท บริษัท  WHA คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) จำนวน 4 ล้านบาทรวมเป็นเงิน 9 ล้านบาทโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนา โรงเรียนสัตหีบ สวัสดิการโรงเรียนกองทัพเรือ เขตฐานทัพเรือสัตหีบและเขตกองเรือยุทธการให้เป็นโรงเรียนเอกชนต้นแบบ EEC ในระดับอนุบาลประถมและมัธยมศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษาให้นักเรียนมีทักษะด้านภาษาเทคโนโลยีและการประกอบอาชีพรองรับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รวมถึงเป็นค่ายกิจกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในระดับมัธยมศึกษา เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย 

สวัสดิการโรงเรียนกองทัพเรือจำเป็นต้องจัดหาปรับปรุง ห้องเรียนภาษาอังกฤษและอุปกรณ์การสอนที่มีความพร้อมและทันสมัยเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนโดยได้จัดหาอุปกรณ์ Smart classroom พร้อมติดตั้งซึ่งแบ่งออกเป็นห้อง  Fully Smart classroom จำนวน 2 ห้อง ห้อง Moderate Smart Classroom จำนวน 2 ห้องและห้อง Mini Smart classroom จำนวน 2 ห้องซึ่งมีความพร้อมในการรองรับการเรียนการสอนเทคโนโลยีสมัยใหม่โดยเฉพาะวิชา Coding ซึ่งโรงเรียนสัตหีบ ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 3 โรงเรียนนำร่องของจังหวัดชลบุรี ภายใต้โครงการส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้าน Coding ผ่านพื้นที่พัฒนานักประดิษฐ์ดิจิทัล วิชา Codind เป็นการฝึกให้นักเรียนคิดเชิงระบบ เป็นขั้นตอน ตลอดจนการริเริ่มสร้างสรรค์

โดยการดำเนินการ ดังกล่าว ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา และได้จัดให้มีพิธีเปิดในวันนี้ โอกาสนี้ ภายหลังพิธีเปิด ห้อง Smart Classroom ผู้บัญชาการทหารเรือและนายกสมาคมภริยาทหารเรือ ได้เข้าเยี่ยมชมห้องเรียน ในชั้นเรียนต่างๆ ด้วยความสนใจ ก่อนเดินทางกลับ

ศธ. เร่งผลักดันการพัฒนาเด็กปฐมวัย สร้างทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งในศตวรรษที่ 21 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506923

ศธ.เร่งผลักดันการพัฒนาเด็กปฐมวัย สร้างทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งในศตวรรษที่21

ศธ.เร่งผลักดันการพัฒนาเด็กปฐมวัย สร้างทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งในศตวรรษที่21

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 13.31 น.

22 กรกฎาคม 2563 นายณัภฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการ​ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการจัดการศึกษาปฐมวัย​ของกระทรวงศึกษาธิการ​ (พ.ศ. 2563-2565) โดยมี นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ รองปลัด ศธ. ผู้ทรงคุณวุฒิ​ด้านปฐมวัย​ และคณะกรรมการฯ เข้าร่วมประชุมเมื่อเร็วๆนี้ ว่าจากการประชุมครั้งนี้ได้เห็นการทำงานอย่างเข้มข้นของภาคเอกชนและฝ่ายวิชาการด้านปฐมวัย ที่นำเสนอแผนปฏิบัติการฯที่จับต้องได้ มีระยะเวลาที่ชัดเจนในการขับเคลื่อน ก็เป็นหน้าที่ของศธ. ที่จะต้องตัดสินใจว่าในการขับเคลื่อนนั้นเราอยากจะใช้เวลานานเท่าใด 1 ปีก็ทำได้ 3 ปีก็ทำได้ 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณและแผนงานที่วางไว้ ถ้าเราใช้งบประจำปีปกติก็จะลำบาก แต่ถ้าเราสามารถทำแผนให้ส่งผลไปถึงจำนวนผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากตรงนี้ก็อาจจะต้องใช้งบกลาง ซึ่งก็จะต้องนำเสนอแผนให้ท่านนายกฯพิจารณาต่อไป เพราะเรื่องการสร้างพื้นฐานของเด็กปฐมวัยอยู่ในแผยยุทธ์ศาสตร์แห่งชาติ จึงเป็นช่วงเวลาที่เราจะสามารถวางรากฐานได้อย่างมั่นคงให้กับเด็กปฐมวัย เพราะเรามีการทำงานมาอย่างต่อเนื่องมีความเข้มแข็งเป็นการร่วมมือระหว่างฝ่ายวิชาการและมหาวิทยาลัยต่างๆด้วย เป็นการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กับกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ที่จะทำให้บุคลากร โดยเฉพาะคุณครูมีศักยภาพมากขึ้นในการพัฒนาเด็กปฐมวัยซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ 

“ผมเองไม่อยากรอใช้เวลานานถึง 3 ปี อยากใช้หลักสูตรที่กระชับ สั้น และขยายวงกว้าง แต่ก็เป็นการใช้งบประมาณที่มากขึ้น ซึ่งฝ่ายวิชาการได้นำเสนอแนวทางต่าง ๆที่เหมาะกับการพัฒนาเด็กในศตวรรษที่ 21 และเป็นที่ยอมรับระดับโลกแล้ว วันนี้เราหาวิธีว่าจะเผยแพร่ในวงของกระทรวงศึกษาฯ วงเด็กปฐมวัยได้อย่างไร  ซึ่งถ้าวางแผนใช้เวลา 3 ปีหรือใช้เวลา 1 ปีก็ได้ แต่ผมคิดว่าเรื่องเด็กปฐมวัยเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ได้แตกต่างจากการลงทุนในการสร้างถนนหรือสร้างสิ่งอื่นๆ ผมคิดว่าการสร้างทุนมนุษย์หรือทรัพยากรมนุษย์ที่เข้มแข็งโดยเฉพาะกับเด็กเล็กๆเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญมาก” รมว.ศธ. กล่าว 

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัย เรื่องความเข้าใจในหลักสูตรที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และการต่อสู้ แข่งขันกับโลกปัจจุบัน รวมถึงการพัฒนาทักษะ หรือ EQ ของเด็กเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญมากกว่ากายภาพ

รมว.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ตนให้ความสำคัญกับพื้นที่นวัตกรรม และศธ.ได้วางแผนไว้แล้ว ประกอบกับขณะนี้มี พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ออกมาแล้ว ศธ.จึงได้ตั้งคณะอนุกรรมการในชุดต่างๆออกมาเพื่อให้การขับเครื่องพื้นที่นวัตกรรมมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น ที่ผ่านมาติดขัดเพราะยังไม่สามารถจัดตั้งคณะอนุกรรมการต่างๆได้ และที่ผ่านมาตนได้พูดย่ำในหลายๆที่ ว่าเราจะต้องมองนอกกรอบใช้บุคลากรที่มีความคิดสร้างสรรจึงเรียกว่าพื้นที่นวัตกรรม ก็จะพยายามไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับการทำงานแบบเดิมๆที่มีอยู่ในวงกว้างปัจจุบัน แต่นี้เป็นการทดลอง เป็นการขับเคลื่อนในรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ และได้พูดคุยกันถึงความคิดสร้างสรรค จุดเน้นของพื้นที่นวัตกรรมการศกษา คือการคิดนอกกรอบ แต่อยู่ในวิสัยทัศน์ที่จะนำมาพัฒนาได้ในอนาคตและลงไปสู่โรงเรียนจำนวนมากของประเทศไทย

ร.10 โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเยี่ยมให้กำลังใจ ‘จนท.-ปชช.’ รับผลกระทบความไม่สงบนราธิวาส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506894

ร.10โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเยี่ยมให้กำลังใจ'จนท.-ปชช.'รับผลกระทบความไม่สงบนราธิวาส

ร.10โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเยี่ยมให้กำลังใจ’จนท.-ปชช.’รับผลกระทบความไม่สงบนราธิวาส

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 11.33 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีเดินทางไปปฏิบัติภารกิจเยี่ยม และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

22 กรกฎาคม 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เดินทางไปปฏิบัติภารกิจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ จังหวัดนราธิวาส โดยมีนายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พลเอก สมพล ปานกุล ที่ปรึกษา ผอ.รมน.ภาค 4 พลตรี สมดุลย์ เอี่ยมเอก ผบ.ฉก.นราธิวาส นายบุญพาศ รักนุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ผู้บังคับหน่วย นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน  ร่วมให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ได้เดินทางไปมอบสิ่งของพระราชทานแก่เจ้าหน้าที่ทหารพราน ณ ฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานที่ 4511 บ้านสาเมาะ ตำบลบองอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อเชิญสิ่งของพระราชทานมอบแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจจำนวน 50 ชุด เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ 

 ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563 เวลาประมาณ 15.00 น. ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 กองร้อยทหารพรานที่ 4511 ขณะเดินทางกลับจากการทำกิจกรรม Big Cleaning Day ในมัสยิดบ้านลาไม ตำบลบองอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ถึงบริเวณที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายกดชนวนระเบิด ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานได้รับบาดเจ็บ จำนวน 2 นาย และได้นำนำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลระแงะ โดยเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 นายได้ร่วมพิธีรับสิ่งของพระราชทานในครั้งนี้ด้วย

พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากล่าวกับเจ้าหน้าที่ทหารพรานให้ได้รับทราบว่าทรงห่วงใยทุกคนที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทรงชื่นชมในการปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็งที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆในบ้านเมือง ทรงให้กำลังใจมาถึงทุกคนตลอดจนครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งเป็นกำลังสำคัญยิ่งของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในที่แห่งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

จากนั้น องคมนตรีได้เดินทางมอบถุงพระราชทานแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจ ณ ฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานที่ 4411 จังหวัดปัตตานี ตามลำดับ

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จับมือ ไบโอเนท-เอเชีย เตรียมวัคซีนวัคซีน ตรวจสอบวัคซีนไอกรนไร้เซลล์ที่ผลิตในประเทศได้สำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506881

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จับมือ ไบโอเนท-เอเชีย เตรียมวัคซีนวัคซีน ตรวจสอบวัคซีนไอกรนไร้เซลล์ที่ผลิตในประเทศได้สำเร็จ

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จับมือ ไบโอเนท-เอเชีย เตรียมวัคซีนวัคซีน ตรวจสอบวัคซีนไอกรนไร้เซลล์ที่ผลิตในประเทศได้สำเร็จ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 10.50 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จับมือบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด เตรียมวัคซีนมาตรฐาน สำหรับใช้ตรวจสอบคุณภาพวัคซีนไอกรนไร้เซลล์ที่ผลิตในประเทศได้สำเร็จ  ทำให้สามารถเก็บสารมาตรฐานไว้ใช้ได้นานขึ้น ลดค่าใช้จ่ายสั่งซื้อจากต่างประเทศ และผลิตวัคซีนที่มีคุณภาพสู่ประชาชนได้เร็วขึ้น

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า วัคซีนมาตรฐานที่ใช้สำหรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการถือเป็นสารสำคัญและจำเป็น ที่ทำให้ผลการวิเคราะห์มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันชีววัตถุ ซึ่งทำหน้าที่เป็นห้องปฏิบัติการควบคุมกำกับภาครัฐในการตรวจวิเคราะห์เพื่อควบคุมคุณภาพวัคซีนและยาชีววัตถุของประเทศ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและความปลอดภัย ได้ร่วมกับเครือข่ายผู้ผลิตวัคซีนในประเทศจำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย องค์การเภสัชกรรม สถานเสาวภา สภากาชาดไทย บริษัท องค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด และบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด จัดทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการจัดเตรียมชีววัตถุมาตรฐานขึ้นในปี 2560 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและเพิ่มศักยภาพในการจัดเตรียมวัคซีนและชีววัตถุมาตรฐานของประเทศและของภูมิภาค เพื่อการพึ่งพาตนเองและสนับสนุนเครือข่ายห้องปฏิบัติการควบคุมกำกับภาครัฐของภูมิภาคให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งในแต่ละปีจะมีความร่วมมือกันจัดเตรียมวัคซีนและชีววัตถุมาตรฐานขึ้นตามความต้องการ 

โดยในปี 2560-2561 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และบริษัทไบโอเนท-  เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ ที่อาศัยเทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรมแห่งแรกในประเทศ ได้ร่วมกันจัดเตรียมวัคซีนไอกรนไร้เซลล์ชนิดผงแห้ง และต่อมาในปี 2562-2563 ได้จัดเตรียมแอนติบอดีต่อแอนติเจนของเชื้อไอกรนในรูปซีรั่มผงแห้ง เพื่อใช้เป็นวัคซีนและแอนติบอดีมาตรฐานของประเทศได้สำเร็จ การที่เราสามารถจัดเตรียมวัคซีนและแอนติบอดีในรูปของผงแห้งได้ จะทำให้สามารถเก็บสารมาตรฐานไว้ใช้ได้เป็นเวลานานขึ้น ลดค่าใช้จ่ายที่ต้องซื้อสารจากต่างประเทศ

นายแพทย์โอภาส กล่าวต่ออีกว่า สารมาตรฐานทั้งสองนี้มีความสำคัญใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของวัคซีนไอกรนไร้เซลล์ ทำให้ทราบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการกระต้นภูมิคุ้มกันเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์นั้น ไม่มีวัคซีนมาตรฐานในระดับสากล แต่ละผู้ผลิตจำเป็นต้องใช้วัคซีนมาตรฐานที่ผลิตขึ้นเองที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพตั้งแต่การศึกษาประสิทธิผลในมนุษย์ และห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพภาครัฐ โดยสถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ต้องตรวจสอบเพื่อยืนยันผลวัคซีนที่ผลิตขึ้นก่อนปล่อยผ่านให้มีการจำหน่าย ดังนั้นการที่ทั้ง2ห้องปฏิบัติการได้มีการจัดเตรียมและกำหนดค่าของวัคซีนและแอนติบอดีมาตรฐานร่วมกัน ย่อมส่งผลให้เกิดการยอมรับ ในการตรวจยืนยันผลวิเคราะห์ ลดความแตกต่างหรือความขัดแย้งของผลการทดสอบระหว่างผู้ผลิตและหน่วยงานควบคุมคุณภาพทางห้องปฏิบัติการ ทำให้สามารถปล่อยผ่านวัคซีนที่มีคุณภาพไปสู่ประชาชนได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดการยอมรับจากหน่วยงานควบคุมกำกับในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น เป็นการส่งเสริมการส่งออกวัคซีนของประเทศ 

บิ๊กสพฐ. ห่วงปัญหาครูบูลลี่เด็ก – ละเมิดทางเพศ รับไม่ได้ปมทุจริตอาหารกลางวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506729

บิ๊กสพฐ.ห่วงปัญหาครูบูลลี่เด็ก-ละเมิดทางเพศ รับไม่ได้ปมทุจริตอาหารกลางวัน

บิ๊กสพฐ.ห่วงปัญหาครูบูลลี่เด็ก-ละเมิดทางเพศ รับไม่ได้ปมทุจริตอาหารกลางวัน

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 15.53 น.

21 กรกฎาคม 2563 นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำ แนวทางการดำเนินการในช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1 ในปีการศึกษา 2563 โดยเฉพาะการบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวัน แก้ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ การลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุ และปัญหายาเสพติด 

โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารให้ชัดเจน ว่าจะไม่ยอมให้เกิดปัญหาการทุจริตเงินอาหารกลางวันเด็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่สพฐ.รับไม่ได้ เพราะต้องการให้เด็กได้รับประทานอาหารกลางวันอย่างครบถ้วน และถูกสุขอนามัย ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ส่วนปัญหาล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งยังเกิดขึ้นอย่างเนืองๆอยู่นั้น ยอมรับว่า สพฐ. มีความไม่สบายใจ จึงมอบให้ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญสพฐ.ดูแลพื้นที่อย่างใกล้ชิด หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดูแลอย่างใกล้ชิด พิจารณาตามกระบวนการอย่างเด็ดขาดในทางวินัย ส่วนทางอาญาก็ให้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายกฏหมายและสหวิชาชีพ เข้ามาดูแลโดยต้องไม่ทำให้เด็กได้รับผลกระทบทางจิตใจ เพราะเด็กต้องโตและอยู่ในสังคม

เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาการลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุนั้น พบว่าการทำโทษด้วยการตีเด็กหรือทำร้ายเด็กมีจำนวนลดน้อยลง แต่สิ่งที่พบเพิ่มขึ้นคือการบูลลี่ กระทำในสิ่งที่กระทบต่อจิตใจของเด็ก เช่น การตัดผมนักเรียน ซึ่งตนได้ให้นโยบาย ไปว่าให้โรงเรียนจัดทำระเบียบทรงผมของโรงเรียนให้สอดคล้องกับ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 รวมถึงให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

โดยเฉพาะเรื่องการโพสต์ข้อความทางสื่อโซเชียลที่ต้องระมัดระวัง ก็เข้าใจครูที่ทำแต่ต้องปรับเปลี่ยนและอยากให้ครูเข้าใจนักเรียน และให้ครูเน้นที่คุณภาพการศึกษามากกว่า ส่วนเรื่องปัญหายาเสพติด สพฐ. ค่อนข้างกังวลใจ ได้กำชับให้ผู้บริหารโรงเรียนและครูคอยสอดส่องดูแล รวมถึงดูพฤติกรรมครู อย่าให้มีการค้าหรือเสพยาเสพติดเสียเอง เพราะครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียน  

“ส่วนการเปิดเทอมมา 22 วันแล้ว ภาพรวมถือว่าโรงเรียนและเขตพื้นที่ฯ แต่ละแห่งทำได้ดีมาก มีความเข้มข้น และมีการเคร่งครัดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 มีการเว้นระยะห่าง วัดอุณหภูมิ และให้เด็กสวมหน้ากากอนามัย ให้เด็กล้างมือ ก็ขอชื่นชมครูและโรงเรียน ซึ่งเราอยากให้โรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดภัย แต่เด็กก็อาจจะไปติดได้จากที่อื่น ดังนั้น จึงอยากให้ภาคสังคมให้ความร่วมมือ ดูแลความปลอดภัย และอีกเรื่องที่ สพฐ. และรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ให้ความสำคัญคือการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ต้องมีความหนักแน่นในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ความมั่งคงของประเทศ ขณะนี้ต้องยึดโยง 3 สถาบันหลัก จึงฝากผู้บริหารเขตพื้นที่ฯและโรงเรียนร่วมกันจัดกิจกรรม สร้างความรัก สามัคคี และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” นายอำนาจ กล่าว