3 ทีมสตาร์ทอัพคว้าชัยจากเวที ‘SiBB Global Connect’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506703

3 ทีมสตาร์ทอัพคว้าชัยจากเวที 'SiBB Global Connect'

3 ทีมสตาร์ทอัพคว้าชัยจากเวที ‘SiBB Global Connect’

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 15.15 น.

3 ทีมสตาร์ทอัพ จากรั้วมหาวิทยาลัย คว้าชัยการประกวดนำเสนอแผนธุรกิจภาษาอังกฤษ จากเวที “SiBB Global Connect”

อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มช. (STeP) จัดกิจกรรมการประกวดนำเสนอแผนธุรกิจภาษาอังกฤษ “SiBB Global Connect” รอบชิงชนะเลิศ เพื่อเฟ้นหาสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการนักศึกษาในกลุ่ม Digital for Lifestyle และ  Digital for Quality of Life เตรียมความพร้อมสู่การสร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมผ่านกลไกการสนับสนุนของมหาวิทยาลัยและพี่เลี้ยงทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ระหว่างกิจการขนาดใหญ่และมหาวิทยาลัย (Business Brotherhood) ประจำปีงบประมาณ 2563 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

โอกาสนี้ ดร.ชาญวิทย์ ตรีเดช ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดกิจกรรม ณ NSP Rice Grain Auditorium อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่) และมอบรางวัลสำหรับทีมนักศึกษาผู้ประกอบการทั้ง 3 ทีม ที่มีความโดดเด่นในแผนธุรกิจและมีศักยภาพในการต่อยอดเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจในระดับสากล พร้อมกล่าวปิดกิจกรรม โดยนักศึกษาและผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล จำนวน 3 ทีม ได้แก่ ทีม ReCute จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  นำเสนอผลงานระบบจัดการร้าน Multiband และสินค้าฝากขายแบบ O2O  ทีม OFFIT จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นำเสนอผลงาน Interactive exercise game ที่ช่วยให้พนักงานในองค์กรมีสุขภาพดีขึ้น ทีม SewSide จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำเสนอผลงาน  A one-stop B2B garment platform เชื่อมโยง SMEs และโรงงานผู้ผลิต 

สำหรับการประกวดในรอบชิงชนะเลิศนี้ มีทีมผู้เข้าแข่งขันรวมทั้งสิ้น 15 ทีม จาก 9 มหาวิทยาลัย โดยคัดเลือกผู้ร่วมประกวดจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายในโครงการ Business Brotherhood ทั่วประเทศ จำนวน 27 มหาวิทยาลัย ซึ่งทีมผู้ชนะการประกวดทั้ง 3 ทีม จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาต่อยอดธุรกิจ เตรียมความพร้อมสู่การขยายธุรกิจออกสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมโอกาสในการจับคู่ธุรกิจกับนักลงทุนทั้งในระดับประเทศและสากลต่อไป

‘ณัฏฐพล’ ยันรร.ต้องปลอดภัย ศธ.เปิดศูนย์คุ้มครองช่วยเหลือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506578

‘ณัฏฐพล’ยันรร.ต้องปลอดภัย  ศธ.เปิดศูนย์คุ้มครองช่วยเหลือ

‘ณัฏฐพล’ยันรร.ต้องปลอดภัย ศธ.เปิดศูนย์คุ้มครองช่วยเหลือ

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

‘ณัฏฐพล’ยันรร.ต้องปลอดภัย

ศธ.เปิดศูนย์คุ้มครองช่วยเหลือ

นร.-นศ.ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ศธ.เปิดศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียน-นักศึกษาที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ชูนโยบายเชิงรุก ป้องกันปราบปรามล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษาพร้อมคุ้มครองช่วยเหลือผู้ถูกกระทำทั้งทางร่างกาย-จิตใจ ‘เสมา1’ย้ำโรงเรียนต้องปลอดภัย พร้อมจับมือทุกภาคส่วนร่วมแก้ไขปัญหาอย่าง’รวดเร็ว รอบคอบ เด็ดขาด’เพื่อช่วยทวงความถูกต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ภายใต้มาตรการใหญ่3ด้านขับเคลื่อนต่อสู้อย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ กระทรวงศึกษาธิการ (ศคพ.) ตั้งอยู่ ที่ชั้น 1อาคารรัชมังคลาภิเษก 2 กระทรวงศึกษาธิการเพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศจากครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึง ปราบปราม ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดที่กระทำความผิด พร้อมสะสางปัญหาเก่า และยุติปัญหาใหม่ด้วยความรวดเร็ว รอบคอบ เด็ดขาด อย่างจริงจัง และเป็นรูปธรรมโดยเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกระทำหรือผู้พบเห็นการล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษาร้องเรียนและร้องทุกข์ได้ทาง สายด่วน ศคพ. โทร. 02-007-0001

จากนั้น นายณัฏฐพล ในฐานะรมว.ศึกษาธิการได้มีการประชุมมอบนโยบายขับเคลื่อนการคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศเพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินนโยบายให้ไปในทิศทางเดียวกัน ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี 5 ผู้แทนองค์กรภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ได้แก่ องค์กรยูนิเซฟแห่งประเทศไทย,มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี,มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก,มูลนิธิศานติวัฒนธรรม และ องค์กรทำดีได้มอบข้อเสนอ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศต่อรมว.ศึกษาธิการด้วย

รมว.ศึกษาธิการกล่าวช่วงหนึ่งว่า โรงเรียนเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของนักเรียน ศธ.ต้องให้ความมั่นใจกับผู้ปกครองในเรื่องของความปลอดภัยให้ได้ ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามีขั้นตอนหลายอย่างที่ทำให้เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศไม่สามารถบริหารจัดการได้ วันนี้จึงได้ตั้ง ศคพ.ขึ้นมาเพื่อทำให้การแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียนมีประสิทธิภาพมากที่สุด ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว รอบคอบ และเด็ดขาด ถึงแม้ว่าจะมีครูส่วนน้อยที่มีปัญหา แต่ก็ไม่ควรจะวนเวียนอยู่ใน ศธ.ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม รวมถึงวางมาตรการให้บุคคลเหล่านี้โดนถอดใบประกอบวิชาชีพ ทั้งกรณีชั่วคราวและตลอดไป ตลอดจนการให้ออกจากราชการไว้ก่อน จนกระทั่งกระบวนการยุติธรรม มีการสอบสวนอย่างครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าศธ.นำกฎระเบียบของกระทรวงมาใช้อย่างเข้มข้นเพื่อแสดงถึงความตั้งใจในการต่อสู้กับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อช่วยทวงความถูกต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมและนำพื้นที่อบอุ่น ปลอดภัย กลับมาให้นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาทุกคนอีกครั้ง

“ศธ.พร้อมสร้างความมั่นใจ ให้ผู้ปกครองและนักเรียน ย้ำว่าผู้ถูกกระทำไม่มีความจำเป็นต้องยอมให้กับอำนาจของผู้มีอิทธิพล การที่ผู้กระทำผิดจะมาข่มขู่ หรือให้สินบนต่างๆเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในโรงเรียน ผมพร้อมที่จะนำผู้บริหาร บุคลากร ของ ศธ. ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคีเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อสู้กับเรื่องนี้อย่างเต็มที่”นายณัฏฐพล ย้ำ

ศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ กระทรวงศึกษาธิการ (ศคพ.) จัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นหน่วยงานกลางของ ศธ.ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาในสังกัดหรือในกำกับของ ศธ.ที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านร่างกายและจิตใจ จากการถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงนักเรียนนักศึกษา และบุคคลซึ่งปฏิบัติงานอื่นในสังกัดหรือในกำกับ ศธ.

โดยมุ่งที่จะปฏิบัติงานป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศด้วยความรวดเร็ว รอบคอบ เด็ดขาด ภายใต้มาตรการใหญ่ 3 ด้าน คือ1.มาตรการด้านการป้องกัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับนักเรียนนักศึกษา โดยนั้นให้สถานศึกษาดูแลนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาในรับผิดชอบ ตลอดจนสภาพแวดล้อมในโรงเรียนให้ไม่เอื้อต่อการล่วงละเมิดทางเพศและการกระทำผิดอื่น ๆ

2.มาตรการด้านการปราบปราม เพื่อแก้ไขปัญหา สะสางปัญหาเก่า ยุติปัญหาใหม่ โดยหากสถานศึกษาหรือหน่วยงานทางการศึกษาพบว่ามีข้อร้องเรียนเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ หรือมีการเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะในวงกว้าง ผู้มีอำนาจคือเขตพื้นที่ต้องสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาย้ายไปประจำเป็นการชั่วคราว จากนั้นจึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงทันที และหากผลการตรวจสอบพบว่าข้อร้องเรียนนั้นมีมูลความจริง ให้ผู้มีอำนาจสั่งตั้งกรรมการวินัยร้ายแรงและให้ผู้กระทำผิดออกจากราชการไว้ก่อน ขั้นตอนทั้งหมดมีเป้าหมายให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมง แล้วรายงานหน่วยงานตันสังกัดส่วนกลางและแจ้งข้อมูลมายัง ศคพ. เมื่อ ศคพ. ได้รับเรื่องแล้วจะรีบเสนอไปยังสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเพื่อขอให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของผู้กระทำผิดเป็นการชั่วคราว โดย ศคพ. จะเร่งรัดให้มีการดำเนินการทางวินัยควบคู่กับการดำเนินการด้านคดีอาญาด้วย

และ3.มาตรการด้านการคุ้มครองและช่วยเหลือ เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยานักเรียนนักศึกษาอย่างเป็นธรรม โดยกำหนดให้สถานศึกษาต้องประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดูแลเยี่ยวยานักเรียนนักศึกษาผู้ถูกล่วงละเมิดอย่างรวดเร็ว ทันท่วงที นอกจากนี้ยังต้องคุ้มครองผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศทุกคนให้ได้รับการบำบัดฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ ไม่ละทิ้งให้เขาต้องอยู่ในสภาพยากลำบากโดยลำพัง และต้องประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองทุนคุ้มครองเด็ก กองทุนยุติธรรม เพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือเยียวยานักเรียนนักศึกษาที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างรวดเร็ว

สำหรับนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศจากข้าราชการครูและบุคลากรในสังกัดหรือในกำกับ ศธ. หรือผู้พบปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียน สามารถติดต่อร้องเรียนและร้องทุกข์ได้ทาง โทร.02-007-0001 หรือสายด่วนการศึกษา 1579 email:skp200200@gmail.com และเฟซบุ๊กเพจ :ศคพ.กระทรวงศึกษาธิการหรือติดต่อได้ด้วยตัวเอง ที่ศูนย์ ศคพ. อาคารรัชมังคลาภิเษก2ชั้น1 กระทรวงศึกษาธิการ

ศธ.เปิดศูนย์ ‘ศคพ.’ ช่วยเหลือนักเรียนถูกล่วงละเมิดทางเพศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506519

ศธ.เปิดศูนย์'ศคพ.'ช่วยเหลือนักเรียนถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ศธ.เปิดศูนย์’ศคพ.’ช่วยเหลือนักเรียนถูกล่วงละเมิดทางเพศ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.17 น.

“ครูตั้น” เปิดศูนย์ ศคพ. รับเรื่องเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศ เอาจริง หากพบ ‘ครู’ ทำผิด สั่งถอนตั๋วครูทันที และให้ออกจากราชการชั่วคราว ประสาน สตช. ดูแลเด็กคุกคาม

เมื่อวันที่ 20 กรกฏาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ กระทรวงศึกษาธิการ (ศคพ.) ณ บริเวณชั้น 1 อาคารรัชมังคลาภิเษก 2 กระทรวงศึกษาธิการ จากนั้น มอบนโยบายขับเคลื่อนการคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ กระทรวงศึกษาธิการ ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นายณัฏฐพล กล่าวว่า ศธ.ตั้งศูนย์ ศคพ.ขึ้นมาเพื่อยุติหรือลดปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศให้น้อยลงที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยเฉพาะการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียนที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง ควรเป็นสถานที่ปลอดภัยให้ความอบอุ่นกับนักเรียน ที่ผ่านมายอมรับว่า มีกระบวนการหลายอย่างทำให้ศธ. ไม่สามารถบริหารจัดการปัญหานี้ได้ การตั้งศูนย์นี้ขึ้นมา เพื่อทำให้การแก้ปัญหาล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว รอบคอบ และเด็ดขาดมากที่สุด ในการทำให้ผู้ที่กระทำผิดกับเด็ก โดยเฉพาะครู ซึ่งแม้จะมีส่วนน้อยแต่ก็ไม่ควรวนเวียนอยู่ในสังกัด ศธ.ได้ ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม จากเดิมที่ผ่านมาครูที่ทำผิดในเรื่องนี้ บางคนยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในศธ.ได้

“ตั้งแต่ต้นปี ศธ.วางมาตรการให้ครู หรือบุคลากรทางการศึกษา ที่ทำการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ถูกถอดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หรือให้ออกจากราชการก่อน เพื่อแสดงให้เห็นว่าศธ.มีความตั้งใจในการต่อสู้กับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็ฝากสื่อสารไปยังนักเรียน ผู้ปกครองและทุกคนที่อยู่ในโรงเรียน หากเจอปัญหาเหล่านี้ ให้ประสานมายัง ศคพ. ซึ่งตั้งขึ้นมาพิเศษเพื่อดูแลเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ ผมพร้อมที่จะนำบุคลากรของศธ. ต่อสู้กับเรื่องนี้ ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตคงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่อยากให้นำมาเป็นอุทาหรณ์ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาในอนาคต” นายณัฏฐพล กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ตนได้รับรายงาน กรณีผู้ปกครองร้องเรียนว่า ครูพละศึกษาโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ทำการอนาจารนักเรียนชั้น ป.6 วัย 12 ปี ซึ่งครูที่กระทำผิดเป็นครูอัตราจ้าง แต่ยังมีใบประกอบวิชาชีพฯ ดังนั้น จึงให้มารายงานตัวและให้ดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และดำเนินการตามกฏหมายต่อไป อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้สามารถแจ้งต่อ ศคพ.ได้โดยตรง เพื่อให้ความเป็นธรรม โดยต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว รอบคอบ เด็ดขาด ไม่ใช่ใช้เวลาดำเนินการนานเป็นปีเหมือนในอดีต

ทั้งนี้ ตั้งแต่ที่ศธ. มาเอาจริงกับเรื่องนี้ พบว่า มี 16 คดีที่มีการกล่าวโทษผู้กระทำความผิด ให้ออกจากราชการชั่วคราว และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จนกระทั่งกระบวนการยุติธรรมจะเสร็จสิ้น ดังนั้น ศธ.ทำทุกอย่างตามกฎหมาย และมีการนำกฎระเบียบมาบังคับใช้อย่างจริงจัง ไม่เว้นแม้กระทั่งกรณีการพูดจาไม่เหมาะสม สองแง่สองง่ามของครู ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในโรงเรียน ส่วนนักเรียนที่กังวลว่าจะถูกคุกคาม หากออกมาเปิดเผยเรื่องนี้นั้น ตนได้ทำเรื่องถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)เสนอการทำความร่วมมือ เพื่อต่อสู้กับกระบวนการเหล่านี้ เพื่อให้ผู้ปกครองและนักเรียนมีความมั่นใจ

ด้านนายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการ กพฐ. ประธานกรรมการศูนย์ ศคพ. กล่าวว่า ตามที่ รมว.ศธ. มีนโยบายที่ชัดเจนในการคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิด โดยจัดตั้งศูนย์ ศคพ. ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 10 มีนาคม 2563 ให้เป็นหน่วยงานกลางของกระทรวงศึกษาธิการ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาในสังกัดหรือในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านร่างกายและจิตใจอันเนื่องจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศจากครู ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา บุคคลซึ่งปฏิบัติงานอื่ นๆในสังกัดหรือในกำกับศธ.ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

“นับตั้งแต่จัดตั้งศูนย์ฯ มานั้น ได้มีผลการดำเนินการด้านการปราบปรามเป็นที่ประจักษ์ โดยมีผู้ถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน และถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพชั่วคราว จนกว่าการดำเนินการทางวินัยจะเสร็จสิ้น จำนวน 13 ราย อยู่ระหว่างการดำเนินการจำนวน 1 ราย และระหว่างเด็กด้วยกัน จำนวน 2 ราย ซึ่งการปฏิบัติงานของศูนย์ฯ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นที่รับรู้ มีการสื่อสารกันในวงกว้าง ส่งผลดีต่อการไม่เกิดปัญหาใหม่ และปัญหาเก่าได้รับการสะสางด้วยความ “รวดเร็ว รอบคอบ เด็ดขาด” ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา และไว้วางใจต่อการแก้ไขปัญหาของกระทรวงศึกษาธิการ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ขณะที่ Miss. Roshni Basu  รักษาการผู้แทน องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า องค์การยูนิเซฟฯจะเดินหน้าสนับสนุนในการทำงานนโยบายและการยกระดับการลดการใช้ความรุนแรงและลดการขยายผลการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบต่อไป

ด้านดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานองค์กรทำดี กล่าวว่า สิ่งที่หนักใจที่สุดคือมีนักเรียนถูกล่วงละเมิดทางเพศ โดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัดเมื่อเกิดเหตุแล้วจะเอาผิดครูสักคนเป็นเรื่องยากมาก บางทีผอ.โรงเรียนพยายามจัดการไกลเกลี่ยเพราะไม่อยากให้เรื่องดังเพราะถือเป็นเรื่องเสื่อมเสียของโรงเรียน เหมือนซุกปัญหาไว้ใต้พรหม พยายมแก้ปัญหาเพื่อตัวเอง พ่อแม่ของเด็กบางทีเป็นแค่ตาสีตาสาอาชีพทำไร่ทำนา ไม่มีอำนาจในการต่อรอง ไม่เข้าใจกฏหมาย และบางทีเด็กอยู่กับตายาย เวลาเรียกมาคุยเขาก็ไม่รู้จะคุยอย่างไร ที่ผ่านมาศธ.ก็มักจะเอาคณะกรรมการที่มีซีใกล้กันมาตัดสิน ซึ่งคณะกรรมการกับคนกระทำผิดก็เตะบอลกัน บางคนก็กินกาแฟด้วยกันทุกวัน รู้จักคุ้นเคยกัน และมีผู้ปกครองไม่อยากให้คดีล่วงละเมิดทางเพศเป็นข่าว เพาะไม่เป็นผลดีต่อคนที่ถูกกระทำเลย

ดร.ปนัดดา กล่าว่ว่า ที่เราแก้ปัญหากันอยู่คือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และเด็กเสียหายไแล้ว เรียนที่เดิมกไม่ได้แล้วเพราะคเดินไปบอกเด็กว่าเพราะเธอทำให้โรงเรียนเสียหาย เพื่อนนักเรียนรู้ทั้งโรงเรียนว่าถูกล่วงละเมิดก็อยู่ไม่ได้แล้ว ดังนั้น ศธ.จะต้องดูแลอบด้าน รับเรื่อง จัดการครูที่กระทำความผิด ถ้าผอ.โรงเรียนช่วยครูที่ทำผิด ผอ.ก็จะต้องถูกลงโทษด้วย และเด็กจะถูกเยียวยา เพราะเขาต้องมีอนาคตต่อไป และจิตรใจต้องถูกเยียวยา แม้ครูจะอ้างว่าเด็กมีใจ เด็กยินยอม แต่ครูควรมีจรรยาบรรณและมีจิตสำนึกและต้องหักห้ามใจเพราะเป็นผู้ใหญ่กว่า ไม่ควรที่จะกระทำต่อเด็ก เราต้องสอนให้เด็กรู้จักเอาตัวรอด และรู้จักสิทธิของตัวเอง และรู้ว่าเมื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศควรจะทำอย่างไร

“เราก็ได้แต่คาดหวังว่าศธ.จะปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมการเรียนรู้ให้กับเด็กๆใหม่ ว่าเด็กต้องรู้สิทธิตัวเอง เด็กต้องรู้ทางออกให้กับชีวิตของตังเองเมื่อเกิดปัญหาจะแก้ไขอะไรได้บ้าง และจะปรึกษาใครได้บ้าง และเด็กผู้ชายต้องรู้ว่าการไปไล่เปิดกระโปรง ไปไล่จับหน้าอกผู้หญิงเป็นการล่วงละเมิด ต้องให้เด็กเข้าใจสิทธิขั้นพื้นฐานตัวเองและกฏหมาย” ดร. ปนัดดา กล่าว

ศธ.เดินหน้าเปิดศูนย์คุ้มครองนักเรียน-นักศึกษา ถูกล่วงละเมิดทางเพศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506404

ศธ.เดินหน้าเปิดศูนย์คุ้มครองนักเรียน-นักศึกษา ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ศธ.เดินหน้าเปิดศูนย์คุ้มครองนักเรียน-นักศึกษา ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 10.11 น.

ศธ. เดินหน้าเปิด “ศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ กระทรวงศึกษาธิการ” (ศคพ.) ยึดนโยบายเชิงรุกป้องกันและปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษาพร้อมคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาผู้ถูกกระทำจากผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มุ่งแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษาอย่างจริงจังเป็นรูปธรรม เปิดศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ กระทรวงศึกษาธิการ หรือ ศคพ. เพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศจากครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงปราบปรามดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดที่กระทำความผิด พร้อมสะสางปัญหาเก่าและยุติปัญหาใหม่ด้วยความรวดเร็ว รอบคอบ เด็ดขาด โดยเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกระทำหรือผู้พบเห็นการล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษาร้องเรียนและร้องทุกข์ได้ทางสายด่วน ศคพ. โทร. ๐๒-๐๐๗-๐๐๐๑

นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ในการเดินหน้าแก้ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษาในสังกัดหรือกำกับกระทรวงศึกษาธิการ ด้วยการจัดตั้งศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ กระทรวงศึกษาธิการ หรือ ศคพ. ขึ้น เพื่อดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้โดยเฉพาะ

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า “โรงเรียนนอกจากจะเป็นสถานศึกษาที่ให้ความรู้และพัฒนาคนแล้ว ยังเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองที่ให้ทั้งความรู้ ความอบอุ่น และความปลอดภัย ซึ่งปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศขัดต่อหลักการนี้โดยสิ้นเชิง ที่ผ่านมาหลายคดีเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศของครูหรือบุคลากรทางการศึกษาอาจจะหายเงียบไปด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง โดยที่ผู้กระทำผิดยังคงลอยนวลและกระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้โรงเรียนและสถานศึกษากลายเป็นพื้นที่ไม่ปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการไม่อยากให้บ้านที่เด็กทุกคนให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจกลายเป็นพื้นที่น่าหวาดกลัวสำหรับเด็กๆจึงจัดตั้งศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศขึ้น เพื่อช่วยทวงความถูกต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมและนำพื้นที่อบอุ่น ปลอดภัยกลับมาให้นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาทุกคนอีกครั้ง”

ทั้งนี้ ศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ กระทรวงศึกษาธิการ (ศคพ.) ได้จัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ณ สำนักงาน ศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ (ศคพ.) ชั้น ๑ อาคารรัชมังคลาภิเษก ๒ กระทรวงศึกษาธิการ โดยได้รับเกียรติจากนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการเปิดศูนย์ฯ ร่วมด้วย นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประธานกรรมการ ศคพ.ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ และสื่อมวลชนคับคั่ง

พร้อมกันนี้กระทรวงศึกษาธิการยังได้จัดการประชุมมอบนโยบายขับเคลื่อนการคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ เพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินนโยบายให้ไปในทิศทางเดียวกันณ หอประชุมคุรุสภา โดยมี5 ผู้แทนองค์กรภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ได้แก่ องค์กรยูนิเซฟแห่งประเทศไทย มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก มูลนิธิศานติวัฒนธรรม และ องค์กรทำดี ได้

มอบข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนนโยบายการคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ กระทรวงศึกษาธิการ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการ ศคพ. และสื่อมวลชน ร่วมรับทราบนโยบาย โดยการประชุมครั้งนี้มีระบบ Video Conference ให้หน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทุกแห่งร่วมประชุมและรับนโยบายพร้อมกันทั่วประเทศด้วย

สำหรับ ศคพ. จัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นหน่วยงานกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาในสังกัดหรือในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านร่างกายและจิตใจ จากการถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงนักเรียน นักศึกษา และบุคคลซึ่งปฏิบัติงานอื่นในสังกัดหรือในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยมุ่งที่จะปฏิบัติงานป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศด้วยความรวดเร็ว รอบคอบ เด็ดขาด ภายใต้มาตรการใหญ่ 3 ด้าน คือ

มาตรการด้านการป้องกันเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับนักเรียนนักศึกษาโดยเน้นให้สถานศึกษาดูแลนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาในรับผิดชอบ ตลอดจนสภาพแวดล้อมในโรงเรียนให้ไม่เอื้อต่อการล่วงละเมิดทางเพศและการกระทำผิดอื่นๆ

มาตรการด้านการปราบปราม เพื่อแก้ไขปัญหา สะสางปัญหาเก่า ยุติปัญหาใหม่ โดยหากสถานศึกษาหรือหน่วยงานทางการศึกษาพบว่ามีข้อร้องเรียนเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ หรือมีการเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะในวงกว้าง ผู้มีอำนาจคือเขตพื้นที่ ต้องสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาย้ายไปประจำเป็นการชั่วคราวจากนั้นจึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงทันที และหากผลการตรวจสอบพบว่าข้อร้องเรียนนั้นมีมูลความจริง ให้ผู้มีอำนาจสั่งตั้งกรรมการวินัยร้ายแรงและให้ผู้กระทำผิดออกจากราชการไว้ก่อน ขั้นตอนทั้งหมดมีเป้าหมายให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมงแล้วรายงานหน่วยงานต้นสังกัดส่วนกลางและแจ้งข้อมูลมายังศคพ. เมื่อ ศคพ.ได้รับเรื่องแล้วจะรีบเสนอไปยังสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเพื่อขอให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของผู้กระทำผิดเป็นการชั่วคราว โดยศคพ. จะเร่งรัดให้มีการดำเนินการทางวินัยควบคู่กับการดำเนินการด้านคดีอาญาด้วย

มาตรการด้านการคุ้มครองและช่วยเหลือ เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยานักเรียนนักศึกษาอย่างเป็นธรรม โดยกำหนดให้สถานศึกษาต้องประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดูแลเยียวยานักเรียนนักศึกษาผู้ถูกล่วงละเมิดอย่างรวดเร็ว ทันท่วงที นอกจากนี้ยังต้องคุ้มครองผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศทุกคนให้ได้รับการบำบัดฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ ไม่ละทิ้งให้เขาต้องอยู่ในสภาพยากลำบากโดยลำพัง และต้องประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองทุนคุ้มครองเด็ก กองทุนยุติธรรม เพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือเยียวยานักเรียนนักศึกษาที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างรวดเร็ว

นักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมินทางเพศจากข้าราชการครูและบุคลากรในสังกัดหรือในกำกับกระทรวงศึกษาธิการหรือผู้พบปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียน สามารถติดต่อร้องเรียนและร้องทุกข์ได้ทาง โทร. ๐๒-๐๐๗-๐๐๐๑หรือสายด่วนการศึกษา ๑๕๗๙  E-mail : skp200200@gmail.com และ เฟซบุ๊กเพจ : ศคพ.กระทรวงศึกษาธิการหรือเดินทางมาติดต่อได้ด้วยตัวเองที่ศูนย์ ศคพ. อาคารรัชมังคลาภิเษก ๒ ชั้น ๑ กระทรวงศึกษาธิการ ศคพ.พร้อมรับฟังและจัดการทุกปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษาอย่างรวดเร็ว รอบคอบ และเด็ดขาด

หุ่นยนต์หยอดเมล็ดข้าวโพด นวัตกรรมคนรุ่นใหม่เพื่อเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506307

หุ่นยนต์หยอดเมล็ดข้าวโพด  นวัตกรรมคนรุ่นใหม่เพื่อเกษตรกร

หุ่นยนต์หยอดเมล็ดข้าวโพด นวัตกรรมคนรุ่นใหม่เพื่อเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“ข้าวโพด” เป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวโพดหวานและผลิตภัณฑ์ที่การ
ส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไทยครองแชมป์ส่งออกอันดับ 1 ของโลกมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรที่ทำไร่ข้าวโพดมีจำนวนมากในทุกภาค เป็นแรงบันดาลใจให้ทีมวิจัยนักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คิดค้น “หุ่นยนต์หยอดเมล็ดข้าวโพดอัตโนมัติ” เพื่อช่วยชุมชนเกษตรกรได้ผ่อนแรงพร้อมไปกับเพิ่มคุณภาพผลผลิตด้วยนวัตกรรม

ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวว่า สิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวคิดค้นขึ้นเพื่อช่วยลดภาระของเกษตรกร โดยคณะผู้พัฒนาประกอบด้วยนายธัชนนท์ ภูผิวเดือน, นายธีรภัทร ศรีสุข และ นายเจตณัฐ ปัญญาหอม โดยมี ผศ.เดชา วิไลรัตน์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และเป็นที่น่ายินดีที่นวัตกรรมนี้ได้รับรางวัลจากการประกวดนักเทคโนโลยีและนวัตกรรุ่นเยาว์ด้านอิเล็กทรอนิกส์ ประเภทนักศึกษา ประจำปี 2563 อีกด้วย

ธัชนนท์ ภูผิวเดือน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากทางทีมวิจัยได้ลงพื้นที่สอบถามเกษตรกร บริเวณรอบมหาวิทยาลัยมหิดล (วิทยาเขตศาลายา จ.นครปฐม) พบว่า หลายคนนิยมใช้วิธีหว่านเมล็ดข้าวโพดด้วยมือ ส่งผลให้เกิดระยะห่างระหว่างหลุมไม่เท่ากัน รวมถึงความลึกจากการหว่านก็ไม่เท่ากัน ทำให้เมล็ดพันธุ์ที่งอกเจริญเติบโตไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร

จึงเกิดความคิดที่จะพัฒนานวัตกรรม “หุ่นยนต์หยอดเมล็ดข้าวโพดอัตโนมัติ” นำเทคโนโลยีอัตโนมัติมาเพิ่มคุณภาพการปลูกให้ได้ผลผลิตที่ดี ซึ่งส่วนประกอบและอุปกรณ์ มีดังนี้ 1.โครงหุ่นยนต์เป็นอะลูมิเนียมฉาก มี 4 ล้อ ซึ่งเป็นล้อยางตัน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางล้อ 8 มม. ยาว 1 เมตร 2.เพลาเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 นิ้ว 3.แบตเตอรี่ 4.Wiper motor 5.IBT_2 (Board Drive Wiper Motor) 6.Stepper Motor 7.A4988 (Board Drive Stepper Motor) 8.Servo Motor 9.Rotary Encoder และ 10.ระบบซอฟต์แวร์ซึ่งใช้ควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์ระยะไกล

ธีรภัทร ศรีสุข นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า หุ่นยนต์แบ่งการทำงานออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1.ระบบขับเคลื่อน 2.ระบบหว่านเมล็ด 3.ระบบขุดเจาะ และ 4.ระบบควบคุมจากระยะไกลใช้งานง่ายโดยเมื่อเปิดสวิตช์หุ่นยนต์เชื่อมการติดต่อระบบหุ่นยนต์กับสมาร์ทโฟน ระบบจะให้กรอกข้อมูลจำนวนหลุมที่เราต้องการหว่าน เมื่อคำสั่ง input จำนวนหลุมมาถึง ระบบจะสั่งการให้ DC Motor หมุนเพื่อทำการขับเคลื่อนหุ่นยนต์

จากนั้น Encoder จะทำการตรวจหาตำแหน่งของตัวหุ่นยนต์ แล้วระบบจะทำการตรวจสอบว่าหุ่นยนต์ถึงจุดที่กำหนดแล้วหรือยัง เมื่อถึงระยะที่กำหนดแล้วระบบจะสั่งการ Servo motor ให้ทำงานปล่อยเมล็ดจากจุดพักเมล็ดลงสู่ท่อเหล็กกลวง โดยระบบจะสั่งการ Step Motor ให้ทำงานเพื่อหมุนท่อเหล็กกลวงเพื่อทำการขุดเจาะ ทั้งนี้ระบบจะตรวจสอบว่าได้หยอดเมล็ดครบจำนวนหลุมที่กำหนดไว้หรือยัง เมื่อครบแล้วระบบจะหยุดทำงานทันที

จุดเด่นของ “หุ่นยนต์หยอดเมล็ดข้าวโพดอัตโนมัติ” คือ มีขนาดเล็กน้ำหนักเบา สามารถพกพาไปได้ทุกที่โดยสามารถหว่านเมล็ดด้วยระยะเท่ากันอย่างแม่นยำ สามารถสั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนได้ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ซึ่งนี่คือตัวอย่างหนึ่งของ “พลังคนรุนใหม่” ที่ใช้เทคโนโลยีช่วยให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น!!!

‘มทส.’ทำงานวิจัยหนุนเกษตรกรโคราช #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506303

‘มทส.’ทำงานวิจัยหนุนเกษตรกรโคราช

‘มทส.’ทำงานวิจัยหนุนเกษตรกรโคราช

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) กล่าวกับคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร (กมธ. วิทย์) ที่มาศึกษาดูงาน “การพัฒนาอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรฐานราก ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม” ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ปัจจุบัน มทส. ทำงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาด้านการเกษตร

เช่น การเพิ่มมูลค่าของเนื้อวัวที่เกษตรกรชาวโคราชนิยมเลี้ยงในชื่อโครงการ “อีสานวากิว โคเนื้อคุณภาพสูง” เพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรขาดเงินทุน ขาดข้อมูลย้อนกลับ ขาดมาตรฐานการเลี้ยง ขาดโรงเชือดมาตรฐานและโรงตัดแต่ง ตลอดจนการขาดการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อโคขุน เป้าหมายระยะ 3 ปี คือ มีเกษตรกรขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพิ่มขึ้น 80 ราย ภายใต้งบประมาณหนุน 48 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในส่วนของมันสำปะหลัง ได้จัดทำโครงการ “แพลตฟอร์มต้นแบบการบริการจัดการการเพิ่มมูลค่ามันสำปะหลังตลอดห่วงโซ่มูลค่าเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ จ.นครราชสีมา” เพื่อให้เกษตรกรมีทักษะการผลิตมันสำปะหลังคุณภาพสูงด้วยระบบน้ำหยด และเข้าใจวิธีการให้ปุ๋ยบนพื้นฐานการวิเคราะห์ค่าดินเป็น เพื่อลดทอนต้นทุนการผลิต ตลอดจนแปรรูปสารสกัดจากมันสำปะหลัง สร้างแพลตฟอร์มการเพิ่มมูลค่าสำปะหลังตลอดห่วงโซ่มูลค่า

ด้าน ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตนอยากเห็นความร่วมมือของมหาวิทยาลัยในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญเดียวกันคือการทำงานเพื่อประชาชนคนเล็กคนน้อยมีรายได้มากขึ้น

โดยในปีที่ผ่านมาคณะทำงานตระหนักดีว่าการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ เพิ่มรายได้ให้ผู้คน จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงาน ซึ่ง กมธ.วิทย์ ได้ขับเคลื่อนการทำงานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ที่จัดสรรงบประมาณสำหรับการวิจัยในพื้นที่ในกรอบใหญ่ และเชื่อมโยงหน่วยงานบริหารจัดการทุนต่างๆ มาร่วมทำงานกับ กมธ.วิทย์ ตลอดจนหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และส่วนของจังหวัด

“ที่ผ่านมาคณะทำงาน กมธ.วิทย์ ได้เดินทางไปศึกษาพื้นที่และหนุนการดำเนินการในโครงการวิจัยต่างๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก บพท. หรือ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้านในจังหวัดนำร่อง ไม่ว่าจะเป็น จ.กระบี่ จ.สกลนคร จ.จันทบุรี ได้มาก ผมจึงคิดว่าจากบทเรียนการทำงานที่ผ่านมา มั่นใจว่าเราจะสามารถแก้ปัญหาในพื้นที่โคราช ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้เช่นเดียวกัน” ศ.ดร.กนก กล่าว

เลขาธิการ กพฐ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบ รองผอ.สพท. สนามสอบ ม.สวนดุสิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506201

เลขาธิการ กพฐ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบ รองผอ.สพท. สนามสอบ ม.สวนดุสิต

เลขาธิการ กพฐ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบ รองผอ.สพท. สนามสอบ ม.สวนดุสิต

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 19.29 น.

วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. นำโดย นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการ กพฐ. นายวัลลพ สงวนนาม ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. และนางสุดา สุขอ่ำ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ ลงพื้นที่ติดตามการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสังกัด สพฐ. โดยผู้มีสิทธิ์สอบจำนวน 1,180 คน มีตำแหน่งว่างรวม 57 อัตรา ณ สนามสอบมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กรุงเทพมหานคร

นายอำนาจ วิชยานุวัติ เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีการสอบคัดเลือกรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัด สพฐ. โดยดำเนินการสอบคัดเลือกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กคศ. กำหนด มีผู้สมัครสอบจำนวน 1,235 คน มีผู้มีสิทธิ์สอบจำนวน 1,180 คน แบ่งเป็นสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จำนวน 973 คน และสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จำนวน 207 คน โดยมีตำแหน่งว่าง รวม 57 อัตรา แบ่งเป็นสังกัด สพป. จำนวน 41 อัตรา และสังกัด สพม. จำนวน 16 อัตรา สำหรับการสอบคัดเลือกรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ในครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ผู้บริหารงานให้ครบถ้วนทุกเขตพื้นที่ ตามนโยบายของ สพฐ. ที่จะไม่ให้ขาดผู้บริหารในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในแต่ละเขต โดยคณะทำงานได้มีการวางมาตรการ เพื่อให้สามารถจัดสอบได้ด้วยความเรียบร้อย เช่น มีเครื่องสแกน เจ้าหน้าที่คัดกรอง และจุดรับฝากสัมภาระ เพื่อให้การสอบเป็นไปด้วยความโปร่งใส มีความเท่าเทียม ตามหลักธรรมาภิบาล พร้อมกันนั้นยังได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยให้ผู้เข้าสอบสวมหน้ากากอนามัย จัดให้มีจุดคัดกรองอุณหภูมิ เจลล้างมือแอลกอฮอล์ และจัดห้องสอบแบบเว้นระยะห่างทางสังคม ห้องละไม่เกิน 20 คน ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดอีกด้วย 

นายอำนาจ ยังกล่าวต่อว่า จากการตรวจเยี่ยมสนามสอบในวันนี้ พบว่าการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทุกขั้นตอนมีมาตรการดำเนินการที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องของการตรวจรับข้อสอบ การคัดกรองผู้เข้าสอบ การจัดเก็บสิ่งของ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมถึงมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 โดยจัดห้องสอบแบบเว้นระยะห่างทางสังคม และจัดห้องสอบแยกให้ผู้สมัครที่มาจากจังหวัดระยอง จำนวน 4 คน ซึ่งผู้เข้าสอบทุกคนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หลังจากได้ประเมินแล้วมีความเชื่อมั่นว่า จะได้บุคคลที่มีศักยภาพตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดและคาดหวังไว้ คือ เป็นคนที่มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพที่ดี เหมาะสมกับตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ เพื่อทำหน้าที่บริหารการจัดการศึกษาในระดับเขตพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพต่อไป

“หลังจากสอบคัดเลือกแล้ว ในส่วนของการพัฒนา ก่อนการบรรจุและแต่งตั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ) ก็ได้เน้นย้ำว่า ให้เพิ่มเติมความรู้ด้านภาษาอังกฤษและความรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital literacy) รวมถึงการมีความเป็นผู้นำในด้านวิชาการและด้านการบริหาร ซึ่ง สพฐ. ได้มีการประชุมกับคณะทำงานว่าในขั้นตอนการพัฒนาและอบรม ให้เพิ่มเติมความรู้ในส่วนนี้ด้วย จากนั้นจะมีการทดสอบเพื่อวัดผลประเมินความรู้ของแต่ละคน โดยให้เวลา 6 เดือน สำหรับการเตรียมตัวและพัฒนาในส่วนนี้ สพฐ. คาดหวังว่า รอง ผอ.สพท. แต่ละรุ่นที่เราได้พัฒนาไป จะมีความรู้ด้านดิจิทัลที่เหมาะสมกับโลกอนาคต ที่มีความเป็นโลกาภิวัตน์ หรือ globalization เนื่องจากสังคมโลกวันนี้ต้องการคนที่เป็นรุ่นใหม่ มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง เราจึงต้องการที่จะพัฒนา และส่งเสริมพวกเขาให้มีศักยภาพเพียงพอ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ทั้งนี้ การสอบในวันนี้เป็นการสอบภาค ก วิชาความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการบริหารงานในหน้าที่ และวิชาความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการวิเคราะห์กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานและการนำไปใช้ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ส่วนการสอบภาค ข ความสามารถทางการบริหาร เป็นการประเมินจากประวัติ ประสบการณ์ทางการบริหาร และผลงาน จากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือก ภายในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2563 และสอบสัมภาษณ์ ในระหว่างวันที่ 30-31 กรกฎาคม 2563 ตามที่ สพฐ. กำหนด แล้วจึงประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกภายในวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2563 ต่อไป

กสศ.เข้มคัดเลือกโครงการทุนพัฒนาทักษะอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506154

กสศ.เข้มคัดเลือกโครงการทุนพัฒนาทักษะอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน

กสศ.เข้มคัดเลือกโครงการทุนพัฒนาทักษะอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 15.44 น.

กสศ.เข้มคัดเลือกโครงการทุนพัฒนาทักษะอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน หลังกระแสตอบรับดีเกินคาด หลายองค์กร อาทิ สถาบันการศึกษา กองทุนหมู่บ้านฯลฯ แห่ยื่นข้อเสนอโครงการกว่า 783 โครงการ มากกว่าปี 62 ถึง 7 เท่า ครอบคลุม 73 จว.ใน 6 ภูมิภาค ยึดความรอบคอบ โปร่งใส พร้อมดึงตัวแทน 4 ภาคส่วนร่วมพิจารณาโครงการภาควิชาการ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และท้องถิ่น/ปราชญ์ชาวบ้าน เน้นเป้าหมายช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส สอนวิธีการจับปลา แทนการให้ปลา

เมื่อวันที่ 18 กรกฏาคม 2563 ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน และที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวถึงการเปิดรับสมัครยื่นข้อเสนอโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ปี 2563 ว่า สำหรับโครงการทุนพัฒนาอาชีพฯ ที่เปิดรับสมัครส่งข้อเสนอโครงการผ่านระบบออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย. – 24  มิ.ย. 2563 ปรากฎว่ามีผู้สนใจส่งข้อเสนอโครงการจำนวน 783 โครงการ จาก 73 จังหวัด ครอบคลุม 6 ภูมิภาค โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1.ทุนนวัตกรรมเพื่อชุมชน จำนวน 202 โครงการ และ2.ทุนพัฒนาทักษะอาชีพโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน จำนวน 581 โครงการ ซึ่งหากเปรียบเทียบข้อเสนอโครงการในปี พ.ศ.2562 กับ ปี พ.ศ. 2563 มีหน่วยงานที่สนใจเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ยื่นข้อเสนอโครงการมาทั้งหมด111 โครงการ ขณะที่ปี 2563 การยื่นข้อเสนอโครงการเพิ่มขึ้นประมาณ 7 เท่า

ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสศ. เปิดกว้างและเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนส่งข้อเสนอโครงการเข้ามาทำให้มีความหลากหลายของหน่วยงานรัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรและกิจการเพื่อสังคม และกลุ่มชุมชนในพื้นที่ทั่วประเทศไทยที่สนใจ โดยจำนวน 783 โครงการ ที่ยื่นข้อเสนอมาสามารถแยกเป็นกลุ่มต่างๆได้ ประกอบด้วย สถาบันการศึกษาจำนวน 421 โครงการ องค์กรชุมชน (เช่น วิสาหกิจชุมชน กลุ่มสวัสดิการชุมชน กลุ่มสตรีแม่บ้าน กองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนหมู่บ้าน)จำนวน 144 โครงการ องค์กรสาธารณประโยชน์/องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจำนวน 84 โครงการ องค์กรปกครองท้องถิ่นจำนวน 53 โครงการ หน่วยงานในภาครัฐ และเอกชนจำนวน 29 โครงการ ศูนย์การเรียนรู้/ศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน18 โครงการ กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) จำนวน13 โครงการ และอื่นๆ จำนวน21 โครงการ 

อย่างไรก็ตาม สำหรับจำนวนผู้ส่งข้อเสนอโครงการเข้ามา 783 โครงการ ถือว่าสังคมให้ความสนใจและได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากเห็นว่าเป็นแนวทางการพัฒนาที่มีประโยชน์ ตอบโจทย์ประเด็นปัญหาขณะนี้โดยตรง ทำให้หลายภาคส่วนต้องการร่วมพัฒนาไปกับกสศ. และเห็นด้วยกับแนวทางการใช้ชุมชนเป็นฐานซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากสำคัญในปัจจุบัน และหลังจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 มีคนจำนวนมากต้องย้ายกลับถิ่นฐานบ้านเกิด ดังนั้นเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกจะมีหลักการและแนวทางพิจารณาเข้มข้นรอบคอบ รัดกุม และโปร่งใส จากผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย1.ภาควิชาการ /ภาครัฐ 2.ภาคเอกชน 3.ภาคสื่อมวลชน  และ4.ปราชญ์ชาวบ้าน/ท้องถิ่น ที่จะให้มุมมองเชิงบูรณาการภายใต้เกณฑ์การพิจารณาข้อเสนอโครงการ 3 เกณฑ์หลักสำคัญ 1.ประสบการณ์การทำงานและความร่วมมือการทำงานชุมชน 2.คุณภาพข้อเสนอโครงการ และ 3.ความสอดคล้องของกระบวนการทำงาน องค์ประกอบและกลุ่มเป้าหมาย และในวันที่ 17-19 ก.ค. กสศ. จะจัดประชุมชี้แจงและพิจารณากลั่นกรองข้อเสนอโครงการฯ โดยผู้ทรงคุณวุฒิหลายภาคส่วน ณ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

“ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดจะเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจต่อการพัฒนาทักษะอาชีพและการพัฒนานวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐานสำหรับกลุ่มผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ด้อยโอกาส ที่สำคัญต้องไม่มีความเกี่ยวข้องต่อข้อเสนอโครงการที่เสนอเข้ามาด้วย ทั้งนี้ถึงแม้งบประมาณที่จำกัด กสศ.ยังได้เสนอโครงการดังกล่าวเพื่อขอรับงบประมาณเพิ่มเติมจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอีกด้วย” ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์  กล่าวว่า กสศ.มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสนับสนุนและความช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษาหรือพัฒนา มีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพตามความถนัดและมีศักยภาพพึ่งพาตัวเองได้  และเพื่อให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์มีประสิทธิภาพภายใต้เงื่อนไข ต้องมีทักษะการสร้างอาชีพโดยการใช้ชุมชนเป็นฐาน สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการ/แรงงานฝีมือในชุมชน ผ่านหลักสูตรระยะสั้น 3 ด้าน ได้แก่ 1.ทักษะเฉพาะอาชีพโดยปฏิบัติงานจริงในชุมชนหรือสถานประกอบการ 2.ทักษะการบริหารจัดการ 3.ทักษะชีวิตด้านเศรษฐศาสตร์ครัวเรือน ที่สำคัญอย่างน้อยโครงการนี้จะทำให้มีกลุ่มเป้าหมายได้รับประโยชน์กว่า10,000 คน ซึ่งโครงการนี้จะเป็นโมเดลทางธุรกิจโดยมีชุมชนเป็นฐาน คนในชุมชนมีงานทำ มีรายได้สูงขึ้น รวมทั้งเป็นการขับเคลื่อนเชิงรุกเพื่อเสนอต่อหน่วยงานนโยบาย หรือองค์กรต่างๆที่สามารถนำรูปแบบไปพัฒนาขยายต่อได้

อนึ่ง ระเบียบของกสศ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญในการจัดสรรเงินกองทุน พ.ศ.2561 โดยการจัดลำดับความสำคัญนั้น จะพิจารณาจัดสรรให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสและมีระดับรุนแรง กลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาซ้ำซ้อน กลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานใด ซึ่งเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติในการพิจารณาความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมที่สุด

นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า แม้ภาพรวมของประเทศไทยช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 จะมุ่งไปที่ไทยแลนด์ 4.0 หากในความเป็นจริงเราทราบกันดีว่ามีคนจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้ เรายังมีประชากรกลุ่มใหญ่ที่ตกจากขอบของการพัฒนา ถ้าเรามองข้ามคนกลุ่มนี้ไป ความเหลื่อมล้ำในสังคมจะยิ่งขยายตัวออกไปไม่สิ้นสุด ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายของโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ปี 2563 จึงเป็นกลุ่มแรงงาน1.0 2.0 ในพื้นที่ชุมชนต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา กสศ. มองหาวิธีการช่วยเหลือมาตลอด กระทั่งได้บทสรุปว่า “เราต้องสอนให้เขารู้วิธีจับปลา แทนที่จะเอาปลาไปให้เขา และที่สำคัญคือเราต้องแน่ใจว่าเมื่อเขาตกปลาเป็นแล้ว จะต้องมีบ่อ มีสระ มีพันธุ์ปลาที่เขาจะได้นำทักษะตกปลาที่เรียนรู้ไปใช้ได้จริงด้วย” งานของเราจึงเริ่มที่ชุมชน ต้องรู้ว่าในแต่ละพื้นที่มีอาชีพอะไรที่ไปได้ดีจริงๆ แล้วชักชวนคนในชุมชนมาฝึกให้นำความก้าวหน้ามาอย่างไม่ฝืนธรรมชาติ และเป็นไปตามศักยภาพของชุมชน 

“ในการพิจารณากลั่นกรองข้อเสนอโครงการทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ปี 2563 เราได้ตัวแทนเข้าร่วมนำเสนอมุมมองและคัดเลือกโครงการที่น่าสนใจจากบุคคล 4 กลุ่ม เช่น ภาคเอกชน จะมีมุมมองด้านธุรกิจในแง่กิจกรรมว่าเมื่อทำแล้วจะเกิดผลอย่างไร ไปรอดได้จริงในทางธุรกิจหรือไม่ ภาคสื่อมวลชน ที่มีความเข้าใจมุมมองความคิดของคนทั่วไปได้มากที่สุด เป็นต้น ทั้งหมดนี้ถือเป็น 4 เสาหลักอันเป็นองค์ประกอบร่วมกันในการทำงาน สำคัญกว่านั้นจะมีผู้คนนับหมื่นคนทั่วประเทศที่ได้รับประโยชน์ มีคนที่รอคอยโอกาสมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม มีคนว่างงานหรือตกงานไม่มีงานทำจากผลของวิกฤตโควิด -19 นี่คือสิ่งที่ผลักดันให้ กสศ.ต้องเร่งทำงาน เพราะยิ่งการพิจารณาเสร็จสิ้นเร็วขึ้นเท่าไหร่ กิจกรรมก็จะเริ่มขึ้นได้เร็วเท่านั้น การพิจารณาข้อเสนอโครงการครั้งนี้ สิ่งที่มีค่าที่สุดจึงไม่ใช่แค่การคัดเลือก แต่เป็นเรื่องของความพร้อมในการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้โครงการสามารถนำมาใช้จนเกิดผลสำเร็จได้จริง” ผู้จัดการ กสศ. กล่าว 

กรมแพทย์แผนไทย สนใจ ยา ‘เหลียนฮัว’ เป็นต้นแบบนำร่องรักษาโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506008

กรมแพทย์แผนไทย สนใจ ยา'เหลียนฮัว' เป็นต้นแบบนำร่องรักษาโควิด-19

กรมแพทย์แผนไทย สนใจ ยา’เหลียนฮัว’ เป็นต้นแบบนำร่องรักษาโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.54 น.

อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ยอมรับในที่ประชุมกรมการแพทย์ว่า สนใจ ยา Lianhua Qiingwen ที่มีงานวิจัยรับรองได้มาตรฐานทั้ง ความปลอดภัย ประสิทธิภาพ มาตรฐานยาและการผลิต  ถือเป็นต้นแบบที่ดีและศึกษาต่อไปเพื่อนำไปใช้ในการรักษาโควิด-19ในระดับเบาและปานกลางได้

นายแพทย์ มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ประธานที่ประชุมวิชาการ Zoom meeting ในหัวข้อ การใช้ยาสมุนไพรจีน(Lianhua Qingwen)ในการป้องกันและรักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ  โดยสมาพันธ์การแพทย์จีนโลก ( World Federation of Chinese Medicine Societies ) ร่วมกับ บริษัท เอินเวย์ กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้ายาเหลียนฮัว ชิงเวิน อย่างเป็นทางการได้เชิญผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิด้านระบบทางเดินหายใจ ศาสตราจารย์เกา จานเฉิง  (Gao Zhancheng) กรรมการแพทย์สภาประเทศจีนสาขาระบบทางเดินหายใจ และผู้อำนวยการศูนย์ระบบทางเดินหายใจและ RCU ของ โรงพยาบาลประชาชน มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Beijing University People’s Hospital) และ ศาสตราจารย์ ติง ปังหาน (Ding Banghan) รองประธานกรรมาธิการปฐมพยาบาลฉุกเฉินของสมาคมการแพทย์แผนจีนและแพทย์ตะวันตกแบบบูรณาการ และผู้อำนวยการศูนย์ RCU โรงพยาบาลการแพทย์จีน มณฑลกวางตง (Guangdong Province Traditional Chinese Medicine Hospital) ได้นำเสนองานวิชาการในหัวข้อ “ทฤษฎีและการปฏิบัติในการใช้ยาสมุนไพรจีนในการป้องกันและรักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ” และ “การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่และกลไกการรักษาของ เหลียนฮัว ชิงเวิน 

ทั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนเชิงลึกทั้งผลการวิจัยและประสบการณ์การใช้ทางคลินิกของ เหลียนฮัว ชิงเวิน ในการรักษาไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 และโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ กับแพทย์แผน

จีนและแพทย์แผนปัจจุบันจากโรงยาบาลต่าง ๆ ในประเทศไทย เช่น รพ.วชิระภูเก็ต รพ.พระนั่งเกล้า รพ.ตรัง รพ.สมุทรสาคร รพ.ดอนตูม รพ.ราชพิพัฒน์ รพ.หลวงพ่อเปิ่น รพ.หัวหิน คลินิกการแพทย์จีนหัวเฉียว ฯลฯ

นายแพทย์ มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก  กล่าวเปิดงานว่า ยาแคปซูล เหลียนฮัว ชิงเวิน  จากการศึกษาข้อมูลงานวิจัยในสาธารณรัฐประชาชนจีน พบเป็นยาสมุนไพรจีนที่ใช้ในการรักษาไข้หวัดใหญ่หลายสายพันธุ์ นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในการ Anti-viral และ Anti-inflammatory และผลของการใช้ เหลียนฮัว ชิงเวิน ร่วมรักษาโรคโควิด19 ในการระบาดที่เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน และเมื่อ 12เม.ย.ที่ผ่านมา ทางจีนได้ออกประกาศให้เป็นยาที่ใช้ร่วมรักษาโรคโควิด  ตามประกาศเกี่ยวกับการเพิ่มข้อบ่งใช้ใหม่ “ใช้ในการรักษาโรคโควิด19 ในระดับเบาและปานกลาง”  แต่เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มีประสบการณ์ในการใช้ยาดังกล่าว ดังนั้น กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยสถาบันการแพทย์ไทย-จีน จึงได้จัดประชุมวิชาการขึ้น โดยหวังว่าวิทยากรจากสาธารณรัฐประชาชนจีนทั้ง 2 ท่านในวันนี้จะนำความรู้ใหม่ๆ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายการแพทย์แผนจีนและการแพทย์ผสมผสานในประเทศไทย และนำองค์ความรู้ที่ได้มาบูรณาการร่วมกันระหว่างการแพทย์แผนจีนกับการแพทย์แผนปัจจุบันในระบบบริการสุขภาพไทยต่อไป

นอกจากนี้ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก และประธานที่ประชุมได้กล่าวสรุปในงานวิชาการครั้งนี้ว่า ที่สำคัญคือ Lianhua Qingwen มีงานวิจัยรับรองด้วย ซึ่งตรงนี้ประเทศไทยสนใจด้วย จริง ๆ แล้วการใช้ศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมมารักษาโรคในปัจจุบัน ที่สำคัญเราสนใจอยู่ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือความปลอดภัย อันที่ 2 คือประสิทธิภาพ ส่วนที่ 3 ในเรื่องมาตรฐานของยา มาตรฐานการผลิต ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่า Lianhua Qingwen เป็นต้นแบบที่ดี ทำให้เราได้ศึกษาต่อไป

ขณะที่ หวัง จิง (Wang Jing) ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศของสมาพันธ์การแพทย์จีนโลกเผยว่า  การรักษาโรคโควิด19  แบบผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนปัจจุบันถือว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของการต่อสู้กับ โควิด-19 ของประเทศจีนในครั้งนี้  การใช้ยาจีนให้กับผู้ป่วยยิ่งเร็วยิ่งได้ประสิทธิภาพ สามารถป้องกันโรคจากระยะเริ่มต้นพัฒนาไปถึงระยะรุนแรง พร้อมทั้งกระตุ้นให้ร่างกายมีการฟื้นฟูเร็วขึ้น การผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนปัจจุบันจะเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยขั้นวิกฤตได้อย่างเด่นชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการคัดกรองยา “ 3 ยา 3 ตำรับ ” ที่มีประสิทธิภาพการรักษา  ที่โดดเด่นออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศจีนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว การแพทย์แผนจีนไม่เพียงแต่เป็นมรดกอันล้ำค่าของชนชาติจีน ยังเป็นมรดกอันล้ำค่าของมนุษยชาติอีกด้วย ความสำเร็จในการใช้การแพทย์แผนจีนในการรักษาโควิด-19   เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญ ที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ในการปกป้องสุขภาพของประชาชน และกอบกู้ชีวิตของผู้ป่วย

สำหรับ ศาสตราจารย์ เกา จานเฉิง ผู้อำนวยศูนย์ระบบทางเดินหายใจและ RCU ของ โรงพยาบาลประชาชน มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และ ศาสตราจารย์ติง ปังหาน ผู้อำนวยการศูนย์ RCU ของโรงพยาบาลการแพทย์จีน มณฑลกวางตง  แบ่งปันผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดของ Lianhua Qingwen ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทย โดย ศาสตราจารย์ ติง ปังหาน  กล่าวเสริม ว่า โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจครั้งร้ายแรงที่เกิดจากไวรัสซาร์ส ไข้หวัดใหญ่ H1N1 ไข้หวัดนกและ โควิด-19 ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโรคระบาดในการแพทย์แผนจีน และปัจจุบันกลายเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขและเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์อย่างร้ายแรง โดยงานนี้ได้ นำเสนอ “ทฤษฎีและการปฏิบัติในการใช้ยาสมุนไพรจีนในการป้องกันและรักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ”

สอดคล้องกับ ศาสตราจารย์ เกา จานเฉิง  กล่าวในรายงานว่า การติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจเป็นโรคที่พบบ่อย และเกิดขึ้นซ้ำบ่อยครั้ง บางครั้งอาจทำให้เกิดการระบาดในท้องถิ่นหรือระบาดไปทั่วโลก ทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้คนอย่างร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการพัฒนาทางสังคม COVID-19 ในปีนี้ก็เป็นโรคระบาดรุนแรงชนิดใหม่ซึ่งติดต่อได้ง่ายมาก การรักษาโรคทางเดินหายใจด้วยยาเคมีต้องเผชิญกับความท้าทายของการดื้อยาและผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียนและหายใจลำบากอย่างรุนแรง เป็นต้น การติดเชื้อไวรัสมักจะมาพร้อมกับการอักเสบ ซึ่งพายุไซโตไคน์ (Cytokine Storm) จะเป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้โรคพัฒนาให้หนักขึ้น

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้ยาต้านอักเสบควบคู่กับยาต้านไวรัส การแพทย์แผนจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับแนวคิดแบบองค์รวม การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่จะใช้วิธีการต้านไวรัสควบคู่กับการต้านอักเสบ Lianhua Qingwen มีสมุนไพร 13 ตัว ทำให้ออกกฤทธิ์ต่อหลาย Target ได้ จากการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของ Lianhua Qingwen พบว่า Lianhua Qingwen มีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสในระบบทางเดินหายใจได้อย่างบูรณาการ จากหลักฐานเวชศาสตร์เชิงประจักษ์ (EBM) ก็ได้ยืนยันว่า Lianhua Qingwen มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่  สามารถยับยั้ง SARS และ MERS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีผลในการต้าน COVID-19 ยับยั้งพายุไซโตไคน์ ฟื้นฟูความเสียหายของปอดที่เกิดจากการอักเสบได้อีกด้วย

จากการศึกษาใช้เหลียนฮัวชิงเวิน (Lianhua Qingwen) รักษาโควิด-19 (COVID-19) ทางคลินิกแบบ การศึกษาไปข้างหน้า การทดลองแบบหลายศูนย์ การทดลองแบบสุ่ม และการทดลองแบบอำพรางทั้งสองฝ่าย (Prospective, Multicenter, Randomized, Double Blind Controlled ) ใน 23 โรงพยาบาลที่รักษาผู้ป่วยโควิด-19 (COVID-19)  ใน 9 มณฑลของประเทศจีน โดยมีนักวิชาการจง หนานซาน (Academician Zhong Nanshan), หลี หลานจวน (Li Lanjuan) และ จาง ป๋อหลี (Zhang Boli) เป็นที่ปรึกษาในการทำการศึกษาทางคลินิกครั้งนี้ และผลการศึกษาก็ได้ตีพิมพ์ในวารสาร วารสาร ยาสมุนไพรจากพืช (Phytomedicine) เป็นวารสารระดับสากลด้านยาจากพืชสมุนไพร ซึ่งถือว่าเป็นการศึกษาทางคลินิกครั้งใหญ่ครั้งแรกของยาสมุนไพรจีนในการรักษาโรค COVID-19 โดยศึกษาจากผู้ป่วย COVID-19 จำนวน 284 คน ผลการศึกษาพบว่าอัตราการหายของอาการหลักทางคลินิก  ระยะเวลาของอาการทางคลินิกในกลุ่มการรักษาดีกว่ากลุ่มควบคุม กลุ่มที่ใช้ยา Lianhua Qingwen สามารถบรรเทาไข้ อ่อนเพลีย ไอและอาการทางคลินิกอื่น ๆ ได้ดีกว่า ปอดฟื้นฟูได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญชัดเจนจากผลตรวจ CT ปอด  ทำให้อาการหายเร็วขึ้น เพิ่มอัตราการหายทางคลินิก ลดระยะเวลาให้กรดนิวคลีอิกเปลี่ยนเป็นลบ ลดสัดส่วนการพัฒนาของโรคไปสู่อาการหนัก  

อย่างไรก็ตาม บริษัท เอินเวย์ กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้า เหลียนฮัว ชิงเวิน อย่างเป็นทางการ ถือเป็นยาสมุนไพรจีนมีประวัติในการรักษาโรคระบาดมาอย่างยาวนาน โดยมีจุดเด่นในการป้องกันไวรัสในวงกว้าง บรรเทาอาการและฟื้นฟูสุขภาพโดยรวม Lianhua Qingwen เป็นยาจากสมุนไพรที่วิจัยพัฒนาและมีสิทธิบัตรยา และเป็นยาหลักในการรักษาโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจในประเทศจีน ซึ่งได้นำจุดเด่นของตำรับยาโบราณรักษาโรคระบาดของหมอจีนผู้ยิ่งใหญ่จาก 3 ราชสมัยมาผนวกด้วยกัน ในขณะเดียวกัน ก็ได้นำ Rhodiolae Crenulatae Radix et Rhizoma (Hongjingtian) ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีแหล่งกำเนิดบนที่ราบสูงและมีอากาศที่หนาวเย็นมาเป็นส่วนประกอบของตำรับ Hongjingtian นั้นมีสรรพคุณในการระบายความร้อนออกจากปอดและสลายเลือดคั่ง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านความเหนื่อยล้า ป้องกันการขาดออกซิเจนและช่วยฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง จึงทำให้ Lianhua Qingwen มีจุดเด่นในการรักษาทั้งอาการและต้นเหตุ เริ่มใช้ยายิ่งเร็ว ยิ่งช่วยให้หยุดการพัฒนาของโรคได้ดี  รักษาแบบองค์รวมโดยออกกฤทธิ์ต่อหลาย Target ยา Lianhua Qingwen จึงได้ถูกบรรจุอยู่ใน Guildline รักษาโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจถึง 22 ครั้ง

ล่าสุด ก็ได้ถูกบรรจุอยู่ในกรอบแนว ทางการวินิจฉัยและรักษา COVID-19 (ฉบับที่4 / 5 / 6 / 7)” ของประเทศจีน ในระหว่างกุมภาพันธ์-เมษายน ประเทศจีนได้ใช้เหลียนฮัว ชิงเวิน ราว 200 ล้านกล่องในการป้องกันและควบคุมสถานการณ์  โดย Lianhua Qingwen จึงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในประเทศจีนที่ผ่านมา

‘ดร.กนก’เสนอตั้ง ‘องค์กรอิสระ’ เพื่อยกระดับการจัดการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505973

'ดร.กนก'เสนอตั้ง'องค์กรอิสระ' เพื่อยกระดับการจัดการศึกษา

‘ดร.กนก’เสนอตั้ง’องค์กรอิสระ’ เพื่อยกระดับการจัดการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 15.29 น.

นายดิเรก พรสีมา ประธานสมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย และคณะสมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.ค.ค.ท) ได้เดินทางยังรัฐสภา เพื่อเข้าหารือกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีความสนใจและทำงานในด้านการบริหารจัดการด้านการศึกษา โดยมี ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ทำหน้าที่เป็นประธานในการหารือที่เกิดขึ้น ในประเด็น ความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับ พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ….

โดยทาง ส.ค.ค.ท มีความเห็นว่า “ปัจจุบัน มีหลายฝ่ายกำลังดำเนินการเสนอข้อคิดเห็น ตลอดจน ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ฉบับที่ทางคณะยกร่างขึ้น เพื่อให้รัฐสภานำไปพิจารณาก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมายแม่บททางการศึกษาของประเทศส.ค.ค.ท. ได้ศึกษาร่างของหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ ที่เสนอให้รัฐสภาพิจารณาแล้ว เห็นว่าร่างต่างๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นโดยปราศจากการมีส่วนร่วมและรับรู้อย่างแท้จริงของครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา นอกจากนั้น สาระของกฎหมายส่วนใหญ่ยังตอบสนองความต้องการของเยาวชนและผู้ปกครองจากสังคมชั้นสูงในสถานศึกษาที่ให้บริการแก่นักเรียนจากครอบครัวของบุคคลชั้นสูง จึงมีความกังวลว่า ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ที่จะประกาศใช้จะไม่ได้รับความร่วมมือจากครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และผู้ปกครองส่วนใหญ่ของประเทศ ก่อให้เกิดความล้มเหลวในการพัฒนาคุณภาพคนไทยและเยาวชนไทย รวมทั้งความล้มเหลวต่อการนำกฎหมายไปปฏิบัติมากกว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ เสียอีก”

ด้าน ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ได้สรุปประเด็นที่ทาง ส.ค.ค.ท กังวลต่อร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ….  ออกมาใน 3 ประเด็น คือ หนึ่ง เรื่องของโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการศึกษาที่ล้าสมัย สอง เรื่องของการกระจายอำนาจที่ไม่เอื้อให้โรงเรียนได้บริหารจัดการอย่างเต็มที่ และสาม เรื่องของคุณภาพของครู และผู้บริหารโรงเรียน ที่ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างมีศักยภาพ ก่อนที่จะชี้ไปที่กลไกในการยกระดับการบริหารจัดการด้านการศึกษาตามที่ทาง ส.ค.ค.ท. นำเสนอว่า มีความเกี่ยวเนื่องกับระบบของงบประมาณ ระบบของการบริหารวิชาการ และระบบของการบริหารคน ที่อยู่ภายใต้การขับเคลื่อนของหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ

“คือ ถ้าคุณต้องการการบริหารจัดการด้านการศึกษาที่ทันสมัย มีการกระจายอำนาจอย่างทั่วถึง และให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพของครู และผู้บริหารโรงเรียน ก็ต้องไปทำให้ระบบของงบประมาณ ระบบของการบริหารวิชาการ และระบบของการบริหารคน ของ ศธ. ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ซึ่งทาง ศธ. หรือรัฐบาล ต้องยินดีที่จะให้พวกเรามีตัวประกันที่จะทำหน้าที่ในการรับรองว่า ทั้งหมดที่ว่ามานี้จะเกิดขึ้นได้ และจับต้องได้จริง ขับเคลื่อนการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ บนความทั่วถึง และเป็นธรรม โดยมีผลลัพธ์คือการเรียนรู้ที่มีคุณภาพของนักเรียน อาทิ การก่อตั้งองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการให้คำปรึกษา และวางแผนเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านการศึกษาขึ้นมา ในรูปแบบเดียวกับ TDRI ที่ทำงานคู่ขนานไปกับหน่วยงานของรัฐ”