‘ครูพี่โอ๊ะ’จัดใหญ่! โชว์ผลงาน1ปี ชูแนวคิด ‘เรียนรู้ออนไลน์-สร้างงานสร้างอาชีพ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505952

'ครูพี่โอ๊ะ'จัดใหญ่! โชว์ผลงาน1ปี ชูแนวคิด'เรียนรู้ออนไลน์-สร้างงานสร้างอาชีพ'

‘ครูพี่โอ๊ะ’จัดใหญ่! โชว์ผลงาน1ปี ชูแนวคิด’เรียนรู้ออนไลน์-สร้างงานสร้างอาชีพ’

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.48 น.

“ครูพี่โอ๊ะ”จัดใหญ่! แถลงผลงาน”1 ปี ณ วังจันทรเกษม สะท้อนงาน สะท้อนคน กับ กนกวรรณ วิลาวัลย์” ขนผลงานโบว์แดงมาโชว์ เดินหน้าระยะต่อไปชูแนวคิด”เรียนรู้ออนไลน์-สร้างงานสร้างอาชีพ-ก้าวสู่สังคมสุขภาวะอย่างมีคุณภาพ”

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ. และ นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทํางาน รมช.ศธ.ร่วมแถลงผลการทํางาน “1 ปี ณ วังจันทรเกษม สะท้อนงาน สะท้อนคน กับ กนกวรรณ วิลาวัลย์” และมีการจัดแสดงนิทรรศการผลการดําเนินงาน ของสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สํานักงาน กศน.) สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และ สํานักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน. นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการ กช. ผู้บริหารและบุคลากรสํานักงาน กศน. สถานศึกษาเอกชน และ สลช.จากทั่วประเทศ เข้าร่วมงานเนืองแน่น

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสําคัญกับการจัดการศึกษาตลอดชีวิต โดยเน้นการสร้าง โอกาสทางการศึกษา แก่ผู้ด้อย พลาดและขาดโอกาสทางการศึกษา ได้แก่ คนชายขอบ กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ผู้พิการ จนพูดได้เต็มปากว่า การศึกษาของเราเข้าถึงคนทุกช่วงวัย โดยเน้น คุณภาพและประสิทธิภาพของผู้เรียน พร้อมทั้งร่วมมือกับทุกภาคส่วนในกระทรวงศึกษาธิการเอง การทํางานระหว่าง กระทรวง และเครือข่ายการทํางานในระดับพื้นที่อย่างเข้มแข็ง

อย่างเช่นในปีที่ผ่านมา ได้รับฟังความคิดเห็นของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานของหน่วยงานในกํากับ ทั้ง กศน. สช. และลูกเสือ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทํางาน พร้อมทั้งลงพื้นที่ครบทั้ง 77 จังหวัด เพื่อติดตามการนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติ เพราะไม่ต้องการให้ เกิดการแปลงนโยบาย และช่วยเสริมเติมเต็ม อะไรที่ช่วยได้ก็ยินดีสนับสนุน พร้อมร่วมกันแก้ไขข้อติดขัด อุปสรรค และปัญหา เพื่อจับมือเดินหน้าไปด้วยกัน

โดยมีผลการดําเนินงานเด่นของหน่วยงานในการกํากับดูแล ดังนี้ ได้ผลักดันการเพิ่มอัตราข้าราชการครู กศน.คูณ 3 แบ่งเป็น ครูผู้ช่วยพื้นที่สูง ครูผู้ช่วยชายแดนใต้ ครูผู้ช่วยพื้นที่ทั่วไป และครูผู้ช่วยแบบสอบแข่งขัน รวม 1,590 อัตรา และสรรหาเป็น ผู้บริหาร กศน. 140 อัตรา ทําให้สามารถขยับลูกจ้างขึ้นมาเป็นพนักงานราชการ และรับสมัครบุคคลภายนอกมาทดแทนอัตรา จ้างที่ว่างลงให้ครบถ้วน ในส่วนของ สช. ได้ผลักดันการเพิ่มสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลครูเอกชน จาก 100,000 บาท/คน/ปี เป็น 150,000 บาท/คน/ปี โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 กองทุนสงเคราะห์ได้อนุมัติค่ารักษาพยาบาลแก่ครู 5,106 คน วงเงินกว่า 77 ล้านบาท และได้น้อมนําหลักสูตรจิตอาสา 904 มาใช้ในกระบวนการอบรมลูกเสือ เพื่อช่วยสร้างศักยภาพ ระเบียบวินัย และปลูกจิตอาสาให้แก่เยาวชน พร้อมพัฒนาหลักสูตรลูกเสือมัคคุเทศก์ ให้มีความโดดเด่นด้านภาษา และองค์ ความรู้ในเชิงการท่องเที่ยว โดยจัดอบรมลูกเสือมัคคุเทศก์รุ่นแรก ใน 8 จังหวัด 480 คนเรียบร้อยแล้ว และในเดือนสิงหาคม จัดอบรมในรุ่นที่ 2 รวม 4,140 คน ในทุกจังหวัดทั่วไปประเทศ

รมช.ศธ.กล่าวว่า ในส่วนของการดําเนินงานในระยะต่อไป ได้วางแผนและกําหนดเป้าหมาย ที่จะสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องของการศึกษาต้องมีความต่อเนื่องและต้องอาศัยเวลา จึงจะเกิดมรรคเกิดผล ภายใต้แนวคิด เรียนรู้ออนไลน์ – สร้างงานสร้างอาชีพ – ก้าวสู่สังคมสุขภาวะอย่างมีคุณภาพ

– เรียนรู้ออนไลน์ โดยใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยสนับสนุนเป็นเครื่องมือในการจัดการศึกษา เรียนรู้ และสร้างอาชีพแก่ กลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม ผ่านแอปพลิเคชัน “ONIE Online” ส่งเสริมให้ใช้ Google Classroom และพัฒนาหลักสูตรพื้นฐาน ของ กศน.ให้มีความทันสมัยครบถ้วน หลักสูตรอาชีพที่มีความหลากหลาย ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ความต้องการและ บริบทของแต่ละพื้นที่ และนําเทคโนโลยีมาขยายผลกับแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ของ กศน.ทั้งห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราช กุมารี” 103 แห่ง และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 19 แห่ง ส่วนการจัดการศึกษาของเอกชน จะขยายความร่วมมือ กับภาคีเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ดิจิทัล “ศูนย์ Digital Learning Center ของ สช.” ที่หลากหลายมากขึ้น เข้าถึงนักเรียน นักศึกษา กศน. และประชาชนมากขึ้น โดยเน้นให้ครูใช้ระบบออนไลน์ได้อย่างชํานาญ เช่นการใช้ Zoom, Google Classroom, Facebook Live, Microsoft Team เป็นต้น เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้ของทุกกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาระบบสวัสดิการกองทุนสงเคราะห์ออนไลน์ ให้สมาชิกได้รู้ข้อมูล ความเคลื่อนไหว และข่าวสารของกองทุน สงเคราะห์อย่างทันท่วงที พร้อมๆ กับพัฒนาค่ายลูกเสือ 66 แห่งทั่วประเทศ ให้มีความทันสมัย นําเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วย ผลิตสื่อการเรียนรู้ การจัดแสดงนิทรรศการ แหล่งเรียนรู้ และการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย รองรับการจัด กิจกรรมตามหลักสูตรจิตอาสา 904 สําหรับกระบวนการอบรมลูกเสือ และการอบรมลูกเสือมัคคุเทศก์ โดยได้รับจัดสรร งบประมาณปี 2563 แล้ว จํานวน 118 ล้านบาท ซึ่งจะขับเคลื่อนในค่ายลูกเสือจังหวัด 62 ค่าย และค่ายลูกเสือในกํากับ 4 ค่าย รวมทั้งพัฒนาให้มีความพร้อมสําหรับการใช้ประโยชน์ของคนทุกช่วงวัยในพื้นที่นั้นด้วย

– สร้างงานสร้างอาชีพ ในส่วนนี้จะเน้นการต่อยอดผลิตภัณฑ์ กศน.พรีเมียม ทั้ง 231 รายการ ที่จําหน่ายผ่านช่องทาง ออนไลน์ OOCC สามารถสร้างรายได้แก่ประชาชนทุกชุมชน และพัฒนาไปสู่การจดอนุสิทธิบัตร เพื่อรักษาสมบัติของคนไทย ตลอดไป ดังเช่น ผ้าทอมือผักตบชวา กศน. ต.หนองน้ําใส อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา และผ้าทอมือกล้วยไข่ชากังราว อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กําแพงเพชร

– ก้าวสู่สังคมสุขภาวะอย่างมีคุณภาพ โดยจะพัฒนาระบบการทํางานร่วมกันสําหรับกลุ่มบุคลากรนักวิชาชีพ ภาคประชา สังคม กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มคนพิการ ครอบครัว ตลอดจนผู้ดูแล ภายใต้ “การจัดการความรู้สนับสนุนเครือข่ายบูรณาการด้าน ผู้สูงอายุและคนพิการ และการบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการและขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากร กศน.ให้มี ศักยภาพในการจัดกิจกรรม กศน.เพื่อร่วมสร้างสังคมสูงอายุที่มีสุขภาวะ” รองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุของประเทศไทย ในเร็วๆ นี้ โดยมีงานในหลายส่วนที่ต้องดําเนินการต่อเนื่อง ทั้งระบบการบริหารจัดการ, พัฒนาบุคลากรของ กศน.ให้มีศักยภาพในการจัดกิจกรรม กศน.รองรับ “สังคมสูงอายุ” มิติสุขภาพสําหรับคนทุกกลุ่มวัย , ระบบการทํางานบนฐานของ ความรู้ การสร้างสรรค์ด้วยคลังปัญญาและภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยในการดําเนินชีวิตที่พอเหมาะ พอเพียง และตื่นรู้ในการ จัดการท่ามกลางภาวะภัยพิบัติ , ระบบสารสนเทศ “เว็บไซต์รวมพลัง” รองรับการจัดการเรียนรู้และข้อมูลสนับสนุนเครือข่าย บูรณาการด้านผู้สูงอายุและคนพิการ แบบ One stop service

รมช.ศธ.กล่าวเพิ่มเติม ว่า การเรียน กศน.การันตีว่ามีงานทำทั้งในเรื่องการเกษตร และในอาชีพต่างๆ เรามีการสำรวจโรงแรมและประสารกับภาคธุรกิจในพื้นที่ว่ามีความต้องการแรงงานประเภทใด และผู้เรียนสามารถมีงานทำระหว่างเรียนและมีรายได้ ชึ่ง กศน.เรามีเรียนนวดแผนโบราญ ซึ่งกศน.พยายามทำในลักษณนี้ให้ครอบคุมทุกจังหวัด ส่วนทั้ง 3 หน่วยงาน ที่ตนดูแลก็มีปัญหาอุปสรรคบ้าง แต่ก็ดิฉันก็คลี่ครายลงในทางที่ดีและทำให้บุคลากรของ กศน.มีขวัญกำลังใจและมีความมั่นคงมากขึ้น รวมถึงครุภัณฑ์และอาคารที่ กศน.ไปใช้ของหน่วยงานอื่นทางสำนักงบฯก็ฝากงบประมาณไว้กับหน่วยงานที่ให้ กศน.ใช้อาคาร ซึ่งทำให้ กศน.สามารถขับเคลื่อนปรับสภาพให้เหมาะสมกับการบริการของ กศน. ส่วนโรงเรียนของสพฐ.ที่ไม่ใช้ก็ให้โอนมา กศน.ซึ่งขณะนี้ กศน.ได้ตั้งงบเดินหน้าไปแล้วในหลายๆจังหวัด ถือว่าเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ กศน.จะเข้าไปจัดอาชีพให้กับเด็กออทิสติกหรือพิการให้สามารถดูแลตัวเองได้ พัฒนาทักษะมีอาชีพ นอกจากนี้ กศน.ยังส่งเสริมการอ่านให้กับประชาชนทุกกลุ่มวัย เริ่มจากห้องสมุดเฉลิมราชที่ กศน.มีอยู่ทั่วประเทศ

โดย กศน.ได้ MOU กับ TK park และ เครืออัมรินทร์ ที่ให้ E-book มาจำนวนมาก และ กศน.ก็ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น และพัฒนาคิวอาร์โคช เพื่อให้สามารถสแกรนหนังสือไปอ่านที่บ้านได้ รวมถึงส่งเสริมให้ผู้สูงอายุและให้บริการรับส่งถึงบ้าน เพื่อส่งเสริมการอ่านให้เป็นรูปธรรมม รวมถึงสนับสนุนให้จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในทุกๆห้องสมุดเฉลิมราช ส่วนการก้าวสู่ปีที่ 2 จะเน้นย้ำการจัดการเรียนตามอัธยาศัยในทุกช่วงวัย จะให้ความสำคัญทั้งหมดกับงานที่ทำอยู่และต่อยอดให้มีผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น

รมช.ศธ.กล่าวว่า จากกรณีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงให้เลขาธิการ สช.ดำเนินการสำรวจภาพรวมให้ชัดเจนว่าโรงเรียนเอกชนใดที่ยังเปิดสอนอยู่ และโรงเรียนเอกชนใดที่ไม่ได้ดำเนินการแล้ว เพื่อใช้งบประมาณของชาติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการสนับสนุน คาดว่าภายในเดือนนี้จะทราบผล

สอวช.ชูสมาร์ทฟาร์ม เพิ่มความสามารถ ดึงพลังเด็กรุ่นใหม่พลิกโฉมวงการเกษตรไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505942

สอวช.ชูสมาร์ทฟาร์ม เพิ่มความสามารถ ดึงพลังเด็กรุ่นใหม่พลิกโฉมวงการเกษตรไทย

สอวช.ชูสมาร์ทฟาร์ม เพิ่มความสามารถ ดึงพลังเด็กรุ่นใหม่พลิกโฉมวงการเกษตรไทย

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.19 น.

สอวช. ชูสมาร์ทฟาร์ม เพิ่มความสามารถเกษตรกรไทย เสนอภาคการศึกษาปรับภาพลักษณ์การเรียนสายเกษตร ดึงพลังเด็กรุ่นใหม่เป็นกุญแจสำคัญพลิกโฉมวงการเกษตรไทยสู่เกษตรสมัยใหม่

เวทีเสวนา Recovery Forum เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมี นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด มาบรรยายพร้อมแลกเปลี่ยนใน หัวข้อ Smart Farming เพิ่มความสามารถเกษตรกรไทย กรณีศึกษาคูโบต้าฟาร์ม อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี และยังมีนายอารีย์ ชวลิตชีวินกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทซิเมนต์ไทยโฮลดิ้ง จำกัด   ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุน คณาจารณ์มหาวิทยาลัยและนักวิจัยรุ่นใหม่ มาร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนด้วย

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สยาม  คูโบต้า ได้น้อมนำพระบรมราโชวาท ของรัชกาลที่ 9 “ความเจริญของประเทศต้องอาศัยความเจริญภาคการเกษตรเป็นสำคัญ” มาเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการเกษตรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการนำองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยีการเกษตร และเครือข่ายต่างๆ ที่ สยามคูโบต้ามี เข้าไปช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้ ให้เกิดเป็น “ชุมชนต้นแบบ” ที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่าน “ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า” ให้แก่เกษตรกรในชุมชน ชุมชนใกล้เคียง และเกษตรกรผู้ที่สนใจได้

สำหรับการจะนำองค์ความรู้นวัตกรรม เทคโนโลยีการเกษตรมาใช้พัฒนาเกษตรในประเทศได้นั้น จำเป็นต้องรู้ข้อจำกัด และความท้าทายในการพัฒนาภาคเกษตรไทย โดยความท้าทายของไทย คือ การจัดการน้ำเพื่อการเกษตร สภาพภูมิอากาศที่มีความผันผวน ปัญหาผลผลิตทางการเกษตร แรงงานภาคการเกษตร หนี้ครัวเรือนเกษตร รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็นต้น

“การจัดการเกษตรกรรมครบวงจรของคูโบต้า คือการใช้เทคนิคการเพาะปลูก ผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรอย่างลงตัว จนกลายเป็นรูปแบบการทำเกษตรที่มีความแม่นยำ และมีแบบแผน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการปฏิรูปพื้นที่ การเตรียมดิน การเพาะปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป และการขนส่งผลผลิต นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถควบคุมปัจจัยการเพาะปลูก ได้แก่ ดินและน้ำ ในขั้นตอนต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ตลอดจนการคาดการณ์สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เพื่อช่วยเกษตรกรในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและรายได้ ตลอดจนยกระดับและสร้างมาตรฐานเกษตรกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก และช่วยลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับเกษตรกรรวมไปถึงสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน” นายสมศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้การจะให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีมาเป็นเกษตรสมัยใหม่ มีการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อการเกษตรเพื่อความแม่นยำมากขึ้น จำเป็นต้องทำให้เกษตรกรเห็น สร้างประสบการณ์จริงในการเพาะปลูกพืชด้วยวิธีการเกษตรสมัยใหม่ ให้ความรู้และเน้นการปฏิบัติจริงในการทำการเกษตรเต็มรูปแบบ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้และให้ความมั่นใจว่าเป็นแนวทางที่จะสามารถทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

สำหรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ที่คูโบต้านำมาใช้นั้น เกิดจากการพัฒนาของบริษัทรวมถึงความร่วมมือแบบบูรณาการกับเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัย รวมถึงกระทรวง อว. อาทิ โดรนเพื่อการเกษตร แอพพลิเคชั่นปฏิทินการเพาะปลูกข้าว ระบบควบคุมทิศทางอัตโนมัติ การวัดสีใบข้าว สถานีวัดสภาพอากาศ แอพพลิเคชั่นระบุพิกัดและสถานะการทำงานของเครื่องจักร ระบบให้น้ำอัจฉริยะ โรงเรือนเพาะปลูก การวิจัยเพื่อออกแบบพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การผลิตกระแสไฟฟ้าบนแปลงเพาะปลูกพืช ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยเครื่องคัดคุณภาพผลผลิต เป็นต้น

ทั้งนี้ การทำงานคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรนั้น จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านการวิจัย วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยบริษัทมีทีมวิจัยของบริษัทเอง และทีมวิจัยจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มาร่วมกันพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสถานการณ์ของประเทศ เช่น หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรต้องสามารถระบุแหล่งที่มา สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงมีโครงการในการพัฒนาระบบโรงเรือนขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้เกิดสตาร์ทอัพเกษตรสมัยใหม่ โดยการนำศักยภาพ องค์ความรู้และแนวคิดของคนรุ่นใหม่มาออกแบบเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อประลองฝีมือและหาแนวทางต่อยอดขยายผลในอนาคต

ด้าน ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า แนวโน้มในอนาคตประเทศไทย นอกจากจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว เด็กรุ่นใหม่ก็สนใจเรียนด้านการเกษตรลดลง แต่จากการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกษตรสมัยใหม่ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนข้างต้น จะเห็นว่าการนำงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ในภาคเกษตรกรรม ช่วยทุ่นแรง แทบไม่ต้องลงแปลงจริง สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำ และยังสามารถต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการรายย่อย หรือสตาร์ทอัพในการคิดค้น พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรได้ ประเด็นที่น่าขบคิดต่อด้านการจัดทำนโยบาย คือ การปรับภาพลักษณ์การศึกษาในสายการเกษตร ว่าองค์ความรู้ด้านการเกษตรไม่ใช่แค่เรื่องพืชพันธุ์ หรือการเพาะปลูกเท่านั้น แต่คนจะเรียนเกษตรสมัยใหม่ได้ต้องมีองค์ความรู้รอบด้าน ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมถึงการต่อยอดทางธุรกิจ ทำให้เกิดเป็นเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ให้สนใจเข้ามาเรียนและนำความรู้ไปพัฒนาการเกษตรไทยมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าพลังคนรุ่นใหม่จะช่วยพลิกบทบาทการเกษตรไทยให้เป็นเกษตรสมัยใหม่ได้อย่างไม่ยาก

“องค์ความรู้ที่บริษัทมีและสามารถแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม หากยกระดับให้เกิดเป็น KUBOTA Farm Academy โดยร่วมกับมหาวิทยาลัย พัฒนาเป็นหลักสูตรและมีการการันตีองค์ความรู้ที่ผู้เรียนได้รับผ่านใบรับรอง จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะต่อยอดให้เกิดเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การปรับโครงสร้างทางการเกษตรของประเทศสู่ สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ และสมาร์ท ฟาร์มมิ่ง ได้ในอนาคต” ดร.กิติพงค์ กล่าว

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานตะกร้าสิ่งของมอบ แก่ญาติอาสาสมัครทหารพรานเสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505787

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานตะกร้าสิ่งของมอบ แก่ญาติอาสาสมัครทหารพรานเสียชีวิต

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานตะกร้าสิ่งของมอบ แก่ญาติอาสาสมัครทหารพรานเสียชีวิต

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

‘ในหลวง-พระราชินี’โปรดเกล้าฯให้ ผู้ว่าฯอุบลราชธานี เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ญาติของ อาสาสมัครทหารพราน มุจจรินทร์ ศรีแก้ว ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

16 กรกฎาคม 2563 เวลา 11.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ญาติของ อาสาสมัครทหารพราน มุจจรินทร์ ศรีแก้ว เจ้าหน้าที่ซึ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

จากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดชุดปฏิบัติการกองร้อยทหารพราน 2209 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 22 ขณะลาดตระเวนและรักษาความปลอดภัยครู บริเวณถนนเลียบริมคลองชลประทาน บ้านละโพะ หมู่ที่ 3 ตำบลป่าไร่ อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ณ บ้านเลขที่ 202 หมู่ที่ 9 ตำบลโพนงาม อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ ครอบครัวของ อาสาสมัครทหารพราน มุจจรินทร์ อย่างหาที่สุดมิได้

ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู…ข้อควรรู้ก่อนสมัครสอบบรรจุเป็น’ข้าราชการครู’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505887

ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู...ข้อควรรู้ก่อนสมัครสอบบรรจุเป็น'ข้าราชการครู'

ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู…ข้อควรรู้ก่อนสมัครสอบบรรจุเป็น’ข้าราชการครู’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 21.49 น.

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนุ วงษ์จินดา ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา กล่าวถีงการเปิดรับสมัครสอบบรรจุข้าราชการครู ตำแหน่งครูผู้ช่วย ซึ่งจะเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 17 – 23 กรกฎาคม 2563 เอกสารสำคัญที่ต้องใช้ประกอบการสมัครสอบก็คือ “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” เป็นหลักฐานที่ใช้แสดงในการประกอบวิชาชีพครูตามที่คุรุสภาออกให้ เพื่อปฏิบัติหน้าที่สอน จึงขอชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว เพื่อความเข้าใจการนำไปใช้เป็นหลักฐานในการสอบบรรจุเป็นข้าราชการครู ดังนี้

1.ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หมายถึง หลักฐานซึ่งออกให้ผู้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานความรู้และมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพที่คุรุสภารับรอง มีสิทธิประกอบวิชาชีพครู ซึ่งเป็นวิชาชีพควบคุมตามกฎหมาย

2.ใบอนุญาตปฏิบัติการสอน หมายถึง หลักฐานที่แสดงคุณสมบัติของผู้ถือว่ามีเฉพาะมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูตามข้อบังคับคุรุสภา มีสิทธิประกอบวิชาชีพครู โดยอยู่ในความควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และเมื่อได้ปฏิบัติการสอนเป็นเวลาต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 1 ปี ให้นำหลักฐานการผ่านการรับรองประสบการณ์การสอนจากสถานศึกษา ประกอบกับใบอนุญาตปฏิบัติการสอน มาขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ ใบอนุญาตปฏิบัติการสอนนี้มีอายุ 2 ปี และสามารถขอรับใบอนุญาตปฏิบัติการสอนได้อีกครั้งหนึ่ง

โดยเอกสารทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว คือ หลักฐานที่ออกให้แก่ผู้ยื่นคำขอที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด เพื่อเป็นหลักฐานที่ใช้ในการสมัครสอบได้

กรณี ผู้มีหนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพครู โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ คุรุสภาถือว่าผู้ได้รับอนุญาตดังกล่าวยังไม่มีคุณสมบัติในการได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือใบอนุญาตปฏิบัติการสอน ดังกล่าว แต่สถานศึกษามีเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องการให้ผู้นั้นประกอบวิชาชีพครูในสถานศึกษาโดยไม่ผิดกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 จึงขออนุญาตจากคุรุสภา ซึ่งเป็นการอนุญาตให้สถานศึกษารับเข้าประกอบวิชาชีพครู หากลาออกจากสถานศึกษาการอนุญาตดังกล่าวถือว่ายกเลิก หนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพในสถานศึกษาที่อนุญาตให้เท่านั้น “มิได้เป็นหลักฐานที่ใช้แสดงในการประกอบวิชาชีพครูได้ในสถานศึกษาอื่นๆ”

ผู้ที่ต้องการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ควรที่จะศึกษารายละเอียดในการประกาศรับสมัครอย่างรอบคอบว่าเอกสารหลักฐานที่ต้องนำไปในวันสมัคร ทั้งเอกสารแสดงวุฒิการศึกษา สาขาวิชาเอก รวมถึงเอกสารหลักฐานที่ทางคุรุสภาออกให้เพื่อแสดงสิทธิในการประกอบวิชาชีพครูให้เป็นไปตามที่หน่วยรับสมัครกำหนดให้เรียบร้อย

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา คุรุสภาได้ประกาศ เรื่อง มาตรการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยปรับเปลี่ยนกระบวนการให้บริการด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ให้ยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ KSP e-Service (ระบบ KSP Self-Service กรณียื่นเป็นรายบุคคล และ KSP School กรณียื่นผ่านสถานศึกษา) ผ่านทางเว็บไซต์ของคุรุสภา www.ksp.or.th เท่านั้น  ทั้งนี้ให้เข้าตรวจสอบข้อมูลว่าเอกสารหลักฐานครบถ้วนหรือไม่ ภายใน 7 – 15 วันทำการ และจะใช้เวลาดำเนินการอนุมัติใบอนุญาตประกอบวิชาชีพภายใน 30 วันทำการ เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการให้สามารถดำเนินการด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกประเภทได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังสามารถพิมพ์สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง การใช้สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้จะต้องเป็นสมาชิกของระบบ KSP Self-Service หรือ KSP School และต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพก่อน ถึงจะสามารถพิมพ์สำเนาฯ ได้ โดยสามารถตรวจสอบสถานะใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ที่ http://www.ksp.or.th/service/license_search.php

สำหรับผู้ที่ต้องการติดต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สามารถติดต่อผ่านทาง Call center 0-2304-9899 หรือพนักงานเจ้าหน้าที่คุรุสภา ณ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดที่สมาชิกสังกัด หรือทางหน้าเว็บไซต์คุรุสภา ทางหน้าเว็บไซต์คุรุสภา หัวข้อ “ถาม – ตอบ งานใบอนุญาต” หรือไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

วช. จัดงาน’มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563′ ในรูปแบบNew Normal2-6 ส.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505886

วช. จัดงาน'มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563' ในรูปแบบNew Normal2-6 ส.ค.นี้

วช. จัดงาน’มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563′ ในรูปแบบNew Normal2-6 ส.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 21.36 น.

วช. จัดงาน’มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563′ ในรูปแบบNew Normal2-6 ส.ค.นี้

ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 16 กรกฎาคม 2563  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ แถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020)” ครั้งที่ 15 โดยงานดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 6 สิงหาคม 2563 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” เพื่อเป็นการนำเสนอผลงานของหน่วยงานในเครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในรูปแบบ New Normal และเนื่องจากเกิดสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) จึงจำเป็นต้องมีมาตรการ

ในการคัดกรองผู้เข้าร่วมงานและนิทรรศการอย่างเข้มงวดเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของทางกระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งผู้เข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนร่วมงานได้ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ 1) รูปแบบ Online คือการเข้าร่วมประชุมสัมมนาและชมนิทรรศการในรูปแบบออนไลน์ผ่านซ่องทางต่าง ๆ ที่ผู้จัดงานจัดทำขึ้นเพื่อรองรับการรับชมจากสถานที่ต่าง ๆ 2) รูปแบบ Onsite คือ การเข้าร่วมสัมมนาและชมนิทรรศการ ณ สถานที่จัดงาน ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.researchexpo.nrct.go.th และ http://www.nrct.go.th ได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ในการจัดงานมีความจำเป็นในการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมประเภท Onsite หากแต่ไม่จำกัดจำนวนประเภท Online และของดการลงทะเบียนหน้างาน และ Walk in ในทุกกรณี

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020)” เป็นเวทีระดับชาติที่นำเสนอผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีคุณภาพ กว่า 300 ผลงาน โดยมุ่งเน้น เชื่อมโยงบูรณาการองค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเชิงวิชาการ นโยบาย สังคม/ชุมชน และพาณิชย์/อุตสาหกรรม ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มงานวิจัย ได้แก่ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ และงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อน BCG Economy Model และในปีนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานในวันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2563 เวลา 10.00 น. 

โดยภายในงานฯ ประกอบด้วย ภาคนิทรรศการ ได้แก่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เพื่อน้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมราถบพิตร รัชกาลที่ 9  ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยไทย” และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงพระมหากรุณาธิคุณต่องานวิจัยไทย นิทรรศการนวัตกรรมตอบโจทย์โรคอุบัติใหม่ นิทรรศการชุมชนเข้มแข็งด้วยวิจัยและนวัตกรรม และนิทรรศการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ส่วนภาคการประชุมและสัมมนามีมากกว่า 100 เรื่อง

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ เช่น กิจกรรม Highlight Stage เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ที่มีความพร้อมใช้ประโยชน์ทั้งในระดับชุมชน/องค์กร/พาณิชย์ กิจกรรม Thailand Research Symposium 2020 เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัยในสาขาวิชาการต่าง ๆ ได้มีโอกาสนำเสนอผลงานวิจัยที่มีคุณภาพต่อผู้สนใจและผู้ใช้ประโยชน์ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของการเรียนรู้ในศาสตร์สาขาวิชาการในประเด็นสำคัญอื่น ๆ กิจกรรมประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา 2563 การมอบรางวัล Thailand Research Expo 2020 Award ให้แก่หน่วยงานที่นำเสนอนิทรรศการผลงานวิจัยภายในงาน ได้อย่างมีความโดดเด่นและมีคุณภาพ  กิจกรรม Research Clinic เป็นการให้คำปรึกษาในเรื่องของการวิจัย และการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากภาคเอกชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นพื้นที่เพื่อการแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโครงการในพระราชดำริ ผลงานวิจัยและภูมิปัญญาท้องถิ่น

สำหรับ MASCOT ในปีนี้ ได้แก่ “น้องแกล้งดิน” ซึ่งได้แนวความคิดจากการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานพระราชดำรัสหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” และ “ทฤษฎีแกล้งดิน” ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริ นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว “ทูตวิจัย” คนแรก ของประเทศไทย ประจำปี 2563 “อั้ม อธิชาติ ชุมนานนท์” อีกด้วย

สพฐ.ก้าวสู่ปีที่18 ชู’การศึกษายุคดิจิทัล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505852

สพฐ.ก้าวสู่ปีที่18 ชู'การศึกษายุคดิจิทัล'

สพฐ.ก้าวสู่ปีที่18 ชู’การศึกษายุคดิจิทัล’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 19.36 น.

สพฐ.ก้าวสู่ปีที่ 18 ชู “การศึกษายุคดิจิทัล” ผลักดันครูและผู้บริหารช่วยกันสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทยอย่างเท่าเทียม พร้อมเรียนรู้กับการเปลี่ยนแปลงปรับตัวหลักสูตรใหม่

16 กรกฎาคม 2563 ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก้าวสู่ปีที่ 18 เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า ปีนี้เป็นปีที่ สพฐ. ก้าวสู่ปีที่ 18 แต่เนื่องจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 จึงทำให้ไม่ได้มีการจัดกิจกรรมวันครบรอบขึ้น ซึ่งการก้าวสู่ปีที่18 ของ สพฐ.นั้น ต้องยอมรับว่าบุคลากรครูและนักเรียนกำลังอยู่ในโลกที่มีการเปลี่ยนผ่าน เพื่อเข้าสู่การปรับตัวไปสู่ยุคดิจิทัล โดยการศึกษาทุกวันนี้ยังไม่ตอบโจทย์ที่จะทำให้เด็กไทยมีความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันเท่าที่ควร ดังนั้นการศึกษาในยุคนี้เราต้องหาจุดที่จะพัฒนาเด็กไทยให้ไปสู่โลกดิจิทัล หรือ การศึกษาศตวรรษที่ 21ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งขอให้นักเรียนและครูทุกคนได้ปรับตัวกับการใช้หลักสูตรใหม่ เพราะหลักสูตรฐานสมรรถนะจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ค้นพบศักยภาพของเด็กไทยมากขึ้น

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ครูจะต้องมีส่วนสำคัญในการพัฒนาและปรับตัวไปกับการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรใหม่ ซึ่งครูจะต้องมีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีและภาษาอังกฤษ เนื่องจาก นายณัฏฐพล ทีปสุวรรรณ รมว.ศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูและผู้บริหารในเรื่องเทคโนโลยีและภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก รวมถึง สพฐ. จะต้องพัฒนาครูในประเด็นนี้ตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ อย่างก้าวกระโดด ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาบุคลากรเพื่อความเป็นเลิศระดับเขตพื้นที่ขึ้น โดยศูนย์แห่งนี้จะทำหน้าที่ทดสอบและอบรมครูให้สอดรับกับความรู้ยุคดิจิทัล เช่น ภาษาอังกฤษ และเรื่องเทคโนโลยี เป็นต้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในอนาคต

“สพฐ. มีบุคลากรครู ผู้บริหาร และลูกจ้างรวมกว่า 500,000 คน ซึ่งทุกคนอยู่เป็นครอบครัวเดียวกันภายใต้บ้านหลังนี้ จนทำให้งานของ สพฐ. มีการขับเคลื่อนอย่างก้าวกระโดด และนำไปสู่การสร้างโอกาสทางการศึกษา เนื่องจากขณะนี้สังคมคาดหวังในการทำงานของเราอย่างมาก ดังนั้นขอให้บุคลากร สพฐ. ทุกคนจงมุ่งมั่นสร้างบ้านหลังนี้ให้มีความแข็งแรงต่อไปด้วยมิติใหม่การศึกษายุคดิจิทัล สู่ปีที่18 เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยอย่างเท่าเทียม” ดร.อำนาจ กล่าว

‘ครูกัลยา’แถลงก้าวสู่ปีที่2 ชูแนวทาง ‘ทันสมัย เท่าเทียม ยั่งยืน’ มุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505848

'ครูกัลยา'แถลงก้าวสู่ปีที่2 ชูแนวทาง'ทันสมัย เท่าเทียม ยั่งยืน' มุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษา

‘ครูกัลยา’แถลงก้าวสู่ปีที่2 ชูแนวทาง’ทันสมัย เท่าเทียม ยั่งยืน’ มุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 19.15 น.

“ครูกัลยา”แถลงผลงาน1ปีแรก ภายใต้4นโยบายหลัก และการก้าวสู่ปีที่2 ชูแนวทาง”ทันสมัย เท่าเทียม ยั่งยืน” มุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษา เน้นไปที่ตัวผู้เรียนเพื่อเตรียมพร้อมคนก้าวสู่ศตวรรษที่ 21

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ที่พิพิธภัณฑ์การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกะทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) นำทัพแถลงข่าวการก้าวสู่ปีที่ 2 ชูแนวทาง “ทันสมัย เท่าเทียม ยั่งยืน” โดยจะใช้ 3 กลไกหลักนี้ มุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง เน้นที่ตัวผู้เรียน เตรียมพร้อมคนก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 เพื่อพัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพและเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศต่อไป

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาไทยเพื่อให้มีศักยภาพในการรองรับและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น ต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ เน้นการสร้างพื้นฐานที่มั่นคง และบูรณาการเพื่อเป็นทุนสำหรับการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต โดยตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา ได้วางนโยบายโดยเน้นการปฏิรูปไปที่ตัวผู้เรียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางรากฐานการศึกษาไทยไปสู่ศตวรรษที่ 21 ภายใต้นโยบายหลัก 4 เรื่อง ที่สามารถดำเนินการเป็นรูปธรรมแล้ว คือ 1.โค้ดดิ้ง (Coding) 2.การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  3.การอ่านเขียนเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย และ 4.อาชีวะเกษตร ที่ล่าสุดได้เปิดตัวโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ที่จะใช้กลไกของวิทยาลัยอาชีวะเกษตรทั่วประเทศ ขับเคลื่อนโครงการการก้าวไปสู่ปีที่ 2

นับจากนี้ไป การศึกษาไทยจะเผชิญความท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะจากสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงศึกษาฯ ภายใต้ความรับผิดชอบของตนเอง จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายใต้แนวทาง 1. “ทันสมัย” โดยเฉพาะนโยบายเรื่อง โค้ดดิ้ง (Coding) ที่ได้ออกแบบเนื้อหาหลักสูตรร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สนับสนุนเด็กไทยต้องได้เรียนโค้ดดิ้ง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา ที่ได้มีการขับเคลื่อนมาโดยตลอด เป็นนโยบายที่ปฏิรูปโดยตรงถึงเยาวชนไทย และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน จนขยายผลออกไปในวงกว้าง ซึ่งปัจจุบัน รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ในฐานะประธานกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) แห่งชาติ ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ เพื่อขับเคลื่อนงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ได้มีการจัดอบรมครูออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อม ที่นับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก มีครูสนใจลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมกว่า 2 แสนคน โดย ตนได้นิยามการเรียนการสอนโค้ดดิ้งว่า “ง่ายกว่าที่คิด พิชิตยุคดิจิทัล Coding for All… All for Coding”

“ดิฉันให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นฐานให้กับผู้เรียน โดยการพัฒนาทักษะ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ในศตวรรษที่ 21 ให้กับผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย ตามความเหมาะสม ทั้งเด็กปกติและกลุ่มเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ซึ่งทักษะที่สำคัญจำเป็น และควรเน้นเป็นอย่างยิ่ง คือ การคิดวิเคราะห์เป็น แก้ปัญหาเป็น การสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในการดำรงชีวิต Coding เป็นทักษะการเขียนภาษาคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยสร้างความมีตรรกะและแก้ปัญหาได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนมากขึ้น” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับคุณภาพวิทยาศาสตร์ไทย โดยได้ให้การสนับสนุนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (MWIT) ในด้านการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษา พัฒนานักเรียนให้มีศักยภาพสูงทัดเทียมกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก เป็นตัวป้อนที่มีคุณภาพสูงเยี่ยม เข้าสู่ระดับอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นนักประดิษฐ์ นักคิดค้นของประเทศชาติต่อไปในอนาคต รวมไปถึง การขับเคลื่อนและขยายผลการพัฒนาโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพื่อพัฒนา การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย การเตรียมความพร้อมเพื่อการทดสอบ PISA 2022 โดยใช้แนวทางการพัฒนาของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพื่อการยกระดับ ผลการสอบ PISA ของประเทศไทย

2.แนวทาง “เท่าเทียม” การศึกษาไทย จะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาสสามารถเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส ผ่านการให้บริการในรูปแบบที่หลากหลาย และมีคุณภาพ มีทักษะชีวิตที่ดี สามารถพึ่งตนเองได้ อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข มีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตที่ดี ในด้านจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการ มีโรงเรียนเฉพาะความพิการ 48 โรง นักเรียน 12,388 คน มีศูนย์การศึกษาพิเศษ 77 แห่ง นักเรียน 26,339 คน และสำหรับเด็กด้อยโอกาส มีโรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ 51 โรง นักเรียน 33,528 คน ในด้านการส่งเสริม สนับสนุนนั้น มีการจัดการศึกษา แบบเรียนรวม24,216 โรง นักเรียน 432,590 คน และมีกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา สำหรับคนพิการ

และ 3.แนวทาง “ยั่งยืน” ยกระดับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เพื่อสร้างผู้ประกอบการภาคการเกษตรให้สอดคล้องกับสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 ด้วยการพัฒนาสถานศึกษาอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมง เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดทางเทคโนโลยีนวัตกรรมการเกษตร (Digital Agri College) โดยนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการการเรียนการสอน : STI (Science /Technology/Innovation) เพื่อยกระดับสถานศึกษาอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมง เป็น Digital Agri College รวมไปถึงการเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 47 แห่ง ทั่วประเทศ เป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรทางการเกษตร ที่พร้อมจะพัฒนาให้เป็นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำในอนาคต ภายใต้หลักสูตร “ชลกร” เพื่อปั้นนักบริหารจัดการน้ำในชุมชน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีน้ำกิน น้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน

โดยทั้งหมดนี้ จะใช้กลไกของสภาการศึกษาเป็นฟันเฟือง ผลักดันให้สภาการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนด้านการปฏิรูปการศึกษา ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเชื่อมต่อกับทุกภาคส่วนในการผลักดันนโยบายต่างๆให้บรรลุตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

“ดิฉันเป็นเด็กต่างจังหวัด มายืนตรงจุดนี้ได้เพราะการศึกษ ภายใต้แนวทาง “ทันสมัย เท่าเทียม ยั่งยืน” ในการก้าวสู่ปีที่ 2 นี้ ดิฉันจะทุ่มเททำงานด้วยความตั้งใจ จะระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วน เพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จ ในการปฏิรูปการศึกษา เพื่อพัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพ และเป็นพลเมืองที่ดี ของประเทศต่อไป แม้จะต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนบ้างในบางเรื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจให้ผู้เกี่ยวข้อง แต่ดิฉันจะเดินหน้าต่อ และก้าวข้ามอุปสรรคทั้งปวง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังที่ตั้งใจ สิ่งนี้คือคำมั่นสัญญา” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

‘ในหลวง’พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ มอบเจ้าหน้าที่บาดเจ็บคนร้ายวางระเบิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505768

'ในหลวง'พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ มอบเจ้าหน้าที่บาดเจ็บคนร้ายวางระเบิด

‘ในหลวง’พระราชทานดอกไม้-ตะกร้าสิ่งของ มอบเจ้าหน้าที่บาดเจ็บคนร้ายวางระเบิด

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.13 น.

16 กรกฎาคม  2563 เวลา 11.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี  ไปมอบแก่เจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพราน กองร้อยทหารพราน 4214 ชุดปฏิบัติการจักรยานยนต์เคลื่อนที่เร็วเหตุเกิดบริเวณบ้านนาพร้าว หมู่ที่ 2 ตำบลปะนาเระ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย ดังนี้ 

สิบโท สุพจน์ เจริญสุข อาสาสมัครทหารพราน สุชาติ โกยหลำ และอาสาสมัครทหารพราน อุมา ฮาแว ซึ่งได้เข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลปัตตานี อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ กำลังพลและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้

มท.สั่งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมจิตอาสา ‘ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี…เราสร้างไปด้วยกัน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505756

มท.สั่งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมจิตอาสา 'ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี...เราสร้างไปด้วยกัน'

มท.สั่งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมจิตอาสา ‘ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี…เราสร้างไปด้วยกัน’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 15.27 น.

มท.สั่งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมจิตอาสา “ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี…เราสร้างไปด้วยกัน” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา”ร.10″

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.63 เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการจัดกิจกรรมจิตอาสา “ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี…เราสร้างไปด้วยกัน” ในส่วนภูมิภาค และศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทานได้กำหนดให้มีการจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในโอกาสวันสำคัญของชาติไทย

นายฉัตรชัย กล่าวว่า เพื่อให้การจัดกิจกรรมจิตอาสาเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 ก.ค.63 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ จึงได้แจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดพิจารณาดำเนินการจัดกิจกรรมจิตอาสา “ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี…เราสร้างไปด้วยกัน” โดยบูรณาการความร่วมมือกับส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และจิตอาสาพระราชทานในพื้นที่ในการจัดกิจกรรมจิตอาสา เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) รวมทั้งเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในแบบชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ใน 5 ลักษณะกิจกรรม ได้แก่ การบริการประชาชน การเกษตร สิ่งแวดล้อม การฝึกอาชีพ และสุขภาวะ/อนามัย เช่น การให้ความรู้ด้านวิชาชีพการทำหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า การบริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า การฝึกอาชีพด้านการเกษตรหรือการแปรรูปอาหาร การแจกเมล็ดพันธุ์พืชการให้บริการด้านสาธารณสุขการบริการตัดผม เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับประโยชน์ทั้งความรู้เพื่อนำไปประกอบอาชีพและสร้างรายได้เพื่อตนเองครอบครัว และชุมชน รวมทั้งได้รับบริการจากหน่วยงานของจังหวัดเพื่อปันสุขแก่ประชาชนอีกด้วย โดยจะมีพิธีเปิดกิจกรรมในวันที่ 28 ก.ค.63 ในแต่ละจังหวัดจะมีการพิจารณาจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ตามความเหมาะสมจนถึงวันที่ 12 ส.ค.63

นอกจากนี้ จะมีการจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เช่น กิจกรรมทำความสะอาดศาสนสถาน กิจกรรมการปลูกต้นไม้ กิจกรรมการปล่อยปลาและดูแลรักษาแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำกิจกรรมกำจัดผักตบชวาและส่งเสริมการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ กิจกรรมรณรงค์รักษาความปลอดภัยทั้งทางบกและทางน้ำกิจกรรมการบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล และกิจกรรมอื่นๆ ที่จังหวัดพิจารณาเห็นว่าเหมาะสมตลอดทั้งเดือน ก.ค.นี้ อีกด้วย

“กระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัดปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมให้เหมาะสม ไม่ให้แออัด ลดเวลาการจัดกิจกรรมแบบกระชับเท่าที่จำเป็น เว้นระยะห่างระหว่างบุคคลสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า จัดให้มีเจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ และลงทะเบียนผ่านคิว อาร์โค้ดไทยชนะ” ปลัด มท.กล่าว

‘เด็กสมองดีต้องมีที่เรียน’ สจล.ประกาศชัดๆเสียงดังๆ ช่วยเหลือนักศึกษาทุกคนที่ประสบปัญหาด้านทุนทรัพย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505484

‘เด็กสมองดีต้องมีที่เรียน’ สจล.ประกาศชัดๆเสียงดังๆ ช่วยเหลือนักศึกษาทุกคนที่ประสบปัญหาด้านทุนทรัพย์

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประกาศยืนยันช่วยเหลือ นักศึกษา สมองดี และนักศึกษา ที่มีฐานะยากจน ที่กระทบต่อผลการระบาดของโควิด-19 ว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อ ทั้งทางด้านรายได้ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตประจำวัน ตลอดจนส่งผลกระทบต่อนักเรียนที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่ไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มนี้ สจล.พร้อมให้การสนับสนุนช่วยเหลือ โดย สจล. มีกองทุนสนับสนุนการศึกษา ทั้งทุน กยศ. ทุนจากหน่วยงานภายนอก และ ทุน สจล. ทั้งหมด 9 กองทุน อาทิ ทุนเรียนดี

ทุนอุดหนุนการศึกษา ทุนสนับสนุนนักศึกษาในภาวะวิกฤติ ทุนช่วยเหลือนักศึกษาในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นต้น โดยกองทุนแต่ละประเภท มีหลักเกณฑ์ เงื่อนไข คุณสมบัติการรับทุนการศึกษาที่ได้กำหนดไว้อย่างครอบคลุม พร้อมช่วยเหลือนักศึกษาทุกคนที่ประสบปัญหาด้านทุนทรัพย์ นอกจากนี้ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง และยาวนาน ทีมผู้บริหารสจล. ทุกระดับ จึงพร้อมใจสละเงินเดือนส่วนตัวเป็นระยะเวลา 6 เดือน รวมเป็นจำนวนเงิน 6.3 ล้านบาท ให้แก่กองทุนการศึกษา สจล. เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้การนักศึกษา และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤติโควิด-19โดย สจล. มุ่งหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือนักศึกษา และครอบครัว ก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้

ศ.ดร.สุชัชวีร์กล่าวเพิ่มว่า สจล. เน้นย้ำนโยบาย “ใครสอบติดต้องได้เรียน” เพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษา ให้นักเรียนทั่วประเทศที่เรียนดีแต่ยากจน ให้เข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา อีกทั้ง มุ่งหวังว่ากลุ่มนักเรียนเรียนดีเหล่านี้ จะได้รับการศึกษาที่ดี และนำความรู้ความสามารถมาขับเคลื่อนประเทศชาติได้ในอนาคต ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการรับความช่วยเหลือด้านทุนการศึกษา สามารถดูรายละเอียดทุนประเภทต่างๆ ได้ที่ https://office.kmitl.ac.th/osda/kmitl/# หรือ เฟซบุ๊คแฟนเพจ http://www.facebook.com/kmitlofficial หรือเว็บไซต์ www.kmitl.ac.th