กศน.จังหวัดอุบลฯรวมกลุ่มยกระดับผลิตภัณฑ์กศน.พรีเมียม ภายใต้แบรนด์ ‘ONIE’ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยพัฒนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505488

กศน.จังหวัดอุบลฯรวมกลุ่มยกระดับผลิตภัณฑ์กศน.พรีเมียม  ภายใต้แบรนด์ ‘ONIE’ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยพัฒนา

กศน.จังหวัดอุบลฯรวมกลุ่มยกระดับผลิตภัณฑ์กศน.พรีเมียม ภายใต้แบรนด์ ‘ONIE’ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยพัฒนา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักงาน กศน. จังหวัดอุบลฯ เดินหน้านำ กศน.กลุ่มจังหวัดอุบลฯ ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกผลิตภัณฑ์/สินค้า กศน. พรีเมียม ของแต่ละจังหวัดในกลุ่มจังหวัด ยกระดับผลิตภัณฑ์ กศน. ให้ เป็นผลิตภัณฑ์ กศน.พรีเมียม แบรนด์ “ONIE” โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาช่วยพัฒนา และสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมีคุณภาพมาตรฐาน เป็นการสร้างรายได้แก่นักศึกษาและประชาชน ตามแผนพัฒนาด้านที่ 5 คือ การพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาและกลุ่มเป้าหมาย (GoodInnovation) โดยการจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์แบรนด์ กศน.เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์/สินค้าดีเด่น และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นช่องทางส่งเสริมการจัดจำหน่ายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์/สินค้า กศน. พรีเมียม ที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับ

นายธฤติ ประสานสอน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดอุบลราชธานี (ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัดอุบลราชธานี) กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดการศึกษาอาชีพในปัจจุบันมีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นการพัฒนาประชากรของประเทศให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการประกอบอาชีพ เป็นการแก้ปัญหาการว่างงานและส่งเสริมความเข้มแข็งให้แก่ เศรษฐกิจชุมชน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดยุทธศาสตร์ ที่จะพัฒนาศักยภาพกลุ่มอาชีพใหม่ ตลอดจนกำหนดภารกิจที่จะยกระดับการจัดการศึกษาเพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถให้ประชาชนได้มีอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง โดยเน้นการบูรณาการ ให้สอดคล้องกับศักยภาพด้านต่างๆมุ่งพัฒนาคนไทยให้ได้รับการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพและการมีงานทำอย่างมีคุณภาพทั่วถึง และเท่าเทียมกัน ประชาชนมีรายได้มั่นคง และมีงานทำอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาตลอดชีวิตในรูปแบบใหม่ที่สร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชน

นางปวิณา การะเกษ ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอเขมราฐ กล่าวว่า สำหรับผลงานบุกเบิก ที่ กศน.อุบล นำมาเปิดตัวเป็นของกลุ่มทอผ้าฝ้ายมัดหมี่ทอมือ จากศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเขมราฐ (กศน.อำเภอเขมราฐ) โดยเล็งเห็นว่ากลุ่มทอผ้าฝ้ายมัดหมี่ทอมือตำบลเขมราฐ มีความเข้มแข็งสามารถพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายย้อมครามได้อย่างไร้ขีดจำกัด และผ้าฝ้ายย้อมครามของที่นี่ยังเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นสินค้า กศน.พรีเมียม ของ สำนักงาน กศน.จังหวัดอุบลราชธานี โดย กศน.ได้เข้ามาต่อยอดพัฒนาให้เป็นแบรนด์ “ONIE” ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาช่วยพัฒนาในการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจ รวมทั้งส่งเสริมการค้าขายในรูปแบบออนไลน์อีกทางหนึ่ง เป็นการส่งเสริมอาชีพให้กับกลุ่มเป้าหมายและประชาชนให้มีรายได้ และมีอาชีพ

กันไว้ก่อน!‘รร.สาธิตพิบูลบำเพ็ญฯ’ปิดถึง17ก.ค. หลังนร.แจ้งอยู่ในห้างช่วงเดียวกับทหารอียิปต์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505627

กันไว้ก่อน!‘รร.สาธิตพิบูลบำเพ็ญฯ’ปิดถึง17ก.ค. หลังนร.แจ้งอยู่ในห้างช่วงเดียวกับทหารอียิปต์

กันไว้ก่อน!‘รร.สาธิตพิบูลบำเพ็ญฯ’ปิดถึง17ก.ค. หลังนร.แจ้งอยู่ในห้างช่วงเดียวกับทหารอียิปต์

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 19.47 น.

กันไว้ก่อน!‘รร.สาธิตพิบูลบำเพ็ญฯ’ปิดถึง17ก.ค. หลังนร.แจ้งอยู่ในห้างช่วงเดียวกับทหารอียิปต์

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่ จ.ระยอง เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2563 จากกรณีดังกล่าวพบว่านักเรียนระดับมัธยมศึกษา ของโรงเรียนได้เข้าไปในพื้นที่ที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อ ทำให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ตฤณ กิตติการอำพล ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตพิบูลบำเพ็ญ มหาวิทยาลัยบูรพา ออกประกาศแจ้งงดการเรียนการสอนในที่ตั้งของระดับปฐมวัย ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา เพื่อเป็นการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 และให้ใช้ระบบการสอนผ่านออนไลน์ เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2563 เป็นต้นไป

เพื่อให้ทางโรงเรียนได้ดำเนินการตรวจสอบประวัติการเดินทางของนักเรียน และทำความสะอาดพื้นที่ฝ่ายปฐมวัย ฝ่ายประถมศึกษา และฝ่ายมัธยมศึกษา เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน โดยใช้การสอนระบบออนไลน์ ในวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 2 วัน เพื่อทำความสะอาด ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ภายในโรงเรียนทั้งหมด

ดร.อุดม รัตนอัมพรโสภณ รองผู้อำนวยการโรงเรียนฝ่ายประถมศึกษา เปิดเผยว่า ทางโรงเรียนได้มีการตั้งคณะกรรมการเกี่ยวกับการป้องกันโรคโควิด-19 ที่เป็นหมอและพยาบาล ให้การปรึกษาตลอดเวลา และจากเหตุการณ์ที่จังหวัดระยอง พบว่า มีนักเรียน 1 คน ไปเรียนพิเศษที่ข้างห้างแหลมทอง จ.ระยอง ในช่วงพักเรียนได้เข้าไปซื้ออาหารในห้างดังกล่าว โดยใส่แมสปิดปากและมีการเว้นระยะห่าง ในเวลาเดียวกันกับทหารอียิปต์ ได้เข้ามาในห้าง ถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการแต่ทางโรงเรียนป้องกันไว้ก่อน โดยได้มีประกาศให้ผู้ปกครองได้ทราบว่ามีนัก เรียนคนใดเข้าไปอยู่ในบริเวณนั้นบ้าง จนมีนักเรียนคนหนึ่งเข้ามาบอกครูว่าได้เข้าไปในช่วงเสาร์ – อาทิตย์  แต่เมื่อข่าวนี้ออกไป ทำให้ทางผู้ปกครองได้เกิดการสื่อสารกันไปในวงกว้าง ทางโรงเรียนจึงได้ตัดสินใจให้วันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมาหยุด 1 วัน และทางผู้บริหารได้มีมติให้หยุดอีก 3 วัน จนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 

ในช่วงวันหยุดจะมีการดูแลสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น พ่นน้ำยา ทำความสะ อาดพื้นที่ จนสามารถควบคุมไว้ได้เกือบหมดแล้ว และเพื่อความสบายใจของผู้ปกครองและนักเรียน ทางโรงเรียนจึงประกาศปิดโรงเรียนอีก 3 วัน เพื่อทำความสะอาดโรงเรียน เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจกับผู้ปกครองและนักเรียนนั่นเอง   

‘รร.สิงห์สมุทร’ประกาศปิดเรียน 16-17 ก.ค. พ่นยาฆ่าเชื้อ-ป้องโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505620

‘รร.สิงห์สมุทร’ประกาศปิดเรียน 16-17 ก.ค. พ่นยาฆ่าเชื้อ-ป้องโควิด-19

‘รร.สิงห์สมุทร’ประกาศปิดเรียน 16-17 ก.ค. พ่นยาฆ่าเชื้อ-ป้องโควิด-19

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 19.23 น.

‘รร.สิงห์สมุทร’ประกาศปิดเรียน 16-17 ก.ค. พ่นยาฆ่าเชื้อ-ป้องโควิด-19

15 กรกฎาคม 2563 นายคงเดช โชติจำลอง ผู้อำนวยการโรงเรียนสิงห์สมุทร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ออกประกาศแจ้งปิดการเรียนด้วยเหตุพิเศษตั้งแต่วันที่ 16-17 กรกฎาคม 2563 ระบุว่า เนื่องด้วยเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาชั้น ม.1-ม.6 มีนักเรียนหลายพันคน ประกอบกับมีสถานการณ์การระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 ในจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงของการระบาดของเชื้อโรคไวรัส โคโรนา 2019 ซึ่งโรงเรียนอยู่ในพื้นที่อำเภอใกล้เคียงกับจังหวัดระยอง จึงตระหนักถึงความรุนแรงของโรคระบาด และให้ความสำคัญในการดูแลนักเรียนผู้ปกครองครูและบุคลากรทางการศึกษาจึงขอแจ้งปิดเรียน เพื่อดำเนินการให้เจ้าหน้าที่จากเทศบาลตำบลเขตรอุดมศักดิ์ เข้าฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อภายในห้องเรียนทุกอาคาร เมื่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว โรงเรียนจะเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ 

‘มงคล บางประภา’เป็นประธานสมาพันธ์ นสพ.อีกสมัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505589

‘มงคล บางประภา’เป็นประธานสมาพันธ์ นสพ.อีกสมัย

‘มงคล บางประภา’เป็นประธานสมาพันธ์ นสพ.อีกสมัย

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 18.19 น.

“สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์ประเทศไทย” (CTJ) เลือกตั้งประธานสมาพันธ์ฯและคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ประจำปี 2563 “มงคล บางประภา” ได้รับเลือกเป็นประธานสมาพันธ์ฯอีกสมัย

15 กรกฎาคม 2563 ที่ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ตรงข้าม รพ.วชิระ) ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ นายมงคล บางประภา ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (CTJ) ได้เชิญคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ฯ ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 40 โดยมีวาระ แถลงกิจกรรมในรอบปีที่ผ่านมา และมีวาระสำคัญในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 เลือกตั้งประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์ฯคนใหม่ พร้อมรองประธานสมาพันธ์ฯ

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเลือก นายมงคล บางประภา อดีตประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยตามที่มีผู้เสนอ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย อีกวาระหนึ่ง

พร้อมกันนี้มีได้มีการเลือกรองประธานสมาพันธ์ฯ  4 คน ได้แก่ รองประธานฯคนที่ 1 นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สภท.55ปี) รองประธาน คนที่ 2 นายไพฑูรย์ ชุติมากรกุล นายกสมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย รองประธานคนที่ 3 นายพีระวัฒน์ โชติธรรมโม นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และรองประธานคนที่ 4 นายถิรพุทธิ์ เปรมาประยูรวงศา นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยมีนายจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นเลขาธิการสมาพันธ์ฯ และนางสาวปิยสุดา จันทรสุข อุปนายกสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย เป็นเหรัญญิกสมาพันธ์ฯ

นายมงคล บางประภา ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์ฯคนใหม่ กล่าวในที่ประชุมว่า ต้องขอขอบคุณสมาชิกสมาคมฯ ที่ให้เกียรติมาร่วมประชุมและไว้วางใจเลือกตั้งตนกลับเข้ามาเป็น เป็นประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย อีกวาระ ตนยืนยันว่าจะทำหน้าที่ประธานสมาพันธ์ฯ ให้เป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรสื่อในประเทศ และในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะมีการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

Cr. สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (CTJ)

รบ.ต่อยอด’โครงการหลวง’สนองพระราชปณิธานในหลวงรัชการที่ 10 ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505554

รบ.ต่อยอด'โครงการหลวง'สนองพระราชปณิธานในหลวงรัชการที่ 10 'สืบสาน รักษา ต่อยอด'

รบ.ต่อยอด’โครงการหลวง’สนองพระราชปณิธานในหลวงรัชการที่ 10 ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 17.26 น.

15 ก.ค.63 เมื่อเวลา 13.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการประสานงานและสนับสนุนงานโครงการหลวง (กปส.) ครั้งที่ 1/2563 โดยมี นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง  พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง นายอำพน กิตติอำพน องคมนตรีที่ปรึกษาพิเศษ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และกรรมการ ร่วมประชุม

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2562-2563 ของมูลนิธิโครงการหลวง และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)หรือ สวพส. โดยโครงการหลวงได้รับการรับรองทะเบียนพันธุ์พืชใหม่กับกรมวิชาการเกษตรแล้ว 15 พันธุ์ และกำลังขอขึ้นทะเบียนพันธุ์ไม้ดอกมาลีรัตน์ วงศ์ขิง รวมทั้ง ฟักทองญี่ปุ่น คะน้าฮ่องกง และมะเขือเทศผลเล็ก ผลงานวิจัยที่นำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากสารสกัดถั่งเช่า โยเกิร์ตนมกระบือ และผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด คือ กาแฟอราบิกาเฉพาะถิ่น กาแฟแคบซูลซิงเกิลออริจิน น้ำมันลินินสกัดเย็น ผลิตภัณฑ์คีนัวกรอบ คีนัวบาร์ และขนมปังคีนัวผสมสตรอว์เบอร์รี  โดยเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวง 13,645 ครัวเรือน ได้รับการส่งเสริมให้ปลูกพืชเขตหนาวและกึ่งหนาว 381 ชนิด ซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัย จำหน่ายภายใต้ตรา “โครงการหลวง” ในปีงบประมาณ พ.ศ.2562 มูลค่ารวม 1,328 ล้านบาท

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณสนับสนุนการสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ณ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นศูนย์รวมการปฏิบัติงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูง เกิดประโยชน์โดยรวมแก่ประเทศ พร้อมรับทราบผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการใช้พื้นที่สูงตามแนวทางของโครงการหลวง โดยขณะนี้กรมป่าไม้ได้รับการอนุมัติขอบเขตการใช้พื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่รวม 2,508,958 ไร่ 1 งาน 27 ตารางวา เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆเข้าปฏิบัติงานในขอบเขตพื้นที่อย่างคล่องตัว และเตรียมดำเนินการขอใช้ประโยชน์พื้นที่ตั้งศูนย์/สถานีฯ และพื้นที่เกษตร รวมทั้งพื้นที่ที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสำหรับการแก้ปัญหาในพื้นที่นำร่อง คือ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง  ได้ฟื้นฟูพื้นที่กลับคืนสู่ธรรมชาติ ด้วยความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่ เป็นแบบอย่างของการดำเนินการต่อไปบนพื้นที่สูงอื่นในจังหวัดเชียงใหม่ และตาก รวมทั้งต่อยอดไปในพื้นที่สูงของจังหวัดเชียงราย ลำพูน พะเยา และแม่ฮ่องสอน 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้รับฟังผลการประชุมวิชาการนานาชาติด้านการพัฒนาเกษตรที่สูงอย่างยั่งยืน ตามพระราชปณิธานสืบสาน รักษา ต่อยอดงานโครงการหลวง จัดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2562 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ มีผู้เข้าร่วมประชุมจาก 17 ประเทศ 675 คน ความสำเร็จของโครงการหลวง ถือเป็นต้นแบบการพัฒนาทางเลือกที่เป็นแนวปฏิบัติบนพื้นฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยหลักการทำงาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เน้นการบูรณาการของทุกภาคส่วน และเตรียมต่อยอดสู่การจัดตั้งสถาบันเรียนรู้การพัฒนาที่สูงอย่างยั่งยืน เพื่อขยายแนวทางและองค์ความรู้ ให้เกิดประโยชน์อย่างกว้างขวางต่อไป 

ในตอนท้ายสุดนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติกรอบงบประมาณของหน่วยงาน บูรณาการและสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนแม่บทศูนย์พัฒนาโครงการหลวง และแผนแม่บทโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ระยะ 6 ปี (พ.ศ. 2560-2565) โดยให้ความสำคัญกับการจัดการปัจจัยพื้นฐาน น้ำ พื้นที่ป่าต้นน้ำ และสร้างคุณภาพชีวิตชุมชนบนพื้นที่สูง เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป

พอช.รุดตรวจประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนระดับประเทศ เทศบาลนครปากเกร็ด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505450

พอช.รุดตรวจประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนระดับประเทศ เทศบาลนครปากเกร็ด

พอช.รุดตรวจประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนระดับประเทศ เทศบาลนครปากเกร็ด

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 13.14 น.

วันที่ 15 ก.ค.63 นายสยาม นนท์คำจันทร์ โฆษกสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงการประชุมคณะอนุกรรมการตรวจประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนระดับประเทศว่า คณะอนุกรรมการตรวจประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนระดับประเทศ ของเทศบาลนคร และทีมที่ปรึกษา ทีมอาจารย์มหาวิทยาลัยบูรพา ลงพื้นที่ตรวจประเมินเทศบาลที่ 2 คือเทศบาลนครปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อรับฟังข้อมูล และตรวจประเมินผลงานเชิงประจักษ์ ที่เทศบาลเสนอประกอบด้วย 1.ศูนย์ควบคุมกล้องโทรทัศน์วงจรปิด 2.อารยสถาปัตย์ 3.ศูนย์รีไซเคิลขยะชุมชนพบสุข และ 4. สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ นนทบุรี ซึ่งคณะอนุกรรมการฯได้แลกเปลี่ยน ขอข้อมูลเพิ่มเติม และให้คำแนะนำต่อเทศบาลด้วย ณ ห้องประชุม เทศบาลนครปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยมีนายสมศักดิ์ พุ่มพวง รองนายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด รักษาการแทนนายกเทศมนตรี พร้อมคณะรองนายกเทศมนตรี นายสุทร บุญสิริชูโต ปลัดเทศบาล พร้อมคณะผู้บริหารเทศบาล พนักงานเทศบาล นำเสนอข้อมูลและนำเยี่ยมชมพื้นที่ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน

สำหรับรางวัลเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนระดับประเทศ ของเทศบาลนคร ชนะเลิศจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ในปี 2563 มีเทศบาลได้เข้ารอบของเทศบาลนคร จำนวน 5 เทศบาล ประกอบด้วย เทศบาลนครนนทบุรี จ.นนทบุรี เทศบาลนครปากเกร็ด จ.นนทบุรี เทศบาลนครรังสิต จ.ปทุมธานี เทศบาลนครสงขลา จ.สงขลา และ เทศบาลนครยะลา จ.ยะลา อนุกรรมการจะดำเนินการลงพื้นที่แระเมินให้เสร็จสิ้นในต้นเดือนสิงหาคม 2563 นี้

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ นายสมชาติ ภาระสุวรรณ ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้มอบหมายให้นายสยาม นนท์คำจันทร์ โฆษกสถาบันฯ เป็นผู้แทนของสถาบันนำตรวจ

เปิดไฟประดับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา 13 แห่ง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 68 พรรษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505421

เปิดไฟประดับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา 13 แห่ง   เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 68 พรรษา

เปิดไฟประดับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา 13 แห่ง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 68 พรรษา

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 10.54 น.

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 68 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 กรมทางหลวงชนบทร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเฉลิมพระเกียรติเปิดไฟประดับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา 13 แห่ง

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 68 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 กรมทางหลวงชนบทจะทำการเปิดไฟประดับสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่อยู่ในความดูแล จำนวน 13 แห่ง ได้แก่ สะพานพระราม 3 (Phra Ram 3 Bridge) สะพานพระราม 4 (Phra Ram 4 Bridge) สะพานพระราม 5 (Phra Ram 5 Bridge) สะพานพระราม 7 (Phra Ram 7 Bridge) สะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์ (Maha Chetsadabodinthranuson Bridge) สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า (Somdet Phra Pinklao Bridge) สะพานพระพุทธยอดฟ้า (Phra Phutthayotfa Bridge) สะพานพระปกเกล้า (Phra Pokklao Bridge) สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (Somdet Phrachao Taksin Maharat Bridge) สะพานกรุงธน (Krung Thon Bridge) สะพานกรุงเทพ (Krung Thep Bridge) สะพานภูมิพล 1 (Bhumibol 1 Bridge) และสะพานภูมิพล 2 (Bhumibol 2 Bridge) โดยในเดือนกรกฎาคม 2563 เฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จะทำการเปิดไฟประดับ ช่วงเวลา 19.00 น. ถึง 22.00 น. และสำหรับในวันอังคารที่ 28 ถึง วันศุกร์ที่
31 กรกฎาคม 2563 จะทำการเปิดไฟประดับในช่วงเวลา 19.00 น. ถึง 24.00 น.

ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าประชาชนชาวไทยร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและร่วมเฉลิมพระเกียรติ ตลอดจนแสดงให้เห็นความงดงามของบรรยากาศของสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศได้อีกทางหนึ่ง โดยประชาชนสามารถร่วมชมทัศนียภาพความสวยงามของสะพานได้ตามวันและเวลาดังกล่าว

โควิดเป็นเหตุ!! เลื่อนจัดสอบ’PISA 2021’เป็น’PISA 2022′ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505308

โควิดเป็นเหตุ!! เลื่อนจัดสอบ'PISA 2021'เป็น'PISA 2022'

โควิดเป็นเหตุ!! เลื่อนจัดสอบ’PISA 2021’เป็น’PISA 2022′

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 17.17 น.

วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ประธานกรรมการ คณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ประชุมคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ครั้งที่ 3/2/2563 จัดโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 อาคารสำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมเพื่อขับเคลื่อน การดำเนินงานโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล Programme for International student Assessment หรือ PISA ซึ่งการประเมินดังกล่าวริเริ่มโดย องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operato and Development หรือ OECD มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาในการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนมีศักยภาพหรือความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง สำหรับประเทศไทย ได้เข้าร่วมการประเมิน PISA มาตั้งแต่รอบแรก (PISA 2000) ในปี 2543 จนถึงรอบการประเมินปัจจุบัน คือ PISA 2021 ซึ่งเน้นการประเมินด้านคณิตย์ศาสตร์ และมีการประเมินเพิ่มเติมด้านความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) โดยมีประเทศเข้าร่วมการประเมิน 88 ประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการสำหรับจัดสอบ PISA 2021 ซึ่งในกำหนดการปกติทาง OECD กำหนดให้จัดสอบ PISA 2021 รอบทดลองใช้เครื่องมือ (Field Trial) ในปี ค.ศ.2020 จัดสอบรอบการวิจัยหลัก (Main Survey) ในปี ค.ศ.2021 และประกาศผลการประเมินในปี ค.ศ.2022

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ PISA ของประเทศต่างๆ ทำให้ประเทศส่วนใหญ่ยังไม่สามารถจัดสอบรอบ Field Trial ได้ เนื่องจากมีการประกาศปิดโรงเรียนทั่วประเทศ ที่ประชุมคณะกรรมการ PISA และ OECD  จึงมีข้อสรุปร่วมกันว่าให้มีการเลื่อนการดำเนินงาน PISA 2021 ออกไปเป็นระยะเวลา 1 ปี ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาเครื่องมือและการเก็บข้อมูลอย่างมีคุณภาพทัดเทียมกับรอบการประเมินที่ผ่านมา ดังนั้น จึงทำให้จะมีการจัดสอบรอบ Field Trial ในปี ค.ศ.2021 และสอบรอบ Main Survey ในปี ค.ศ.2022 ซึ่งต่อไปในรอบการประเมินดังกล่าว จะเรียกว่า PISA 2022 และสำหรับประเทศไทยการประเมิน PISA 2022 จะมีการจัดสอบรอบ Field Trial ในเดือนสิงหาคม 2564 และจัดสอบรอบ Main Survey ในเดือนสิงหาคม 2565

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า วันนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการ PISA เราได้มีการวิเคราะห์ผลการประเมิน PISA ของไทยที่ผ่านมา พบว่ามีปัญหาอย่างยิ่งในการอ่าน ซึ่งไม่ใช่เด็กไทยอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่จากผลวิเคราะห์พบว่าเด็กไทยอ่านยาวๆไม่ได้ อ่านแล้วไม่ค่อยคิดตาม และอ่านแล้วเชื่อง่ายมาก ไม่ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่อ่านเลย และอ่านแล้วไม่สามารถเชื่อมโยงเนื้อหาที่อ่านได้ และถึงแม้จะมีข้อมูลว่าเด็กไทยอ่านหนังสือมากขึ้น แต่ตามสัดส่วนก็ยังถือว่าอ่านน้อยอยู่ ดังนั้น คณะกรรมการ PISA ชุดนี้ จะผลักดันการเรียนการสอนให้ไปสู่จุดนี้ได้ เราต้องเตรียมการเรียนการสอนเรื่องนี้ให้ตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เด็กคิดเป็น ซึ่งนักการศึกษาส่วนใหญ่ก็เห็นเป้าหมายตรงนี้ แต่วิธีจะผลักดันนอกจากการเรียนสายสามัญ การอบรมครู การเปลี่ยนหลักสูตรต่างๆ ซึ่งเราก็ทำมาเยอะแล้ว ที่ประชุมคณะกรรมกรรมการ PISA ชุดนี้จึงเห็นควรให้มีเครื่องมือวัดการประเมินที่ได้มาตรฐานโลก และมีโปรแกรมการประเมินสมรรถนะนักเรียนที่ส่งตรงมาจาก OECD โดยตรง และให้เน้นการประเมินเพื่อผลักดันการศึกษาและการเรียนรู้ให้ไปในแนวทางที่ได้มาตรฐานสากล PISA

นอกจากนี้ ในที่ประชุมได้เสนอโครงการพัฒนาการอ่าน ให้ได้ดี อ่านแล้วจะต้องใช้วิจารณญาณ ในการคิด วิเคราะห์ แล้วประเมินข้อมูลได้ไม่เใช่ชื่ออะไรง่ายๆ อ่านแล้วสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาได้ด้วย ดังนั้นคณะกรรมการฯชุดนี้จะผลักดันให้ปรับการเรียนการสอน และการปรับการเมินที่มีมาตรฐาสากลเพื่อยกระดับ PISA และยกระดับการศึกษาเราให้ได้

‘ณัฏฐพล’ยันไม่ต้องห่วง ระยองปิดรร.ชี้ปรับแผนรอไว้ล่วงหน้าแล้ว แจ้งครูกลุ่มเสี่ยงกักตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505266

‘ณัฏฐพล’ยันไม่ต้องห่วง ระยองปิดรร.ชี้ปรับแผนรอไว้ล่วงหน้าแล้ว แจ้งครูกลุ่มเสี่ยงกักตัว

‘ณัฏฐพล’ยันไม่ต้องห่วง ระยองปิดรร.ชี้ปรับแผนรอไว้ล่วงหน้าแล้ว แจ้งครูกลุ่มเสี่ยงกักตัว

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 15.38 น.

‘ณัฏฐพล’ยันไม่ต้องห่วง ระยองปิดรร.ชี้ปรับแผนรอไว้ล่วงหน้าแล้ว แจ้งครูกลุ่มเสี่ยงกักตัว

14 กรกฎาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้นโยบายกับทุกกระทรวงว่าให้เข้มงวดในการใช้งบประมาณ ปี 2563 และงบฯ 2564 โดยให้ดูโครงการต่างๆส่งผลประโยชน์ถึงประชาชน และให้ปรับแนวคิดการทำงานของระบบราชการ โยงไปถึงเรื่องการประเมินผู้บริหารระดับสูงที่จำเป็นจะต้องมีผลงานเด่น และชัดเจนในแต่ละสาขาวิชางาน ตนจึงรับนโยบายมา และจะดูว่า ศธ.จะสามารถทำอย่างไรให้การประเมินภายในกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมดมีมาตรฐานที่ตรงกับเนื้องานโดยตรง ซึ่งตรงนี้ ศธ.มีแนวทางอยู่แล้วจึงไม่น่ามีปัญหา

นอกจากนี้ เรื่องของการจ้างงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกกระทรวงได้รับไปขับเคลื่อน เพราะในภาวะวิกฤติโควิด-19 จะมีผลกระทบมากสำหรับผู้ที่ไม่มีงานทำ ในขณะเดียวกันสำหรับนักศึกษา หรือผู้ที่จบใหม่ ที่ไปทำงานในพื้นที่ทั่วประเทศไทย ก็อยากให้ทำความเข้าใจในบริบทของพื้นที่นั้นๆด้วย เพราะบางทีสิ่งที่เราอยากทำอาจจะทำไม่ได้ง่ายๆ ถ้าเราไม่มีความเข้าใจบริบทของพื้นที่นั้น จึงต้องมีการผสมผสานความคิดกันเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาแต่ละพื้นที่

นายณัฏฐพล กล่าวถึงกรณีพบชาวต่างชาติติดเชื้อโควิด-19 อยู่ใน จ.ระยอง ทำให้มีโรงเรียนและวิทยาลัยอาชีวศึกษาหลายแห่งปิดการเรียนที่โรงเรียน ว่า ตนอยากให้มองอีกมุมว่าเราต้องมีวันนี้ไม่วันใดก็วันหนึ่งอยู่แล้ว จึงขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของเราว่าเป็นอย่างไร ซึ่งตนอยากให้กำลังใจคนทำงานทุกคน เราร่วมมือกันมาจึงทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยไม่เพิ่มขึ้น และถึงวันนี้ก็ยังไม่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศ หรือจากเหตุการณ์นี้ จึงโชว์ให้เห็นความพร้อมของท่านผู้ว่าฯ หรือผู้บริหารของจังหวัดนั้นๆที่สามารถติดตาม บริหารจัดการ หาข้อมูลต่างๆ ซึ่งเป็นขบวนการที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนี้ไป นี่คือ new normal ของโลก และถ้ามีการแพร่ระบาดเกิดขึ้นจริง ก็ต้องดูว่ากระทรวงสาธารณสุขเราจะสามารถรองรับได้หรือไม่

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า สำหรับโรงเรียนและวิทยาลัยอาชีวะในพื้นที่ จ.ระยอง ขณะนี้ได้มีการปรับการเรียนการสอนที่โรงเรียน หรือที่วิทยาลัย มาเป็นเรียนที่บ้านผ่านทางออนแอร์ และออนไลน์ หรือผ่านแบบฝึกหัดแล้ว ซึ่งกระทรวงศึกษาฯได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์นี้มาก่อนแล้ว หากมีการแพร่ระบาดเกิดขึ้น ตนอยากให้ทุกคนมองถึงการขับเคลื่อนไปข้างหน้า และร่วมมือกันเหมือนในช่วงที่มีโควิด-19 ระบาดหนักๆ ที่เราสามารถฟันฝ่าตรงนั้นมาได้ วันนี้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเล็กๆน้อยๆเราก็ต้องร่วมฟันฝ่า อย่าตกใจ

ทั้งนี้ ตนเคยพูดไว้แล้วในช่วงก่อนเปิดเทอมวันที่ 1 กรกฎาคม ว่าไม่ว่าสถานการณ์จะเกิดอะไรขึ้น โรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนได้ในทุกรูปแบบ เพราะเด็กขาดการเรียนการสอนไม่ได้ ส่วนความเข้มข้นและความเหมาะสมจะเป็นอย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนการที่โรงเรียนหยุดเรียนที่โรงเรียน แล้วทำการเรียนผ่านทางออนไลน์ ออนแอร์ และแบบฝึกหัด ก็จะไม่ทำให้การเรียนของเด็กขาดความต่อเนื่อง เพราะโรงเรียนได้มีการทดลองการสอนผ่านระบบนี้มาระยะหนึ่งแล้ว แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลาเรียนมากขึ้นเพื่อให้ครบหลักสูตร

“ในแต่ละจังหวัดมีผู้ว่าฯเป็นผู้อำนวยการศูนย์โควิด-19  ของแต่ละจังหวัด ดังนั้น หากมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เกิดขึ้น ทางโรงเรียนก็ต้องประสานกับศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการจังหวัด ก็หารือกับผู้ว่าฯเป็นขั้นตอนการดูแลในพื้นที่ ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมาศึกษาธิการจังหวัดระยอง ก็ได้รายงานให้ผมทราบแล้ว  ผมจึงทราบข้อมูลอยู่ตลอดเวลา และผมก็ได้สั่งงานไปว่า การตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่ผู้ว่าฯ เพราะเราต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ผมมีตัวเลขของโรงเรียน และวิทยาลัยต่างๆ มากกว่าที่หยุดการเรียนการสอนที่โรงเรียน และทำการสอนออนไลน์ ออนแอร์ และส่งแบบฝึกหัดแล้ว แต่ต้องรอการตรวจสอบภาพว่าผู้ติดเชื้อเดินทางไปที่ใดบ้าง หลังจากนั้นจึงจะสรุปภาพรวมได้ว่ามีโรงเรียนในพื้นที่ใดปิดการเรียนที่โรงเรียนบ้าง”  รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ได้รับรายงานว่ามีครูโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จ.ระยอง ไปใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ตนจึงขอให้มีการกักตัวและเพิ่มความระมัดระวัง เพราะโรงเรียนเป็นสถานที่ที่แพร่ระบาดได้ง่าย

สกพอ.จับมือกรมการพัฒนาชุมชน-ม.บูรพา เดินหน้าโครงการบัณฑิตอาสาต้นแบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505244

สกพอ.จับมือกรมการพัฒนาชุมชน-ม.บูรพา เดินหน้าโครงการบัณฑิตอาสาต้นแบบ

สกพอ.จับมือกรมการพัฒนาชุมชน-ม.บูรพา เดินหน้าโครงการบัณฑิตอาสาต้นแบบ

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 15.07 น.

สกพอ.จับมือกรมการพัฒนาชุมชน-ม.บูรพา เดินหน้าโครงการบัณฑิตอาสาต้นแบบในพื้นที่ บัณฑิตอาสาเป็นกลไกในการพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และพัฒนาพื้นที่ชุมชนเป็นการสร้างโอกาส สร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้แก่บัณฑิตที่ว่างงาน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

นายเกษมสันต์ จิณณวาโส ที่ปรึกษาพิเศษด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า ภาครัฐได้เน้นเรื่องการขยายการลงทุนสู่พื้นที่และชุมชน เพื่อสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้คนในพื้นที่ อีอีซี ดังนั้น ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จึงได้ผลักดันโครงการบัณฑิตอาสาต้นแบบในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 3 จังหวัด  ซึ่งร่วมกับ สกพอ. กรมการพัฒนาชุมชน และมหาวิทยาลัยบูรพา ในการดำเนินงานโครงการบัณฑิตอาสาต้นแบบในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เพื่อให้บัณฑิตอาสาเป็นกลไกในการสำรวจผลกระทบจากการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการพัฒนาพื้นที่ชุมชน รวมถึงเพื่อสร้างโอกาสและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นให้แก่บัณฑิตที่ว่างงาน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นตามนโยบายของรัฐบาล ให้มีการกระจายความรู้และวิทยาการที่ทันสมัยเข้าสู่ชุมชน ผสมผสานกับวิถีดั้งเดิมเพื่อนำไปสู่โอกาสในการพัฒนาชุมชนที่ดีและยั่งยืน เป็นผลดีต่อการพัฒนาอีอีซีในระยะยาว

นายเกษมสันต์ กล่าวต่อว่า โครงการบัณฑิตอาสาต้นแบบในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นแนวคิดที่ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้นมาเนื่องจากในช่วงนี้เด็กจบใหม่ โดยเฉพาะเด็กที่จบปริญญาตรีช่วงนี้มีโอกาสตกงานค่อนข้างสูงและหางานตามบริษัทต่างๆค่อนข้างยาก โดยสำนักงานเขตเศรษฐกิจพิเศษได้พยายามให้เด็กกลุ่มนี้เข้ามามาทำงาน ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมมากขึ้น

สำหรับโครงการฯ ดังกล่าว เป็นการร่วมมือกันระหว่างกรมพัฒนาชุมชน และ มหาวิทยาลัยบูรพา มีการจัดหลักสูตรอบรมภาคทฤษฏี 10 วัน ภาคปฏิบัติ 15 วัน ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เข้าไปพุดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ โดยมีพี่เลี้ยงจากพัฒนาจังหวัด พัฒนากรอำเภอ เข้ามาดูแล ระยะแรกของโครงการต้องการเด็กจบใหม่ อำเภอละ 3 คน ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทางมหาวิทยาลัยบูรพา โดยน้องเข้าร่วมโครงการหลักสูตรจะได้รับเทียบโอนหน่วยกิตได้ 6 หน่วยกิต ซึ่งน้องๆที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดกับการเรียนในอนาคต เช่น คณะรัฐศาสตร์ หรือ พัฒนาชุมชน ได้ ส่วนการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการจะเลือกจากผู้สำเร็จปริญญาตรี จากอำเภอต่างๆ อำเภอละ 3 คน ซึ่งจะมีการสำรองไว้อีก 3 คน สำหรับโครงการในระยะต่อไป

“ในส่วนของมหาวิทยาลัยบูรพา จะทำหน้าที่อบรมหลักสูตร ซึ่งสามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้ สำหรับการศึกษาต่อปริญญาโทได้ ส่วนกรมพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เกี่ยวกับการดูแลพี่น้องประชาชน จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ จุดสำคัญของโครงการต้องการให้ บัณฑิตอาสา เข้ามาทำงานเรียนรู้กับชุมชน และท้องถิ่นให้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น เพื่อนำนโยบายภาครัฐเกี่ยวกับโครงการของสำนักงานเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ว่าประชาชนจะได้รับอะไร หรือแม้กระทั่งนำปัญหาของคนในชุมชนเข้ามาร่วมหารือกับสำนักงานเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อหาทางร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น การสร้างรายได้ให้กับชุมชน การสร้างเครือข่ายต้องทำอย่างไร หรือแม้กระทั่งการใช้แนวคิดของเด็กรุ่นใหม่ทำอีคอมเมิร์ซ การกระจายผลผลิตสินค้าเกษตรหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่เป็นแหล่งรายได้ของชุมชน ซึ่งโครงการ บัณฑิตอาสา จะเป็นประโยชน์กับคนในพื้นที่อย่างแน่นอน” ที่ปรึกษาพิเศษด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวทิ้งท้าย

ผศ.ดร.ณยศ คุรุกิจโกศล ผู้รักษาราชการแทนรองอธิการบดี ฝ่ายกิจการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมหาวิทยาลัยบูรพา เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัย จะมีบทบาทในเรื่องของการพัฒนาหลักสูตรในการฝึกอบรมบัณฑิตอาสา ก่อนที่จะลงไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จริง และทางอาจารย์มหาวิทยาลัยจะเข้าไปส่วนร่วมให้กับบัณฑิต ในช่วงลงพื้นที่อีกด้วย ในส่วนของบัณฑิตอาสา ที่ผ่านการอบรมแล้วจะนำหลักสูตรอบรมภาคทฤษฏี 10 วัน ภาคปฏิบัติ 15 วัน มาเก็บไว้ในธนาคารเครดิต ซึ่งจะนำเก็บไว้เป็นหน่วยกิต เพื่อให้บัณฑิตอาสาที่ต้องการจะเรียนต่อในปริญญาโทต่อไป เพื่อนำมาเทียบโอนหน่วยกิตต่อไป

นายร่องกี้ พลเยี่ยม ผู้อำนวยการสถาบันการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า กรมการพัฒนาชุมชนถือว่าเป็นองค์กรที่ครอบคลุมในเขตพื้นที่ปฏิบัติการก็จะทำหน้าที่ในการรับสมัครบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในปี 2563 เพื่อเข้ามาร่วมโครงการฯ ผ่านกลไกของพัฒนาชุมชนอำเภอในการรับสมัคร และมีการสอบสัมภาษณ์จากพัฒนาการจังหวัด โดยบัณฑิตอาสา จะต้องเข้าไปอยู่ในพื้นที่จริง ทางกรมฯจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คอยให้คำแนะนำข้อมูลต่างๆ ต่อไป