เริ่มแล้ว! รถพระราชทาน’ตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย’ลงพื้นที่ บริการปชช.หาเชื้อโควิด จ.ระยอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505235

เริ่มแล้ว!  รถพระราชทาน'ตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย'ลงพื้นที่ บริการปชช.หาเชื้อโควิด จ.ระยอง

เริ่มแล้ว! รถพระราชทาน’ตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย’ลงพื้นที่ บริการปชช.หาเชื้อโควิด จ.ระยอง

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.52 น.

วันที่ 14 กรกฎาคม 2563  กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดย สำนักงานเขตสุขภาพที่ 6 ได้นำรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย อันเป็นรถพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลงพื้นที่ไปบริการ เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา -19 (COVID – 19) ให้แก่ประชาชน 3 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ประชาชน ที่มีประวัติเดินทางไปศูนย์การค้าแหลมทอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ระยอง และลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันไทยชนะ

กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มพนักงานห้าง และผู้ให้บริการในห้าง รวมทั้งพนักงานโรงแรมที่ทหารอียิปต์ที่มาพัก

กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มประชาชนที่ไม่สบายใจ สามารถเข้ารับการตรวจได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมีประชาชน เข้ารับการตรวจเป็นจำนวนมาก

‘สามเสน’แจ้งปิดทำความสะอาดโรงเรียน 15 ก.ค. ห่วงนร.เสี่ยงติดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505218

‘สามเสน’แจ้งปิดทำความสะอาดโรงเรียน 15 ก.ค. ห่วงนร.เสี่ยงติดโควิด

‘สามเสน’แจ้งปิดทำความสะอาดโรงเรียน 15 ก.ค. ห่วงนร.เสี่ยงติดโควิด

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.34 น.

‘สามเสน’แจ้งปิดทำความสะอาดโรงเรียน 15 ก.ค. ห่วงนร.เสี่ยงติดโควิด

14 กรกฎาคม 2563 เฟซบุ๊กงานประชาสัมพันธ์ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย โพสต์ประกาศ มีข้อความตอนหนึ่ง ว่า ปัจจุบันมีนักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยเป็นกลุ่มเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคติดต่อไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยตระหนักถึงความปลอดภัยของนักเรียน และเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) จึงขอแจ้งปิดสถานศึกษาเป้นเวลา 1 วัน ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 เพื่อทำความสะอาดโรงเรียน

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fprsamsen%2Fposts%2F2633903190261538&width=500

‘สายน้ำผึ้งฯ’ประกาศปิดเรียน 15-17 ก.ค. หลังพบผู้ติดเชื้อ‘โควิด’พักใกล้โรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505212

‘สายน้ำผึ้งฯ’ประกาศปิดเรียน 15-17 ก.ค. หลังพบผู้ติดเชื้อ‘โควิด’พักใกล้โรงเรียน

‘สายน้ำผึ้งฯ’ประกาศปิดเรียน 15-17 ก.ค. หลังพบผู้ติดเชื้อ‘โควิด’พักใกล้โรงเรียน

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.16 น.

‘สายน้ำผึ้งฯ’ประกาศปิดเรียน 15-17 ก.ค. หลังพบผู้ติดเชื้อ‘โควิด’พักใกล้โรงเรียน

14 กรกฎาคม 2563 โรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กโรงเรียนฯ เรื่อง “ปิดสถานศึกษาด้วยเหตุพิเศษ”  โดยระบุตอนหนึ่งว่า สถานการณ์ล่าสุดพบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เข้าพักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงกับสถานศึกษา และเดินทางไปหลายสถานที่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่อยู่บริเวณโดยรอบสถานศึกษา

ในการนี้ ทางโรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ฯ ได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของนักเรียน ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา จึงประกาศปิดสถานศึกษาด้วยเหตุพิเศษตั้งแต่วันที่ 15-17 กรกฎาคม 2563 โดยให้นักเรียนเรียนผ่านระบบออนไลน์ของทางโรงเรียน

ศบค.แถลงพบติดเชื้อ‘โควิด’ใหม่ 7 ราย ทั้งหมดกลับมาจากต่างประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505175

ศบค.แถลงพบติดเชื้อ‘โควิด’ใหม่ 7 ราย ทั้งหมดกลับมาจากต่างประเทศ

ศบค.แถลงพบติดเชื้อ‘โควิด’ใหม่ 7 ราย ทั้งหมดกลับมาจากต่างประเทศ

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 12.05 น.

วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (ศบค.) แถลงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประจำวัน ว่า ประเทศไทย พบจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 7 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศที่พักอยู่ใน State Quarantine หายป่วยแล้ว 3,091 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,227 ราย ผู้ป่วยรักษาอยู่ 78 ราย เสียชีวิตสะสม 58 ราย 

รมว.วธ. สั่งสำนักกรมศิลปากร 12 แห่งทั่วปท. สอดส่องดูโบราณสถาน แจ้งถ่ายรายการต้องมีใบอนุญาต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505160

รมว.วธ. สั่งสำนักกรมศิลปากร 12 แห่งทั่วปท.  สอดส่องดูโบราณสถาน แจ้งถ่ายรายการต้องมีใบอนุญาต

รมว.วธ. สั่งสำนักกรมศิลปากร 12 แห่งทั่วปท. สอดส่องดูโบราณสถาน แจ้งถ่ายรายการต้องมีใบอนุญาต

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 10.32 น.

“รมว.วธ.”สั่งสำนักกรมศิลปากร 12 แห่งทั่วปท.สอดส่องดูโบราณสถานขึ้นทะเบียน-ไม่ขึ้นทะเบียน แจงเข้าถ่ายรายการต้องมีใบอนุญาต

วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 เวลา 08.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรายการช่องส่องผี เข้าไปถ่ายทำรายการในโบราณสถานและมีการบิดเบือนประวัติศาสตร์ ว่า เป็นแนวปฏิบัติอยู่แล้วในการเข้าไปยังโบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในการเข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์หรือสารคดี หรือที่ใดก็ต้องมีการขออนุญาตผ่านผู้อำนวยการและผู้ดูแลในแต่ละสถานที่ ซึ่งตนได้กำชับไปยังอธิบดีกรมศิลปากร ให้สั่งการไปยังสำนักกรมศิลปากรทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ ช่วยกันสอดส่องดูแลในรายละเอียด รวมถึงวัดที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน แต่มีความเก่าแก่และมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ขอให้ช่วยดูแล 

นายอิทธิพล กล่าวต่อว่า ขอย้ำว่าเรื่องที่มีผลกระทบไปแล้วจากการเข้าไปถ่ายทำรายการ ซึ่งเรายังคงเน้นอะไรที่เป็นวัฒนธรรมวิถีถิ่นที่ดีงาม  ประวัติศาสตร์และเรื่องที่ทำให้เกิดความจรรโลงทางสังคม ในแง่ของความเชื่อที่เป็นประโยชน์ถือเป็นสิ่งที่ดี อย่างไรก็ตาม อะไรที่เป็นข้อเท็จจริงและมีประวัติศาสตร์อยากให้ระมัดระวังไม่ว่าจะเป็นผู้ไปสืบค้นหรือผู้ที่ถ่ายทอดออกไปถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม อยากให้ใช้ความระมัดระวังและใช้วิจารณญาณ เพราะเดี๋ยวนี้การที่จะทำเนื้อหาและการสื่อสารออกไปเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ค่อนข้างทำได้ง่าย ซึ่งในส่วนของผู้ชมเองก็อยากให้มีวิจารณญาณร่วมกันช่วยกันตรวจสอบ

มรภ.ราชนครินทร์ ผนึกภาคธุรกิจ รับการขยายตัวตลาด EEC หลังวิกฤติโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505028

มรภ.ราชนครินทร์ ผนึกภาคธุรกิจ  รับการขยายตัวตลาด EEC หลังวิกฤติโควิด-19

มรภ.ราชนครินทร์ ผนึกภาคธุรกิจ รับการขยายตัวตลาด EEC หลังวิกฤติโควิด-19

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เปิดเผยถึงโครงการสนับสนุนและส่งเสริมทักษะที่พึงประสงค์ในการทำงานรองรับการเติบโตในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)ในฐานะผู้บริหารโครงการ ว่า โครงการนี้มรภ.ราชนครินทร์ ร่วมกับไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนลและไอเอสเอสคอนซัลติ้งก์ เป็นความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษากับภาคธุรกิจโรงแรมและกลุ่มธุรกิจดิจิทัล เพื่อการพัฒนาทักษะความรู้และศักยภาพในการพัฒนาผลิตบุคลากรตอบโจทย์และตรงต่อความต้องการของภาคธุรกิจ ทั้งนี้จะเป็นการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมภาคบริการที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย New S curveในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ เพื่อพัฒนาศักยภาพบัณฑิตที่จะก้าวไปสู่บุคลากรในแต่ละสายอาชีพที่อัดแน่นด้วยคุณภาพเทียบมาตรฐานสากล โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นสำหรับแรงงานในการพัฒนาด้านสำนักงานดิจิทัลและด้านอาหารและการโรงแรม (ดิจิทัล) มีทั้งการศึกษาเรียนรู้ และการปฏิบัติการจากสถานการณ์จริงในสถานประกอบการกลุ่มธุรกิจโรงแรมและกลุ่มธุรกิจดิจิทัล สำหรับกลุ่มธุรกิจโรงแรมได้มีการนำสมรรถนะของกำลังแรงงานในกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่เป็นทักษะในธุรกิจอนาคต โดยสามารถให้กำลังแรงงานที่เข้าร่วมอบรมดังกล่าวได้มีมุมมอง และมีแนวคิดในการปรับตัวสู่ธุรกิจทั้งด้านคุณภาพ ด้านประสิทธิภาพ และความเป็นนานาชาติ เพื่อให้นำสิ่งที่ได้จากการ Reskill-Upskill- New skill courses มาพัฒนากับสถานประกอบการที่กำลังสร้างฐานการผลิตในระดับนานาชาติ

อาจารย์ธรรมรัตน์ สิมะโรจนาผู้อำนวยการส่งเสริมวิชาการ ผู้ดำเนินการโครงการ ให้ความเห็นว่าปัจจุบันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แม้จะส่งผลกระทบไปทุกภาคอุตสาหกรรม แต่ประเทศไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี เป็นปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นและสร้างโอกาสด้านการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะใน EEC โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัวและเติบโตมากหลังจากวิกฤติ ซึ่งจากผลสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ(EEC)3 จังหวัด ระบุว่ามีตำแหน่งงานที่ต้องการกำลังคนถึง 475,000 ตำแหน่งในฐานะสถาบันการศึกษาที่มีบทบาทด้านการพัฒนาและสร้างบุคลากรเห็นว่าหัวใจสำคัญ คือ ต้องพัฒนาและเพิ่มเติมทักษะอยู่เสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมและรองรับการเติบโตหลักฟื้นสู่ภาวะปกติ โดยมหา’ลัยได้ทำการพัฒนาทักษะทางด้านการอาหารและโรงแรมเพื่อยกระดับเข้าสู่มาตรฐานสากลกับโรงแรมในเครือระดับโลกตามแนวนโยบายของ EEC โดยกลุ่มเป้าหมายในการเข้าร่วมอบรมในโครงการฯ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักได้แก่ 1.แรงงานในภาคธุรกิจที่ต้องการพัฒนาบุคลากรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกจำนวน 4 หลักสูตร หลักสูตรละจำนวน360 คน ครอบคลุมในพื้นที่ 3 จังหวัดรวมทั้งสิ้น 1,440 คน กลุ่มที่ 2 เครือข่ายความร่วมมือร่วมกับกระทรวงแรงงานและสถานประกอบการชั้นนำ ซึ่งการพัฒนาในครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาแนวใหม่ที่ตอบสนองสถานประกอบการที่เป็นฝ่ายผลิตให้มีกำลังแรงงานที่มีสมรรถนะเป็น “viral transformer” ที่สามารถกระจายความเข้มแข็งด้านศักยภาพและพร้อมผนึกกำลังที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ธนาคารหนังสือแห่งแรกของประเทศไทย กศน.จังหวัดอุบลราชธานี เดินหน้านำร่องภาคอีสาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505021

ธนาคารหนังสือแห่งแรกของประเทศไทย  กศน.จังหวัดอุบลราชธานี เดินหน้านำร่องภาคอีสาน

ธนาคารหนังสือแห่งแรกของประเทศไทย กศน.จังหวัดอุบลราชธานี เดินหน้านำร่องภาคอีสาน

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากข้อมูล ของ สสส.ที่ได้สำรวจงานวิจัยเกี่ยวกับการอ่านหนังสือของเด็กๆ ในหลายประเทศทั่วโลก ได้พบข้อสรุปว่า การส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กอ่านหนังสือตั้งแต่เล็กๆ เป็นการพัฒนาการเจริญเติบโตของเด็กให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต ซึ่งการพัฒนาให้เด็กรักการอ่านนี้ถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่ไม่มากนัก ทุกครอบครัว หรือสังคมสามารถกระทำได้โดยง่าย

เกี่ยวกับการสนับสนุนส่งเสริมการอ่านให้กับเด็กตั้งแต่ในวัยเริ่มต้น สำนักงาน กศน.จังหวัดอุบลราชธานี เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ด้วยการจัดกิจกรรม และส่งเสริมนโยบายในการปลูกฝังการอ่านให้เกิดขึ้นในครอบครัวอย่างต่อเนื่อง

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงาน กศน.จังหวัดอุบลราชธานี ได้ร่วมกับคณะกรรมการจัดงานสัปดาห์หนังสือและการเรียนรู้อุบลราชธานี จัดงานสัปดาห์หนังสือและการเรียนรู้ พร้อมทั้งมีกิจกรรม Run for Books “วิ่งเป็นของพี่ หนังสือนี้เพื่อน้อง” สามารถจัดหาทุนได้ถึง 1,896,397 บาท และได้นำทุนนี้ไปจัดซื้อหนังสือให้กับโรงเรียนที่ยังขาดแคลน สนับสนุนจัดตั้งโครงการกองทุนธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยอุบลราชธานี ซึ่งเป็นธนาคารหนังสือแห่งแรกของประเทศไทย ควบคู่ไปกับการเปิดพื้นที่ให้ภาคีเครือข่ายทั้งหลายมีส่วนร่วมกับโครงการนี้ และยังเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถบริจาคสนับสนุนหนังสือภาพ หรือหนังสือนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อส่งต่อให้กับธนาคารหนังสือฯ อีกด้วย

นายธฤติ ประสานสอน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดอุบลราชธานี (ผอ. สำนักงาน กศน.จังหวัดอุบลราชธานี) เปิดเผยให้ทราบว่า จากการสำรวจการซื้อหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือและการเรียนรู้อุบลราชธานี พบว่ามีการซื้อหนังสือสำหรับเด็กเพียงร้อยละ 2 ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากสะท้อนให้เห็นว่าพ่อ แม่ ผู้ปกครองยังไม่ให้ความสำคัญกับการใช้หนังสือกับเด็กเล็กๆ ในขณะที่แนวนโยบายการพัฒนาคนของจังหวัดอุบลราชธานี มุ่งส่งเสริมการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน และแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านของชาติ ดังนั้น การจัดตั้งธนาคารหนังสือสำหรับเด็กและครอบครัว โดยใช้ห้องสมุดประชาชนจังหวัดอุบลราชธานี เป็นพื้นที่ดำเนินการจึงเป็นโอกาสดีของเด็กและประชากรทุกคนในจังหวัดอุบลราชธานีจะมีแหล่งเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืนต่อไป

‘วิษณุ-คุณหญิงกัลยา’ เปิดโครงการปั้น’ชลกร’ บริหารจัดการน้ำแก้จนอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505128

'วิษณุ-คุณหญิงกัลยา' เปิดโครงการปั้น'ชลกร' บริหารจัดการน้ำแก้จนอย่างยั่งยืน

‘วิษณุ-คุณหญิงกัลยา’ เปิดโครงการปั้น’ชลกร’ บริหารจัดการน้ำแก้จนอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 20.54 น.

วิษณุ-คุณหญิงกัลยา เปิดโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ  ปั้นวิทยาลัยเกษตรฯสร้าง “ชลกร” บริหารจัดการน้ำ แก้จนอย่างยั่งยืน

13 กรกฎาคม 2563 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานเปิดตัว “โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ” ภายใต้แนวคิด น้ำเพื่อชีวิต:ปลูกน้ำ ปลูกความคิด…สร้างวิถีชีวิตพอเพียง จัดโดย กองทุนบริหารจัดการน้ำฯ มูลนิธินโยบายสาธารณะไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายณรงค์ แผ้วพลสง  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นางสนิท ทิพย์นางรอง “ป้าน้อย” ปราชญ์ชุมชน ผู้นำการจัดการน้ำชุมชนบ้านลิ่มทอง (ได้รับรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ประจำปี 2554 และ 2557) ร่วมงาน

ดร.วิษณุ กล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ถือเป็นการสร้างรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ รัฐบาลได้น้อมนําแนวพระราชดําริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาปฏิบัติโดยให้ความสำคัญกับการเร่งแก้ไขปัญหาจากฐานราก คือมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในลักษณะการพึ่งตนเอง นั่นคือ ทำให้ชุมชน หมู่บ้าน มีพื้นฐานที่มั่นคงพอสมควรก่อน แล้วจึงสร้างความเจริญและยกระดับเศรษฐกิจให้สูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการน้ำมาโดยตลอด โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยชุมชน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน 

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ  เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย ในการขับเคลื่อนและร่วมกับอาชีวะเกษตร เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่  9 ในการช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีน้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจน โดยมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย ที่มีนายโชติ โสภณพนิช เป็นประธาน ได้บริจาคเงินให้โครงการเพื่อเป็นทุนแรกเริ่มในการตั้งกองทุน จำนวน 100 ล้านบาท ในการนำไปบริหารโครงการโดยรวมและสร้างโมเดลต้นเเบบการกักเก็บน้ำรองรับน้ำฝน บนพื้นที่อาชีวะเกษตรก่อนขยายผลไปยังชุมชนโดยรอบ เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำกิน ช่วยสร้างงาน สร้างเงิน สร้างคุณภาพชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเเละนวัตกรรม ให้กับนักศึกษาอาชีวะเกษตร รวมทั้งคนในชุมชน

รมช.ศธ. กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จนั่นก็คือชุมชน ต้องมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ โดยมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย จะสนับสนุนด้านเงินทุน ส่วนรัฐทำหน้าที่สนับสนุนให้องค์ความรู้ และกระทรวงศึกษาฯจะใช้กลไกของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั้ง 47 แห่ง และโรงเรียนการศึกษาพิเศษอีก176  แห่งทั่วประเทศเป็นศูนย์เรียนรู้ที่สำคัญ และจะมีหลักสูตรสร้างชลกร คือผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ เพื่อช่วยสอนชาวบ้านให้มีความรู้เรื่องการจัดการน้ำในชุมชน ให้สามารถดำเนินการต่อเองได้ นอกจากนี้ ในโครงการฯ จะมีการจัดกิจกรรม Workshop โดยคัดเลือกนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรฯ นำเสนอแนวความคิด เรื่อง “น้ำของเรา” โดยมีรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำไปจนถึงผลิตชิ้นงานโฆษณาออกมา เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนรู้ถึงความสำคัญ และคุณค่าของน้ำ

“เมื่อมีน้ำ ก็มีชีวิต คือแนวคิดหลักของโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ สร้างการเรียนรู้ ในการ มี-ใช้-จัดสรร “น้ำ” ในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพตามศาสตร์พระราชา ที่จะสร้างความอุดมสมบูรณ์ของน้ำให้กับชุมชนนอกเขตชลประทาน เพื่อใช้ในการทำการเกษตร บริโภคและอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยสร้างการเรียนรู้ผ่าน “ชลกร” นักศึกษาอาชีวะเกษตร จากวิทยาลัยเกษตรฯ สังกัด สอศ.กระทรวงศึกษาธิการ ที่จะได้รับการฝึกทักษะให้เชี่ยวชาญด้านการบริการจัดการน้ำในชุมชน เพื่อส่งต่อความรู้ไปยังผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้สามารถดูแลบริหารจัดการน้ำชุมชนได้ด้วยตนเอง สร้างประโยชน์จากแหล่งน้ำเพื่อชีวิตที่พอเพียง โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ขณะที่ นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการกอศ. กล่าวว่า วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี  จะเป็นแหล่งพัฒนาบุคลกรทางการเกษตร ที่พร้อมจะพัฒนาให้เป็นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำในอนาคต โดยจะเป็นฐานปฏิบัติการที่สำคัญในการเดินหน้าโครงการนี้ ซึ่งในระยะแรกจะเริ่มนำร่อง 5 วิทยาลัยเกษตรฯ ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี   ยโสธร มหาสารคาม  ร้อยเอ็ด และ ศรีสะเกษ  ซึ่งทุกวิทยาลัยมีความพร้อมทั้งในส่วนของครูและนักศึกษาที่จะเป็นแกนนำในการเร่งดำเนินโครงการสร้างโมเดลต้นแบบบนพื้นที่วิทยาลัยเกษตรก่อน และชุมชนโดยรอบ และมีเป้าหมายจะขยายผลไปในวิทยาลัยเกษตรฯทั้ง 47 แห่ง และวิทยาลัยอื่นๆต่อไปซึ่งก็จะครอบคุมพื้นที่ทั่วประเทศ 

ทั้งนี้ การบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน นอกจากจะใช้หลักการองค์ความรู้ที่ผสมผสานกันระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชุมชน และทีมผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังจะต้องนำหลักการทางวิชาการโดยอาศัยหลักเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ มาบูรณาการร่วมกับวิถีชีวิตของชุมชน โดยจะมีการจัดทำหลักสูตร “ชลกร” เพื่อยกระดับและต่อยอดองค์ความรู้การจัดการระบบน้ำ เกษตรชลประทาน เพื่อให้เข้าใจในศาสตร์พระราชาในมิติของน้ำ การกักเก็บน้ำ เพื่อการเกษตร การบริโภค สำหรับชุมชน ส่งเสริมเกษตรกรให้มีน้ำทำกิน สร้างอาชีพ สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

“สำหรับการจัดทำหลักสูตร “ชลกร” วันนี้ได้เริ่มเดินหน้าแล้วใน 5 วิทยาลัย โดยมีกองทุนบริหารจัดการน้ำฯและมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย สนับสนุนงบประมาณผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการฯ หากน้องๆที่เป็นนักชลกรได้รับการออบรมมีความรู้เรื่องการบริหารน้ำแล้ว ภายใน 6 เดือน หรือ 1 ปีก็จะเห็นวัฏจักรของน้ำแล้ง น้ำท่วม และการเปิดหลักสูตร “ชลกร” แต่ละวิทยาลัยมีอิสระในการปรับให้เข้าความแตกต่สงและบริบทของพื้นที่ตนเองได้  และเมื่อจบการศึกษาออกไปแล้ว หรืออยู่ในชุมชน หมู่บ้าน ก็สามารถนำความรู้ไปบริหารจัดการน้ำเพื่อช่วยเหลือชุมชนได้ 

“วันนี้ผมเรียนกับท่านรองนายกฯวิษณุ ว่า อยากให้รัฐบาลสนับสนุนให้คนมาเรียนอาชีวะเยอะ ๆ เราทราบกันดีว่าคนที่มาเรียนอาชีวะไม่ใช้คนร่ำรวย ส่วนมากมีฐานะปานกลาง หรือยากจน  ซึ่งคนที่เรียนอาชีวะจะเลยการศึกษาขั้นพื้นฐาน  15 ปีที่รัฐจัดให้ฟรี เกินไป 2 ปี  ดังนั้น จึงอยากให้รัฐจัดให้เรียนอาชีวะฟรีด้วย  เพราะขณะนี้กำลังคนด้านอาชีวะมีไม่เพียงพอ  และไม่มีใครอยากมาเรียนอาชีวะ  ไม่ใช่เฉพาะสาขาเกษตรฯ แต่ทุกสาขาวิชา ทุกคนอยากไปมหาวิทยาลัย เพราะเป็นค่านิยม  สอศ.จึงได้พยายามเติมเรื่องคุณภาพ และรมว.ศึกษาธิการ ก็พยายามผลักดันให้คนสนใจมาเรียนอาชีวะเยอะ ๆ  ผมจึงเรียนกับท่านรองนายกฯวิษณุ ไปว่า เป็นไปได้ไหมว่ารัฐบาลจะเข้าช่วยสนับสนุนค่าหน่วยกิจกับคนที่เรียนอาชีวะซึ่งไม่ได้มากแค่คนละ  2,500 -3,000 บาทต่อเทอม ตกปีละแค่ 5,000 บาท ซึ่งรัฐบาลน่าจะสนับสนุนได้ เพราะปัจจุบันไม่มีเด็กมาสมัครเรียนอาชีวะน้อย โดยเฉพาะสาขาเกษตรฯ  เช่น ในภาคใต้มีเด็กมาสมัครเรียนวิทยาลัยเกษตรเพียง 3-5 คน ถึงแม้ รมว.ศึกษาธิการ จะมีนโยบายไม่ให้ สอศ.เก็บค่าหน่วยกิจคนที่มาสมัครเรียนสาขาเกษตรฯและยังมีที่พักนอนรวมถึงอาหารให้ฟรีด้วย แต่ถ้ารัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุนเต็มที่ ผมคิดว่าจะทำให้คนที่ไม่เคยคิดจะเรียนอาชีวะ ก็จะเข้ามาเรียนอาชีวะกันมากขึ้น เพราะประเทศที่เจริญใน 100 คน จะมีคนเรียนอาชีวะถึง 70% เรียนมหาวิทยาลัยเพียงส่วนน้อย เขาเรียนอาชีวะเพื่อไปทำงานก่อนและค่อยไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่ของเราเรียนมหาวิทยาลัยก่อนแล้วค่อยไปทำงาน ถ้าเราเปลี่ยนค่านิยมตรงนี้ได้ ก็จะลดปัญหาการขาดกำลังคนสายอาชีวะไปสู่ภาคต่างๆได้  เพราะเด็กปัจจุบันสนใจเรียนเกี่ยวกับยานยนต์ หรือหุ่นยนต์มากกว่าด้านการเกษตร  ดังนั้น จะต้องปรับมุมมองที่ว่าเรียนเกษตรแล้วลำบากให้ได้  ต้องเปลี่ยนแนวคิดเด็กว่าเกษตรเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิต อาชีพเกษตรและการเลี้ยงสัตว์ก็สามารถสร้างรายได้และสร้างคุณค่าให้ชีวิตได้” เลขาธิการ กอศ กล่าว 

ปรับใหม่‘อควาเรียมสงขลา’ ณัฏฐพลพบเสี่ยงหลายจุด เล็งทำศูนย์เรียนรู้-ประชุม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505000

ปรับใหม่‘อควาเรียมสงขลา’ ณัฏฐพลพบเสี่ยงหลายจุด เล็งทำศูนย์เรียนรู้-ประชุม

ปรับใหม่‘อควาเรียมสงขลา’ ณัฏฐพลพบเสี่ยงหลายจุด เล็งทำศูนย์เรียนรู้-ประชุม

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.57 น.

ปรับใหม่‘อควาเรียมสงขลา’ ณัฏฐพลพบเสี่ยงหลายจุด เล็งทำศูนย์เรียนรู้-ประชุม

13 กรกฎาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ , นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) , นายอำพล พงศ์สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา (รอง ผวจ.สงขลา) , นายสิทธิพงศ์  นกแอนหมาน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมหารือถึงโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรืออควาเรียม ทะเลสาบสงขลา ของวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เมื่อเร็วๆนี้ เพื่อรับฟังปัญหาและแนวทางการดำเนินการต่อไป

นายณัฏฐพล กล่าวว่า ตนได้ให้ทีมงานติดตามเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว และทราบว่ามีการทำประเมิน เพื่อจะเดินหน้าโครงการก่อสร้างศูนย์ฯต่อไป เพื่อให้สามารถเป็นอควาเรียมที่สมบูรณ์ได้ แต่การประเมินยังรอผลสรุป แต่วันนี้เมื่อตนได้เดินทางมาดูสถานที่จริงแล้วมีความกังวลหลายเรื่อง ซึ่งการที่จะทำให้อควาเรียมสมบูรณ์ได้นั้น ต้องมีค่าใช้จ่ายอีกจำนวนเท่าไรก็ยังไม่ทราบ และจากการตรวจเยี่ยม ประกอบกับจากประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์ จึงมีข้อกังวลในหลายเรื่อง เช่น ระบบโครงสร้างบางส่วนที่อาจจะมีความไม่ปลอดภัย ทั้งการเชื่อมต่อที่ติดกับกระจก ระบบน้ำ แอร์ และยังพบว่าหลายจุดไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติแล้วหากไม่จัดงบเพิ่มเติมเข้าไปอีก เรื่องอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ก็เกิดการสึกหรอในอนาคตอาจจะไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะในจุดที่มีการเชื่อมต่อกับกระจกที่มองผ่านให้เห็นสัตว์น้ำ และค่าใช้จ่ายที่ต้องผูกพันในการดูแลอควาเรียม

“การเดินหน้าของโครงการ หลังจากที่ผมได้ดูรายงานการประเมินอย่างครบถ้วน ขาดเพียงช่วงสุดท้ายที่ยังต้องทำการประเมินอยู่ เราคงต้องหาผู้เชี่ยวชาญจริงๆที่สนใจจะมาบริหารจัดการอควาเรียม ต้องยอมรับว่าในประเทศไทยอาจจะมีผู้ที่มีความสามารถไม่กี่คนที่จะมาทำตรงนี้ได้ จึงต้องหาความร่วมมือจากเอกชน” นายณัฏฐพล กล่าว                 

นายณัฏฐพล กล่าวถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จะรับโครงการนี้ไปดูแลนั้น เบื้องต้นเท่าที่ตนได้ดูแล้วเห็นว่าก่อนที่จะให้กระทรวงใดมาดูแล เราต้องทำสถานที่นี้ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ก่อน แต่วันนี้ตนยังมีข้อกังวลอีกมากมาย ฝ่ายที่จะมาดูแลหรืออาจจะเป็นกระทรวงทรัพยากรฯตนก็ไม่แน่ใจ แต่จะมีบุคลากรเพียงพอที่จะมาดูในเรื่องการพัฒนาสัตว์น้ำในอนาคตได้ ก็ต้องปรึกษากับทางกระทรวงทรัพยากรฯ แต่ตนเห็นว่าเราควรทำเรื่องโครงสร้างอาคารให้ผ่านไปได้ก่อน

“การจะทำเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ หรือเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องสัตว์น้ำน่าจะลำบาก เพราะอุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน ผู้ประเมินได้รายงานว่ามีการเสื่อมโทรม ชำรุด มีความเสี่ยง และอควาเรียมมีความใหญ่มาก จึงมีโอกาสเกิดรอยรั่วได้ทุกพื้นที่ และการรับน้ำหนัก จากวันนี้ตนได้เห็นการวางโครงสร้างต่างๆ และองประกอบที่ครบถ้วนแล้ว อาจจะลำบากในการดูแลรักษา หากนำสัตว์น้ำใส่ลงไปในอควาเรียมซึ่งต้องลงทุนพอสมควร ถ้ามีสัตว์น้ำตายเงินที่ลงทุนไปก็จะเสียหายมาก” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ถ้าจะฝืนใช้อควาเรียมก็คงได้ แต่การใช้จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ต้องคิดถึงค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ทุกปีๆด้วยว่ามีจำนวนเท่าไร คงต้องมาดูรายละเอียดอย่างจริงจังถึงจุดคุ้มทุน ความคุ้มค่า และอีกหลายๆเรื่องที่ตนมีความกังวลอยู่ และคงจะไม่ทิ้งโครงการนี้ไว้เฉยๆ ตนไม่ปล่อยอะไรทิ้งไว้โดยที่เป็นเงินภาษีของประชาชนแล้วไม่ได้ประโยชน์ ส่วนจะสามารถใช้ประโยชน์อะไรได้เพื่อเอาเงินลงทุนตรงนั้นกลับมา ก็จะต้องมาคำนวณถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องใส่เข้าไปเพิ่มเติม และใส่ไปเพื่ออะไร ส่วนจะคุ้มค่าหรือไม่ก็ต้องดูว่าจะลงทุนทำอะไร

“ถ้าลงทุนทำเป็นอควาเรียมระดับมาตรฐานโลก คงไม่คุ้มค่า แต่ถ้าทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่อาจจะไม่ต้องใช้งบประมาณมาก ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาไม่ว่าจะใช้งบฯไปเท่าไร แต่ทำให้เป็นศูนย์เรียนรู้โดยมีส่วนผสมของน้ำไม่เยอะมาก และใช้เงินทุนไม่เยอะ ก็อาจจะเป็นไปได้ หรือปรับเป็นศูนย์ประชุม ศูนย์พักนอนของเด็ก ซึ่งเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่สามารถทำได้ รูปแบบข้างนอกผมว่าไม่มีปัญหาอะไร แต่ระบบโครงสร้างภายในที่มีปัญหาอยู่มากพอสมควร และวัสดุที่ใช้ รวมถึงการดูแลรักษาในอนาคต ที่เกี่ยวกับซิลิโคนที่เชื่อมต่อจุดต่างๆอาจจะเกิดรอยรั่ว ซึ่งมีจุดเสี่ยงอยู่มาก” นายณัฏฐพล กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า หากตนเห็นรายงานจากฝ่ายประเมินครั้งสุดท้ายแล้วอีกไม่นานก็จะสามารถหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อสรุปว่าจะมีแนวทางอย่างไรต่อไป แต่วันนี้พอจะมองเห็นภาพแล้วว่าเราจะเดินไปทางไหน คือ จะไม่เดินไปในทางที่ใส่เงินเข้าไป เราอาจจะไม่ได้มีความเป็นเลิศร้อยเปอร์เซ็นต์ และแนวโน้มคงไม่ทำไปตามโปรเจ็กต์เดิมที่วางเอาไว้ ในที่ประชุมไม่มีการรายงานเกี่ยวกับเรื่องคดีที่มีการสอบสวนการก่อสร้างโครงการที่ผ่านมา วันนี้ตนเดินทางมาดูโครงการทั้งหมดเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ที่ผ่านมาเคยเห็นแต่เอกสาร รูปภาพและข้อมูลต่างๆ พอได้มาเห็นของจริงก็ทำให้เห็นภาพชัดเจน อาจจะเป็นคนละเรื่องกับที่ได้เห็นในรายงาน ทำให้ทราบถึงที่มาที่ไป เรื่องเป็นอย่างไร  ก็ตกใจในปัญหา ก็อาจจะใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจ  อะไรที่เราไม่เก่งก็อย่าไปทำ

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานคดีการสอบสวนโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรืออควาเรียม หรือการดำเนินการของโครงการฯเข้ามาที่ตน

สำหรับโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรืออควาเรียม ทะเลสาบสงขลา ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อปี 2550 และมีกำหนดแล้วเสร็จปี 2554  ในวงเงิน 800 ล้านบาท แต่ระยะเวลาผ่านแล้วเกือบ 10 ปี ผ่านรัฐบาลมา 6 ชุดแล้ว ใช้งบประมาณไปแล้ว  1,400 ล้านบาท โครงการนี้ก็ยังไม่สำเร็จเสร็จสิ้น ส่วนสาเหตุที่สร้างไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากเกิดการทุจริตในโครงการก่อสร้าง โดยข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ที่มีการแก้ไขสัญญาไม่ต่ำกว่า 6 ครั้ง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับเหมา เป็นเหตุให้งบฯในการก่อสร้างบานปลายกว่าพันล้าน และถึงแม้จะเพิ่มงบฯการก่อสร้างไปแล้ว แต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จ กลายเป็นสถานที่ถูกทิ้งร้างจนถึงปัจจุบัน

เปิดเทอมใหม่เด็กไร้ที่เรียน งบสร้างอาคารถูกดึงกลับต้องกางเต้นท์เรียนแทน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504971

เปิดเทอมใหม่เด็กไร้ที่เรียน งบสร้างอาคารถูกดึงกลับต้องกางเต้นท์เรียนแทน

เปิดเทอมใหม่เด็กไร้ที่เรียน งบสร้างอาคารถูกดึงกลับต้องกางเต้นท์เรียนแทน

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 13.43 น.

วันที่ 13 ก.ค.63 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ที่โรงเรียนบ้านตาพวนสร้างแซ่ง ต.สร้างแซ่ง อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม ภายหลังจากทราบว่าโรงเรียนแห่งนี้ต้องกางเต้นท์ให้เด็กนักเรียนเรียน เนื่องจากมีการรื้อถอนอาคารหลังเก่าออกไป เพื่อเตรียมสร้างอาคารเรียนใหม่ ซึ่งเป็นงบปี 2563 แต่งบถูกดึงกลับ เนื่องจากเอาไปช่วยโควิด19 ทำให้เด็กนักเรียนไม่มีอาคารเรียน ต้องกางเต้นท์เรียนแทน

นายวรวิทย์ มิทราวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตาพวนสร้างแซ่ง ต.สร้างแซ่ง อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม กล่าวว่า อาคารที่ได้รื้อถอนออกไป สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2519 อายุการใช้งาน 44 ปี ซึ่งชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา โดยได้รับหนังสือที่ ศธ 04117/181 ลงวันที่ 10 มกราคม 2563 เรื่อง การแจ้งจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 งบลงทุน ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง (รายการงบปีเดียว) โดยทางโรงเรียนได้รับจัดสรรงบประมาณก่อสร้างอาคาร อาคารเรียน สปช.104/26 อาคารเรียน 4 ห้องเรียน ใต้ถุนโล่ง  เป็นเงินกว่า 2.6 ล้านบาท 

ภายหลังจากที่ทราบว่ามีงบประมาณมาให้ ทางโรงเรียนจึงได้ดำเนินการรื้อถอนอาคารเรียนออก เพื่อเตรียมใช้พื้นที่สร้างอาคารใหม่ แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 ทำให้ถูกระงับการจัดสรรงบประมาณการก่อสร้างออกไป ทำให้ห้องเรียนและห้องพิเศษต่าง ๆ ไม่เพียงพอ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ หาเต้นท์มากางให้เด็กนักเรียนได้ใช้เป็นห้องเรียนชั่วคราว ย้ายเด็กไปเรียนในห้องสมุด ห้องวิทยาศาสตร์ และห้องปฏิบัติการทางภาษาแทน เพื่อให้ครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้ 

แต่นักเรียนจะไม่มีห้องปฏิบัติการพิเศษไม่มีห้องสมุดได้ใช้ศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ ทำให้ผู้ปกครองของนักเรียนโดยเฉพาะชั้น ม.3 ขาดความเชื่อมั่น ศรัทธา ต่อโรงเรียน เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่นักเรียนจะต้องนำความรู้ที่ได้เป็นเข้าเรียนต่อในชั้น ม.4 ทำให้ผู้ปกครองตัดสินใจย้ายบุตรหลานออกไปถึง 17 คน จึงอยากขอให้ภาครัฐ ได้จัดสรรงบฉุกเฉินงบประมาณมาช่วยเหลือก่อสร้างอาคารให้เสร็จสิ้น เพื่อเป็นการเรียกความเชื่อมั่นของผู้ปกครองกลับมา นักเรียนได้มีห้องเรียนมีสภาพแวดล้อมที่ดี เอื้อต่อการเรียนรู้ เข้าใจว่างบถูกดึงไปช่วยโควิด ซึ่งก็เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่พวกตนก็เดือดร้อนเหมือนกัน

ขณะที่โรงเรียนบ้านนาเลา ต.หนองไฮ อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่ได้รื้อถอนอาคารเรียนหลังเก่าออกไปเพื่อเตรียมสร้างอาคารใหม่ แต่ถูกระงับงบประมาณเช่นเดียวกัน โดยนางกัญจนา สัตตรัตนำพร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาเลา กล่าวว่า เมื่อเห็นว่ามีงบประมาณมาแน่นอนแล้ว จึงได้ทำเรื่องขอรื้อถอนอาคารเรียน โดยได้รื้อถอนออกเดือนมีนาคม 63 ที่ผ่านมา เป็นเงิน 75,000 บาท  

โดยเงินที่นำมารื้อถอนนั้นได้ขอยืมมาจากพระ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการการศึกษา พอรื้อถอนเสร็จก็ได้รับทราบข่าวว่าถูกระงับงบประมาณ ทำให้ตอนนี้ห้องเรียนไม่เพียงพอ นักเรียนต้องเรียนรวมกัน ทำให้ยากต่อการรักษาห่างทางสังคม อาคารที่ถูกรื้อทำให้ห้องเรียนและห้องพิเศษหายไปรวม 8 ห้อง ทางโรงเรียนได้รับความเดือดร้อน แต่ก็พยายามจัดสรรให้ลงตัวที่สุด หากได้อาคารใหม่ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครอง รวมถึงทางโรงเรียนมีห้องเรียนที่เพียงพอต่อความต้องการ จึงอยากให้เร่งจัดสรรงบประมาณ หรืองบฉุกเฉินมาช่วยเหลือ สร้างอาคารเรียนให้แล้วเสร็จ เพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 อำเภอวาปีปทุม จ.มหาสารคาม เพื่อสอบถามรายละเอียดต่อนายจำนงค์ สุดาเดช ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2 แต่นายจำนงค์ปฏิเสธการให้ข้อมูลใดๆ ต่อสื่อมวลชน