‘เทวัญ’ถวายเครื่องสักการะ ‘พระวิสุทธิวงศ์ษาจารย์’เทศกาลวันเข้าพรรษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504969

‘เทวัญ’ถวายเครื่องสักการะ ‘พระวิสุทธิวงศ์ษาจารย์’เทศกาลวันเข้าพรรษา

‘เทวัญ’ถวายเครื่องสักการะ ‘พระวิสุทธิวงศ์ษาจารย์’เทศกาลวันเข้าพรรษา

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 13.36 น.

“เทวัญ”  เป็นผู้แทนนายกรัฐมนตรี ถวายเครื่องสักการะ แด่พระวิสุทธิวงศ์ษาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เนื่องในเทศกาลวันเข้าพรรษา

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.00 น. ณ วัดปากน้ำภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มอบหมายให้ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนถวายเครื่องสักการะ เนื่องในเทศกาลวันเข้าพรรษา 2563 แด่พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) รองเจ้าอาวาส กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้แทนพระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาศีเจริญ กรรมการมหาเถรสมาคม

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย ถือปฏิบัติในการถวายเครื่องสักการะ เนื่องในเทศกาลวันเข้าพรรษา เป็นประจำทุกปี แสดงให้เห็นถึงการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและเพื่อความเป็นสิริมงคล

‘เทวัญ’ฮึ่ม!ห้ามวัดทั่วประเทศ เปิดให้ถ่ายรายการแนว‘ช่องส่องผี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504858

‘เทวัญ’ฮึ่ม!ห้ามวัดทั่วประเทศ เปิดให้ถ่ายรายการแนว‘ช่องส่องผี’

‘เทวัญ’ฮึ่ม!ห้ามวัดทั่วประเทศ เปิดให้ถ่ายรายการแนว‘ช่องส่องผี’

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.48 น.

‘เทวัญ’งัดกฎเหล็กห้ามวัดทั่วประเทศ เปิดให้ถ่ายรายการแนว‘ช่องส่องผี’ ประสานดีอีเอสเช็กเลี่ยงออกทางยูทูป คนโคราชเผยมาขอขมาต้องทำตามประเพณี

12 กรกฎาคม 2563 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายประเสริฐ บุญชัยสุข ในฐานะลูกหลานคุณย่าโม-คุณย่าบุญเหลือ และนายวัชรพล โตมรศักดิ์ ส.ส.นครราชสีมา ตัวแทนพี่น้องประชาชนชาวนครราชสีมา ร่วมกันลงพื้นที่ทำบุญเข้าพรรษา ถวายเทียน ผ้าอาบน้ำฝนตามวัดต่างๆใน จ.นครราชสีมา พร้อมทั้งได้เดินทางไปยังวัดศาลาลอย อำเภอเมือง โดยได้พบกับพระครูธรรมธรสมพงษ์ จิระวังโส พระเลขานุการวัดศาลาลอย โดยมีการพูดคุย พร้อมรับมอบรูปหล่อท้าวสุรนารี ก่อนไปตรวจดูจุดที่ผู้ดำเนินรายการ “ช่องส่องผี” มาถ่ายทำรายการ พร้อมทั้งได้จุดธูปเทียน ถวายดอกไม้ พวงมาลัยดอกดาวเรือง กราบไหว้สักการะ

นอกจากนี้ยังได้กราบไหว้ที่หน้ารูปหล่อองค์ท้าวสุรนารี 1 นาที และหน้ารูปหล่อนางสาวบุญเหลือ 1 นาที ท่ามกลางลูกหลานพี่น้องประชาชนนักท่องเที่ยวจำนวนมาก บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักจนแน่นวัด ลูกหลานหลายคนต่างเดินเข้ามาสอบถามถึงข่าวดังกล่าวด้วยความสนอกสนใจ จนทำให้เป็นการเพิ่มความรักเคารพความศรัทธาต่อคุณย่าโมและคุณย่าบุญเหลือมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้หลายคนก็ไปยืนยกมือกราบไหว้รูปปั้นพระปลัดทองคำที่ยืนอยู่หน้าอุโบสถ์หลังเก่าอายุเก่าแก่ ก่อนที่นายเทวัญ ได้เดินไปหยุดยืนจุดเดียวกับที่ผู้ดำเนินรายการ “ช่องส่องผี” มาถ่ายทำรายการดังกล่าว

นายเทวัญ กล่าวว่า วันนี้ได้เห็นพี่น้องชาวโคราช ลูกหลานย่าโมย่าบุญเหลือมากันมาก ก็อาจจะด้วยว่าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ และช่วงเข้าพรรษา ทุกคนจึงมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถือว่าคุณย่าทั้ง 2 ท่านเป็นที่เคารพรักบูชาศรัทธาของพี่น้องชาวโคราชและชาวไทย ตนจึงถือโอกาสมากราบคุณย่าโมและคุณย่าบุญเหลือ ซึ่งจริงๆเราก็มากราบไหว้เป็นประจำอยู่แล้ว

นายเทวัญ ระบุว่า ส่วนที่ทางผู้บริหาร ผู้ดำเนินรายการ “ช่องส่องผี” ประสานไปยังนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ว่าจะมาขอขมาและกล่าวขอโทษพี่น้องชาวโคราชวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม นี้ ตนคิดว่าการที่ผู้ดำเนินรายการทั้ง 3 คน มีความประสงค์ที่จะมากราบขอขมาคุณย่าโม และคุณย่าบุญเหลือ ถือเป็นประเพณีและเป็นสิ่งที่ดี เพราะพอเราสำนึกผิดแล้ว ตนคิดว่าพี่น้องชาวโคราชก็พร้อมที่จะให้อภัยในเรื่องนี้ แต่ในเรื่องกระบวนการของกฎหมายก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย เพราะถือว่าการมาลบหลู่ การที่มาบิดเบือนประวัติศาสตร์ มีความผิดอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องไปดูในแง่ของกฎหมาย

นอกจากนี้ยังทราบว่ารายการนี้ยังไปบิดเบือนประวัติศาสตร์ของพระเจ้าตากสินมหาราช และยังไปที่ จ.ระยอง ที่มี “สุนทรภู่” ตนคิดว่าต้องมีหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น กสทช. หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องเข้าไปดูแล เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีก แต่ในส่วนของ จ.นครราชสีมา เรื่องจิตใจของพี่น้องชาวโคราช ตนว่าการมาขอขมาย่าทั้ง 2 ท่าน อาจจะทำให้ชาวโคราชรู้สึกให้อภัย  

“การจะไปทำรายการอะไรก็แล้วแต่ ไปทำแล้วไปบิดเบือนประวัติศาสตร์ และไม่มีใครดำเนินการเรื่องนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ส่วนจะกำชับสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) นั้น เราได้มีจดหมายไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , จังหวัด  , กสทช. ว่า ยินดีที่จะให้ความร่วมมือในแง่ของข้อมูล วันที่มาอัดรายการที่วัดศาลาลอยแห่งนี้ และเราทำไปถึงทุกจังหวัดให้ พศ.ทุกจังหวัด ไปประสานกับทุกวัด ว่า ถ้าในกรณีมีรายการอะไรก็แล้วแต่ ที่จะมาถ่ายทำลักษณะอย่างนี้ขอให้พิจารณาวิเคราะห์ให้ดีว่าถ้ามาทำรายการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงวัฒนาธรรม หรือทางพุทธศาสนา เรายินดี แต่ถ้ามาทำรายการลักษณะเป็นเรื่องของการลบหลู่ บิดเบือนประวัติศาสตร์ขอให้พิจารณาว่าไม่อนุญาต” นายเทวัญ กล่าว

นายเทวัญ กล่าวด้วยว่า ส่วนมีมีข้อเสนอจะถ่ายโอนคดีของ “ช่องส่องผี” ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพราะกฎหมายทำอะไรเขาไม่ได้อย่างไรนั้น ตนคิดว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่ว่ากฎหมายทำอะไรไม่ได้ คนกระทำความผิดทางกฎหมายก็ต้องทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องไปดูข้อรายละเอียดว่าผู้เสียหานคือใคร เรื่องนี้เราได้ประสานไปยังกรมศิลปากรด้วย ซึ่งเป็นผู้ดูแลหอประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และให้วัฒนธรรมจังหวัดประสานไปยังญาติของคุณย่าทั้ง 2 ท่าน และมีผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ไปแจ้งความร้องทุกข์อยู่ก็ต้องไปดูรายละเอียดตรงนั้น

“อย่างที่ผมบอกวันนี้เขามีความประสงค์ที่จะมาขอขมา หมายถึงเขาเองก็รู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันผิด ซึ่งชาวโคราชอาจจะรู้สึกว่าเหมือนกับถ้าสำนึกผิดแล้ว ส่วนกระบวนการของกฎหมายก็ต้องไปว่ากัน ส่วนถ้าหากเขาไม่มาหรือยังไม่มาก็เป็นจิตสำนึกของเขา ว่าวันนี้เขากระทำความผิดแล้วชาวโคราชให้โอกาสแล้ว เขาไม่ใช้โอกาสตรงนี้ตรงนี้ ผมว่ากระบวนการกฎหมายก็ต้องว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย เพราะมีการแจ้งความร้องทุกข์กันไปแล้ว” นายเทวัญ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีทีมผู้ดำเนินรายการเดินทางมาขอขมาและขอโทษ การขอขมาแค่พวงมาลัยพวงเดียวคงไม่ได้ใช่หรือไม่ นายเทวัญ กล่าวว่า ถ้าถามตนการขอขมาต้อง 1.วันที่ 19 กรกฎาคม ท่านมาหรือไม่ 2.ตนยังไม่ได้รับการประสาน ก็ได้ข่าวมาเหมือนกันว่าจะมาวันที่ 19 กรกฎาคม ส่วนการขอขมาก็คงต้องมาดูว่าในการขอขมาปรกติแล้ว กระบวนการในการขอขมาที่ถูกต้องตามประเพณีทำกันอย่างไร ก็คงให้ถูกต้องตามประเพณี ส่วนทีมรายการเลี่ยงไปออกสื่อทางทีวี แต่ไปออกทางยูทูปนั้น เรื่องนี้ต้องทำเรื่องไปถึง กระทรวงดีอีเอส. ให้ช่วยดู ตนคิดว่าว่านี้พี่น้องคงจะทราบแล้วว่ารายการแบบนี้มันบิดเบือนประวัติศาสตร์ ตนคิดว่าทุกคนก็ต้องพิจารณาในการดูว่าเหมาะสมขนาดไหน ส่วนการมาขอขมาก็ต้องมาทั้งรายการ เพราะมันเป็นทีม ผู้ดำเนินรายการคงต้องมาทั้งหมด เพราะมาร่วมรายการกันทั้งหมด จะบอกว่าคนใดคนหนึ่งคงไม่ได้

“สำหรับการเตือนสติคนไทยเรื่องของความเชื่อนั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวเรา ฉะนั้นดูอะไรก็ต้องวิเคราะห์ให้ดีว่าสิ่งเหล่านั้นมันมีจริงหรือเปล่า มีข้อเท็จจริงต่างๆหรือไม่ ฝากถึงพี่น้องประชาชนทุกคนด้วย” นายเทวัญ กล่าว

ด้านนายประเสริฐ บุญชัยสุข ชาว จ.นครราชสีมา ลูกหลานย่าโมย่าบุญเหลือ กล่าวว่า การขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ได้ก้าวล่วง คุณย่าโมและคุณย่าบุญเหลือ โดยพิธีพราหมณ์มีชุดใหญ่ ชุดกลาง ซึ่งจะต้องมีเครื่องบวงสรวงเซ่นไหว้บูชาชุดใหญ่ พานบายศรี 9 ชั้น หัวหมู เป็ดไก่ เครื่องความหวาน 9 อย่าง ผลไม้ หมาก พลู ยาเส้น เรียกว่าต้องจัดเต็มชุดใหญ่ และไม่ใช่ว่าเดินถือพวงมาลัย ธูปเทียน มาคล้องถวายสักการะอย่างนั้นเรียกว่าการกราบไหว้สักการะ แต่การมาขอขมาต้องจัดให้เป็นพิธีการ อยากจะฝากถึงทีมผู้ดำเนินรายการด้วยว่าท่านมีความจริงใจในการที่จะมากราบขอขมา ก็ขอให้จัดชุดใหญ่สมบูรณ์แบบตามประเพณี

ไทยจับมือนานาชาติ ริเริ่มเครือข่ายเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชวนทั่วโลกเดินหน้า All For Education #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504844

ไทยจับมือนานาชาติ ริเริ่มเครือข่ายเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชวนทั่วโลกเดินหน้า All For Education

ไทยจับมือนานาชาติ ริเริ่มเครือข่ายเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชวนทั่วโลกเดินหน้า All For Education

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 15.10 น.

ไทยจับมือนานาชาติ ริเริ่มเครือข่ายเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  ชวนทั่วโลกเดินหน้า AllFor Education หรือ ปวงชนเพื่อการศึกษา เร่งแก้ความเหลื่อมล้ำให้สำเร็จ  เพื่อเด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้ทุกที่ทุกเวลา ยูเนสโก คาดหวังกสศ.ไทยเป็นต้นแบบและเสริมพลังให้ประเทศอื่นๆในภูมิภาคขยายผล

ที่โรงแรมเคมเปนสกี้ ปทุมวัน กรุงเทพฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,กระทรวงมหาดไทย,UNESCO,UNICEF และ savethechildren  จัดประชุมวิชาการนานาชาติ “เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ปวงชนเพื่อการศึกษา” เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี ปฏิญญาจอมเทียน เป็นวันที่สอง  หลังจากระดมสมอง 60 ยอดนักคิด ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา นักปฏิรูป ผู้กำหนดนโยบายที่มีอิทธิพลต่อวงการศึกษาทั่วโลก ร่วมหาทางออกปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หลังวิกฤตCovid-19 โดยมีผู้เข้าร่วมฟังการประชุมในรูปแบบออนไลน์มากกว่า 2,500 คนจาก 79 ประเทศ 

นายอิชิโร่ มิยาซาวะ ตัวแทนจากองค์กรยูเนสโกประจำประเทศไทย กล่าวอภิปรายหัวข้อ “เครือข่ายองค์กรนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” ว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาอัตราเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาในระดับชั้นประถมและมัธยมต้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น ถึงแม้จะมีความพยายามของทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหา ยิ่งเมื่อได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19  ก็ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้นไปอีก การแก้ปัญหานี้ เราต้องหยุดทำงานในรูปแบบเดิมที่เคยทำมา ต้องคิดใหม่และทำใหม่เพื่อให้เด็กๆได้รับการช่วยเหลืออย่างดีที่สุด  

“การพูดคุยกันอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ จะต้องมีกฎหมาย มีพระราชบัญญัติที่ออกมาอย่างชัดเจน และที่สำคัญต้องมีงบประมาณที่ลงทุนกับเรื่องนี้อย่างคุ้มค่า มีความคิดสร้างสรรค์และเป็นนวัตกรรมด้วย ซึ่งเครือข่ายความร่วมมือต้องช่วยกันคิดว่าถ้างบประมาณไม่มาก จะทำอย่างไรให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ได้จริง ต้องวัดผลได้ว่ามีความสำเร็จอะไรเกิดขึ้น ต้องสร้างความเสมอภาคและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เห็นผ่านฐานข้อมูลและสถิติให้ได้”

นายอิชิโร่ กล่าวว่า ขณะนี้เราได้ทำงานร่วมกับหลายประเทศภายใต้เครือข่าย equitable education alliance หรือ EEA  เช่น ประเทศไทย อังกฤษ แคนาดา มาเลเซีย  ฟินแลนด์ เกาหลี    พบว่าแม้แต่ในประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดอย่างฟินแลนด์ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำ  ความไม่เท่าเทียมในระบบการศึกษาด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเครือข่ายที่จะต้องส่องแสงสว่างให้เห็นว่าตรงไหนคือความสำเร็จ 

“ผมเชื่อว่าประเทศไทยเป็นผู้นำในเรื่องนี้เพราะประเทศไทยเริ่มพูดเรื่องนี้แล้วมีหน่วยงานที่จะมาแก้ปัญหาโดยตรง ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นดาวส่องแสงให้ประเทศอื่นได้เห็น  หากมองไปในทวีปเอเชีย ยังไม่มีองค์กรแบบ กสศ. เกิดขึ้น ทั้งๆที่มีปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำสูง เราชื่นชมประเทศไทย และจากสถานการณ์โควิด ที่ดูเหมือนจะทำให้เด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษามากขึ้น แต่ในทางบวกจะเป็นพลังให้การทำงานของ กสศ. กับภาคีเสริมพลังกันมากขึ้นที่จะขับเคลื่อนความเสมอภาค หลังจากที่ได้มีการหารือในเวทีนานาชาติ คาดหวังว่าจะเห็นนวัตกรรมการแก้ไขปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำจาก กสศ. ตั้งแต่ตอนนี้ จนถึง 10 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว และรัฐบาลประเทศอื่นๆ ดำเนินการตามประเทศไทยมากขึ้น”  ตัวแทนจากองค์กรยูเนสโกประจำประเทศไทยกล่าว

ดร.กฤษณพงศ์  กีรติกร  ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการการจัดประชุม วิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษา กล่าวว่า เป็นความท้าทายในโอกาสครบรอบ 30 ปีปฏิญญาจอมเทียน ที่มีผู้นำการศึกษาทั่วโลกเกือบ 200 คน แสดงเจตนารมณ์อันแรงกล้าที่เป็นจุดกำเนิดของ คำว่า Education For All หรือการศึกษาเพื่อปวงชน  ที่มุ่งเน้นให้การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กและเยาวชนทุกคนที่สามารถเข้าถึงและสำเร็จการศึกษาระดับประถมได้100% อย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ แต่ทั่วโลกยังไม่สามารถขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ และเราเดินทางมาถึง10 ปีสุดท้ายแห่งการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG17 ด้านการส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ที่จะต้องเกิดขึ้นภายในปี 2573   ทำให้ในการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทย และอยู่ในช่วงที่ทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 เป้าหมายการศึกษาเพื่อปวงชน จึงถูกเปลี่ยนเป็น ปวงชนเพื่อการศึกษา หรือ All For Education ที่ปรึกษา กสศ.กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำแก้ไขได้ ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันเปลี่ยนแปลง  ร่วมกันยกระดับความเสมอภาคทางการศึกษาด้วยการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่   การปรับปรุงแก้ไขกรอบกฎหมาย นำเทคโนโลยี นวัตกรรมการเงินการคลัง และการเก็บข้อมูลสารสนเทศช่วยให้เด็กๆเข้าถึงการศึกษามากขึ้น การพัฒนาแพลตฟอร์มการเข้าถึงการศึกษาแบบไร้พรมแดน การพัฒนาครู ที่สำคัญคือภาครัฐของประเทศต่างๆต้องให้ความร่วมมือเพิ่มการลงทุนสำหรับการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง     

“แนวทางใหม่ที่สำคัญ คือ เราต้องช่วยกันทำให้การศึกษาไปถึงเด็ก ไม่ว่าพวกเขาจะมีปัญหาและความต้องการอะไรในทุกสภาพสังคม  ไม่ใช่ให้เด็กต้องเข้าหาการศึกษาอย่างในอดีต หรือต้องไปโรงเรียนเท่านั้นถึงจะได้รับการศึกษา นี่เป็นการเปลี่ยนมโนทัศน์ครั้งใหม่ที่จะช่วยสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาเช่นกัน” 

นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กล่าวว่า ผลการประชุมครั้งนี้ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันเรื่องการศึกษาเพื่อปวงชน  รวมถึงความเสมอภาคทางการศึกษา ถือเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา รวมถึงการพัฒนาครู เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งนี้นักวิชาการหลายท่านต่างเห็นตรงกันว่าไม่มีสูตรรวมในการแก้ปัญหาด้านการศึกษา สำหรับการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ไม่มีผลกระทบต่อการประกาศเจตนารมณ์ กลับเป็นตัวเร่งให้เห็นภาพการแก้ไขปัญหาความเสมอภาคทางการศึกษาให้ตรงจุดมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีที่บีบให้ทุกคนต้องปรับตัว ในอนาคตไม่ว่าจะมีผลกระทบจากโควิด-19 รอบสองหรือไม่ ศธ.เตรียมรับมือไว้แล้ว พร้อมมอบหมายให้ทุกโรงเรียนปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ อย่างเคร่งครัด 

“การได้แบ่งปันข้อมูลด้านต่างๆร่วมกัน ก่อให้เกิดพันธมิตรใหม่ สามารถร่วมมือกันแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในระยะยาวได้ ส่วนผลสรุปจากการประชุมวิชาการจะเป็นกลไกสำคัญที่จะนำไปเสนอในที่ประชุมการศึกษาโลก (Asia and Pacific Regional Bureau for Education) ที่จะเกิดขึ้นในปี 2564 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม” รองปลัดศธ. กล่าว  

นายโทมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า หากจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดนี้ได้ เราต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการทางการศึกษา เพราะรูปแบบในปัจจุบันนี้ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในเวลาอันรวดเร็วตามที่เราต้องการเพื่อให้ถึงเป้าหมายของ SDG4ได้   ขอย้ำว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วนทั้งระบบการศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบันรวมถึงในตัวของพวกเราเองด้วย ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถให้คำตอบได้กับทุกปัญหา  ต้องทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายเพื่อช่วยหาคำตอบไปพร้อมๆกัน เพราะบางคำตอบอาจจะมีใครทำไว้อยู่แล้วก็ได้ และไม่เพียงแค่การจับมือกับเครือข่ายเดิมๆ แต่เราต้องไปจับมือกับเครือข่ายใหม่ๆที่เราไม่คุ้นเคย การเปลี่ยนแปลงต้องอยู่ในหัวใจของทุกๆอย่างที่เราทำจากนี้เป็นต้นไป

“สถานการณ์โควิด19 จะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจ และกระทบต่อการหางานของคนรุ่นใหม่ ยูนิเซฟตระหนักว่าการลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลหรือทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมากกว่าสิ่งอื่นใด ไม่มีห้วงเวลาไหนสำคัญไปกว่าตอนนี้แล้วที่เราจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษา”

นายชิเงรุ อาโอยากิ  ผู้อำนวยการยูเนสโก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความหวังของเราคืออยากเห็นเด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษา สามารถเป็นผู้นำทางสังคมหรือผู้นำของประเทศ จากสถิติ เด็กเข้าถึงโอกาสการศึกษาน้อยลง ยิ่งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งทำให้เด็กเหล่านี้หลุดออกนอกระบบการศึกษามากยิ่งขึ้น จากปัญหาทั้งหมด ขอเสนอแนวทางแก้ปัญหา จาก4ปัจจัยหลัก ดังนี้ 1.มีกฎหมายหรือข้อบังคับเพื่อให้เด็กทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาค 2.มีทุนการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะ 3.มีสื่อการสอนที่มีประสิทธิภาพ และ 4.มีฐานข้อมูลที่ถูกต้อง มีคุณภาพและแม่นยำ เพื่อนำเงินทุนที่มีไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด   โดยขณะนี้มีภาคีเครือข่ายร่วมทำงานกับยูเนสโกจำนวน 9 ประเทศ ได้แก่ ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ อเมริกา นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ไทย อังกฤษ แคนาดา มาเลเซีย และยังมีองค์กรระดับนานาชาติที่ร่วมทำงานเพื่อแก้ปัญหาการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม 

“ในทางปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม 1.ควรมีข้อมูลที่มีคุณภาพและนำไปสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูล 2.การนำแนวคิดไปปรับใช้เป็นนโยบายและสื่อสารกับประชาชน 3.สร้างเครือข่าย และ4.สนับสนุนเครื่องมือทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม” นายชิเงรุ  กล่าว

นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกสศ. กล่าวว่า การประชุมนี้ถือเป็นจุดเริ่มสำคัญที่เครือข่ายและบุคลากรทางการศึกษาจะนำข้อมูลไปใช้พัฒนาการศึกษาของประเทศตน หากย้อนไป10 ปีที่แล้ว ไทยมีปัญหาเรื่องการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม เราจึงพยายามใช้ข้อมูลและนวัตกรรมในการแก้ปัญหามาโดยตลอด โดยมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่เข้าไม่ถึงการศึกษาเป็นกลุ่มแรก จนสามารถช่วยเหลือเด็กๆให้เข้าถึงการศึกษาได้จำนวนมาก อย่างไรก็ตามความสำเร็จที่เกิดขึ้น ใช้เวลาถึง8 ปีที่รัฐบาลจะจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในปัจจุบัน 

“วันนี้หลายประเทศเริ่มแก้ปัญหาความเสมอภาคทางการศึกษาได้ดีขึ้น แต่ผมมองว่า หากในอนาคต ทุกคนต่างมุ่งหวังที่ให้ความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดทั่วทั้งโลก จึงควรนำฐานข้อมูลที่แต่ละประเทศมีอยู่แล้วมาพัฒนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน สร้างเครือข่ายในระดับนานาชาติ ซึ่งกสศ.เองได้ร่วมกับกลุ่มประเทศอาเซียน จัดตั้งเป็นกองทุนกลางเพื่อทำงานร่วมกันและเชื่อมโยงเครือข่ายในประเทศอื่นๆได้ในอนาคต” นายสุภกร กล่าว 
 
 

ห้ามแตะอาคารโบราณ ‘ธนารักษ์’สั่งคุมเข้ม ในพื้นที่เขตราชพัสดุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504769

ห้ามแตะอาคารโบราณ ‘ธนารักษ์’สั่งคุมเข้ม ในพื้นที่เขตราชพัสดุ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ห้ามแตะอาคารโบราณ

‘ธนารักษ์’สั่งคุมเข้ม

ในพื้นที่เขตราชพัสดุ

กรมธนารักษ์ คุมเข้มอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ราชพัสดุที่มีลักษณะยังทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม หรือสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้เบื้องต้น มี66 หลัง ผู้เช่าที่ต้องเข้มตามกฎหมาย-ระเบียบอนุรักษ์ก่อนซ่อม-รื้อถอน

นายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า จากการที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 สภาผู้แทนราษฎร ให้กรมธนารักษ์ดำเนินการเกี่ยวกับอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ราชพัสดุที่มีลักษณะยังทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม หรือสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ ซึ่งกรมฯได้ตระหนัก และเห็นความสำคัญของอาคารราชพัสดุดังกล่าว จึงกำหนดให้การดำเนินการเกี่ยวกับอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ราชพัสดุที่มีลักษณะยังทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม หรือสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ เป็นโครงการสำคัญของกรมธนารักษ์ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และดำเนินการต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

นายยุทธนา กล่าวต่อว่า เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับอาคารที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ซึ่งได้ปรากฏเป็นข่าวผ่านทางสื่อต่างๆ กรณีที่มีการรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ราชพัสดุนั้น จึงได้สั่งการให้สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ และกองบริหารที่ราชพัสดุกรุงเทพมหานคร เร่งรัดดำเนินการสำรวจตรวจสอบ จัดทำฐานข้อมูลอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ราชพัสดุที่มีลักษณะยังทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรมหรือสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2563 จากการที่กรมธนารักษ์ได้ดูแลอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ราชพัสดุที่มีลักษณะยังทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรมหรือสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ จำนวน 66 หลัง เช่น บ้านขุนพิทักษ์บริหาร จ.พระนครศรีอยุธยา และบ้านหลุยส์ จ.ลำปาง เป็นต้น

“กรมธนารักษ์จะแจ้งให้หน่วยงานผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุร่วม สำรวจ ตรวจสอบอาคาร เพื่อตระหนักในคุณค่าของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ราชพัสดุที่มีลักษณะยังทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม หรือสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ โดยก่อนการรื้อถอนซ่อมแซม ปรับปรุงแก้ไขหรือดำเนินการอื่นใดกับอาคารให้ถือปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด” นายยุทธนากล่าว

เสมา1พร้อมคณะผู้บริหารศธ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบครูผู้ช่วยจ.สงขลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504683

เสมา1พร้อมคณะผู้บริหารศธ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบครูผู้ช่วยจ.สงขลา

เสมา1พร้อมคณะผู้บริหารศธ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบครูผู้ช่วยจ.สงขลา

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 13.23 น.

11 กรกฎาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วยนายอํานาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ปี 2563 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ณ โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา

นายณัฏฐพล กล่าวว่า การสอบครูผู้ช่วยภาคพิเศษ ผู้สอบซึ่งเป็นครูอัตราจ้างอยู่แล้ว แต่ต้องการบรรจุเป็นข้าราชการ ก็เห็นความตั้งใจของทุก ๆคนที่มาทำการสอบในวันนี้ และจากที่มีโอกาสได้ดูเนื้อหารสาระของการเตรียมการสอบ ก็ต้องยอมรับว่าผู้สอบมีข้อมูลที่เยอะพอสมควร ก็เป็นภาระสำหรับคุณครูถ้าหากต้องสอนด้วยแล้วก็พยายามจะสอบบรรจุด้วย ก็คงต้องเป็นอะไรที่กระทรวงศึกษาธิการต้องดูต่อไปว่าจะทำอะไรที่สร้างความเหมาะสมได้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการบริหารจัดการการศึกษาของประเทศไทย 

“ความตั้งใจของผู้มาสอบผมไม่กังวลอยู่แล้ว ผมเห็นสมุดที่เขาเตรียมมาสอบโน๊ตต่างๆ หนังสือทุกเล่มวันนี้ที่ได้หยิบดู ก็มีการเขียนโน้ตไว้ แสดงให้เห็นว่าคุณครูเป็นตัวอย่างที่ดีของนักเรียนได้นอน เพราะว่าในการเตรียมสอบก็เหมือนนักเรียนทั่วๆไป ที่เราเคยทำกันอยู่ สำหรับในภาพรวมการสอบวันนี้ก็ถือว่ามีความพร้อมในการจัดการในการสอบครั้งนี้ ก็คิดว่าเป็นแบบเดียวกันทั่วประเทศ”

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า  ใวันนี้ได้มีโอกาส ถามคนที๋มาสอบในเรื่องของการเตรียมการเรียนการสอนช่วง covid ก็เหมือนกับที่เราทราบกันดีว่าโรงเรียนขนาดใหญ่เป็นโรงเรียนที่มีความลำบากในการบริหารจัดการการเรียนการสอนอยู่พอสมควร ยืนยันหลายๆเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญคือเรื่องของเวลาที่คุณครูต้องเตรียมตัวในการเรียนการสอน มีการสอบเป็น 2 กะในโรงเรียนใหญ่ ๆ ฉะนั้น ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งทางโรงเรียน ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องพิจารณา ไม่งั้นภาระของคุณครูในช่วงที่สอนถึงแม้จะมีปิดเทอมก่อนหน้านี้ หรือว่าหลังจากนี้จะทำอะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นภาระที่หนักพอสมควร ก็เป็นเรื่องที่เราต้องบริหารจัดการการการเรียนการสอนของครูในช่วง covid นี้ ซึ่งเป็นอะไรที่เราต้องปรับตัวในทุกภาคส่วน ก็เป็นกำลังใจให้ทุกคน

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า จากการพูดคุยกับผู้มาสอบ ก็ได้เล่าถึงเนื้อหาสาระที่สอบว่ามีมาก และหลายๆเรื่องก็เกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งรู้ไว้ก็ดี แต่การจะเอามาเป็นตัววัดในการที่จะคัดเลือกคุณครูที่สอนอยู่แล้ว ซึ่งมีประสบการณ์ในการสอน 7 ปี 10 ปี ก็เป็นเรื่องที่เราต้องกลับไปทบทวน อะไรที่เราคิดว่าเราสามารถปรับปรุงได้ อะไรที่เราคิดว่าสร้างความเหมาะสมได้ เราต้องดู ก็เป็นอะไรที่ได้มาเห็นจากสถานการณ์จริง จากข้อมูลจริงและได้พูดคุยกับคุณครูหลายท่านก็สามารถนำไปประกอบแนวคิดที่เหมาะสมได้  ซึ่งความซับซ้อนของกระบวนการบรรจุมีมากกว่าการสอบ และก็ไม่สามารถตอบได้ว่าจะตัดสินด้วยวิธีอะไร แต่จากที่ตนได้พูดคุยกับผอ.โรงเรียนหลายๆท่านว่าสามารถตัดสินได้ไหมว่าคุณครูที่เป็นครูสอนในโรงเรียนมา 7 ปี 10 ปีแล้ว เป็นครูที่มีความสามารถสมควรจะบรรจุเป็นข้าราชการไหม ถ้าหากว่าไม่มีความลำเอียง ตัดสินด้วยเนื้อหาของเนื้องานจริงๆ ในอนาคตต้องมีตัววัดที่ชัดเจนกว่าปัจจุบัน แต่ความจริงก็น่าจะตัดสินใจได้ เพราะว่าประสบการณ์ของคุณครูที่ทำงานมาแล้วหลายปีก็น่าจะบ่งบอกความสามารถของครูคนนั้นได้ ส่วนกระบวนการสอบต่างๆก็เป็นขั้นตอนที่เราทำกันอยู่  แต่ผมดูแล้วเหมือนกับสอบของนักเรียน เป็นการท่องจำ แต่พอถึงเวลาได้เอามาใช้จริงหรือเปล่า ดังนั้น ก็เป็นแนวคิดที่ต้องเอามาประกอบการตัดสินใจในอนาคต

“ในอนาคตกระทรวงศึกษาฯต้องทบทวนถึงความเหมาะสม ว่าเราจะหาคุณครูที่มีความสามารถ คุณครูที่ตรงกับวิชาเอกมาสอนได้ได้เต็มที่หรือเปล่า ก็กลับมาเรื่องของฐานข้อมูลใหญ่ที่เราต้องมีความเข้มข้นมากกว่านี้ ว่าปัจจุบันแต่ละโรงเรียนมีคุณครูที่มีทักษะด้านต่างๆอะไรบ้าง และมีความขาดแคลนอะไรบ้าง วันนี้ต้องยอมรับว่าข้อมูลทั่วทั้งประเทศยังต้องปรับปรุง” รมว.ศธ. กล่าว 

ด้านนายอํานาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า สำหรับการสอบคัดเลือกตำแหน่งครูผู้ช่วยในภาพรวมทั่วประเทศ เปิดสอบใน 77 จังหวัด มีตำแหน่งว่าง 4,697 อัตรา กลุ่มวิชาที่เปิดสอบจำนวน 89 กลุ่มวิชา มีผู้สมัครจำนวน 22,490 คน ผู้มีสิทธิ์สอบ 22,397 คน โดยจังหวัดที่มีผู้สมัครสอบมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ นครราชสีมา เชียงใหม่ ศรีสะเกษ สกลนคร และอุบลราชธานี 

ในส่วนของจังหวัดสงขลา จัดสอบที่โรงเรียน  วรนารีเฉลิม มีผู้สมัครสอบ 366 คน แบ่งเป็น เขตพื้นที่ปกติ 236 คน และเขตจังหวัดชายแดนใต้ 130 คน เปิดสอบใน 17 กลุ่มวิชา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ทั่วไป สังคมศึกษา พลศึกษา สุขศึกษา ดนตรีสากล ดนตรีไทย คอมพิวเตอร์ ปฐมวัย การประถมศึกษา จิตวิทยาและการแนะแนว ภาษามลายู และดุริยางคศาสตร์สากล 

ทั้งนี้ การสอบคัดเลือกจะจัดสอบพร้อมกันทั่วประเทศ โดยสอบข้อเขียนในวันที่ 11 กรกฎาคม 2563 เป็นการสอบ ภาค ก ความรอบรู้และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติ การปฏิบัติของวิชาชีพครู และภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง จากนั้นสอบสัมภาษณ์ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 และประกาศผลการคัดเลือกในวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ต่อไป

ขณะที่นางสาวจาริณี พลเรือง ครูอัตราจ้างโรงเรียนวัดเทพาไพโรจน์ อ.เทพา จ.สงขลา เดินทางมาสอบครูผู้ช่วย เอกสังคมศึกษา กล่าวว่า เป็นครูผู้ช่วยมา 8 ปี ก่อนนี้เคยสมัครสอบครูผู้ช่วยมาแล้ว 3 ครั้งแต่ไม่ติด ซึ่งเอกสังคมศึกษาจะเปิดรับน้อยมาก  ส่วนใหญ่จะเปิดสอบเอกอื่น เช่น เอกภาษาอังกฤษ เอกคณิตฯ ประกอบกับตนมีเวลาเตรียมตัวอ่านหนังสือน้อยด้วย เพราะต้องรับผิดชอบข้อมูลเด็กรายบุคคลดู และดูแลเด็กพิการที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ที่มาเรียนร่วมกับเด็กปกติ สำหรับการสอบครั้งนี้ก็มีความคาดหวัง ถึงแม้อัตราการแข่งขันจะสูงถึง 1 ต่อ 26 ก็ตาม

‘ครูตั้น’นำทีมผู้บริหาร ศธ. ตรวจเยี่ยมโรงเรียนสงขลาพัฒนาปัญญา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504639

'ครูตั้น'นำทีมผู้บริหาร ศธ.  ตรวจเยี่ยมโรงเรียนสงขลาพัฒนาปัญญา

‘ครูตั้น’นำทีมผู้บริหาร ศธ. ตรวจเยี่ยมโรงเรียนสงขลาพัฒนาปัญญา

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 20.58 น.

วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายอนุชา บูรพชัยศรี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ คณะทำงานฝ่ายกฏหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนสงขลาพัฒนาปัญญา อ.เมือง จ.สงขลา เพื่อดูความพร้อมในการจัดการเรียนการสอน และการจัดห้องพักนอนของนักเรียน ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

สำหรับโรงเรียนสงขลาพัฒนาปัญญา เปิดสอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีนักเรียนรวม 344 คน ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้งนักเรียนประเภทประจำและไป-กลับ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยจุดมุ่งหมายหลักของโรงเรียน คือ การจัดการศึกษาให้แก่ผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หลักการที่สำคัญ คือ การเตรียมความพร้อม การจัดการเรียนการสอน และจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมในแต่ละระดับและแต่ละประเภท และบำบัดฟื้นฟูให้ความช่วยเหลือเพื่อให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการศึกษาจนสามารถพัฒนาเต็มที่ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล

‘กสศ.’ขยายความร่วมมือ’สถ.’ลุยช่วยทุนเสมอภาค นร.ยากจนพิเศษสังกัด รร.อปท.ช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504464

'กสศ.'ขยายความร่วมมือ'สถ.'ลุยช่วยทุนเสมอภาค นร.ยากจนพิเศษสังกัด รร.อปท.ช่วงโควิด-19

‘กสศ.’ขยายความร่วมมือ’สถ.’ลุยช่วยทุนเสมอภาค นร.ยากจนพิเศษสังกัด รร.อปท.ช่วงโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 11.54 น.

กสศ.ขยายความร่วมมือ สถ. ลุยช่วยทุนเสมอภาคปีละ 3,000 บาท แก่นร.ยากจนพิเศษสังกัด รร.อปท.ชั้นอนุบาล-ม.3 ครอบคลุม 76 จังหวัด หวังแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อธิบดี สถ. พร้อมส่งเสริมท้องถิ่น 76 จังหวัดเร่งรัดคัดกรองนักเรียนยากจนไม่ให้ตกหล่น เชื่อมีผู้ได้รับผลกระทบช่วงโควิด-19 ระบาด ยันการคัดกรองค้นหาเป็นเรื่องสำคัญ ช่วยให้เด็กยากจนเข้าถึงทุนการศึกษาตรงกลุ่มเป้าหมาย

ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้มีการประชุมชี้แจงการดำเนินงานโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข ประจำภาคเรียนที่1/2563 ให้แก่ นักเรียนยากจนพิเศษ (นักเรียนทุนเสมอภาค) ในสังกัดโรงเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านระบบ Teleconference

นายประยูร  รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศมีนักเรียนชั้นอนุบาล–มัธยมศึกษาตอนต้น รวมทั้งสิ้นกว่า 9 แสนคน ที่ผ่านมา อปท.ได้ให้การช่วยเหลือเด็กที่มีความยากจนตามระเบียบทางด้านการศึกษา โดยการของบประมาณส่วนกลางไปสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายปีละ1,000 บาทต่อคนต่อปี แต่ยังไม่เพียงพอ ดังนั้นการที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เข้ามาช่วยสมทบงบประมาณช่วยเหลือเด็กยากจนพิเศษตั้งแต่อนุบาลถึงม.ต้นร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มอีกปีละ 3,000 บาท ถือเป็นโอกาสดีที่จะช่วยให้นักเรียนที่ได้รับเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขสำหรับนักเรียนทุนเสมอภาคไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษาอย่างสูงสุด โดยปีการศึกษา 2562 ที่ผ่านมาได้ดำเนินการนำร่องกับสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใน 10 จังหวัด และในปีการศึกษา 2563 นี้จะขยายให้ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เรื่องที่ กสศ.ทำจะเป็นน้ำหล่อเลี้ยงใหญ่ช่วยนักเรียนได้เพิ่มมากขึ้น

“จากสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทั้งปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และปัญหาภัยแล้ง จะส่งผลให้นักเรียนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสถานะเป็นเด็กยากจนพิเศษเพิ่มมากขึ้น เพราะผู้ปกครองขาดแคลนรายได้จำนวนมาก ด้วยสาเหตุทางเศรษฐกิจที่ประสบอยู่ ในปีการศึกษา 2563 เราคาดหวังว่ากลุ่มเด็กยากจนที่ได้รับการช่วยเหลือจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งการที่เด็กยากจนจะได้เข้าร่วมโครงการอย่างทั่วถึง ความร่วมไม้ร่วมมือของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารโรงเรียน ครู ถือเป็นเรื่องสำคัญ จึงอยากขอความร่วมมือท้องถิ่น ช่วยกันคัดกรองและลงไปสำรวจตรวจสอบหาข้อมูลเด็กยากจนพิเศษ อันนี้ก็จะเป็นส่วนที่ทำให้ กสศ. ได้พิจารณาอนุมัติจัดสรรงบประมาณลงไปช่วยเหลือเด็กนักเรียนยากจนเหล่านี้ได้มากยิ่งขึ้น” นายประยูร กล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ขอเชิญชวนพี่น้องชาวองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะสถานศึกษา ท่านผู้บริหาร อปท. ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ได้โปรดช่วยกันเพื่อลูกหลาน ในภาวะความยากลำบากตรงนี้ เด็กนักเรียนต้องการความช่วยเหลือ แต่ว่าการช่วยเหลือนั้นเราจะขอโดยไม่มีข้อมูลและหลักฐานก็ไม่สามารถอนุมัติได้ เพราะฉะนั้นจุดสำคัญในเรื่องของการให้ต้องขอความร่วมมือจากครูลงไปดูในการกรอกข้อมูล สำรวจ แล้วก็ส่งรายงานมาซึ่งระบบการรายงานก็ไม่ได้ลำบาก ทาง กสศ. ได้ดำเนินการจัดทำคู่มือให้อย่างง่ายดาย ขอความร่วมมือทุกท่าน และทางอปท.ยินดีให้การสนับสนุนจังหวัดท้องถิ่นในการสร้างความเข้าใจร่วมกัน  

ดร.ไกรยส  ภัทราวาท  รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า โรงเรียนในสังกัด อปท.เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญและเป็นภารกิจที่ กสศ.จะเข้าไปช่วยเหลืออยู่แล้ว โดยในปี 2563 กสศ. ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ การพิจารณาเงินอุดหนุนช่วยเหลือเด็กยากจนพิเศษ เนื่องจากช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 พบอุปสรรคที่ส่งผลต่อค่าเดินทางและค่าครองชีพ กสศ.อาจต้องพิจารณาความช่วยเหลือเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2563 กสศ.สามารถจัดงบให้เด็กยากจนพิเศษในสังกัด อปท.กว่า 30,000 คน แต่หากมีนักเรียนยากจนพิเศษที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองมากกว่านี้ทาง กสศ. ก็จะประสานหาช่องทางจัดสรรงบประมาณจากแหล่งอื่นๆ เพิ่มเติมตามสภาพจริง

“อยากขอความร่วมมือให้ อปท.และครูกรอกข้อมูลตามสภาพจริงเข้ามาให้ได้มากที่สุด หากท้องถิ่นใดดำเนินการคัดกรองนักเรียนยากจนหรือยากจนพิเศษเข้ามาต่ำกว่าตามสภาพจริงในปีนี้ย่อมมีผลกระทบต่อการตั้งงบประมาณของ กสศ. เพื่อสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวในปีต่อๆ ไปของท้องถิ่น โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 อยากให้ท้องถิ่นช่วยกันค้นหานักเรียนยากจนไม่ให้ตกหล่นจากการสำรวจ เพื่อให้ได้รับจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณถัดไปอย่างเต็มที่สอดคล้องกับสภาพจริง ในส่วนของเด็กที่เคยผ่านการคัดกรองเมื่อปีที่แล้วไม่ยากจน ถ้ามีหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความยากจนในปีนี้ เช่น ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ก็สามารถกรอกข้อมูลเข้ามาคัดกรองใหม่ได้ ทางกสศ. พร้อมที่จะพิจารณาอีกครั้ง” ดร.ไกรยส กล่าว 

อย่างไรก็ตามในปีนี้ กสศ.ได้ร่วมมือกับธนาคารออมสิน และธกส. เปิดบัญชีพร้อมเพย์ให้เด็ก เพื่อสะดวกต่อการส่งเงินช่วยเหลือเด็กได้อย่างรวดเร็วขึ้น และการจัดสรรเงินอุดหนุนให้นักเรียนจะเป็นการบรรเทาอุปสรรคการมาเรียนลดความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยนักเรียนยากจนพิเศษทุกคนจะได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนจำนวน 2,000 บาทในเทอม 1/2563 นี้ ซึ่งน่าจะช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวได้มากพอสมควร จึงอยากเชิญชวนให้ทั้งผู้ปกครอง และโรงเรียนสังกัดท้องถิ่น ร่วมมือกันสำรวจและคัดกรองข้อมูลเข้ามาภายในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสดังกล่าว

ดร.ไกรยส  กล่าวว่า ยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 หลายครอบครัวของเด็กนักเรียนยากจนหลายต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจซึ่งอาจกระทบไปถึงตัวเด็กนักเรียนจนเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ดังนั้นการคัดกรองข้อมูลนักเรียนยากจนถือเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นฐานการทำงานสำคัญร่วมกับระหว่าง กสศ. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เด็กๆที่ยากจนที่สุดในประเทศได้มีโอกาสรับทุนการศึกษาจากกสศ.เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาในระดับสูงต่อไปในอนาคต

‘วิษณุ’ร่วมปาฐกถาพิเศษเป็นปธ.เปิดนิทรรศการ เรื่อง’ฟิล์มกระจก:เรื่องราวเหนือกาลเวลา’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504408

'วิษณุ'ร่วมปาฐกถาพิเศษเป็นปธ.เปิดนิทรรศการ เรื่อง'ฟิล์มกระจก:เรื่องราวเหนือกาลเวลา'

‘วิษณุ’ร่วมปาฐกถาพิเศษเป็นปธ.เปิดนิทรรศการ เรื่อง’ฟิล์มกระจก:เรื่องราวเหนือกาลเวลา’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 21.18 น.

วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 เวลา 14.00 น. ณ ห้องออดิทอเรียม (ชั้น 5)หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ร่วมปาฐกถาพิเศษและเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ เรื่อง “ฟิล์มกระจก: เรื่องราวเหนือกาลเวลา” โดยมีนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกรมศิลปากร และผู้บริหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ

จากนั้น นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวรายงานการจัดนิทรรศการ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ฟิล์มกระจก: เรื่องราวเหนือกาลเวลา” จากนั้น ไปยัง ห้องนิทรรศการ ชั้น ๘ เพื่อเปิดนิทรรศการเรื่อง “ฟิล์มกระจก: เรื่องราวเหนือกาลเวลา” ชมนิทรรศการและลงนามในสมุดเยี่ยมชม โดยมีนายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร และท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เป็นผู้นำชมภาพถ่ายจากฟิล์มกระจกที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งจากภาพถ่ายชุดหอพระสมุดวชิรญาณ ที่องค์การยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกเมื่อปี พ.ศ. 2560 กล่องที่ 1– 24 และ 50 – 52 ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 1,000 ภาพ บอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทยในอดีต รวมทั้งวิถีชีวิตของชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 7 ทั้งนี้ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิพร้อมผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับภาพถ่ายโบราณร่วมจัดทำคำบรรยายและคัดเลือกภาพถ่าย จำนวน 205 ภาพ นำมาจัดพิมพ์หนังสือในชื่อ “ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์” เล่ม 2 ซึ่งมีเนื้อหาแบ่งเป็น 2 หมวด ประกอบด้วย หมวดที่ 1 พระนคร แบ่งเป็น 12 หมวดรอง ได้แก่ พระราชวังและวัง พระราชพิธี ศาสนสถาน แม่น้ำลำคลองถนน ยานพาหนะ โรงเรียน โรงพยาบาล โรงมหรสพ อาคารพักอาศัย อาคารสำนักงาน ห้างร้าน และอาคารเบ็ดเตล็ด และหมวดที่ 2 หัวเมือง แบ่งเป็น 4 หมวดรอง ได้แก่ พระราชวัง เสด็จประพาส เสด็จตรวจราชการ และโบราณสถาน ต่อมา ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน ได้นำภาพถ่ายจากหนังสือ ร่วมกับภาพถ่ายชุดอื่น ไปออกแบบเนื้อหาและนำเสนอในรูปแบบนิทรรศการภายใต้ชื่อ “ฟิล์มกระจก: เรื่องราวเหนือกาลเวลา” รวมทั้งสิ้น 102 ภาพ แบ่งเป็น 4 ส่วน ดังนี้

ส่วนที่ 1: ปฐมบรรพ การเสด็จประพาสหัวเมืองของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นภาพการเสด็จประพาสหัวเมืองต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ และการเสด็จประพาสต้น คือ การเสด็จพระราชดำเนินส่วนพระองค์ เพื่อได้ทรงใกล้ชิดและทราบทุกข์สุขของประชาชน ทำให้ราษฎรได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระองค์อย่างใกล้ชิด

ส่วนที่ 2 ทุติยบรรพ สยามอันสุขสงบในรอยต่อของกาลเวลา เป็นภาพวิถีชีวิตที่ธรรมดาเป็นกิจวัตรของผู้คนในกรุงเทพฯ ให้บรรยากาศของความสุขสงบ เรียบง่ายของผู้คนและบ้านเมือง

ส่วนที่ 3 ตติยบรรพ ตะวันออกบรรจบตะวันตก เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นบทบาทของชาวตะวันตกที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7

ส่วนที่ 4 จตุตถบรรพ เร่งรุดไปข้างหน้า เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงการรับอิทธิพลของชาติตะวันตกที่ทำให้สยามประเทศขณะนั้นเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการสร้างและเชื่อมโยงระบบเส้นทางรถไฟ ซึ่งนำไปสู่การเติบโตทางการปกครอง เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวนิทรรศการ “ฟิล์มกระจก: เรื่องราวเหนือกาลเวลา” กำหนดเปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม – 20 กันยายน 2563 ระหว่างเวลา 10.00 – 19.00 น. ทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ผู้สนใจสามารถเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังได้

จัดให้มีการเสวนาวิชาการ จำนวน 2 ครั้ง ณ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ในวันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม 2563 หัวข้อ เบื้องหลังการอ่านภาพฟิล์มกระจก และในวันเสาร์ ที่ 15 สิงหาคม 2563 หัวข้อ เล่าเรื่องการเก็บรักษาฟิล์มกระจกและภาพเก่า สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ www.nat.go.th หรือ facebook ของกรมศิลปากร และสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือโทรศัพท์ หมายเลข 02282 8423 ต่อ 228
 

พนักงานองค์การค้าฯยื่นขอรับเงินชดเชยแล้ว400รายจาก961ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504239

พนักงานองค์การค้าฯยื่นขอรับเงินชดเชยแล้ว400รายจาก961ราย

พนักงานองค์การค้าฯยื่นขอรับเงินชดเชยแล้ว400รายจาก961ราย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 12.43 น.

“ผอ.องค์การค้าฯ”เผยพนักงานเจ้าหน้าที่องค์การค้าฯยื่นขอรับเงินชดเชยแล้ว400รายจาก961ราย มั่นใจก่อนสิ้นเดือนก.ค.นี้เสนอแผนฟื้นฟูให้บอร์ดพิจารณาได้

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 นายอดุลย์ บุสสา ผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.กล่าวว่า องค์การค้าของ สกสค.ได้แจ้งแนวทางการจ่ายเงินชดเชยเงินบำเหน็จและเงินอื่นๆ ตามสิทธิ์และตามกฎหมายที่พนักงานเจ้าหน้าที่องค์การค้าของ สกสค.จะได้รับ มีดังนี้ 1.เงินค่าชดเชยเบื้องต้น 100,000 บาท เพื่อเยี่ยวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่องค์การค้าฯ ซึ่งสามารถยื่นขอรับงินค่าชดเชยภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 เนื่องจากองค์การค้าของ สกสค.จะต้องสรุปยอดเงินที่จ่ายให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ไปแล้ว รวมทั้งเงินบำเหน็จ และเงินอื่นๆ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่องค์การค้าฯพึงได้รับตามสิทธิ์ ให้คณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค.ทราบ

2.หลังจากวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 พนักงานเจ้าหน้าที่องค์การค้าฯสามารถยื่นขอรับเงินค่าชดเชยเต็มตามจำนวนได้ที่สำนักบริหารการเงินและบัญชี (วันเวลาจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง) 3.ส่วนผู้ที่รับเงินค่าชดเชยเบื้องตัน 100,000 บาท ไปแล้ว ให้มายื่นขอรับเงินค่าชดเชยตามสิทธิ์เต็มจำนวนได้ที่สำนักบริหารการเงินและบัญชี (วันเวลาจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง) 4.สำหรับเงินค่าวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่พนักงานเจ้าหน้าที่องค์การค้าฯ ไม่ได้ใช้สิทธิ์ จะคำนวณวันหยุดดังกล่าวที่เหลือใน 10 เดือน (ตุลาคม 2562 – กรกฎาคม 2563) โดยตัดเกณฑ์ 10 วัน หากใช้ไม่ถึง 10 วัน เหลือเท่าไรจะคำนวณเป็นเงินตามอัตราค่าตอบแทนของแต่ละคน ตามระเบียบขององค์การคของ สกสค.

5.กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งองค์การค้าของ สกสค.ที่ 75/ 2563 ให้หยุดงานเพื่อรับเงิน 75% ของเงินเดือนปัจจุบัน (ประจำเดือนมิถุนายน 2563) องค์การค้าของ สกสค. ได้รับหนังสือแจ้งจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแล้ว ทั้งนี้ องค์การค้าของ สกสค.จะนำเสนอคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค.เพื่อดำเนินการต่อไป 6.สำหรับเงินเดือนกรกฎาคม 2563 องค์การค้าของ สกสค.ได้ดำเนินการติดตามข้อหารือจากสำนักงานประกันสังคม อยู่ระหว่างรอการตอบกลับ ภายในเดือนกรกฎาคม 2563

นายอดุลย์ กล่าวต่อว่า ภายหลังจากที่บอร์ดองค์การค้าของ สกสค.มีมติ ให้องค์การค้าฯ จ่ายเงินชดเชยเบื้องต้นเพื่อเยี่ยวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้พนักงานเจ้าหน้าที่องค์การค้าฯที่เลิกจ้าง รายละ 100,00 บาท ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมาแล้วนั้น จนถึงขณะนี้ได้มีพนักงานเจ้าหน้าที่องค์การค้าฯมายื่นขอรับเงินชดเชยแล้วจำนวน 400 ราย จาก 961 ราย ทั้งนี้ เนื่องจากติดวันหยุดยาว อย่างไรก็ตาม ก็อยากให้พนักงานเจ้าหน้าที่องค์การค้าฯทยอยมายื่นขอรับเงินเพื่อนำไปบรรเทาความเดือดร้อน ส่วนบางคนที่รอรับเงินชดเชยจากทุกส่วนในครั้งเดียวกันก็ไม่มีปัญหา

นายอดุลย์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ตนกำลังเร่งทำแผนฟื้นฟูองค์การค้าฯ เพื่อนำเสนอที่ประชุมบอร์ดองค์การค้าฯ คาดว่าภายในปลายเดือน ก.ค.นี้ จะนำเสนอได้

“ผมก็พยายามเร่งทำแผนฟื้นฟูองค์การค้าอยู่ ก็จะทำให้เสร็จก่อนสิ้นเดือน ก.ค.นี้ ตอนนี้กำลังวางกำลังคนที่จะเข้ามาทำงาน แต่ด้วยสถานการณ์ขององค์การค้าฯขณะนี้จึงยังไม่นิ่ง เมื่อนิ่งแล้วผมก็จะนำเสนอให้ที่ประชุมบอร์ดองค์การค้าฯ พิจารณาให้เร็วที่สุด” นายอดุลย์ กล่าว

แอพแรกของโลก ผลงาน ‘นศ.มธ.’ ช่วยตร.สางคดี พัฒนา AI เช็คกระสุนปืนรู้ผลเร็ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504149

แอพแรกของโลก  ผลงาน‘นศ.มธ.’ช่วยตร.สางคดี  พัฒนาAIเช็คกระสุนปืนรู้ผลเร็ว

แอพแรกของโลก ผลงาน‘นศ.มธ.’ช่วยตร.สางคดี พัฒนาAIเช็คกระสุนปืนรู้ผลเร็ว

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นักศึกษาวิศวะธรรมศาสตร์ สุดยอดคิดค้นนวัตกรรมใหม่ แอพพลิเคชั่นแรกในโลก ตรวจสอบหัวกระสุนปืนด้วย “AI” วิเคราะห์ผลตรวจวัตถุพยานในจุดเกิดเหตุได้แม่นยำถึง 98% และรู้ผลเร็วใน 62 วินาที ต่างจากวิธีเดิมที่ใช้เวลาถึง 30 วันถือเป็นแอพฯแรกในโลก เตรียมขยายผลใช้สนับสนุนตำรวจสืบสวนติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีได้เร็วขึ้น

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม รศ.ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TSE) และอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย เปิดเผยว่า นักศึกษาปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ศึกษาพัฒนานวัตกรรมตรวจสอบหัวกระสุนปืนด้วย AI แอปพลิเคชันแรกของโลก ที่สามารถตรวจสอบหัวกระสุนปืน ในสถานที่เกิดเหตุจริง พร้อมแสดงผลการวิเคราะห์ที่แม่นยำใน 62 วินาที ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) เพื่อลดระยะเวลาในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนคดี เนื่องจากในกระบวนการตรวจสอบตามปกติ จะใช้เวลานานถึง 30 วัน ผ่านการเก็บกระสุนปืน วัตถุพยาน ไปตรวจสอบตำหนิร่องเกลียวสันเกลียวที่เกิดจากกลไกทำงานของปืน ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งต้องใช้เครื่องมือและผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ เมื่อผลออกมาแล้ว จึงจะส่งต่อให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์สืบสวนและสรุปสำนวนคดีต่อไป

รศ.ดร.จาตุรงค์อธิบายเพิ่มเติมว่า แอปพลิเคชันดังกล่าวเป็นการนำ AI เข้ามาช่วยประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งขั้นตอนตรวจสอบคือ นำลูกกระสุนที่ได้จากที่เกิดเหตุ ใส่ลงไปในเครื่องมือที่มีมอเตอร์ที่ถูกควบคุมด้วยระบบฮาร์ดแวร์ จากนั้นใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพตำหนิร่องเกลียว-สันเกลียว ที่เกิดขึ้นบนลูกกระสุนปืน ผ่านแอปพลิเคชันจำแนกหัวกระสุนปืน โดยมอเตอร์ของเครื่องมือจะทำงานด้วยการหมุน 360 องศา เพื่อเก็บภาพแบบพาโนรามา ภายใน 62 วินาที จากนั้นระบบจะวิเคราะห์แสดงผลออกมาให้เห็นว่า ลูกกระสุน ถูกยิงมาจากปืนยี่ห้อใด

ทั้งนี้ ระบบ AI ในงานวิจัยดังกล่าว ได้ผ่านการเก็บตัวอย่างของลูกกระสุนทั้งหมด 898 ลูก จากปืนที่มีสถิติก่อคดีสูงที่สุด 8 ยี่ห้อ ซึ่งได้รับความร่วมมือด้านข้อมูลจากนิสิตปริญญาเอก คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จึงเป็นผลให้ผลลัพธ์ของงานวิจัย แม่นยำและถูกต้องสูงถึง 91-98% ขึ้นอยู่กับยี่ห้อปืนที่ใช้ยิง

รศ.ดร.จาตุรงค์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม แอปพลิเคชัน “ตรวจสอบหัวกระสุนปืนด้วย AI”นั้น อยู่ในขั้นตอนนำไปทดลองใช้งานจริง โดยต้องใช้งานควบคู่กับการวิเคราะห์ผลแบบเดิม เพื่อให้เกิดความถูกต้องสูงที่สุด ซึ่งแอพพลิเคชันดังกล่าว จะช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนทราบยี่ห้อปืนที่ใช้ก่อคดี จำกัดขอบเขตการสืบสวนติดตามตัวคนร้ายให้ได้เร็วขึ้น

“อนาคต เตรียมต่อยอดงานวิจัยด้วยการเก็บตัวอย่างเพิ่มเติม เพื่อให้ระบุขนาดของปืนได้มากขึ้น เนื่องจากงานวิจัยขณะนี้ เก็บตัวอย่างไปเพียงขนาดเดียวคือ 9 มม.หรืออาจสืบค้นได้ว่าเคยมีประวัติการก่อคดีในลักษณะนี้เกิดขึ้นบ้างหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาไทยมีอัตราเกิดอาชญากรรมเกี่ยวกับปืนค่อนข้างสูง โดยเฉลี่ยที่ 30,000 – 40,000 คดีต่อปี”รศ.ดร.จาตุรงค์กล่าว และว่า สำหรับงานวิจัยระบบตรวจสอบหัวกระสุนปืนด้วย AI ถือเป็นครั้งแรกของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่ได้ตีพิมพ์ในวารสาร IEEE Access ซึ่งอยู่ใน Quartile ที่ 1 ของการจัดอันดับวารสารของ Scientific Journal Ranking (SJR) ถือเป็นความภาคภูมิใจของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีโอกาสทำงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ช่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมได้