ทนายอั๋น ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน รัฐปล่อยราคาน้ำมันพุ่ง

ทนายอั๋น ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน รัฐปล่อยราคาน้ำมันพุ่ง

ทนายอั๋น ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน รัฐปล่อยราคาน้ำมันพุ่ง

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.42 น.

วันที่ 7 เม.ย.69 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ  ทนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เดินทางมายื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย กรณีการบริหารจัดการราคาน้ำมันของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขัดต่อรัฐธรรมนูญและละเมิดสิทธิของประชาชน หรือไม่ โดย

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า วันนี้ ตนในฐานะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกรณีที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล และหน่วยงานที่กำกับด้านพลังงาน ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดแพงขึ้นกว่าปกติ ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.2569 เป็นต้นมา รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขึ้นค่าการกลั่นน้ำมันจากเดิม 3บาท/ลิตร มาวันนี้ 7 เม.ย.2569 ค่าการกลั่นน้ำมันกระโดดไปที่ 15-16บาท/ลิตร ประเด็นสำคัญคือ การคิดค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นมา มาจากสต๊อกน้ำมันเดิม ซึ่งเป็นการเอาต้นทุนเดิมที่ยังไม่เกิดสงครามมาคำนวณกับภาวะสงคราม ถือเป็นการกระทำกระทบสิทธิประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 41 และ มาตรา 61 ทั้งที่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องคุ้มครองประชาชนผู้บริโภค

ทนายอั๋น บุรีรัมย์

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี บอกในทำนองว่า ถ้าลดค่าการกลั่น โรงกลั่นจะไม่พอใจ หยุดกลั่นน้ำมันให้ประเทศไทย เดี๋ยวจะเป็นปัญหาบานปลายขึ้น นั้น ทั้งที่ ความเป็นจริง โรงกลั่นที่มีอยู่ 5-6โรง ส่วนใหญ่เป็นโรงกลั่นของรัฐ เป็นของ ปตท. ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้น ถ้านายกรัฐมนตรีไม่สามารถสั่งการหน่วยงานของรัฐได้ แล้วใครจะสั่งได้ ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีออกมาพูดเช่นนี้ เป็นการเอื้อประโยขน์ต่อนายทุนหรือไม่ นายกรัฐมนตรีเลือกยืนอยู่ข้างกลุ่มนายทุนหันหลังให้กับประชาชนหรือไม่” นายภัทรพงศ์ กล่าว

ทนายอั๋น บุรีรัมย์
ทนายอั๋น บุรีรัมย์
ทนายอั๋น บุรีรัมย์
ทนายอั๋น บุรีรัมย์

รองนายกฯ เชน ประเดิมงานวันแรก หารือแก้วิกฤตพลังงาน PM2.5

รองนายกฯ เชน ประเดิมงานวันแรก หารือแก้วิกฤตพลังงาน PM2.5

รองนายกฯ เชน ประเดิมงานวันแรก หารือแก้วิกฤตพลังงาน PM2.5

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.22 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นวันแรกพร้อมร่วมประชุมหารือเร่งด่วนเพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมมาแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและฝุ่น PM2.5 โดยระบุว่าได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีให้เริ่มปฏิบัติงานทันทีแม้จะยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันมีความเร่งด่วนและส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยจะใช้กลไกของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (กองทุน ววน.) เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนแผนงานวิจัยที่มีอยู่ให้เกิดผลในภาคปฏิบัติอย่างรวดเร็วที่สุด

สำหรับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 กระทรวง อว. เตรียมระดมนวัตกรรมเพื่อรับมือในพื้นที่เสี่ยง 8 จังหวัดภาคเหนือผ่าน 3 กรอบการทำงานหลักคือการป้องกัน บรรเทา และดูแลสุขภาพ โดยจะใช้แอปพลิเคชัน “ตามรอยเผา” เพื่อระบุต้นตอการเผาป่ารายแปลงควบคู่ไปกับการสนับสนุนการทำฝนหลวงและการดับไฟป่าด้วยเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังเร่งกระจายนวัตกรรมป้องกันสุขภาพ เช่น มุ้งความดันบวกและหน้ากากกรองฝุ่น รวมถึงการติดตั้งเซนเซอร์ DustBoy ในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียน (ซึ่งเป็นผลงานของ ศ.ปฏิบัติดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล) พร้อมนำระบบ AI เอกซเรย์ทรวงอกมาใช้ตรวจคัดกรองผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างแม่นยำและรวดเร็ว

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ในส่วนของแผนการระยะกลางและระยะยาว รมว. อว. มีเป้าหมายขยายผลงานวิจัยไปสู่มิติเศรษฐกิจยั่งยืน ทั้งโครงการ Net Zero Campus เพื่อลดคาร์บอนในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ และการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลและพลังงานสะอาดผ่านระบบนิเวศวิจัยที่เข้มแข็ง รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำเพื่อลดต้นทุนการผลิตและลดมลพิษจากการเผาทางการเกษตร ซึ่งหลังจากช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีการขยายการทำงานของ War Room ไปสู่การช่วยเหลือกลุ่ม SME และการควบคุมราคาสินค้าเกษตรและอาหารผ่านนวัตกรรมเพิ่มผลผลิต เพื่อสร้าง Ecosystem ที่สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการไทยสามารถช่วยเหลือกันเองได้ในระยะยาว

ท้ายสุด ศ.ดร.ยศชนัน เตรียมสรุปแนวปฏิบัติการทั้งหมดเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 11 เมษายนนี้ โดยย้ำว่าการแถลงนโยบายในวันที่ 10 เมษายนจะเป็นการแถลงควบคู่ไปกับการปฏิบัติการหรือ Action Plan ที่พร้อมลงมือทำทันที เพื่อขอการสนับสนุนงบประมาณกลางและประสานความร่วมมือข้ามกระทรวง ทั้งมหาดไทย พลังงาน และสาธารณสุข โดยมุ่งหวังจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของกระทรวง อว. ให้เป็นกระทรวงที่สำคัญ ที่สามารถใช้ความรู้และนวัตกรรมเข้ามาคลี่คลายวิกฤตของชาติได้ในทุกมิติอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ลุ้นระทึก 9 เม.ย.นี้! ป.ป.ช.เตรียมส่งศาลฎีกา คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล หากครบถ้วนสมบูรณ์

ลุ้นระทึก 9 เม.ย.นี้! ป.ป.ช.เตรียมส่งศาลฎีกา คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล หากครบถ้วนสมบูรณ์

ลุ้นระทึก 9 เม.ย.นี้! ป.ป.ช.เตรียมส่งศาลฎีกา คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล หากครบถ้วนสมบูรณ์

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.08 น.

เลขาธิการป.ป.ช.ยันคำร้องฟ้องอดีต 44 สส.ก้าวไกล หากครบถ้วนสมบูรณ์  ยื่นศาลฎีกา9เม.ย. ทันที แต่ถ้าเอกสารไม่สมบูรณ์ อาจต้องขยับการส่งคำร้องต่อศาลฎีกาออกไปก่อน 

วันที่ 7 เมษายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร  เลขาธิการกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งคำร้องต่อศาลฎีกาเอาคดีอดีต 44  สส.พรรคก้าวไกล ผิดจริยธรรมร้ายแรงกรณีเข้าชื่อแก้ไขประ มวลกฎหมายอาญา  มาตรา  112  ว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งถ่ายเอกสารประกอบการพิจารณาส่งคำร้อง จำนวน 56 ชุด จำนวนหลายหมื่นแผ่น เพื่อส่งให้องค์คณะศาลฎีกาและฝ่ายเลขานุการศาลฎีกา โดยในวันที่  9  เม.ย. เจ้าหน้าที่จะส่งเอกสารทั้งหมดให้ฝ่ายเลขาธิการ ถ้าเห็นว่าเอก สารประกอบคำร้องต่างๆ มีความครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จะส่งคำร้องต่อศาลฎีกาได้ในวันที่ 9 เม.ย. แต่ถ้าเอกสารต่างๆจะไม่สมบูรณ์ครบถ้วน  อาจต้องขยับการส่งคำร้องต่อศาลฎีกาออกไปก่อน ยืนยัน  ป.ป.ช.เร่งทำงานเต็มที่  ถ้ามีความพร้อมจะยื่นทันทีในวันที่ 9  เม.ย.แน่นอน

เมื่อถามว่า หาก ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาวันที่ 9  เม.ย.จะตรงกับวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาพอดี  นายสุร พงษ์  กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับการเมืองแน่นอน หากมีการยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาในวันดังกล่าวจริง  ตามกระบวนการเป็นแค่การยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา  จากนั้นศาลฎีกาจะตั้งองค์คณะ เพื่อตรวจสอบและพิจารณาคำร้องจาก  ป.ป.ช.ก่อนจะมีคำสั่งจะรับคำร้อง  และให้ผู้ถูกกล่าวหายุติการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนหรือไม่  ซึ่งยังไม่รู้จะเป็นวันใด เป็นอำนาจวินิจฉัยของศาลฎีกา 

ไม่มีออมมือชำแหละนโยบายรัฐ อรรถกร ลั่น กล้าธรรม จัดเต็มฝ่ายค้าน

ไม่มีออมมือชำแหละนโยบายรัฐ อรรถกร ลั่น กล้าธรรม จัดเต็มฝ่ายค้าน

ไม่มีออมมือชำแหละนโยบายรัฐ อรรถกร ลั่น กล้าธรรม จัดเต็มฝ่ายค้าน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.02 น.

7 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา(วิปวุฒิสภา) เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมหารือระหว่างประธานรัฐสภา ตัวแทนคณะรัฐมนตรี  (ครม.) ตัวแทนวฝสมาชิกวุฒิสภา(สว.) และตัวแทนสมาชิกสส.ทุกพรรคการเมือง เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เกี่ยวกับเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า วุฒิสภาได้รับการจัดสรรเวลาเหมือนเดิม 4 ชั่วโมง หลังจากเรียกร้องขอเพิ่มเติม เนื่องจากมี สว. ลงชื่ออภิปรายถึง 70 คน เบื้องต้นเตรียมที่จะนัดประชุมวิปวุฒิสภาในวันพรุ่งนี้ (8 เม.ย.) เพื่อกำหนดประเด็นและจำนวนผู้อภิปราย เพื่อตกลงว่าควรลดความซ้ำซ้อนในประเด็นอภิปราย ให้มีเวลาการอภิปรายเพิ่มขึ้น จะได้เนื้อหาสาระ  ทั้งนี้ เชื่อว่าการประชุมจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากทุกฝ่ายยึดระเบียบกติกา ไม่น่าจะมีประเด็นปัญหาอะไร  ตนเชื่อว่าประธานรัฐสภาสามารถควบคุมการประชุมได้ดี 

ด้านนายอรรถกร ศิริลัทธิยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ยืนยันว่า การอภิปรายนโยบายรัฐบาลของพรรคกล้าธรรมไม่มีการออมมือ โดยเตรียมประเด็นในการทวงถามนโยบายของพรรครัฐบาลที่ได้หาเสียงเอาไว้กับประชาชน ทั้งพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ที่เคยประกาศเอาไว้ในช่วงหาเสียง โดยจะประเมินว่านโยบายที่นายกรัฐมนตรีและ ครม. ร่วมกันจัดทำและเสนอต่อรัฐสภาจะสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้มากน้อยแค่ไหน

อรรถกร ศิริลัทธิยากร

นายอรรถกร กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้จะไปหารือภายในพรรคกล้าธรรมอีกครั้งหนึ่ง ในการจัดสรรผู้อภิปราย ซึ่งพรรคกล้าธรรมได้เวลาอภิปราย 3.30-4.00 ชั่วโมง โดยไปวางประเด็นไว้ทั้งเรื่องของวิกฤติพลังงาน ภาคการท่องเที่ยว การเกษตร-การศึกษา และภาคสังคมในการดูแลผู้สูงอายุ ยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ไม่มีออมมือ 

อรรถกร ศิริลัทธิยากร
วุฒิชาติ กัลยาณมิตร
วุฒิชาติ กัลยาณมิตร

หายใจลดต้นคอ! ณัฐพงษ์ จี้ เอกนัฏ กางตัวเลขโรงกลั่นให้โลกเห็น ย้ำต้องมีคนรับผิดชอบ-คืนกำไรส่วนเกินคืนสังคม

หายใจลดต้นคอ! ณัฐพงษ์ จี้ เอกนัฏ กางตัวเลขโรงกลั่นให้โลกเห็น ย้ำต้องมีคนรับผิดชอบ-คืนกำไรส่วนเกินคืนสังคม

หายใจลดต้นคอ! ณัฐพงษ์ จี้ เอกนัฏ กางตัวเลขโรงกลั่นให้โลกเห็น ย้ำต้องมีคนรับผิดชอบ-คืนกำไรส่วนเกินคืนสังคม

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.52 น.

ณัฐพงษ์รีบจัด! จี้ รมว.พลังงาน คนใหม่ กางตัวเลขโรงกลั่นให้โลกเห็น ชี้ต้องสมเหตุสมผล หากพบกำไรสูงเกินจริงต้องดึงเงินคืน ย้ำต้องมีคนรับผิดชอบ-คืนกำไรส่วนเกินคืนสังคม

วันที่ 7 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเปิดโปงไอโม่งกักตุนน้ำมันหรือผู้ที่กระทำผิดว่า อยู่ที่ทางรัฐบาลเองเพราะมีอำนาจเต็มอยู่แล้ว ในเมื่อนายกรัฐมนตรีก็ออกมาแถลงแล้วว่าพบความผิดปกติ ฉะนั้น ควรที่จะนำไปสู่บุคคลที่อยู่เบื้องหลังและได้รับผลประโยชน์ตรงนี้ และมีการดำเนินการลงโทษอย่างจริงจัง

เมื่อถามว่าวันนี้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน โดยจะมีการเรียกโรงกลั่นเข้ามาคุยด้วย มีข้อเสนอแนะและคาดหวังอะไรหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนคาดหวังคือตัวเลข จากการที่ประเทศไทยทีมโรงกลั่นอาจจะใช้อ้างอิงน้ำมันสำเร็จจากสิงคโปร์ และทำให้เห็นชัดว่าค่าการกลั่น เพิ่มขึ้นสูงในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ปกติก่อนหน้านี้ ต้นทุน และค่าการกลั่นอาจจะไม่ได้สูงขนาดนี้ เมื่อจะเรียกโรงกลั่น ทุกโรงมาชี้แจงแล้ว หากได้ข้อมูล ข้อเท็จจริง อย่างไรก็ขอให้กางออกมาให้ประชาชนได้เห็น และสิ่งที่จำเป็นในขณะนี้ คือการได้กำไรที่เป็นธรรม และสมเหตุสมผล หากมีตัวเลขที่สูงเกินไป ก็จะต้องมีการเรียกคืนผลประโยชน์ที่โรงกลั่นอาจจะเคยได้ในส่วนนั้นไปก่อนหน้านี้กลับคืนมาบางส่วน รวมถึงมาตรการหรือโครงสร้าง การปรับปรุงที่จะทำอย่างไรให้ค่าการกลั่นต่อจากนี้ ในอนาคตเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องจำนวนตัวเลขของค่าเกินไปแล้วจะมีการเรียกคืนนั้น ขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถเปิดเผยออกมาได้ว่าตัวเลขไหนเหมาะหรือไม่เหมาะ เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม แต่สิ่งที่จะทำให้เราได้คำตอบ คือการเอาเรื่องของตัวเลข ต้นทุน กำไร ของโรงกลั่น ทั้งหมดของโรงกลั่น ตลอดจนซัพพลายเชนมากางให้เห็น ฉะนั้น การที่นายเอกนัฏ เรียกโรงกลั่นมาชี้แจง ผลประชุมในวันนี้ก็ควรที่จะเปิดเผยตัวเลขให้สาธารณะชนได้รับทราบ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เอาจริง! เอกนัฏ สั่งลุยโรงกลั่น ยื่นคำขาด ไม่คืนเงิน เจอสั่งหั่นราคาหน้าโรงกลั่น

บิ๊กดุลย์ ตรวจเยี่ยม สทป. ดันพึ่งพาตนเองด้านอาวุธ ย้ำ บูรณาการศูนย์ฝึกโดรนร่วมเหล่าทัพ

บิ๊กดุลย์ ตรวจเยี่ยม สทป. ดันพึ่งพาตนเองด้านอาวุธ ย้ำ บูรณาการศูนย์ฝึกโดรนร่วมเหล่าทัพ

บิ๊กดุลย์ ตรวจเยี่ยม สทป. ดันพึ่งพาตนเองด้านอาวุธ ย้ำ บูรณาการศูนย์ฝึกโดรนร่วมเหล่าทัพ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.43 น.

รมว.กห. ตรวจเยี่ยม สปท. ผลักดันนโยบายรัฐบาล พึ่งพาตนเอง  ย้ำ บูรณาการศูนย์ฝึกโดรนร่วมเหล่าทัพ หนุนภารกิจชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 7 เมษายน 2569 ที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ณ อาคาร สทป. (แจ้งวัฒนะ) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เยี่ยมชมและรับฟังบรรยายสรุป  การพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ โดยเฉพาะการนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ เพื่อให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งเป็นการเดินทางมายังหน่วยงานภายใต้สังกัดของ กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยแรกหลังเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

โดยสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศได้นำ ยุทโธปกรณ์ ที่กองกองทัพมี รวมถึงที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและกำลังจัดหา เช่น หุ่นยนต์ทางยุทธวิธี ระบบจรวดหลายลำกล้อง รถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์  หุ่นยนต์เก็บคู่วัตถุระเบิด  หุ่นยนต์ตรวจการขนาดพกพา รวมถึง อากาศยานไร้คนขับ ซึ่ง ได้รับการรับรองจากสถาบันฝึกอบรมด้านการบินจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ พลโทอดุลย์ ได้ให้ความสนใจ พร้อมกับสอบถามว่าในช่วงการ สู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาได้นำองค์ความรู้ จากศูนย์นี้ ไปปรับใช้หรือมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร พร้อมกันนี้ยังกล่าวถึงแนวทางการบูรณาการศูนย์ดังกล่าวร่วมกับแนวคิด ตั้งฝูงบินอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งกองทัพบก กำลังดำเนินการ เช่น ฝูงบินฟินิกซ์  หน่วยเฉพาะกิจของกองกำลังนเรศวร กองพลทหารราบที่ 4 และเปิดฝึกอบรมนักบินอากาศยานไร้คนขับในส่วนของทหาร มาแล้วมากกว่า 400 คน และในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ก็ได้ส่ง อากาศยานไร้คนขับจำนวนหนึ่งไปปฏิบัติการรบจริงและประสบความสำเร็จมาแล้ว ซึ่งจะมีการบูรณาการร่วมกัน และจะต้องหารือกันอีกครั้งเพื่อให้มองไปในภาพเดียวกัน ไม่เฉพาะแค่อากาศยานไร้คนขับที่ใช้เพื่อความมั่นคงเท่านั้น แต่จะรวมไปถึงใช้เพื่อภัยพิบัติด้วย

รมว.กลาโหม ยังเน้นย้ำว่า สถานการณ์ทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ดังนั้นหลายประเทศต้องหันมาพึ่งพาตนเอง ซึ่งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศสามารถวิจัยและพัฒนายุทโธปกรณ์ต่างๆได้เอง เช่นเครื่องกระสุน หรือแม้แต่อากาศยานไร้คนขับที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง และได้มาตรฐานระดับสากล ทั้งหมดถือเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะผลักดันให้ประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาต่างชาติ

ปลัด ศธ. เอาจริง จ้งความดำเนินคดีเพจดัง มือแชร์ บิดเบือนข้อมูลทำเสียชื่อเสียง

ปลัด ศธ. เอาจริง จ้งความดำเนินคดีเพจดัง มือแชร์ บิดเบือนข้อมูลทำเสียชื่อเสียง

ปลัด ศธ. เอาจริง จ้งความดำเนินคดีเพจดัง มือแชร์ บิดเบือนข้อมูลทำเสียชื่อเสียง

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.30 น.

วันที่ 7 เม.ย.2569 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โพสต์ผ่านเฟชบุ๊ก Suthep Kaengsanthai  ระบุว่า ขออนุญาตใช้สิทธิตามกฏหมายในการปกป้องชื่อเสียงของตนเองจากกรณี ถูกบิดเบือนข้อเท็จจริง เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ  รวมถึง เพจ  ผู้ส่งข้อมูล ให้เพจ ผู้แชร์  ผู้คอมเม้นท์ และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในคดีสร้างและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ, หมิ่นประมาท, พรบ. คอมฯ, PDPA ฯลฯ

ทั้งนี้ ผมได้ไปแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้ว ในส่วนของคดีอาญา และจะมอบหมายให้ทนายดำเนินการในส่วนของคดีแพ่งต่อไปจึงเรียนมาเพื่อทราบครับ

เทพ ปลัดศธ.
เทพ ปลัดศธ.

เท้ง เปิดธีม พอแล้วไม่ไหวแล้ว วาง 20 ขุนพลชำแหละนโยบายรัฐบาล

เท้ง เปิดธีม พอแล้วไม่ไหวแล้ว วาง 20 ขุนพลชำแหละนโยบายรัฐบาล

เท้ง เปิดธีม พอแล้วไม่ไหวแล้ว วาง 20 ขุนพลชำแหละนโยบายรัฐบาล

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.24 น.

’พรรคส้ม‘ เปิดธีมชำแหละนโยบายรัฐบาล! ‘พอแล้วไม่ไหวแล้ว’ วาง ‘20ขุนพล’ ลับมีดรอไม่มีพูดซ้ำซ้อนแน่นอน แตะเบรก ‘รัฐบาล’ ไม่ต้องดักคอ ‘ฝ่ายค้าน’ ทำให้เป็นเวที ‘ซักฟอก’ อัด ‘ครม.อนุทิน’ ไร้ความเชื่อมั่น 

วันที่ 7 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 09.10 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า การแถลงนโยบายในครั้งนี้ เรามาในธีม “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” ซึ่งพรรคประชาชน พร้อมที่จะเป็นตัวแทนส่งเสียงสะท้อนไปยังรัฐบาลถึงความเดือดร้อนของประชาชน ตนคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือมองไปข้างหน้า หากเรามองวิกฤตที่ผ่านมา ในเรื่องของฝุ่น PM 2.5 และน้ำมัน รัฐบาลมักตามแก้ปัญหาย้อนหลัง ตั้งแต่มีวิกฤตแรกๆ ก็มีประชาชนสะท้อนว่าอยากให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลว่ามีใครกักตุนน้ำมันหรือไม่ ซึ่งตอนแรกรัฐบาลยืนยันว่าไม่มี แต่สุดท้ายก็ออกมาแถลงอีกแบบว่าสุดท้ายคนที่กักตุนน้ำมันแสวงหาผลประโยชน์ บนความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ วิกฤตเรื่องฝุ่นก็เช่นเดียวกันมีการเกิดขึ้นทุกปี 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า แม้เราเรียกร้องมาโดยตลอดว่าการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอและการให้สวัสดิการที่ดีและเพียงพอ ประกันกลุ่ม ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ และประกันสุขภาพแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรามักเห็นการแก้ไขปัญหาย้อนหลัง คือเมื่อเกิดความสูญเสียขึ้น รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องค่อยออกไปแสดงความเสียใจ เราทุกคนมีความเสียใจ แต่จริงๆรัฐบาล ควรบริหารจัดการล่วงหน้าได้ดีกว่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสูญเสีย

เมื่อถามว่า จะชู 2 ประเด็นดังกล่าวนี้ใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นี่เป็นวิกฤตเฉพาะหน้าที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนมากๆ อยู่ในขณะนี้ แต่จริงๆ ต้องบอกว่าประเทศเรามีวิกฤตเรื่องเศรษฐกิจที่โตรั้งท้าย เช่น ปัญหาด้านการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม หรือตลาดพลังงานที่เราเรียกร้องให้มีการเปิดเสรี การเกณฑ์ทหาร โดยพรรคประชาชนได้เตรียมผู้อภิปรายไว้ไม่ต่ำกว่า 20 คน คงจะอภิปรายทุกอย่างได้อย่างรอบด้าน โดยตนจะเป็นผู้อภิปรายเปิด แล้วตามด้วยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ชุดแรกอาจจะเป็นการเปิดอภิปรายด้วยประเด็นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนรอฟังอยู่ทั้งประเทศ และจะมีการอภิปรายต่อเนื่องจนครบทุกด้าน

เมื่อถามว่า หลังจากได้เห็นตัวร่างนโยบายของรัฐบาลแล้วประเมินว่าเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากที่เห็นความพยายามที่จะปรับให้มีอะไรใหม่ๆ เช่น การที่มีการตั้งคลัสเตอร์ ยุทธศาสตร์การบริหารแบบบูรณาการขึ้นมา 5 กลุ่ม ตนเชื่อว่าสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล พยายามทำ คือเขาพยายามที่จะเอานโยบายของพรรคอื่นๆ ที่อาจจะเห็นว่าดีไปมัดรวมกัน ซึ่งหากดูเฉพาะในเรื่องของนโยบายตนคิดว่าในหลักการไม่ได้ติดขัด หลายอย่างพรรคประชาชนก็เคยนำเสนอในส่วนนี้ เช่น เรื่องโครงสร้างของทีมบริหาร 

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า แต่การออกแบบโครงสร้างผังบริหาร นโยบายที่เอาจากพรรคอื่นๆ มามัดรวมกันอาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่จำเป็นของประเทศไทยในขณะนี้ คือการขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีพลัง นโยบายจะขับเคลื่อนอย่างมีพลังได้ต้องมีการร่วมมือจากทุกส่วน สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือการไว้เนื้อเชื่อใจ สิ่งที่เป็นปัญหาสูงสุดของรัฐบาลในขณะนี้คือประชาชนและภาคเอกชน ขาดความเชื่อมั่น เชื่อใจในรัฐบาล กับการที่ประชาชนตั้งคำถามว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ที่มาที่ไปของฐานอำนาจของรัฐบาลชุดนี้ ตกลงมาจากไหน

”เราอาจจะเห็นโฉมหน้าของรัฐบาล คณะรัฐมนตรี (ครม.) หลายคนที่อาจจะมีความรู้ความสามารถจริงในบางสาย แต่โดยส่วนใหญ่เรายังเห็นโฉมหน้าของครม.ที่มาจากโควตาทางการเมือง ซึ่งพวกเรายืนยันมาโดยตลอดว่า โฉมหน้าของครม. ลักษณะนี้ต่อให้จะมีนโยบายที่สวยหรูขนาดไหน ก็อาจจะไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างใหญ่ๆ ได้ หากไม่กล้าชนกับคอรัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า จากบริบททางการเมืองหรือนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ประเมินว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ครบเทอม 4 ปีหรืออยู่ได้ยาวหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะอยู่ครบเทอมหรือไม่ครบเทอม ตนคิดว่าอยู่ที่รัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับให้กับประชาชนหรือไม่ การแถลงนโยบายคือจุดเริ่มต้นสิ่งที่ตนคิดว่าสิ่งสำคัญไม่แพ้คือการทำให้ประชาชนเห็นว่าที่มาของรัฐบาลชุดนี้มีความถูกต้อง ซึ่งความชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ควรเริ่มต้นมาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม เช่น ความผิดปกติที่จังหวัดสุพรรณบุรี เขต 2 ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นผู้สมัครของสส.พรรคภูมิใจไทย ไม่จำเป็นต้องรอการแสวงหาข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจริงๆ การตรวจสอบคนในพรรคตัวเอง สามารถดำเนินการทำได้เลย โดยในขณะนี้เราพยายามเดินหน้าทุกช่องทาง และดำเนินการเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินคดีทุกช่องทาง สามารถทำได้ โดยฝ่ายกฎหมายของพรรค นำโดยนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ดำเนินการเรื่องนี้อยู่ รวมถึงบุคคลที่อยู่ในครม. ต้องไม่มีผลประโยชน์ โดยก่อนหน้านี้เราก็เห็นนายกรัฐมนตรีออกมาปกป้องนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่ทำไมไม่แสดงความบริสุทธ์ใจก่อนหน้านี้ 

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าฝั่งรัฐบาลจะมองว่าฝ่ายค้านใช้เวทีนี้เป็นเวทีซักฟอก นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเวทีในสภา ทุกเวทีคือเวทีซักฟอกรัฐบาลอยู่แล้ว แต่จะเป็นการซักฟอกหนักแบบอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือซักฟอกแบบปกติที่เราต้องตรวจสอบรัฐบาลทุกวัน ตนคิดว่าเป็นกลไกธรรมดาของรัฐสภาที่เราต้องใช้กลไกไม่ว่าจะเป็นการตั้งกระทู้ถาม การอภิปราย หรือในคณะกรรมาธิการ ในการซักฟอกรัฐบาลทุกอันอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า การอภิปรายจะซ้ำซ้อนหรือไม่ เนื่องจากนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็เคยระบุว่าไม่อยากให้มีการอภิปรายที่ซ้ำซ้อน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ดูที่เนื้อหาเชื่อว่าผู้อภิปราย 20 คน ของพรรคประชาชน เตรียมเนื้อหาการอภิปรายมาอย่างดี แบ่งพาร์ทกันมาอย่างดี ไม่มีการอภิปรายซ้ำซ้อนแน่นอน ส่วนผู้อภิปรายอื่นๆ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาควรที่จะพยายามควบคุมเนื้อหาการอภิปรายของตนเองไม่ให้มีความซ้ำซ้อน

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาพรรคประชาชนถูกโจมตีมาโดยตลอด มีวิธีการรับมืออย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเราทำหน้าที่ของเราอย่างตรงไปตรงมา หากจะมีการใช้ข้อบังคับหรือเทคนิควิธี เพื่อที่จะพยายามตีรวน กระบวนการในสภาเราเองก็พร้อมที่จะลุกขึ้น วิธีการตอบโต้ แต่ตนไม่อยากให้เวทีสภาที่ประชาชนรอรับฟังว่ารัฐบาลมีนโยบายอะไรบ้าง ตอบโจทย์หรือไม่ตอบโจทย์ สุดท้ายกลายเป็นว่า สมาชิกรัฐสภาในฐานะที่จะต้องตรวจสอบ การทำงานของรัฐบาล มาทะเลาะกันเอง ไม่อยากให้เวทีนี้เป็นเวทีที่ประชาชนติดตามแล้วรู้สึกว่ารัฐสภาไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง 

ดาชัย ซัด รัฐบาล อวดรถไฟฟ้าของเล่นคนรวย เมินชาวบ้านไม่มีเงินเติมน้ำมัน

ดาชัย ซัด รัฐบาล  อวดรถไฟฟ้าของเล่นคนรวย เมินชาวบ้านไม่มีเงินเติมน้ำมัน

ดาชัย ซัด รัฐบาล อวดรถไฟฟ้าของเล่นคนรวย เมินชาวบ้านไม่มีเงินเติมน้ำมัน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.22 น.

เมื่อวันที่ 7 เม.ย.เวลา 12.40 น.นายดาชัย เอกปฐพี สส.ลำปาง เขต 2 พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤตค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูง กระทบโดยตรงต่อพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัดซึ่งยังต้องพึ่งพารถกระบะดีเซลในการทำมาหากิน แม้ปัจจุบันสถานการณ์น้ำมันจะไม่ได้ขาดแคลน และมีเพียงพอในทุกปั๊ม แต่ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ราคาน้ำมันที่แพงเกินกำลังของประชาชนฐานราก โดยเฉพาะเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า และแรงงานนอกระบบ ที่ต้องแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงในทุกวัน คนต่างจังหวัดบ้านผม ยังใช้รถกระบะดีเซลทำมาหากินอยู่ ราคาน้ำมันดีเซลแพงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือความอยู่รอดของคนทั้งประเทศ 

นายดาชัย กล่าวต่อว่า ตนเห็นนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)ออกมาแสดงความชื่นชมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดปริมาณการใช้พลังงาน สิ่งที่ทำก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่มันสำหรับคนรวยที่จะสามารถซื้อรถยนต์ไฟฟ้าได้ แต่สำหรับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะคนจน ไม่มีทางเลือกนั้น เพราะราคารถไฟฟ้ายังสูงเกินเอื้อม และโครงสร้างพื้นฐานรองรับในต่างจังหวัดก็ยังไม่พร้อมอีกด้วย คนไทยส่วนใหญ่จึงยังต้องดิ้นรนกับต้นทุนพลังงานแบบเดิม

ดาชัย เอกปฐพี

“นี่ไม่ใช่วิกฤตราคาน้ำมัน แต่คือวิกฤตความล้มเหลวของการบริหารประเทศของรัฐบาล วันนี้รัฐบาลกำลังบริหารประเทศเพื่อใครกันแน่ เพราะในขณะที่คนรากหญ้ากำลังหายใจรวยริน กลับมีการผลักดันภาพฝันเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งที่ความจริงคือคนส่วนใหญ่ ไม่มีปัญญาแตะ บางคนแม้แต่จะเอาเงินที่ไหนมาเติมน้ำมันให้พอวิ่งทำงานในวันพรุ่งนี้ก็ยังไม่รู้” นายดาชัย กล่าว

นายดาชัย กล่าวต่อด้วยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังกัดกินทั้งระบบเศรษฐกิจฐานราก เพราะเมื่อน้ำมันแพง ต้นทุนขนส่งก็เพิ่ม ราคาสินค้าก็ขยับขึ้น สุดท้ายประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมรับภาระโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ชาวบ้านเขาถึงถามพวกท่านว่า รวยกันพอหรือยังครับ ?

ดาชัย เอกปฐพี

สงกรานต์นี้สบายใจได้! รมว.กลาโหม ยันชายแดนไทย-เขมรไร้แววรบ

สงกรานต์นี้สบายใจได้! รมว.กลาโหม ยันชายแดนไทย-เขมรไร้แววรบ

สงกรานต์นี้สบายใจได้! รมว.กลาโหม ยันชายแดนไทย-เขมรไร้แววรบ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.19 น.

“บิ๊กดุลย์” ลั่น หากมีปะทะรอบ3 สู้รบขนาดใหญ่ เชื่อ กัมพูชา ต้องประเมินรบไทยหรือไม่  ขอ ประชาชน อย่ากังวล  เผย “กัน จอมพลัง” ช่วยได้มากช่วงชายแดนวิกฤติ ชี้ ขั้นตอนเบิกจ่ายรัฐบาล 3 เดือน รอไม่ได้  แต่ไม่ควรเกินเลย 

วันที่ 7 เมษายน 2569 ที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ณ อาคาร สทป. (แจ้งวัฒนะ) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณี นายสนธยา สวัสดี ยื่นหนังสือขอให้ยุติการสนับสนุนการเคลื่อนไหว กัน จอมพลัง ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และให้ตรวจสอบการใช้เงินของมูลนิธิว่า  ต้องเข้าใจว่าในช่วงการสู้รบมีวิกฤต แม้รัฐบาลจะมีงบประมาณให้ แต่ความต้องการในขณะนั้น ต้องใช้อย่างเร่งด่วน ต้องการความรวดเร็ว แต่รัฐบาลมีขั้นตอนทางราชการที่ต้องใช้เวลา3 เดือน เมื่อมีภาคเอกชนหรือประชาชนมาช่วย เพื่อให้เพื่อความรวดเร็ว เช่น ทำบังเกอร์เพื่อความปลอดภัย ทั้งหมดเป็นเรื่องของความรัก ที่มีให้ทหารที่รักษาอธิปไตย แต่หากเกินเลยไปมากกว่านี้ ก็ต้องไปตรวจสอบ เพราะในสถานการณ์ในขณะนี้รัฐบาลมีงบประมาณให้แล้ว

ส่วนกระแสข่าวการสู้รบในรอบ 3  นั้น ขอให้มั่นใจข้อมูลของทางการและทหารในพื้นที่ หากจะมีการสู้รบจะต้องการแจ้งเตือน และอพยพประชาชน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีการรบกัน โดยมีประชาชนอยู่ในพื้นที่  

ส่วนตัวประเมินว่าหากจะมีการสู้รบอีกครั้งก็จะเป็นการสู้รบขนาดใหญ่ ซึ่งหากเป็นประเทศฝั่งตรงข้ามก็ต้องคิดว่าจะมารบกับเราอีกหรือไม่ ดังนั้นขอให้ประชาชนเชื่อมั่น ทหารทุกระดับชั้น จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เล่นสงกรานต์ให้มีความสุข แต่หากมีการแจ้งเตือน ว่าโอกาสจะมีน้อยมาก ก็มีแผนรองรับอยู่แล้ว 

นอกจากนี้ ตนมีกำหนดการลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วงสงกรานต์ เพื่อเป็นกำลังใจทหารที่อยู่แนวหน้า พร้อมฝากถึงประชาชน ว่าในขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนาน ยังมีคนอีกกลุ่ม ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน พร้อมเชิญสื่อมวลชนร่วมลงพื้นที่ชายแดนกับตัวเองด้วย