เป็นหน้าที่จำเลยต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาล ดร.ณัฏฐ์ ไขปมดรามา อนุทิน ยิงโจรในบ้าน ชี้ยิงแล้วไม่ผิดเลยไม่ได้

เป็นหน้าที่จำเลยต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาล ดร.ณัฏฐ์ ไขปมดรามา อนุทิน ยิงโจรในบ้าน ชี้ยิงแล้วไม่ผิดเลยไม่ได้

เป็นหน้าที่จำเลยต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาล ดร.ณัฏฐ์ ไขปมดรามา อนุทิน ยิงโจรในบ้าน ชี้ยิงแล้วไม่ผิดเลยไม่ได้

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.00 น.

 “ดร.ณัฏฐ์” ชี้ นโยบายควบคุมอาวุธปืนเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชน  ปม “อนุทิน”โพสต๋“ยิงโจร” เป็นความผิดกฎหมาย อ้างป้องกัน เป็นหน้าที่จำเลยต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาล

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 สืบเนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์เฟซบุ้กส่วนตัว ตั้งค่าสาธารณะว่า “ป้องกันตัวในบ้าน จริงๆก็ไม่ได้ ยิงโจรในบ้าน ก็ผิดอยู่ดี กฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น” ทำให้กระแสร้อนแรงทางการเมือง โดยพรรคการเมืองฝ่ายค้านออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ยิงโจรในบ้าน ไม่เป็นความผิดนั้น

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า กรณี นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.3 สมัย จังหวัดนนทบุรี ได้ใช้อาวุธปืนสังหาร พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิตที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กำหนดนโยบายรัฐบาลในการควบคุมอาวุธปืนเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชน  ผลต่อเนื่องจากโศกนาฎกรรมหมู่ กรณีเด็กนักเรียนรายหนึ่งได้ใช้อาวุธปืนเถื่อนสังหารตาและยายในบ้านพักและนำอาวุธปืนติดตัวไปโรงเรียนแล้วก่อเหตุยิงผู้บริหารการศึกษาและครู รวมถึงนักเรียนในโรงเรียนแห่งเดียวกัน

นโยบายควบคุมอาวุธปืนเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชน โดยประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนและเป็นความผิดเฉพาะตัว ตาม พรบ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 และฉบับแก่ไขเพิ่มเติม ม.7,8 ทวิ,12,24,72,72 ทวิ โดย มีปืนและพกปืน เป็นคนละความผิดกัน

หากออกแบบปรับปรุบกฎหมายอาวุธปืนฯ มี 2 วิธี วิธีแรก แก้ไขรายมาตรา หรือปรับปรุงใหม่ทั้งฉบับเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย แต่ใช้ระยะเวลาล่าช้า เพราะต้องดำเนินการฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนวิธีที่สอง นายอนุทินฯในฐาน รมว.มหาดไทย ตรากฎหมายฝ่ายบริหาร ที่เรียกว่า “กฎกระทรวงมหาดไทย” สามารถกระทำได้ทันทีเพราะเป็นอำนาจโดยตรงของท่าน เป็นวิธีการที่เหมาะสมและลดอาชญากรรมโดยเร่งด่วน

ส่วนที่ถามว่า ปมกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์เฟซบุ้กส่วนตัว เปิดมเป็นสาธารณะว่า “ป้องก้นตัวในบ้าน จริงๆก็ไม่ได้ ยิงโจรในบ้าน ก็ผิดอยู่ดี กฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น” ในแง่กฎหมาย เป็นความผิดหรือไม่ อย่างไร

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า กรณีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เป็นความผิด ตาม ปอ.ม.288 หากเป็นเหตุฉกรรจ์ เช่น ฆ่าเจ้าพนักงาน หรือฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพิ่มโทษหนักขึ้น ตาม ปอ.ม.289 ระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียว

ส่วนการใช้อาวุธปืนยิงเพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน เป็นเหตุยกเว้นความผิด พฤติการณ์แห่งคดีต้องดูการกระทำแต่ละเรื่องๆไป ไม่อาจเหมารวมทุกเรื่อง เพราะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนไปกระทำความผิดว่าการยิงโจรไม่เป็นความผิด ตรงนี้ หลายคนไม่เข้าใจกฎหมาย ต้องเอานักการเมืองมาเรียนกฎหมายอาญาพื้นฐานในโครงสร้างความรับผิดทางอาญา แม้จะมีกฎหมายบัญญัติในเรื่องป้องกัน หรือจำเป็นหรือบันดาลโทสะ แต่ภาระการพิสูจน์เป็นหน้าที่ของผู้ต้องหาหรือจำเลยในชั้นศาล มิได้หมายความว่า ยิงโจรแล้ว ไม่ผิดเลย แต่ยังมีหน้าที่ในการพิสูจน์เพื่อให้เข้าข้อยกเว้น ต้องมีพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเชื่อว่า เป็นการกระทำโดยป้องกันตัว ตาม ปอ.ม.68 โดยต้องเข้าเงื่อนไข ต้องเป็นภยันตรายอันประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและภัยอันใกล้จะถึง หากเป็นการกระทำพอสามควรแก่เหตุ โดยศาลฎีกาวางแนวไว้ พิจารณาจากทฤษฎีวิถีทางน้อยที่สุดและสัดส่วนที่เหมาะสม  หากยิงโจร ต้องยิงในระดับต่ำ มิใช่ยิงศีรษะ หรืออวัยวะสำคัญ  หากเกินสมควรแก่เหตุ ปอ.69 ยังเป็นความผิด ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียงใดก็ได้ แต่มีข้อยกเว้น ตื่นตะหนกตกใจ ไม่เป็นความผิด แต่ต้องมีหลักฐานฝยืนยันการกระทำของตนเองด้วย

พูดภาษาชาวบ้าน คือ ยิงโจร มีความผิด แต่คนยิงตกเป็นผู้ต้องหาและจำเลย  โดยต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาลและมีภาระการพิสูจน์ให้เข้าข้อยกเว้นว่า เป็นการป้องกันตัว หรือจำเป็น ในชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นพนักงานอัยการ สั่งฟ้องดำเนินคดีทุกราย ให้เข้าใจตรงกันนะครับ กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ

เทียบเคียงกับ กรณีของนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ยิง พ.ต.อ.ธงชัย นายก อบจ.นนทบุรี ปรากฏชัด ขณะไปสอบถาม พ.ต.อ.ธงชัย ขึ้นไปบนรถ โดยถืออาวุธปืนไขว้หลัง โดยอ้างว่า คนขับรถมีปืนกำลังจะชักปืน ภาษานักเลง นายฉลองฯ “ยิงปืนเร็วกว่า” ภายหลังอ้างป้องกัน ผู้ต้องหาจะให้การอย่างไรก็ได้  แต่คดีนี้ มีกล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์ไว้ทั้งหมด พฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง ศาลจะไม่ปล่อยเพราะเกรงจะหลบหนีและอัตราโทษสูง

ส่วนนายฉลองฯ ก่อเหตุจะอ้างเหตุป้องกัน หรือจำเป็นหรือบันดาลโทสะ ต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาล อ้างลอยๆไม่ได้บรรทัดฐานที่ผ่านมา พฤติการณ์แห่งคดีลักษณะนี้ อ้างเหตุป้องกันหรือบันดาลโทสะไม่ได้เพราะก่อภัยให้เกิดขึ้นก่อน ส่วนอ้างเรื่องหนี้สิน ยังไม่ชัดว่า มีจริงหรือไม่ ต้องว่ากันตามพยานหลักฐานฟังความทั้งสองฝ่าย เพราะผู้ตายพูดไม่ได้ 

ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ยี่ต๊อกศาลวางโทษประหารชีวิต ส่วนพยายามฆ่าผู้อื่นโดยโดยไตร่ตรองไว้ก่อน วางโทษจำคุกตลอดชีวิต หากรับสารภาพลดกึ่งหนึ่ง หากต่อสู้คดียิ่งติดนาน ศาลไม่ลดโทษให้นายฉลอง แม้เคยทำคุณงามความดี เป็น สส.มา 3 สมัยแล้วก็ตาม

ไชยชนก ชี้ เด็กก่อเหตุยิง รร.เทพศิรินทร์ เข้าเว็บไซต์ปกติ ไม่ใช่ Dark Web ลุยคุยแพลตฟอร์มหามาตรการป้องกัน

ไชยชนก ชี้ เด็กก่อเหตุยิง รร.เทพศิรินทร์ เข้าเว็บไซต์ปกติ ไม่ใช่ Dark Web ลุยคุยแพลตฟอร์มหามาตรการป้องกัน

ไชยชนก ชี้ เด็กก่อเหตุยิง รร.เทพศิรินทร์ เข้าเว็บไซต์ปกติ ไม่ใช่ Dark Web ลุยคุยแพลตฟอร์มหามาตรการป้องกัน

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.50 น.

ไชยชนก ชี้ เด็กก่อเหตุยิง รร.เทพศิรินทร์ นนท์ เข้าเว็บไซต์ปกติ ไม่ใช่ Dark Web เดินสายคุยแพลตฟอร์มหามาตรการป้องกันแล้ว พร้อมประสานสมาคม-บริษัทเกม ช่วยสอดส่องพฤติกรรม หากพบบัญชีผู้ใช้สนใจอาวุธปืน ให้แจ้งหน่วยงานรัฐ 

เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2569 ที่ท้องสนามหลวง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณี เด็กนักเรียน ที่ได้มีการก่อเหตุยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ซึ่งจากการตรวจสอบของตำรวจพบว่า เด็กคนดังกล่าว ได้เข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหารุนแรง จนอาจนำไปสู่การก่อเหตุว่า เรื่องนี้ตนได้รับข้อมูลจากสื่อมวลชนว่า เว็บไซต์ที่ดูเป็น Dark Web ที่มีเนื้อหาฆาตกรรม แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งเป็นการเข้าดูยูทูป (Youtube) ที่มีเนื้อหาเป็นสารคดีให้ความรู้ เพราะจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า เด็กคนดังกล่าวได้เข้าเว็บไซต์อะไรบ้าง ซึ่งสิ่งที่ตรวจพบเป็นคอนเทนต์ปกติ และเป็นเว็บไซต์สารคดี ไม่ได้เป็นคอนเทนต์ ที่มีความรุนแรงอย่างที่ทุกคนจินตนาการ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่เราจะไปปิดกั้น หรือห้ามได้

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.ได้มีการพูดคุยกับหลายแพลตฟอร์ม และบริษัท ที่เป็น Protection Policy ไม่ว่าจะเป็นบริษัท แอปเปิ้ล (Apple) หรือบริษัท เมต้า (Meta) ซึ่งได้พูดคุยเกี่ยวกับยกระดับการป้องกันอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้เบื้องต้นที่ได้พูดคุยกับบริษัท แอปเปิ้ลว่า จะมีการปรับเงื่อนไข และจะมีการเปลี่ยนโหมดนโยบายปกป้องเด็ก ส่วนแพลตฟอร์มอื่น ๆ อยู่ระหว่างพูดคุย

เมื่อถามว่า กระทรวงฯ เล็งเห็นปัญหานี้ก่อนที่จะเกิดเหตุใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ใช่ เพราะว่าไม่ได้มองแค่เฉพาะกรณีเหตุที่เกิดขึ้น แต่มองถึงการเข้าถึงคอนเทนต์โดยรวม, Ai, ข่าวปลอม และสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราให้ความสนใจอยู่แล้ว 

เมื่อถามย้ำว่า แนวทางที่จะป้องกันได้ คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ หลังจากได้เดินหน้าพูดคุยกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ แล้ว นายไชยชนก กล่าวว่า สุดท้ายแล้วก็ยังมีเรื่องของใช้บัญชีผู้ใช้ของพ่อแม่ ในการเข้าถึงอยู่ดี แต่สิ่งที่เราทำก็คือว่า จะได้มีการป้องกันในระดับแรกจากการเข้าถึงเว็บไซต์ 

เมื่อย้ำอีกว่า เว็บไซต์ที่เด็กที่ก่อเหตุเข้าถึงก่อนก่อเหตุเป็นเว็บไซต์ปกติใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นยูทูป และเป็นการเข้าไปดูเว็บไซต์ขั้นพื้นฐาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเว็บไซต์ให้ความรู้ แต่ในกรณีนี้ตนไม่สามารถวินิจฉัยได้ อย่างไรก็ตามการที่เด็กคนดังกล่าวไปค้นหาดู ก่อนจะก่อเหตุ คิดว่า เป็นสิ่งที่เด็กคนนั้นได้ตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำ เมื่อรู้ว่า เด็กมีบัญชีผู้ใช้เกมหนึ่ง และสร้างร้านปืนขึ้นมา จึงได้ติดต่อไปยังสมาคมเกม แต่ไม่ใช่เพื่อแบน หรือบล็อก แต่จะเป็นการหาแนวทางร่วมกัน เพราะส่วนตัวก็คิดว่า บริษัท เกม สามารถให้ความร่วมมือในการตรวจสอบว่า มีบัญชีผู้ใช้ไหนที่สุ่มเสี่ยง หรือตรวจสอบว่า มีบัญชีผู้ใช้ไหนมีพฤติกรรมให้ความสนใจ เรื่องปืนเป็นพิเศษ ก็สามารถให้ข้อมูลมายังหน่วยงานภาครัฐได้ เพื่อที่จะป้องกันล่วงหน้า 

หมอวรงค์ ขอพบ ผู้ว่า ธปท. หารือปมแบงค์พันหายจากระบบ 1.4 แสนล้าน

หมอวรงค์ ขอพบ ผู้ว่า ธปท. หารือปมแบงค์พันหายจากระบบ 1.4 แสนล้าน

หมอวรงค์ ขอพบ ผู้ว่า ธปท. หารือปมแบงค์พันหายจากระบบ 1.4 แสนล้าน

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 08.55 น.

หมอวรงค์ ร่อนหนังสือ ขอพบ ผู้ว่าฯ ธปท. หารือปมแบงค์พันหายจากระบบ 1.4 แสนล้าน 

จากกรณี ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยข้อมูลที่สร้างความสนใจอย่างมาก โดยระบุว่า ธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท จำนวน 2 รุ่น ซึ่งมีอายุราว 20–30 ปี มีมูลค่ารวมประมาณ 140,000 ล้านบาท ไม่ไหลกลับเข้าสู่ระบบการเงินตามปกติ สะท้อนความเป็นไปได้ว่าเงินสดจำนวนหนึ่งอาจถูกเก็บไว้นอกระบบเศรษฐกิจ หรือหมุนเวียนอยู่ในธุรกรรมที่ไม่ผ่านระบบสถาบันการเงิน โดย ธปท. ย้ำว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็น “สัญญาณความผิดปกติ” ไม่ใช่ข้อสรุปว่าเป็นเงินผิดกฎหมายทั้งหมด

ล่าสุด นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ภาพหนังสือของพรรคไทยภักดี ถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมข้อความ ระบุว่า “หนังสือถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

นี่คือหนังสือ ที่ผมได้ทำตรงถึงท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กรณีที่เงินแบงค์พันหายไปจากระบบ 140,000 ล้านบาท

มีอะไรคืบหน้า ผมจะรายงานให้ทราบครับ”

วรศิษฎ์ สวน ทวี ยันไม่ได้ยื้อตรวจทุจริตสอบท้องถิ่น ชี้ ข้อมูลกว่า 3 แสนคนอยู่ระหว่างส่ง ป.ป.ช. ย้ำไม่ปกป้องใคร

วรศิษฎ์ สวน ทวี ยันไม่ได้ยื้อตรวจทุจริตสอบท้องถิ่น ชี้ ข้อมูลกว่า 3 แสนคนอยู่ระหว่างส่ง ป.ป.ช. ย้ำไม่ปกป้องใคร

วรศิษฎ์ สวน ทวี ยันไม่ได้ยื้อตรวจทุจริตสอบท้องถิ่น ชี้ ข้อมูลกว่า 3 แสนคนอยู่ระหว่างส่ง ป.ป.ช. ย้ำไม่ปกป้องใคร

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 08.31 น.

วรศิษฎ์ สวน ทวี ยันตรวจทุจริตสอบท้องถิ่นไม่ได้ยื้อเวลา ชี้ ข้อมูลกว่า 3 แสนคนอยู่ระหว่างส่ง ป.ป.ช.-แฟลชไดรฟ์ตรวจพิสูจน์เสร็จแล้ว ย้ำไม่ปกป้องใคร เปิดข้อมูลตรวจสอบได้ พร้อมส่งรายชื่อผู้สอบ 5,925 รายถึงจังหวัด สั่งเข้มไม่จ้างผู้ทุจริตสอบ

เมื่อเวลา 06.40 น. วันที่ 12 ส.ค.2569 ที่ท้องสนามหลวง นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณี ที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการการตรวจสอบทุจริตสอบท้องถิ่นมีความพยายามจะยื้อเวลา ว่า จริงๆ เราไม่ได้ยื้อเวลา และทีมที่ทำงานก็ทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ต้องชื่นชมและขอบคุณกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพราะที่ผ่านมาปริมาณข้อมูลที่เราทำค่อนข้างเยอะ จำนวนกว่า 300,000 คนที่เราดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการส่งข้อมูล และกระบวนการตรวจสอบส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. 

ในส่วนของแฟลชไดรฟ์ ก่อนหน้านี้ที่มีความล่าช้า เพราะต้องส่งให้กองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อที่จะเอาสำเนามาตรวจสอบ ซึ่งตอนนี้เสร็จสิ้นทั้งหมดแล้วจะมีการส่งให้ ป.ป.ช. โดยเร็วที่สุด ยืนยันว่า ทุกอย่างไม่ได้ล่าช้าทั้งหมดทำตามกระบวนการ 

“ท่านอาจจะมองว่ามันช้า แต่จริงๆแล้วทุกคนทำงาน เราไม่ได้นั่งวิจารณ์อย่างเดียว เพราะฉะนั้นต้องว่าไปตามกระบวนการ จะส่งให้ ป.ป.ช. อย่าฃเร็วที่สุด” 

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีความพยายามปกป้องใครหรือไม่ นายวรศิษฎ์ ยืนยันว่า ไม่ปกป้อง แล้วตอนนี้ข้อมูลเปิดออกทั้งหมด ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งในรายละเอียดที่บอกว่าไปถอดถอน ผู้สอบ 5,925 คน เป็นการไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จริงๆแล้วมันไม่ใช่ เราแก้ในทุกจุดที่สามารถแก้ได้ หากเรา ต้องการที่จะยื้อและปกป้องคนจริงๆ จะไม่มี 5000 รายชื่อออกมา ซึ่งตอนนี้รายชื่อส่งถึงจังหวัดทั้งหมดแล้ว ในส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกต ว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะไปใช้วิธีการจ้างเหมาให้กับบุคคลที่ทุจริตการสอบ ทางกรมฯ ได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกที่ให้มีความเข้มงวดในเรื่องนี้ เพราะเป็นบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ และมีโอกาสเข้าข่ายในฐานทำความผิดด้วย 

เมื่อถามว่าการที่ ออกมาระบุเช่นนี้จะเป็นการทำให้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือลดน้อยลงหรือไม่ นายวรศิษฎ์ ”ไม่หรอกครับ“ ต้องบอกว่าการตรวจสอบ ทุกคนมีสิทธิ์ตั้งคำถาม และตรวจสอบ แต่เรายืนยันว่า มีการทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรอยู่ข้างในทั้งสิ้น 

ปกรณ์ จ่อหารือ กรมการปกครอง-กฤษฎีกา แก้พ.ร.บ.อาวุธปืน วางมาตรการเข้มตามรูปแบบต่างประเทศ

ปกรณ์ จ่อหารือ กรมการปกครอง-กฤษฎีกา แก้พ.ร.บ.อาวุธปืน วางมาตรการเข้มตามรูปแบบต่างประเทศ

ปกรณ์ จ่อหารือ กรมการปกครอง-กฤษฎีกา แก้พ.ร.บ.อาวุธปืน วางมาตรการเข้มตามรูปแบบต่างประเทศ

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 08.16 น.

ปกรณ์ จ่อหารือ กรมการปกครอง-กฤษฎีกา แก้พ.ร.บ.อาวุธปืน วางมาตรการเข้มตามรูปแบบต่างประเทศ เชื่อมโยงทั้งระบบ รู้ข้อมูลตั้งแต่ซื้อจนครอบครอง เล็ง ให้ต่อใบอนุญาตทุก 3 ปี รับอาจออกกฎกระทรวงก่อน เหตุ ใช้เวลาแก้กม.นาน

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 12 ส.ค.2569 ที่ท้องสนามหลวง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ.2490 ว่า จะมีการหารือกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยจะต้องนำหลักไปรับฟังความคิดเห็น ซึ่งกฎหมายปัจจุบันใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2490 ใช้มาหลายสิบปีแล้ว สถานการณ์ต่างๆ ได้เปลี่ยนไป เมื่อก่อนเราใช้ระบบอะนาล็อกควบคุม ให้นายอำเภอเป็นผู้อนุมัติและมีกระดาษเป็นใบอนุญาต ไม่มีการทบยอดกันกับร้านปืนที่นำเข้าระหว่างผู้ซื้อ ครอบครอง และการโอน ซึ่งไม่เป็นระบบ ทำแบบเมื่อก่อนทำแบบง่ายๆ เมื่อเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมาจึงต้องดูแลกัน จะต้องมีการออกแบบระบบ เริ่มตั้งแต่ต้นทาง การนำเข้าอาวุธปืนว่านำเข้ามาอย่างไร เช็คสต็อกร้านปืนอย่างไร ร้านปืนในต่างประเทศเวลาจะขายปืนจะมีหลักคล้ายกับธนาคาร ระบบจะต้องมีความเข้มข้นกว่าธนาคารเพราะปืนมีอันตราย จะต้องมีความรับผิดชอบว่าขายปืนให้ใคร เมื่อขายไปแล้วมีระบบการกำกับปืนอย่างไร ใบอนุญาตควรมีอายุหรือไม่ เพราะปัจจุบันไม่มีอายุ

ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการว่าควรจะมีอายุ โดยเสนอว่าควรจะมีอายุ 3 ปี และควบคุมเรื่องการโอน เพราะปัจจุบันมีการนำปืนไปจำนำ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นทรัพย์สินมีทะเบียนไม่สามารถจำนำได้ โดยหลักเอาปืนไปวางแล้วเอาเงินไป คนที่ครอบครองคือผู้รับจำนำ ถือว่าครอบครองปืนเถื่อน เพราะไม่ได้รับอนุญาต ขณะเดียวกัน ต้องควบคุมการใช้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร แม้กระทั่งสนามยิงปืนก็ต้องควบคุมให้มากขึ้น จริงๆ แล้วปืนกับเครื่องกระสุนจะต้องสัมพันธ์กัน แต่ปัจจุบันเครื่องกระสุนเยอะกว่าปืน ทำให้เราเห็นจุดอ่อนตามคดีต่างๆ ปืนกระบอกเดียวมีกระสุนถึง 30 – 40 นัด ฉะนั้น จึงต้องเข้มข้นมากขึ้น นี่เป็นหลักการที่ต่างประเทศเขาทำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกใบอนุญาตครอบครองปืนจะออกมาในลักษณะเดียวกับการออกใบอนุญาตขับขี่ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า มันต้องมี หากไปซื้อปืนในร้านปืนต่างประเทศจะรู้เลย ตั้งแต่ท่าถืออาวุธปืน ที่นิ้วมือต้องไม่เข้าโกร่งไก เขาจะดูพฤติกรรมตลอด เขาจะมีความรับผิดชอบสูงมาก เพราะเขาต้องเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับเจ้าหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม เพราะปืนไม่ใช่ปากกา ที่อยู่ๆ จะขายได้ มันอันตราย เมื่ออันตรายและใช้เป็นอาวุธได้ก็ต้องมีการควบคุมที่เข้มข้น

เมื่อถามถึงกรณีการโอนลอย แต่ปลายทางไม่มีการโอนเป็นผู้ครอบครองอย่างแท้จริง กลายเป็นช่องโหว่ในการครอบครองอาวุธปืน นายปกรณ์ กล่าวว่า จะต้องปิดช่องโหว่ทั้งหมด อะไรที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นในอดีตได้ให้ทีมงานของกรมการปกครองและกฤษฎีกาไปศึกษาไว้แล้วว่ามีช่องโหว่อะไรบ้าง และจะปิดกันอย่างไร เพราะทุกวันนี้มันเป็นระบบแมนนวล แล้วก็กระจายไม่รู้ว่าใบ ป.3 ที่ออกไปแล้วไปออกใบ ป.4 จริงหรือไม่ หรือว่ามันหายไป ตอนนี้เช็คมือหมด จึงมีโอกาสผิดพลาดสูง นายกฯจึงมีนโยบายให้เช็คแบบเรียลไทม์ เมื่อซื้อปืนเสร็จต้องตัดยอดในสต๊อก เมื่อซื้อเสร็จจะต้องมีออกใบอนุญาตครอบครอง หลังจากนั้นจะรู้ว่าใครเป็นผู้ครอบครองอาวุธและเครื่องกระสุนจำนวนเท่าใด และจะมีระบบมอนิเตอร์ติดตามไปเรื่อยๆ รวมถึงจะต้องไปเช็คดูว่าการจำหน่ายปืนเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ นี่จะเป็นระบบของมัน ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงกันทั้งระบบ โดยได้มีการหารือในเบื้องต้นกับกรมสรรพากรแล้ว 

เมื่อถามว่า ระหว่างที่รอการแก้ไขกฎหมาย จะมีการออกกฎกระทรวงก่อนหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า อาจจะมีแนวทางการออกประกาศกฎกระทรวง แต่ต้องไปคุยกับกรมการปกครองและกฤษฎีกาก่อนว่าจะเอาอย่างไร เพราะการตรากฎหมายใช้เวลานาน จึงจำเป็นต้องมีการออกประกาศชั่วคราวในในช่วงที่มีการแก้ไข

สุชาติ เด้งรับ นโยบายห้ามพกปืน รับมีหลายกระบอก แต่เป็นของสะสม-เล่นกีฬา ตั้งแต่ยังไม่มีตําแหน่ง

สุชาติ เด้งรับ นโยบายห้ามพกปืน รับมีหลายกระบอก แต่เป็นของสะสม-เล่นกีฬา ตั้งแต่ยังไม่มีตําแหน่ง

สุชาติ เด้งรับ นโยบายห้ามพกปืน รับมีหลายกระบอก แต่เป็นของสะสม-เล่นกีฬา ตั้งแต่ยังไม่มีตําแหน่ง

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 08.03 น.

สุชาติ เด้งรับ นโยบายห้ามพกปืน รับมีหลายกระบอก แต่เป็นของสะสม-เล่นกีฬา ตั้งแต่ยังไม่มีตําแหน่ง ยันไม่กังวลเรื่องลงพื้นที่ ถ้าถูกทําร้าย ถือเป็นโชคร้ายของเรา 

เมื่อเวลา 06.45 น. วันที่ 12 ส.ค.2569 ที่ท้องสนามหลวง นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กล่าวถึง กรณีแจ้งทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปรากฏมีอาวุธปืน 12 กระบอก ขณะที่นโยบายของนายกรัฐมนตรีเตรียมออกกฎหมายห้ามพกพาอาวุธ จะดําเนินการอย่างไร ว่า เรื่องปืนดังกล่าวเป็นของสะสมในอดีต เหมือนผู้ชายที่ชอบพระเครื่อง ก็ถือเป็นความชอบตั้งแต่ยังไม่มีตําแหน่งทางการเมือง และประกอบกับเป็นเรื่องที่ใช้ในการกีฬา เพราะเมื่อก่อนตนเป็นนักกีฬาด้วย ตนคิดว่าเรื่องนี้อยู่ที่เรามีสติในการใช้ให้ถูกวิธี ทั้งนี้ตนพร้อมสนองนโยบายของนายกฯ อยู่แล้ว 

เมื่อถามว่าจะกําชับทีมงานอย่างไร ให้สนองนโยบายนี้ นายสุชาติ ตอบว่า ส่วนตัวก็ไม่มีอยู่แล้ว มีเพียงเจ้าหน้าที่ตํารวจ ติดตามตัวที่สามารถพกพาได้ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย และคนทั่วไปก็ไม่สามารถพกได้อยู่แล้ว ใบ ป.12 ก็ไม่ได้ออกมาหลายรัฐบาล และคนที่เคยมีก็หมดอายุไปแล้ว 

เมื่อถามว่า จะกําชับข้าราชการกระทรวงอย่างไร ในเรื่องนี้ นายสุชาติ กล่าวว่า ในกระทรวงของตนมีบางหน่วยงานที่มีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า และอุทยาน ซึ่งก็สามารถพกปืนได้ตามกฎหมาย ก็คือปฏิบัติหน้าที่และปะทะกับผู้ลักลอบตัดไม้เถื่อน หรือบุกรุกพื้นที่ต่าง ๆ แต่ข้าราชการทั่วไปก็ไม่สามารถพกพาได้ 

เมื่อถามว่า การออกมาตรการแบบนี้ จะทําให้กังวลใจในการไปไหนมาไหนหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า เราไม่ได้ทําร้ายใคร แล้วเขาจะมาทำร้ายอะไรเรา เราก็บังคับใช้กฎหมายตามหน้าที่เรา 

“เขาจะทําร้ายเรา ก็ถือเป็นความโชคร้ายของเราไป แค่นั้นเอง”

หมอสรณ ลั่น เป็นหมอตลอดชีวิต ยันทำหน้าที่ต่อ แย้มมีทางเลือกในใจแล้ว มั่นใจ ไม่ได้ทำผิด

หมอสรณ ลั่น เป็นหมอตลอดชีวิต ยันทำหน้าที่ต่อ แย้มมีทางเลือกในใจแล้ว มั่นใจ ไม่ได้ทำผิด

หมอสรณ ลั่น เป็นหมอตลอดชีวิต ยันทำหน้าที่ต่อ แย้มมีทางเลือกในใจแล้ว มั่นใจ ไม่ได้ทำผิด

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 07.45 น.

หมอสรณ ลั่น เป็นหมอตลอดชีวิต ยันทำหน้าที่ต่อ แย้มมีทางเลือกในใจแล้ว ย้อนถาม รักษาคนไข้กระทบกสทช.อย่างไร มั่นใจ ไม่ได้ทำผิด

เมื่อเวลา 06.45 น.วันที่ 12 ส.ค.2569 ที่ท้องสนามหลวง นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานในกสทช.ว่า เอาวันนี้ก่อน วันนี้ยังปฎิบัติหน้าที่อยู่ในฐานะประธานกสทช.ด้วยความจงรักภักดี และทราบจากข่าวแล้วว่านายกรัฐมนตรี ได้นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง 

ผู้สื่อข่าวถามว่าในการประชุมบอร์ด กสทช. ในครั้งต่อไป จะดำเนินการอย่างไร นพ.สรณ กล่าวว่า เดี๋ยวค่อยดูต่อไป เอาวันนี้ก่อน ยังปฎิบัติหน้าที่ในฐานะประธานกสทช. ในวันแม่แห่งชาติด้วยความจงรักภักดี พรุ่งนี้ค่อยคิด 

เมื่อถามว่าการประชุมก่อนหน้านี้มีการวอล์คเอาท์ขึ้นหลายครั้ง กสทช. จะเดินหน้าต่ออย่างไร นพ.สรณ กล่าวว่า ให้รอในวันที่ 13 ส.ค.นี้ 

เมื่อถามย้ำว่าได้ตัดสินใจในทางเลือกที่จะเดินหน้าต่อไปไว้แล้วใช่หรือไม่ นพ.สรณ กล่าวว่า คงมีออฟชั่นให้เลือกหลายทาง และคนเราต้องมีทางเลือก ส่วนจะตัดสินใจอย่างไรเดี๋ยวค่อยว่ากัน

ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้ไม่มีความกังวลใดๆแล้วใช่หรือไม่ นพ.สรณ กล่าวว่า “ ผมเป็นหมอก่อนที่จะโปรดเกล้าฯ ทำหน้าที่อย่างสุจริตชน ไม่ได้ขโมยใคร ไม่ได้ทำร้ายใคร แต่รักษาคนไข้ด้วยความมั่นใจ ”

เมื่อถามว่าผู้รู้กฎหมายระบุว่าไม่ได้มีข้อยกเว้นเรื่องอาชีพ ต้องรวมทั้งหมดที่ขาดคุณสมบัติ นพ.สรณ กล่าวว่า ประกอบวิชาชีพที่ขัดหรือแย้งก่อนที่จะมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แต่ยังคิดไม่ออกว่าการรักษาคนไข้ของตนไปกระทบกับกสทช. 

เมื่อถามย้ำว่าจะไม่ถอยหลัง จะเดินหน้าหรืออยู่ นพ.สรณ กล่าวว่า เป็นหมอตลอดชีวิตและไม่ได้ทำอะไรผิด

ปกรณ์ชูธง8ปี ลุยแผนปฏิรูป

ปกรณ์ชูธง8ปี  ลุยแผนปฏิรูป

ปกรณ์ชูธง8ปี ลุยแผนปฏิรูป

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปกรณ์ชูธง8ปี ลุยแผนปฏิรูป ยุบ-ลดซ้ำซ้อน หมื่นหน่วยงาน

“ปกรณ์”เผยครม.รับทราบ แผนปฏิรูปกำลังพลภาครัฐ กำหนดอัตราข้าราชการปัจจุบัน เป็นเพดานสูงสุด พร้อมหยุดตั้งสำนักงานส่วนกลางในภูมิภาค ที่มีอยู่กว่า1หมื่นหน่วย ทยอยทบทวน-ยุบ ลดภาระงบประจำจากร้อยละ70เหลือร้องละ30 ตั้งเป้าดำเนินการภายใน8ปี

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการปฏิรูประบบกำลังข้าราชการภาครัฐว่า การปฏิรูปการจัดกำลังพลภาครัฐเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา เนื่องจากสถานการณ์ด้านการเงินการคลังของประเทศ ซึ่งงบประมาณกว่า 70% เป็นรายจ่ายประจำ ส่งผลให้งบประมาณสำหรับการลงทุนมีสัดส่วนน้อย รัฐบาลจึงเล็งเห็นปัญหาและพยายามหาแนวทางแก้ไข

นายปกรณ์กล่าวว่า นายปกรณ์กล่าวว่า วันนี้ได้เสนอเรื่องการบริหารจัดการกำลังพลภาครัฐต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะควบคุมอัตรากำลัง หรือ “ฟรีซข้าราชการ” (ตรึงจำนวนอัตรากำลังไม่ให้เพิ่มจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน) โดยให้ถือว่าอัตรากำลังที่มีอยู่ ณ ขณะนี้เป็นจำนวนสูงสุดเท่าที่จะมีได้ พร้อมให้มีการใช้กำลังจากหน่วยงานอื่นร่วมกัน

นอกจากนี้ จะมีการยกเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ทั้งตำแหน่งด้านวิชาการและตำแหน่งทั่วไป โดยไม่ให้กระทบกับตำแหน่งอื่น รวมถึงยกเลิกตำแหน่งในแผนงานที่ไม่มีความจำเป็น จากนั้นจะปรับโครงสร้างและภารกิจของแต่ละหน่วยงานให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น“คอมพิวเตอร์จะไม่ได้ใช้เพียงพิมพ์ดีด แต่จะนำมาใช้บริการประชาชนด้วย

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า อีกส่วนสำคัญคือการยกเลิกหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากและเป็นภาระด้านงบประมาณ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอให้ยุติการจัดตั้งสำนักงานส่วนกลางในส่วนภูมิภาคเพิ่มเติมทั้งหมด ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

สำหรับหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นแล้ว จะมีการทบทวนและทยอยยกเลิกแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ยกเลิกทั้งหมดในคราวเดียว เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน โดยจากเดิมที่มีอยู่กว่า 10,000 หน่วยงาน จะทยอยปรับลดลงนับจากนี้ ส่วนผลต่อการลดภาระงบประมาณจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจยังไม่เห็นผลชัดเจนภายใน 1-2 ปีนี้ ขณะที่การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการให้บริการประชาชนถือเป็นเรื่องสำคัญของรัฐบาล และจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปรับปรุงกำลังพลภาครัฐ

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า หลักการสำคัญของการบริหารจัดการภาครัฐในปัจจุบัน คือ รัฐไม่ใช่เพียงผู้ควบคุม แต่ต้องทำหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการรับบริการต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุด สำหรับการลดจำนวนหน่วยงานที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 30,000 หน่วย จะพยายามลดลงให้ได้มากที่สุด แต่ในเบื้องต้นต้องพิจารณาก่อนว่าแต่ละหน่วยมีภารกิจอย่างไร และส่วนใดสามารถลดหรือใช้สิ่งอื่นทดแทนได้ ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าลดภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนประมาณ 70% ให้เหลือไม่เกิน30% โดยนายปกรณ์ระบุว่า หากไม่เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ ในอนาคตลูกหลานจะได้รับผลกระทบ จึงต้องยอมรับความจริงและแก้ไขปัญหา พร้อมประเมินว่าการดำเนินการให้สำเร็จภายใน 4ปี อาจไม่ทันและคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 8ปี

ดาหน้าโต้ปมหนี้เลือด11ล. รุมซัดฉลอง

ดาหน้าโต้ปมหนี้เลือด11ล.  รุมซัดฉลอง

ดาหน้าโต้ปมหนี้เลือด11ล. รุมซัดฉลอง

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดาหน้าโต้ปมหนี้เลือด11ล. รุมซัดฉลอง อบจ.นนท์อ้างไม่จริง ถามกลับใครช่วยใคร อดีตสส.วืดยื่นประกัน ส่งตัวเข้านอนเรือนจำ

ตำรวจจัดกำลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เฝ้าระวังห้องขัง สภ.รัตนาธิเบศร์ ตลอดทั้งคืน ก่อนใช้หน่วยสวาทควบคุมตัว “ฉลอง เรี่ยวแรง” ขึ้นรถกันกระสุนส่งศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลไม่ให้ประกัน เหตุเป็นคดีร้ายแรงและอุกอาจ มีโทษสูง ส่งตัวเข้าเรือนจำ ลูกสาวเศร้ารับศพ“พ.ต.อ.ธงชัย”ลั่นความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว คนนนท์รู้ว่าพ่อเป็นอย่างไร ถ้าไม่ดีจริงไม่ได้ตำแหน่ง 4-5 สมัย ขณะที่“กลุ่มผึ้งหลวง” อบจ.นนทบุรี แถลงทวงความเป็นธรรมให้“พ.ต.อ.ธงชัย” ยันหนี้ 11 ล้านไม่มีจริง ชี้ปมแค้นเรื่องเงิน-ปมสละสิทธิ์เลือกตั้งเก่า ด้านคนสนิทนายก อบจ.นนทบุรี เผยทั้งคู่รู้จักและใกล้ชิดกันมานาน เชื่อปมเงิน 11 ล้าน ไม่ใช่ต้นเหตุหลักของความขัดแย้ง ผบ.ตร.สั่งล้อมคอก ยกระดับคุมเข้มอาวุธปืนและรักษาความปลอดภัยทั่วประเทศ

จากกรณี นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)จังหวัดนนทบุรี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เสียชีวิต ขณะที่คนขับรถได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดในช่วงสายของวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ก่อนตำรวจควบคุมตัวนายฉลองมาสอบสวนที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ และนำตัวเข้าห้องขัง หลังสอบปากคำนานกว่า 5 ชั่วโมง โดยนายฉลองให้การภาคเสธ โดยอ้างว่าเป็นการยิงเพื่อป้องกันตัว หลังเห็นคนขับรถของ พ.ต.อ.ธงชัย ชักอาวุธปืนออกมาก่อน ขณะที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาหนักรวม 4 ข้อหาตามที่เสนอข่าวไปนั้น

วางกำลังคุมเข้มป้องกันล้างแค้น‘ฉลอง’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดกำลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ภ.จว.นนทบุรี ประมาณ 20 นาย พร้อมอาวุธครบมือ เข้ารักษาความปลอดภัยบริเวณหน้าห้องขัง สภ.รัตนาธิเบศร์ อย่างเข้มงวดตลอดทั้งคืน โดยการรักษาความปลอดภัยดังกล่าวมีขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับรายงานเกี่ยวกับความเป็นไปได้ว่าอาจมีผู้ที่ไม่พอใจหรือมีความเคียดแค้นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอาจเข้ามาก่อเหตุแก้แค้นกับนายฉลอง ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด

สำหรับนายฉลอง หลังจากถูกควบคุมตัวและสอบปากคำแล้ว เจ้าหน้าที่เตรียมนำตัวส่งศาลจังหวัดนนทบุรีในวันนี้ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยมีรายงานว่าพนักงานสอบสวนจะยื่นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์และมีผู้เสียชีวิต

หน่วยสวาทคุมตัวไปฝากขัง

เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ หรือ S.W.A.T ทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า 10 นาย พร้อมอาวุธครบมือ จัดกำลังรถยนต์ 4 คัน และรถจักรยานยนต์ 2 คัน โดยมีทั้งรถนำขบวนและรถปิดท้ายขบวน เพื่อรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว นายฉลอง เรี่ยวแรง ออกจากห้องควบคุมตัว ก่อนนำขึ้นรถกระบะกันกระสุนของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เพื่อไปฝากขังที่ศาลจังหวัดนนทบุรี

พยักหน้ารับเครียด-เป็นห่วงลูกสาว

ระหว่างการควบคุมตัว ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายฉลองว่า มีอะไรอยากจะพูดหรือไม่ เจ้าตัวไม่ได้ตอบคำถามและส่ายหน้า แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเครียดหรือไม่ และเป็นห่วงลูกสาวหรือไม่ นายฉลองพยักหน้าตอบ ก่อนถูกควบคุมตัวขึ้นรถ โดยมีสีหน้าฝืนยิ้มและแสดงความกังวล

ทั้งนี้ ในท้ายคำร้องของพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัวนายฉลอง โดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ และเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน

ศาลไม่ให้ประกัน-ส่งนอนเรือนจำ

ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี พนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ ยื่นคำร้องฝากขังหมายเลขดำ ฝ.823/2569 ขอฝากขังครั้งแรก นายฉลอง ในความผิดข้อหาฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา, พยายามฆ่าผู้อื่น, พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร และ ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 371, 376 และพ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธ พ.ศ. 2490 มาตรา 4 ,7, 8 ทวิ 72 , 72 ทวิ ทั้งนี้ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการฝากขังแล้ว ผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้

โดยศาลจังหวัดนนทบุรี มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เนื่องจากพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงและอุกอาจ คดีมีอัตราโทษสูง ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะหลบหนี หรือก่อเหตุประการอื่น ให้ยกคำร้อง และหมายขัง

ลูกสาวเศร้ารับศพ‘พ.ต.อ.ธงชัย’

เวลา 09.30 น. ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครอบครัวของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกฯ อบจ.นนทบุรี และคนสนิท เดินทางมาติดต่อขอนำร่างไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดนครอบครัวได้นำชุดสีขาวมาเปลี่ยนให้กับ พ.ต.อ.ธงชัย ด้วย

น.ส.พรรษพร เย็นประเสริฐ อายุ 37 ปี ลูกสาวคนเล็กของ พ.ต.อ.ธงชัย กล่าวว่า ประเด็นเรื่องการมาทวงเงิน 11 ล้าน จากคุณพ่อนั้น ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว และชาวจังหวัดนนทบุรีรู้ดีทุกท่านและทราบเป็นอย่างดีว่าคุณพ่อเป็นคนยังไง คุณพ่อมีแต่ให้และก็ช่วยเหลือชาวนนทบุรีมาตลอดชีวิตการทำงานของท่าน

ถ้าไม่ดีจริงไม่ครอง5สมัยรวด

“ถ้าเกิดคุณพ่อดีไม่จริง คุณพ่อก็คงไม่ได้เป็นนายกอบจ. 4-5 สมัย คุณพ่อมีความพร้อมทั้งหน้าที่การงานและก่อนที่จะมาทำหน้าที่เสียสละเพื่อประชาชนชาวนนทบุรี” น.ส.พรรษพร กล่าว และว่า ในส่วนประเด็นที่ทั้งสองคนเป็นเพื่อนตามที่อีกฝ่ายกล่าวอ้างหรือไม่นั้น อันนี้ขอให้เป็นเรื่องของคดีความ ให้ตำรวจเป็นคนหาคำตอบแล้วกัน

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า ถ้าหากอีกฝ่ายอยากจะไปแสดงความเสียใจในงานศพ สามารถไปได้หรือไม่นั้น ทางครอบครัวไม่ได้ตอบคำถามใดๆ กับสื่อมวลชน หลังจากสัมภาษณ์เสร็จแล้วก็เข้าไปภายในห้องรับรองทันที

ทีมอบจ.นนทบุรีทวงความเป็นธรรม

เวลา 11.30 น. ห้องประชุมชั้น 3 องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี นายภคิน วรวรรณปรีชา ประธานสภา อบจ.นนทบุรี พร้อมด้วย น.ส.วิภาวัลย์ วรวรรณปรีชา เลขานุการนายก อบจ.นนทบุรี, นายเฉลิมพล นิยมสินธุ์ อดีตประธานสภาและอดีตเลขานุการนายก อบจ.นนทบุรี รวมถึงสมาชิก ส.อบจ.กลุ่มผึ้งหลวง ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อทวงคืนเกียรติยศและศักดิ์ศรีให้กับ พ.ต.อ.ธงชัยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ถูกนายฉลองบุกยิง

นายเฉลิมพล เปิดเผยว่า ข้อกล่าวอ้างของนายฉลองที่ระบุว่า นายก อบจ.นนทบุรี ติดหนี้สิน 11 ล้านบาทนั้น ไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน จากการถอดข้อความในการพูดคุยในห้องเกิดเหตุ นายฉลองไม่ได้เข้ามาทวงเงินกู้ แต่เข้ามาทวงถามเรื่องความรับผิดชอบกรณีที่ตนเองสละสิทธิ์ไม่ลงสมัครเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2552

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากเอกสารบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. นายฉลอง เรี่ยวแรง (ยื่นเมื่อปี 2554) มีเงินสดในบัญชีไม่เกิน 200,000 บาท และ พ.ต.อ.ธงชัย (ยื่นล่าสุด) มีทรัพย์สินและเงินสดรวมกว่า 300 ล้านบาท ข้อเท็จจริงจึงขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา พ.ต.อ.ธงชัย ไม่เคยรับเงินสนับสนุนจากภายนอกเพราะเกรงเรื่องระบบบุญคุณ และไม่เคยมีเรื่องหนี้สิน 11 ล้านบาทปรากฏขึ้นมาก่อนเลย

ชี้พ.ต.อ.ธงชัยต่างหากที่คอยช่วยเหลือ

ขณะที่ น.ส.วิภาวัลย์ และ นายภคิน ร่วมกันชี้แจงเพิ่มเติมว่า พ.ต.อ.ธงชัย และนายฉลอง มีความสัมพันธ์เป็นเพื่อนกันมานาน แม้จะมีปัญหาระหองระแหงทางการเมือง แต่ พ.ต.อ.ธงชัย ก็คอยช่วยเหลือเรื่องการเงินแก่นายฉลองมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงหลังที่นายฉลองป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับระบบเลือดข้น ต้องใช้เงินรักษาตัว พ.ต.อ.ธงชัย ก็ให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเรื่อยมา ส่วนประเด็นความขัดแย้ง คาดว่าเกิดจากการที่นายฉลองประสบปัญหาหนี้สินอย่างหนัก และพยายามเดินทางมาหยิบยืมเงินหลายครั้ง ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่ต้องการจึงเกิดอาการฉุนขาด

ยันคนขับรถไม่ได้ชักปืนก่อน

นอกจากนี้ คณะผู้แถลงข่าวได้ตอบโต้ข้อกล่าวอ้างของนายฉลองที่ว่าคนขับรถของนายก อบจ. จะชักปืนยิงก่อน โดยระบุว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า อาวุธปืนของคนขับรถยังคงเสียบอยู่ในซองและยังไม่ได้ทำการขึ้นลำกล้อง ขณะที่ภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกได้อย่างชัดเจนว่า นายฉลองได้ถืออาวุธปืนเตรียมพร้อมไว้ในมือตั้งแต่ก่อนเดินเข้ามาในจุดเกิดเหตุแล้ว

คนสนิทพ.ต.ท.ธงชัยไม่เชื่อติดหนี้11ล.

ส่วนที่วัดสะพานสูง ต.คลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายจำลอง ขำสา รองเลขาธิการสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย และคนสนิทของ พ.ต.อ.ธงชัย เปิดเผยถึงความสัมพันธ์ระหว่าง พ.ต.อ.ธงชัย กับนายฉลอง ว่า ตนทำงานร่วมกับ พ.ต.อ.ธงชัย มาตั้งแต่ปี 2547 และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาโดยตลอด รวมถึงครอบครัวของทั้งสองฝ่ายก็รู้จักและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

ส่วนกรณีนายฉลองให้ข้อมูลก่อนหน้านี้ว่า เดินทางไปทวงเงินจำนวน 11 ล้านบาท นายจำลองมองว่า ไม่น่าจะเป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้ง โดยระบุว่า ครอบครัวของ พ.ต.อ.ธงชัย มีทั้งธุรกิจและทรัพย์สินหลายอย่าง จึงไม่น่ามีความจำเป็นที่จะปล่อยให้เกิดหนี้สินจำนวนมากตามที่มีการกล่าวอ้าง

ขอสังคมฟังข้อมูลรอบด้าน

อย่างไรก็ตาม นายจำลองยอมรับว่า รายละเอียดความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างบุคคลทั้งสองอาจมีเรื่องที่ทีมงานไม่ทราบ จึงไม่ขอพูดแทนคู่กรณี แต่ในประเด็นเรื่องเงิน ยืนยันว่าเชื่อว่า พ.ต.อ.ธงชัย ไม่น่ามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวอ้าง ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายเคยมีความสัมพันธ์และร่วมงานทางการเมืองกันมาเป็นเวลานาน พร้อมขอให้สังคมรับฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน

สำหรับการดำเนินคดี นายจำลอง กล่าวว่า เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างเต็มที่ ตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกประเด็น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึงผู้เสียชีวิต

ผบ.ตร.สั่งสอบปมสูบบุรี่-ไม่ใส่กุญแจมือ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เปิดเผยถึงกรณีปรากฏภาพขณะ นายฉลอง กำลังสูบบุหรี่ระหว่างเข้าสอบปากคำที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ และไม่ได้ถูกใส่กุญแจมือว่า เรื่องดังกล่าวนายกรัฐมนตรีได้โทรศัพท์กำชับถึงการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ทั้งเรื่องการแถลงข่าว การใช้เครื่องพันธนาการ รวมถึงการสูบบุหรี่ระหว่างควบคุมตัวผู้ต้องหา ซึ่งตนน้อมรับข้อสั่งการดังกล่าว และจะนำไปปฏิบัติ โดยได้สั่งการให้ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประสิทธิ์ จเรตำรวจแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว คาดว่าจะทราบผลโดยเร็ว ซึ่งระเบียบดังกล่าวนั้นมีมาหลายยุคสมัยแล้ว ตั้งแต่สมัย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร. แม้แต่ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1จะเป็นรุ่นพี่ ก็ยืนยันว่าไม่รู้สึกกระอักกระอ่วน เพราะทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบ หากพบเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 ก็ต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้กำชับเรื่องมาตรการตรวจค้นอาวุธและการตั้งด่านตรวจค้น ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ตำรวจต้องใช้ทั้งทักษะ ความรู้ และข้อมูลด้านการข่าว เพื่อป้องกันการพกพาอาวุธและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน

ผบ.ตร.สั่งล้อมคอกสกัดอาชญากรรม

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผบ.ตร. ได้สั่งการไปยังทุกหน่วยทั่วประเทศ กำชับมาตรการเกี่ยวกับอาวุธปืนและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง โดยผู้ก่อเหตุมีการนำอาวุธปืน/วัตถุระเบิดมาใช้ในการก่อเหตุในพื้นที่ต่างๆ หลายคดี เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายที่เร่งด่วนของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ให้ความสำคัญในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยมอบหมาย รอง ผบ.ตร. กำกับดูแลและควบคุมการปฏิบัติ

ลุยกวาดล้างอาวุธปืน-กระสุน-ระเบิด

ทั้งนี้ ผบ.ตร.มอบหมาย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร.(รับผิดชอบงานด้านสืบสวนสอบสวน) ระดมกวาดล้างความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด โดยตรวจสอบและกำหนดเป้าหมาย เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นอาวุธปืน อาวุธสงคราม เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด และสิ่งเทียมอาวุธ รวมถึงการจำหน่ายโดยผิดกฎหมายทั้งในพื้นที่ (On Ground) และผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์

ยกระดับความปลอดภัยพื้นที่สาธารณะ

พร้อมมอบหมาย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.(รับผิดชอบงานด้านป้องกันปราบปรามอาชญากรรม) ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยและยกระดับการรักษาความปลอดภัยสถานที่สาธารณะ (Soft target) เช่น โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ ฯลฯ โดยเน้นการแสดงกำลังตรวจตรา (Stop Walk Talk) และการตรวจค้นเกี่ยวกับอาวุธปืน บุคคลยานพาหนะต้องสงสัย รวมทั้งการรับแจ้งเหตุ การไปถึงที่เกิดเหตุ และใช้ชุดปฏิบัติการพิเศษทางยุทธวิธีเข้าระงับยับยั้งเหตุ เสริมมาตรการรักษาความปลอดภัย ตลอดจนให้ทุกหน่วยตรวจสอบและควบคุมอาวุธปืนของทางราชการให้เป็นไปตามระเบียบ

นอกจากนี้ ผบ.ตร.กำชับผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ และผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น บูรณาการกำลังของฝ่ายสืบสวน และฝ่ายป้องกันปราบปราม ในการดำเนินการมาตรการระดมกวาดล้างความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิด อย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดหลักยุทธวิธีตำรวจและกฎหมายอย่างเคร่งครัด

สธ.ดำเนินคดีสูบบุหรี่บนโรงพัก

ก่อนหน้านี้ ในช่วงเช้าวันเดียวกันเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เกือบ 10 คน เดินทางมายัง สภ.รัตนาธิเบศร์ เพื่อดำเนินคดีกับนายฉลอง ผู้ต้องหาในคดียิงนายก อบจ.นนทบุรีเสียชีวิต ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีปรากฏภาพนายฉลองสูบบุหรี่ภายในสถานีตำรวจเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเข้าข่ายความผิดสูบบุหรี่ในสถานที่ราชการ โดยมีอัตราโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ภายหลังเจ้าหน้าที่ดำเนินการเปรียบเทียบปรับนายฉลองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเดินทางออกจาก สภ.รัตนาธิเบศร์ และกลับไป

ยืนยันไม่ได้เลือกปฏิบัติ

นายยุทธนา หอมเกตุ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ เปิดเผยว่า การพิจารณาดำเนินการในกรณีนี้ เนื่องจากมีหลักฐานเป็นภาพอย่างชัดเจน จึงนำมาพิจารณาประกอบการตั้งข้อกล่าวหา ตามมาตรา 42 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานที่ราชการ ซึ่งตามปกติ หากเจ้าหน้าที่พบเห็นการกระทำความผิด ก็สามารถแจ้งและดำเนินการเปรียบเทียบปรับได้ โดยสถานที่ราชการก็อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกัน พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะทุกกรณีที่มีการแจ้งหรือพบเห็นลักษณะดังกล่าว จะดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามปกติ

ปรับทั้งฉลองและสน.รัตนาธิเบศร์

สำหรับอัตราค่าปรับ หากเป็นผู้กระทำผิด มีอัตราไม่เกิน 5,000 บาท ส่วนกรณีสถานที่ราชการ มีอัตราค่าปรับไม่เกิน 3,000 บาท โดยกรณีนี้เจ้าหน้าที่พิจารณาปรับในอัตราสูงสุดทั้ง 2 ส่วน คือ ปรับนายฉลอง ในฐานะผู้กระทำผิด จำนวน 5,000 บาท และปรับสถานที่ราชการ จำนวน 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 8,000 บาท

นายยุทธนา กล่าวว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีได้ออกใบสั่งเรียบร้อยแล้ว และผู้เกี่ยวข้องจะต้องเดินทางไปดำเนินการชำระค่าปรับ โดยในส่วนของสถานที่ราชการ ดำเนินการเปรียบเทียบปรับแล้ว

หนูลั่นห้าม100เปอร์เซ็นต์ พกปืนติดคุก

หนูลั่นห้าม100เปอร์เซ็นต์  พกปืนติดคุก

หนูลั่นห้าม100เปอร์เซ็นต์ พกปืนติดคุก

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูลั่นห้าม100เปอร์เซ็นต์ พกปืนติดคุก ชี้ฝ่าฝืนเจอโทษหนักมาก เร่งดันออกกฎหมายใหม่ ศธ.เคาะ7ข้อรร.ปลอดภัย

นายกฯสั่งคุมเข้มอาวุธปืน เร่งออกกฎหมายใหม่ควบคุมปืน โทษรุนแรงเด็ดขาดขึ้น ห้ามต่อใบอนุญาต เล็งเปิดช่องส่งมอบคืนปืนเถื่อน ย้ำห้ามพกออก 100% เจอโทษหนัก จ่อตรวจคนในทำเนียบฯไม่ใช่ตำรวจ ห้ามแอบพกปืน บอกเคยมีแต่หายแล้ว ไม่รู้ภริยามีครอบครอง ย้ำยิงโจรในบ้าน ก.ม.ไม่คุ้มครอง แนะทิ้งกระสุน ใช้เป็นของโชว์หลังเกิดเหตุสลดยิงกราดที่เทพศิรินทร์ นนท์”ประเสริฐ”รมว.ศธ.เข้มมาตรการโรงเรียนปลอดภัยทั่วประเทศ สั่งตรวจค้นอาวุธก่อนเข้าพื้นที่ รมว.ศึกษาฯลงนาม ประกาศกระทรวงฯ7มาตรการยกระดับ”โรงเรียนปลอดภัย”คุมเข้ม สิ่งของต้องห้าม สกัดเหตุรุนแรง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ถึงมาตรการควบคุมอาวุธปืนว่า รัฐบาลจะเร่งดำเนินการเรื่องอาวุธปืนโดยได้สั่งการในที่ประชุมครม.ให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เร่งร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืนขึ้นมาใหม่ โดยได้มีข้อสั่งการให้ทางกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)ในเรื่องของห้ามต่อใบอนุญาตทั้ง 3 ป.ได้แก่ ป.3 ป.4 และ ป.12 ในช่วงนี้จนกว่าจะมีมติครม.เป็นอย่างอื่น และป.12 คือใบพกปืนไม่มีแล้ว

เร่งกม.ใหม่คุมปืนโทษรุนแรงเด็ดขาด

เมื่อถามว่ากฎหมายที่จะออกใหม่จะเปลี่ยนแปลงอะไรไปจากเดิมบ้าง นายกฯกล่าวว่าให้ถามนายปกรณ์ก็ต้องควบคุมและมีบทลงโทษ โดยบทลงโทษต้องรุนแรงเด็ดขาดมากขึ้น สำหรับเรื่องเครื่องกระสุน ก็เช่นเดียวกันในกฎหมายใหม่ ต้องครอบคลุมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

เมื่อถามว่าต้องกำชับเกี่ยวกับการพกอาวุธปืนในสถานศึกษามากขึ้นหรือไม่เนื่องจากมีแชทหลุดนักเรียนที่เชียงใหม่ขู่ก่อเหตุ นายอนุทินตอบว่า กำชับไปทุกที่ ช่วงนี้ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตั้งด่านตรวจค้นเน้นไปที่อาวุธปืนและยาเสพติดเป็นหลัก เพราะฉะนั้นหากไปพกอย่างเมื่อคืนวันที่ 10 ส.ค.ก็พบพกปืนอยู่หลายราย คดีนี้ประกันไม่ได้ในชั้นสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะคัดค้านประกันตัว มันไม่คุ้ม อย่างไรต้องไปนอนในห้องขังเพราะฉะนั้นอย่าพกอาวุธปืนออกจากบ้าน อย่าไปเชื่อใครที่พูดต้องมีไว้ป้องกันตัว ส่วนใหญ่คนที่พกอาวุธปืนเหล่านี้จะทำร้ายตัวเองเพราะเป็นของร้อน

เมื่อถามว่ามีการซื้อขายอาวุธปืนช่องทางออนไลน์จะควบคุมอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ในเมื่อใบอนุญาตมันไม่มี อย่าบอกว่าควบคุมยากหรือง่ายมันมีไม่ได้ถ้ามีผิดกฎหมาย กฎหมายรุนแรง คุกอย่างเดียว คงต้องไปหารือฝ่ายรัฐบาลก่อนออกกฎหมายนี้ ก็ต้องไปหารือกับอัยการ ศาล เพื่อขอให้ท่านร่วมมือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ขอให้พิจารณาอย่างรวดเร็วเด็ดขาดและคัดค้านประกันตัวในขั้นตอนที่เหมาะสม

ห้ามพกพาอาวุธปืน100เปอร์เซ็นต์

เมื่อถามว่ากรณีนักการเมืองที่เปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินมีปืนหลายกระบอก นายกฯกล่าวว่าถ้าเป็นปืนที่มีใบอนุญาตจดทะเบียนอยู่แล้วก็เก็บไว้ที่บ้านอย่างเดียวพกพาไม่ได้ แต่ถ้าเป็นปืนเถื่อนกำลังให้ไปศึกษาวิธีการออกกฎหมายให้เอามาคืนหลวงภายในระยะเวลาที่กำหนดเพราะปืนเถื่อนที่ผิดกฎหมาย หรือปืนที่โอนไม่ได้เช่นเป็นมรดกแต่ผู้รับไม่อยู่ในสภาวะที่รับได้ก็ให้เอามาคืนโดยจะมีบทเว้นโทษ หากนำมามอบในเวลาที่กำหนดก็ไม่มีโทษอะไร

“อย่างไรก็ตาม ปืนต่อให้ถูกกฎหมายก็ไม่สามารถพกพาออกจากบ้านได้ ถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ คุณไม่มีใบพกเอาออกจากบ้านก็ผิดกฎหมายติดคุก ทำผิดกฎหมายตั้งแต่ออกจากบ้านแล้ว ตรงนี้ห้าม100เปอร์เซ็นต์แล้ว”

ไม่มีผ่อนปรนต้องตรวจสอบเข้ม

เมื่อถามกรณีนักกีฬายิงปืนพกปืนไปสนามซ้อมจะดำเนินการอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่าไม่มีผ่อนปรนและต้องตรวจสอบจำนวนกระสุนซ้อม ปืนที่ใช้ ในสโมสรหรือสนามยิงปืนนั้น และสนามยิงปืนต้องเป็นผู้เก็บ หากไปยิงปืนให้ฝากปืนไว้ที่สนามและต้องไปลงทะเบียน ไปซื้อกระสุนซ้อมก็ต้องระบุจำนวนให้ตรงกันถูกต้อง ซ้อมเสร็จก็ต้องเก็บไว้ นำกลับบ้านไม่ได้ ตอนนี้อ้างกันทั่วไปหมดว่าไปซ้อมมา แต่วันนี้ต้องไม่มี มีปืนไม่ได้ ประเทศอื่นทำหมดแล้วใครมีปืนโทษรุนแรงถึงประหารชีวิตด้วยซ้ำ

จ่อตรวจคนในทำเนียบฯห้ามแอบพกปืน

เมื่อถามว่าคนที่ครอบครองปืนอย่างถูกต้องแต่ภายหลังมีพฤติกรรมข่มขู่จะเพิกถอนใบอนุญาตได้หรือไม่ นายกฯตอบว่าใบอนุญาตใบพกไม่มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนที่ครอบครองแล้ว มีพฤติกรรมน่าสงสัยคนในบ้านต้องสังเกต กฎหมายห้ามพกปืนออกจากบ้าน ต้องรู้กฎหมายจะบอกตัวเองไม่รู้แล้วพกออกมาโมโหแล้วทำร้ายคนอื่น ไม่ใช่อย่างไรก็ผิด เดี๋ยววันไหนจะค้นทำเนียบดูว่าจะมีหรือไม่

เมื่อถามว่ามีคำสั่งให้คนอาวุธในทำเนียบแล้วหรือยังนายกฯกล่าวว่ากำลังจะสั่งพวกใกล้ชิด พวกติดตามพกปืนอยู่ ถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ก็ตัวใครตัวมัน

เคยมีปืนแต่หาย-ไม่รู้ภริยาครอบครอง

เมื่อถามว่านายกฯมีปืนหรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ส่วนตัวตนไม่มี แต่เคยมี แล้วหายไปไหนไม่รู้และตนก็ไปแจ้งความแค่นั้นเอง เมื่อถามต่อว่า ตอนนี้นายกฯไม่มีปืนสักกระบอกเลยหรือนายกฯ หัวเราะ พร้อมกล่าวว่าตอนนี้เหรอ เดี๋ยวก็หลุดอีก”

เมื่อถามว่าภรรยานายกฯมีปืนในครอบครองหรือไม่ เนื่องจากในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้ นายอนุทิน กล่าวว่า”ไม่รู้ ก็ห้ามเอาออกไปไหนแล้ว”เมื่อถามว่าภรรยามีปืนเป็นเรื่องน่ากังวลหรือไม่ นายกฯ กล่าวติดตลกว่า”กังวลตัวเองเนี่ยแหละ แต่ผมไม่เคยเห็น”ผู้สื่อข่าวถามว่าไม่ทราบจริงๆหรือว่าภรรยาครอบครองอาวุธปืน นายอนุทิน ยืนยันว่า “ไม่รู้จริงๆ”เมื่อถามว่าภรรยาได้แจ้งยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช.ว่าครอบครองอาวุธปืน นายกกล่าวว่า”ไม่เคยไปดู”

เมื่อถามว่านายกต้องระวังตัวมากขึ้นหรือไม่หากเกิดกรณีที่ภรรยาโมโห นายอนุทิน ส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวว่า”เขามีแจ้งด้วยหรอ ซึ่งต้องให้เขาทิ้งไว้ เพราะตอนนี้ก็ขายไม่ได้”

ย้ำยิงโจรในบ้านกฎหมาย ไม่คุ้มครอง

เมื่อถามว่าเรื่องปืนจะเป็นไฟไหม้ฟางหรือไม่ เพราะตอนนี้ยังเป็นกระแส พอเวลาผ่านไปมาตรการอาจจะหละหลวมได้ นายกฯกล่าวว่าก็ต้องไม่ให้หลวม เรามีเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง พอเรื่องนี้มันเป็นกฎหมายแล้ว เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ต้องมีหน้าที่ในการกํากับดูแลอย่างเคร่งครัด

เมื่อถามว่าต่อไปนี้ปืนใช้ป้องกันตัวอยู่ในบ้านเท่านั้นใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า”ป้องกันตัวในบ้านจริงๆก็ไม่ได้ คุณลองยิงโจรในบ้านสิ คุณก็ผิดอยู่ดี กฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น ความจริงแล้ว ที่ผ่านมาเป็นยังไงไม่รู้ แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่ของที่ดี ใครมีอยู่ใกล้ตัว ก็คิดว่าตัวเองมีกําลังเหนือคนอื่นเขา ถ้าเกิดมีเหตุที่ต้องกดดัน หรือมีเหตุบัดดาลโทสะขึ้นมา ก็จะทําสิ่งที่ไม่คาดคิด และสุดท้ายใครเดือดร้อน ตัวเองก็เดือดร้อนอีก แล้วก็ไปทําให้คนอื่นเขาเดือดร้อนด้วย ตรงนี้ทําให้ถูกใจคนทั้งหมดไม่ได้ แต่ต้องทำให้เกิดความปลอดภัย เฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคราะห์ร้ายกลายเป็นคนบริสุทธิ์ เป็นคนสุจริต คนทั่วไป แล้วก็เป็นเด็ก แบบนี้เราก็ต้องเลือกเอาว่าจะยังไง ก็เอาไว้เป็นของโชว์ เอากระสุนทิ้งไป เอาแม็กออกไป แยกห่างออกมา แล้วเอาไปทํากล่องครอบ”

กำชับทุกหน่วยเร่งเยียวยาเหยื่อกราดยิง

นายอนุทินยังกล่าวถึงความคืบหน้าคดีกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรีว่าก็ดำเนินคดีไป แต่คนที่เกี่ยวข้องเป็นผู้เคราะห์ร้ายไปด้วย ปืนเป็นของปู่ซึ่งปู่และย่าก็โดนตั้งแต่ที่บ้านเลยและผู้ก่อเหตุก็มาทำร้ายตัวเอง ตอนนี้ก็เน้นไปที่การช่วยเหลือ เมื่อสักครู่ในที่ประชุมครม.ก็ได้มีการเน้นย้ำกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องในส่วนของเงินเยียวยากรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการรวมถึงกองทุนในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขก็ได้มอบหมายให้ไปดูแลในเรื่องของสภาพจิตใจ

ศธ.ชงมาตาการโรงเรียนปลอดภัยทั่วปท.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ร่วมแถลงถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เข้าสู่ที่ประชุมครม.

โดยนายประเสริฐกล่าวว่าเหตุกราดยิงที่จ.นนทบุรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการดูแลความปลอดภัยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มกำลัง กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษาลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 กำหนดให้สถานศึกษาทุกแห่งเป็น เขตพื้นที่ปลอดภัยโดยให้จัดทำแผนรักษาความปลอดภัยซักซ้อมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินและการจัดระบบดูแลด้านสุขภาพจิต การบูรณาการทำงานร่วมกับตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการตรวจค้นคัดกรองอาวุธและสิ่งของอันตรายก่อนเข้าสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด

ตรวจค้นอาวุธก่อนเข้าพื้นที่สถานศึกษา

ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีนับแต่วันที่ประกาศและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้บูรณาการความร่วมมือกับทุกกระทรวงที่มีสถานศึกษาในสังกัดให้นำมาตรการความปลอดภัยฉบับเดียวกันนี้ไปปรับใช้ เพื่อให้เกิดมาตรฐานการดูแลความปลอดภัยของผู้เรียนที่เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ

สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่มีผลบังคับใช้ในทันทีระหว่างที่กฎหมายอยู่ระหว่างพิจารณากระทรวงได้กำชับให้สถานศึกษาทุกแห่งเร่งดำเนินการใน 2 เรื่องหลักโดยทันทีได้แก่1.การตรวจค้นและคัดกรองสิ่งผิดกฎหมาย อาวุธ และของอันตรายทุกประเภท ก่อนเข้าพื้นที่สถานศึกษาอย่างเข้มงวดและ2.การให้คำปรึกษาและดูแลด้านสุขภาพจิต แก่นักเรียน ครู และบุคลากรทุกคน

ส่วนในเชิงโครงสร้างระยะยาว กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างการยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษาซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผ่านระบบกลางทางกฎหมาย ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม- 9กันยายน และจะเร่งเสนอสภาฯโดยเร็วที่สุดเพื่อให้มีกฎหมายแม่บทรองรับการดูแลความ ปลอดภัยของนักเรียนและนักศึกษาอย่างยั่งยืน

พร้อมเยียวยาเทพศิรินทร์นนท์เต็มที่

สำหรับโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรีกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและทีม MCATT(ทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต) ของกรมสุขภาพจิต ได้ลงพื้นที่ประเมินและให้การ ปฐมพยาบาลทางจิตใจแก่นักเรียนและครูอย่างต่อเนื่องนับแต่เกิดเหตุพร้อมทั้งได้ประกาศปิดเรียนชั่วคราว 1 สัปดาห์เพื่อจัดเตรียมความพร้อมด้านสถานที่

กระทรวงศึกษาธิการยืนยันมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการดูแล ความปลอดภัยและสภาพจิตใจของนักเรียน ครู และบุคลากรทุกคน และจะเร่งประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยจะติดตามและประเมินสภาพจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบเป็นระยะ รวมถึงการคัดกรองภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ในช่วง 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือนหลังเกิดเหตุเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ได้รับผลกระทบทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมจนกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

‘ประเสริฐ’ลงนามประกาศศธ.

ต่อมา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการเผยว่าตนได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาเพื่อยกระดับมาตรการป้องกัน ป้องปราม เฝ้าระวัง ลดความเสี่ยงและการบริหารจัดการความปลอดภัยแก่นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดรวมทั้งการกำกับดูแลและการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษาให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

งัด7มาตรการยกระดับรร.ปลอดภัย

สำหรับมาตรการความปลอดภัยมีดังต่อไปนี้ คือ 1.ให้มีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยในระดับสถานศึกษา 2.ให้มีแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษา ระบบการติดต่อสื่อสาร การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉิน และการตรวจตราความปลอดภัย 3.ให้มีระบบดูแล คัดกรอง ช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต และการพัฒนาครูแนะแนว 4.ให้มีการบูรณาการความปลอดภัยของสถานศึกษาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5.ให้มีการเปิดพื้นที่สถานศึกษาให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมสังเกตการณ์ 6.ให้มีการสร้างความตระหนักรู้ และการเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในสถานศึกษา และ7.ให้สถานศึกษาเป็นเขตพื้นที่ปลอดภัย โดยเฉพาะต้องห้ามไม่ให้นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา ผู้ปกครอง หรือบุคคลอื่นใดนำพาหรือพกพาสิ่งของต้องห้ามเข้ามาภายในสถานศึกษา ซึ่งสิ่งของที่มีไว้ครอบครองเป็นความผิดตามกฎหมาย เช่นอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง สิ่งเทียมอาวุธปืน ยาเสพติด แก๊สน้ำตา เครื่องช็อตไฟฟ้า สเปรย์พริกไทย สนับมือ บุหรี่ไฟฟ้า สารเคมี เป็นต้น