ทีมแพทย์เผยแม้ติดประชุมครม. แต่ อนุทิน ไม่ทิ้งภารกิจหัวใจติดปีก ส่งเครื่องบินรับหัวใจถึงผู้ป่วย

ทีมแพทย์เผยแม้ติดประชุมครม. แต่ อนุทิน ไม่ทิ้งภารกิจหัวใจติดปีก ส่งเครื่องบินรับหัวใจถึงผู้ป่วย

ทีมแพทย์เผยแม้ติดประชุมครม. แต่ อนุทิน ไม่ทิ้งภารกิจหัวใจติดปีก ส่งเครื่องบินรับหัวใจถึงผู้ป่วย

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.08 น.

เช้าวันนี้ 21 เมษายน 2569 แม้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย จะติดประชุมครม. แต่ยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเป็นการเร่งด่วน โดยได้ส่งเครื่องบินส่วนตัว พร้อมนักบิน ให้ทีมแพทย์ไปรับหัวใจที่โรงพยาบาลลำปาง เพื่อส่งต่อผู้ป่วยให้ทันเวลา

อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน

บิ๊กดุลย์ ให้กำลังใจ มทภ.4 เป็นคนตั้งใจ แนะนำยุทธศาสตร์พระราชทานคุย โรงเรียนปอเนาะ-ตาดีกา

บิ๊กดุลย์ ให้กำลังใจ มทภ.4 เป็นคนตั้งใจ แนะนำยุทธศาสตร์พระราชทานคุย โรงเรียนปอเนาะ-ตาดีกา

บิ๊กดุลย์ ให้กำลังใจ มทภ.4 เป็นคนตั้งใจ แนะนำยุทธศาสตร์พระราชทานคุย โรงเรียนปอเนาะ-ตาดีกา

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.57 น.

”บิ๊กดุลย์“ ให้กำลังใจ “แม่ทัพภาคที่ 4“ เป็นคนตั้งใจ อยู่อีสานด้วยกันมาทั้งชีวิต เผยได้แนะนำให้นำยุทธศาสตร์พระราชทาน ไปคุยโรงเรียน “ปอเนาะ – ตาดีกา”ทำความเข้าใจ หวังสร้างความเชื่อมั่นพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. วัที่ศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวให้กำลังใจ พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 หลังยังคงเกิดกระแสให้ย้ายออกจากตำแหน่ง จากคนในพื้นที่ว่า แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นคนที่ตั้งใจ และโดยส่วนตัวก็เป็นเพื่อนกัน อยู่อีสานด้วยกันมาทั้งชีวิต ส่วนตัวได้ให้คำแนะนำ เรื่องการนำยุทธศาสตร์พระราชทาน ตามนโยบายของรัฐบาล การเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ให้เข้าไปพูดคุยกับโรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา และโรงเรียนเอกชน เพื่อสร้างความเข้าใจก่อน เมื่อเข้าใจกันรู้จักกันความเชื่อใจกันก็จะเกิดขึ้น เมื่อความเชื่อใจเกิดขึ้นค่อยกำหนดแนวทาง ในการพัฒนาร่วมกันได้ ตนยืนยันอย่างนั้น เพราะยุทธศาสตร์พระราชทาน เราใช้ และประสบความสำเร็จในทุกพื้นที่ทุกเหตุการณ์ 

เมื่อถามว่า ในพื้นที่ยังคงมีการลงภาพ และใช้ IO ปั่น พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า อยากให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่กังวลหรือไม่ว่าสถานการณ์อาจจะรุนแรงขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “เรื่องนี้มันจบแล้ว เขาคุยกันเข้าใจแล้ว” 

คนละครึ่งพลัส รถเก่าแลกรถใหม่ ยังไม่เข้า ครม. สัปดาห์นี้ เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ

คนละครึ่งพลัส รถเก่าแลกรถใหม่ ยังไม่เข้า ครม. สัปดาห์นี้ เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ

คนละครึ่งพลัส รถเก่าแลกรถใหม่ ยังไม่เข้า ครม. สัปดาห์นี้ เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.47 น.

“ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้า ครม. สัปดาห์นี้ เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ เพราะ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องติดงานต่างประเทศ ยืนยันมีงบนำมาใช้แน่นอน มั่นใจรัฐบาลบริหารจัดการได้

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานสะอาด คาดว่าจะเข้าที่ประชุม ครม. วันนี้หรือไม่ว่า ยังไม่มี เนื่องจากกระทรวงการคลังกำลังดูรายละเอียดในเรื่องนี้อยู่

ส่วนการดูแลค่าไฟให้กับกลุ่มเปราะบาง จะมีการพิจารณาหรือไม่นั้น นายภราดร เผยว่า ความจริงในเรื่องนี้จะมีการจัดทำเป็นขั้นบันได ซึ่งผู้ที่ใช้ไฟน้อยปกติจ่ายอยู่ที่ราว 2 บาทกว่าต่อหน่วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะมีการปรับเกณฑ์บันไดค่าไฟใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเดือนมิถุนายนนี้ เพราะมาตรการเดิมจะสิ้นสุดในเดือนพฤษภา 

พร้อมกันนี้ นายภราดร ยังชี้แจงกรณีโครงการคนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันนี้ เนื่องจากยังไม่ได้มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เพราะ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ จึงมีการขยับการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ออกไป ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวว่างบประมาณมีไม่มี รัฐบริหารจัดการได้ เพราะมีหลายช่องทางที่สามารถทำได้ ทั้งการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ ซึ่งจะดำเนินการอย่างแน่นอน รวมถึงงบกลางฉุกเฉินบางส่วน ก็ยังนำไปใช้ได้

เลขาสภาพัฒน์ฯ ยันยังไม่ควรขึ้นภาษี แม้อยู่ในแผนเดิม ชี้ยังไม่เรียกถกปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ รอคุย เอกนิติ ก่อน

เลขาสภาพัฒน์ฯ ยันยังไม่ควรขึ้นภาษี แม้อยู่ในแผนเดิม ชี้ยังไม่เรียกถกปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ รอคุย เอกนิติ ก่อน

เลขาสภาพัฒน์ฯ ยันยังไม่ควรขึ้นภาษี แม้อยู่ในแผนเดิม ชี้ยังไม่เรียกถกปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ รอคุย เอกนิติ ก่อน

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.43 น.

เลขา สภาพัฒน์ฯ ยันสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่ควรขึ้นภาษี แม้อยู่ในแผนเดิม เผยยังไม่เรียกถกปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ รอคุย “เอกนิติ” ก่อน

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 09.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ เลขาฯ สภาพัฒน์ กล่าวถึงการวาระประชุม 4 หน่วยงาน ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงบประมาณ และสภาพัฒน์ ในวันพรุ่งนี้ว่า เป็นการประชุมตามวาระปกติ เมื่อมีการจัดทำงบประมาณปี 2570 จึงต้องมีการหารือกันก่อน เพื่อดูเรื่องของกรอบงบประมาณ แต่เชื่อว่าการจัดทำงบประมาณปี 2570 จะเร็วขึ้น โดยจะเร่งให้ออกได้ตามกรอบที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้  ซึ่งที่ผ่านมาล่าช้าไป

นายดนุชา กล่าวด้วยว่า สำหรับการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาปรับเพิ่มหนี้สาธารณะนั้นจะต้องมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน การคลังของรัฐ ก่อน แต่ขณะนี้ยังไม่มีการเรียกประชุม ซึ่งตนต้องหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ก่อน

ผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนในการขึ้นภาษีจาก 7% เป็น 10%  นายดนุชา กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับขึ้น แต่ส่วนตัวคิดว่าการปรับขึ้นคงจะยาก เพราะต้องดูสถานการณ์ให้ดีกว่านี้ แต่เรื่องนี้อยู่ในแผนเดิมอยู่แล้ว ส่วนจะดำเนินการเมื่อไหร่ ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ภิญโญ’จี้ รมว.สธ. สางปัญหายาขาดแคลน หวั่นกระทบประชาชน

ภิญโญ'จี้ รมว.สธ. สางปัญหายาขาดแคลน หวั่นกระทบประชาชน

ภิญโญ’จี้ รมว.สธ. สางปัญหายาขาดแคลน หวั่นกระทบประชาชน

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.40 น.

วันที่ 21 เม.ย. 2569 นายภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลจ่ายยาให้น้อยกว่าปกติหรือแบ่งจ่ายยาให้ประชาชนเป็น 2 รอบ ทั้งนี้เวลาไปพบแพทย์ตามนัดจะได้ยามาไม่ครบตามกำหนดที่แพทย์นัดครั้งต่อไป ปัญหาดังกล่าวสร้างความหวั่นวิตกให้กับพี่น้องประชาชนมาก เพราะกังวลว่าโรงพยาบาลจะไม่มียาจ่ายให้ประชาชนเพื่อรักษาตัวในอนาคต 

นายภิญโญ กล่าวด้วยว่า จากการสอบถามบุคลากรทางการแพทย์ ได้รับทราบว่าปัญหายาขาดแคลนในสถานพยาบาลมีมานานแล้ว ซึ่งได้รับทราบจากผู้บริหารในกระทรวงสาธารณสุขว่า สาเหตุจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ส่งผลให้ยาหลายชนิดขาดตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณที่จ่ายให้ตามโรงพยาบาลหรือตามศูนย์บริการทางการแพทย์ลดลงไปมาก ซึ่งที่ผ่านมาก็พยายามแก้ปัญหามาตลอด แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะเป็นบัญหาในระดับนโยบาย ที่ผ่านมาบุคลากรทางการแพทย์หวั่นว่าจะสร้างปัญหาในการให้บริการกับประชาชนในอนาคต 

ภิญโญ

“กรณีดังกล่าว ขอเรียกร้องไปยังนายพัฒนา พร้อมพัฒน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ต้องเร่งปัญหาดังกล่าว เพราะการเข้าถึงการบริหารทางการแพทย์คือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ปัญหายาขาดแคลนต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 มาจนถึงปัจจุบันแต่ไม่ได้รับการแก้ปัญหาจากรัฐบาล ดังนั้นนายพัฒนาต้องมีคำตอบว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชนทั่วประเทศรัฐบาลจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ได้” นายภิญโญ กล่าว 

ภิญโญ

ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน แค่อธิบายข้อกฎหมาย ย้ำทำงานเพื่อประชาชน​ ไร้การเมือง​

ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน แค่อธิบายข้อกฎหมาย ย้ำทำงานเพื่อประชาชน​ ไร้การเมือง​

ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน แค่อธิบายข้อกฎหมาย ย้ำทำงานเพื่อประชาชน​ ไร้การเมือง​

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.26 น.

“ปกรณ์” กวักมือเรียกสื่อเคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน โวย ถูกตัดตอนคำ แจง แค่ตอบข้อกม. พ้อ ไม่ค่อยอยากให้สัมภาษณ์แล้ว บอก นายกฯเข้าใจ ย้ำ ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ พร้อมยกริสแบนด์สีเหลือง ระบุ ทำเพื่อชาวบ้าน

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 08.57 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตึกบัญชาการ 1 ทั้งนี้ ก่อนขึ้นห้องประชุม นายปกรณ์ได้กวักมือเรียกสื่อมวลชนเพื่อชี้แจงประเด็นการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท โดยนายปกรณ์ กล่าวว่า ขอชี้แจงก่อน ที่สื่อถามตนถามว่า รัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินทำได้หรือไม่ ตนจึงตอบว่าทำได้ตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา 172 ตนอธิบายว่าทำอย่างไรได้บ้าง และนักข่าวถามว่า น่าจะมีการกู้เงินค้ำประกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำได้หรือไม่  ตนก็ตอบว่าทำได้ แต่ถามว่าเรื่องไปถึงไหน ตนบอกว่าไม่รู้ ต้องไปถามกระทรวงการคลัง กลายเป็นว่าตนไปบอกว่าจะกู้เงินซะแล้ว และคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ อย่างนี้ตนคิดว่าไม่ค่อยถูก ทีหลังคิดว่าตนไม่ค่อยจะพูดแล้วจะดีกว่า และตนคิดว่าที่นายกฯไม่ค่อยจะให้สัมภาษณ์ ส่วนหนึ่งเพราะเวลาเอาไปลงมันตัดตอนไป แล้วคนเอาไปพูดกันไม่เข้าใจ หาว่าตนไปออฟไซด์รัฐบาล พูดกันต่อหน้า เคลียร์กันก่อนว่าเรื่องเป็นอย่างนี้ คำถามที่ได้รับคือแบบนั้น และตนตั้งใจอธิบายตามกฏหมาย ไม่ได้มีอะไร ยินดีที่จะให้ความรู้ทางกฎหมายในรายละเอียด ประเด็นการเมืองตนไม่รับ ตนรับไม่ได้ เรื่องของบ้านเมือง คิดว่าต้องพูดด้วยเหตุผล อย่าเอาไปตัดนิดๆ แล้วเอาไปพูด เอาไปพาดให้เป็นประเด็นร้อน คิดว่าไม่ดีต่อบ้านเมือง 

“ขอฝากไว้นิดหนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่า เล่ากฎหมายให้ฟังเป็นประเด็นปัญหาแก่รัฐบาลและสังคมไปได้ ผมคิดว่าไม่ถูก ต้องอธิบายกันก่อน ผมไม่ได้แก้ตัว เล่าข้อเท็จจริงให้ฟังว่าเมื่อวานเราคุยกันอย่างไร น้อง ๆ อยู่รอบตัวผมหลายคน อันนี้ขอนิดหนึ่ง เคลียร์กันก่อน และวันนี้ยังไม่มีเรื่องกู้หรือเรื่องอะไรทั้งนั้น เพราะต้องไปคุยกันก่อน ที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกฯ บอกว่าต้องไปคุยกันก่อนก็ถูก ที่ปลัดกระทรวงการคลังบอกไม่รู้ก็ถูกอีก ก็ยังไม่มีการพูดคุย แต่คำถามเมื่อวานคือว่าจะออก พ.ร.ก. ทำได้หรือเปล่า ผมก็บอกว่าทำได้ตามมาตรา 172 น้องๆ ก็ถามว่ามันเข้าเงื่อนไขไหม ผมก็ตอบส่วนตัวคิดว่าแบบนี้เข้าเงื่อนไขมั้ย ก็ฝากไว้แล้วกัน แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ผมไม่ได้โมโห ขอแค่อยากเคลียร์นิดหนึ่ง ไม่อยากให้สังคมสับสนวุ่นวายไปมากกว่านี้“นายปกรณ์ ระบุ

นายปกรณ์ กล่าวว่า บางคนไม่ทันไรตั้งท่าจะค้านแล้ว สิ่งที่เราต้องทำในอนาคตประคองบ้านเมืองให้ไปข้างหน้าในสถานการณ์ที่คุณเรียกว่าวิกฤติซ้อนวิกฤติ แต่มันคือนิวนอร์มอลของโลกนี้ที่มันเกิดขึ้นแล้ว และเราต้องอยู่กับมันในอนาคต เราจะส่งต่อเรื่องแบบนี้ให้คนรุ่นถัดไปได้อย่างไร อย่ามามัวทะเลาะกัน เล่นอะไรแบบนี้ไม่ดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯไม่ได้ต่อว่าอะไรที่ออกมาพูดก่อนในเรื่องนี้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ก็ตนเล่าข้อกฎหมายให้ฟัง นายกฯก็เข้าใจ ซึ่งตนได้เล่าให้สื่อฟังเมื่อวาน ยังไม่ทันวันรุ่งขึ้นกลายเป็นว่า พอพูดเสร็จข่าวไปตัดออก กระจายเลยทีนี้ ตนไม่ได้เน้นการเมือง แต่ถ้าอยากถามข้อกฎหมายมาถามตน ถ้าอยากให้อธิบายอะไร ยินดี มานั่งคุยกันได้ แต่ถ้าถามเรื่องการเมืองหรือเรื่องที่คาดหมายผลตอบไม่ได้หรอก เพราะ ครม.ต้องคุยกัน หรือพรรคร่วมรัฐบาล ต้องให้เกียรติ วางแผนร่วมกัน

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ต้องมีการพูดคุยในหลายภาคส่วนใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจต้องวางแผนระยะยาวไม่ใช่อยู่ๆ บอกว่าจะทำปุบปับ เวลาจะกู้เงินเองยังต้องคิดหน้าคิดหลังว่าจะมีกำลังจ่ายหรือไม่ จ่ายกี่ปี จะเจ็บป่วยหรือไม่ ทุกคนต้องคิด รัฐบาลก็เหมือนกัน เพราะมีประชาชน 65 ล้านคนต้องดูแล ไม่ใช่ปุบปับจะทำได้ ต้องคิด และวางแผน 

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะกังวลในการให้ความรู้เรื่องข้อกฎหมายหรือไม่ นายปกรณ์ ตอบทันที ว่า “ส่วนตัวกังวล เพราะถ้าเป็นแบบนี้ คิดว่าเราไม่พยายามให้ความรู้กับสังคมเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง เราเน้นเป็นประเด็นการเมืองทั้งหมด ซึ่งไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ ตนเองไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ แต่ตั้งใจเข้ามาทำในสิ่งที่อยากจะทำให้ประสบความสำเร็จ Better Regulation for Better Life ก่อนจะยกมือขวาที่สวมใส่ริสแบนด์สีเหลือง ซึ่งระบุข้อความ ”Better Regulation for Better Life“ ขึ้นมา พร้อมบอกว่า “สิ่งที่อยู่ในข้อมือผม บอกตลอดเวลาว่า ต้องทำอะไรให้ชาวบ้าน แต่ไม่เอาการเมือง ขอร้อง” ก่อนจะกล่าวขอบคุณ และขอจบการสัมภาษณ์

เมื่อถามย้ำถึงตัวเลข พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท นายปกรณ์ถามกลับว่า “ตัวเลข 5 แสนล้านเมื่อวาน ใครเป็นคนถามผมตอนแรก“

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า เป็นคำถามนำใช่หรือไม่ นายปกรณ์ตอบกลับว่า ใช่ ตัวเลข 5 แสนล้านบาทได้ไหมอาจารย์เมื่อวานนี้ ผมบอกว่า ไม่รู้ ไปถามกระทรวงการคลังดูสิ แล้วเขาบอกว่า 5 แสนล้านได้ไหมอาจารย์ ผมก็บอกว่าประมาณนั้นมั้ง แล้วผมก็หัวเราะ ไปเปิดเทปดูได้ 

จากนั้นนายปกรณ์ได้เดินออกจากวงสัมภาษณ์ และหันกลับมายกมือไหว้สื่อ พร้อมบอกว่า ขออนุญาตนะ ไม่ได้ดุ แต่อยากสร้างความเข้าใจร่วมกัน

รู้จักตัวตน สว.ประทุม วงสวัสดิ์ เจ้าของวาทะ อาหารกลางวันสว. คือเกียรติยศ

รู้จักตัวตน สว.ประทุม วงสวัสดิ์ เจ้าของวาทะ อาหารกลางวันสว. คือเกียรติยศ

รู้จักตัวตน สว.ประทุม วงสวัสดิ์ เจ้าของวาทะ อาหารกลางวันสว. คือเกียรติยศ

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.06 น.

เปิดโปรไฟล์ สว.ประทุม วงสวัสดิ์ ผู้อภิปรายไม่เห็นด้วยตัดงบอาหารกลางวัน สว. คร่ำหวอดธุรกิจโรงแรม เคยประกาศจุดยืน แก้ 112 หนุนเลิกเกณฑ์ทหาร เห็นด้วยสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองพิเศษ

กระแสเรียกร้องให้มีการยกเลิกอาหารกลางวันของ สส.-สว. นั้นถูกพูดถึงมานานหลายปี แต่เพิ่งจะมาจุดติดอย่างจริงจังในสมัยประชุมสภาชุดนี้ ซึ่งต้องให้เครดิต นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. หนึ่งเดียวจากพรรคไทยภักดี ที่อาศัยความ “เก๋าเกม” และชั้นเชิงการอภิปรายที่ไม่เคยตกยุค ชิงจังหวะเสนอประเด็นที่แหลมคมจนคนทั้งประเทศต้องหันมอง นั่นคือการรณรงค์ “ตัดงบอาหารกลางวัน สส.-สว.” ที่สิ้นเปลืองมหาศาล เพื่อนำไปสมทบสวัสดิการที่ประชาชนได้ประโยชน์โดยตรง

หมอวรงค์จุดไฟติดทันที! กระแสนี้ทรงพลังจนกลายเป็นไวรัลที่สังคมขานรับอย่างกว้างขวาง ภาพที่ตามมาคือความชุลมุนในสภาที่ดูจะ “สร้างภาพ” กันจนน่าเอ็นดู บรรดา สส. หลายพรรคต่างตบเท้าลงไปซื้อข้าวกินเองที่ร้านอาหารสภา บางรายถึงขั้นหิ้วปิ่นโตมาอวดหน้าสื่อโชว์ความสมถะ หวังโกยคะแนนจากกระแสความตระหนักรู้เรื่องภาษีประชาชน

แต่ท่ามกลางกระแสการ “ปฏิรูปการกิน” ที่กำลังเบ่งบาน ในการประชุมวุฒิสภาเมื่อ 20 เม.ย.69 มีเสียงสวนทางที่ทำเอาสังคมถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อ ดร.ประทุม วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ลุกขึ้นหารือประเด็นนี้ด้วยท่าทีที่จริงจัง

วาทะที่สร้างความฮือฮาไปทั้งห้องประชุมและโลกโซเชียลคือการที่เธอมองว่า เรื่องปากท้องของท่านผู้ทรงเกียรติในสภานั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ โดยระบุใจความสำคัญว่า “การมีอาหารกลางวันและเครื่องดื่มดูแลสมาชิก ไม่ใช่เรื่องของเงินเพียงอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสถาบันนิติบัญญัติ… หากจะประหยัดจริง ก็ควรใช้วิธีลดปริมาณหรือลดจำนวนมื้อลง แทนการตัดงบทั้งหมดทิ้งไป”

และจากการลุกขึ้นอภิปรายดังกล่าว ก็ถูกสื่อแทบทุกสำนัก นำข้อความนี้ไปเผยแพร่ จนเรียกเสียงวากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

วาทะ “เกียรติยศที่กินได้” นี้เอง ที่ทำให้คนไทยต้องหันมาทำความรู้จักกันเสียหน่อยว่า สว. ท่านนี้เป็นใคร และมีปูมหลังอย่างไร

ดร.ประทุม วงศ์สวัสดิ์  เป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยผ่านด่านการเลือกกันเองในกลุ่ม 11 (กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว หรืออาชีพด้านโรงแรม) ซึ่งก็ถือว่า มาตรงสาย เพราะเธอมีประสบการณ์โชกโชนในธุรกิจนี้ ตามประวัติที่แจ้งไว้เว็บไซต์ สว.67 https://senate67.com/   ระบุว่า

– เป็นเจ้าของโรงแรม NATURAL PARK RESORT หาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี และที่ปรึกษาโรงแรม Natural Park Resort de Wanthobg พิษณุโลก

– เจ้าของ Thai Pattara Center ร้านอาหารไทยและสปาไทยในกรุงมอสโค ประเทศรัสเซีย

– เคยเป็นผู้จัดการทั่วไปโรงแรม Natural Park Resort , Welcome Jomtien พัทยา และเคยเป็นผู้บริหารโรงแรม Ambassador City Jomtien โรงแรม รีเจ้นท์พัทยา-ชะอำ และโรงแรมมณเทียร พัทยา

ส่วนด้านการศึกษานั้น  จบปริญญาเอกด้านการจัดการการท่องเที่ยวและบริการจาก NIDA พ่วงด้วยวุฒิปริญญาตรีรัฐประศาสนศาสตร์ จากรามคำแหงและโทในสาขาเดียวกันจาก นิด้า

ที่น่าสนใจคือ ดร.ประทุม ได้แสดงจุดยืน เอาไว้ในเว็บไซต์เดียวกัน ว่า “เห็นด้วย” ในเรื่องสำคัญๆ ที่สังคมถกเถียงกัน เช่น เห็นด้วยกับเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ “ทั้งฉบับ” และให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ใหม่ จากการเลือกตั้ง 100%

– นิรโทษกรรมคดีการเมือง “ทุกคดี”

– ยกเลิกกฎหมายปราบปรามการค้าประเวณี

– เสรีภาพในการเลือกใช้คำนำหน้านาม 

– บำนาญให้ประชาชนทุกคน เดือนละ 3,000 บาท

– ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ

– แก้ไข มาตรา 112 

– สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองพิเศษ

– ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ

และนี่คือบางส่วนของความเป็น ดร.ประทุม วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา คนดังที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก 

อดีตผู้พิพากษากระทุ้งระบบกฎหมายไทย หลังคำพิพากษายกฟ้อง กกต. คดีฮั้ว สว.

อดีตผู้พิพากษากระทุ้งระบบกฎหมายไทย หลังคำพิพากษายกฟ้อง กกต. คดีฮั้ว สว.

อดีตผู้พิพากษากระทุ้งระบบกฎหมายไทย หลังคำพิพากษายกฟ้อง กกต. คดีฮั้ว สว.

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.02 น.

วันที่ 21 เมษายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  “ยกฟ้องเพราะไม่มีอำนาจฟ้อง”: เมื่อกระบวนการยุติธรรมปิดประตูตั้งแต่หน้าศาล — บทเรียนจากคดีฟ้อง กกต. กรณีฮั้วเลือก สว.

คำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 69 ที่ “ยกฟ้อง” คดีที่ผู้สมัคร สว. บัญชีสำรอง ยื่นฟ้องบอร์ด กกต. ทั้งคณะ และเลขาธิการ มิได้เป็นเพียงการยุติข้อพิพาทรายบุคคล แต่นี่คือ “คำตอบเชิงโครงสร้าง” ที่ตอกย้ำว่า ในระบบกฎหมายไทยปัจจุบัน ประชาชนทั่วไปอาจไม่มีที่ยืนในคดีที่เกี่ยวข้องกับความสุจริตของรัฐ 

1.คดีนี้ไม่ได้ตัดสินว่าใครผิด — แต่ตัดสินว่า “ใครพูดได้” 
ศาลหยุดการพิจารณาไว้เพียงแค่ประตูหน้าศาล ด้วยเหตุผลทางเทคนิคว่าโจทก์ “ไม่ใช่ผู้เสียหาย” โดยให้เหตุผลว่า หาก กกต. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ “รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย” และต้องให้ “พนักงานอัยการ” เป็นผู้ฟ้อง
ประเด็นที่น่าคิดคือ เมื่ออัยการคือทนายแผ่นดิน และ กกต. คือองค์กรอิสระของแผ่นดิน การผูกขาดอำนาจฟ้องไว้ที่รัฐเพียงฝ่ายเดียวเช่นนี้ ย่อมทำให้ประชาชนเกิดคำถามถึงความโปร่งใส (Check & Balance) ว่าในที่สุดแล้ว “คนของรัฐ” จะกล้าฟ้อง “องค์กรของรัฐ” อย่างเต็มกำลังจริงหรือไม่? 

2. ความเสียหายที่ศาลมองไม่เห็น (แต่อยู่ในใจประชาชน) 
ศาลวินิจฉัยว่าสถานะ “บัญชีสำรอง” ทำให้ความเสียหาย “ยังไม่แน่นอน” แต่ในโลกของความเป็นจริง การเลือกกันเองของ สว. ที่ถูกครหาว่ามีการ “ฮั้ว” กัน ย่อมทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของสนามแข่งขันไปตั้งแต่นาทีแรกแล้ว
การตีความความเสียหายแบบ Actual Damage (ต้องเกิดผลเสียที่เป็นรูปธรรมชัดเจน) อาจเหมาะกับคดีลักวิ่งชิงปล้นทั่วไป แต่สำหรับคดีเลือกตั้งที่ส่งผลต่อชะตากรรมของประเทศ ความเสียหายควรถูกนิยามให้กว้างกว่านั้น เพราะมันคือการพราก “โอกาสที่เท่าเทียม” ไปจากผู้สมัครทุกคน

3. ช่องว่างของความรับผิด (Accountability Gap)
เมื่อศาลวางหลักว่า:
• ผู้สมัครไม่มีอำนาจฟ้องเอง
• ประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง
• อำนาจผูกขาดอยู่ที่รัฐ
เรากำลังเผชิญกับภาวะที่ไม่มีใครสามารถเรียกหาความรับผิดชอบได้ หากกลไกของรัฐเลือกที่จะ “นิ่งเฉย” หรือ “มองไม่เห็น” ความผิดปกติที่เกิดขึ้น

4. ใครโกง? vs ใครปล่อยให้โกง? 
ศาลแนะให้ไปฟ้องคนฮั้ว (229 คน) โดยตรง แต่ในทางกฎหมายมหาชน การ “งดเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ของเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ต้องคุมกฎนั้นร้ายแรงไม่แพ้ตัวผู้กระทำผิด การตัดความเชื่อมโยง (Causal Link) ระหว่างการนิ่งเฉยของเจ้าหน้าที่กับความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจทำให้เกราะคุ้มกันของเจ้าพนักงานของรัฐแข็งแกร่งจนยากจะตรวจสอบ

5. ถึงเวลาทบทวนกติกา: Citizen Suit คือทางออก? 
บทเรียนจากคดีนี้ชี้ให้เห็นว่า หากศาลไม่ตีความกฎหมายปัจจุบันแคบจนเกินไป ก็อาจถึงเวลาต้องขยายเรื่อง Standing (สิทธิในการฟ้องคดี) ในกฎหมายให้กว้างขึ้น เหมือนในหลายประเทศที่มีระบบ Citizen Suit หรือการอนุญาตให้ “ผู้มีส่วนได้เสียในฐานะพลเมือง” สามารถฟ้องคดีสาธารณะได้ เพื่อไม่ให้อำนาจการตรวจสอบถูกรวมศูนย์ไว้ที่หน่วยงานของรัฐเพียงอย่างเดียว

บทสรุป

คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีนี้ไม่ได้บอกเราว่าการเลือกกันเองเพื่อเป็น สว. ครั้งที่ผ่านมาสุจริตหรือไม่… แต่มันบอกเราว่า หากคุณสงสัยในความไม่โปร่งใส คำตอบจากกระบวนการยุติธรรมในวันนี้คือ “คุณไม่มีสิทธิถาม”

ในระยะสั้น ระบบอาจเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด แต่ในระยะยาว ระบบที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่หน้าประตูศาล จะยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมได้จริงหรือ? เพราะความยุติธรรมที่เข้าถึงไม่ได้… ก็แทบไม่ต่างอะไรกับความอยุติธรรม

ยศชนัน ย้ำ อว.พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น ผนึกเครือข่ายหนุนจัดหาอุปกรณ์-ให้ความรู้ประชาชนปรับใช้

ยศชนัน ย้ำ อว.พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น ผนึกเครือข่ายหนุนจัดหาอุปกรณ์-ให้ความรู้ประชาชนปรับใช้

ยศชนัน ย้ำ อว.พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น ผนึกเครือข่ายหนุนจัดหาอุปกรณ์-ให้ความรู้ประชาชนปรับใช้

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.51 น.

“ยศชนัน” ย้ำ อว.พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น ประสานเครือข่ายหนุนจัดหาอุปกรณ์-ให้ความรู้ประชาชนปรับใช้

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 07.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงการลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาฝุ่น ว่า การแก้ไขปัญหาไม่จำเป็นต้องรอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพราะมีการสื่อสารกันอยู่แล้ว และนายกรัฐมนตรีได้หารือกับหลายคน ซึ่งทุกคนทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลภาคเหนือ มีเครือข่ายต่าง ๆ ที่สามารถแจ้งเข้ามาได้ โดยกระทรวงอว. สามารถทำได้เพราะมีงบประมาณอยู่แล้ว โดยเฉพาะแนวทางการส่งเสริมความรู้ เพื่อให้แต่ละคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ 

นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องฝุ่น ไม่ใช่มีเพียงที่ จ.เชียงใหม่ แต่มีทั้ง จ.แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ และพะเยา รวมถึงพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งก็พร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
ซึ่งเมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ก็ได้ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่แล้ว

นายยศชนัน กล่าวว่า สำหรับการลงพื้นที่ของตนเป็นการไปให้กำลังใจ และดูว่าขาดเหลืออะไร ส่วนตัวขอให้กำลังใจเครือข่ายอาสาสมัคร และเคารพในจิตใจ ของคนที่ที่ทำหน้าที่และอาสา แม้การสื่อสารอาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน แต่ขอให้กำลังใจซึ่งกันและกัน หากช่วยได้ก็พร้อมทำทุกมิติ

เมื่อถามว่าจะๆมีการขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเผาเพื่อแก้ไขปัญหานี้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เราดูในเรื่องของการวิเคราะห์ พบว่าบางพื้นที่มีปัญหาฝุ่นจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะบริเวณชายแดน แต่บางพื้นที่เราสามารถบริหารจัดการได้ ซึ่งต้องดำเนินการ และหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็เริ่มดำเนินการแล้ว 

น้ำมันลงอีกแน่! เอกนัฏ นัดประชุม กบง. 23 เม.ย.นี้ ลุยหั่นค่าการกลั่นรอบสอง ลดมากกว่า 2 บาท

น้ำมันลงอีกแน่! เอกนัฏ นัดประชุม กบง. 23 เม.ย.นี้ ลุยหั่นค่าการกลั่นรอบสอง ลดมากกว่า 2 บาท

น้ำมันลงอีกแน่! เอกนัฏ นัดประชุม กบง. 23 เม.ย.นี้ ลุยหั่นค่าการกลั่นรอบสอง ลดมากกว่า 2 บาท

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.17 น.

“เอกนัฏ” เตรียมประชุม กบง. หั่นค่ากลั่นรอบสอง ลดมากกว่า 2 บาท คาดประกาศราชกิจจาฯ 23 เม.ย.มีผล 24 เม.ย.เชื่ออนาคตปรับลดอีกแน่

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 8.30 น. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าใน วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายนนี้ เวลา 9.00 น. จะนัดประชุม คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 2  เพื่อปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นมากกว่า 2 บาท โดยตนตั้งใจว่าเที่ยวนี้เมื่อประชุมแล้ว จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลในวันเดียวกันเลย ซึ่งจะส่งผลให้มีการปรับลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มในวันศุกร์ที่ 24 เมษายนทันที ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะนำเงินไปชดเชยการขาดทุนของกองทุนน้ำมัน

เมื่อถามว่าขณะนี้เอกชนยอมหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ขอเรียนตรงไปตรงมาว่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องของเอกชนยอมหรือไม่ยอม แต่เป็นการประเมินจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะตลาดโลกอยู่ในภาวะไม่ปกติ ราคาหน้าโรงกลั่นที่ผูกไว้กับประเทศสิงคโปร์ ราคาหน้าโรงกลั่นแพงขึ้นมาก กว่าต้นทุนที่แพงขึ้น หรือสูงผิดปกติ ที่ผ่านมาได้ให้เอกชน มาชี้แจ้งต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้รู้ค่าการกลั่นจริง ว่ามีราคาเท่าไหร่ และจะกำหนดอัตราที่เขาไม่ขาดทุน จะกำไรเกินเหตุในช่วงวิกฤตก็คงไม่เหมาะสม จึงต้องหาอัตราที่เหมาะสมกับทุกคน

เมื่อถามว่าอนาคตมีแนวโน้มลดค่าการกลั่นมากกว่า 2 บาทหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่ามีแนวโน้มลดมากกว่า 2 บาท เพราะของเดิมตัวเลข 2 บาทมาจากตัวเลขเดือนมีนาคม และตอนนี้อยู่ในช่วงไม่ปกติ มีกฎหมายห้ามส่งออก น้ำมันที่ถูกกลั่นก็จะถูกใช้ในประเทศ คณะกรรมการจึงต้องควบคุมราคาในประเทศให้เกิดความเป็นธรรม ขณะที่เดือนเมษายนราคาขึ้นไป 15 บาท แนวโน้มก็ต้องปรับลดลงกว่านี้ 

นายเอกนัฏยืนยันว่าที่ผ่านมาราคา น้ำมันดีเซลหน้าปั๊มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา รวม 4 ครั้ง เป็นจำนวน 8.84 บาทแล้ว ซึ่งได้ใช้กลไกการตลาดและ ปรับราคาหน้าโรงกลั่น