พิพัฒน์ เสนอของบ พรก.เงินกู้ เปลี่ยนรถสาธารณะ​เป็น EV ภายใน ส.ค.นี้

พิพัฒน์ เสนอของบ พรก.เงินกู้ เปลี่ยนรถสาธารณะ​เป็น EV ภายใน ส.ค.นี้

พิพัฒน์ เสนอของบ พรก.เงินกู้ เปลี่ยนรถสาธารณะ​เป็น EV ภายใน ส.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

วันนที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 12.10 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์​ รัชกิจประการ​ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้าการเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านรถโดยสารสาธารณะ จากรถสันดาปเป็นรถ EV โดยใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้​ 2 แสนล้านบาท​ว่า​ เรื่องนี้ตนได้หารือกับ​นายเอกนิติ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งแต่เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซีย ใหม่ๆ ซึ่งในด้านระบบขนส่งโดยศาลสาธารณะ หลังจากช่วงกลางปี 2570  เราจะได้รับรถ EV ประมาณ 2,320 คัน ตามที่มีการนำเสนอไปก่อนหน้านี้

หลังจากนั้นรถโดยสารของขสมก.จะถูกเปลี่ยนเป็นระบบ EV ทั้งหมด​ โดยในระยะต่อไปจะมีการเปลี่ยนรถขนส่งโดยสารสาธารณะข้ามจังหวัดเป็น EV เพราะฉะนั้น หากเป็นไปได้จะของบจากพ.ร.ก.เงินกู้ มาดำเนินโครงการบ้างได้หรือไม่​ ซึ่งจากการหารือกับอธิบดีกรมการขนส่งทางบก หากรายละเอียดเข้าเกณฑ์ในการใช้งบประมาณดังกล่าวก็จะมีการเสนอขอ

ส่วนเรื่องตัวเลขงบประมาณนั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการลงในรายละเอียด​ แต่เชื่อว่า จะเสนอให้ได้โดยเร็วที่สุด คาดว่าน่าจะภายในเดือน ส.ค.นี้ ขอย้ำว่าอะไรที่เป็นเรื่องบริการสาธารณะจะมีการเปลี่ยนเป็นระบบ EV โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ

นายกฯ ยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขา สมช. ชี้ไม่เกี่ยวโผทหารไม่ลงตัว เป็นเรื่องของสภากลาโหม

นายกฯ ยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขา สมช. ชี้ไม่เกี่ยวโผทหารไม่ลงตัว เป็นเรื่องของสภากลาโหม

นายกฯ ยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขา สมช. ชี้ไม่เกี่ยวโผทหารไม่ลงตัว เป็นเรื่องของสภากลาโหม

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

11 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัว นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า “เรื่องนี้ตนยังไม่คิด” เมื่อถามว่า กระแสข่าวดังกล่าวถูกเชื่อมโยงกับโผโยกย้ายนายทหาร ที่อาจจะไม่ลงตัว นายกฯ กล่าวว่า เรื่องของโผทหาร ตนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรเลย เพราะมันอยู่ในสภากลาโหม

นายกฯ เผย ทูลเกล้าฯ หมอสรณ พ้นประธาน กสทช. แล้ว ย้ำทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

นายกฯ เผย ทูลเกล้าฯ หมอสรณ พ้นประธาน กสทช. แล้ว ย้ำทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

นายกฯ เผย ทูลเกล้าฯ หมอสรณ พ้นประธาน กสทช. แล้ว ย้ำทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

นายกฯ เผย ทูลเกล้าฯ หมอสรณ พ้นประธาน กสทช. แล้ว ย้ำทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ปัดตอบสูญญากาศ ชี้เป็นองค์กรอิสระ รัฐบาลให้ความเห็นมากไม่ได้

11 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทูลเกล้าฯ ให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พ้นจากตำแหน่ง กรณีคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติให้ขาดคุณสมบัติ ว่า ก็เป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการ

เมื่อถามถึงกรณีนักวิชาการออกมาระบุว่า ในเมื่อตัวของประธาน กสทช. จากตําแหน่งแล้ว จะทําให้เป็นสูญญากาศ ในการทํางาน นายกฯ กล่าวว่า ก็ยังมีกรรมการคนอื่นเหลืออยู่ อันนี้เป็นองค์กรอิสระ ตนให้ความเห็นอะไรไม่ได้ รัฐบาลไม่สามารถจะไปกํากับดูแล ได้แต่ให้ความร่วมมือ ถ้ามีอะไรติดขัด รัฐบาลก็พร้อมให้ความร่วมมือ แต่ว่าการดําเนินการทั้งหลายต้องเป็นเรื่องของ กสทช. ถามย้ำว่า นายกฯ ได้ลงนามทูลเกล้าฯ ไปแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า”ลงนามแล้วครับ”

เมื่อถามว่า นายกฯ ลงนามไปแล้ว ได้ตรวจสอบข้อกฎหมาย หรือไม่ เพราะนักวิชาการบางคน ระบุว่ามติของ กสทช. ไร้สภาพบังคับ นายกฯ กล่าวว่า ตนทําตามขั้นตอนทุกอย่าง และไม่ได้ทําด้วยเจตนารมณ์ที่ไม่ดี ทําตามขั้นตอนทุกอย่างที่ทางฝ่ายกฎหมาย ทั้งของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกฎหมายส่วนตัว ได้ให้ความเห็นมา

พิพัฒน์ ปัดไม่เกี่ยวโควตาบ้านใหญ่ ตั้ง ‘ปิยพงษ์’ ปลัดคมนาคม ยกเป็นคนมีความรู้-ความเชี่ยวชาญ

พิพัฒน์ ปัดไม่เกี่ยวโควตาบ้านใหญ่ ตั้ง ‘ปิยพงษ์’ ปลัดคมนาคม ยกเป็นคนมีความรู้-ความเชี่ยวชาญ

พิพัฒน์ ปัดไม่เกี่ยวโควตาบ้านใหญ่ ตั้ง ‘ปิยพงษ์’ ปลัดคมนาคม ยกเป็นคนมีความรู้-ความเชี่ยวชาญ

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

“พิพัฒน์” แจง ตั้ง “ปิยพงษ์” นั่งปลัดคมนาคม ไม่เกี่ยวโควต้าบ้านใหญ่ ยก เป็นคนมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มองภาพรวมได้ทั้งระบบ เผย กำลังเล็งหาคนที่เหมาะสมนั่งอธิบดีกรมทางหลวงแทน

เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล​ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการเสนอชื่อนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมคนใหม่ว่า โครงการต่าง ๆ ของกระทรวงยังคงเดินหน้าต่อไป เนื่องจากนายปิยพงษ์ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงอยู่แล้ว จึงสามารถเข้ามารับช่วงงานต่อได้ 

ผู้สื่อข่าวถามถึงเหตุผลในการเสนอแต่งตั้ง เนื่องจากนายปิยพงษ์มีอายุราชการเหลืออีกประมาณ 10 ปี นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การแต่งตั้งพิจารณาตามความเหมาะสม โดยเป็นการเสนอชื่อจากนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคมคนปัจจุบัน ขณะที่ตนเองมีหน้าที่นำเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เท่านั้น

เมื่อถามว่า การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นโควต้าของบ้านใหญ่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง และไม่มีเรื่องโควต้าบ้านใหญ่ เพราะนายปิยพงษ์เติบโตในสายงานด้วยความสามารถของตนเอง และขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงในช่วงที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อตนเข้ามารับตำแหน่งต่อ นายปิยพงษ์ก็ทำงานได้ดี ส่วนตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงที่ว่างลงนั้น จะต้องพิจารณาบุคคลที่มีความเหมาะสม โดยจะต้องมีการประกาศและเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาทดสอบเพื่อคัดเลือกต่อไป

นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงความเหมาะสมของนายปิยพงษ์ในการดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมว่า เป็นผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญ โดยกรมทางหลวงถือเป็นหน่วยงานที่มีงบประมาณด้านการก่อสร้างสูงที่สุดของกระทรวง ดังนั้น การนำบุคลากรที่มีประสบการณ์จากกรมทางหลวงมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง จึงสามารถมองภาพรวมของกระทรวงได้ทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะเรื่องถนนหนทาง เนื่องจากกระทรวงคมนาคมมีภารกิจครอบคลุมทั้งระบบทางราง ทางอากาศ และทางน้ำ ซึ่งต้องบริหารจัดการเป็นองค์รวม และการพิจารณาไม่ได้เจาะจงว่าบุคคลใดจะต้องขึ้นมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง แต่เป็นการคัดเลือกจากผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยมีผู้ผ่านคุณสมบัติเข้าสู่กระบวนการพิจารณา 3 คน จากผู้สมัครทั้งหมดประมาณ 14 ถึง 18 คน

เมื่อถามว่า จะต้องเร่งรัดโครงการใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงมีการเร่งดำเนินการทุกงานอยู่แล้ว แต่การพัฒนาโครงการต่าง ๆ จำเป็นต้องมีงบประมาณรองรับ หากเป็นโครงการที่มีงบประมาณผูกพันก็จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และในแต่ละปีมีการพัฒนางานอยู่แล้ว

สีหศักดิ์ เผย ถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล เน้นการทำงาน ยกระดับความปลอดภัยชายแดนใต้

สีหศักดิ์ เผย ถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล เน้นการทำงาน ยกระดับความปลอดภัยชายแดนใต้

สีหศักดิ์ เผย ถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล เน้นการทำงาน ยกระดับความปลอดภัยชายแดนใต้

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.01 น.

“สีหศักดิ์” เผย ถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล เน้นการทำงาน”ฝ่ายมั่นคง- ศอ.บต.”มีเอกภาพ  พร้อมยกระดับความปลอดภัยชายแดนใต้ หวังมาเลเซีย ร่วมมือนำสันติสุขสู่พื้นที่

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 12.15 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการประชุมคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ในช่วงบ่ายวันนี้ ว่า วันนี้จะดูแนวทางต่างๆ เพราะคณะกรรมการชุดนี้ พยายามจะทำให้เกิดเอกภาพการทำงานในพื้นที่ ระหว่างฝ่ายความมั่นคง กับ ศอ.บต. ที่ดูเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา กระบวนการพูดคุย ก็คงจะดูกันว่ามาตรการที่จะมีเพิ่มเติมเรื่องการดูแลความปลอดภัยจะเป็นอย่างไร เพราะสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทุกคนยังมีความเป็นห่วง ดังนั้นมาตรการเหล่านี้มันจะเพียงพอหรือไม่ ต้องทำอย่างไรให้เกิดความเข้มข้น และจะมีการพูดถึงการจัดตั้งอำเภอที่มีความปลอดภัยบริเวณพื้นที่ชายแดน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะเดินทางไปมาเลเซียวันที่ 17-18 ส.ค.นี้ จะมีความเชื่อมโยงกับผลการประชุมวันนี้หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากเรื่องอำนวยความสะดวกในการพูดคุย มาเลเซียยังมีส่วนสำคัญในเรื่องความมั่นคงชายแดน การพัฒนาพื้นที่ชายแดน เราจึงอยากให้มาเลเซียมีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันที่จะนำสันติภาพสันติสุขมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราจึงอยากให้เขามีส่วนร่วมมากขึ้น และให้ความร่วมมือมากขึ้น

เมื่อถามว่าสาเหตุการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ มาจากปัจจัยอะไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นไปได้ว่าในกลุ่มที่มีการพูดคุยอาจมีความเห็นที่หลากหลาย เราก็คงต้องมานั่งทบทวนกัน ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วจะต้องมีมาตรการเพิ่มเติมอย่างไร รวมถึงกระบวนการพูดคุยที่ได้ชะลอออกไปก่อน

สีหศักดิ์ เผยได้ประธานคณะประนอม UNCLOS 14 ส.ค.นี้ ถกนัดแรก ก.ย.

สีหศักดิ์ เผยได้ประธานคณะประนอม UNCLOS 14 ส.ค.นี้  ถกนัดแรก ก.ย.

สีหศักดิ์ เผยได้ประธานคณะประนอม UNCLOS 14 ส.ค.นี้ ถกนัดแรก ก.ย.

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.55 น.

“สีหศักดิ์” เผยได้ประธานคณะประนอม 14 ส.ค.นี้ เปิดลิสต์รายชื่ออยู่ในกลุ่มประเทศยุโรป-เอเชีย- ลาตินอเมริกา“ บอกคุยครั้งแรก เดือนกันยายน เผยรอเวที UNHCR โต้กลับรายงาน “แอนดรูวส์” 

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 12.15 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าการเลือกประธานคณะประนอม ภายใต้กฎหมายการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation)  อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ว่า ในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ จะมีการคัดเลือกประธานฯ 1 คน ซึ่งก่อนหน้านี้ เขาได้ส่งบัญชีรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติประมาณ 10 คน ให้ฝ่ายไทย และฝ่ายกัมพูชาพิจารณา ซึ่งในส่วนของฝ่ายไทยได้พิจารณาแล้วมี 6 คน จึงได้ส่งกลับไป ซึ่งเขาจะเลือกจากบัญชีที่ไทย และกัมพูชาส่งไป หลังจากนั้นก็จะมีการประชุมคณะประนอมครั้งแรก ประมาณช่วงเดือนกันยายน  ส่วนสถานที่การประชุมนั้น จะเป็นที่ตั้งของสำนักงานกฎหมายทางทะเล ซึ่งมีทั้งโซนยุโรป เช่น กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์, กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสส่วนในเอเชียก็ประชุมที่ประเทศสิงคโปร์ และเวียดนาม 

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวว่า บัญชีรายชื่อที่ทางสหประชาติส่งมาให้ มีทั้งโซนยุโรป, เอเชีย และลาตินอเมริกา ซึ่งเลือกตามคุณสมบัติ 

เมื่อถามถึงความคืบหน้า การโต้แย้งรายงานของนายทอม แอนดรูวส์ (Tom Andrews) เรื่องสิทธิมนุษยชนที่พาดพิงชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริงนั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เรามีข้อโต้แย้งที่ส่งไปสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ ⁠OHCHR และคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ ⁠UNHRC และขั้นตอนต่อไปเขาคงนำรายงานไปสู่การพิจารณาของ UNHCR และจะมีการอภิปราย ซึ่งเราจะใช้เวทีดังกล่าวในการชี้แจงประเด็นของเรา รวมถึงข้อกังวล และข้อห่วงใย

เมื่อถามว่า รายงานชิ้นนี้จะไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบในเวทีต่างประเทศใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไม่เสียเปรียบ ซึ่งรายงานเหล่านี้ ส่วนใหญ่เขาก็รับทราบว่า แต่ละคนจะมีความคิดเห็นหลากหลาย ในส่วนข้อมูลของเราเชื่อมั่นว่า หลายประเทศจะรับฟังว่า การปฏิบัติอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมอยู่ 

ครม. ตั้ง ‘โชคชัย’ นั่งปลัด พม. พร้อมต่ออายุ ณัฐฏ์จารี-เลขา BOI อีก 1 ปี

ครม. ตั้ง ‘โชคชัย’ นั่งปลัด พม. พร้อมต่ออายุ ณัฐฏ์จารี-เลขา BOI อีก 1 ปี

ครม. ตั้ง ‘โชคชัย’ นั่งปลัด พม. พร้อมต่ออายุ ณัฐฏ์จารี-เลขา BOI อีก 1 ปี

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

ครม. ตั้ง ‘โชคชัย’ นั่งปลัด พม. พร้อมต่ออายุ ณัฐฏ์จารี-เลขา BOI อีก 1 ปี 

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เป็นปลัดกระทรวงคมนาคมคนใหม่ แทน นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้

การแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้นายปิยพงษ์ ซึ่งปัจจุบันอายุ 50 ปี เป็นอธิบดีกรมทางหลวงที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และจะเป็นปลัดกระทรวงคมนาคมที่มีอายุน้อยที่สุดด้วย

นอกจากนี้ ครม. ยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ และอดีตรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 

ขณะเดียวกัน ครม. มีมติอนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง ครั้งที่ 2 ได้แก่ นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี และอนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักนายกรัฐมนตรี 

ครม.เคาะตั้ง ‘ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล’ นั่งปลัดคมนาคมคนใหม่ อายุน้อยสุดประวัติศาสตร์

ครม.เคาะตั้ง 'ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล' นั่งปลัดคมนาคมคนใหม่ อายุน้อยสุดประวัติศาสตร์

ครม.เคาะตั้ง ‘ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล’ นั่งปลัดคมนาคมคนใหม่ อายุน้อยสุดประวัติศาสตร์

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.10 น.

ครม. เคาะตั้ง “ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล” นั่ง”ปลัดคมนาคม”คนใหม่ อายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เป็นปลัดกระทรวงคมนาคม แทน นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. นี้ 

ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้ นายปิยพงษ์ เป็นอธิบดีกรมทางหลวงที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ปัจจุบันอายุ 50 ปี และยังเป็นปลัดกระทรวงคมนาคมคนใหม่ที่มีอายุน้อยที่สุดด้วย

ทั้งนี้สำหรับการแต่งตั้ง และการเสนอชื่อในครั้งนี้ พบว่า นายปิยพงษ์ มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับแกนนำของพรรคภูมิใจไทย  โดยเฉพาะแกนนำบ้านใหญ่สายตรงบุรีรัมย์ อย่างนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ซึ่งช่วงที่ นายปิยพงษ์ อยู่กรมทางหลวง ได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งให้คุมเมกะโปรเจกต์ และแม้ว่าขณะที่ นายศักดิ์สยาม จะออกจากตำแหน่งรมว.คมนาคม ไป และพรรคเพื่อไทยเข้ามาคุมกระทรวงคมนาคมแทน นายปิยพงษ์ ยังได้รับความไว้วางใจจากนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคมในขณะนั้น ให้รับผิดชอบงานหลายด้าน แม้ขณะนั้น นายปิยพงษ์ จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคมก็ตาม ก่อนที่ได้รับความไว้วางใจเสนอชื่อให้นั่งอธิบดีกรมทางหลวงที่อายุน้อยที่สุด เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 68 ที่ผ่านมา

เปิดผลชันสูตร พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกอบจ.นนทบุรี

เปิดผลชันสูตร พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกอบจ.นนทบุรี

เปิดผลชันสูตร พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกอบจ.นนทบุรี

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.59 น.

ผลชันสูตร “พ.ต.อ.ธงชัย” พบกระสุนเจาะหลอดเลือดใหญ่ ส่งผลให้เสียเลือดมาก เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิต

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่สถาบันนิติเวชวิทยาโรงพยาบาลตำรวจ พลตำรวจตรีวิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยผลการชันสูตรเบื้องต้นร่างของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี พบว่า มีบาดแผลจากกระสุนปืน โดยกระสุนมีทั้งที่ฝังอยู่ภายในร่างกายและทะลุออก โดยบาดแผลสำคัญอยู่บริเวณลำคอ ซึ่งกระสุนทำให้หลอดเลือดแดงใหญ่บริเวณดังกล่าวได้รับบาดเจ็บ ส่งผลให้เสียเลือดเป็นจำนวนมาก และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิต

เมื่อถามถึงจำนวนกระสุนที่เข้าสู่ร่างกาย ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา ระบุว่า มีทั้งลักษณะที่ฝังอยู่และทะลุออก แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในขณะนี้

ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับวิถีกระสุน จุดเข้า-ออก รวมถึงข้อมูลทางนิติเวชที่เกี่ยวข้อง ได้ประสานกับพนักงานสอบสวนแล้ว โดยจะส่งข้อมูลเบื้องต้นให้พนักงานสอบสวนใช้ประกอบการดำเนินคดีต่อไป

ขณะที่ครอบครัวไม่ได้ร้องขอให้ตรวจพิสูจน์เพิ่มเติม โดยการชันสูตรดำเนินการตามขั้นตอนปกติเช่นเดียวกับผู้เสียชีวิตรายอื่น และขณะนี้การชันสูตรเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมส่งมอบร่างให้กับญาติเพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

สำหรับประเด็นว่าบาดแผลบริเวณหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ลำคอ สอดคล้องกับการที่โรงพยาบาลต้องระดมเลือดเพื่อช่วยเหลือหรือไม่ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา ระบุว่า มีความเป็นไปได้ เนื่องจากหลอดเลือดบริเวณดังกล่าวมีเลือดไหลเวียนในปริมาณมาก จึงสามารถทำให้เสียเลือดได้มากในเวลาอันรวดเร็ว

ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมการก่อเหตุ ระยะยิง หรือวิถีกระสุน จะเป็นข้อมูลที่พนักงานสอบสวนต้องนำผลการตรวจทางนิติเวชไปประกอบการสืบสวนสอบสวนต่อไป

เลขาฯ สมช.เตรียมถกผู้แทนพิเศษ ก่อนเยือนมาเลย์ ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้บุคคลสองสัญชาติ หวั่นมีส่วนก่อเหตุใต้

เลขาฯ สมช.เตรียมถกผู้แทนพิเศษ ก่อนเยือนมาเลย์ ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้บุคคลสองสัญชาติ หวั่นมีส่วนก่อเหตุใต้

เลขาฯ สมช.เตรียมถกผู้แทนพิเศษ ก่อนเยือนมาเลย์ ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้บุคคลสองสัญชาติ หวั่นมีส่วนก่อเหตุใต้

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.50 น.

เลขาฯ​สมช.​เผย​ ถกคณะผู้แทนพิเศษ​รัฐบาลบ่ายนี้​ สรุปผลก่อนเยือน”มาเลเซีย​” 17-18​ ส.ค.นี้​ ขอความร่วมมือคุมชายแดน​ -​ แก้ปัญหาบุคคลสองสัญชาติ​ หวั่น​ อาจมีส่วนก่อเหตุในพื้นที่​ 

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 09.55 น.​ ที่ทำเนียบรัฐบาล​ นายฉัตรชัย​ บางชวด​ เลขาธิการ​สภา​ความมั่นคง​แห่งชาติ​ หรือ​ สมช.​ กล่าวถึง สถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะนี้ในแต่ละเหตุการณ์ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามอยู่ ส่วนการประชุมคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลในช่วงบ่ายวันนี้​ ยอมรับว่า​ จะมีการหารือ การขับเคลื่อนการทำงานเพื่อให้มีความเป็นเอกภาพ แต่ก็มีประเด็นอื่นด้วย เช่นกันควบคุมพื้นที่ชายแดน​ ส่วนการประสานงานกับประเทศมาเลเซีย มีหลายช่องทาง ซึ่งในวันที่ 17 -​18 สิงหาคมนี้ ตนมีกำหนดการเดินทางไปยังประเทศมาเลเซีย ​ เพื่อขอความร่วมมือในเรื่องเหล่านี้ รวมถึงการติดตามบุคคล 

นายฉัตรชัย​ ยังพร้อมยอมรับว่า ปัญหาเรื่องบุคคลสองสัญชาติเรื้อรังมายาวนาน​ และใช้ความพยายามในการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล จัดทำข้อมูลฐานบุคคล การเข้าออกบางครั้งเขาเข้าไปแล้ว มีการเปลี่ยนชื่อ มีเรื่องการตรวจสอบอัตลักษณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยความร่วมมือของมาเลเซีย

เมื่อถามว่าการแก้ไขปัญหาบุคคลสองสัญชาติ ในระยะยาว ต้องให้เขาเลือกสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งใช่หรือไม่นายฉัตรชัยระบุว่า​ ปกติแล้วตามกฎหมายควรถือสัญชาติเดียว​ ซึ่งก็จะเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามนั้น​ และต้องขอความร่วมมือมาเลเซีย ในการจัดทำฐานข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อที่จะตรวจสอบได้ว่าใครเป็นใคร การเข้าออกประเทศ รวมถึงการถือสัญชาติ เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น 

เมื่อถามว่า บุคคลสองสัญชาติ เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ นายฉัตรชัยระบุว่า มีความเป็นไปได้ เพราะมีการเปลี่ยนชื่อ และไม่มีข้อมูลอัตลักษณ์ การเข้าออกประเทศตรวจสอบยาก ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการพิสูจน์ทราบตัวบุคคล

เมื่อถามว่าเมื่อสามารถพิสูจน์ตัวตนได้แล้ว สามารถถอนสัญชาติได้หรือไม่นายฉัตรชัยกล่าวว่า หากเขาเป็นคนสัญชาติไทยเกิดในประเทศไทยไม่สามารถทำได้ แต่ก็ต้องไปดูข้อกฎหมายอีกครั้ง ยกเว้นมีการแปลงสัญชาติ สามารถดำเนินการได้