สส.ปชน. ไล่บี้องค์กรอิสระ จี้เปิดตัวเลขค่าตอบแทนผู้บริหาร

สส.ปชน. ไล่บี้องค์กรอิสระ จี้เปิดตัวเลขค่าตอบแทนผู้บริหาร

สส.ปชน. ไล่บี้องค์กรอิสระ จี้เปิดตัวเลขค่าตอบแทนผู้บริหาร

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.14 น.

7 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องให้องค์กรอิสระ เปิดเผยจำนวนค่าตอบแทน และสวัสดิการผู้บริหารองค์กรอิสระว่า  เพื่อให้ประชาชนหมดความกังวล ให้องค์กรดังกล่าว ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรอื่น และประชาชนได้ด้วย สำหรับเงินค่าตอบแทน และสวัสดิการต่าง ๆ นั้น เป็นภาษีของประชาชน อาทิ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่มีทั้งผู้เชี่ยวชาญ ที่มีค่าตอบแทนต่อเดือนจำนวน 48,730 บาท เลขานุการที่มีค่าตอบแทนต่อเดือน จำนวน 44,310 บาท และผู้ช่วยเลขานุการที่มีค่าตอบแทนต่อเดือน จำนวน 22,155 บาท  และยังมีสิทธิสวัสดิการกับค่าเดินทางตามระเบียบที่องค์กรสามารถออกเองได้ด้วย  

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า  ส่วนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพิเศษได้ไม่เกินจำนวน 3 อัตรา ต่อคน ค่าตอบแทนรวมต่อคนต่อเดือน อยู่ที่จำนวน 25,000 – 31,000 บาท และยังเมื่อประกันสุขภาพให้อีกจำนวน 15,000 บาทต่อคนต่อปี  สำหรับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่มีค่าตอบแทนสูงมากอยู่แล้ว และเมื่อรวมรถประจำตำแหน่งกับสิทธิประกอบอื่น ๆ ค่าตอบแทนสูงเกือบครึ่งล้านบาทต่อเดือน  

ภัณฑิล น่วมเจิม

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า จากที่มีคำกล่าวที่ว่า การให้ค่าตอบแทนผู้บริหารองค์กรอิสระต่าง ๆ จำนวนสูงมากจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ  นั้นจริงหรือไม่ หากเปรียบเทียบกับกรณีสินบนทองคำแท่งน้ำหนักรวม 246 บาท ที่ให้กับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ซึ่งตอกย้ำว่า ค่าตอบทนสูงไม่ได้สะท้อนกับความซื่อสัตย์สุจริต แต่อย่างใด เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับค่าตอบแทนของผู้ช่วย สส.จะเห็นภาพชัดทันที ผู้ช่วยดำเนินงานของ สส.ได้ค่าตอบทนจำนวน 15,000 บาทต่อเดือน แต่คนขับรถประจำตำแหน่งของบางองค์กรอิสระ ได้ค่าตอบแทนสูงถึง 19,000 บาทต่อเดือน ยังไม่รวมสวัสดิการอื่น ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

“ขอเรียกร้องให้องค์กรอิสระ เปิดเผยจำนวนค่าตอบแทน และสวัสดิการผู้บริหารองค์กรอิสระ ให้ประชาชนหมดความกังวล  นอกจากนี้ พรรคประชาชน จะมีการเสนอแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นรายมาตรา เพื่อให้องค์กรดังกล่าว ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรอื่น และประชาชนได้ด้วย” นายภัณฑิล กล่าว

ภัณฑิล น่วมเจิม
ภัณฑิล น่วมเจิม

สุขสมรวย รมต.ป้ายแดง เข้าทำเนียบฯ ถือฤกษ์สะดวก พร้อมทำทุกหน้าที่หาก นายกฯ มอบหมาย

สุขสมรวย รมต.ป้ายแดง เข้าทำเนียบฯ ถือฤกษ์สะดวก พร้อมทำทุกหน้าที่หาก นายกฯ มอบหมาย

สุขสมรวย รมต.ป้ายแดง เข้าทำเนียบฯ ถือฤกษ์สะดวก พร้อมทำทุกหน้าที่หาก นายกฯ มอบหมาย

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.57 น.

“สุขสมรวย” รมต.ป้ายแดง เข้าทำเนียบฯ ถือฤกษ์สะดวก พร้อมทำทุกหน้าที่หาก “นายกฯ” มอบหมาย ลั่น ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด คาดแบ่งงานเร็วๆนี้

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 7 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาลอย่างเป็นทางการ โดยเปิดเผยว่า ทีมงานได้เข้าห้องทำงาน และได้เตรียมอุปกรณ์ทำงานไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 เม.ย. แล้ว และได้อัญเชิญพระมงคลมิ่งเมืองของจังหวัดอำนาจเจริญ มาไว้ที่ห้องทำงานเพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนฤกษ์ที่เข้ามาทำงาน ตนถือฤกษ์สะดวก 

เมื่อถามว่า มีฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาลเมื่อไหร่นั้น นางสุขสำรวยกล่าวว่า ตนมาพร้อมนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ยังไม่ได้มอบภารกิจในการทำงานว่าให้รับผิดชอบงานส่วนใด ซึ่งตนคาดว่า นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายงานเร็วๆนี้

เมื่อถามว่า การเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีเป้าหมายการทำงานอย่างไร นางสุขสมรวย กล่าวว่า ทันทีที่ได้รับมอบหมายว่าต้องรับผิดชอบงานใดจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด

เมื่อถามย้ำว่า มีความตั้งใจดูงานส่วนใดเป็นพิเศษหรือไม่ นางสุขสำรวย กล่าวว่า แล้วแต่ผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใหญ่เห็นว่าตนทำงานอะไรได้ ตนก็พร้อมศึกษา และรับคำแนะนำจากข้าราชการด้วยหัวใจที่อยากทำงาน ตนเชื่อว่าจะทำได้

เมื่อถามว่า การเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกรู้สึกตื่นเต้นหรือไม่ นางสุขสำรวย กล่าวว่า ตนเป็นคนอีสาน ไม่ได้มีพื้นฐานทางด้านการเมือง พ่อจบป.2 เป็นคนฉะเชิงเทรา แม่เป็นคนอำนาจเจริญ เราไม่ได้มีพื้นฐานทางการเมือง แต่วันหนึ่งมาทำงานการเมืองและถูกเลือกโดยนายกฯ และผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย มาทำงาน มาเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ ตนพกความตื่นเต้น ความกังวล และความภูมิใจเข้ามา

เมื่อถามว่า ประชาชนจะรวยเหมือนชื่อรัฐมนตรีหรือไม่ นางสุขสำรวย หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า ชื่อสุขสำรวยเป็นชื่อตั้งแต่เกิด พ่อตั้งชื่อนี้เลย 57 ปี ไม่เคยเปลี่ยนชื่อ เป็นความเชื่อของคนโบราณ คนอีสาน พ่อตนมีลูก 5 คน มีผู้ชาย 4 คน และตนเป็นผู้หญิงคนเดียว พ่อคงมีความตั้งใจเอาทุกประโยคมารวมกันเป็นสุขสำรวย 

ประเดิมรัฐบาล อนุทิน 2 เกษตรกรอีสาน บี้ นายกฯ-รมว.เกษตรฯ เร่งสางปัญหาเงินชดเชยให้ประชาชน

ประเดิมรัฐบาล อนุทิน 2 เกษตรกรอีสาน บี้ นายกฯ-รมว.เกษตรฯ เร่งสางปัญหาเงินชดเชยให้ประชาชน

ประเดิมรัฐบาล อนุทิน 2 เกษตรกรอีสาน บี้ นายกฯ-รมว.เกษตรฯ เร่งสางปัญหาเงินชดเชยให้ประชาชน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.50 น.

ประเดิมรัฐบาล “หนู 2”เกษตรกรอีสาน บี้ “นายกฯ-รมว.เกษตรฯ” เร่ง สางปัญหาเงินชดเชยให้ปชช.ที่ถูกกระทบจากโครงการรัฐ ซัดล่าช้า ทำเดือดร้อน 

วันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน (สกอ.) และกลุ่มสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน (สพอ.) นำโดย นายศักดา กาญจนเสน ประธาน สกอ. และนางบุรี อาจโยธา ประธานสพอ.นำตัวแทนประชาชน เดินเท้าจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ฝั่งสำนักงานข้าราชการพลเรือน(เดิม)ถนนพิษณุโลก เพื่อติดตามทวงถามความคืบหน้าการแก้ปัญหาการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาของกลุ่มสกอ. และสพอ. ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการพัฒนาของรัฐอย่างเป็นระบบ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี เร่งรัดการชดเชยเยียวยาเกษตรกรที่สูญเสียที่ดินทำกินจากการก่อสร้างเขื่อนหลายแห่งในภาคอีสาน ที่ยืดเยื้อมานาน โดยรีบตรวจสอบสิทธิและจ่ายเงินชดเชยที่เหมาะสม พร้อมคืนสิทธิในที่ดินที่ได้รับผลกระทบจากโครงการจัดการน้ำ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

ตัวแทนกลุ่มสพอ.กล่าวว่า บางกรณีที่เกิดปัญหาและมีมติครม.ให้ชดเชยแล้ว แต่ยังจ่ายเงินล่าช้า ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนที่ไม่ได้รับเงิน จึงอยากให้นายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่พิจารณาช่วยเหลือเยียวยาให้กับสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน และการชลประทาน 

“ชาวบ้านเดือดร้อนจากการดำเนินการของภาครัฐ จึงมาขอให้เร่งแก้ปัญหา ไม่มีชาวบ้านคนไหนอยากมาตากแดด แต่เพราะเดือดร้อนมานาน จึงต้องมาทวงถามเพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม หากมีการบริหารงานด้วยหลักนิติรัฐ นิติธรรม ไม่โกงประชาชน ก็จะไม่มีปัญหา“ 

หัวหน้าพรรคส้ม เมิน ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกา คดี 44 สส. 9 เม.ย.นี้ ลั่นพร้อมชนทุกสถานการณ์

หัวหน้าพรรคส้ม เมิน ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกา คดี 44 สส. 9 เม.ย.นี้ ลั่นพร้อมชนทุกสถานการณ์

หัวหน้าพรรคส้ม เมิน ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกา คดี 44 สส. 9 เม.ย.นี้ ลั่นพร้อมชนทุกสถานการณ์

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.13 น.

พร้อมชนทุกสถานการณ์! ’หัวหน้าพรรคส้ม‘ ไม่หวั่น ‘ป.ป.ช.’ จ่อยื่นศาลฎีกาฟันเคส ‘44 สส.’ โดนสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ย้ำยิ่งโดนกลั่นแกล้งยิ่งสร้างความไม่พอใจให้ประชาชน ดักคอรัฐบาลอย่าหาทำ ‘กดปุ่ม’ สั่งคดีช่วงวันแถลงนโยบาย

7เม.ย.2569 เมื่อเวลา09.10น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมจะยื่นคดี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ให้ศาลฎีกา ในวันที่ 9 เม.ย. นี้ มองว่ามีนัยยะอะไรหรือไม่ว่า เท่าที่ตนรับทราบมากระบวนการปกติ โดยเฉพาะหากติดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ศาลควรจะรับคำร้องหรือมีคำสั่งว่าจะหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ควรจะพ้นช่วงสงกรานต์ไปแล้ว แต่หากศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนที่จะหยุดสงกรานต์จริง ตนคิดว่าพื้นฐานข้อเท็จจริงรวมถึงกระบวนการเร่งรัดหากเกิดขึ้นจริง คนที่มีอำนาจในการกดปุ่มสั่งเรื่องนี้ ตนคิดว่าไม่ควรทำ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาบล็อกการอภิปรายในส่วนของพรรคประชาชน ในวันแถลงนโยบาย ควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของรัฐสภาให้พวกเราได้ทำหน้าที่ของพวกเราให้ดีที่สุด 

เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่ามองว่ามีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จริงๆเรื่องคดี 44 สส. โดยภาพรวม ตนสื่อสารมาโดยตลอดอยู่แล้วว่า ผิดต่อหลักการที่สส. มีอำนาจในการแก้ไขกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นนิติสงครามอย่างชัดเจน ขั้วตรงข้ามทางการเมืองพยายามใช้อาวุธทางกฎหมายในการสกัดกั้นทำลายพวกเรา ยิ่งคุณทำแบบนี้เท่าไหร่ก็ยิ่งสร้างความไม่พอใจต่อประชาชน ที่เขาแสวงหาความเป็นธรรม ฉะนั้นตนคิดว่าความชอบธรรมของรัฐบาล ที่รัฐบาลจะสามารถผลักดันนโยบายต่างๆได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนหนึ่งต้องพยายามที่จะทำให้ทุกอย่างมีความชอบธรรม และตนเข้าใจดีว่าเรื่องคดี 44 สส. เป็นกระบวนการ ในส่วนขององค์กรอิสระ และอยู่ในส่วนของศาลฎีกา แต่ในอีกมุมหนึ่งสังคมก็กำลังตั้งคำถาม ว่าพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล มีอิทธิพลที่สามารถกำกับองค์กรอิสระ เพราะมีที่มาที่ไปขององค์กรอิสระ รวมถึงสภาบนและสภาล่าง ฉะนั้น ในส่วนนี้เราไม่อยากให้มีกระบวนการที่เร่งรัดเพราะสังคมอาจตั้งคำถามว่ารัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ 

เมื่อถามว่า หากมีคำสั่งคำสั่งใดคำสั่งหนึ่งออกมา ในวันอภิปราย แถลงนโยบายรัฐบาล พรรคได้มีการเตรียมรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคงตอบแทนศาลไม่ได้ ว่าอยากเห็นคำสั่งออกมาหน้าตาแบบไหน แต่เชื่อมั่นว่าศาลฎีกาจะทำหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม และอยากให้ศาลให้ความเป็นธรรมกับพวกเราด้วย เพราะเห็นได้ชัดว่าคดีนี้เป็นคดีทางการเมือง ทั้งนี้  เราเตรียมรับมือไว้แล้วทุกสถานการณ์ และในพรรคเราได้คิดไว้ในกรณี เหตุเลวร้ายที่สุดไว้อยู่แล้ว ฉะนั้น ไม่ว่าคำสั่งจะออกมาในวันไหน เราก็เตรียมความพร้อมที่จะเดินหน้าต่อเต็มที่

รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน

รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน

รมว.ยุติธรรม สั่ง DSI เช็กชื่อเรือทำน้ำมัน 57 ล้านลิตรล่องหน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.54 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยถึงการมอบนโยบายแก่ข้าราชการกระทรวงยุติธรรม ว่าวันนี้ตนเข้ามาที่กระทรวงยุติธรรมเป็นรอบสอง ซึ่งก็มีผู้บริหารแต่ละกรมฯ มาร่วมแสดงความยินดี ส่วนในเรื่องของนโยบาย อาจจะต้องมีการประชุมกันอีกครั้งเพื่อมอบนโยบาย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตนได้มีการศึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีเพื่อที่จะมาถ่ายทอดให้กับข้าราชการกระทรวงยุติธรรม สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่ตนคิดว่าจะต้องดำเนินการ คือ โครงการในพระราช ดำริ นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องภารกิจสำคัญการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลและการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ซึ่งก็ต้องดูนโยบายของรัฐบาลเป็นหลัก แต่เบื้องต้น ยังไม่ได้มองถึงการแก้ไขทบทวนกฎหมายฉบับใดเป็นหลัก และนอกจากนี้ทางรัฐบาลก็ยังไม่ได้มีการกำชับเรื่องอะไรเป็นพิเศษ มีเพียงกรณีที่กระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะทำงานแบบ Work From Home ซึ่งเราก็มีการวางระบบไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว

พล.ต.ท.รุทธพล เผยถึงความคืบหน้าการสืบสวนคดีการกักตุนน้ำมัน ว่า สำหรับกรณีที่มีน้ำมัน 57 ล้านลิตรหายไปกลางทะเล และต้องเร่งตรวจสอบว่าปลายทางไปที่ใดนั้น  ตนขอยืนยันว่ามันเป็นการ Ship-to-ship คือเทียบจากเรือ ในการถ่ายโอนน้ำมันไปเรืออื่น ซึ่งตอนนี้เราต้องพิสูจน์ทราบว่าไปที่เรือใดบ้าง โดยวานนี้ (6 เม.ย.) ตนได้สั่งให้ดีเอสไอรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนภายในเวลา 12.00 น. วันนี้ เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีปริมาณจำนวนน้ำมันที่หายไปกลางทะเลเท่าใด มีเรือกี่เที่ยว กี่ลำที่เข้ามาเกี่ยวข้องจนถึงปลายทาง ซึ่งเบื้องต้นตั้งแต่ตรวจพบคราวก่อนยังเป็นตัวเลข 57 ล้านลิตร ทั้งนี้ นอกจากในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็ยังมีพื้นที่ของจังหวัดชุมพร และจังหวัดสงขลา ที่เราต้องทำต่อเนื่องไปด้วย

รมว.ยุติธรรม

พล.ต.ท.รุทธพล เผยต่อว่า สำหรับกรณีน้ำมัน 57 ล้านลิตรที่หายกลางทะเลนั้น เราก็พยายามตรวจสอบดูปลายทางว่าน้ำมันหายไปที่ไหนบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องการรวบรวมข้อมูลจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่ได้มีการทยอยส่งข้อมูลมาบ้างแล้ว และเราก็ได้มีการส่งรายชื่อเรือที่เกี่ยวข้องไปให้เขาช่วยตรวจสอบ โดย ศรชล. จะช่วยมอนิเตอร์ให้ เพราะ ศรชล. สามารถดูข้อมูลย้อนหลังเส้นทางการเดินเรือได้ถึง 90 วัน ซึ่งสามารถรู้รายละเอียดได้ ทั้งนี้ เรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมดทราบว่าเป็นเรือที่มาจากหลากหลายบริษัท ส่วนเรืออยู่ในน่านน้ำทะเลไทยหรือไม่ ต้องไปตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกอีกครั้ง เพราะอาจจะมีการจอดเทียบฝั่ง หรือลอยลำอยู่กลางทะเล
 
เมื่อถามว่าจะมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับเรือเหล่านี้อย่างไร เพราะช่วงเวลาที่เกิดเหตุเรืออาจจอดเสียหรือไปชะลออยู่กลางทะเล โดยไม่ได้มีพฤติการณ์เป็นการกักตุนน้ำมันนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เราพร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายและทุกคน ซึ่งมันก็ต้องพิสูจน์ในส่วนที่ว่าการจอดเรือเสีย มีความเกี่ยวข้องกับน้ำมันที่หายไปกลางทะเลหรือไม่ เพราะน้ำมันที่หายไปมันมีปริมาณหลายแสนลิตร อย่างน้อยก็ต้องมีหลักฐานที่ใช้ยืนยันในส่วนนี้ให้ได้ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าปริมาณน้ำมันที่หายกลางทะเล อาจไม่ใช่แค่ 57 ล้านลิตรแต่สูงถึง 70 ล้านลิตรนั้น เรื่องนี้ตนต้องขอนำไปตรวจสอบก่อน

เมื่อถามว่าบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวยืนยันว่าปริมาณน้ำมันคงคลัง 2,000,000 ลิตรดังกล่าวที่ตรวจพบ ไม่ได้เป็นการสต๊อกเพื่อเก็งกำไร แต่มีไว้เพื่อเตรียมจำหน่ายให้กับพาร์ตเนอร์ลูกค้าตนเอง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล แจงว่า ยืนยันว่าตนให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ซึ่งเขาก็มีหน้าที่ต้องนำหลักฐานมาชี้แจง ตนเชื่อว่าดีเอสไอย่อมให้ความเป็นธรรมได้อยู่แล้ว

พล.ต.ท.รุทธพล เผยอีกว่า สำหรับกรณีโรงกลั่นที่มีจำนวน 6 แห่งในประเทศไทย เบื้องต้นหลายหน่วยงานได้ไปตรวจสอบดูแล้วพบว่าไม่พบข้อพิรุธ เพราะว่าโรงกลั่นมีความจำเป็นต้องระบายน้ำมันออกจากโรงกลั่นอยู่แล้ว โรงกลั่นไม่สามารถที่จะกักเก็บน้ำมันไว้ได้ ส่วนกรณีเมื่อน้ำมันออกจากโรงกลั่นถูกส่งไปถึงบริษัทคลังน้ำมัน เบื้องต้นยังเจอในกรณีของบริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีตามที่ปรากฏในข่าว แต่ก็คงยังมีส่วนอื่นอีก ซึ่งก็ต้องมีการเปิดปฏิบัติการลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป เพราะเชื่อว่าอาจมีบริษัทคลังน้ำมันเจ้าอื่นที่มีลักษณะกักตุนน้ำมันสำหรับเก็งกำไร ทั้งนี้ การตรวจสอบย่อมเริ่มมาจากการตรวจพบความผิดปกติ แต่เมื่อเราตรวจสอบ เราก็ต้องตรวจสอบโดยให้ความเป็นธรรม เขามีพยานหลักฐานมายืนยัน เราก็ต้องพิจารณาตามพยานหลักฐาน

รมว.ยุติธรรม

ต่อข้อถามว่า กรณีที่พบความผิดปกติเรื่องกักตุนน้ำมันล้วนเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ มีความเกี่ยวข้องในเรื่องการเมืองหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล แจงว่า ส่วนดังกล่าวคือการยกกรณีตัวอย่างเท่านั้น ซึ่งก็มีในภาคอื่นด้วย อย่างที่มีการจับกุมแล้วไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดอ่างทอง ในอำเภอแม่สอดจังหวัดตาก หรือจังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น อีกทั้งเรื่องของระบบการขนส่ง ที่มีการลักลอบไปแถวภาคเหนือ แต่อันนี้ที่เราพูดกันคือแค่ส่วนเดียว ซึ่งมันก็มีในภาคอื่นเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ต้องมีการเปิดปฏิบัติการขยายผลเพื่อดูรายละเอียดต่อไป

“เร็วนี้จะมีการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันอื่น ๆ ตามที่หน่วยงานภาคีได้รายงานข้อมูลความผิดปกติมาให้รับทราบ ซึ่งเราก็ต้องดำเนินการตรวจสอบต่อไป แต่เราต้องบอกก่อนว่าเขายังไม่ใช่ผู้กระทำความผิด ส่วนจะเป็นบริษัทคลังน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้หรือภาคตะวัน ขอไปดูรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้ง” พล.ต.ท.รุทธพล กล่าว

พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำว่าวันพฤหัสบดีที่ 9 เม.ย.นี้  เราจะได้มีการประมวลรายละเอียดเรื่องการกักตุนน้ำมันทั้งหมดนำเสนอเข้าสู่บอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) เพื่อขอให้พิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ โดยจะเน้นในเรื่องของปัญหาการกักตุนน้ำมัน ไม่ใช่แค่เพียงในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพียงเท่านั้น แต่เราจะรวบรวมในทุกมิติที่ได้มีการตรวจสอบร่วมกัน โดยฐานความผิดเบื้องต้นที่จะรับไว้เป็นคดีพิเศษ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ตนมองว่าพฤติกรรมแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน จึงคาดว่าน่าจะมีกฎหมายฉบับอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย

รมว.ยุติธรรม

เมื่อถามว่าสังคมตั้งข้อสังเกตว่าการกักตุนน้ำมันในครั้งนี้มีลักษณะทั้งเป็นกองทัพมดและน้ำมันที่ถูกถ่ายโอนหายไปกลางทะเล ไม่สามารถที่จะกระทำการโดยตัวคนเดียวได้ ต้องมีลักษณะเป็นการอั้งยี่ หรือมีเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ย้ำว่า อย่างไรขอไปดูรายละเอียดอีกครั้ง เพราะข้อมูลมันถูกจัดเก็บจากหลายส่วน และหลายหน่วยงาน จึงขอตรวจสอบความชัดเจนอีกครั้ง และอธิบดีดีเอสไอก็ทำงานโดยไม่ได้หยุดหย่อน  ทั้งนี้ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวยิ้มๆว่าตนก็ได้ให้เวลาจนถึงเที่ยงวันนี้ ไม่รีบนะ แต่บอกว่าเที่ยง  พร้อมก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือตัวเอง

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า คดีสืบสวนการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ในช่วงสถานการณ์ปรับลดอัตราชดเชยราคากองทุนน้ำมันเชื้อ จะถูกนำเสนอเข้าสู่คณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อพิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ ในวันพฤหัสบดีที่ 9 เม.ย. เวลา 14.00 น. ณ อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และนอกจากนี้ ในวันที่ 7 เม.ย. ช่วงเวลาตั้งแต่ 11.00-12.00 น. พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยคณะพนักงานสืบสวนคดีกักตุนน้ำมัน ได้มีการประชุมที่ห้องวอร์รูม (War Room) หารือเรื่องข้อมูลจำนวนเที่ยวเรือ และชื่อเรือที่เข้าไปเกี่ยวข้องในการถ่ายโอนน้ำมันกลางทะเล จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเสนอข้อมูลทั้งหมดไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรับทราบภายในเที่ยงวันนี้

นายกฯ หารือ เอกอัครราชทูตอินเดียฯ เดินหน้าเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน

นายกฯ หารือ เอกอัครราชทูตอินเดียฯ เดินหน้าเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน

นายกฯ หารือ เอกอัครราชทูตอินเดียฯ เดินหน้าเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.43 น.

นายกฯ หารือ เอกอัครราชทูตอินเดียฯ เดินหน้าเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุน เตรียมความพร้อมรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย พร้อมหารือมาตรการพลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

วันที่ 7 เมษษยน 2569 เวลา 09.30 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายนาเคศ สิงห์  เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออำลาในโอกาสพ้นหน้าที่ โดยภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้

1) ความสัมพันธ์ทวิภาคี นายกรัฐมนตรีฝากความปรารถนาดีและคำขอบคุณไปถึงนายกรัฐมนตรีโมที ที่ได้มีสารแสดงความยินดีถึงนายกรัฐมนตรีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง พร้อมทั้งชื่นชมเอกอัครราชทูตอินเดียฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับอินเดีย โดยยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของเอกอัครราชทูตอินเดียฯ คนใหม่ เพื่อสานต่อความสัมพันธ์อันดีและสนับสนุนความร่วมมือระหว่างทั้งประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ด้านเอกอัครราชทูตอินเดียฯ ขอบคุณรัฐบาลไทยที่สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง พร้อมแสดงความยินดีต่อนายกรัฐมนตรี ในโอกาสที่ชนะการเลือกตั้งอย่าง และการกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยเชื่อมั่นว่า ภายใต้การบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีจะมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ พร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการในโอกาสที่เหมาะสม 

2) การค้าและการลงทุน ไทยและอินเดียยังมีศักยภาพที่จะขยายความร่วมมือระหว่างกันได้อีกมาก โดยอินเดียเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ของโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านการผลิตและการแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันในด้านนี้ได้ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกัน พร้อมขยายความร่วมมือทางการค้าไปสู่สาขาใหม่ ๆ มากขึ้น

3) การท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ไทยกับอินเดียมีการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวระหว่างกันจำนวนมาก โดยในปี 2568 ไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดียจำนวนกว่า 2.48 ล้านคน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ในระดับประชาชนที่เข้มแข็ง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ โดยเอกอัครราชทูตอินเดียฯ กล่าวว่า ไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมของชาวอินเดีย โดยมีเที่ยวบินมากกว่า 500 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีแนวโน้มว่าชาวอินเดียจะเดินทางมาไทยมาขึ้น ทั้งสองฝ่ายจึงควรพิจารณาปรับปรุงข้อตกลงด้านการบินระหว่างกันให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น

4) พลังงาน ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการบริหารจัดการพลังงาน ในช่วงสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า สถานการณ์ยังคงสามารถบริหารจัดการได้ รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการจัดหาแหล่งน้ำมันสำรอง และออกมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ 

ในตอนท้าย เอกอัครราชทูตอินเดียฯ แสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไทย สำหรับการให้ความช่วยเหลือในการส่งกลับบุคคลสัญชาติอินเดีย ซึ่งบุคคลที่ได้รับการช่วยเหลือบางส่วนเป็นผู้กระทำผิดซ้ำ ทางอินเดียได้ดำเนินการสอบสวนและดำเนินมาตรการตามกฎหมาย รวมถึงมีความพยายามร่วมกันระหว่างหน่วยงานของไทยและอินเดียในการป้องกันไม่ให้บุคคลกลุ่มเสี่ยงกลับเข้ามากระทำผิดซ้ำ 

สนธิญา บุกกลาโหม! ให้ยุติการสนับสนุนการเคลื่อนไหว กัน จอมพลัง ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

สนธิญา บุกกลาโหม! ให้ยุติการสนับสนุนการเคลื่อนไหว กัน จอมพลัง ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

สนธิญา บุกกลาโหม! ให้ยุติการสนับสนุนการเคลื่อนไหว กัน จอมพลัง ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.33 น.

“สนธิญา” บุกยื่นหนังสือถึงรมว.กลาโหม ให้ยุติการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ “กัน จอมพลัง” ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมเรียกร้องตรวจสอบการใช้เงินมูลนิธิ และห้ามบุคคลภายนอกแทรกแซงการทำงานของกองทัพ

วันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม นาย สนธิญา สวัสดี เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ รมว.กลาโหม เพื่อเรียกร้องให้ยุติการสนับสนุนหรือส่งเสริมการกระทำที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน รวมถึงการแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานทหาร ตามแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยพาดพิงถึงการเคลื่อนไหวของ นายกัณฐศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง”

โดยหนังสือดังกล่าว ระบุว่า มูลนิธิ “กันจอมพลังช่วยสู้” ซึ่งมีนายกัน จอมพลัง เป็นประธาน มีวัตถุประสงค์หลักในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ช่วยเหลือผู้ยากไร้ และต่อสู้กับผู้มีอิทธิพลอย่างเท่าเทียม โดยอาศัยเงินบริจาคและสิ่งของจากประชาชนตามที่จดทะเบียนไว้กับหน่วยงานรัฐ

อย่างไรก็ตาม นายสนธิญา ระบุว่า นายกัน จอมพลัง ยังมีการดำเนินกิจกรรมผ่านสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย รวมถึงการเปิดเพจต่าง ๆ ในนามส่วนตัว และมีการจำหน่ายสินค้า ซึ่งอาจก่อให้เกิดประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างบทบาทในฐานะประธานมูลนิธิกับกิจกรรมส่วนตัว

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกรณีการโยกย้ายกำลังพลตามวงรอบของหน่วยทหารนาวิกโยธินในพื้นที่จังหวัดตราด ซึ่งมีความเห็นต่างกับการเคลื่อนไหวของบุคคลภายนอก รวมถึงกรณีที่ปรากฏภาพทหารบางนายไปอยู่ร่วมกับกลุ่มของกัน จอมพลัง บริเวณพื้นที่ชายแดน โดยมีพฤติกรรมโต้เถียงหรือแสดงท่าทีไม่เหมาะสมต่อทหารฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์และระเบียบวินัยของกองทัพ

นายสนธิญา กล่าวด้วยว่า กองทัพไทยมีธรรมเนียมในการให้เกียรติทหารฝ่ายตรงข้ามในฐานะนักรบที่ปฏิบัติหน้าที่ เช่น การส่งร่างทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตจากการสู้รบกลับประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงวินัยและเกียรติของทหาร ดังนั้นการแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อหน้าสาธารณะจึงไม่ควรเกิดขึ้น

ทั้งนี้ หนังสือยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้เงินของมูลนิธิ “กันจอมพลังช่วยสู้” ว่า การนำเงินไปสนับสนุนกิจกรรมหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น การสร้างถนน การตั้งตู้คอนเทนเนอร์ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ในพื้นที่ชายแดนนั้น เป็นการใช้เงินที่ตรงตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิที่จดทะเบียนไว้กับกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ รวมถึงมีการรายงานรายรับ–รายจ่ายต่อหน่วยงานที่กำกับดูแลอย่างถูกต้องหรือไม่ และเงินที่นำมาใช้สนับสนุนเป็นเงินส่วนตัวหรือเงินของมูลนิธิ

นายสนธิญา ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า ปัจจุบันมีการปล่อยให้ประชาชน กลุ่มบุคคล และมูลนิธิบางแห่งเข้าไปเคลื่อนไหวในพื้นที่ จนเกิดความวุ่นวาย เช่น การโต้เถียงหรือด่าทอกับฝ่ายทหารกัมพูชา รวมทั้งมีการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน และแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ซึ่งอาจกระทบต่อความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการพื้นที่ด้านความมั่นคง

พร้อมกันนี้ ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 3 ประเด็น ได้แก่

1.ให้ยุติการสนับสนุนหรือการร่วมกิจกรรมของหน่วยทหารกับนายกัน จอมพลัง และคณะ ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การโต้เถียงหรือแสดงความคิดเห็นต่อหน้าทหารต่างชาติ

2.ให้ตรวจสอบการใช้เงินของมูลนิธิ “กันจอมพลังช่วยสู้” ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจดทะเบียน และถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

3.ให้การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนของกองทัพเป็นไปอย่างเป็นเอกภาพ และไม่ให้มูลนิธิหรือบุคคลภายนอกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารราชการหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร

โดยมีพ.ท.เมธี สุคำภา นายทหารเวรเป็นผู้แทนรับหนังสือ เพื่อนำเสนอ รายงานต่อผู้บังคับบัญชาตามระดับชั้น พิจารณาดำเนินการต่อไป

ยกของเก่าลงของใหม่ ทำเนียบฯ เร่งจัดห้องทำงานรับรัฐมนตรี

ยกของเก่าลงของใหม่ ทำเนียบฯ เร่งจัดห้องทำงานรับรัฐมนตรี

ยกของเก่าลงของใหม่ ทำเนียบฯ เร่งจัดห้องทำงานรับรัฐมนตรี

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.29 น.

วันที่ 7 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 10.30 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายอาคารและสถานที่ประจำทำเนียบรัฐบาล ได้มีการจัดเตรียมห้องทำงานชั้น 1 และชั้น 3 ของตึกบัญชาการ 1 ซึ่งห้องที่ขั้น 1 เป็นของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณป้ายชื่อด้านหน้าประตู ได้มีการถอดชื่อเดิมออกแล้ว เพื่อเตรียมใส่ป้ายชื่อของนาย ยศชนัน พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ยังได้นำเฟอร์นิเจอร์ชุดเดิมออกจากห้องดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ นายยศชนัน จะเข้าไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ พบผู้บริหารและข้าราชการประจำกระทรวง เพื่อแนะนำตัวในฐานะรับตำแหน่งใหม่ วันพรุ่งนี้

จนท.ทำเนียบฯ

อย่างไรก็ตาม ที่ตึกบัญชาการ 1 ยังคงมีเจ้าหน้าที่ขนย้ายอุปกรณ์สำนักงาน และเฟอร์นิเจอร์เข้าห้องรองนายกฯและรัฐมนตรีตลอดทั้งวัน

จนท.ทำเนียบฯ
จนท.ทำเนียบฯ

โบว์ ณัฏฐา ระบาย! อึดอัดที่สุดในชีวิต ชี้ปัญหา คลิปสั้นปั่นดราม่า ทำคนเมินฟังความจริงจากรัฐ

โบว์ ณัฏฐา ระบาย! อึดอัดที่สุดในชีวิต ชี้ปัญหา คลิปสั้นปั่นดราม่า ทำคนเมินฟังความจริงจากรัฐ

โบว์ ณัฏฐา ระบาย! อึดอัดที่สุดในชีวิต ชี้ปัญหา คลิปสั้นปั่นดราม่า ทำคนเมินฟังความจริงจากรัฐ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.17 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา อดีตโฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โพสต์ข้อความว่าพูดตรงๆ ปัญหาของบ้านเราคือ คนได้ดูแต่คลิปสั้นปั่นดราม่าที่สื่อตัดมาทำยอด เลยไม่รู้ว่ารัฐพูดอะไรไปแล้วบ้าง

สัปดาห์ก่อนเปิดวิทยุมาเจอนักวิชาการให้สัมภาษณ์ในเชิงแนะนำว่าศบก.ควรบอกอะไรประชาชนบ้าง ซึ่งมันคือสิ่งที่เราพูดไปหมดแล้ว ยังดีที่เขาก็ยอมรับในการสัมภาษณ์นั้นเองว่ายังไม่เคยดูการแถลงเต็มๆเหมือนกัน เห็นแต่คลิปสั้น … เป็นสัปดาห์ที่เหนื่อยและอึดอัดที่สุดในชีวิต โชคดีที่มันผ่านไปแล้ว ต่อจากนี้จะได้คุยกันตรงๆแบบมนุษย์ต่อมนุษย์ที่เท่าๆกันเหมือนเดิม

เลือกตั้งผู้ว่าฯโดยตรง! ‘ความฝันสำเร็จรูป’ ของธนาธรและการเมืองสีส้ม

เลือกตั้งผู้ว่าฯโดยตรง! 'ความฝันสำเร็จรูป' ของธนาธรและการเมืองสีส้ม

เลือกตั้งผู้ว่าฯโดยตรง! ‘ความฝันสำเร็จรูป’ ของธนาธรและการเมืองสีส้ม

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.10 น.

แนวคิด “กระจายอำนาจ” เป็นเรื่องที่สังคมไทยพูดกันมานาน และแทบไม่มีใครปฏิเสธว่าท้องถิ่นควรมีบทบาทมากขึ้น ประเด็นอยู่ที่วิธีการ ว่าจะออกแบบอย่างไรให้สอดคล้องกับสภาพจริงของแต่ละพื้นที่

แต่ในช่วงหลัง แนวคิดนี้ถูกดึงให้เหลือคำตอบเดียวอย่างชัดเจน คือ “เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง” และถูกผลักให้เป็นทางออกหลักของการปลดล็อกท้องถิ่น

เวทีเสวนาเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ“ ในฐานะประธานคณะก้าวหน้า และผู้นำทางความคิดของพรรคส้ม เดินหน้าแนวคิดนี้ โดยชี้ว่าการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางทำให้ท้องถิ่นไปต่อไม่ได้

ข้อเสนอแบบนี้ดูเรียบง่าย เปลี่ยนวิธีได้มาของผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วคาดหวังว่าผลลัพธ์จะเปลี่ยนตาม

แต่ในความเป็นจริง ประเทศไทยมีการเลือกตั้งท้องถิ่นอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือ อบจ. ที่เปิดให้ประชาชนเลือกผู้บริหารโดยตรง ในบางพื้นที่ก็สามารถพัฒนาได้จริง มีการแข่งขัน มีการตรวจสอบ และมีผลงานเป็นรูปธรรม

แต่ในอีกหลายพื้นที่ ภาพกลับต่างออกไป เครือข่ายอิทธิพลยังมีบทบาท ระบบพวกพ้องยังฝังราก และการแข่งขันยังไม่เปิดเต็มที่ จนทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นเพียงการหมุนเวียนของกลุ่มอำนาจเดิม

การมีการเลือกตั้งจึงไม่ได้หมายความว่าโครงสร้างอำนาจจะเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ และไม่ได้รับประกันว่าการบริหารจะโปร่งใสหรือแข่งขันอย่างเป็นธรรมในทุกพื้นที่

ในการพูดครั้งนั้น ธนาธรยกตัวอย่างญี่ปุ่น โดยชี้ว่าญี่ปุ่นเริ่ม “กระจายอำนาจ” ใกล้กับไทย แต่สามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่า ขณะที่ไทยถอยหลังเพราะอำนาจถูกดึงกลับส่วนกลาง

ภาพปลายทางแบบนี้ทำให้ข้อเสนอเรื่อง “เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง” ดูมีน้ำหนัก เพราะมีประเทศที่ไปถึงจุดนั้นให้เห็น

แต่เงื่อนไขของญี่ปุ่นไม่ได้ถูกวางไว้พร้อมกัน ระบบราชการของเขาคุมมาตรฐานได้ งบประมาณมีวินัย ระบบตรวจสอบทำงานจริง และการเมืองท้องถิ่นแข่งขันกันในกรอบที่ควบคุมได้

ขณะที่ในไทย หลายจังหวัดยังอยู่กับโครงสร้างอำนาจเดิม การแข่งขันยังไม่เปิดเต็มที่ ระบบตรวจสอบยังมีช่องว่าง การเลือกตั้งในสภาพแบบนี้ไม่ได้เปลี่ยนสมดุลอำนาจในพื้นที่ได้ทันที

การหยิบผลลัพธ์ของญี่ปุ่นมาอธิบาย โดยไม่วางเงื่อนไขที่ทำให้ผลลัพธ์นั้นเกิดขึ้น ทำให้ข้อเสนอเรื่องเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงข้ามขั้นตอนสำคัญไปตั้งแต่ต้น

แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับพรรคอนาคตใหม่ ต่อด้วยพรรคก้าวไกล และปัจจุบันคือพรรคประชาชน ซึ่งสังคมเรียกรวมว่า พรรคส้ม

การขยายฐานลงสู่ระดับท้องถิ่นและการส่งผู้สมัครในหลายพื้นที่ ทำให้พรรคส้มมีบทบาทชัดขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน กระบวนการคัดเลือกผู้สมัครทั้งระดับท้องถิ่นและ สส.กลับถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่อง

หลายกรณี การกำหนดตัวผู้สมัครและทิศทางทางการเมืองยังถูกชี้ว่าตัดสินจากแกนนำไม่กี่คน มากกว่าจะเปิดให้แข่งขันหรือคัดเลือกกันในวงกว้าง

ข้อวิจารณ์เหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องตัวบุคคล แต่ไปถึงโครงสร้างอำนาจภายในพรรค ที่ยังรวมศูนย์การตัดสินใจอยู่กับคนกลุ่มเดิม จนถูกเปรียบเทียบว่าไม่ต่างจาก “โปลิตบูโร”

ภาพนี้จึงชนตรงกับแนวคิด “กระจายอำนาจ” ที่พรรคส้มพยายามผลักในระดับประเทศ เพราะในขณะที่เรียกร้องให้ลดอำนาจส่วนกลาง โครงสร้างภายในพรรคกลับยังรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางของพรรคเอง

ในพรรค การตัดสินใจยังไหลจากบนลงล่าง แต่ในระดับประเทศ กลับเสนอให้เปลี่ยนเป็นไหลจากล่างขึ้นบน

ความย้อนแย้งจึงไม่ได้อยู่ที่คำพูด แต่อยู่ที่วิธีจัดการอำนาจที่สวนทางกันเอง และทำให้ข้อเสนอเรื่อง “กระจายอำนาจ” ถูกตั้งคำถามตั้งแต่ต้นทาง

ความแตกต่างของแต่ละจังหวัดเป็นปัจจัยที่เลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทยไม่ได้มีสภาพเดียวกันทั้งประเทศ

บางพื้นที่มีการแข่งขันจริง มีการตรวจสอบจริง ขณะที่อีกหลายพื้นที่ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มเดิม การ “เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง” ในบริบทแบบนี้ให้ผลไม่เท่ากัน

ตัวอย่างอย่าง ”กรุงเทพมหานคร“ใช้ระบบเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดได้ เพราะมีแรงกดดันจากสังคม มีสื่อ และมีการตรวจสอบที่เข้ม แต่เงื่อนไขแบบนี้ไม่ได้มีอยู่ในทุกจังหวัด

การนำรูปแบบเดียวกันไปใช้ทั้งประเทศ ไม่ได้ทำให้ผลออกมาเหมือนกัน และในบางพื้นที่อาจยิ่งทำให้โครงสร้างเดิมแข็งแรงขึ้น

ภาพทั้งหมดชี้ชัดว่าปัญหาของ “กระจายอำนาจ” ในไทยไม่ได้อยู่ที่มีหรือไม่มีการเลือกตั้ง แต่อยู่ที่โครงสร้างอำนาจ งบประมาณ อำนาจตัดสินใจ และระบบตรวจสอบที่ยังผูกอยู่กับส่วนกลางและกลุ่มอำนาจเดิม

การกระจายอำนาจจึงไม่ใช่เรื่องของ “เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงการโอนงบประมาณ การกระจายอำนาจตัดสินใจ และการทำให้ระบบตรวจสอบทำงานจริงในระดับพื้นที่

แต่ข้อเสนอที่ถูกผลัก กลับตัดเรื่องเหล่านี้ออกไป แล้วเหลือเพียงการเปลี่ยนวิธีได้มาของผู้ว่าราชการจังหวัด เหมือนกับว่าเพียงมีการเลือกตั้ง ทุกอย่างจะขยับตามไปเอง

ในความเป็นจริง เมื่อโครงสร้างเดิมยังอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น กลุ่มอิทธิพล หรือระบบพวกพ้อง การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงไม่ได้ไปแตะต้นตอของปัญหาเหล่านี้

ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่เป็นการเปิดให้โครงสร้างเดิมเข้าสู่ตำแหน่งผ่านการเลือกตั้ง พร้อมความชอบธรรมจากคะแนนเสียง ขณะที่งบประมาณ อำนาจจริง และระบบตรวจสอบยังไม่ได้เปลี่ยน

“เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง” ในแบบที่ธนาธรและพรรคส้มพยายามผลักดัน คือ “ความฝันสำเร็จรูป” ที่ให้ภาพว่าทุกอย่างจะดีขึ้นทันที ทั้งที่เงื่อนไขหลักยังไม่ถูกแก้ และปัญหาเดิมยังคงอยู่ครบ.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์