สมชัย กางหลักฐาน บัตรชมพู ขัดรัฐธรรมนูญ จ่อยื่นผู้ตรวจการ พรุ่งนี้

สมชัย กางหลักฐาน บัตรชมพู ขัดรัฐธรรมนูญ จ่อยื่นผู้ตรวจการ พรุ่งนี้

สมชัย กางหลักฐาน บัตรชมพู ขัดรัฐธรรมนูญ จ่อยื่นผู้ตรวจการ พรุ่งนี้

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.48 น.

วันนี้ 24 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นที่คนการเมืองและโซเชียลต่างจับตามอง เมื่อ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับรายงานของทีมผู้เชี่ยวชาญที่อาจสั่นคลอนผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุด โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “รายงานแบบกลืน ไม่ต้องเคี้ยว แอบเห็นรายงานของทีมผู้เชี่ยวชาญทีมที่ 1 ที่จะนำส่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ในวันพุธที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน อาคาร C ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ที่เป็นหนึ่งในรายงานหลายฉบับแล้วต้องทึ่งในการเรียบเรียงและนำเสนอข้อมูล

รายงานค่อย ๆ คลี่ให้เห็นทั้งประเด็นทางกฎหมาย รายละเอียดที่ กกต. ชี้แจง และ หลักฐานเชิงประจักษ์จากการสังเกต การสัมภาษณ์ และ การทดลอง ให้เห็นว่า บัตรเลือกตั้งสีชมพูที่มีบาร์โค้ดด้านล่าง นำไปสู่ การเลือกตั้งที่ขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร แถมยังมี QR code แสดงหลักฐานในเรื่องต่าง ๆ ให้อ่าน ให้ฟัง โดยไม่ต้องค้น ไม่ต้องเคี้ยว ยื่นผู้ตรวจการวันพุธแล้ว ผมอยากให้เขาเผยแพร่ต่อสาธารณะ เผื่อชาวบ้านและตุลาการศาลจะได้อ่านก่อน ไม่ต้องรอการส่งแบบเป็นทางการ”

สมชัย ศรีสุทธิยากร

ขณะที่บรรดาชาวเน็ตต่างเข้าไปแสดงความคิดเห็นในโพสต์ของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อย่างล้นหลาม เช่น

“สมมุติถ้าแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีไปแล้ว ศาลสั่งเลือกตั้งโมฆะทั้งนายกและรัฐมนตรีทั้งคณะจะเป็นอย่างไรครับ”

“อาจารย์ทำให้อยากอ่านเลยครับ”

“ท้ายที่สุด ศาล. ตัดสิ้นว่า ไม่ผิด ไม่โมฆะ ให้ สส ปฎิบัติหน้าที่ต่อไป”

“ถ้ามีธงทำยังงัยก็ได้ ต้องรอดเท่านั้น ทำงัยดีละ”

“ยอดเยี่ยมครับผม”

“คือ สรุป ไม่ ลับ หา เจอต้นขั้ว คนหาบัตร”

สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร

จบแล้ว? ครม.อนุทิน2 มี 35 ที่นั่ง กันไว้ 1 เก้าอี้ เผื่อสมการการเมืองเปลี่ยน ไร้ พปชร. ร่วมขบวน

จบแล้ว? ครม.อนุทิน2 มี 35 ที่นั่ง กันไว้ 1 เก้าอี้ เผื่อสมการการเมืองเปลี่ยน ไร้ พปชร. ร่วมขบวน

จบแล้ว? ครม.อนุทิน2 มี 35 ที่นั่ง กันไว้ 1 เก้าอี้ เผื่อสมการการเมืองเปลี่ยน ไร้ พปชร. ร่วมขบวน

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.43 น.

ครม.อนุทิน 2! เคาะที่ 35 เก้าอี้ กันไว้ 1 ตำแหน่ง เผื่อยามจำเป็น-รอสมการการเมืองเปลี่ยน ชัดเจนไร้ ’พปชร.‘ ร่วมขบวน

วันที่ 24 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) “อนุทิน 2” ที่วานนี้(23มี.ค.) ผู้ที่มีชื่อได้เริ่มทยอยส่งประวัติ ไปยัง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว เป็นที่ชัดเจนว่าจะมีครม. ทั้งหมด 35 คน ไม่ตั้งหมดโควตา 36 ตำแหน่ง เหลืออีก 1 ตำแหน่ง ไว้ในยามที่ประเทศต้องการบุคคลที่เหมาะสมตามสถานการณ์ รวมถึงกรณีที่อาจมีความจำเป็น ตามสมการทางการเมือง นอกจากนี้ยังเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าไม่มีสัดส่วนครม. จากพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ที่มีเสียงสนับสนุน5เสียง

ทั้งนี้รายชื่อทั้งหมด จากทั้ง 2 พรรคการเมือง หากมีชื่อใดไม่ผ่านคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้าม ก็เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองนั้น ที่จะส่งคนมาเปลี่ยนตัว ซึ่งแต่ละพรรคมีรายชื่อสำรองไว้แล้ว 

โดยมีรายชื่อ ดังนี้

1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

2. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

3. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี

4. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี 

5. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

6. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

7. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

8. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

9. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

10. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

11. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

12. นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

13. พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

14. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

15. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

16. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

17. นายวัชรพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

18. นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

19. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

20. นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

21. นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

22. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

23. นางสาวแนน บุญย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

24. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

25. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

26. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

27. นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

28. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

29. พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

30. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

31. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

32. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

33. นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

34. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

35. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ยศชนัน ถก สส.เพื่อไทย จ่อชงญัตติด่วนแก้ น้ำมันพุ่ง เข้าสภาฯ พรุ่งนี้

ยศชนัน ถก สส.เพื่อไทย จ่อชงญัตติด่วนแก้ น้ำมันพุ่ง เข้าสภาฯ พรุ่งนี้

ยศชนัน ถก สส.เพื่อไทย จ่อชงญัตติด่วนแก้ น้ำมันพุ่ง เข้าสภาฯ พรุ่งนี้

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.38 น.

วันที่ 24 มี.ค. 69 ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง ปัญหาราคาน้ำมันแพงที่ส่งผลกระทบกับประชาชน ว่า พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอญัตติเพื่อหารือในการประชุมสภาวันพรุ่งนี้ (25 มี.ค.) หรือไม่ว่า พรรคเพื่อไทยก็มีการเสนอญัตินี้เช่นกัน ซึ่งเราเตรียมไว้ตั้งแต่ในการประชุมสภาฯ ครั้งที่แล้ว เราก็สามารถดำเนินการได้เลย 

ขณะเดียวกันก็ได้มีการสำรวจความเดือดร้อนในพื้นที่ที่มีสส.พรรคเพื่อไทยดูแลอยู่ ส่วนการปรับราคาน้ำมันล่าสุดรวดเดียวถึงลิตรละ 2 บาท ทำให้มีความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ซึ่งในที่ประชุม สส. วันนี้ ก็จะให้มีการแลกเปลี่ยนความเดือดร้อนจากวิกฤตที่เกิดขึ้น คาดว่าน่าจะใช้เวลาทั้งวันในการพูดคุยกัน และจะต้องติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ส่วนด้านการต่างประเทศ พรรคเพื่อไทยได้ดูแลคนไทยในต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่พรรคเพื่อไทยเคยดูแลกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลก่อนหน้านี้ ทำให้ยังมีเครือข่ายที่สามารถติดต่อประสานงานกับคนไทยในต่างประเทศได้ง่าย และได้มีการสะท้อนปัญหาในต่างประเทศให้ทางพรรคเพื่อไทยได้รับทราบด้วย

สำหรับการที่ เมื่อวานนี้ (24 มี.ค.) ตัวแทนของพรรคเพื่อไทยได้ไปพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนโยบายที่พรรคภูมิใจไทย ทุกอย่างลงตัวดี ทางตัวแทนพรรคได้นำปัญหาและประเด็นที่ต้องการให้ปลดล็อคภายใน 4 ปี และแนวทางระยะสั้น ส่วนนโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงเอาไว้ในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ก็ได้ใส่ลงไปในนโยบายของรัฐบาลด้วย และทางพรรคภูมิใจไทยก็ยินดีที่จะนำไปบรรจุไว้ เพื่อขับเคลื่อนตามนโยบายเหล่านี้ 

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ในส่วนการประเมิน KPI ภายในพรรค ก็จะมีการพูดคุยกันในวันนี้ เพราะจะเป็นเกณฑ์ในการประเมินว่าสิ่งที่เรากำหนดนโยบายไว้สามารถทำได้จริง โดยจะมี 2 ส่วน คือ การดำเนินงานในพื้นที่ กับภาพรวม ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยดูแลกระทรวงที่เกี่ยวกับสังคมและทุนมนุษย์ ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจจะเห็นไม่ได้ชัดในระยะสั้น แต่หากทำได้ดีก็จะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย และในพรรคก็มีหลายคนที่มีประสบการณ์ในด้านนี้ หลายคนเคยดูแลกระทรวงเหล่านี้มาแล้ว

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า เมื่อฉากทัศน์เปลี่ยน บางครั้งนโยบายของพรรคในบางเรื่องที่เป็น นโยบายระยะกลาง ก็ควรปรับมาเป็นนโยบายระยะสั้น ส่วนนโยบายที่สามารถนำไปรวมเข้ากับนโยบายของพรรคภูมิใจไทยได้นั้น นายยศชนันกล่าวว่า จะเป็นนโยบายเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีความชัดเจนมาก และจะเป็นกระดูกสันหลังของประเทศที่เราจะสามารถนำไปใช้ เพื่อช่วยเหลือการทำงานของทุกกระทรวงได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ในเฉพาะกระทรวงที่พรรคเพื่อไทยดูแลเท่านั้นเพื่อเพิ่ม Productivity ซึ่งปัจจุบันเรากำลังอยู่ในสังคมผู้สูงอายุ ไม่สามารถทำงานแบบเดิมได้ พรรคเพื่อไทยสามารถเตรียมความพร้อมของ Tech war ทำให้วางอาชีพจำเป็นต้องมีการ Up skill – Reskill เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ และเพิ่มรายได้ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร ซึ่งเรื่องนี้ทางพรรคสามารถเริ่มดำเนินการได้เลย

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

จุลพันธ์ ยัน เพื่อไทย ปึ้ก ไร้รอยร้าว คนทิ้งพรรค หลังส่งโผ ครม. ถึงมือนายกฯ

จุลพันธ์ ยัน เพื่อไทย ปึ้ก ไร้รอยร้าว คนทิ้งพรรค หลังส่งโผ ครม. ถึงมือนายกฯ

จุลพันธ์ ยัน เพื่อไทย ปึ้ก ไร้รอยร้าว คนทิ้งพรรค หลังส่งโผ ครม. ถึงมือนายกฯ

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.29 น.

วันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค ก่อนเข้างานอบรมสัมมนาบรรยายพิเศษ ให้ความรู้เกี่ยวกับงานสภาผู้แทนราษฎร นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวความไม่พอใจภายในพรรคเกี่ยวกับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี โดยระบุว่าเรื่องความไม่พอใจจริงๆ แล้วไม่มี เป็นการคาดการณ์จากภายนอกมากกว่า อย่างแรกคือกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลต้องมีการเจรจา และต้องดูตัวบุคคลที่จะทำงานได้ในกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย เมื่อดูเรื่องคุณสมบัติ ความเหมาะสม และการขับเคลื่อนนโยบายเสร็จแล้ว ก็ต้องพิจารณาตัวบุคคล ซึ่งแน่นอนว่าตำแหน่งมีน้อยแต่คนมีเยอะ จึงไม่ได้ตำแหน่งทุกคน ตรงจุดนี้ทุกคนเข้าใจดี

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในขณะนี้ภายในพรรคไม่มีความเคลื่อนไหวหรือสั่นไหวอะไร ทุกคนยังรักและสามัคคีกัน การที่มีคนมองเข้ามาว่าต้องมีคนไม่พอใจเป็นการคิดและคาดเดากันไปเอง ในข้อเท็จจริงวันนี้ก็มาประชุมกันครบถ้วน ทุกคนพร้อมจะขับเคลื่อนพรรคและเดินหน้านโยบายในฐานะรัฐบาล

จุลพันธ์

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าเป็นกระแสปั่นจากข้างนอก ไม่ใช่ความรู้สึกของคนในพรรคเลยใช่ไหม นายจุลพันธ์ตอบว่า ตนมองว่าไม่ใช่ เรื่องความไม่พอใจตอนนี้ไม่มี ใครที่ยังไม่ได้รับโอกาสในตอนนี้ บทบาทหน้าที่ในความเป็นตัวแทนประชาชน หรือการทำงานในด้านอื่นๆ ก็ยังมี ทั้งตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎร โอกาสไม่ได้หมดไป ทุกคนจึงพร้อมจะเดินหน้ากับพรรคอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าอาจมีคนน้อยใจจนเดินออกจากพรรคไป จะมีสัญญาณอะไรให้เห็นไหม นายจุลพันธ์ยืนยันว่ายังไม่มี และเมื่อถูกถามว่าวันนี้หัวหน้าพรรคยังบริหารจัดการความรู้สึกของ สส. ได้ใช่หรือไม่ เพราะมีข่าวความไม่พอใจออกมาตั้งแต่เริ่มจัดโผ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ในช่วงจัดตำแหน่งแบบนี้ เราอยู่ในการเมืองมานาน ก่อนจะขยับจนลงตัวต้องมีการพูดคุยหารือกันเป็นปกติ เพราะบุคลากรของพรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์และความรู้เยอะ คนที่มีความพร้อมมีจริง แต่สุดท้ายต้องตัดสินใจ เมื่อตัดสินใจแล้วทุกคนก็พร้อมเดินหน้าต่อ ซึ่งทุกครั้งก็มีการปรึกษากันแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

จุลพันธ์

ผู้สื่อข่าวถามถึงรายชื่อที่ออกมาซึ่งบางคนมองว่าพรรคเพื่อไทยมีเรื่องของลูกเทพหรือหน้าใหม่เข้ามา จะชี้แจงอย่างไร นายจุลพันธ์ระบุว่า กระบวนการยังไม่จบ ตนคงไม่พูดถึงรายชื่อต่างๆ เพราะในส่วนของพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการส่งรายชื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว การแต่งตั้ง ครม. เป็นอำนาจเต็มของท่านนายกฯ และต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ ก่อน ณ จุดนี้ตนจึงไม่ขอยืนยันว่ารายชื่อที่ออกไปนั้นถูกหรือไม่ถูก

ถามอีกว่าในส่วนของรัฐมนตรีที่มีปัญหาเรื่องการตรวจสอบ มีการส่งผู้กำกับหรือคนมาคุมทั่วไปบ้างหรือไม่ นายจุลพันธ์ตอบว่ายังไม่มี เข้าใจว่ากระบวนการเพิ่งเริ่มต้น เป็นหน้าที่ของท่านนายกฯ และท่านเลขาธิการ ครม. เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและกำลังรออยู่ ยืนยันได้เพียงอย่างเดียวว่าส่งรายชื่อให้ท่านนายกฯ แล้ว เมื่อถามว่าการตรวจสอบคุณสมบัติส่งไปครบหมดแล้วใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์แจงว่าเป็นการส่งรายชื่อ ส่วนการตรวจคุณสมบัติเป็นกลไกของเลขาฯ ครม. ที่ต้องดำเนินการ

จุลพันธ์

“สำหรับการตรวจสอบคุณสมบัติเราก็ต้องมั่นใจครับ เพราะเราเชื่อมั่นว่าบุคลากรของเราสามารถทำงานได้ และเป็นรายชื่อที่ท่านนายกฯ รับได้ในการไปทำงานตำแหน่งต่างๆ ผมและท่านเลขาประเสริฐ (ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย) ที่ยืนอยู่ด้วยกันนี้ พวกเราผ่านกระบวนการคัดกรองมาหลายครั้งแล้ว ไม่ใช่ว่ามาถึงจุดนี้ได้โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งการสมัคร สส. หรือการที่เป็นอดีตรัฐมนตรี ใครที่ทำงานการเมืองมาล้วนผ่านการคัดกรองคุณสมบัติมาแล้วหลายครั้งในเบื้องต้น เพราะฉะนั้นเรามีความมั่นใจอยู่ครับ” นายจุลพันธ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การตรวจสอบครั้งนี้ดูเหมือนจะเข้มข้นกว่าทุกครั้งตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำไว้หรือไม่ นายจุลพันธ์ยอมรับว่ากระบวนการต่างๆ กำลังดำเนินไปตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น

อ.อัจฉราวดี จี้รัฐใช้ยาแรง! ส่งทหารคุมคลังจ่ายน้ำมัน แก้ปัญหากักตุน-ตัดโควต้าทำปั๊มแห้ง

อ.อัจฉราวดี จี้รัฐใช้ยาแรง! ส่งทหารคุมคลังจ่ายน้ำมัน แก้ปัญหากักตุน-ตัดโควต้าทำปั๊มแห้ง

อ.อัจฉราวดี จี้รัฐใช้ยาแรง! ส่งทหารคุมคลังจ่ายน้ำมัน แก้ปัญหากักตุน-ตัดโควต้าทำปั๊มแห้ง

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.41 น.

วันที่ 24 มีนาคม 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า ปัญหาน้ำมันขาดทั้งประเทศ เป็นวิกฤตชาติที่ใหญ่เกินกว่ากระทรวงพลังงานจะรับมือได้  รัฐต้อง Take Action จริงจังมากกว่าการแถลงการณ์เมื่อถูกกดดัน  

รัฐต้องใช้ไม้แข็ง ขอเสนอให้ใช้กำลังทหารไปคุมเข้มที่คลังจ่ายน้ำมัน เพื่อตรวจสอบการกักตุนที่ต้นทาง และช่วยแก้ปัญหาการลดโควต้าไม่จ่ายให้ปั้มต่างๆ ทั่วประเทศ  

ทำไมคลังจ่ายจึงตัดโควต้าส่งน้ำมันให้ปั้ม?

สิ่งที่แถลงเป็นแผ่นเสียงตกร่องไม่ตรงกับสภาพที่เกิดขึ้น นี่คือเวลาที่ต้องใช้ไม้แข็ง  ออกกฎลงโทษเข้มข้น และขอความร่วมมือหน่วยงานทหาร หรืออื่นๆ ที่สามารถกระจายกำลังไปตรวจสอบและป้องกันการกักตุนน้ำมัน  รวมถึงอำนวยความสะดวกให้ประชาชน  ไม่ให้ต้องมาต่อคิวยาวรอเติมน้ำมัน

เพจหมอวรงค์ เดชกิจวิกรมได้โพสต์ว่า วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม ผมมีเวลาไปสำรวจปั๊มน้ำมัน พูดคุยกับพนักงานปั๊ม ผมเข้าพูดคุยทั้งหมด 6 ปั๊ม เส้นทาง วิภาวดีขาออกไปทางปทุมธานี เป็น ปตท.2 ปั๊ม พีที 2 ปั๊ม บางจาก1 ปั๊ม และเชลล์ 1 ปั๊ม พบว่า

ในภาพรวมน้ำมันดีเซลยังขาดแคลน พบว่า 5 ใน 6 ปั๊มไม่มีดีเซล และบางปั๊มไม่มีโซฮอล์ 95 ถามจากพนักงานปั๊มพบว่า ได้น้ำมันมาน้อย บางปั๊มได้น้ำมันดีเซล ปกติวันละ 1 คันลำรถ (12,000 ลิตร) หรือ บางปั๊มได้ 2 ลำรถ (24,000 ลิตร) แต่ขณะนี้ได้น้ำมันดีเซลมา 6,000 ลิตร แต่ที่ไม่น่าเชื่อ น้ำมันโซฮอล์ 95 ก็ขาดแคลนหลายปั๊ม 

สรุปแล้วปัญหาเกิดจาก การจ่ายน้ำมันจากคลังจ่าย ที่คลังจ่ายลำลูกกา (พนักงานบางปั๊มให้ข้อมูล)”

ระหว่างยังไม่เปิดสภา หนุนหมอวรงค์ตรวจสอบและติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดด้วย

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

รสนา เห็นด้วย! รมว.คลัง เก็บกำไรลาภลอย จากค่าการกลั่น

รสนา เห็นด้วย! รมว.คลัง เก็บกำไรลาภลอย จากค่าการกลั่น

รสนา เห็นด้วย! รมว.คลัง เก็บกำไรลาภลอย จากค่าการกลั่น

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.24 น.

วันที่ 24 มีนาคม 2569 นางรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า เชียร์ รมว.คลัง เก็บกำไรลาภลอยจากค่าการกลั่น และ กำไรสต็อคน้ำมันลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

รมว.คลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ให้สัมภาษณ์จะพิจารณาเก็บกำไรลาภลอย (Wind fall profit) จากกำไรค่าการกลั่น และ กำไรจากสต็อคน้ำมันดิบ (Stock gain) ที่ทำให้น้ำมันแพงซึ่งเพิ่มภาระบนบ่าประชาชน

แม้ยังไม่มีกฎหมายภาษีลาภลอย แต่ควรใช้กฎหมายที่มีอยู่ เช่น พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ใช้ประกอบกับพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันที่แพง ซึ่งเกิดขึ้นจากการมีกำไรลาภลอยอยู่ในราคาน้ำมัน และเอากองทุนน้ำมันไปชดเชยจนกองทุนฯติดลบมหาศาล เป็นภาระหนี้ของประชาชน

ยิ่งกว่านั้น ทำให้มีการกักตุนน้ำมันเพื่อทำกำไรในช่วงวิกฤติ จึงควรดึงกำไรลาภลอยส่วนเกินนี้เข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อลดภาระหนี้กองทุนน้ำมัน ที่ต้องนำมาชดเชยราคาน้ำมันที่มีราคาสูงเพราะได้รวมกำไรลาภลอยเหล่านี้ไว้ด้วย

โดยมีข้อเสนอให้รัฐบาลใช้อำนาจตาม มาตรา 3 ของ พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516  แก้ปัญหาน้ำมันแพง เพราะมีการกักตุนแสวงหากำไร โดยสั่งให้โรงกลั่นน้ำมันส่งกำไรส่วนเกินที่เกิดจากราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูง (Windfall  Profit) เข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

นอกจากนี้ น่ายินดีที่รัฐมนตรีคลัง นายเอกนิติ จะพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตลงชั่วคราวเพื่อลดภาระกองทุนน้ำมัน ลดภาระของประชาชน การลดราคาน้ำมันลง จะช่วยลดการกักตุนเพื่อหากำไรได้

เทพไทชี้ 3 เงื่อนไขเหล็ก บวรศักดิ์ ทำวงแตก! ไม่ไปต่อ ครม.อนุทิน 2

เทพไทชี้ 3 เงื่อนไขเหล็ก บวรศักดิ์ ทำวงแตก! ไม่ไปต่อ ครม.อนุทิน 2

เทพไทชี้ 3 เงื่อนไขเหล็ก บวรศักดิ์ ทำวงแตก! ไม่ไปต่อ ครม.อนุทิน 2

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.51 น.

วันที่ 23 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า บวรศักดิ์ไม่ไปต่อ หรืออนุทินไม่เอา

สำหรับรายชื่อคณะรัฐมนตรีอนุทิน2 ที่มีเทคโนแครต หรือบุคคลภายนอกเข้าร่วมรัฐบาลด้วย มี3คนคือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ส่วนอีก2คนที่ไม่ได้ไปต่อ คือนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ กับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ 

ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่า พรรคภูมิใจไทยมีข้อจำกัดในเรื่องโควตาหรือเก้าอี้รัฐมนตรี ที่จำเป็นต้องริบเก้าอี้รัฐมนตรีจากบุคคลภายนอก  มาให้โควตากับบ้านใหญ่ หรือกลุ่มก๊วนการเมืองต่างๆ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเดิมเป็นของนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เปลี่ยนมาเป็นของนายเอกนัฎ พร้อมพันธ์ 

ส่วนรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ แสดงเจตจำนงไม่ไปต่อ นายอนุทินจึงเลือกนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ขึ้นมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายแทน 

เหตุผลของการที่นายอนุทินไม่ใช้บริการนายบวรศักดิ์ต่อ น่าจะมาจากการที่ในช่วงนี้ คดีฮั้วส.ว.และคดีที่ดินเขากระโดง กำลังงวดเข้ามาเต็มที จึงจำเป็นต้องใช้มือกฏหมายของรัฐบาลเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ ซึ่งนายบวรศักดิ์เคยตั้งเงื่อนไขไว้3ข้อ ตั้งแต่ร่วมรัฐบาลอนุทิน1 คือ

1.จะไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ซึ่งบุคคลภายนอกหรือเทคโนแครตทั้ง3คน ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย และเป็นผู้ช่วยหาเสียงในตอนเลือกตั้ง คือนางศภจี นายเอกนิติ และนายสีหศักดิ์ 

2.จะไม่แทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะคดีฮั้วส.ว. และที่ดินเขากระโดง

3.ถ้ามีความคิดอย่างไร ก็จะพูดไปตามที่คิด ส่วนนายกรัฐมนตรีจะนำไปปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ 

จากเงื่อนไข3ข้อนี้ น่าจะเป็นประเด็นที่ทำให้นายอนุทิน ไม่ใช้บริการนายบวรศักดิ์ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายต่อไป จึงเลือกที่จะใช้บริการมือกฏหมายคนใหม่ คือนายปกรณ์ นิลประพันธ์ 

มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า การที่นายบวรศักดิ์ ได้แสดงเจตจำนงที่จะไม่ไปต่อกับรัฐบาลอนุทิน2 เพราะเงื่อนไขที่เสนอไว้ในรัฐบาลอนุทิน1 หรือเป็นเพราะนายอนุทินไม่เลือกใช้บริการนายบวรศักดิ์ทางกฎหมายอีกแล้ว

จึงมีการถกเถียงกันว่า ความจริงคืออะไรกันแน่ ระหว่างการที่นายบวรศักดิ์ไม่ขอไปต่อ หรือนายอนุทินไม่ใช้บริการ ทำให้สังคมหรือนักวิเคราะห์การเมือง อยากรู้ว่าข้อเท็จจริงในเรื่องนี้คืออะไร?

บิ๊กโจ๊ก พาคนใต้กลับบ้าน จัด เที่ยวบิน-รถบัส ฟรี ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ชมคลิป

บิ๊กโจ๊ก พาคนใต้กลับบ้าน จัด เที่ยวบิน-รถบัส ฟรี ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ชมคลิป

บิ๊กโจ๊ก พาคนใต้กลับบ้าน จัด เที่ยวบิน-รถบัส ฟรี ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ชมคลิป

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.46 น.

วานนี้ (23 มีนาคม 2569) กลายเป็นโพสต์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกโซเชียล เมื่อวานนี้ (23 มีนาคม 2569) อดีตพลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก ได้เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โพสต์คลิปวิดีโอพร้อมระบุข้อความถึงโครงการที่หลายคนรอคอย โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “สวัสดีครับ แฟนเพจทุกท่าน โครงการ พาคนใต้กลับบ้าน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ในปีนี้ เปิดเริ่มรับจองวันที่ 31 มีนาคมนี้ ท่านสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์สมาคมชาวปักษ์ใต้ และ แฟนเพจสมาคมชาวปักษ์ใต้ ซึ่งในปีนี้ยังคงมีทั้งเครื่องบินและรถบัส เพื่อให้พี่น้องชาวใต้ได้กลับไปพบปะครอบครัว ในเทศกาลวันหยุดยาวที่จะถึงนี้ครับ #สมาคมชาวปักษ์ใต้ #พาคนใต้กลับบ้าน”

บิ๊กโจ๊ก

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีแฟนเพจและชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม ทั้งสอบถามรายละเอียดการจอง และส่งกำลังใจให้ บิ๊กโจ๊ก อย่างต่อเนื่อง เช่น

“ขอให้ท่านมีความสุขและมีโอกาสได้เข้ามารับราชการตำรวจเช่นเดิมนะคะ”

“เมื่อไหร่ท่านจะกลับมาเป็นผบ.ตรครับ”

“ดีใจกับคนใต้นะคะ”

“ประเทศไทยนี่ก็แปลกคนดีๆคนที่ทำเพื่อสังคมกลายเป็นคนที่อยู่ยากบนแผ่นดินนี้ #ให้กำลังใจบิ๊กโจ๊กครับสู้ๆครับเดี๋ยวก็ผ่าน”

“สุดยอดครับบิ๊กโจ๊ก”

“สู้ๆครับท่านสุรเชษฐ์กำลังใจ”

“แหลงใต้เลยนิท่าน”

“คิดว่าปีนี้ท่านจะไม่พาคนใต้กลับบ้านซะแล้ว ขอบคุณค่ะ (ไม่ใช่คนใต้ค่ะ) แต่ก็ชอบค่ะ”

“จองเครื่องไม่เคยทันเลยค่ะบ้านอยู่ใกล้สนามบินหาดใหญ่ ปีนี้ต้องทำอย่างไรถึงจะจองได้เหลอคะ”

“สู้สู้คับคนดีตอ้งมีทียืน”

บิ๊กโจ๊ก
บิ๊กโจ๊ก
บิ๊กโจ๊ก
บิ๊กโจ๊ก

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุรเชษฐ์ หักพาล

รีบอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง กต.เร่งคนไทย

รีบอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง กต.เร่งคนไทย

รีบอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง กต.เร่งคนไทย

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รีบอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง กต.เร่งคนไทย

ศบก.เผยยังไม่ได้รับรายงานแรงงานไทย บาดเจ็บเพิ่มเติมจากการสู้รบในตะวันออกกลาง หลังจากอิหร่านโจมตีศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ในอิสราเอล ยันอิสราเอล เร่งส่งร่างแรงงานไทยดับ กลับไทย 27 มี.ค.นี้

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่าสำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยกระดับความตึงเครียด โดยคู่ขัดแย้งหลักรวมถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ยังคงโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง และมีการโจมตีประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ยังสามารถสกัดกั้นได้

นอกจากนี้มีการโจมตีโดยอิหร่าน ไปยังพื้นที่ใกล้ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ของอิสราเอล ในเมืองดิโมนาและเมืองอารัก ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย แต่ยังไม่ได้รับรายงานว่าคนไทย ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ โดยภายหลังผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ได้ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการลดระดับความตึงเครียดและการปกป้องพลเรือน

สำหรับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงตึงเครียด หลังจากเมื่อวัน 22 มีนาคมที่ผ่านมา มีการเรียกร้องโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ภายใน 48 ชั่วโมง โดยมีคำเตือนจากอิหร่าน ถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และระบบสารสนเทศ เนื่องจากสถานการณ์โดยรวมยังมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการต่างประเทศ ย้ำให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยง เร่งออกนอกพื้นที่ ติดตามข้อมูลจากทางการอย่างใกล้ชิด และลงทะเบียนกับสถานทูตที่รับผิดชอบ

ส่วนความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ตะวันออกกลาง ในส่วนของอิสราเอล ในวันที่ 24 มีนาคมนี้ กรมการกงสุล โดยสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว จ.นครราชสีมา จะเดินทางไป จ.ชัยภูมิ เพื่อเยี่ยมเยือนและให้กำลังใจครอบครัวแรงงานไทยในอิสราเอล ที่เสียชีวิตจากเหตุถูกสะเก็ดระเบิด พร้อมทั้งจะช่วยติดตามและให้ความช่วยเหลือเรื่องเงินชดเชยและสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล กำลังประสานงานหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสายการบิน ซึ่งคาดว่าจะเปิดทำการบินในวันที่ 27 มีนาคมนี้ เพื่อส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศไทยต่อไป

ขณะที่อิหร่าน และตุรกี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะรานและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา อยู่ระหว่างการอพยพแรงงานไทยที่ฟาร์มกุ้ง 4 คน ออกจากเมืองบันดาอาบัส ประเทศอิหร่าน โดยมีกำหนดออกเดินทางทางบกในวันเดียวกันนี้ เพื่อข้ามไปตุรกี ขึ้นเครื่องบินในการเดินทางต่อไป

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยได้รับความช่วยเหลือ เพื่อออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง มายังประเทศไทย หรือไปประเทศที่สาม รวมทั้งสิ้น 1,479 คน รัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทย ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย

นายกฯทุบโต๊ะงัดยาแรงแก้วิกฤต ห้ามน้ำมันหมดปั๊ม สั่งดูดในสต๊อกออกมาใช้

นายกฯทุบโต๊ะงัดยาแรงแก้วิกฤต ห้ามน้ำมันหมดปั๊ม สั่งดูดในสต๊อกออกมาใช้

นายกฯทุบโต๊ะงัดยาแรงแก้วิกฤต ห้ามน้ำมันหมดปั๊ม สั่งดูดในสต๊อกออกมาใช้

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯทุบโต๊ะงัดยาแรงแก้วิกฤต ห้ามน้ำมันหมดปั๊ม สั่งดูดในสต๊อกออกมาใช้ จี้โรงกลั่นให้เร่งผลิตเพิ่ม เชื่อเดือนเม.ย.เข้าสู่ปกติ จับดีเซลเถื่อนส่งเมียนมา

พิพัฒน์” ถกศบก. ขานรับบัญชานายกฯ ดูดน้ำมันสำรองมาใช้ ล้อมคอกห้ามปั๊มแห้ง ห้ามกักตุน ทั้งกล่อมโรงกลั่นผลิตเพิ่ม ด้านปลัดพลังงาน โวน้ำมันไทยถูกที่สุดในอาเซียน ทั้งตรึงราคาดีเซล-เบนซินอยู่หมัด ขณะที่ตำรวจแม่สอดจับดีเซล 2 หมื่นลิตร ซุ่มส่งไปเมียนมา ส่วนที่อ่างทองดำเนินคดีคลังน้ำมันกักตุน 3.3 แสนลิตร

เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ในฐานะ ผอ. ศบก. เป็นประธานการประชุมโดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล รมว.พลังงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

โดยนายพิพัฒน์ แจ้งที่ประชุมว่าจากการประชุม ศบก. เมื่อวันที่ 19 มี.ค. รัฐบาลได้มีมาตรการเร่งด่วน 3 เรื่อง เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันไม่เพียงพอหน้าสถานีบริการน้ำมัน คือ 1. การผ่อนผันการผ่อนปรนการสำรองน้ำมัน เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบ เพื่อรองรับความต้องการส่วนเกินที่ผิดปกติในช่วงนี้ 2. การผ่อนผัน การเดินรถของรถบรรทุกน้ำมันให้เดินรถได้ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถขนส่งน้ำมันได้มากขึ้น 3. การเข้มงวดการป้องกันการกักตุน โดยเมื่อวันที่ 21 มี.ค. รัฐบาลออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4 / 2569 เพื่ออนุญาตให้ผู้ประกอบการน้ำมัน สามารถนำน้ำมันสำรองตามกฎหมาย ออกมาให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

ห้ามปั้มนำมันแห้ง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ จึงเป็นการติดตามความก้าวหน้า การดำเนินการตามมาตรการขั้นต้น โดยเฉพาะการนำน้ำมันสำรองมาใช้บริการแก่ประชาชน และสามารถเริ่มต้นได้เมื่อไหร่ และมีปริมาณเท่าไหร่ในแต่ละวัน เพื่อให้ชี้ขาดสถานการณ์ให้กับคืนสภาวะปกติโดยเร็ว และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า น้ำมันจะถูกกระจายอย่างทั่วถึงและเพียงพอ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขอเน้นย้ำความสำคัญของการรักษาข้อมูลของการประชุมทุกครั้ง ขอความร่วมมือจากทุกท่านให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การสื่อสารต่อสาธารณะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีความถูกต้องแม่นยำ เรามิได้มีเจตนาปิดบังข้อมูล แต่ในสถานการณ์ที่หลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และไม่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการเผยแพร่ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งอาจส่งผลกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนได้

พิพัฒน์”ถกผู้ค้าน้ำมัน

ต่อมาเวลา เมื่อเวลา 14.50 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม แถลงยอมรับว่ามีความโกลาหนในการไปเติมน้ำมัน เพราะมีการนำน้ำมันอัดฉีดเข้าสู่ระบบสถานีบริการต่างๆ เกือบ 10,000 สถานีบริการ จากอดีตที่เคยเติมน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการ และก็ผู้ใช้ต่างๆ ประมาณ 67 ล้านลิตร แต่ในช่วงระยะนี้มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณซัก 82 – 84 ล้านลิตรต่อวัน แต่ก็ยังไม่เป็นที่เพียงพอสำหรับคนใช้หรือผู้ใช้ในประเทศไทยทั้งหมด

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้เมื่อวันที่ 21 มี.ค. นายกฯ ได้มีการลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ /2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถนำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการ หรือให้งดการเก็บน้ำมันสำรองของผู้ค้าตามมาตรา 7 รวมถึงโรงกลั่นในวันที่ 31 มี.ค. เพิ่มขึ้นอีก 0.5 % แล้วในวันที่ 30 เม.ย. เพิ่มขึ้นอีก 1.5% ถ้ารวมกับทั้งหมดก็จะมีการน้ำมันสำรองถึง 3% เราก็จะขอชะลอออกไป ให้คงไว้ซึ่งน้ำมันสำรองเพียง 1% เหมือนเดิมจากก่อนหน้าที่จะมีสงครามเกิดขึ้น

ต้องปล่อยน้ำมันให้มากสุด

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีการหารือกันว่า จะทำอย่างไรในการที่จะทำให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 และโรงกลั่นปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาด เพื่อให้พอกับความต้องการของผู้ใช้ โดยนายกฯ ได้มีข้อสั่งการว่า ภายในสัปดาห์ จะไม่มีสถานีบริการใดบอกว่าไม่มีน้ำมันขาย ซึ่งผู้ค้าตามมาตรา 7 ที่ได้หารือกันก็รับทราบ และก็จะพยายามปฏิบัติตามที่นายกฯ มีข้อสั่งการ ซึ่งจากการหารือก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกบริษัท โดยทางโรงกลั่นก็พยายามที่จะให้ได้ค่าการกลั่นที่ 100% บางโรงกลั่นก็อาจจะกันเกินกว่า 100% และพยามที่จะปล่อยน้ำมันทั้งหมดให้กับผู้ค้าตามมาตรา7 เพื่อให้ไปบรรเทาให้กับผู้ใช้ได้ใช้อย่างเพียงพอ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้สุดสัปดาห์นี้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัทบาง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จะจำหน่ายน้ำมันดีเซลสูตร B 20 ให้กับผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยจำหน่ายผ่านจ็อบเบอร์ (Jobber) ซึ่งจุดจ่ายในพื้นที่ภาคใต้คือ จ. สงขลาและสุราษฎร์ธานี พื้นที่ภาคกลางคือ จ. พระนครศรีอยุธยา สระบุรี และชลบุรี ทั้งนี้นายกฯ ได้อนุโลม ให้สมาคมประมงได้ใช้น้ำมัน B 20 ไปพลางก่อน

กำชับห้ามไอ้โม่งกักตุน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาเรื่องการกักตุนน้ำมัน ขณะนี้พบมีไอ้โม่งกลุ่มไหน ที่ได้ประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน และราคาเพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากที่หน่วยเฉพาะกิจที่นายกฯ ตั้งขึ้น โดยกระทรวงมหาดไทย มีข้อสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด กำชับให้นายอำเภอตรวจสถานีบริการทุกสถานี และตรวจสอบผู้ค้าตามมาตรา 7 และจ็อบเบอร์ว่า มีการกักตุนน้ำมันหรือไม่ โดยขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบที่อื่น โดยกรณีที่ จ.อ่างทองนั้น เป็นการพยายามส่งน้ำมันออกไปประเทศเพื่อนบ้านประมาณ 2 หมื่นลิตร ซึ่งจากนี้จะมีการตรวจสอบต่อไป

“ก็ไม่กล้ายืนยันว่า ณ เวลานี้ ว่าจะมีไอ้โม่งหรือไม่มีไอ้โม่ง แต่เราจะตรวจสอบโดยชุดเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยหลายหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบ ทั้งโรงกลั่น คลังน้ำมัน สถานีบริการ และคลังอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้หากประชาชนคิดว่าตรงไหนมีปัญหา หรือจุดไหนมีพฤติกรรมที่ไม่ดี ขอให้แจ้งที่ศูนย์เฉพาะกิจหรือ ศบก. เพื่อตรวจสอบต่อไป“ นายพิพัฒน์ กล่าว

ปลัดพลังงานแถลงข่าว

ด้านนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน แถลงว่า สิ่งที่ภาครัฐทำ คือพยายามจัดระบบและสร้างความโปร่งใส เพื่อที่จะไม่เกิดการตั้งคำถามว่าน้ำมันไปไหน ซึ่งหากจัดสรรเช่นนี้ก็จะสามารถรองรับความต้องการได้ ในระดับหนึ่งหากไม่มีนำไปใช้ผิดประเภท หรือ กักตุน ก็จะเกิดการกระจายน้ำมันได้ทั่วถึง

ส่วนนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน แถลง ว่า กระทรวงพลังงานติดตามตัวเลขการผลิตและการใช้น้ำมันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การผลิตจากทั้ง 6 โรงกลั่น ณ วันนี้ ผลิตนํ้ามันดีเซลได้ทั้งหมด 80 ล้านลิตรต่อวัน แต่ความต้องการในช่วงครึ่งแรกของเดือนมีนาคม อยู่ที่ 84 ล้านลิตรต่อวัน บางวันกระโดดไปถึง 100 ล้านลิตรต่อวัน จึงต้องมีการดึงสต็อกเก่ามาใช้

ขณะเดียวกัน ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ที่ให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ส่งข้อมูลมารายงานทุกวันในเวลา 18.00 น.นั้น ยํ้าว่าหากผู้ค้าไม่ส่งข้อมูล จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อถามว่า จะต้องมีการปรับตัวเลขนํ้ามันสำรอง จากเดิมที่ 103 วันหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า เราต้องติดตามว่าตัวเลขการใช้นํ้ามันยังเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะอาจเกิดความตะหนกในช่วงแรก แต่สุดท้ายตัวเลขอาจจะกลับมาเหมือนเดิม ดังนั้นต้องดูไปอีกสักระยะ อย่างไรก็ตาม ประชาชนไม่ต้องห่วง ถึงจะปรับตัวเลขอย่างไร ก็อยู่ที่ 90-100 วัน

มั่นใจปั้มน้ำมันไม่แห้ง

เมื่อถามว่าหากตัวเลขความต้องการดีเซลอยู่ที่ 84 ล้านลิตรต่อวัน แต่ผลิตได้ 80 ล้านลิตร จะมั่นใจได้อย่างไรว่าภายในสัปดาห์นี้ปั๊มน้ำมันจะมีปริมาณน้ำมันที่เพียงพอให้การบริการประชาชน อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ตลอดเดือนที่ผ่านมาก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ซึ่งมีปริมาณการใช้มากกว่าที่ผลิตได้ในทุกวัน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเอกชนก็นำสต๊อกสำรองออกมาใช้ และกระจายไปยังพื้นที่ และจะพยายามกระจายให้เร็วกว่านี้ ขณะที่ภาครัฐก็มีการผ่อนผันในการสำรองน้ำมันตามกฎหมายเพื่อให้เกิดการกระจายที่เพิ่มมากขึ้น

ส่วนที่บอกโควตาหมด และต้องรอน้ำมันใหม่ 1 เมษายน มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากที่กันจากที่ได้สอบถามผู้ค้า หรือบางจาก ที่บอกว่าน้ำมันรอบต่อไปจะมาช่วงต้นเดือนเมษายน ณ เวลานี้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเนื่องจากปริมาณการขายน้ำมันต่อวันพุ่งสูงเกินกว่าที่เคยทำมาในช่วงเวลาปกติ ทำให้โควต้าน้ำมันในเดือนนั้นของผู้ประกอบการเต็ม ประกอบกับช่วงนั้นยังไม่ได้มีการผ่อนคลาย ตัวสำรองน้ำมันที่ให้เพิ่มขึ้น 0.5% แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการผ่อนคลายแล้วและทางบางจากก็สามารถที่จะนำน้ำมัน ส่งไปยังผู้ค้าที่เป็นสถานีบริการ ที่ระบุว่ารอบต่อไปเป็นเมษายน เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ภาครัฐจะต้องติดตามดูว่า จริงแล้วเกินเหตุการณ์แบบนี้โดยที่สถานีบริการเหล่านั้น บอกไว้หรือไม่

ยันตรึงดีเซลเบนซินอยู่หมัด

ก่อนหน้านี้เวลา 11.00 น.นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน แถลงว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศกลุ่มอาเซียน กระทรวงพลังงานได้ติดตามเรื่องของราคาจำหน่ายปลีกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่าประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้มีการทยอยปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเบนซินและดีเซล เช่นประเทศมาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์

นายวัชรินทร์ กล่าวต่อว่า มีข้อสังเกตที่สำคัญคือ ราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ประมาณ 31.14 บาทต่อลิตร ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเช่นมาเลเซีย น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 38-39 บาทต่อลิตรแล้ว ดังนั้น ประเทศไทยถือว่ามีราคาขายปลีกที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน แต่ก็ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันประหยัดพลังงาน

พาณิชย์คุมสินค้า 59 รายการ

นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงว่าปัจจุบันมีสินค้าทั้งหมด 59 รายการที่เราดูแลราคาอย่างใกล้ชิด โดยใน 59 รายการมีอยู่กลุ่มหนึ่งที่ถูกกำกับดูแลอย่างเคร่งครัดให้เป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน เช่น อาหารสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง นมพร้อมดื่มเฉพาะนมจืด นมผงซึ่งเป็นสารอาหารของเด็กเล็ก ปุ๋ยเคมีและอาหารสัตว์ซึ่งสำคัญต่อการประกอบอาชีพการเกษตร ฉะนั้นผู้ผลิตและผู้จำหน่ายที่ประสงค์จะปรับขึ้นราคาสินค้าในกลุ่มนี้ จะต้องขออนุญาตกับกระทรวงพาณิชย์ก่อน โดยกระทรวงพาณิชย์จะพิจารณาถึงโครงสร้างและต้นทุนอย่างรอบด้านก่อนให้อนุญาต

ส่วนสินค้าอีกกลุ่มนึงที่ถูกกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดคือกลุ่มข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน เช่น ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน กระดาษชำระ ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ โดยหากจะปรับราคาขึ้นไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องแจ้งให้กระทรวงพาณิชย์ทราบก่อน ทั้งจะยังจะเปิดโครงการธงฟ้าราคาประหยัดช่วยประชาชนอีกทางหนึ่ง

มหาดไทยคุมเข้มชายแดน

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง(ปค.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ได้มีข้อสั่งการด่วนที่สุดไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ แจ้งปลัดจังหวัดและนายอำเภอ ให้ดำเนินการตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน ผู้ค้าคนกลาง (Jobber) รวมถึงคลังเก็บน้ำมันในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน กำชับนายอำเภอ บูรณาการกำลังฝ่ายปกครอง ผู้นำท้องที่ ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ เพิ่มความเข้มงวดในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และจุดผ่านแดนทุกช่องทาง ทั้งเส้นทางหลักและช่องทางธรรมชาติ หากตรวจพบการกระทำความผิดให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมรายงานผลการดำเนินงานให้กรมการปกครองทราบโดยทันที

แจ้งจับบริษัทน้ำมัน

เวลา 08.45 น. ที่สภ.เมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง นายก้องเกียรติ กิตติคุณ พลังงานจังหวัดอ่างทองเดินทางมาที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอ่างทอง พร้อมนำเอกสารเพื่อแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กรณี บริษัท วี เอออยล์ จำกัด ไม่ออกใบกำกับการขนส่งน้ำมันมาให้กับบริษัท ทริลเลียนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด อ.เมือง จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นคลังน้ำมันที่ตั้งใน จ.อ่างทอง และถูก ตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) กองบัญชาการสอบสวนกลาง เข้าตรวจสอบ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569

ทั้งนี้จากหลักฐานที่ตำรวจ ปคบ. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง รวบรวมไว้ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 พบว่า บริษัท วี เอ ออยล์ จำกัด ซื้อน้ำมันจากคลังน้ำมัน (IRPC) ไอ อาร์ พีซี รวม 7 ครั้ง และจะต้องนำน้ำมันทั้งหมดลงไว้ที่ บ. วี เอ ออยล์ จำกัด ที่ตั้งในเขตกรุงเทพมหานคร หรือหากจะไปลงที่ใดต้องแจ้งปลายทางในใบกำกับการขนส่งให้ชัดเจน

แม่สอดจับดีเซล2หมื่นลิตร

ที่บ้านท่าอาจ ต.ท่าสาย อ.แม่สอด จ.ตาก ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร พร้อมด้วยนายอำเภอแม่สอด ตำรวจ สภ.แม่สอด และเจ้าหน้าที่ศุลกากร บุกเข้าจับกุมรถขนน้ำมันต้องสงสัยคันหนึ่ง ซึ่งพบว่าลักลอบขนน้ำมันดีเซล จำนวน 20,000 ลิตร โดยไม่สามารถนำเอกสารการเคลื่อนย้ายน้ำมันมาแสดงได้ ซึ่งคาดว่ากำลังลักลอบขนน้ำมัน ข้ามฝั่งไปขายยังประเทศเมียนมา

และจากการตรวจค้นโกดังบริเวณใกล้เคียง พบถังน้ำมันขนาด 4,500 ลิตร 2 ถัง มีน้ำมันอยู่ 300 ลิตร และพบถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร จำนวน 101 ถัง ถังน้ำมันขนาด 30 ลิตร จำนวน 85 ถัง ซึ่งคาดว่าเตรียมเอาไว้บรรจุน้ำมัน ในการลักลอบขนผ่านช่องทางธรรมชาติ

ชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวนายสิทธิ์ สัญชาติไทย และนายหน่าย สัญชาติเมียนมา ไปทำการสอบสวนขยายผล และเตรียมแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมยึดรถบรรทุกน้ำมัน น้ำมัน 20,000 ลิตร และถังน้ำมันทั้งหมด ไว้เป็นของกลางก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สอด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ลุ้นค่าไฟแตะ 4.59บาทต่อหน่วย

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)เปิดเผยว่าในการประชุมบอร์ด กกพ.วันที่ 25มีนาคมนี้ จะมีการพิจารณาค่าไฟฟ้างวดใหม่ เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 หลังจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากผลกระทบของสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ เบื้องต้น กกพ.ได้คำนวณค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ออกเป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณีที่ 1คำนวณตามสูตรค่า Ft โดยรวมการชำระคืนภาระต้นทุนคงค้างของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 36,000 ล้านบาท ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 4.59 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 2 ไม่รวมการชำระหนี้ของ กฟผ. จะทำให้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 4.08 บาทต่อหน่วย และ กรณีที่ 3 ไม่รวมการชำระหนี้ กฟผ. และนำเงิน Claw Back ที่มีอยู่ประมาณ 9,400 ล้านบาท มาช่วยลดค่าไฟได้ 13 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งยังสูงกว่าค่าไฟฟ้างวดปัจจุบันที่อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย

อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐต้องการตรึงค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับเดิม จำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม เนื่องจากต้นทุนก๊าซ LNG ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยราคา Spot LNG ปัจจุบันปรับขึ้นไปอยู่ที่ 25 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู จากเดิมที่อยู่เพียง 11 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู

สว.’ชงยื่นญัตติแก้วิกฤติพลังงาน

เมื่อเวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยน.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เสนอญัตติด่วน ให้วุฒิสภาพิจารณาปัญหาผลกระทบต่อประเทศไทยจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

จากนั้นสว.หลายคนอภิปรายไปแนวทางเดียวกัน เป็นห่วงวิกฤติพลังานในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยหลายด้าน โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันที่กำลังสร้างผลกระทบไปภาคการเกษตรที่ต้องใช้น้ำมันทำการเกษตร มีผลให้ราคาปุ๋ย อาหารสัตว์แพงขึ้น และยังกระทบไปถึงค่าใช้จ่ายที่ผู้บริโภคต้องเผชิญราคาสินค้าแพงขึ้น

นายธวัช สุระบาล สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปราย เชื่อว่ามีการกักตุนน้ำมันจนทำให้ของแพง