‘ธรรมนัส’ ส่งทีมงานลุยน้ำท่วมน่าน ช่วย 300 ครัวเรือน แจกจ่ายอาหารและน้ำดื่ม

20 สิงหาคม 2569 เวลา 19:23 น.

ธรรมนัส

วันนี้ 20 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 17.50 น.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ได้ส่งทีมงานจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่าน หลังชาวบ้านกว่า 300 ครัวเรือนต้องเผชิญกับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม โดยบางพื้นที่ถนนถูกตัดขาดและไฟฟ้าถูกตัด ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีวิต

ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ชาวบ้านกว่า 300 ครัวเรือน ไม่ได้ทานอาหารตั้งแต่เมื่อวาน เนื่องจากการเดินทางเข้าออกพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงได้มอบหมายให้มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เร่งนำอาหารและน้ำดื่มเข้าไปแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ธรรมนัส พรหมเผ่า

สำหรับการช่วยเหลือครั้งนี้ ทีมงานได้นำอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นเข้าไปส่งมอบให้ประชาชนถึงจุดพักพิง พร้อมจัดเตรียมพื้นที่สำหรับประกอบอาหารและแจกจ่ายให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส พรหมเผ่า
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส
ธรรมนัส

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ธรรมนัส พรหมเผ่า

การเมือง, ธรรมนัส พรหมเผ่า, น่าน, น้ำท่วม, พรรคกล้าธรรม

ผอ.ศูนย์ข่าวฯปรามกัมพูชา ไทยพร้อมตอบโต้ทันที หากมีการเคลื่อนไหวเป็นภัยคุกคามชัดเจน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 19:07 น.

ผอ.ศูนย์ข่าวฯปรามกัมพูชา ไทยพร้อมตอบโต้ทันที หากมีการเคลื่อนไหวเป็นภัยคุกคามชัดเจน

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผช.ผบ.ทอ.และผอ.ศูนย์ข่าวสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เตือนกัมพูชาหากมีการเคลื่อนไหวจากฝ่ายกัมพูชาที่จะเป็นภัยคุกคามที่ชัดเจนต่อประเทศไทย กองทัพไทยจะตอบโต้ทันที ไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ที่จะมาเป็นภัยคุกคามกับกำลังพลและประชาชนไทย

พล.อ.อ.ประภาส ให้สัมภาษณ์”แนวหน้าออนไลน์” ระหว่างเดินทางลงพื้นที่ชายแดนด้านปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และเนิน350 ในพื้นที่อ.กาบเชิง จว.สุรินทร์ ตั้งข้อสังเกตถึงสามพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผอ.ศูนย์ข่าวฯคาดอาจมีการเคลื่อนไหวทางทหารจากฝ่ายกัมพูชาเพื่อยึดคืนพื้นที่จากทหารไทยบริเวณบ้านหนองจาน ชายแดนจว.สระแก้ว บ้านทมอดา ชายแดนจว.ตราด และพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธมชายแดนจว.สุรินทร์

ผอ.ศูนย์ข่าวฯกล่าวถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ในสามพื้นที่ ที่อาจมีการเคลื่อนไหวจากกัมพูชาเพื่อยึดคืนพื้นที่ หลังการสู้รบที่ผ่านมาสองครั้ง

“อาจมีการดำเนินการในบางจุดเพื่อยึดพื้นที่คืน หน่วยงานความมั่นคงเราไม่ปล่อยให้มายึดคืนแน่นอน ครั้งที่หนึ่ง ครั้งสองมีแล้ว ครั้งที่สามเราไม่ปล่อยให้เริ่มต้นก่อนแน่นอน”

“ถ้ามีสิ่งบอกเหตุที่เรียกว่า Imminent Threat ภัยคุกคามที่ชัดเจนที่จะมาทำร้ายเรา เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นและเห็นได้ชัดเจน จะไม่ปล่อยให้มาเป็นภัยคุกคามกับกำลังพลและประชาชนของเรา” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวในอีกตอนหนึ่ง

พล.อ.อ.ประภาส ยังได้กล่าวถึงการละเมิด ละเลย ไม่ปฎิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 27ธ.ค.2568 ของ ฝ่ายกัมพูชาจากการกล่าวโจมตี ให้ร้าย ยั่วยุ บิดเบือนข้อมูล ออกข่าวกับต่างประเทศ เรียกร้องในสิ่งที่เป็นข้อตกลงในบางเรื่องตีความผิดจากข้อตกลงที่มีร่วมกัน

ผอ.ศูนย์ข่าวฯกล่าวถึงข้อตกลงหยุดยิงข้อที่สี่ ในเรื่องให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบได้เดินทางกลับบ้านและประกอบอาชีพตามปกติ โดยมีเงื่อนไขพื้นที่ที่กลับไป”จะต้องเป็นพื้นที่ภายในฝั่งของตนเอง” ถูกกัมพูชาตีความหมายถึงพื้นที่เดิมที่คนกัมพูชาเคยอยู่ก่อนการสู้รบ ซึ่งผอ.ศูนย์ข่าวฯยืนยันพื้นที่บ้านหนองจานที่คนกัมพูชาเคยอยู่ก่อนหน้านี้ โดยถูกผลักดันออกไปทั้งหมดในช่วงสู้รบเดือนธ.ค.68 อยู่ในเขตอธิปไตยของไทย เคยถูกใช้เป็นศูนย์พักพิงมาก่อน

“หลัง 27ธ.ค. เรามีการวางแนวกำลังทั้งหมด ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าเป็นแนวเขตแดน มันเป็นการวางกำลังเพื่อความปลอดภัย หลังการสู้รบจะต้องคุยกันในอีกเวที(เส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน) หลังเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน สามารถพูดคุยกันได้” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวถึงข้อเรียกร้องของกัมพูชาตลอดช่วงที่ผ่านมาให้จัดประชุม JBCแก้ปัญหาพิพาทเขตแดนทางบก เห็นว่าตราบที่กัมพูชายังโจมตีกล่าวให้ร้ายไทยเหมือนอย่างที่ทำตลอดช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา โอกาสเจรจาทวิภาคีสองฝ่ายยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก

กัมพูชา, ชายแดน, ปราสาทตาควาย, ไทยกัมพูชา

หมออลงกต แนะคนไทยลงทะเบียนด่วน รีบใช้สิทธิ์ AI Pro ฟรี 1 ปี หลังยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้าน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 18:46 น.

’ปธ.กมธ.ดีอีเอส‘ แนะ ’คนไทย‘ ลงทะเบียนด่วน รีบใช้สิทธิ์ AI Pro ในโครงการ TH-AI Passport ฟรี 1 ปี หลังยอดลงทะเบียนทะลุ 1 ล้าน ชี้ต้องไม่จบแค่ ‘แจกฟรี’ ชง KPI 5 มิติ ลดต้นทุน-ยกระดับ AI ชุมชนทั่วไทย ดีเดย์ 31 ส.ค.นี้

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นพ.อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่มอบสิทธิ์ใช้งาน AI Pro ให้คนไทยได้ใช้งานฟรีเป็นเวลา 1 ปี เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศ โดยขณะนี้มียอดลงทะเบียนรับสิทธิ์แล้วกว่า 1,000,000 ราย

นพ.อลงกต กล่าวว่า โครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่เพียงแค่การแจกสิทธิ์ใช้งานฟรี แต่คือหัวใจสำคัญในการลดค่าใช้จ่าย เพิ่ม Productivity และขับเคลื่อนไปสู่ National AI รวมถึงส่งต่อไปยัง “AI ชุมชน” ทุกหมู่บ้าน โดยให้มีการวางกรอบตัวชี้วัด (KPI) 5 มิติ เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ของโครงการ ดังนี้คือ 1. Saving การประหยัดเงินของประชาชน หากคำนวณมูลค่าบริการเฉลี่ย 600 บาท/เดือน สำหรับสิทธิ์ 5 ล้านราย เป็นเวลา 12 เดือน จะมีมูลค่าสูงถึง 36,000 ล้านบาท โดยต้องวัดผลจากผู้ใช้งานจริงและผู้ที่ลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนได้จริง 2. Usage อัตราการใช้งานจริง ไม่เน้นแค่ยอดลงทะเบียน แต่ต้องติดตาม Active Users รายเดือน จำนวนครั้ง ชั่วโมงการใช้งาน สัดส่วนผู้ใช้ และอัตราการใช้งานต่อเนื่อง 3-6-12 เดือน 3. Productivity ต้องทำงานได้มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุด เป็นการวัดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม เช่น เปอร์เซ็นต์การลดเวลาทำเอกสาร ต้นทุนธุรกิจที่ลดลง เวลาที่ครูหรือนักเรียนประหยัดได้ การแก้ไขปัญหาของเกษตรกรได้กี่ราย และการเพิ่มยอดขายของ SME

นพ.อลงกต กล่าวต่อว่า 4. National AI สร้างศักยภาพให้ประเทศ แปลงข้อมูลการใช้งานแบบปกปิดตัวตนไปพัฒนา ThaiLLM โดยวัดผลจาก Dataset ภาษาไทยที่เพิ่มขึ้น Use Case โมเดลภาษาไทย และนักพัฒนาที่เข้ามาเติมเต็ม Ecosystem และ5. Sovereignty ประมวลผลในประเทศมากขึ้นแค่ไหน โดยการผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน AI ในประเทศผ่านห่วงโซ่คุณค่า Thai Cloud → Thai Compute → Thai Data → Thai Model → Thai Application → Thai Economic Value เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลและมูลค่าทางเศรษฐกิจรั่วไหลออกนอกประเทศ

ประธาน กมธ.ดีอีเอส ยังกล่าวถึงการต่อยอดสู่ “AI ชุมชน” (Community AI) เพื่อนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1.การเกษตรแม่นยำ มีการวิเคราะห์สภาพดิน พยากรณ์อากาศ และตรวจจับโรคพืชให้เกษตรกรรายย่อย 2.การจัดการสิ่งแวดล้อม ติดตามปริมาณขยะ ตรวจวัดคุณภาพอากาศ และเฝ้าระวังภัยพิบัติในพื้นที่ 3.สาธารณสุขชุมชน คัดกรองโรคเบื้องต้นและดูแลสุขภาพผู้สูงอายุหหรือผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล 4.เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ส่งเสริมสินค้า OTOP วิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว และวางแผนการท่องเที่ยวชุมชน และ 5.การอนุรักษ์วัฒนธรรม บันทึกและรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น และภาษาถิ่นให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล

“เป้าหมายสำคัญ คือการลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี หรือ Digital Divide และเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ตนเองอย่างแท้จริง และอยากให้ประชาชนเข้ามาลงทะเบียนรับสิทธิ์และสามารถเข้าใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.นี้เป็นต้นไป” นพ.อลงกต กล่าว

รุทธพล โยน กกต.-ดีเอสไอ แจงคดีฮั้ว สว. ย้ำไม่ก้าวก่ายสำนวน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 18:40 น.

“รุทธพล” โยน กกต.-ดีเอสไอ แจงคดีฮั้ว สว. ย้ำไม่ก้าวก่ายสำนวน ปัดตอบจำนวนผู้ต้องหาDSIใกล้เคียง 229 รายหรือไม่ พร้อมยืนยันไม่ก้าวก่ายการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ยันดีเอสไอไม่ปักธงเล่นงานพรรคประชาชน

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะกรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมสรุปสำนวนกรณีผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ประกอบด้วยนักการเมืองและสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ทั้งนี้ ย้ำว่าการพิจารณาคดีต้องเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และพยานหลักฐานของแต่ละหน่วยงาน

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้ดำเนินการสอบสวนในบางส่วน และมีการสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการคดีพิเศษ แต่ต่อมามีการส่งสำนวนกลับมายังดีเอสไอ ขณะที่ กกต. เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคดีในส่วนดังกล่าว จึงขอให้สอบถามรายละเอียดจาก กกต. โดยตรง

ส่วนกรณีคณะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ระบุว่าไม่เคยได้รับพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินเข้ามาสู่ชั้นตรวจสอบนั้น รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด และไม่ขอให้ความเห็นว่ากระบวนการของ กกต. จะสามารถให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้หรือไม่ โดยเชื่อว่าแต่ละหน่วยงานมีการแบ่งหน้าที่ตามกรอบอำนาจ และพิจารณาจากพยานหลักฐาน

กรณีสำนวนดีเอสไอในข้อหาอั้งยี่และฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับ สว. ซึ่งก่อนหน้านี้มีการสั่งฟ้อง 8 ราย ก่อนอัยการคดีพิเศษส่งสำนวนกลับมา และมีรายงานว่าอาจมีการพิจารณาสั่งฟ้องเพิ่มเติมนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า รายละเอียดต้องสอบถามดีเอสไอโดยตรง เพราะตนในฐานะรัฐมนตรีไม่สามารถลงลึกถึงจำนวนผู้ต้องหาที่จะถูกดำเนินคดีได้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า หนังสือของอัยการคดีพิเศษที่ส่งกลับมายังดีเอสไอ ระบุให้ต้องนำผลการพิจารณาของบอร์ด กกต. ซึ่งจะวินิจฉัยว่ามีผู้ใดเข้าข่ายดำเนินคดีบ้าง มาประกอบการพิจารณาสำนวนของดีเอสไอด้วย

ส่วนกรอบเวลาการสรุปสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จะใกล้เคียงกับกรอบเวลาที่ กกต. สรุปสำนวนหรือไม่นั้น

รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ขอให้สอบถามดีเอสไอ เนื่องจากไม่สามารถลงรายละเอียดหรือก้าวก่ายการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ไม่ก้าวก่ายหลักฐาน “พริษฐ์-ไอลอว์” เปิดข้อมูล

สำหรับกรณีนายพริษฐ์ วัชสินธุ์ หรือ “ไอติม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน และเพจ iLaw เดินหน้าเปิดเผยข้อมูลเส้นทางการเงินและพยานปากสำคัญในคดีฮั้ว สว. ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจอยู่ในสำนวนดีเอสไอนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายรายละเอียดภายในสำนวนได้ พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. เนื่องจากเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมและไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี พร้อมกันนี้ยืนยันว่า การดำเนินคดีของดีเอสไอไม่ได้มีเป้าหมายหรือปักธงว่าพรรคประชาชนจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ทุกอย่างต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ปรากฏ

ส่วนกรณีนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งดีเอสไอเชิญชี้แจงกรณีถือครองอสังหาริมทรัพย์แทนคนต่างชาติ พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า จากข้อมูลที่ปรากฏในข่าวพบว่า เรื่องดังกล่าวมีสื่อท้องถิ่นร้องเรียนมาเป็นเวลานานแล้ว

ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.รุทธพล เคยเปิดเผยว่าพบเส้นทางการเงินเพิ่มเติมของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ “สส.ป้อม” ในคดี Forex จำนวน 33 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเชื่อมโยงกับบริษัทสปาร์ก ดิจิทัล จำกัด เช่นเดียวกับเส้นทางเงิน 28 ล้านบาทก่อนหน้านี้หรือไม่นั้น รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ขอให้สอบถามดีเอสไอ เนื่องจากตนไม่ทราบรายละเอียดว่าเส้นทางเงินดังกล่าวเชื่อมโยงกับบริษัทใด โดยข้อมูลที่กล่าวถึงเป็นเพียงการรายงานเบื้องต้นเท่านั้น

กกต, ดีเอสไอ, ฮั้ว สว.

ชัยชนะ กระทุ้ง สส.เมืองคอน-ฝ่ายรัฐบาล ช่วยชวน ‘ศุภจี’ ลงพื้นที่ดูราคามังคุด

20 สิงหาคม 2569 เวลา 17:39 น.

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ฝากข้อความนี้ถึง สส.นครศรีธรรมราช ฝ่ายรัฐบาล ช่วยชวนคุณศุภจี ลงมาดู ราคามังคุดที่บ้านเราหน่อยครับ ดีกว่าเอาเวลาไป

ชัยชนะ เดชเดโช, พรรคประชาธิปัตย์, ศุภจี

‘ศุภชัย’เดินเกม ชง ประธานสภาฯ วินิจฉัยขอบเขตอำนาจ กมธ.สามัญ 35 คณะ ให้ชัดเจน หวั่นทำงานซ้ำซ้อน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 17:22 น.

‘ศุภชัย’ เดินเกม! ชง ‘ประธานสภาฯ’ เคาะกำหนดแนวทางการทำงาน ‘กมธ.สามัญ 35 คณะ’ ให้ชัดเจน หลังพบบางคณะใช้อำนาจซ้ำซ้อน-คาบเกี่ยวกัน หวั่นเกิดข้อโต้แย้ง เพิ่มภาระผู้เกี่ยวข้อง

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงถึงการขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาวินิจฉัยและกำหนดแนวทางเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 35 คณะ เพื่อให้การพิจารณาศึกษา สอบหาข้อเท็จจริง และดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ เป็นไปตามภารกิจและขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละคณะอย่างชัดเจนว่า ในทางปฏิบัติ การทำงานของ กมธ. บางคณะอาจมีประเด็นซ้ำซ้อนหรือคาบเกี่ยวกัน โดยเฉพาะการสอบหาข้อเท็จจริง การเรียกบุคคลหรือหน่วยงานมาให้ข้อมูล หรือการดำเนินการในเรื่องที่โดยเนื้อหาอาจอยู่ในหน้าที่และอำนาจของ กมธ. อีกคณะโดยตรง จึงอาจเกิดปัญหาว่าแต่ละคณะมีขอบเขตในการพิจารณาหรือสอบหาข้อเท็จจริงได้เพียงใด และหากเรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับ กมธ. มากกว่า 1 คณะ จะใช้หลักเกณฑ์ใดในการแบ่งแยก ประสานงาน หรือกำหนดคณะเจ้าของเรื่อง

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การใช้อำนาจของ กมธ. ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ กฎหมาย และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงต้องสอดคล้องกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจของแต่ละคณะ หากไม่มีแนวทางที่ชัดเจน อาจทำให้เกิดการปฏิบัติหน้าที่ซ้ำซ้อน การเรียกบุคคลหรือหน่วยงานเดียวกันมาชี้แจงเรื่องเดียวกันหลายครั้ง หรือเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจของ กมธ. ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของการทำหน้าที่ของสภาฯ

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ขอให้ประธานสภาฯ พิจารณา 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1.วินิจฉัยขอบเขตหน้าที่และอำนาจของ กมธ. แต่ละคณะ ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ รวมถึงกรณีที่ กมธ. จะพิจารณาหรือสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตหน้าที่และอำนาจโดยตรง ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่และเพียงใด

2.กำหนดหลักเกณฑ์กรณีเรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับ กมธ. ตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป ว่าจะกำหนดคณะเจ้าของเรื่องหรือประสานการทำงานระหว่างกันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการดำเนินงานซ้ำซ้อน

3.วินิจฉัยกรณี กมธ. คณะหนึ่งดำเนินการในเรื่องที่โดยสาระสำคัญอยู่ในหน้าที่และอำนาจของอีกคณะโดยเฉพาะ รวมถึงการสอบหาข้อเท็จจริงหรือเรียกบุคคลและหน่วยงานมาชี้แจง ว่าการดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายในขอบเขตอำนาจตามข้อบังคับหรือไม่

4.พิจารณากำหนดแนวปฏิบัติกลางสำหรับ กมธ. ทั้ง 35 คณะ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจซ้ำซ้อน การก้าวล่วงขอบเขตหน้าที่ระหว่างกัน และลดภาระแก่หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่ถูกเรียกมาชี้แจงในเรื่องเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน

“การมีคำวินิจฉัยหรือแนวปฏิบัติที่ชัดเจน จะเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ของ กมธ. ทุกคณะ และช่วยวางบรรทัดฐานการใช้อำนาจของ กมธ. สภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐ มีความชัดเจน โปร่งใส ไม่ซ้ำซ้อน และไม่เกินขอบเขตหน้าที่และอำนาจที่ข้อบังคับกำหนด” นายศุภชัย กล่าว

กมธ.สามัญ, ประธานสภา, พรรคภูมิใจไทย, ศุภชัย ใจสมุทร

กัมพูชาไม่กลัว F-16? เจ้าสัวสร้างบังเกอร์แข็งโป๊ก แนวรบ ช่องจอม ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:58 น.

“ผอ. JIC” ตรวจแนวรบ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” พบ “กัมพูชา” วางกำลังหลังถนน K58 มีจุดรวมพล-ตั้งรถถัง ขณะที่เจ้าสัวจีน-เขมร ผนึกกำลัง ระดมทุนสร้างบังเกอร์แข็งโป๊ก ไม่กลัว F-16 แถมวางระเบิดอื้อ สุนัขรับเคราะห์

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ปราสาทตาควาย และเนิน 350 อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หรือ JIC นำคณะลงพื้นที่ปราสาทตาควาย และเนิน 350 อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, ให้กำลังกำลังพลแนวหน้า และมอบสิ่งของจำเป็นแก่หน่วยทหาร

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันมีการก่อสร้างเส้นทางทำถนนคอนกรีต จนมาถึงตัวปราสาทฯ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัจจุบัน บริเวณโดยรอบเส้นทางการเดินทาง มีการเคลียร์ทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ และในอนาคตจะมีการบูรณะปฏิสังขรณ์ตัวปราสาทฯ หลังจากที่กรมศิลปากรได้เข้ามาสำรวจเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่า จะสามารถเริ่มบูรณะปฏิสังขรณ์ได้ปี 2570 และคาดว่า จะแล้วเสร็จในปี 2572

อีกทั้งยังมีการก่อสร้างถนน ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างประสาทตาควาย ไปเนิน 350 ทำให้การระหว่างสองยุทธศาสตร์นี้ สามารถเดินทางได้ง่ายขึ้น และรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม จากเดิมใช้เวลา 30 นาที เหลือเพียง 15 นาที พร้อมกับมีการสร้างบันไดเหล็ก จำนวน 147 ขั้น เพื่อใช้เดินขึ้นเนิน 350

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน บริเวณปราสาทตาควาย และเนิน 350 ภายหลังการสู้รบรอบที่ 2 ที่ผ่านมา ทหารไทยสามารถตีทหารกัมพูชาไปถึง 4 กองพัน กองพันละ 500 คน ซึ่งถือเป็นจุดที่สร้างความเจ็บใจให้กับทหารกัมพูชาเป็นอย่างมาก จนฝ่ายกัมพูชาต้องถอยร่น ไปตั้งฐานปฎิบัติการอยู่บริเวณหลังถนนเลียบชายแดน K58 ซึ่งห่างจากฝ่ายแนวไทยประมาณ 2.5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นถนนที่ถูกก่อสร้างตลอดแนวชายแดน หากไปทางซ้ายจะไปช่องจอม และทางขวาจะสามารถเดินทางไปจังหวัดสระแก้วได้ และสามารถเชื่อมต่อไปที่ปราสาทตามเมือนธมได้ ซึ่งถนนดังกล่าวถูกสร้างโดยกลุ่มทุนในพื้นที่

อีกทั้งยังมีรถถังประมาณ 10 คัน ระยะห่างจากแนวลึกไป ประมาณ 3-4 กิโลเมตร และจะมีการใช้โดรน บินบริเวณใกล้ ๆ ในพื้นที่ปราสาทตาควาย แต่ฝ่ายไทยมีเครื่องตรวจจับสัญญาณ แอนตี้โดรน โดยเป็นการบินขึ้นระยะไกลเป็นบางวัน ไม่ได้ขึ้นทุกวัน เมื่อถูกฝ่ายเราจับได้ ก็จะถอยห่างออกไป

ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า ปัจจุบันทหารกัมพูชา ไม่ได้กลัวเครื่องบินรบ F-16 แล้ว เนื่องจากมีการสร้างบังเกอร์หนา และแข็งแรง ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนการก่อสร้าง จากกลุ่มทุน ธุรกิจที่เป็นชาวจีน และชาวกัมพูชา โดยจะแบ่งพื้นที่การรับผิดชอบ เพื่อให้เงินสนับสนุน เพื่อปกป้องพื้นที่ของตัวเอง เช่น ช่องจอม ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย

นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบจุดรวมพลของทหารกัมพูชา ในช่วงเช้า และช่วงเย็น ซึ่งอยู่ห่างจากแนวไทยประมาณ 2 กิโลเมตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงประมาณสัปดาห์ที่แล้ว มีสุนัขของทหารไทย 3 ตัว ได้เดินออกแนวรั้วลวดหนามไป และได้ไปเหยียบทุ่นระเบิด ส่งผลให้สุนัข 2 ตัวตาย และบาดเจ็บกลับมา 1 ตัว ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงมีการแอบวางทุ่นระเบิด เพื่อไม่ให้ทหารไทยเดินออกแนวรั้วลวดหนาม

อย่างไรก็ตามในวันที่ 20 ธันวาคมนี้จะมีการจัดกิจกรรม เดิน-วิ่งครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี RUN FOR HONOR ภายใต้แนวคิด ‘ทุกก้าว เพื่อเกียรติยศของผู้เสียสละ’ บนเส้นทางปราสาทตาควายและเนิน 350 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรำลึกถึงความกล้าหาญ และเชิดชูเกียรติวีรชนผู้เสียสละ

ช่องจอม, ชายแดนไทยกัมพูชา, ปราสาทตาควาย, ปราสาทตามเมืองทม

โรม-ไอซ์ แท็กทีมอัด อนุทิน ปม ฮั้ว สว.- ม.112 บอกมัวแต่ติ๊ดชึ่ง คนไทยกินข้าว ไม่ได้กินหญ้า

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:49 น.

โรม ซัดกลับ นายกฯ ทันควัน คดีฮั้ว สว. หลอกตัวเองได้ แต่หลอกประชาชนไม่ได้ ชี้ข้อหา ซ่องโจร ยังน้อยไป ลั่นลุยเปิดโปงต่อเนื่อง อัดมัวแต่ติ๊ดชึ่ง นิ่งเฉย ปม คนชั่วดึงฟ้าต่ำ ด้าน ไอซ์ ยืนยัน-นั่งยัน-นอนยัน ไม่หนุนให้ใครก็ตามไปร้อง ม.112 ปมคลิปอ้างเบื้องบน ฝากถึง นายกฯ หนู แบบแสบๆ คนไทยกินข้าว ไม่ได้กินหญ้า หลังบอก รังเกียจ ฮั้ว สว. แนะลองเปิดเฟซบุ๊ก ฝ่ายค้าน ดูจะได้รู้

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาระบุ รัฐบาลรับไม่ได้กับการฮั้ว สว. และเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวกับคดีฮั้วอย่างแน่นอน หากจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจยังไม่เกิดขึ้นและยังไม่ได้กำหนดวันที่ชัดเจน ขออย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้น แต่การทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านอยู่ที่พยานหลักฐาน และต้องยอมรับว่าการตรวจสอบเรื่องฮั้ว สว.หรือเรื่องอื่นตั้งอยู่บน 2 ฐาน คือ 1.ฐานทางกฎหมาย ว่าผิดข้อกล่าวหาใดมาตราใด อั้งยี่ซ่องโจรหรือไม่ และผู้ที่มีอำนาจในการชี้ความผิดไม่ใช่สภา แต่เป็นหน่วยงานอื่นเช่นศาลที่ทำหน้าที่นี้ต่อ และ 2. การตรวจสอบทางการเมือง

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจคือการตรวจสอบทางการเมือง ว่าข้อยุติในสภาคือมือจะยกในการไว้วางใจหรือไว้วางใจ และมือในการยกส่วนใหญ่จะเห็นว่าฝั่งรัฐบาลมักจะผ่านจุดนี้ไปได้ไปได้ แต่จะต้องไม่ลืมเรื่องทั้งหมดที่ตรวจสอบทางการเมืองต้องตั้งอยู่บนความโปร่งใสที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ คำถามคือต่อให้สามารถรอดจากการตรวจสอบผ่านกลไกสภาหรือกลไกทางกฎหมาย เชื่อจริงเหรอว่าฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะผู้มีอำนาจในรัฐบาลจะไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้

“ท่านคิดว่าท่านจะโกหกประชาชนเรื่องนี้ ไปได้อีกเท่าไหร่ ท่านคิดจริงหรือว่าประชาชนในประเทศนี้ได้เห็นและติดตามการทำงานของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือนายยิ่งชีพ อัฌชานนท์ หรือหลายภาคส่วนที่มีการเปิดเผยข้อมูล มีบุคคลหลายบุคคล มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ใกล้ชิด ทำเป็นกระบวนการ จนคิดว่าอั่งยี่อี้ซ่องโจรอาจจะเป็นข้อหาเล็กไปด้วยซ้ำ ซึ่งกระบวนการทำแบบนี้ยึดอำนาจรัฐผ่านการโกง สว. คิดว่าอาจจะหลอกตัวเองได้ แต่หลอกประชาชนไม่ได้ และมือในสภาที่ท่านมีจะทำให้ท่านสามารถเกาะอำนาจรัฐได้ตลอดไป ซึ่งประชาชนมีความสำคัญต่อสมการนี้แน่นอน“ นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่า เหลือไม่กี่วันที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จะชี้ขาดเรื่อง ฮั้วสว.พรรคประชาชนเตรียมเปิดโปงอย่างไรต่อ นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า การเปิดโปงคดีมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะได้เห็นการทำหน้าที่ของนายพริษฐ์ อย่างเข้มแข็ง ขณะเดียวกัน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ช่วยขยายความหลายครั้ง ยืนยันว่าติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ยอมรับว่าในฐานะที่เป็นฝ่ายค้าน การที่ฝ่ายรัฐบาลไม่ให้ความร่วมมือในการคลี่คลายปัญหาโกง สว. อย่างที่ควรจะเป็น

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลเองดูไม่สบายใจจากการเปิดโปงเรื่องนี้ โดยเฉพาะมีการขยายผลไปถึงว่ามีการอ้างเบื้องสูง ดังนั้นขออย่าโกหกกัน เพราะมีการแอบอ้างแน่ๆ และมีการใช้กลไกนี้แน่ๆ แต่สิ่งที่ยังไม่เห็นคือกลุ่มรักสถาบัน เหตุใดถึงดูเงียบกับเรื่องเหล่านี้ สิ่งที่ต้องการ คือวันนี้เรื่องฮั้ว สว.ไม่ใช่แค่การยึดอำนาจรัฐผ่านการโกง แต่เป็นการดึงฟ้าเข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว คือการเอาสถาบันเข้ามาเป็นประโยชน์ส่วนตัว เพื่อปกป้องคุ้มครองในการกระทำชั่ว ของตัวเองที่เกิดขึ้น

“ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่สมควร และไม่เข้าใจว่าคุณอนุทิน นิ่งเฉยกับเรื่องนี้ได้อย่างไร ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ปกป้องหลักนิติรัฐ นิติธรรม แต่กลับปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น และก็ติ๊ดชึ่ง กับเรื่องนี้ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นสิ่งที่รับไม่ได้“ นายรังสิมันต์ กล่าว

ด้านน.ส.รักชนก กล่าวตอบโต้นายกฯ ว่า คนไทยกินข้าว ไม่ได้ทานหญ้า ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีบอกว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว. ตนคิดว่าให้ประชาชนดูข้อมูลทั้งหมด แล้วให้เขาตัดสินดีที่สุด และถึงที่สุดแล้ว กกต. ที่ถูกตั้งคำถามว่า ถูก สว. ชุดนี้แต่งตั้งและรับรองมา มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เราต้องการให้ประชาชนออกมาช่วยกันกดดันให้ กกต. ส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกา เพราะกฎหมายเขียนว่าเรื่องนี้ ประชาชนคนธรรมดาไม่สามารถส่งไปให้ศาลฎีกาได้ด้วยตนเอง เพราะอำนาจนั้นเป็นของ กกต. แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น ขอแรงประชาชนทุกคนว่าเสียงของท่านมีความหมายกับเรื่องนี้ ที่จะมาช่วยกันกดดัน กกต.

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า เรื่องกรณีที่นายกรัฐมนตรีบอกว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ตนอยากให้นายกรัฐมนตรีลองเปิดเฟซบุ๊กของฝ่ายค้าน เช่น ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน หรือเพจไอลอว์ ท่านก็จะจะเห็นข้อมูลต่างๆ แม้ตัวนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่เกี่ยวโดยตรง แต่ตนอาจเอ่ยได้ 2-3 ชื่อ ซึ่งไม่ได้เป็นการกล่าวหา เพราะอยู่ในสื่อสาธารณะ เช่น นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลที่โอนเงินให้กับ กกต. จำนวน 800,000 บาท ถ้านายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่เกี่ยว ก็ต้องถามประชาชนคนไทยด้วยว่าเกี่ยวหรือไม่

หรือแม้กระทั่ง ข้อมูลที่ไอลอว์เปิด เกี่ยวกับนายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ว่าพ่อของนายวรศิษฏ์ถูกรายล้อมด้วยคนที่เป็นผู้ช่วย สว. ซึ่งเป็นลูกน้อง ต้องถามว่าสิ่งเหล่านี้จริงหรือไม่ แม้กระทั่งนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภา ก็ถูกข้อกล่าวหาเช่นกันว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำโพยหรือไม่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลสาธารณะ และอยู่ในสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ กกต.

“ขอให้ประชาชนคิดเองดีกว่าว่ารัฐบาลชุดนี้เกี่ยวข้องกับการโกง สว. หรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาออกหน้ารับแทน เพราะจะเป็นการไม่งามที่มาการันตีหรือมาฟันธงเรื่องอะไรที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการชั้นศาลก่อน” น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีเรื่อง มาตรา 112 น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนขอแจ้งคนที่จะไปร้องตน ตนเป็นเพียงผู้นำสารที่ว่ามีการแอบอ้างข้างบน ซึ่งตนตีความว่าเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ เพราะมีการบอกว่าเรื่องนี้ข้างบนท่านตรัส ไม่อย่างนั้น กกต. ประกาศโมฆะไปแล้ว ซึ่งตนไม่ได้เป็นคนพูดประโยคเหล่านี้ แต่คนที่พูดคือนายวิทยา คำพวง นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา จ.หนองคาย ดังนั้น คนที่ควรจะถูกฟ้องมากกว่าตนคือนายวิทยา

“ดิฉันยืนยันว่าไม่สนับสนุนให้ใครก็ตาม ไปดำเนินคดีในข้อหา ม.112 และ ไม่สนับสนุนให้ใช้มาตรานี้ กลั่นแกล้งกันทางการเมือง เพราะเป็นกฎหมายที่มีปัญหามากจริงๆ ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ว่าพรรคประชาชนไม่สนับสนุนให้ใช้กฎหมายมาตรานี้ในการรังแกบุคคลใดๆ ก็ตามทั้งสิ้น” น.ส.รักชนก กล่าว

112, อนุทิน, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์, โรม, ไอซ์รักชนก

รทสช.ตั้ง ศศิกานต์ นั่งโฆษก ยกระดับพรรคของคนทำงาน ชูจุดแข็งถูกต้อง-ชัดเจน-ทันสถานการณ์

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:44 น.

20 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โดยมี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นประธาน ได้มีมติแต่งตั้ง น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่โฆษกพรรค เพื่อนำทีมสื่อสารนโยบายและภารกิจต่างๆ ของพรรคต่อสาธารณะและสื่อมวลชน โดยมุ่งนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง ชัดเจน และทันต่อสถานการณ์

สำหรับการปรับยุทธศาสตร์การสื่อสารครั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติยังคงย้ำจุดยืนสำคัญ คือ “พรรคของคนทำงาน” ที่มุ่งทำงานเพื่อประชาชน พร้อมผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งยกระดับการสื่อสารของพรรคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ น.ส.ศศิกานต์ ยังเคยดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) รวมถึงอดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2566 และ 2569 และอดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในปี 2565

พรรครวมไทยสร้างชาติ,รทสช,ศศิกานต์วัฒนะจันทร์,

ยศชนัน ลงเรือลุยน้ำท่วม น่าน สั่งรับมือมวลน้ำระลอกใหม่ พร้อมเร่งเยียวยาชาวบ้าน

20 สิงหาคม 2569 เวลา 15:39 น.

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

วันนี้ (20 ส.ค.) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน, นายนพรัตน์ ถาวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) น่าน, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายทรงยศ รามสูตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดน่าน ได้นำคณะลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจผู้ประสบภัย ณ ศูนย์พักคอย เทศบาลเมืองน่าน โดยพบว่าผู้ประสบภัยต่างยังมีกำลังใจที่ดี รู้สึกปลอดภัย และเตรียมความพร้อมที่จะกลับไปฟื้นฟูทำความสะอาดบ้านเรือนในเร็วๆ นี้ รองนายกฯ ได้กำชับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ดูแลเรื่องอาหาร น้ำดื่มสะอาด และเครื่องนอนให้เพียงพอ รวมถึงให้จัดเตรียมยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงหลังน้ำลด

จากนั้น คณะได้เดินทางลงพื้นที่ประสบภัยไปยังชุมชนภูมินทร์-ท่าลี่ เยี่ยมเยือนให้กำลังใจ พร้อมมอบน้ำดื่มและถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจุดที่สอง ณ ชุมชนเทศบาลตำบลกลางเวียง เพื่อแจกถุงยังชีพและประเมินสถานการณ์ โดยในจุดนี้ คณะฯ ต้องลงเรือเดินทางฝ่ากระแสน้ำเข้าไปโซนบ้านเรือนของประชาชนที่ถูกน้ำท่วมสูง ซึ่งเป็นจุดที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก เนื่องจากระดับน้ำสูงถึงประมาณ 1.50 เมตร และคาดการณ์ว่าจะมีมวลน้ำระลอกใหม่ไหลมาสมทบเพิ่มเติมในอีก 2 ชั่วโมงข้างหน้า

นอกจากนี้ หลายหลังคาเรือนในพื้นที่ยังมีผู้สูงอายุที่ต้องอาศัยอยู่เพียงลำพัง โดยชุมชนแห่งนี้ถือเป็นจุดรับน้ำจุดสุดท้ายก่อนที่มวลน้ำทั้งหมดจะไหลลงสู่เขื่อนต่อไป ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้เตรียมความพร้อมหลังจากนี้ ในการระดมสรรพกำลังเข้าเร่งเยียวยา ฟื้นฟู และซ่อมแซมบ้านเรือนของประชาชนที่ได้รับความเสียหายอย่างเร่งด่วนที่สุด

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

หลังจากนั้น คณะได้เดินทางต่อไปยังสะพานกรมโยธาธิการ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำน่านเชื่อมระหว่างตำบลเวียงสาและตำบลไหล่น่าน เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำต่อเนื่อง โดยพบว่าระดับน้ำในแม่น้ำน่านได้หนุนสูงขึ้นและไหลทะลักตัดผ่านตัวสะพาน ประชาชนไม่สามารถใช้เส้นทางดังกล่าวสัญจรไปมาได้ ขณะเดียวกัน มวลน้ำยังได้ไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนโดยรอบ เจ้าหน้าที่และชาวบ้านต้องเร่งระดมกำลังนำกระสอบทรายมาวางเรียงเป็นแนวกั้นน้ำ เพื่อป้องกันและบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในครั้งนี้ คณะของรองนายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจปักหลักพักค้างคืนในพื้นที่จังหวัดน่านต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยยืนยันที่จะอยู่บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ และพร้อมสั่งการประสานความช่วยเหลือได้ทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน จนกว่าสถานการณ์อุทกภัยจะคลี่คลายลง

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

น่าน, น้ำท่วม, ภาคเหนือ, ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์