โสภณ มั่นใจมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ไทย-เวียดนาม จะต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในทุกระดับ

โสภณ มั่นใจมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ไทย-เวียดนาม จะต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในทุกระดับ

โสภณ มั่นใจมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ไทย-เวียดนาม จะต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในทุกระดับ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.33 น.

“โสภณ” มั่นใจมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ไทย-เวียดนาม จะต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในทุกระดับ สร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในอนาคต  ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์สตรี กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับเชิญในฐานะแขกเกียรติยศกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานนิทรรศการ “The Woven Ties: Celebrating 50 Years of Thailand–Viet Nam Diplomatic Relations” ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย เป็นเจ้าภาพจัดงาน ร่วมกับการสนับสนุนจากคณะกรรมการกลางแนวร่วมปิตุภูมิเวียดนาม (Central Committee of the Viet Nam Fatherland Front)

ประธานรัฐสภา  กล่าวถึง พัฒนาการของความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามตลอดระยะเวลา 50 ปี นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 6 ส.ค.2519 ซึ่งได้เติบโตจากความเป็นประเทศเพื่อนบ้าน สู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความจริงใจ และการเกื้อกูลกันในทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน พร้อมเน้นย้ำบทบาทของรัฐสภาทั้งสองประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือด้านนิติบัญญัติ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการผลักดันความร่วมมือที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมถึงการร่วมกันรับมือกับความท้าทายร่วมสมัย อาทิ การปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และการเสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ เพื่อร่วมกันส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน

ประธานรัฐสภา ยังกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า มิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและเวียดนามจะยังคงได้รับการสืบสานและต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในทุกระดับ เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในอนาคต และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

ภายหลังพิธีเปิด นายโสภณ ได้นำคณะผู้แทนรัฐสภาไทยเยี่ยมชมนิทรรศการผ้าไทยและชุดประจำชาติ ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของทั้งสองประเทศ พร้อมพบปะนางฮา ถิ งา ( H.E.. Ms Ha Thi Nga) สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการกลางแนวร่วมปิตุภูมิเวียดนาม (Member of the Central Committee of the Communist Party of Viet Nam, Vice Chairperson, Secretary General of the Central Committee of the Viet Nam Fatherland) ผู้แทนชาวไทยไทย ภาคเอกชนไทยในกรุงฮานอย ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติฝ่ายเวียดนาม เพื่อกระชับเครือข่ายความร่วมมือและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน อันเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทยและเวียดนามให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

จากนั้น ประธานรัฐสภา นำคณะผู้แทนรัฐสภาไทย เยี่ยมชมวัดหง็อกเซิน (Ngọc Sơn Temple) โดยมีนายติ่ง กง สี (Hon. Mr. Dinh Cong Sy) รองประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ให้การต้อนรับและร่วมเยี่ยมชม

ภายหลังการเยี่ยมชม ฝ่ายเวียดนามได้มอบป้ายผ้าอวยพร เขียนว่า Khang Lạc  ซึ่งแปลว่า มีความสุขตลอดไป เพื่อเป็นที่ระลึกมอบให้กับประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร

‘สีหศักดิ์’ เปิดผลหารือ ‘มิน ออง หล่าย’ ชูเดินหน้าฟื้นความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ผลักดันเมียนมากลับสู่อาเซียน

'สีหศักดิ์' เปิดผลหารือ 'มิน ออง หล่าย' ชูเดินหน้าฟื้นความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ผลักดันเมียนมากลับสู่อาเซียน

‘สีหศักดิ์’ เปิดผลหารือ ‘มิน ออง หล่าย’ ชูเดินหน้าฟื้นความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ผลักดันเมียนมากลับสู่อาเซียน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.

“สีหศักดิ์” เปิดผลหารือ “มิน ออง หล่าย” ชูเดินหน้าฟื้นความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ผลักดันเมียนมากลับสู่อาเซียน พร้อมหวังเปิดทางผู้แทนอาเซียนเข้าพบ “อองซาน ซูจี” หลัง ICRC ได้เข้าเยี่ยม ขณะที่ไทยย้ำพร้อมเป็นสะพานเชื่อมและอำนวยความสะดวก เพื่อหนุนกระบวนการสันติภาพและการเปลี่ยนผ่านของเมียนมา

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 15.30 น. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายมิน ออง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยระบุว่า ถือเป็นการเยือนไทยครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน และเป็นการเยือนระดับประธานาธิบดีของเมียนมาครั้งแรกในรอบ 8 ปี สะท้อนความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีพรมแดนร่วมกันกว่า 2,400 กิโลเมตร และมีความเชื่อมโยงทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และประชาชน

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเมียนมา ซึ่งไทยมองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญในการผลักดันความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค โดยการหารือกับนายกรัฐมนตรีและคณะครอบคลุมทุกมิติ ทั้งความมั่นคงชายแดน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มลพิษข้ามพรมแดน การค้า การลงทุน และแรงงาน พร้อมเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือผ่านกลไกต่าง ๆ ที่มีอยู่ระหว่างสองประเทศ

ด้านความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าทำให้ชายแดนไทย-เมียนมาเป็น “ชายแดนแห่งสันติภาพและการพัฒนา” เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัย การค้ากลับสู่ภาวะปกติ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดน พร้อมเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามยาเสพติด การหลอกลวงออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยจะขยายความร่วมมือด้านข่าวกรองและติดตามเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม

ในด้านยาเสพติด ไทยพร้อมสนับสนุนการปลูกพืชทดแทนในรัฐฉาน ส่วนปัญหาหมอกควันข้ามแดนจะเดินหน้าความร่วมมือผ่านยุทธศาสตร์ Clear Sky Strategy พร้อมสนับสนุนเมียนมาในการพัฒนาศักยภาพด้านเทคนิค ขณะที่ปัญหามลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ทั้งสองฝ่ายได้ลงนาม TOR จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิค เพื่อแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเริ่มประชุมร่วมกันในเร็ว ๆ นี้

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาและเตรียมลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอให้มีการขุดลอกแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม

ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศมุ่งผลักดันมูลค่าการค้าสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะการเปิดด่านการค้าแม่สอด-เมียวดี ซึ่งจะเป็นประตูการค้าสำคัญ หากสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ รวมถึงมีการหารือเชื่อมโยงเส้นทางการค้าระหว่างไทย เมียนมา และอินเดีย นอกจากนี้ ยังได้ลงนามต่ออายุบันทึกความเข้าใจด้านแรงงาน เพื่อให้แรงงานเมียนมาสามารถทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไทยได้ย้ำกับประธานาธิบดีเมียนมาว่า ต้องการเห็นเมียนมากลับเข้าสู่บทบาทในอาเซียน ผ่านนโยบาย Calibrated Re-engagement หรือการฟื้นปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสม แต่เมียนมาต้องตอบสนองต่อข้อกังวลของประชาคมอาเซียน โดยไทยยังคาดหวังให้เกิดความคืบหน้าตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ทั้งการลดความรุนแรง การคุ้มครองพลเรือน การเปิดกระบวนการพูดคุยกับทุกฝ่าย และการอำนวยความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

สำหรับกรณีนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำเมียนมา นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีกับพัฒนาการล่าสุดที่รัฐบาลเมียนมาอนุญาตให้คณะผู้แทนจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าเยี่ยมได้ และหวังว่าขั้นต่อไป เมียนมาจะเปิดโอกาสให้ผู้แทนพิเศษของอาเซียนได้เข้าพบนางอองซาน ซูจีด้วย

นายสีหศักดิ์ ย้ำว่า ไทยยังคงดำเนินนโยบายเน้นการมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา ควบคู่กับการสนับสนุนให้เดินหน้าสู่ประชาธิปไตย สันติภาพ และความมั่นคง โดยไทยไม่สามารถไปกำหนดแนวทางให้เมียนมาได้ แต่พร้อมอำนวยความสะดวก สนับสนุนการสื่อสารกับประชาคมโลก และทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเมียนมากับอาเซียน หากเมียนมาต้องการความช่วยเหลือจากไทย

ไอซ์ รักชนก เบี้ยวนัด ไม่มารับทราบข้อหา ตำรวจออกหมายเรียกซ้ำ

ไอซ์ รักชนก เบี้ยวนัด ไม่มารับทราบข้อหา ตำรวจออกหมายเรียกซ้ำ

ไอซ์ รักชนก เบี้ยวนัด ไม่มารับทราบข้อหา ตำรวจออกหมายเรียกซ้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.42 น.

ด่วน!!!! “ไอซ์ รักชนก” เบี้ยวนัดตำรวจไม่มารับทราบข้อหา ตำรวจจ่อออกหมายเรียกซ้ำ หากไม่มาอีก ก่อนขอศาลออกหมายจับ ก่อนเปิดสมัยประชุมสภา

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ได้รับรายงานจาก สน.ทองหล่อว่า ในระหว่างปิดสมัยประชุมสภาครั้งที่ 1/2569  โดย พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ได้ออกหมายเรียกนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก ผู้ต้องหา ครั้งที่ 1 ให้มาพบพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งข้อหา ในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น.

แต่ปรากฏว่า เบี้ยวนัดไม่มา โดยพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกซ้ำ ครั้งที่ 2 หากนางสาวรักชนกฯ ไม่มา มีพฤติกรรมหลบหนี พนักงานสอบสวนจะขอศาลออกหมายจับนางสาวรักชนกฯ ผู้ต้องหารายนี้ต่อไป ทั้งนี้ ก่อนเปิดสมัยประชุมในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 เพื่อมิให้ผู้ต้องหารายนี้ ใช้เอกสิทธิ์คุ้มกัน สส. ตาม รธน.มาตรา 125 วรรคหนึ่ง

โดยคดีดังคดีล่าว นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบอำนาจให้นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัวและเป็นผู้รับมอบอำนาจและทีมทนายความ เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก ผู้ต้องหา ปัจจุบันเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาชน .ปธ.กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร

โดยคดีที่นายสุชาติฯมอบอำนาจให้ทนายความส่วนตัวไปแจ้งความชดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก ผู้ต้อหา ในปมโพสต์กล่าวหา นายสุชาติฯ โดยกล่าวหาว่า “เป็นคนชั่ว ครองเมือง – รับสินบน” ในข้อหาความผิด ตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14 (2) และ (5) ,หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 , 328,91

ทั้งนี้ รายงานว่า พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ได้รายงานคดีสำคัญให้แก่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงให้ทราบและออกหมายเรียกผู้ต้องหารายนี้ซ้ำอีกครั้ง  หากไม่มาจะยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ออกหมายจับ นางสาวรักชนกฯ สส.พรรคประชาชนต่อไป

‘วีระ’กราบขอโทษ เรื่องปีที่ไปพัก วอนกรมอุทยานฯ เลิกสอบหัวหน้าอุทยานเกาะสิมิลัน

‘วีระ’กราบขอโทษ เรื่องปีที่ไปพัก วอนกรมอุทยานฯ เลิกสอบหัวหน้าอุทยานเกาะสิมิลัน

‘วีระ’กราบขอโทษ เรื่องปีที่ไปพัก วอนกรมอุทยานฯ เลิกสอบหัวหน้าอุทยานเกาะสิมิลัน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.57 น.

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เพื่อพิจารณางบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 125,356,964,500 บาท 

นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการ  กล่าวว่างบประมาณที่ขอมา 125,356 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีงบประมาณ 2569 และในแง่การเบิกจ่ายเรียบร้อยดี ซึ่งในเรื่องของตำรวจยอมรับว่าไม่มีความรู้ว่าทำงานอย่างไร และถือว่ามีความรู้เกี่ยวกับตำรวจน้อยมาก แต่สิ่งที่อยากพูดถึงคือส่วนที่เป็นกองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา เข้าใจว่าในแต่ละสถานีตำรวจ แบ่งงาน 4 ด้าน คือสืบสวนสอบสวน งานจราจร งานธุรการ และปราบปราม ในส่วนงานสืบสวนที่ล่าช้าเพราะกำลังพลไม่เพียงพอ และมีเรื่องความก้าวหน้าในชีวิตข้าราชการ  ที่มีข้อจำกัดที่ต้องกระจายไปหลายส่วน 

สิ่งที่จะชี้ถึงคือกองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา ตนเองมองว่าของบมาน้อยเกินไป แต่ไม่สามารถให้งบเพิ่มได้ เพราะกรรมาธิการมีหน้าที่ตัดไม่มีหน้าที่ให้เพิ่ม ปีที่ผ่านมาได้งบ 950 ล้านบาท ปีนี้ 721 ล้านบาท  แต่ยังดีที่มีเงินนอกงบประมาณมาสมทบ 140 ล้าน ต้องถือว่ามีระบบการจัดการที่ดี และมีรายได้จากค่าปรับประมาณ 591 ล้าน หากดูในปี 2567 มีรายจ่ายมากกว่ารับ  160 ล้าน ปี 68 จ่ายมากกว่า เกือบ 200 ล้าน  จึงไม่แน่ใจว่าปีนี้จะมีเพียงพอหรือไม่  รายได้ที่ได้มา ค่าปรับ

จากนั้นในตอนหนึ่ง นายวีระ ได้กล่าวชี้แจงเรื่องการเข้าพักที่หมู่เกาะสิมิลันที่เป็นประเด็นในขณะนี้ว่า มีเรื่องไม่สบายใจ เมื่อวานนี้ที่ตนเองพูดถึงอุทยานแห่งชาติสิมิลัน  ได้พูดคุยกับอธิบดีกรมอุทยาน ว่าเป็นความเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนซึ่งเป็นความเข้าใจผิดของตนเอง 

นายวีระ กล่าวอีกว่า ผมไปพักแรมที่เกาะสิมิลัน ผมจำปีไม่ได้ ตามประสาคนแก่ จึงพูดว่า 4-5 ปี เมื่อไปเช็กแล้ว ตนเองน่าจะไปพักค้างคืน ไม่ปี 2559 ก็ 2560 ก่อนที่จะมีการปิดพักค้างแรม จึงขอโทษทางท่านหัวหน้าอุทยานแห่งชาติสิมิลัน หากใครได้ดูถ่ายทอดสด ได้ชี้แจงกับอธิบดีเรียบร้อยแล้ว หากตนเองทำผิดยินดีแก้ไขและเยียวยาให้  อย่าไปคิดว่าตนเองทำอะไรเป็นพิเศษ อยากขอโทษกรมอุทยานเรื่องข้อมูลเข้าพัก  ที่ไปเข้าพักจริง แต่น่าจะเป็น 2569 เมื่อวานนี้ได้รับหนังสือชี้แจงจากหัวหน้าอุทยานเกาะสิมิลัน 

และได้สอบถามคนที่ไปเที่ยวด้วยกัน ก็ไม่แน่ใจเรื่องปี แต่ตอนไปพักยังเปิดให้เข้าพัก และหลังจากนั้นปิดไป จึงกราบขอโทษ  และอยากเรียนไปถึงอธิบดีว่าไม่ต้องตั้งกรรมการสอบเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ผิดพลาดมาจากตนเอง  ผมต้องขออภัยและเสียใจ  แต่ว่าวัตถุประสงค์จริงๆ เมื่อตนเองพูดสด และมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน  เมื่อมีข้อผิดพลาด โดยนิสัย ถ้าข้อเท็จจริงผิด ตนเองจะต้องแก้ไข  ไม่ได้หลบหนี

นายวีระ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่อยากจะบอกคือสภาพที่พักบนอุทยานมีที่ดี และน่าไปหลายที่ แต่ที่ที่ตนเองคิดว่าควรปรับปรุงแก้ไข คือที่พักอุทยานที่เป็นน้ำตกและเป็นทะเล ที่อยากให้มีการปรับปรุงให้มันสะดวกสบาย และมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้เอกชนเข้าไปจัดการที่พักหรือบริการให้น้ำ ไฟ อินเตอร์เน็ตไม่ขาด  โดยอธิบดี ได้กล่าวกับตนเองว่ามีโครงการนำร่องจะทำ 4 ที่ในแต่ละภาค แต่ติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย เรื่องระเบียบ จึงต้องมีนโยบายของทางรัฐบาล

“ไม่ใช่ขอโทษ ผมขออภัยอย่างรุนแรง จะให้ผมแก้ไขเยียวยาอะไรก็ตามสบาย และขอร้องทางอธิบดี เลิกตั้งสอบหัวหน้าอุทยานสิมิลัน เพราะไม่ใช่ความผิดของท่าน ตอนที่ท่านไปเขาปิดเรียบร้อยแล้ว แต่ข้อเท็จจริงผมผิดพลาดเอง หากตั้งกรรมการสอบควรยกเลิกคำสั่งนั้นซะ  ผมย้ำอีกที ผมเสียใจกับการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดของผม แต่ผมทำด้วยเจตนาดี  ความต้องการจริงๆ คืออยากต้องการให้มีการปรับปรุงอุทยาน หากไปพาดพิงบางเรื่อง ทำให้เกิดความเสียหายกับอุทยาน แห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ผมต้องขอโทษและขออภัย ต่อเจ้าพนักงานอย่างถี่ถ้วน ที่ได้รับผลกระทบ  หากให้ตนเองทำอะไรได้มากกว่านี้ผมยินดี”  นายวีระ กล่าว

ผบ.ตร. เปิดใจโค้งสุดท้ายก่อนเกษียณ ชี้คดีไอ้ป๋อง สงสารลูกน้อง ทำแทบทุกอย่าง เสี่ยง ‘ปืน-ระเบิด’ ตามลากคอคลี่ไขปมคดี

ผบ.ตร. เปิดใจโค้งสุดท้ายก่อนเกษียณ ชี้คดีไอ้ป๋อง สงสารลูกน้อง ทำแทบทุกอย่าง เสี่ยง ‘ปืน-ระเบิด’ ตามลากคอคลี่ไขปมคดี

ผบ.ตร. เปิดใจโค้งสุดท้ายก่อนเกษียณ ชี้คดีไอ้ป๋อง สงสารลูกน้อง ทำแทบทุกอย่าง เสี่ยง ‘ปืน-ระเบิด’ ตามลากคอคลี่ไขปมคดี

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

’ผบ.ตร.‘ เปิดใจโค้งสุดท้ายก่อนเกษียณ! ‘คดีไอ้ป๋อง-ไอธงฆ่าโหด 2 พี่น้องชาวรัสเซีย’ สงสาร ’ลูกน้อง‘ ทำแทบทุกอย่าง เสี่ยง ‘ปืน-ระเบิด’ ตามลากคอคนร้ายคลี่ไขปมคดี ซ้ำยังถูกครหาเอี่ยว ’ใช้ผู้ต้องหาเป็นสาย‘ จากการจ้างวานซื้อขายยา กำชับรับข้อมูล มุ่งแสวงหาข้อเท็จจริง ตรงไปตรงมา ไม่ต้องไปตอบโต้สังคม-สื่อ หากพบผิดพร้อมฟันวินัย-อาญา หากไม่ผิดคนไปออกรายการให้ข้อมูลต้องรับผิดชอบ 

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 15.05 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณามาตรา 27 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงาน ภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี 

โดยพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ชี้แจงงบประมาณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ตอนหนึ่งถึงคดีนายฑณา หรือป๋อง และนายธงชัย หรือธง 2ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรม2พี่น้องชาวรัสเซียว่า ตนเหลือเวลาอีกประมาณเดือนกว่าจะเกษียรอายุราชการ แต่เวลาที่เหลือตนก็พร้อมทำงาน ซึ่งในเรื่องนี้ตนขอเปิดใจคุยเลยว่า คดีนี้ตนลงไปดูด้วยตนเอง นายป๋อง ติดคุกมาก่อน10ปีที่แล้ว แล้วพ้นโทษออกมา พูดกันตรงๆก็ไม่น่าพ้นโทษ มาตั้งแต่ข้อหาที่แล้ว ในเรื่องพยายามฆ่า เรื่องยาเสพติด แต่ใครจับ ก็ตำรวจ หาหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับนายป๋องจนติดคุก สะท้อนให้เห็นความตั้งใจ และการทำสำนวนสอบสวน แต่พอนายป๋องพ้นโทษ ก็มีความเก่าๆกับคู่กรณี จนกระทั่งชักชวนสมัครพรรคพวกแล้วก็ไปก่อเหตุ แต่ใครที่ไปตามเรื่อง2พี่น้องชาวรัสเซีย ตำรวจ ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย แต่ถามว่าข้อจำกัดในเรื่องบุคคลสูญหาย เรามีแนวทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการแจ้งให้ญาติผู้เสียหายทราบว่าเราตามไปขนาดไหน อย่างไร ตำรวจทำงาน แต่จุดอ่อนของตำรวจคือทำอย่างเดียว โดยอาจจะละเลย หรือลืมไปว่าต้องแจ้งญาติของผู้เสียหาย แต่ทำมาโดยตลอด 

ผบ.ตร. กล่าวต่อว่า ในวันที่ 2 พี่น้องชาวรัสเซียหายไป เราทำเหมือนที่เราเคยทำ แต่จุดกำเนิดของเรื่องนี้คือรถจักรยานยนต์ที่เช่า เรามีจุดเล็กๆที่เดินต่อไปได้ เราไล่ล่าตัวกันตั้ง
แต่ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และสระแก้ว หลายท่านไม่ทราบว่าเราใช้ความพยายามแค่ไหน ในการตามแต่ละช่วงแต่ละตอน เราใช้กำลังแค่ไหน มันจึงผูกกับงบประมาณที่เราได้รับถึงน้อย คือความเป็นตัวตนของตำรวจที่ต้องทำให้ได้ จากนั้นเมื่อเราจับตัวได้เพื่อมาดำเนินคดี แต่ลองย้อนกลับไปนึกดูว่าตำรวจกว่าจะได้ตัว ลงน้ำ ลุยป่า เข้าตามบ้าน เสี่ยงอาวุธปืน ทั้งระเบิดเขาก็มี เรารู้ว่าเขามีระเบิด แต่ตำรวจก็เสี่ยง ตนดีใจที่หลายคนให้ความห่วงใยกับการทำงานของตำรวจ

“ถ้าเราได้ตัว แล้วสมมุติว่าเกิดการต่อสู้แล้วมีการวิสามัญเกิดขึ้น เราจะไม่มีทางทราบได้เลยว่า2พี่น้องชาวรัสเซียอยู่ที่ไหน และ3ร่างผู้เสียชีวิตก่อนหน้านั้นอยู่ตรงไหน ผมคิดว่า สิ่งที่ซ่อนเร้นมองไม่เห็นอาจบอกเราก็ได้ว่า เอาให้ได้ตัวก่อน พอได้ตัวมา การรับสารภาพก็เกิดขึ้น ทำให้เราใช้เวลาทั้งคืนในการขุดหาร่างผู้เสียชีวิตทั้ง5ศพ ผมต้องขอแสดงความเสียใจต่อญาติเขาด้วย เป็นการกระทำที่รุนแรง อุกอาจ โหดเหี้ยมมาก จากนั้นการขยายผลเริ่มต่อ ใครเป็นคนขยายผล ใครเป็นคนไปขุดศพ ตำรวจครับ แต่สุดท้ายผมรู้สึกสงสารลูกน้องกับกระแสที่เกิดขึ้นในเวลานี้ กลายเป็นว่าตำรวจไม่ดีซะอย่างนั้น แต่เขาไม่เห็นความทุ่มเทที่เราทำ ประเด็นที่เกิดขึ้นเวลานี้คือมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาออกรายการแล้วบอกว่ามีตำรวจตำรวจไปใช้เขาเป็นนิ้ว เป็นสาย โดยการจ้างวานซื้อขายยา ก็ไม่ว่ากัน ผมก็ไม่ว่าอะไรใคร ไม่ว่าสื่อ ผมก็บอกว่าไม่ต้องตอบโต้ ไม่โกรธ แต่ต้องไปแสวงหาข้อมูล ตำรวจถูกกล่าวหา ก็ต้องมาหาข้อมูล ผมก็ให้หลักการและแนวทางว่าไปรับข้อมูลมา เมื่อรู้ตัว ก็ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทำตรงไปตรงมา หากพบว่าผิดทางวินัยก็ว่าไปตามพ.ร.บ.ตำรวจ ทางอาญาก็ไม่มีอายุความอยู่แล้ว แต่หากตำรวจไม่ผิด ผู้ให้ข้อมูลต้องรับผิดชอบทางกฎหมายเช่นกัน เราต้องเดินแบบนี้ ไม่ใช่ไปโกรธคนให้ข้อมูล หรือไปตอบโต้สื่อ” ผบ.ตร. กล่าว

ก้าวสำคัญการแพทย์ไทย ‘ยศชนัน’ ดันเทคโนโลยี ‘ออร์แกนอยด์’ ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพบนฐานวิทยาศาสตร์

ก้าวสำคัญการแพทย์ไทย ‘ยศชนัน’ ดันเทคโนโลยี ‘ออร์แกนอยด์’ ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพบนฐานวิทยาศาสตร์

ก้าวสำคัญการแพทย์ไทย ‘ยศชนัน’ ดันเทคโนโลยี ‘ออร์แกนอยด์’ ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพบนฐานวิทยาศาสตร์

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

ก้าวสำคัญการแพทย์ไทย! “ยศชนัน” ดันเทคโนโลยี “ออร์แกนอยด์” อวัยวะจำลองขนาดจิ๋ว พาไทยผงาดผู้นำการแพทย์แม่นยำ ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพบนฐานวิทยาศาสตร์

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 69  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ภายในงาน การประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำแผนที่นำทางการวิจัยและเทคโนโลยีออร์แกนอยด์ของประเทศไทย Thailand Organoid Research and Technology Roadmap Workshop ณ ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. (โยธี)

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เทคโนโลยี “ออร์แกนอยด์” (Organoid) อวัยวะจำลองขนาดจิ๋ว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง (Cutting-edge technology) ที่ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำ และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศได้อย่างมหาศาล สิ่งนี้คือ “โอกาสทอง” ที่จะเข้ามาพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่ยุค Scientific-based Wellness อย่างเต็มรูปแบบ ออร์แกนอยด์ตอบโจทย์ทั้งเรื่องยารักษาโรค และขยายขอบเขตไปถึงอุตสาหกรรม Future Food, Functional Food และสมุนไพรไทย นี่คือแพลตฟอร์มที่จะเปิดประตูต้อนรับเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน ทั้งในกลุ่มสุขภาพ กลุ่มอุตสาหกรรมยา หรือแม้แต่กลุ่มนักพัฒนา AI ให้เข้ามาร่วมต่อยอดในระบบนิเวศนี้

หากเรานำความรู้ตรงนี้มามุ่งเน้นในด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Regenerative Medicine) และการสร้างโมเดลจำลองโรคสำหรับการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) เช่น การจำลองโมเดลเพื่อหาวิธีรักษามะเร็งแบบเฉพาะบุคคล มันจะสร้างอิมแพคต่อชีวิตผู้คนได้มหาศาลกว่ามาก ที่สำคัญ เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาช่วยลดระยะเวลา ลดงบประมาณ และลดความจำเป็นในการพึ่งพาศูนย์สัตว์ทดลองลงได้อย่างมหาศาล

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

“เรามีศักยภาพ เรามีบุคลากร และเรามีโอกาสทางเศรษฐกิจที่รออยู่ตรงหน้า เราต้องเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศ และเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม จะมีการเสนอโครงสร้างการทำงานไปยังสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เพื่อผลักดันให้เป็นนโยบายระดับชาติ โดยเน้นการสร้างกลไกกองทุนร่วมจ่าย (Matching Fund) ระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงสนับสนุนให้วิศวกรไทยพัฒนาเครื่องมือและไบโอเซนเซอร์ที่ได้มาตรฐานขึ้นมาใช้เองเพื่อลดการนำเข้าอุปกรณ์ราคาสูง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

มิน อ่อง หล่าย โปรยยาหอม ชวนนักธุรกิจไทย ลงทุนในเมียนมา ขอให้มั่นใจมีกฎหมายคุ้มครอง

มิน อ่อง หล่าย โปรยยาหอม ชวนนักธุรกิจไทย ลงทุนในเมียนมา ขอให้มั่นใจมีกฎหมายคุ้มครอง

มิน อ่อง หล่าย โปรยยาหอม ชวนนักธุรกิจไทย ลงทุนในเมียนมา ขอให้มั่นใจมีกฎหมายคุ้มครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.53 น.

‘มิน อ่อง หล่าย ‘ชวนนักธุรกิจไทยลงทุนในเมียนมา ขอมั่นใจมีกฎหมายคุ้มครอง เชื่อ ’เทคโนโลยี-เงินลงทุน-ประสบการณ์‘ วิชั่นไทย ช่วยวิน-วินสองฝ่าย เดินหน้าพัฒนาโครงการเดินเรือน้ำลึก’ท่าเรือทวาย‘ประตูเอเชียใต้ ชวนนักธุรกิจไทยร่วมลงทุน 

เมื่อเวลา 14.45 น.วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เป็นประธานร่วม เปิดงาน Thailand – Myanmar Business Forum 2026 โดยกล่าวว่าตนขอขอบคุณและขอความสวัสดีอันเป็นมงคลอย่างยิ่งต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ผู้แทนรัฐบาล นักธุรกิจ พันธมิตรทางธุรกิจ ผู้เข้าร่วมประชุมในฟอรัมธุรกิจเมียนมา-ไทยที่จัดขึ้นในวันนี้ และในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยครั้งนี้ไทยถือเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจถือเป็นมิติใหม่ที่จะช่วยให้เราสามารถเพิ่มพูนและผ่านพ้นเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เมียนมาและไทยมีไม่เพียงแต่เป็นประเทศเพื่อนบ้านมีแนวชายแดนที่ติดต่อทั้งทางบกทางทะเล แต่ยังเป็นมิตรแท้ ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเมียนมายาวนานถึง 78 ปี ครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตทั้งสองประเทศ  ซึ่งประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญ ทั้งนี้เมียนมาและไทยตั้งแต่เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)ในหลายสาขา โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของสองประเทศ 

นายมิน อ่อง หล่าย กล่าวต่อว่า สองประเทศได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดและพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค ขอขอบคุณประเทศไทยในโอกาสที่ได้เดินทางมาเยือนในฐานะมิตรภาพที่แท้จริงและให้ความเข้าใจต่อประเทศเมียนมาในฐานะประเทศที่มีชายแดนติดต่อกัน เมียนมาและไทยร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด โดยจะมีการขยายความร่วมมืออีกหลายด้าน  ซึ่งไทยและเมียนมามีชายแดนติดต่อกัน ทำให้การค้าชายแดนระหว่างเมียนมาและไทยมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทั้งทางจ.เมียวดี อ.แม่สอด อ.ท่าขี้เหล็ก และอ.แม่สายเป็นเส้นเลือดใหญ่การค้าไทยและเมียนมา ปัจจุบันไทยถือเป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ อันดับ 5 ในประเทศเมียนมามาอย่างยาวนานในภูมิภาค นี้โดยมีโครงการลงทุนรวม 103 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายมิน อ่อง หล่าย กล่าวอีกว่า ตำแหน่งทางของประเทศเมียนมาได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์ตั้งอยู่ในจุดที่เป็นพื้นที่เชื่อมทางบกแลนด์บริดจ์ ที่สำคัญสำหรับการคมนาคมทางทะเล เมียนมากำลังพัฒนาโครงการสำคัญ โดยเฉพาะโครงการเดินเรือน้ำลึกท่าเรือทวาย ซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศไทยมากที่สุดและเป็นจุดส่งออกสินค้าใกล้ที่สุดกับไทย ซึ่งเป็นประตูไปสู่เอเชียใต้  จึงขอเชิญชวนนักธุรกิจไทยให้ความมั่นใจในการเข้ามาลงทุน เรามุ่งมั่นส่งเสริมการลงทุนจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ และเราจะคุ้มครองการลงทุนในเมียนมา ซึ่งทุกการลงทุนภายในประเทศเมียนมาได้บังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา 4 ฉบับอย่างต่อเนื่องตั้งปี 2024 เพื่อส่งเสริมการค้าและอำนวยความสะดวกในการไหลเวียนของสินค้า  รัฐบาลได้ดำเนินการทางเศรษฐกิจหลายด้าน เช่น การลงทุนในด้านยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ รวมถึงการฟื้นความร่วมมือธุรกิจในภูมิภาคเรากำลังปรับกระบวนการทำงานไปสู่ระบบ จึงขอเชิญชวนนักธุรกิจไทยที่สนใจเข้าร่วมลงทุน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานในวันนี้จะช่วยขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

“ผมเชื่อมั่นว่า หากนำข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติของเมียนมา มาผสานเข้ากับเทคโนโลยี เงินทุน และประสบการณ์การบริหารจัดการของนักธุรกิจไทย เราจะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจแบบ Win-Win ที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่ายอย่างมั่นคง ขออวยพรให้มิตรภาพระหว่างนักธุรกิจของทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และขอให้ผลลัพธ์จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นำพาความสุขและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ทุกท่าน ขอบคุณมากครับ” นายมิน อ่อง หล่าย กล่าว

อนุทิน ชูวิสัยทัศน์ เศรษฐกิจต้องเดินหน้า เล็งอัดฉีดความร่วมมือการค้าการลงทุนเต็มสูบ ตั้งเป้าแตะ 1.2 หมื่นล.ดอลลาร์

อนุทิน ชูวิสัยทัศน์ เศรษฐกิจต้องเดินหน้า เล็งอัดฉีดความร่วมมือการค้าการลงทุนเต็มสูบ ตั้งเป้าแตะ 1.2 หมื่นล.ดอลลาร์

อนุทิน ชูวิสัยทัศน์ เศรษฐกิจต้องเดินหน้า เล็งอัดฉีดความร่วมมือการค้าการลงทุนเต็มสูบ ตั้งเป้าแตะ 1.2 หมื่นล.ดอลลาร์

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.43 น.

นายกฯอนุทิน ชูวิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจต้องเดินหน้า” เวที Thailand – Myanmar Business Forum 2026 เล็งอัดฉีดความร่วมมือการค้าการลงทุนเต็มสูบ ตั้งเป้าดันมูลค่าแตะ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ 

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 6 ส.ค. 69 ที่ห้อง Plenary Hall ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เข้าร่วมและกล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand – Myanmar Business Forum 2026 หัวข้อ “New Chapter and Future of Enhancing the Thailand – Myanmar Business Partnership” ซึ่งจัดโดยสมาคมไทย-พม่าเพื่อมิตรมิตรภาพ และสหพันธ์สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของเมียนมา โดยมีภาครัฐ ภาคเอกชนและนักธุรกิจจากสองประเทศเข้าร่วมกว่า 700 คน 

นายอนุทิน กล่าวว่า มิงกะลาบา (สวัสดี) 
ตนรู้สึกยินดีเป็นเกียรติที่ได้ร่วมกับประธานาธิบดีเมียนมาในการเปิดงานThailand – Myanmar Business Forum 2026 และได้พบกับผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการจากทั้งสองประเทศในวันนี้ ไทยและเมียนมาพร้อมก้าวไปสู่บทใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจตั้งอยู่บนความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ ในฐานะผู้นำรัฐบาลตนมีความเชื่ออยู่เสมอว่าไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองทั้งภายในหรือภายนอกประเทศจะเป็นเช่นไร หน้าที่ของรัฐบาลคือทำให้ประชาชนยังอยู่ดีกินดี สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย มั่นคง มีงานทำ มีรายได้ และมีความหวัง ในอนาคตเศรษฐกิจต้องไม่สะดุด ธุรกิจต้องเดินหน้า และนั่นคือสิ่งที่เรามุ่งหวังและทำร่วมกัน

นายอนุทิน กล่าวว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาภาคเอกชนของไทยและเมียนมาเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ สร้างการลงทุน สร้างการจ้างงานและสร้างโอกาสให้กับผู้คนจำนวนมาก ปัจจุบันเมียนมาเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยโดยมีมูลค่าทางการค้าระหว่างกันกว่า 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจำนวนนี้เรามีช่องมีโอกาส และยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก ขณะเดียวกันการลงทุนของไทยในเมียนมาก็ครอบคลุมทั้งภาคพลังงาน อุตสาหกรรม การผลิต คมนาคม โลจิสติกส์ การสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนขอถือโอกาสเรียนให้ทุกท่านทราบว่าในการหารือระหว่างตนกับประธานาธิบดีเมียนมาในวันนี้เราได้เห็นพ้องที่จะเดินหน้าความร่วมมือในหลายเรื่องอย่างเป็นรูปธรรม ในด้านการค้าเรามีความยินดีที่สะพานมิตรภาพไทยเมียนมาแห่งที่หนึ่งที่แม่สอด-เมียวดีได้กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งและจะร่วมกันแก้ไขอุปสรรคด้านกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้การค้าผ่านเส้นทางสำคัญแห่งนี้กลับมาดำเนินได้อย่างเต็มศักยภาพโดยเร็วที่สุด ทั้งสองประเทศเราจะพิจารณาการเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติมในพื้นที่ที่สถานการณ์เอื้ออำนวยเพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าชายแดนให้กับประชาชนของทั้งสองฝั่ง
ตนและประธานาธิบดีเมียนมามีความตั้งใจร่วมกันที่จะทำให้บรรยากาศการค้าของสองประเทศ กลับมาคึกคักอีกครั้งภายในปีนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้าระหว่างรัฐมนตรีพาณิชย์ของทั้งสองประเทศเพื่อผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้ได้โดยเร็ว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ด้านการลงทุนตนได้ยืนยันกับประธานาธิบดีเมียนมาว่าภาคเอกชนไทยยังคงมีความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของเมียนมาและพร้อมขยายการลงทุนในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานเกษตรและอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รัฐบาลเราจะทำหน้าที่สนับสนุนภาคธุรกิจอย่างเต็มที่โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันลดอุปสรรคลดขั้นตอนและปรับปรุงกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนขยายกิจการและสร้างงานได้อย่างเต็มศักยภาพ

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ด้านพลังงานเราจะเดินหน้าสานต่อโครงการความร่วมมือที่มีอยู่และเร่งรัดกระบวนการต่างๆที่จำเป็นเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับทั้งสองประเทศ นอกจากนี้เราจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันด้านการส่งเสริมความเชื่อมโยงเพื่อผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ รวมถึงการปรับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกันมากยิ่งขึ้นต่อไป 

นายอนุทิน กล่าวว่า โลกในวันนี้กำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ ประเทศที่สามารถเชื่อมโยงผู้คน การค้า และการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นประเทศที่ได้รับโอกาส ไทยและเมียนมามีศักยภาพสูงสุดในภูมิภาคถ้าเราร่วมมือกันได้ในการใช้ระบบขนส่งสินค้าของทั้งสองประเทศ และภาคเอกชนจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสู่โอกาส เหล่านี้รัฐบาลของเราทั้งสองฝ่ายพร้อมสนับสนุนให้ภาคธุรกิจหอการค้าและผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อเปลี่ยนโอกาสให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ การจัดงาน Thailand – Myanmar Business Forum 2026 ในวันนี้ จึงเป็นมากกว่าเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือและความเปลี่ยนแปลงที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะร่วมกันสร้างเพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ตนขอขอบคุณสมาคมไทยพม่าเพื่อมิตรภาพ ตลอดจนทุกหน่วยงานของทั้งสองประเทศที่ร่วมกันจัดงานในวันนี้และขออวยพรให้การจัดงานประสบความสำเร็จส่งผลถึงเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน เจซูเตตินบาแด (ขอบคุณครับ) 

///

อดีตอธิบดี สถ. เข้ารับทราบ 6 ข้อกล่าวหา คดีโกงสอบท้องถิ่น

อดีตอธิบดี สถ. เข้ารับทราบ 6 ข้อกล่าวหา คดีโกงสอบท้องถิ่น

อดีตอธิบดี สถ. เข้ารับทราบ 6 ข้อกล่าวหา คดีโกงสอบท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.34 น.

อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เข้าพบพนักงานสอบสวน รับทราบข้อกล่าวหา คดีทุจริตข้อสอบข้าราชการท้องถิ่น ส่วน อีก 7 คน ขอเข้าพบ ภายใน 10 ส.ค.

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 พันตำรวจเอกเนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม หรือ ผกก.2 บก.ป. เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างสอบปากคํา  อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา ในคดีทุจริตข้อสอบข้าราชการท้องถิ่น

ภาพรวมความคืบหน้าคดี ตำรวจได้ออกหมายเรียกผู้ ถูกกล่าวหา  13 คน มารับทราบข้อกล่าวหาแบ่งเป็น 11 คน คือข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งทําหน้าที่แก้ไขข้อสอบที่บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ส่วนอีก 2 คน คือ อดีตอธิบดี สถ. และ ผอ.สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา  มศว

สำหรับอดีตอธิบดี สถ. และ ผอ.สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา  มศว  พนักงานสอบสวน ได้แจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด 6 ข้อหา คือ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารราชการโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตน เป็นเจ้าพนักงานรับรองหลักฐานอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ ร่วมกันเอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น  ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ร่วมกันเปิดผนึกหรือนำเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความ 

ส่วน ข้าราชการ 11 คนที่แก้ไขกระดาษคำตอบในบริษัทที่จังหวัดนนทบุรี ถูกดำเนินคดีใน 3 ข้อหา คือ อั้งยี่ ซ่องโจร ความผิดตามมาตรา 188 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น และ ความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

โดยขณะนี้มีผู้ต้องหาเข้าพบพนักงานสอบสวนแล้ว 6 คน คือข้าราชการทำหน้าที่แก้ไขข้อสอบ 4 คน  อดีตอธิบดี สถ. และ ผอ.สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา  มศว  คงเหลือข้าราชการท้องถิ่น อีก 7 คน ที่ประสานขอเข้าพบพนักงานสอบสวนภายในวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2569 เบื้องต้น คาดว่า หากทั้งหมดเข้าให้ปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาเป็นที่เรียบร้อยพนักงานสอบสวนก็จะส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ไต่สวน ได้ทันทีหรือภายในกำหนดเวลาไม่เกินวันที่ 12 สิงหาคม 2569 

ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวนยังได้ประสานข้อมูลไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ตั้งแต่มีการแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อให้ช่วยตรวจสอบเส้นเงิน เนื่องจากทั้งหมดเป็นข้าราชการ และกระทำความผิดทางอาญา สำหรับตรวจสอบกรณีพบความร่ำรวยผิดปกติ ทางปปง.ก็สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษเองได้

ส่วนกรณีที่ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ตัวแทนจาก กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ กสถ. ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับ มศว  และ ผอ.สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา  มศว ในความผิดเกี่ยวกับเจ้าพนักงานทำและรับรองเอกสารอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 161 และมาตรา 162 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่พนักงานสอบสวนจะเรียก ผอ.สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา  มศว เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งสิ่ง ที่ กสถ. เข้ามาแจ้งความเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันในคดีเดิมเบื้องต้นพนักงานสอบสวนจึงดำเนินการไปพร้อมกันในวันที่เรียกเจ้าตัวรับทราบข้อกล่าวหา

กอ.รมน. แฉยุทธวิธีใหม่ BRN ล้างสมองเด็ก เปอร์มูดา บีบรีดเงินชาวบ้าน เติมท่อน้ำเลี้ยงป่วนใต้

กอ.รมน. แฉยุทธวิธีใหม่ BRN ล้างสมองเด็ก เปอร์มูดา บีบรีดเงินชาวบ้าน เติมท่อน้ำเลี้ยงป่วนใต้

กอ.รมน. แฉยุทธวิธีใหม่ BRN ล้างสมองเด็ก เปอร์มูดา บีบรีดเงินชาวบ้าน เติมท่อน้ำเลี้ยงป่วนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.07 น.

กอ.รมน. แฉยุทธวิธีใหม่ BRN เลิกใช้ศาสนาบังหน้า พุ่งเป้าล้างสมองเยาวชนชายแดนใต้ เปิดโพย ท่อน้ำเลี้ยง BRN สูบเงินล้านใช้ก่อเหตุรุนแรง

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ในภาพรวมระดับความรุนแรงจะไม่หนักหน่วงเท่ากับช่วงปี 2547 ทว่ารูปแบบและยุทธวิธีของขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN) ได้พัฒนาและปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก ล่าสุดในกิจกรรมเวทีสานเสวนาสื่อมวลชนสัญจร “นำพาสันติสุข” ที่จัดขึ้นโดยศปป.5 กอ.รมน. ที่นำโดย พลโท ประเสริฐ หมวดเชียงคะ ผู้อำนวยการ ศปป.5 กอ.รมน.

ซึ่งภายในการลงพื้นที่สำรวจของพื้นที่ทหารพราน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากฝ่ายความมั่นคงได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลการข่าวเชิงลึก ทั้งการเปลี่ยนเป้าหมายมาบ่มเพาะเยาวชน การขยายเครือข่ายรีดไถเงินทุน และการทำสงครามจิตวิทยาเพื่อฟอกขาวขบวนการ พร้อมเรียกร้องสื่อมวลชนร่วมตีแผ่พฤติกรรมโหดร้าย ปลุกสังคมไทยไม่ให้เพิกเฉยต่อปัญหา

เปลี่ยนเป้าหมายบ่มเพาะ พุ่งเป้าเยาวชน “เปอร์มูดา”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยว่า ยุทธวิธีการหาแนวร่วมของกลุ่ม BRN มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ในอดีตขบวนการมักใช้เรื่องศาสนาเป็นข้ออ้างในการจุดชนวนปลุกระดม แต่ในปัจจุบันวิธีการดังกล่าวเริ่มใช้ไม่ได้ผล ตั้งแต่ช่วงปี 2565 เป็นต้นมา ขบวนการได้เบนเข็มไปที่กลุ่มวัยรุ่นและเยาวชน หรือที่เรียกว่ากลุ่ม “เปอร์มูดา” โดยอาศัยธรรมชาติของฮอร์โมนและความพลุ่งพล่านในวัยรุ่นมาเป็นเครื่องมือ

ข้อมูลข่าวกรองระบุว่า ขบวนการมีการรวมกลุ่มเด็กวัยรุ่นตามหมู่บ้านต่างๆ (เช่น ในพื้นที่อำเภอสายบุรี) เพื่อจัดกิจกรรมบังหน้า จากนั้นจึงดำเนินการ “ล้างสมอง” โดยปลูกฝังเรื่องประวัติศาสตร์บาดแผล การยัดเยียดแนวคิดเรื่อง DNA ของชาติพันธุ์ เพื่อดึงดูดเยาวชนให้เข้าสู่ขบวนการและใช้เป็นกำลังในการปั่นป่วนสถานการณ์แทนคนรุ่นเก่า

เปิดโปง 5 รูปแบบ “ท่อน้ำเลี้ยง” รีดไถประชาชน

ประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับฐานรากคือ “เส้นทางการเงิน” พันเอก พงศกร แสงกุล รองผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ข้อมูลว่า กลุ่มขบวนการมีระบบการเก็บเงินเพื่อใช้เป็นทุนในการเคลื่อนไหวและก่อเหตุรุนแรง (เช่น การลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน) โดยใช้วิธีรีดไถและบีบบังคับสมาชิกและประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ แบ่งออกเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่

1. เงินแรกเข้า: เรียกเก็บจากสมาชิกใหม่หัวละ 2,000 บาท

2. เงินรายเดือน: เรียกเก็บเดือนละ 50 – 100 บาท

3. เงินรายปี (ซะกาต): เรียกเก็บปีละ 300 – 500 บาท โดยอ้างอิงหลักศาสนาเพื่อการบริจาค แต่เงินไม่ถึงศาสนสถาน

4. เงินส่วนแบ่งรายได้: หักรายได้ 1 วันในรอบ 1 ปี (เช่น มีรายได้ 1,000 บาท จะถูกเรียกเก็บ 100 บาท)

5. เงินฉุกเฉิน: เรียกเก็บครั้งละประมาณ 60 บาท เมื่อขบวนการต้องการงบเร่งด่วน รวมแล้วใน 1 ปี ขบวนการจะสามารถสูบเงินจากชาวบ้านได้เฉลี่ย 2,000  บาทต่อคน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกำลังเร่งสืบสวนและติดตามเส้นทางการเงินเหล่านี้ว่าไปสิ้นสุดที่บุคคลใด

ยุทธวิธีลองของและสงครามข่าวสาร (IO) 

ในด้านยุทธวิธีทางทหาร ขบวนการแบ่งกำลังเป็น “ฐานปฏิบัติการหลัก” บนภูเขา และ “ฐานลอย” ที่แฝงตัวในหมู่บ้าน การก่อเหตุในระยะหลังมักเป็นการ “ลองของ” โดยเลือกลอบโจมตีจุดตรวจขนาดเล็กที่มีเจ้าหน้าที่เพียง 2-3 นาย และหลีกเลี่ยงการปะทะกับฐานปฏิบัติการหลัก นอกจากนี้ การลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมันยังสะท้อนถึงความจงใจในการทำลายสิ่งที่เป็น “สัญลักษณ์ของประเทศไทย” ซึ่งผลกระทบที่แท้จริงกลับตกอยู่กับประชาชนในพื้นที่ที่ต้องสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

ควบคู่ไปกับการก่อเหตุ ขบวนการยังทำสงครามจิตวิทยาอย่างหนัก มีความพยายามสร้างวาทกรรมเพื่อ “ฟอกขาว” ตัวเอง เช่น การผลักดันให้สังคมและสื่อใช้คำว่า “ผู้เห็นต่าง” แทนคำว่าผู้ก่อเหตุรุนแรง รวมถึงการตีพิมพ์หนังสือเช่น “สงครามลับ BRN” เพื่อยกระดับความชอบธรรมของตนเองให้ได้รับการยอมรับจากองค์กรระหว่างประเทศ (UN) ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐยืนยันว่าไม่สามารถยอมรับคำว่า “ผู้เห็นต่าง” ได้ กับกลุ่มบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายและลอบสังหารผู้คนมากว่า 20 ปี

วอนสื่อเป็นกระบอกเสียงปลุกคนไทย 

ในช่วงท้าย เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ฝากข้อเรียกร้องที่สำคัญยิ่งถึงคณะสื่อมวลชน ขอให้นำเสนอข่าวที่ตีแผ่พฤติกรรมความโหดร้ายของกลุ่ม BRN อย่างตรงไปตรงมา เช่น การกราดยิงผู้บริสุทธิ์ การทำร้ายสตรีมีครรภ์ หรือการก่อเหตุในมัสยิด เพื่อให้ประชาชนในอีก 74 จังหวัดทั่วประเทศได้รับรู้ถึงสถานการณ์ที่แท้จริง เจ้าหน้าที่ไม่อยากให้คนไทยเกิดความรู้สึกรำคาญและปล่อยผ่านข่าวสารชายแดนใต้ แต่อยากให้สังคมส่วนใหญ่ลุกขึ้นมาเป็นแนวร่วม ยืนยันว่าคนไทยทั้งประเทศไม่เห็นด้วยให้มีการแบ่งแยกดินแดน และร่วมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่รัฐในการรักษาความสงบสุขต่อไป