ทบ.ยัน 3 เหล่าทัพคุมเข้มชายแดน จับตาการเคลื่อนไหวอาวุธตลอดเวลา วอนอย่าตื่นตระหนก

ทบ.ยัน 3 เหล่าทัพคุมเข้มชายแดน จับตาการเคลื่อนไหวอาวุธตลอดเวลา วอนอย่าตื่นตระหนก

ทบ.ยัน 3 เหล่าทัพคุมเข้มชายแดน จับตาการเคลื่อนไหวอาวุธตลอดเวลา วอนอย่าตื่นตระหนก

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.00 น.

โฆษกทบ. ย้ำ 3 เหล่าทัพทำงานภายใต้แผนป้องกันประเทศเดียวกัน ประสานใกล้ชิดทุกภารกิจ พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวอาวุธทุกประเภทตลอดเวลา

6 สิงหาคม 2569 เวลา 12.00 น. ที่โรงแรมสุนีย์แกรนด์ อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี พล.ต.วินธัย สุวารี รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก และโฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทางกองทัพอากาศจะเชิญนายอนุทิน ชาญวีนกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ร่วมบินเครื่องบิน F-16 มีการประสานกับกองทัพบกในเรื่องการดูแลความปลอดภัยตามแนวชายแดนหรือไม่ ว่า กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เป็นการทำงานที่ประสานสอดคล้องกัน โดยกองทัพเรือมีขอบเขตที่รับผิดชอบ ส่วนกองทัพอากาศเป็นผู้ให้การสนับสนุนการยิงระยะไกล เพราะฉะนั้นมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว ทุกคนทำงานภายใต้แผนปฏิบัติงานเดียวกัน ซึ่งเป็นแผนย่อยของการป้องกันประเทศอยู่แล้ว 

ส่วนถึงต้องเฝ้าระวังอาวุธนำวิถีต่อต้านจากภาคพื้นสู่อากาศเป็นพิเศษเลยหรือไม่นั้น พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ไม่ถึงกับพิเศษ แต่เราจะติดตามความเคลื่อนไหวตลอด ไม่ว่าจะเป็นอาวุธระยะไกล รถถัง รวมถึงอาวุธต่าง ๆ ที่จะมีผลต่อการปฏิบัติงานทางการทหาร เราติดตามหมด ซึ่งในส่วนของกองทัพเรากังวลได้ เพราะเป็นงานหลักของเรา แต่ในระดับภาคประชาชนยังไม่อยากให้ไปกังวลตรงนั้น เพราะหากมีสถานการณ์ใด ๆ ที่พัฒนาไปสู่ความน่ากังวล เราจะมีวิธีการสื่อสาร แต่ขณะนี้ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก สิ่งที่พูดกันถือให้เป็นการหารือกันในระดับกองทัพเท่านั้น จะเห็นว่าการเคลื่อนไหวทางอาวุธและกำลังพลอยู่ในสายตาเราตลอด และจะเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้กันทุกเหล่าทัพ และอยู่ในการเฝ้าระวังของเราทั้งหมด

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้เลือกตั้ง นายก อบจ.ขอนแก่นใหม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้เลือกตั้ง นายก อบจ.ขอนแก่นใหม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้เลือกตั้ง นายก อบจ.ขอนแก่นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.35 น.

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 สั่งเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่นใหม่ ชี้เหตุส่อทุจริตเลือกตั้ง

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาให้จัดการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ขอนแก่น ใหม่ ในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนผลการเลือกตั้ง โดยเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่ทำให้การเลือกตั้งส่อไปในทางทุจริตและไม่โปร่งใส

โดยวันนี้ ศาลจังหวัดขอนแก่นได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีเลือกตั้ง ระหว่าง กกต. ในฐานะผู้ร้อง กับ นายวัฒนา ช่างเหลา ผู้คัดค้าน โดยนายวัฒนา พร้อมทีมทนายความเดินทางมาศาล ขณะที่ กกต.ส่งผู้แทนจากสำนักงาน กกต.ขอนแก่น เข้าร่วมรับฟังการพิจารณา ซึ่งศาลอนุญาตเฉพาะผู้เกี่ยวข้องเข้าห้องพิจารณาคดี และไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้ารับฟัง

ซึ่งศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษานานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนมีคำสั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่ โดยระบุว่า พยานที่ กกต.นำสืบให้การว่า นายสมศักดิ์ (สงวนนามสกุล) ได้นำเงิน 100 บาทมาให้พยาน 3 คน พร้อมกล่าวว่า “เงินเบอร์ 1 น่าเชื่อถือ” ศาลเห็นว่า นายสมศักดิ์เป็นผู้มีวุฒิภาวะและผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้ง จึงไม่น่าเป็นการพูดเล่นหรือหยอกล้อกับพยาน

ส่วนคำชี้แจงที่อ้างว่า เงินดังกล่าวเป็นค่าลูกปลา ค่าผ้าอ้อม ค่าจ้างเกี่ยวหญ้าให้วัว หรือเป็นเงินจากค่าจ้างขับรถนักเรียน ศาลไม่รับฟัง เนื่องจากเห็นว่าไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ศาลวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้การเลือกตั้งส่อไปในทางทุจริตและไม่โปร่งใส อีกทั้งยังกระทบต่อชื่อเสียงของจังหวัดขอนแก่นและประชาชนในจังหวัดในประเด็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียง จึงมีคำสั่งให้จัดการเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่นใหม่

หลังจากนี้ ศาลจะส่งคำพิพากษาให้ กกต. และองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เพื่อดำเนินการจัดการเลือกตั้งใหม่ตามขั้นตอนและกฎหมายต่อไป

ภายหลังรับฟังคำพิพากษา นายวัฒนา ช่างเหลา พร้อมทีมทนายความได้เดินทางกลับทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ขณะที่ฝ่ายกฎหมายของ กกต. และทีมทนายความอยู่ดำเนินการคัดสำเนาคำพิพากษาตามขั้นตอนต่อไป

เปิดยุทธการข่าวกรองสู้ไฟใต้ กอ.รมน. งัดนิติวิทยาศาสตร์-IPB แกะรอยเครือข่ายก่อเหตุ

เปิดยุทธการข่าวกรองสู้ไฟใต้ กอ.รมน. งัดนิติวิทยาศาสตร์-IPB แกะรอยเครือข่ายก่อเหตุ

เปิดยุทธการข่าวกรองสู้ไฟใต้ กอ.รมน. งัดนิติวิทยาศาสตร์-IPB แกะรอยเครือข่ายก่อเหตุ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

เปิดยุทธการข่าวกรองสู้ไฟใต้ กอ.รมน. งัดนิติวิทยาศาสตร์-IPB แกะรอยเครือข่ายก่อเหตุ

ศูนย์ประสานงานการปฏิบัติที่ 5 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ศปป.5 กอ.รมน.) นำโดย พลโท ประเสริฐ หมวดเชียงคะ ผู้อำนวยการ ศปป.5 กอ.รมน. ได้จัดกิจกรรม ’เวทีสานเสวนาสื่อมวลชนสัญจรนำพาสันติสุข‘โดยนำคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสัมผัสสถานการณ์จริงและทำความเข้าใจถึงข้อจำกัด รวมถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะบทบาทสำคัญของ “กองกำลังทหารพราน” ซึ่งเป็นกำลังหลักในการดูแลความปลอดภัยและมวลชนในพื้นที่ ท่ามกลางความท้าทายจากการปรับลดกำลังพลของภาครัฐ

เป้าหมายการเปิดพื้นที่รับสื่อมวลชน 

พลตรี ธรรมนูญ ไม้สนธิ โฆษก กอ.รมน. ในฐานะผู้แทนประธานคณะสื่อมวลชน เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่ในครั้งนี้ว่า ต้องการนำคณะสื่อมวลชนมาทำความรู้จักกับหน่วยกำลังหลักอย่างทหารพราน เพื่อให้เห็นภาพสะท้อนที่แท้จริงของการปฏิบัติงาน สภาพความเป็นอยู่ รวมถึงปัญหาและข้อขัดข้องต่างๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้นำเสนอภาพลักษณ์และการทำงานที่เสียสละของเจ้าหน้าที่ไปสู่การรับรู้ของประชาชนทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณจากคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง

“ทหารพราน” กองกำลังหลักในการรักษาความสงบ พันเอก พงศกร แสงกุล รองผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (รอง ผบ.กกล.ทพ.จชต.) ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างกองกำลังว่า ปัจจุบันทหารพรานคือหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบพื้นที่ในการแก้ปัญหาความรุนแรงของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ประกอบด้วยกำลังทหารพรานชายจำนวน 11 กรม (กรมทหารพรานที่ 41-49 และหน่วยจากต่างทัพภาคคือ 11 และ 33) ภารกิจหลักคือการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การตั้งจุดตรวจ ลาดตระเวนเส้นทาง รวมถึงการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมในการติดตามจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ที่มาและจุดแข็งของ “ทหารพรานหญิง” 

ประเด็นสำคัญที่ พันเอก พงศกร ได้เน้นย้ำคือบทบาทของ “ทหารพรานหญิง” ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งจำนวน 8 หมวด โดยมีบริบทที่มาจากการแก้ปัญหาทางยุทธวิธีในอดีต เนื่องจากกลุ่มก่อความไม่สงบมักใช้สตรีมุสลิมและเด็กเป็น “โล่มนุษย์” ในการเคลื่อนไหวหรือขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้ทหารชายมีข้อจำกัดในการเข้าควบคุมพื้นที่หรือตรวจค้นสตรีเพศ เนื่องจากขัดต่อหลักศาสนาและมิติทางวัฒนธรรม กองทัพจึงแก้ปัญหาด้วยการคัดเลือกบุตรหลานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาเข้ามาเป็นทหารพรานหญิง

การคัดเลือกคนในพื้นที่ทำให้ทหารพรานหญิงมีจุดแข็งด้านความเข้าใจในบริบทของบ้านเกิด สามารถสื่อสารด้วยภาษามลายูถิ่น และไม่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงกลุ่มสตรีด้วยกัน ทหารพรานหญิงจึงได้รับการฝึกฝนบุคลิกภาพให้มีความเด็ดขาดแต่ไม่แข็งกร้าวจนเกินไป เพื่อทำหน้าที่เป็นข้อต่อเชื่อมความเข้าใจ นำความจริงจากรัฐไปสู่ประชาชนได้อย่างนุ่มนวล

ยกระดับนิติวิทยาศาสตร์และการข่าว (IPB) 

ขณะที่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า การปรับตัวของภาครัฐในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะมีการปรับลดกำลังพลตามนโยบาย ทำให้การดูแลพื้นที่กว้างใหญ่มีความยากลำบากมากขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ได้นำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มาใช้อย่างเข้มข้น ปัจจุบันมีการใช้ระบบ IPB (Intelligence Preparation of the Battlespace) เพื่อวางแผนวิเคราะห์พฤติกรรม วิถีชีวิต และคาดการณ์ว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุอาจจะปฏิบัติการในพื้นที่ใดเป็นจุดต่อไป

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายยังพึ่งพาพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างหนัก ปัจจุบันเจ้าหน้าที่มีฐานข้อมูล DNA ผู้ต้องสงสัยกว่า 1,800 คน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเหตุการณ์ลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน 11 จุดในช่วงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถแกะรอย DNA จากเศษซากวัตถุระเบิด จนพบความเชื่อมโยงถึงตัวผู้ก่อเหตุกว่า 50 คน ซึ่งช่วยให้การสืบสวนแม่นยำและเป็นธรรมมากขึ้น

อุดมการณ์และการศึกษาคือทางออก 

เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า แม้เทคโนโลยีของฝ่ายรัฐอาจไม่เทียบเท่าประเทศมหาอำนาจ และกำลังพลต้องเฝ้าระวังภัยตลอด 365 วัน ในขณะที่ผู้ก่อเหตุสามารถเลือกวันโจมตีได้ แต่เจ้าหน้าที่ทุกนายยังคงทำงานด้วยอุดมการณ์ อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาที่รากเหง้าอย่างแท้จริงคือ “การศึกษา” สถิติชี้ชัดว่าพื้นที่ชายแดนใต้ยังมีมาตรฐานการศึกษาที่ต่ำกว่าพื้นที่อื่นๆ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เยาวชนถูกยัดเยียดแนวคิดความรุนแรงได้ง่าย รัฐจึงต้องเร่งยกระดับการศึกษาเพื่อตัดวงจรการบ่มเพาะของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอย่างยั่งยืน

ขอดูงบประมาณก่อน! ศุภจี ชี้โครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส ยังไม่เข้า ครม. เดือน ส.ค.

ขอดูงบประมาณก่อน!  ศุภจี ชี้โครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส ยังไม่เข้า ครม. เดือน ส.ค.

ขอดูงบประมาณก่อน! ศุภจี ชี้โครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส ยังไม่เข้า ครม. เดือน ส.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

“ศุภจี” เผย ยังไม่ชง “ไทยเที่ยวไทย พลัส” เข้าครม.เดือนนี้ บอกต้องดูอีกยาว ขอดูงบประมาณก่อน แต่ยังอุบปลายปีนี้ได้ใช้หรือไม่

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 12.35 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์  ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กล่าวถึงการพิจารณาโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ว่า ขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ เพราะต้องดูว่าเงินที่เรามีอยู่ในวงเงินที่จำกัดขณะนี้ ต้องดูการผ่านงบประมาณในช่วงสุดท้าย ว่าเรามีงบประมาณอยู่เท่าไร 

นางศุภจี กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ว่าเราจะพยายามช่วยผลักดัน ซึ่งคงคล้ายกับโครงการเที่ยวคนละครึ่ง ต้องดูให้มาตรการดังกล่าวส่งผลประโยชน์ไปยังผู้ประกอบการให้ทั่วถึง ทั้งรายเล็ก และรายย่อย ไม่ใช่กระจุกอยู่ส่วนเดียว ส่วนเรื่องของระบบน่าจะมีพร้อมอยู่แล้ว เพราะเรามีโครงการไทยช่วยไทย พลัส 

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากผ่านกระบวนการรับฟังแล้ว สามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้ภายในเดือนนี้เลยหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่ ต้องดูกันอีกยาว เพราะขณะนี้นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ก็เสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ดังนั้นนายเอกนิติ ก็คงต้องดูเรื่องของงบประมาณก่อน สำหรับตนในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ต้องดูในเรื่องความสมเหตุสมผล เพราะตนต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้ทั่วถึงด้วย

เมื่อถามย้ำว่า มีโอกาสที่โครงการ”ไทยเที่ยวไทย พลัส” จะได้ใช้ในช่วงปลายปีนี้หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่ว่า สุดท้ายแล้วจะใช้โครงการในลักษณะแบบใดและมีงบประมาณเท่าไร

ไทย-เมียนมา ลงนาม TOR ตั้งคณะทำงานร่วม แก้มลพิษข้ามพรมแดน คุ้มครองคุณภาพน้ำแม่น้ำพรมแดน

ไทย-เมียนมา ลงนาม TOR ตั้งคณะทำงานร่วม แก้มลพิษข้ามพรมแดน คุ้มครองคุณภาพน้ำแม่น้ำพรมแดน

ไทย-เมียนมา ลงนาม TOR ตั้งคณะทำงานร่วม แก้มลพิษข้ามพรมแดน คุ้มครองคุณภาพน้ำแม่น้ำพรมแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

6 สิงหาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผลักดันความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ด้วยการลงนามขอบเขตอำนาจหน้าที่ (Terms of Reference : TOR) ว่าด้วยการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างสองประเทศ เพื่อยกระดับการเฝ้าระวัง การติดตาม และการแลกเปลี่ยนข้อมูลคุณภาพน้ำ รวมทั้งกำหนดมาตรการร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ อันจะนำไปสู่การคุ้มครองทรัพยากรน้ำ ระบบนิเวศ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ร่วมเป็นประธานในพิธีและเป็นสักขีพยานการลงนามระหว่าง ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายลา เมาง์ เต็ง ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งร่วมลงนามใน TOR ว่าด้วยการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำ โดยมี นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีดังกล่าวด้วย

นายสุชาติ กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีในการยกระดับความร่วมมือเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน โดยทั้งสองประเทศได้ทุ่มเทและผลักดันความร่วมมือร่วมกันจนประสบผลสำเร็จในวันนี้ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ การลงนามจัดขึ้นในโอกาสที่นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เดินทางเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 6 – 7 สิงหาคม 2569 เพื่อส่งเสริมและยกระดับความร่วมมือทวิภาคีระหว่างสองประเทศในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า พลังงาน ตลอดจนด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลทั้งสองประเทศในการร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีและความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมของประชาชนทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ สาระสำคัญของ TOR คือ การจัดตั้งกลไกความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาในการติดตาม เฝ้าระวัง แลกเปลี่ยนข้อมูล และองค์ความรู้ รวมทั้งกำหนดมาตรการร่วมในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำพรมแดนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดย TOR มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ทั้งสองฝ่ายลงนาม

ภายหลังการลงนาม ทั้งสองประเทศจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมทั้งในระดับกระทรวงและระดับกรม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในการติดตามสถานการณ์คุณภาพน้ำ การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ และการกำหนดแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ลดความเสี่ยงจากมลพิษ และสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำระหว่างไทยและเมียนมาในโอกาสต่อไป

– 006

ภคมน ซัดแหลก หมอสรณ ไร้จิตสำนึก กอดเก้าอี้ประธาน กสทช. เหน็บให้เหตุผลแบบศรีธนญชัย อ้างกลัวผิด ม.157 ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติตั้งแต่แรก

ภคมน ซัดแหลก หมอสรณ ไร้จิตสำนึก กอดเก้าอี้ประธาน กสทช. เหน็บให้เหตุผลแบบศรีธนญชัย อ้างกลัวผิด ม.157 ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติตั้งแต่แรก

ภคมน ซัดแหลก หมอสรณ ไร้จิตสำนึก กอดเก้าอี้ประธาน กสทช. เหน็บให้เหตุผลแบบศรีธนญชัย อ้างกลัวผิด ม.157 ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติตั้งแต่แรก

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.12 น.

“ภคมน”ซัดแหลก”หมอสรณ” ไม่เห็นจิตสำนึก กอดเก้าอี้”ประธาน กสทช.” เหน็บให้เหตุผลแบบ”ศรีธนญชัย” อ้างกลัวผิด ม.157 ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติตั้งแต่แรก อัดดื้อเพราะผลประโยชน์มากมายรออยู่ เข้าใจมนุษย์มีความโลภ แต่กำลังจะสูญเสียมันไป บี้”นายกฯ”เลิกแบก ยื่นโปรดเกล้าฯปลดพ้นตำแหน่งได้แล้ว

6 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงปัญหาประชุมกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ล่ม 3 ครั้ง เนื่องจาก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไม่ยอมรับว่าขาดคุณสมบัติการเป็นประธาน กสทช.ว่า ตั้งแต่ที่คณะกรรมการสรรหามีมติว่า นพ.สรณ ไม่มีคุณสมบัติในการเป็นประธาน กสทช. นพ.สรณ จะต้องสละสิทธิ์ตั้งแต่แรก แต่วันนี้เราหวังจิตสำนึกของ นพ.สรณ ไม่ได้ ที่จะให้ปฏิบัติตามมติดังกล่าว การที่ตนพูดแบบนี้ เพราะการตรวจสอบคุณสมบัติของ นพ.สรณ ต่อเนื่องมา 4 ปีแล้ว แต่พึ่งมีข้อยุติเมื่อเดือนที่แล้ว

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า ดังนั้น ถ้าเราคาดหวังจะสำนึกความรับผิดชอบของบุคคล ตนคิดว่าไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะถ้าเขาตระหนักดีว่าไม่มีคุณสมบัติ เขาไม่มีทางที่จะไปนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน กสทช. ที่ต้องดูแลทรัพย์สมบัติของชาตินับแสนล้านบาท เมื่อคณะกรรมการสรรหามีมติว่า นพ.สรณ ไม่มีสิทธิ์ไปนั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ด ซึ่งภารกิจสำคัญหลังจากนี้ต้องเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะตำแหน่งประธาน กสทช.เป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ คนที่จะทำให้เรื่องนี้ชัดเจนที่สุดคือนายกฯ และเท่าที่ได้ติดตามข่าว นายกฯ ก็อ้างกฎหมาย ซึ่งวันนี้กฎหมายก็ชัดเจนแล้วว่า นายกฯ จำเป็นที่จะต้องเป็นคนทูลเกล้าฯ เพื่อมีการโปรดเกล้าฯ ปลด นพ.สรณ จึงไม่มีเหตุผลที่นายกฯ จะยื้อ เพราะแทนที่สังคมจะตั้งคำถามต่อ นพ.สรณ กลับตั้งคำถามกับนายกฯ แทน

“วันนี้การที่นายกรัฐมนตรียื้อเวลาออกไป เรื่องนี้เกี่ยวข้องหรือไม่ว่าการที่นายกฯ กับ นพ.สรณ เคยใช้กุนซือคนเดียวกัน ถ้าไปย้อนดูใน ครม.อนุทิน 1 จะเห็น ที่ปรึกษาคนหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นเลขานุการประธาน กสทช. ดิฉันไม่มั่นใจว่าปรึกษากันไปปรึกษากันมา กลายเป็นว่าสุดท้ายช่วยกันอุ้มหรือไม่ ซึ่งไม่อยากให้เกิดแบบนั้น เพราะอย่าลืมว่าภารกิจของประเทศไทย เป็นภาระที่นายกฯ จะต้องแบกรับและให้ความกระจ่างกับสังคมมากมายเหลือเกิน ท่านไม่จำเป็นต้องแบก นพ.สรณ เลย” น.ส.ภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า ในการประชุม กมธ.ฯ สัปดาห์หน้าจะเชิญบอร์ด กสทช.คนอื่นๆ มาให้ความเห็นถึงผลกระทบของการที่คนขาดคุณสมบัติแล้วยังยืนยันที่จะเข้าประชุม และนั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ดอยู่ อย่างไรก็ตาม อยากทราบเหตุผลจริงๆ จาก นพ.สรณ ว่าทำไมยังดึงดันที่จะนั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ดให้ได้ เพราะเท่าที่ทราบมาในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีการพิจารณาของกองทุนยูโซ่ ที่มีโครงการหลายพันล้านบาท และในอนาคตอันใกล้เช่นกัน ประธาน กสทช.จะมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ

“เมื่อมีภารกิจแบบนี้โดย นพ.สรณ ยังครึ่งๆ กลางๆ อยู่ ขอให้ย้อนกลับไปดูอดีตของการใช้งบประมาณทำให้ตนมั่นใจว่า นพ.สรณ จะเบิกงบ กสทช.ในการบินต่างประเทศอีกครั้งก็ได้ ดังนั้น วันนี้สังคมต้องเร่งกดดันและตั้งคำถามว่า มีเหตุผลอะไรที่คนที่ขาดคุณสมบัติ ยังคงนั่งปกป้องสมบัติชาติหลักแสนล้านบาท แล้วเราจะเสียสิทธิประโยชน์มากมายให้กับบุคคลที่ไม่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบในเรื่องนี้” น.ส.ภคมน กล่าว

เมื่อถามว่า ในระหว่างนี้สามารถเลือกบุคคลขึ้นมาทำหน้าที่เป็นประธานชั่วคราวได้หรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า ตนไม่มั่นใจว่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กสทช.สามารถทำได้หรือไม่ แต่เมื่อเป็นช่วงสุญญากาศ อย่างน้อยๆ จะต้องมีข้อหารือ แล้วคนที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ดีที่สุด คือ บอร์ด กสทช.ที่จะต้องทำหนังสือส่งไปยังนายกฯ ว่าจะให้ใครทำหน้าที่เป็นประธาน กสทช.ชั่วคราว หรือรักษาการหรือไม่ ซึ่งคิดว่า พ.ร.บ.กสทช.น่าจะไม่ได้ปิดล็อกเรื่องนี้ หรือทำให้ภารกิจของ กสทช.หยุดชะงักชั่วคราว ดังนั้น ทั้งบอร์ดและสำนักงาน กสทช.ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง

“วันนี้สิ่งที่ท่านอยู่ไม่ใช่องค์กรเอกชน ท่านอยู่ในองค์กรที่เป็นทรัพย์สินของชาติ งบประมาณที่สนับสนุนก็เป็นทรัพยากรแผ่นดิน ดังนั้น ท่านไม่จำเป็นจะต้องไปอุ้มชูคนที่เขาไม่มีคุณสมบัติ และไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ” น.ส.ภคมน กล่าว

เมื่อถามว่า มองเรื่องการข่มขู่บอร์ดที่ทำให้องค์ประชุมล่ม จนอาจเป็นการขัดขวางการทำงานอย่างไร น.ส.ภคมน กล่าวว่า ต้องตั้งคำถามกลับไปว่าคนที่มีมติไปแล้วว่าไม่มีคุณสมบัติเข้าประชุมแล้วยังยืนยันที่จะนั่งหัวโต๊ะ มีความผิดทางกฎหมายอย่างไรหรือไม่ และวันนี้ต่อให้ นพ.สรณ เดินออกจากประธาน กสทช. คนที่เป็นเลขาฯ ก็จะเป็นตัวตายตัวแทนของ นพ.สรณ ในการจัดการภารกิจที่คั่งค้างอยู่ และยืนยันว่าภารกิจของ กสทช.ไม่ได้ทำให้โปร่งใส ได้แค่ นพ.สรณ ออกจากตำแหน่ง แต่สำนักงาน กสทช.ต้องช่วยกันทำให้เรื่องต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องมานาน ให้กระจ่าง และขอเรียกร้องว่า การประชุมบอร์ดทุกครั้งต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ รวมถึงเปิดเผยการใช้งบประมาณในแต่ละปีของ กสทช.ว่าใช้อะไรไปบ้าง

ต่อข้อถามว่า มองว่า นพ.สรณ ดื้อหรือไม่ที่ไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยอ้างว่ากลัวผิดมาตรา 157 น.ส.ภคมน กล่าวว่า นพ.สรณ อาจจะเป็นแบบศรีธนญชัย จะมาอ้างว่าหากไม่ปฏิบัติหน้าที่แล้วจะผิดมาตรา 157 ได้อย่างไร เพราะ นพ.สรณ หมดภารกิจเรื่องนี้ไปแล้ว คุณสมบัติขาดไปแล้ว แต่ นพ.สรณ เป็นศรีธนญชัยมาโดยตลอด การที่ นพ.สรณ ยื่นคุณสมบัติเท็จ เพื่อให้มีการโปรดเกล้าฯ ตนขอถามตรงๆ ว่า การให้ข้อมูลเท็จเพื่อตัวเองได้ตำแหน่ง จะมีความผิดหรือไม่ และหาก นพ.สรณ เป็นคนที่มีความรับผิดรับชอบจริง ไม่ควรเอาตำแหน่งโปรดเกล้าฯ มายื้อแบบนี้ เพราะผลกระทบเกิดขึ้นมากกว่าตัว นพ.สรณ ที่ต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องคณะกรรมการสรรหาไม่ใช่ชุดเดิมกับที่แต่งตั้ง นพ.สรณ เป็นประธาน กสทช. น.ส.ภคมน กล่าวว่า เข้าใจว่ากฤษฎีกาตอบมาแล้วว่า ว่าผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นกรรมการสรรหาที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงคิดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยว แม้คณะกรรมการสรรหาชุดนี้จะเป็นคนละชุดกับคณะกรรมการสรรหาที่ นพ.สรณ เข้ามาก็ตาม แต่อย่าลืมว่าหลักฐานต่างๆ เป็นชุดเดียวกัน ว่า นพ.สรณ ยืนหลักฐานเป็นเท็จ เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งนี้

“ดังนั้น อย่าปฏิเสธข้อเท็จจริงและความจริงเลยว่าคืออะไร เชื่อว่าประชาชนพิจารณาได้ เหตุผลที่ นพ.สรณ พยายามยื้อทางกฎหมายและพยายามทำแบบศรีธนญชัย ประชาชนเขามองออกว่าคืออะไร เพราะผลประโยชน์ที่ท่านนั่งทับอยู่มีมหาศาล และในอนาคตที่ท่านต้องใช้อำนาจประธาน กสทช.ต้องพิจารณากองทุนยูโซ่ และสิทธิประโยชน์ส่วนตัวในฐานะประธาน กสทช.ที่มีจำนวนมาก ดิฉันเข้าใจว่ามนุษย์มีความโลภ การที่ตัวเองอยู่ในสิทธิประโยชน์เบิกจ่ายได้ตลอด แต่กำลังจะสูญเสียมันไป ก็รู้สึกเสียดาย อย่าลืมว่านี่ไม่ใช่สมบัติท่าน เป็นสมบัติของชาติ ถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องรับผิดชอบ” น.ส.ภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวฝากถึง นพ.สรณ ว่า หากจะมีการประชุมไปเรื่อยๆ ก็ดี ยื้อให้ประชาชนเห็นไปเรื่อยๆ และหากมีการประชุมในสัปดาห์หน้า ก็ขอความกรุณาบอร์ด กสทช.ท่านอื่น ที่ไม่เห็นด้วยกับการยื้อแบบนี้ของ นพ.สรณ เข้าร่วมประชุมกับ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เราจะพูดคุยถึงแง่กฎหมายให้ชัดเจนว่า จริงๆ แล้วการทำแบบนี้มีความผิดหรือไม่ จะได้ไม่ต้องเถียงกัน

ฑูตทหารจีนเคลียร์ ทบ. ยันไม่ส่งอาวุธหนุนกัมพูชา ย้ำสัมพันธ์ไทย-จีนแน่นแฟ้น

ฑูตทหารจีนเคลียร์ ทบ. ยันไม่ส่งอาวุธหนุนกัมพูชา ย้ำสัมพันธ์ไทย-จีนแน่นแฟ้น

ฑูตทหารจีนเคลียร์ ทบ. ยันไม่ส่งอาวุธหนุนกัมพูชา ย้ำสัมพันธ์ไทย-จีนแน่นแฟ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.30 น.

ฑูตทหารจีนเคลียร์ ทบ. จีนแจงชัดไม่ส่งอาวุธหนุนกัมพูชา ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย–แนะยึดสันติแก้ปมชายแดน พร้อมกำชับห้ามใช้ยุทโธปกรณ์ในพื้นที่ไทย–กัมพูชา

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เพจ Facebook กรมข่าวทหารบกได้เผยแพร่ภาพข่าว เมื่อวันที่ 4 ส.ค. พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก (จก.ขว.ทบ.) ให้การต้อนรับ พล.ต.จาง หลินหง (MG. Zhang Linhong) ผู้ช่วยทูตทหารสาธารณรัฐประชาชนจีน (สปจ.) ประจำประเทศไทย พร้อมคณะ ในโอกาสเข้าพบหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างกองทัพบกของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ผู้ช่วยทูตทหาร สปจ. ประจำประเทศไทย ได้กล่าวแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยระบุว่า ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านกันมาอย่างยาวนาน การแสวงหาทางออกร่วมกันโดยสันติเป็นสิ่งที่ควรยึดถือ

พร้อมกันนี้ ยังกล่าวว่า ไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกัน และฝ่ายจีนมีความโปร่งใสและจริงใจต่อประเทศไทย โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนเน้นย้ำว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เกี่ยวกับการส่งมอบอาวุธเพื่อใช้ในการปฏิบัติการทางทหารของกัมพูชาในห้วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนยังยืนยันว่า ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทย พร้อมแจ้งว่า ได้กำชับถึงแนวทางการใช้ยุทโธปกรณ์กับกัมพูชา ว่าไม่ให้มีการนำมาใช้ในพื้นที่บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

ไทย–เมียนมา กระชับมิตร นายกฯต้อนรับ มิน ออง ไลง์ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ชูความร่วมมือความมั่นคง-ข้ามแดน-พลังงาน

ไทย–เมียนมา กระชับมิตร นายกฯต้อนรับ มิน ออง ไลง์ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ชูความร่วมมือความมั่นคง-ข้ามแดน-พลังงาน

ไทย–เมียนมา กระชับมิตร นายกฯต้อนรับ มิน ออง ไลง์ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ชูความร่วมมือความมั่นคง-ข้ามแดน-พลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

ไทย–เมียนมา กระชับมิตรภาพ นายกฯ ต้อนรับประธานาธิบดีเมียนมา เดินหน้าความร่วมมือเพื่อความมั่นคงและการพัฒนาร่วมกัน

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 10.20 น. ทีบริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล 

โดยทันทีที่เดินทางถึง นายกรัฐมนตรีได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนำประธานาธิบดีเมียนมาร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีได้เชิญประธานาธิบดีเมียนมา ถ่ายภาพร่วมกัน ณ บันไดโถงกลาง ตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมลงนามในสมุดเยี่ยมของรัฐบาลและชมของที่ระลึกที่ทั้งสองฝ่ายมอบให้แก่กัน ณ ห้องสีงาช้าง

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเมียนมาร่วมหารือข้อราชการกลุ่มเล็ก ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับเมียนมา ทั้งในการจัดการปัญหาข้ามแดน ความร่วมมือด้านพลังงาน การอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพชายแดน ก่อนเข้าสู่การหารือข้อราชการเต็มคณะ (Plenary) ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ต่อไป

อนึ่ง บุคคลสำคัญที่เข้าร่วมการหารือเต็มคณะของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายไทยประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (รัฐมนตรีเกียรติยศ) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ฝ่ายเมียนมาประกอบด้วย นายขิ่น หม่อง ยี รัฐมนตรีประจำสำนักงานประธานาธิบดี นายติน หม่อง ซเว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายโก โก ลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการไฟฟ้าและพลังงาน นายขิ่น หม่อง โซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายทุน อ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายซอ มยิ้นท์ อู มุขมนตรีรัฐกะเหรี่ยง นายซอ ไนง์ อู มุขมนตรีภาคตะนาวศรี พลโท โม มยิ้นท์ ซเว ประธานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ดร. ข่าย ข่าย โซ โฆษกประจำสำนักงานประธานาธิบดี นายตุน ลู รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายมิน ตู รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายซอ ซอ โซ เอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย

หมอตุลย์ซัดรัฐบาล มีปัญหาทางจริยธรรม สมควรถูกถอดถอน ปมแต่งตั้ง ผอ.ป.ย.ป. มีประวัติพาผู้ต้องหาหนี

หมอตุลย์ซัดรัฐบาล มีปัญหาทางจริยธรรม สมควรถูกถอดถอน ปมแต่งตั้ง ผอ.ป.ย.ป. มีประวัติพาผู้ต้องหาหนี

หมอตุลย์ซัดรัฐบาล มีปัญหาทางจริยธรรม สมควรถูกถอดถอน ปมแต่งตั้ง ผอ.ป.ย.ป. มีประวัติพาผู้ต้องหาหนี

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.44 น.

6 สิงหาคม 2569 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และอาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาสะท้อนมุมมองต่อเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ว่า รัฐบาลอนุทินมีปัญหาทางจริยธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอย่างรุนแรง มองข้าราชการเหมือนคนใช้ในบ้านตัวเอง อยากจะย้ายใครก็ย้าย แม้แต่ปลัดกระทรวง เอาคนใกล้ชิด หรือเครือญาติมาดำรงตำแหน่งแทน

ล่าสุด การแต่งตั้ง ผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ผอ.ป.ย.ป.) ซึ่งเป็น C11 รับผิดชอบเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีความสำคัญมาก กลับแต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติการหนีราชการ พาผู้ต้องหาหนีคดีไปต่างประเทศ

นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่ให้ความเห็นชอบ สมควรถูกสอบสวนและถอดถอนออกจากตำแหน่ง ด้วยปัญหาทางจริยธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย หากไม่มีการแก้ไข ปัญหาด้านจริยธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายอย่างไม่สมควร จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำลายระบบคุณธรรมของข้าราชการ ข้าราชการขาดกำลังใจในการทำงาน และเกิดผลเสียต่อประเทศชาติถึงขั้นล่มสลายได้ในที่สุด

นักวิชาการชี้ 8 นัยสำคัญ อนุทิน เยือนอินโดนีเซีย มองไทยเร่งยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ขยายบทบาทอาเซียน-เศรษฐกิจ-ความมั่นคง

นักวิชาการชี้ 8 นัยสำคัญ อนุทิน เยือนอินโดนีเซีย มองไทยเร่งยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ขยายบทบาทอาเซียน-เศรษฐกิจ-ความมั่นคง

นักวิชาการชี้ 8 นัยสำคัญ อนุทิน เยือนอินโดนีเซีย มองไทยเร่งยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ขยายบทบาทอาเซียน-เศรษฐกิจ-ความมั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.31 น.

6 สิงหาคม 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์การเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า มีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างน้อย 8 ประการ ทั้งด้านการต่างประเทศ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และบทบาทของไทยในเวทีอาเซียน

รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า ประเด็นแรก คือการที่ไทยยกระดับความสัมพันธ์กับอินโดนีเซียสู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) ต่อเนื่องจากการยกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนามก่อนหน้านี้ สะท้อนยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุกของไทยที่ต้องการสร้างเครือข่ายพันธมิตรสำคัญทั้งในอาเซียนพื้นทวีปและอาเซียนพื้นสมุทร เพื่อรักษาผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ

ประเด็นที่สอง ไทยให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ผ่านเวที Indonesia-Thailand Business Forum โดยผลักดันให้ความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจยกระดับจากการเป็นเพียง “คู่ค้า” ไปสู่ “หุ้นส่วนร่วมสร้าง” ที่เชื่อมโยงการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ไทยกำลังใช้เวที Business Forum เป็นกลไกสำคัญในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค รวมถึงเมียนมา ซึ่งจะมีการจัดเวทีลักษณะเดียวกันในวันที่ 6 สิงหาคมนี้

ประเด็นที่สาม ไทยและอินโดนีเซียต่างอยู่บนเส้นทางการมีบทบาทในกรอบ BRICS และ OECD จึงมีแนวโน้มที่จะประสานความร่วมมือเพื่อเดินหน้าในทั้งสองเวทีระหว่างประเทศควบคู่กัน

ส่วนประเด็นที่สี่ คือมิติด้านความมั่นคง โดยเห็นว่า ไทยอาจต้องการขยายความร่วมมือกับอินโดนีเซียในกระบวนการสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากอินโดนีเซียมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่อาเจะห์ และอาจเป็นอีกทางเลือกในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ นอกเหนือจากบทบาทของมาเลเซีย

สำหรับประเด็นที่ห้า รศ.ดร.ดุลยภาค เห็นว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการดำเนินยุทธศาสตร์แบบ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว” เพราะนอกจากการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีกับอินโดนีเซียแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้แสดงวิสัยทัศน์ที่สำนักงานใหญ่เลขาธิการอาเซียน เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาค รวมทั้งอาจใช้โอกาสดังกล่าวสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับท่าทีของไทยต่อสถานการณ์เมียนมา และหารือประเด็นความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา โดยมีเป้าหมายรักษาความสัมพันธ์อันดีกับอินโดนีเซียในฐานะประเทศสำคัญของอาเซียน

ประเด็นที่หก คือความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล โดยทั้งสองประเทศมีพื้นที่ทะเลที่เชื่อมโยงกันในฝั่งอันดามัน จึงมีโอกาสขยายความร่วมมือด้านการซ้อมรบ การปราบปรามโจรสลัด การค้ามนุษย์ และการรักษาความมั่นคงทางทะเล อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือดังกล่าวยังต้องคำนึงถึงบริบทการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกด้วย

ประเด็นที่เจ็ด นักวิชาการเสนอว่า ไทยควรศึกษาแนวคิด “Global Maritime Fulcrum” หรือวิสัยทัศน์การเป็นศูนย์กลางทางทะเลของโลก ที่อินโดนีเซียเคยผลักดันในสมัยอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด เพื่อใช้เป็นบทเรียนในการกำหนดจุดยืนและวิสัยทัศน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ของไทยให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นในอนาคต

ส่วนประเด็นสุดท้าย รศ.ดร.ดุลยภาค ตั้งข้อสังเกตถึงลำดับการเดินทางเยือนอินโดนีเซียของผู้นำและอดีตผู้นำไทยหลายคนภายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยเห็นว่า การที่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้พบกับอดีตนายกรัฐมนตรีไทยจากพรรคเพื่อไทยก่อนหน้านี้ และต่อมาต้อนรับนายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรี อาจเป็นประเด็นที่น่าศึกษาในเชิงยุทธศาสตร์การต่างประเทศและพลวัตทางการเมือง ซึ่งสะท้อนรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียกับผู้นำไทยในหลากหลายระดับ

ทั้งนี้ รศ.ดร.ดุลยภาค เห็นว่า การเยือนอินโดนีเซียครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการปรับบทบาทเชิงรุกของไทยในเวทีอาเซียน ตลอดจนความพยายามสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทูต เพื่อรองรับความท้าทายของภูมิภาคและโลกในอนาคต