ปลดสนุกเกอร์พ้นพนัน เปิดโอกาสหรือเพิ่มความเสี่ยง ?

ปลดสนุกเกอร์พ้นพนัน เปิดโอกาสหรือเพิ่มความเสี่ยง ?

ปลดสนุกเกอร์พ้นพนัน เปิดโอกาสหรือเพิ่มความเสี่ยง ?

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.09 น.

ชัยชนะของ “เอฟวัน” เทพไชยา อุ่นหนู ในศึก World Open 2026 ทำให้สนุกเกอร์กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงในฐานะผลงานของนักกีฬาไทยในเวทีโลก แต่ยังโยงไปถึงคำถามเรื่องสถานะของกีฬาชนิดนี้ในกฎหมายไทยที่ยังคงใช้กรอบเดิมมานาน

กระแสที่ตามมาหลังการแข่งขันไม่ได้หยุดอยู่ที่การชื่นชมผลงาน หากขยายไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย มีทั้งเสียงสนับสนุนให้ปลดล็อกเพื่อเปิดทางให้เติบโต และเสียงที่มองว่าควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะการเปลี่ยนสถานะไม่ใช่แค่เรื่องกีฬา แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางสังคม ระบบกำกับดูแล และพฤติกรรมของผู้เล่นในภาพรวม

ความสำเร็จในสนามจึงกลายเป็นจุดตั้งต้นของการถกเถียงที่กว้างกว่าตัวกีฬาเอง

เทพไชยา อุ่นหนู

สนุกเกอร์ในประเทศไทยยังถูกจัดอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ในบัญชี ข. ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกแบบขึ้นในช่วงที่รัฐต้องการควบคุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงและการวางเดิมพัน โดยเฉพาะ “บิลเลียด” ซึ่งเป็นกิจกรรมใกล้เคียงกับสนุกเกอร์ในยุคนั้น

ในบริบททางสังคมช่วงก่อนและหลังสงครามโลก กิจกรรมประเภทนี้มักเกิดขึ้นในสถานบริการ เช่น โรงน้ำชา คลับ หรือสถานที่พักผ่อนของผู้ใหญ่ และมีการผูกกับการเล่นพนันในระดับหนึ่ง รัฐจึงใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือควบคุม มากกว่าการส่งเสริมในเชิงกีฬา

ผลจากการจัดอยู่ในบัญชีดังกล่าว ทำให้การเปิดสถานที่ให้บริการโต๊ะสนุกเกอร์ในเชิงพาณิชย์ต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง มีเงื่อนไขเรื่องสถานที่ เวลาเปิดปิด และการกำกับดูแล หากฝ่าฝืนถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย

เทพไชยา อุ่นหนู

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อกำหนดเรื่องอายุ ผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีไม่สามารถเข้าใช้บริการในสถานที่ลักษณะนี้ได้ เว้นแต่จะเป็นสถานที่ที่ได้รับอนุญาตในเชิงกีฬาอย่างถูกต้องตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ข้อจำกัดดังกล่าวเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดข้อเสนอให้ปรับสถานะของสนุกเกอร์ เพราะมองว่าการเริ่มต้นของเยาวชนถูกจำกัดตั้งแต่ต้น เมื่อไม่สามารถเข้าถึงสถานที่ฝึกซ้อมได้อย่างอิสระ โอกาสในการพัฒนาจึงลดลงโดยปริยาย

ในมุมนี้ การผ่อนคลายกฎหมายอาจช่วยให้เกิดพื้นที่ฝึกซ้อมมากขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ และสร้างระบบพัฒนานักกีฬาที่มีฐานกว้างขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในทางปฏิบัติ การเข้าถึงของสนุกเกอร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมายเพียงอย่างเดียว ต้นทุนเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กำหนดโอกาส โต๊ะสนุกเกอร์หนึ่งตัวมีราคาสูง ต้องใช้พื้นที่เฉพาะที่ได้มาตรฐาน ทั้งเรื่องขนาด แสง และพื้นผิว อุปกรณ์อื่น เช่น ลูกสนุกเกอร์ ไม้คิว และค่าบำรุงรักษา ล้วนมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง

สนุกเกอร์

เมื่อเทียบกับฟุตบอลที่ใช้เพียงลูกบอลหนึ่งลูกก็เล่นได้ในสนามเปิด หรือบาสเกตบอลที่มีเพียงแป้นก็เริ่มต้นได้ สนุกเกอร์จึงเป็นกีฬาที่มี “ต้นทุนเริ่มต้น” สูงกว่าชัดเจน

แม้จะปลดข้อจำกัดทางกฎหมาย การเข้าถึงก็ยังขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านเศรษฐกิจของผู้เล่นและผู้ลงทุนอยู่ดี

อีกด้านหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือเหตุผลของการควบคุมในกฎหมายเดิม การจัดสนุกเกอร์ไว้ในหมวดการพนันไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา แต่เป็นความพยายามของรัฐในการจำกัดกิจกรรมที่อาจเชื่อมโยงกับการวางเดิมพัน

ลักษณะของสนุกเกอร์ที่แข่งขันแบบตัวต่อตัว มีการนับคะแนนเป็นเฟรม และสามารถกำหนดผลแพ้ชนะเป็นช่วงสั้น ๆ ทำให้ในทางปฏิบัติสามารถนำไปผูกกับการเดิมพันได้ง่ายกว่ากีฬาหลายประเภท

สนุกเกอร์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล /ภาพสร้างจาก เอไอ

หากมีการปลดล็อกโดยไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน จำนวนสถานที่เล่นที่เพิ่มขึ้น อาจไม่ได้หมายถึงการเพิ่มขึ้นของนักกีฬาในสัดส่วนเดียวกัน แต่มีความเป็นไปได้ที่พื้นที่เหล่านี้จะถูกใช้เพื่อการเล่นเชิงสันทนาการ หรือเชื่อมโยงกับการเดิมพันในรูปแบบต่าง ๆ

ประเด็นนี้จึงเกี่ยวข้องกับ “พฤติกรรมการใช้งานจริง” ไม่ใช่เพียงสถานะในกฎหมาย

ภาพรวมของสนุกเกอร์ไทยในปัจจุบันสะท้อนความซับซ้อนของประเด็นนี้อย่างชัดเจน ด้านหนึ่ง นักกีฬาไทยสามารถก้าวไปถึงระดับโลกได้อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าศักยภาพมีอยู่จริงแม้อยู่ภายใต้ข้อจำกัด

อีกด้านหนึ่ง โครงสร้างการเข้าถึงในประเทศยังถูกกำหนดด้วยทั้งกฎหมายและต้นทุน ทำให้โอกาสไม่ได้กระจายอย่างกว้างเหมือนกีฬาที่มีเงื่อนไขต่ำกว่า

การปรับเปลี่ยนสถานะของสนุกเกอร์จึงไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป แต่เป็นโจทย์ที่ต้องพิจารณาให้ครบทั้งระบบ ว่าจะเปิดโอกาสอย่างไรโดยไม่สร้างผลกระทบในอีกด้านหนึ่ง และจะวางกลไกกำกับดูแลอย่างไรให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของกีฬา

ความสำเร็จในสนามอาจให้คำตอบเรื่องศักยภาพได้ชัดเจนแล้ว แต่คำตอบในเชิงนโยบายยังต้องอาศัยการคิดให้รอบด้านมากกว่านั้น.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

พรรคประชาชน ยัน ไม่เกี่ยวข้อง แฮกเกอร์ peopleparties ใช้ชื่อพรรค เจาะระบบรัฐ

พรรคประชาชน ยัน ไม่เกี่ยวข้อง แฮกเกอร์ peopleparties ใช้ชื่อพรรค เจาะระบบรัฐ

พรรคประชาชน ยัน ไม่เกี่ยวข้อง แฮกเกอร์ peopleparties ใช้ชื่อพรรค เจาะระบบรัฐ

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.05 น.

วันที่ 24 มีนาคม พรรคประชาชน (ปชน.) ออกคำชี้แจงกรณีพบผู้สร้างบัญชีใหม่ ใช้บัญชีชื่อ peopleparties ลักลอบเจาะระบบข้อมูลหน่วยงานรัฐ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับบัญชีผู้ใช้งานดังกล่าว

โดยระบุว่า สืบเนื่องจากกรณีที่มีรายงานว่าเกิดการลักลอบเจาะระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ โดยผู้ก่อเหตุได้ทำการสร้างบัญชีผู้ใช้งานใหม่ในชื่อ “peopleparties” เพื่อใช้เป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงระบบดังกล่าวนั้น

พรรคประชาชนขอชี้แจงและยืนยันข้อเท็จจริงว่า ไม่มีส่วนรู้เห็น เกี่ยวข้อง หรือให้การสนับสนุนใดๆ ต่อบัญชีผู้ใช้งาน “peopleparties” และการกระทำดังกล่าว การนำคำที่อาจสื่อถึงชื่อพรรคไปตั้งเป็นชื่อบัญชีนั้น เป็นการแอบอ้างซึ่งอาจทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิด

ทางพรรคขอชี้แจงและยืนยันกับประชาชนและสื่อมวลชนเพื่อให้รับทราบข้อเท็จจริงนี้

อนุทิน ลั่น ครม.ใหม่เรียบร้อย พยักหน้ารับ ปกรณ์ นั่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย

อนุทิน ลั่น ครม.ใหม่เรียบร้อย พยักหน้ารับ ปกรณ์ นั่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย

อนุทิน ลั่น ครม.ใหม่เรียบร้อย พยักหน้ารับ ปกรณ์ นั่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.46 น.

’อนุทิน‘พยักหน้ารับหลังมีชื่อ ‘ปกรณ์’นั่งรองนายกฯฝ่ายกฎหมาย บอกรายชื่อเรียบร้อย

วันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 09.55 น. ที่สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง ถนนมหาราช เขตพระนคร กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โดยผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่ที่มีชื่อของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกามานั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายใช่หรือไม่ นายอนุทิน พยักหน้ารับ 

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่าเตรียมนำรายชื่อครม. ใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือยัง นายกฯ พยักหน้ารับอีกครั้ง

เมื่อถามย้ำอีกครั้งว่า รายชื่อครม.เรียบร้อยแล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทุกอย่างเรียบร้อย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จบแล้ว? ครม.อนุทิน2 มี 35 ที่นั่ง กันไว้ 1 เก้าอี้ เผื่อสมการการเมืองเปลี่ยน ไร้ พปชร. ร่วมขบวน

บิ๊กอดุลย์ ยื่นเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติ ที่ สลค. แล้ว

บิ๊กอดุลย์ ยื่นเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติ ที่ สลค. แล้ว

บิ๊กอดุลย์ ยื่นเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติ ที่ สลค. แล้ว

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.44 น.

“บิ๊กดุลย์“ ให้นายเวรยื่นเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติ-ประวัติ ที่สลค.แล้ว

วันที่ 24 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการยื่นเอกสารคุณสมบัติและประวัติรัฐมนตรีที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ทำเนียบรัฐบาล โดยตั้งแต่ช่วงเช้า มีรายงานว่า นายเวรของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม ได้เดินทางมายื่นเอกสารคุณสมบัติและประวัติให้กับ สลค.ตรวจสอบแล้ว

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรี แม้จะมี 8 หน่วยงานหลัก แต่หากเป็นคนเดิมคาดว่า จะใช้เวลาไม่นาน ยกเว้นรัฐมนตรีหน้าใหม่ที่อาจมีขั้นตอนในการตรวจสอบ

สุดาวรรณ โผล่สัมมนาเพื่อไทย ปิดปากเงียบปมดีเอสไอออกหมายเรียก

สุดาวรรณ โผล่สัมมนาเพื่อไทย ปิดปากเงียบปมดีเอสไอออกหมายเรียก

สุดาวรรณ โผล่สัมมนาเพื่อไทย ปิดปากเงียบปมดีเอสไอออกหมายเรียก

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.42 น.

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 24 มี.ค. ที่โรงแรมเอสซี พาร์ค น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เดินทางมาร่วมงานอบรมสัมมนา สส. พรรคเพื่อไทย โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงการส่งรายชื่อตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี ในรัฐบาล “อนุทิน 2“ ซึ่ง น.ส.สุดาวรรณ ได้แต่เพียงทักทายสื่อ และยิ้ม รวมไปถึงปฏิเสธตอบคำถามถึงความกังวลในเรื่องที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาในคดีบุกรุกที่ดินสาธารณะหาดสวนยา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี 

สุดาวรรณ

จับตากมธ.วุฒิสภา ลงมติเสนอเลิกMOU43

จับตากมธ.วุฒิสภา ลงมติเสนอเลิกMOU43

จับตากมธ.วุฒิสภา ลงมติเสนอเลิกMOU43

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.28 น.

จับตา กมธ.วุฒิฯ ลงมติเสนอยกเลิกMOU43 วันนี้ เตรียมเสนอที่ประชุมสว.ส่งต่อ ครม.ใหม่ พร้อมมติเสนอยกเลิก MOU44

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 มีนาคม) คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาการศึกษาข้อดี ข้อเสียการยกเลิก MOU43-MOU44 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา ซึ่งมีนายนพดล อินนา เป็นประธาน จะประชุมสรุปและลงมติว่าเห็นควรให้มีการยกเลิก MOU2543 หรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ช่วงเดือน ธันวาคม2568 ทาง กมธ.มีมติเสนอให้ยกเลิก MOU2544 ไปแล้ว

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม นายนพดล ให้สัมภาษณ์ว่า ทาง กมธ.ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกองทัพภาคที่1 กองทัพภาคที่ 2 เข้าให้ข้อมูลหลังจากการสู้รบ ได้ผลสรุปว่าพื้นที่ 15 จุดที่กัมพูชาเคยยึดไปนั้น เราได้กลับคืนมาเกือบทั้งหมด ซึ่งมีผลต่อการพิจารณาที่จะยกเลิก MOU2543 เป็นอย่างยิ่ง

“จากการประชุมเห็นพ้องกันว่าเราจะไม่ยอมคืนพื้นที่ ที่มีข้อตกลงในคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ให้กัมพูชาอีกแล้ว เนื่องจากพื้นที่เหล่านั้นทางกัมพูชาได้รุกล้ำไทยมาไม่ต่ำกว่า30ปี อาทิหนองจาน หนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว หลังจากกมธ.ได้ข้อมูลอย่างครบถ้วนประกอบกับการลงพื้นที่ทั้ง 7 จังหวัด หวังว่าการการลงมติในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด”นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวอีกว่า หลังจากกมธ.มีมติแล้วจะส่งเรื่องไปยังที่ประชุมใหญ่ของวุฒิสภา ซึ่งอาจจะมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม จากนั้นวุฒิสภาจะส่งเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อให้นำไปพิจารณาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ในครั้งที่แล้วทางกมธ.เสนอให้ยกเลิก MOU2544 แต่บังเอิญอยู่ในช่วงยุบสภาพอดีจึงไม่สามารถเสนอไปยังที่ประชุมวุฒิสภาได้ ส่วนตัวมองเป็นเรื่องดีที่เราจะได้เสนอไปพร้อมกัน

“ทาง กมธ.ดีใจที่รัฐบาลใหม่ มีการตอบสนองผลการศึกษาตั้งแต่ตอนหาเสียงที่ระบุว่าจะยกเลิก MOU2544 ทำให้การศึกษาของ กมธ.ไม่สูญเปล่า” นายนพดลกล่าว

ส่วนที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าการยกเลิก MOU2543 จะทำให้การเจรจาเสียเปรียบกัมพูชา นายนพดล กล่าวว่า ก่อนที่ MOU2543 จะเกิดก็มีคณะกรรมการเขตแดนร่วม หรือเจบีซี (Joint Boundary Commission: JBC) ,คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือจีบีซี (General Border Committee: GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) อยู่แล้ว หากเรายกเลิก MOU ทั้ง 43 และ 44 การเจรจาก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ จะเห็นได้ว่าบทบาทของ MOUทั้ง2ฉบับระบุชัดเจนว่า ข้อตกลงที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดการอยู่กันอย่างสันติ มีมิตรไมตรีต่อกัน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปในทิศทางตรงข้ามทั้งหมด แสดงว่าการมีอยู่ของ MOU ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งลดลง

โจ มณฑานี ยกเคสสิงคโปร์เทียบไทย ตอกกลับดรามาน้ำมัน

โจ มณฑานี ยกเคสสิงคโปร์เทียบไทย ตอกกลับดรามาน้ำมัน

โจ มณฑานี ยกเคสสิงคโปร์เทียบไทย ตอกกลับดรามาน้ำมัน

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.16 น.

วันนี้ 24 มีนาคม 2569 เป็นประเด็นร้อนฉ่าบนโลกโซเชียล เมื่อกูรูด้านการเงินและนักเขียนชื่อดัง โจ มณฑานี ตันติสุข ออกมาโพสต์ภาพสถานการณ์การต่อคิวน้ำมันในประเทศสิงคโปร์ เพื่อฟาดกลับเหล่าคอมเมนต์ที่เคยโต้เถียงเรื่องการเปรียบเทียบการจัดการน้ำมันของไทยกับประเทศอื่น ๆ โดยระบุแคปชันสุดแซ่บว่า “เจ้ลงคลิปอินโดฯเจ้าพ่อน้ำมัน รถต่อคิวยาวหลายกิโล ดันมาเถียงเจ้ว่าอย่าเอาไทยไปเทียบกับประเทศใหญ่ ประชากรมากกว่าไทยกี่เท่า เจ้เลยไปหาสถานการณ์น้ำมันที่สิงคโปร์ให้ดู ประเทศร่ำรวย จัดการดี รถน้อย น้ำมันสำรองมีเยอะ…สภาพ..ตามรูป เหอๆๆ

ขนาดตี 2 คนยังต่อคิว แถวแซงคิวกันดั๊วะ!! เอาดิๆ หาข้ออ้างอีกดิ เจ้ตอบได้ก็จะตอบ”

โจ มณฑานี ตันติสุข

งานนี้ทำเอาชาวเน็ตสายปูเสื่อรอไม่ผิดหวัง แห่กันเข้าไปแสดงความคิดเห็นของ โจ มณฑานี ตันติสุข กันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องภาพ AI ที่ถูกหยิบยกมาแซะกันในคอมเมนต์ เช่น

“มีกีบส้มมาบอกว่าเป็น ai ยังครับ คิดว่าน่าจะมีหลายตัวกีบมันอยู่ในกะลาจนชิน”

“ไม่จริ๊ง ไม่จริง ไม่เชื่อ ภาพ AI แน่ๆเสียงในหัวด้อมส้ม”

“คนเลือกที่จะฟังในสิ่งที่ตัวเองอยากได้ยินครับ”

“ช่างมันครับ แค่เรารักชาติก็พอ”

“คับนายกไทยเป็นคนทำโลกปั่นป่วนซะงั้น”

“ประเทศอื่นทั่วโลกด่าทรัมป์ ประเทศไทยด่าอนุทิน อนุทินทำให้น้ำมันโลกมีปัญหา”

“วันที่1เมษายน69นี้ ขอให้คนไทยทุกคนพากันยกยอปอปั้นพรรคส้มให้จุกๆกันไปเลย”

“เวลามีพวกรักหลงจนหน้ามืดตามัว เข้ามาเถียงแบบเน้นอารมณ์หาใช้ข้อมูลนี่ ผมชอบเข้ามาเพจพี่โจจริงๆ ไม่ต้องเสียเวลาไปหาข้อมูลกระแทกเขานานเลย มาปุ๊ปได้ปั๊ป ^^”

โจ มณฑานี ตันติสุข
โจ มณฑานี ตันติสุข
โจ มณฑานี ตันติสุข
โจ มณฑานี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Jo Montanee

นักเขียนดัง ย้อน 5 ทศวรรษวิกฤตน้ำมันไทย ยุคไหนพุ่งสูงสุด? ชี้สงครามคือชนวนเหตุทำของแพง

นักเขียนดัง ย้อน 5 ทศวรรษวิกฤตน้ำมันไทย ยุคไหนพุ่งสูงสุด? ชี้สงครามคือชนวนเหตุทำของแพง

นักเขียนดัง ย้อน 5 ทศวรรษวิกฤตน้ำมันไทย ยุคไหนพุ่งสูงสุด? ชี้สงครามคือชนวนเหตุทำของแพง

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.10 น.

วันที่ 19 มีนาคม 2569 นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “Padipon Apinyankul” ระบุว่า น้ำมันแพง ขาดแคลน . มันเพิ่งมาแพง เพิ่งจะขาดแคลน หรือเคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว ? น้ำมันเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่าอาวุธนิวเคลียร์ 

ไทยมีน้ำมันใช้ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 . ซึ่งเป็นน้ำมันก๊าด นำเข้ามาจากรัสเซีย ใช้จุดตะเกียงตามบ้านและเป็นแสงไฟตามถนน หลังจากนั้นก็เริ่มใช้น้ำมันสำหรับเครื่องยนต์ รถยนต์ จนน้ำมันเชื้อเพลิงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประชาชน น้ำมันที่เราใช้กัน ส่วนมากนำเข้ามาจากตะวันออกกลาง  ประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลางใต้ดินล้วนมีน้ำมัน จึงได้รวมตัวกันเพื่อกำหนดทิศทางราคา โดยตั้งเป็นกลุ่มว่า กลุ่มโอเปค OPEC และแล้วในปี พ.ศ. 2516 ยุคสมัยของจอมพลถนอม กิตติขจร  เกิดสงครามอาหรับ-อิสราเอล ในสงครามที่มีชื่อเรียกว่า “สงครามยมคิปปูร์” .. ซึ่งเป็นสงครามครั้งที่ 4 (ต่อเนื่องมาจากปี 2510) ผนวกกับความขัดแย้งของฝ่ายอาหรับ เรื่องปริมาณน้ำมันส่งออก ว่าประเทศใดควรส่งออกเท่าไร . ทำให้มีการปรับราคาน้ำมันขึ้นทั่วโลก เบนซินพุ่งขึ้น 57 % . ดีเซลทะลุไป 122% 


ภาพจาก : Padipon Apinyankul

นับตั้งแต่เกิดกลุ่มโอเปค เพื่อควบคุมการผลิตน้ำมัน ทำให้สามารถจัดการด้านราคาน้ำมันโลก . แต่กระนั้นในกลุ่มโอเปกเอง ก็ขัดแย้งผลประโยชน์กันอยู่

จนถึงในปีพ.ศ. 2522 ยุคพล.อ.เกรียงศักด์ เป็นนายกรัฐมนตรี . ราคาน้ำมันผันผวนตลอดเวลา กลุ่มโอเปคได้ขึ้นราคาน้ำมันไป 4 ครั้ง น้ำมันเบนซิน จากเดิมเพียง 2.30 บ. ถูกขยับขึ้นเรื่อย ๆ เป็น 4.90 และถึง 9.80 / ดีเซลก็เช่นกัน ขยับขึ้นหลายครั้ง จนเป็น 7.39 ช่วงนี้มีเพลงลูกทุ่ง ร้องกันว่า  “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ , ถึงตอนดับไฟ ขวัญใจไม่ต้องระแวง” มีการรณรงค์ปิดเปิดไฟตามเวลา ปิดเปิดปั้มน้ำมันตามเวลา / และได้มีการตั้งกองทุนน้ำมันขึ้นมา เพื่อชดเชยบรรเทาความเดือดร้อน

พ.ศ. 2533 ในยุคพล.อ.ชาติชาย เกิด “สงครามอ่าวเปอร์เซีย” อิรักบุกคูเวต .. สหรัฐได้เข้าโจมตีอิรักเพื่อช่วยปลดปล่อยคูเวต
ราคาน้ำมันในไทย จึงขยับขึ้นอีก 31 – 38 % (ตามตัวเลขราคาขายปลีกในภาพประกอบ)

พ.ศ. 2551 ในสมัยพล.อ.สุรยุทธ์ –  เกมสงครามราคาน้ำมันที่โลกไม่สามารถควบคุมเองได้ ก็ยังคงเล่นกันเองในตะวันออกกลาง . น้ำมันดิบขึ้นสูงสุดถึง 147 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล
น้ำมันเบนซิลและดีเซล ในไทย ขยับสูงทะลุ 40 บาท

พ.ศ. 2555 สมัยคุณยิ่งลักษณ์ – น้ำมันดิบลงมาเป็น 110 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล แต่ค่าเงินบาทอ่อน
ทำให้ราคาเบนซิล ไปอยู่ที่ 49. บ. แต่ดีเซลยังตรึงราคาไว้อยู่ที่ 29.99 บ.

พ.ศ. 2565-2566 ยุคพล.อ.ประยุทธ์ . เกิดสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน  สหรัฐฯมีการห้ามส่งออกและค้าขายกับรัสเซีย
ผลพวงทำให้ราคาแก๊สและน้ำมันสูงขึ้นตามลำดับ รวมทั้งปุ๋ยต่าง ๆ ในการเกษตรขยับราคาตามไปด้วย (ยูเครนผลิตปุ๋ย)
ราคาน้ำมันเบนซิลทะลุไปถึง 49 . ส่วนดีเซลถูกตรึงราคาไว้ที่ 29.94 บ.

ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศไทย ไม่เคยสะท้อนราคาความเป็นจริงของตลาดเสรี  เพราะประเทศไทยได้ใช้ “กองทุนน้ำมัน” เพื่อพยุงราคาไม่ให้กระทบกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
วิกฤตราคาน้ำมัน ยังคงจะเกิดขึ้นอยู่ต่อไป จะเกิดมากหรือน้อยล้วนขึ้นอยู่กับความขัดแย้งทางตะวันออกกลางทั้งสิ้น สหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ต่างก็เป็นตัวแสดงหนึ่งในการสร้างความขัดแย้ง

สมชัย กางหลักฐาน บัตรชมพู ขัดรัฐธรรมนูญ จ่อยื่นผู้ตรวจการ พรุ่งนี้

สมชัย กางหลักฐาน บัตรชมพู ขัดรัฐธรรมนูญ จ่อยื่นผู้ตรวจการ พรุ่งนี้

สมชัย กางหลักฐาน บัตรชมพู ขัดรัฐธรรมนูญ จ่อยื่นผู้ตรวจการ พรุ่งนี้

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.48 น.

วันนี้ 24 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นที่คนการเมืองและโซเชียลต่างจับตามอง เมื่อ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับรายงานของทีมผู้เชี่ยวชาญที่อาจสั่นคลอนผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุด โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “รายงานแบบกลืน ไม่ต้องเคี้ยว แอบเห็นรายงานของทีมผู้เชี่ยวชาญทีมที่ 1 ที่จะนำส่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ในวันพุธที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน อาคาร C ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ที่เป็นหนึ่งในรายงานหลายฉบับแล้วต้องทึ่งในการเรียบเรียงและนำเสนอข้อมูล

รายงานค่อย ๆ คลี่ให้เห็นทั้งประเด็นทางกฎหมาย รายละเอียดที่ กกต. ชี้แจง และ หลักฐานเชิงประจักษ์จากการสังเกต การสัมภาษณ์ และ การทดลอง ให้เห็นว่า บัตรเลือกตั้งสีชมพูที่มีบาร์โค้ดด้านล่าง นำไปสู่ การเลือกตั้งที่ขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร แถมยังมี QR code แสดงหลักฐานในเรื่องต่าง ๆ ให้อ่าน ให้ฟัง โดยไม่ต้องค้น ไม่ต้องเคี้ยว ยื่นผู้ตรวจการวันพุธแล้ว ผมอยากให้เขาเผยแพร่ต่อสาธารณะ เผื่อชาวบ้านและตุลาการศาลจะได้อ่านก่อน ไม่ต้องรอการส่งแบบเป็นทางการ”

สมชัย ศรีสุทธิยากร

ขณะที่บรรดาชาวเน็ตต่างเข้าไปแสดงความคิดเห็นในโพสต์ของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อย่างล้นหลาม เช่น

“สมมุติถ้าแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีไปแล้ว ศาลสั่งเลือกตั้งโมฆะทั้งนายกและรัฐมนตรีทั้งคณะจะเป็นอย่างไรครับ”

“อาจารย์ทำให้อยากอ่านเลยครับ”

“ท้ายที่สุด ศาล. ตัดสิ้นว่า ไม่ผิด ไม่โมฆะ ให้ สส ปฎิบัติหน้าที่ต่อไป”

“ถ้ามีธงทำยังงัยก็ได้ ต้องรอดเท่านั้น ทำงัยดีละ”

“ยอดเยี่ยมครับผม”

“คือ สรุป ไม่ ลับ หา เจอต้นขั้ว คนหาบัตร”

สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร

จบแล้ว? ครม.อนุทิน2 มี 35 ที่นั่ง กันไว้ 1 เก้าอี้ เผื่อสมการการเมืองเปลี่ยน ไร้ พปชร. ร่วมขบวน

จบแล้ว? ครม.อนุทิน2 มี 35 ที่นั่ง กันไว้ 1 เก้าอี้ เผื่อสมการการเมืองเปลี่ยน ไร้ พปชร. ร่วมขบวน

จบแล้ว? ครม.อนุทิน2 มี 35 ที่นั่ง กันไว้ 1 เก้าอี้ เผื่อสมการการเมืองเปลี่ยน ไร้ พปชร. ร่วมขบวน

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.43 น.

ครม.อนุทิน 2! เคาะที่ 35 เก้าอี้ กันไว้ 1 ตำแหน่ง เผื่อยามจำเป็น-รอสมการการเมืองเปลี่ยน ชัดเจนไร้ ’พปชร.‘ ร่วมขบวน

วันที่ 24 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) “อนุทิน 2” ที่วานนี้(23มี.ค.) ผู้ที่มีชื่อได้เริ่มทยอยส่งประวัติ ไปยัง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว เป็นที่ชัดเจนว่าจะมีครม. ทั้งหมด 35 คน ไม่ตั้งหมดโควตา 36 ตำแหน่ง เหลืออีก 1 ตำแหน่ง ไว้ในยามที่ประเทศต้องการบุคคลที่เหมาะสมตามสถานการณ์ รวมถึงกรณีที่อาจมีความจำเป็น ตามสมการทางการเมือง นอกจากนี้ยังเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าไม่มีสัดส่วนครม. จากพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ที่มีเสียงสนับสนุน5เสียง

ทั้งนี้รายชื่อทั้งหมด จากทั้ง 2 พรรคการเมือง หากมีชื่อใดไม่ผ่านคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้าม ก็เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองนั้น ที่จะส่งคนมาเปลี่ยนตัว ซึ่งแต่ละพรรคมีรายชื่อสำรองไว้แล้ว 

โดยมีรายชื่อ ดังนี้

1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

2. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

3. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี

4. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี 

5. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

6. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

7. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

8. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

9. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

10. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

11. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

12. นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

13. พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

14. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

15. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

16. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

17. นายวัชรพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

18. นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

19. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

20. นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

21. นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

22. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

23. นางสาวแนน บุญย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

24. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

25. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

26. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

27. นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

28. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

29. พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

30. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

31. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

32. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

33. นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

34. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

35. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม