กสถ.ฟันฉับ5,925คน ลบชื่อคนโกง เพิกถอนสอบท้องถิ่น จ่อประกาศบัญชีใหม่ โยงก.กลางไปลุยต่อ

กสถ.ฟันฉับ5,925คน ลบชื่อคนโกง เพิกถอนสอบท้องถิ่น จ่อประกาศบัญชีใหม่ โยงก.กลางไปลุยต่อ

กสถ.ฟันฉับ5,925คน ลบชื่อคนโกง เพิกถอนสอบท้องถิ่น จ่อประกาศบัญชีใหม่ โยงก.กลางไปลุยต่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กสถ.ฟันฉับ5,925คน ลบชื่อคนโกง เพิกถอนสอบท้องถิ่น จ่อประกาศบัญชีใหม่ โยงก.กลางไปลุยต่อ ‘ธีรุตม์’มอบตัว6ส.ค.

เดินหน้าสางมหกรรมโกงสอบ กสถ. ยกเลิกบัญชีสอบท้องถิ่นปี’68 ลบบัญชีคนโกง 5,925 คนออกหมด เตรียมขึ้นบัญชีใหม่ ชง ก.กลาง พิจารณาวิธีปฏิบัติแต่ละกลุ่ม แจงกลุ่มที่คะแนนผ่านแต่ถูกอัพเพิ่ม พบ 97 คน ขึ้นบัญชีไปแล้ว รอขึ้นเขียงถูกสอบ ยันทำตาม ข้อก.ม. ประกอบข้อมูลตร. สอยทีหลังได้ ด้าน “ปลัดมท.” เผยกว่า 100 ขรก.ระดับสูง-จนท.พบเอี่ยวทุจริตจากผลสรุปชุด “ปกรณ์” รอ“นายกฯ” สะบัดปากกาเซ็นรับรอง ด้าน ตำรวจสอบสวนกลางเผย “ธีรุตม์” อดีตอธิบดีสถ. เข้ามอบตัวรับทราบข้อหา 6 สิงหาคม ขณะที่ลูกสมุนแก๊งค์โกงสอบรับสารภาพแล้ว 1 ราย

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2569 เมื่อเวลา 16.30 น.ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น(กสถ.) ครั้งที่10/2569 ที่หารือกันเป็นเวลากว่า2ชั่วโมงว่า การประชุมวันนี้เป็นการรับรองมติที่นายวันชัย จันทร์พร ประธาน กสถ. ได้ลงนามยกเลิกบัญชีการสอบแข่งขันพนักงานและข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี2568 และเตรียมขึ้นบัญชีใหม่

ลบชื่อคนโกงขึ้นบัญชีใหม่

นอกจากนี้ยังได้กำหนดวิธีการปฏิบัติ ภายหลังจากที่มีการขึ้นบัญชีใหม่แล้ว จะมีผู้ที่สอบได้โดยสุจริต ประมาณ 12,000 คน ได้ดำเนินการตามที่มีการบรรจุไปแล้ว ขณะที่กลุ่มที่มีคะแนนไม่ถูกต้อง มีความคลาดเคลื่อน หรือคะแนนสูงขึ้นผิดปกติ จะไม่ได้ถูกขึ้นบัญชี แล้วจะดำเนินการอย่างไรให้คนที่จะขึ้นบัญชีใหม่เข้ามาแทนที่เลย โดยในวันพรุ่งนี้(6ส.ค.) ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น(ก.กลาง) ก็จะนำเรื่องดังกล่าวรายงานต่อ ก.กลางเพื่อทราบ และพิจารณาดำเนินการต่อไป

เมื่อถามถึงกลุ่มผู้ที่มีคะแนนสอบผ่านอยู่แล้ว แต่ถูกปรับคะแนนเพิ่มขึ้นไปอีก จะดำเนินการอย่างไร ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า มี2ส่วน 1.เกือบ500คนยังไม่ได้ขึ้นบัญชี ก็จะไม่ได้ขึ้นบัญชี 2.ส่วนที่มีการบรรจุไปแล้วเกือบ100คน จะมีการพิจารณาว่าจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร เพราะเมื่อเขาสอบผ่าน ตามกติกาต้องขึ้นบัญชีให้เขาก่อน ซึ่งทาง สถ. กำหนดแนวทางไว้แล้ว ขณะเดียวกันฝ่ายตำรวจก็จะสอบสวนด้วยว่าได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นมาอย่างไร

เปิดทางปปช.ลุยงานต่อ

ด้านนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในฐานะเลขานุการ ก.กลาง ชี้แจงในรายละเอียดสำหรับกลุ่มผู้ที่มีคะแนนสอบผ่านอยู่แล้ว แต่ถูกปรับคะแนนเพิ่มขึ้นไปอีกว่า มีทั้งหมดประมาณ 774 คน ขึ้นบัญชีรอบแรกไปแล้ว 561 คน ไม่มารายงานตัว 211 คน ใน 561 คน เมื่อแยกกลุ่มเพื่อเรียงลำดับจริงแล้วมีผู้ยังอยู่ในบัญชี แค่ 97 คน อีก 464 คน จะถูกเพิกถอนเพื่อไปรอคิวตามที่มีการจัดลำดับบัญชีใหม่

เมื่อถามกรณีผู้ที่อยู่ในบัญชี97คนที่ยังต้องหาแนวทางปฏิบัติอยู่ สังคมอาจตั้งคำถามว่าเขาโกงแต่ยังได้อยู่ในบัญชี จะตอบสังคมอย่างไร นายบุญประสงศ์ กล่าวว่า เราดำเนินการตามมาตรฐานของข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนการดำเนินการในชั้นตรวจสอบทุจริต เป็นชั้นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อ

ตามสอยคนทุจริต

เมื่อถามต่อว่าหมายความว่าสอยทีหลังได้ใช่หรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า แน่นอน เราจะประกอบกับข้อมูล เช่นที่ ผบ.ตร.ระบุว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ชุดของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สรุปผลพบว่าผู้เกี่ยวข้องเป็น100คน บุคคลเหล่านี้ที่เกี่ยวข้อง เขาจะแจ้งมายังกระทรวงมหาดไทย เราก็จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่เพิ่มเติมจาก5คนที่เคยตั้งสอบวินัยร้ายแรงไปแล้ว เพราะฉะนั้นหากพบว่าใครเกี่ยวข้อง เราก็จะดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย ใครที่มันไม่ถูกต้อง สุดท้ายก็คือไม่ถูกต้อง อยู่ไม่ได้อยู่ก็ไม่มีความสุข เขาก็รู้ตัวอยู่แล้ว

“หน้าที่ของ กสถ. ขณะนี้คือยกเลิกบัญชีเก่า แล้วขึ้นบัญชีใหม่ ตามคะแนนจริงที่ดำเนินการไม่เกิน5นาทีหลังจากที่มีใบคะแนน เราก็ขึ้นบัญชีตามนั้น ใครไม่ถูกต้อง ทำผิด หรือเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ พอเราสอบไปถึง คนเหล่านี้ก็จะอยู่ไม่ได้ ก็จะต้องถูกดำเนินการ แต่ก็ต้องให้สิทธิ์เขาโต้แย้ง คนมันต้องพูดอยู่แล้วว่า ไม่รู้เรื่องเลย แต่เมื่อสอบสวนแล้วพบว่าจ่ายเงินทุจริต มีการทำให้คะแนนเพิ่ม สุดท้ายก็อาจจะหนักกว่าเดิมด้วย ยิ่งรับราชการอยู่แล้วก็ต้องถูกให้ออกจากราชการ ถูกดำเนินคดี อาจไปถึงถูกจำคุกหรือไม่ก็ต้องดูที่กฎหมายด้วย” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่าใน97คนอาจมีบางส่วนเป็นผู้บริสุทธิ์ก็มีด้วยใช่หรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เขาได้รับคะแนนเพิ่มขึ้น แต่เรายังบอกไม่ได้ว่าเขาได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นจากใคร คนไหนเพิ่มให้เขา เขาติดต่อใครเพื่อทำให้คะแนนเพิ่มขึ้น อาจไม่ใช่ตัวเขาก็ได้ อาจจะเป็นพ่อแม่ญาติพี่น้องเขา พอตำรวจสืบไปถึงใคร คนนั้นก็ต้องเกี่ยวข้องในคดีนี้ทั้งหมด ไม่มีใครสามารถหลุดรอดความผิดไปได้

สอบขรก.นับร้อยมีเอี่ยว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวชี้แจงต่อว่า สำหรับรายชื่อข้าราชการกว่า100คน ที่คณะกรรมการฯชุดนายปกรณ์ สรุปมา กำลังเสนอไปที่นายกรัฐมนตรี นายกฯกำลังเซ็น ใน100คนเป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีตั้งแต่ระดับสูงจนถึงเจ้าหน้าที่ต่างๆ ไม่ใช่บุคคลที่เข้าสอบใน97คน ก็จะต้องดำเนินการต่อไป เพื่อส่งมาให้กระทรวงมหาดไทย ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพิ่มตามที่ตนกล่าวไป

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการในสังกัดจำนวน5ราย ในวัน ที่ 6ส.ค.มีรายงานว่านายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดี สถ. จะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหากับทางตำรวจ จะสามารถมีผลกับการสอบวินัยร้ายแรง หรือชี้มูลได้เลยหรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ต้องอยู่ที่ประธานคณะกรรมการสอบสวนฯ คือนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ ถ้าสอบสวนแล้ว มันไม่ต้องสอบเพิ่มเติม ก็สามารถดำเนินการได้ตามอำนาจหน้าที่ แล้วเสนอมาที่กระทรวงมหาดไทย หากมันมีโทษหนัก ก็จะต้องเข้าคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน(อ.ก.พ.)กระทรวงมหาดไทยพิจารณาโทษตามที่คณะกรรมการฯเสนอมา ทางอธิบดี ปภ. ก็รายงานความคืบหน้าว่าในวัน6ส.ค. จะเชิญนายธีรุตม์ มาให้ปากคำ

ก่อนหน้านี้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีสถ.เปิดเผยก่อนการประชุม กสถ. เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงรายชื่อที่พบคะแนนผิดปกติและจะมีการเพิกถอนยังอยู่ที่5,925คนเหมือนเดิมหรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ตัวเลขยังเหมือนเดิม

อนุทินบอกไม่ต้องห่วง

ผู้สื่อข่าวรายงานในช่วงเช้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงคดีโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นว่า ไม่ต้องกังวลไม่มีการปกป้องใครมีความชัดเจนไม่ต้องมานั่งคิดว่าคนนี้คนนั้นจะได้รับการปกป้อง คำว่าปิดชื่อถือพฤติกรรมค่อนข้างกระจายไปในระบบราชการโดยเฉพาะระบบที่ต้องสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี เปิดมาแจ็คพอตโดนคนไหนก็คนนั้นไม่ว่าจะใหญ่จะเล็กจะเป็นการเมืองเป็นประจำก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย โทษหนักก็เข้าคุกโทษไม่หนักก็ลดหลั่นลงแค่นั้นเอง

โดนใครก็ต้องคนนั้น

เมื่อถามย้ำว่าข้อมูลขณะนี้ยังไม่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าโดนใครก็คนนั้น ตนจะไปถามทำไมว่ามีนักการเมืองหรือไม่ เพราะว่าตนมอบหมายให้คณะกรรมการแต่ละชุดมีอำนาจตนไม่สามารถไปบังคับได้เลยเช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งนอกเหนือการกำกับดูแลของตนเลย หรือแม้กระทั้งคณะกรรมการที่ตนตั้งไปก็ไม่ไปก้าวก่ายไม่ถามใดๆทั้งสิ้น ตนยังบอกว่าในการรายงานต่างๆให้ระบุสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปให้ชัดเจน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการรีเซ็ตกระทรวงมหาดไทยจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรอบหน้าได้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ก็ไม่เกิน 30 ก.ย.นี้”

ปรับแก้แฟ้มก่อนส่งนายกฯ

ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ว่า หลังคณะกรรมการสรุปผล และมีมติเมื่อวันที่ 4 ส.ค. ยังไม่ได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ อยู่ระหว่างการปรับแก้ ซึ่งหลังจากนี้จะรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ แต่ไม่ได้แจ้งในที่ประชุม ครม.

บช.ก.ให้ข้อมูลต่อกมธ.

วันเดียวกัน พล.ต.ต.มนตรี เทศชัน รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ชี้แจงข้อมูลต่อกมธ.ฯ การพัฒนาการมือง การสื่อสารมวลชน การมีส่วนร่วมของประชาชนสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับความคืบหน้าในคดีโกงสอบ ว่า

พล.ต.ต.มนตรี กล่าวต่อว่า ในวันที่ 27 ก.ค.ตำรวจได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา 3 คน คือหมายเรียกนายธีรุตม์ นายเรืองเดช และกลุ่มผู้ต้องหาร่วมกันแก้ไขกระดาษคำตอบจำนวน 11 คน ก่อนหน้าหน้านั้นในวันที่ 13 ก.ค. ผู้ต้องหา 13 คนทราบหมายและมาพบปรากฎตัวต่อเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิอาญามาตรา 134 จำนวน 5 คน โดยนายเรืองเดชได้เข้าพบ พนักงานสอบสวนแล้วและแจ้งข้อกล่าวหาซึ่งให้การปฏิเสธ

พล.ต.ต.มนตรี กล่าวอีกว่า ส่วนผู้ต้องหากลุ่มบริษัทเอกชนที่ร่วมแก้ไขข้อสอบมีเข้าพบตำรวจ 4 คน ซึ่งให้การปฏิเสธ 3 คน และรับสารภาพ 1 คน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวน จากนั้นแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหา 3 คนแรก คือ จ่าสิบตรีพิชิต ทั้งพรม นายวิน ธนพชรโภคิน และน.ส.ศตพร ธนพชรโภคิน ที่เรือนจำกรุงเทพมหานคร เพิ่มเติมในฐานะสนับสนุนเจ้าพนักงานซึ่งให้การปฏิเสธ

ธีรุตม์รับทราบข้อหา6สค.

พล.ต.ต.มนตรี กล่าวว่า โดยนายธีรุตม์ ได้นัดวันที่ 6 ส.ค. เวลา 11.00 น. กลุ่มผู้ต้องหาสามเมืองอีก 7 คนนัดวันที่ 10ส.ค. เวลา 10.00 น. ส่วนวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้รายงานสำนักงาน ปปง. เพิ่มเติมในกรณีที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ซึ่งคดีนี้ผู้การกองปราบได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนรับผิดชอบในการสอบสวน โดยในขั้นต่อไปจะดำเนินการขอตัวผู้ต้องหาที่เหลือจากศาลอาญาไปอยู่ในอำนาจของศาลอาญาทุจริต ขณะนี้อยู่ในชั้นการฝากขังพลัด 2 วันที่ 7 สิงหาคม ในชั้นต่อไปจะรวบรวมหลักฐานและส่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อไป

บอดี้การ์ดตระกูลชินผงาด ผู้กำกับหนุ่ย นั่งผอ.ปยป.เทียบซี11 หนู-หนิมกอดชื่นมื่น

บอดี้การ์ดตระกูลชินผงาด ผู้กำกับหนุ่ย นั่งผอ.ปยป.เทียบซี11 หนู-หนิมกอดชื่นมื่น

บอดี้การ์ดตระกูลชินผงาด ผู้กำกับหนุ่ย นั่งผอ.ปยป.เทียบซี11 หนู-หนิมกอดชื่นมื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บอดี้การ์ดตระกูลชินผงาด ผู้กำกับหนุ่ย นั่งผอ.ปยป.เทียบซี11 หนู-หนิมกอดชื่นมื่น

“หนู-หนิม”โชว์กอดหวาน สยบดราม่ารบ.ข้ามขั้ว“แดง-เขียว-ส้ม”บอกใส่น้ำแข็งราดนมอย่างนี้เลย แจ้งครม.มุ่งมั่นทำงาน-อย่าหวั่นไหว พวกยุยง ด้าน“สุชาติ”ชี้แค่สีสันการเมือง ไม่รู้หวังดีหรือเจตนาอะไร การันตีพรรคร่วมยังปึ้ก ขณะที่“ครม.”มีมติแต่งตั้ง พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย นั่งผู้อำนวยการป.ย.ป. ด้านกระทรวงการ.คลัง สรุปยอดคนยากจนจริง5.38ล้าน ตัดเกณฑ์รถเก่า-คาดได้สิทธิ์เพิ่ม2-3ล้านคน

เมื่อวันที่ 5สิงหาคม2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ครม.อนุมัติตามที่สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เสนอแต่งตั้ง พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย รองผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป.ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป.(นักบริหารระดับสูง) ตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคม2569 เป็นต้นไปและรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เตยเสนอให้ยุบหน่วยงาน ป.ย.ป.ต่อจากยุบธนาคารที่ดิน เพื่อประหยักงบประมาณและลดซ้ำซ้อนการบริหารงาน รวมถึงเสนอให้ยุบ 4-5องค์การมหาชน

ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้ายหลายตำแหน่ง

นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติอนุมัติตามที่ รมว.แรงงานเสนอแต่งตั้ง ดังนี้ 1.นางสาวบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน 2.นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง 3.นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการจัดหางาน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ครม.ยังอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ จำนวน 2ราย ดังนี้ 1.นายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช (ทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ) 2.นายชิดชนก สุขมงคล ผู้ตรวจราชการกระทรวง แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (ทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

‘หนู-หนิม’กอดกันกลมไม่แตกแยก

ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีได้ฟัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ให้ข่าวเมื่อวาน (4 ส.ค.) แล้วหรือยังว่า“ยัง เมื่อคืนกลับดึก”เมื่อถามว่า จะมีการผสมสี”แดง เขียว ส้ม”นายกฯ หยุดคิดก่อนบอกว่า “แดง เขียว เอาน้ำแข็งใสใส่แล้วเอานมคาเนชั่นราด อย่างนี้เลย” พร้อมชูนิ้วโป้งแสดงสัญลักษณ์ว่าเยี่ยม

เมื่อถามว่า ได้คุยเรื่องนี้กับทางพรรคเพื่อไทย แล้วใช่หรือไม่ ซึ่งจังหวะนี้ นายกฯ เดินออกจากวงสัมภาษณ์ ก่อนจะหันไปด้านหลัง ที่มี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ยืนอยู่ พร้อมระบุว่า”นี่ไง”และเดินไปจับแขน นายจุลพันธ์ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ยังผสมกันลงตัวอยู่ใช่หรือไม่ น้ำเงินกับแดง ไม่ต้องมีสีอื่นเพิ่ม ซึ่งนายกฯและนายจุลพันธ์ ฟังคําถามและยืนยิ้ม โดยนายจุลพันธ์ กล่าวสั้นๆว่า”ลงตัวครับ กลมกล่อม”จากนั้นระหว่างเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ผู้สื่อข่าวถามนายกฯ ว่า ยังจับมือกันดีอยู่ใช่หรือไม่ นายกฯ จึงเข้าไปกอด นายจุลพันธ์ ท่ามกลางผู้สื่อข่าวที่เฝ้าดูอยู่ตรงนั้น

ลุยทำงาน-อย่าหวั่นไหวพวกยุยง

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุม ครม.ว่า นายอนุทิน กล่าวในที่ประชุมครม.ถึงเสถียรภาพการทำงานของรัฐบาลว่า ที่ผ่านมีความพยายามปล่อยข่าวว่า มีความขัดแย้ง หรือมีการแย่งกันทำงานไม่เป็นหนึ่งเดียว เรื่องนี้ไม่หนักใจและเห็นผลงานเป็นที่ประจักษ์และรับรู้ว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลของฝ่ายใด แต่เป็นรัฐบาลของประชาชน ทำงานตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา มีเป้าหมายชัดเจน มั่นใจว่ารัฐมนตรีทุกคนทำงานเต็มที่ จึงไม่มีความกังวลใดๆ ขอให้รัฐมนตรีทุกคนทำงานด้วยความสบายใจ อย่าหวั่นไหวกับคำถามที่มีความพยายามยุยงให้เกิดขึ้น

‘สุชาติ’ชี้แคข่าวลือรัฐบาลข้ามขั้ว

ด้าน นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะแกนนําพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวการตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว เขียว แดง ส้ม ว่า เป็นสีสันทางการเมือง และเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง การเมืองเวลาที่ภัยพิบัติหรือปัญหาของประเทศเริ่มหมด ถูกแก้ปัญหาโดยรัฐบาลหมดก็จะมีปัญหาการเมืองเข้ามาเป็นสีสัน แต่ในความจริงหรือการสร้างข่าวของแหล่งข่าวไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าแหล่งข่าวนั้นมาจากไหน ความจริงยังเห็นอยู่ว่าเราทํางานกันด้วยความสามัคคี เดินหน้าให้ประเทศชาติบ้านเมืองจนถึงทุกวันนี้ ไม่น่าจะเป็นแบบที่แหล่งข่าวพูด เราไม่รู้ว่าแหล่งข่าวที่พูดมีความหวังดีต่อรัฐบาลหรือไม่ เราไม่สามารถทราบได้ แต่เป็นสีสันทางการเมือง ซึ่งสื่อมวลชนทราบดีว่า ในแต่ละปีมีข่าวอย่างนี้แทบทุกวัน แต่สุดท้ายเป็นเรื่องสีสันทางการเมือง

‘ปชป.’รอ’ปชน.’ยื่นซักฟอกรัฐบาล

ด้าน นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านว่า ต้องให้พรรคประชาชนเป็นผู้ยื่น เมื่อไหร่ที่ฝ่ายค้านมีมติว่ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคร่วมฝ่ายค้านก็จะนำเรื่องกลับหารือแต่ละพรรค ยืนยันว่า มีความพร้อมอยู่แล้ว ต้องดูไทม์ไลน์ว่า พรรคประชาชนกำหนดช่วงไหน

พุ่งเป้า’ศุภจี-เอกนิติ’บริหารล้มเหลว

เมื่อถามว่าพรรคปชป.เตรียมประเด็นไหนเป็นพิเศษและรัฐบาลมีแผลอะไรบ้าง นายชัยชนะ กล่าวว่า ตนคิดว่าแผลของรัฐบาลวันนี้ ตนไม่ต้องบอก ประชาชนทั่วไปก็ตอบได้ เช่น ประเด็นรวยไม่ไหวแล้ว ปากท้องเศรษฐกิจที่รับผิดชอบโดยกระทรวงพาณิชย์ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ วันนี้น้ำมันลดลง แต่ราคาสินค้าไม่ลด ท่านออกมาพูด แต่ทำไม่ได้สักเรื่อง เป็นจุดอ่อนอยู่แล้ว วันนี้ คุณศุภจี ในฐานะรมว.พาณิชย์ รับผิดชอบอย่างไร เงินของพี่น้องประชาชนชาวนา ที่รัฐบาลออกมาบอกว่า เงินหมด ชดเชยไม่ได้ ต้องชี้แจงให้ได้ว่า เงินเหล่านี้ถูกเอาไปใช้ตรงไหน รวมถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังด้วย ต้องชี้แจงให้ได้ สิ่งที่รัฐบาลต้องเตรียมตัวหลังจากนี้คือฤดูผลไม้ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในภาคใต้ ทั้งมังคุด ทุเรียน ปัญหาทุกวันนี้นำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ทั้งหมด แต่จะอภิปรายประเด็นไหนบ้าง แต่ละพรรคร่วมฝ่ายค้านก็ต้องหารือกัน

แนะก.ย.-ต.ค.เหมาะสมอภิปรายรบ.

เมื่อถามว่า จะสามารถล้มรัฐบาลได้หรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า ตอบไม่ได้ การล้มรัฐบาลมี 2 ประเด็น คือกรณีร่าง พรบ.งบประมาณไม่ผ่านและกรณีรัฐบาลได้รับเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องดูว่าหลังจากฝ่ายค้านให้ข้อมูลและอภิปรายในสภาฯแล้ว ข้อมูลที่ประชาชนได้รับ ต้องดูว่าพรรครวมรัฐบาลฝ่ายไหนที่เห็นตรงกับเราและคิดว่าเป็นปัญหาจริงๆ

“ผมคิดว่าข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ หากมีการไม่ไว้วางใจจริง เดือนกันยายนหรือเดือนตุลาคม ผมว่าสนุกแน่ และไม่ใช่เป็นละครในสภาแน่ นี่เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็งและเป็นการเปิดโปงข้อมูลในบางเรื่องที่ไม่ได้รับการเปิดโปงมาในสังคม” นายชัยชนะ กล่าว

กินน้ำมันตับปลาช่วยสมองดีขึ้น

“เอกนิติ ศุภจีเอ๋ย เจ้าจงทำงานเพื่อประเทศชาติ เจ้าอย่าจงทำงานเพื่อเสริมสร้างบารมีตนเอง นอกจากแก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้แล้ว เจ้าจงกลับไปดูการบริหารในกระทรวงของเจ้า ทั้งสองท่าน ทราบข่าวว่าท่านมีปัญหาทั้ง 2 กระทรวง กับข้าราชการประจำ มีปัญหาด้านนโยบาย สุดท้ายแล้ว กินน้ำมันตับปลาเยอะๆ สมองจะได้ดี จะได้มีสมองในการบริหารประเทศชาติต่อไป” นายชัยชนะ กล่าว

นายกฯสั่งหน่วยงานเช็คหลุดได้ไง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)โดยก่อนการประชุมผู้สื่อข่าวสอบถามกรณีที่มีข้อมูลส่วนตัวหลุดเป็นภาพถ่ายบัตรประชาชนของนายอนุทินใส่เสื้อสีส้มเป็นข้อมูลจริงหรือไม่นายอนุทินพยักหน้ายอมรับพร้อมกล่าวว่า“ตั้งนานแล้วนิ”เมื่อถามว่าได้สั่งการเรื่องนี้อย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า หน่วยงานคงต้องไปดูว่ามันหลุดอย่างไร หลุดจริงหรือไม่ มันมีระบบป้องกันอะไรหรือไม่

ลั่นต้องป้องกันสูงสุด-รั่วไหลไม่ได้

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงกรณีข้อมูลส่วนตัวหลุดว่ายังไม่ได้รับรายงานในรายละเอียด แต่ได้แจ้งไปแล้วว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ เรื่องการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งตามระเบียบหรือทีโออาร์ผู้ที่จะมาทำระบบนี้ได้มีการกำหนดไว้ชัดเจนอยู่แล้ว

ส่วนข้อสังเกตว่ามีการล็อกเป้าหมายที่บรรดารัฐมนตรี นายกฯย้ำว่าตนก็ไม่ได้มองว่ามีเป้าประสงค์แต่อย่างใดก็ต้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเต็มที่ เนื่องจากผิดกฎหมาย เพราะคนที่รับผิดชอบปล่อยให้ข้อมูลรั่วไหลซึ่งเขาคงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนในระดับกรมหรือระดับหน่วยงาน โดยเราก็บอกแล้วว่าจะรั่วไหลไม่ได้ เพราะเวลาเขามาขอทำระบบ เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติก็ต้องอนุมัติบนพื้นฐานว่ามีการป้องกันอย่างสูงสุดอยู่แล้ว

‘ไชยชนก’รู้ที่มามือปล่อยข้อมูลหลุด

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)กล่าวถึงกรณีข้อมูลส่วนบุคคลของแกนนำรัฐบาลถูกเผยแพร่บนโลกอินเทอร์เน็ตว่า ขณะนี้การตรวจสอบมีความคืบหน้าไปมากขอให้รอทีมงานเป็นผู้ดำเนินการและแถลงรายละเอียด โดยสิ่งที่เกิดขึ้นมีพฤติกรรมที่น่าสนใจ

เมื่อถามว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบอะไรบ้าง นายไชยชนกกล่าวว่าเบื้องต้นไม่ใช่การแฮ็กข้อมูลโดยพบว่าเป็นIPเดียวมาจากสถานที่เดียวและมีการใช้แอ็กเคานต์ในการล็อกอิน 2 ครั้ง ยืนยันว่าเป็นจุดเดียว ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจแต่ขอให้รอทีมงานตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วนก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ขณะนี้ได้มีการปิดระบบไปแล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีข้อมูลหลุดเพิ่มเติมจากช่องทางนี้

เชื่อฝีมือฝ่ายการเมืองแต่ไม่ฟันธง

เมื่อถามว่ากรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลที่หลุดเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง นายไชยชนก กล่าวว่า ตนเชื่อว่าจากพฤติกรรมที่พบมีความเป็นไปได้สูง แต่ยังไม่สามารถฟันธงได้ ขอรอผลการตรวจสอบก่อน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียด ส่วนภาพที่ปรากฏออกมาเป็นภาพของนายไชยชนกจริงหรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า เป็นภาพเก่าจากบัตรประชาชนใบเดิม

‘สิริพงศ์’เผยพบ3IPต้องสงสัย 3แหล่ง

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวถึงกรณีการรั่วไหลของข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมว่าเราได้ตรวจพบ IP ต้องสงสัยจาก 3 แหล่งแอคเคานท์ ซึ่งใช้ข้อมูลอย่างผิดปกติในการสืบหา และพฤติกรรมในการสืบหาก็มีความผิดปกติด้วย กระทรวงคมนาคมจึงแจ้งไปยังสำนักงานตำรวจไซเบอร์ให้ดำเนินการในขั้นตอนต่อไป โดย IP ที่ผิดปกติมาจาก 3 แหล่ง คือ เทศกิจเขตบางกอกน้อย การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และกองกำลังสิงหนาถ ซึ่งเราได้ระงับยูสเซอร์ของทั้ง 3 หน่วยงานเป็นการชั่วคราวแล้วสำหรับหน่วยงานต่างๆ ที่มาขอต่อข้อมูลกับกระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางบก ได้ให้รีเซตข้อมูลขอพาสเวิร์ดใหม่ เพื่อเป็นการล้างข้อมูลที่รั่วไหลออกไปก่อน เพราะขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าคนที่เข้ามาเอาข้อมูลเป็นเจ้าของยูสเซอร์หรือเจ้าของพาสเวิร์ดตัวจริง หรือถูกแฮกไปแล้วถูกแอบอ้าง ส่วนชื่อขณะนี้มีครบหมดแล้ว ซึ่งส่งให้ตำรวจดำเนินการแล้ว

อย่ากังวลชี้นำไปทำธุรกรรมไม่ได้

นายสิริพงศ์กล่าวอีกว่าขอให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า แม้ข้อมูลที่ถูกนำมาเผยแพร่เป็นข้อมูลส่วนบุคคล แต่เป็นข้อมูลพื้นฐานไม่สามารถนำไปทำธุรกรรมใดๆ ได้ การดำเนินการที่กรมการขนส่งทางบกเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ เชื่อมต่อได้ ก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเกี่ยวกับการดำเนินการในส่วนของกระทรวงคมนาคม แต่เมื่อถูกกลุ่มมิจฉาชีพลักลอบนำข้อมูลไปขายใน Dark Web เราบล็อกทุกช่องทางแล้ว ไม่สามารถเข้าไปดูได้ในช่องทางธรรมดา แต่สำหรับกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Dark Web อาจจะยังเข้าดูได้อยู่ ซึ่งเรากำลังหาวิธีการในการป้องกันต่อไป

“ขอประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการโอนกรรมสิทธิ์ใดๆ ได้ ถ้าท่านไม่ได้มีการยืนยันตัวตน ย้ำว่า กระทรวงคมนาคมจะไม่มีการติดต่อท่าน ไม่มีการส่งลิงก์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทางใดก็ตาม” รมช.คมนาคม กล่าว

ตัดเกณฑ์รถเก่า-คาดได้สิทธิ์เพิ่ม2-3ล้าน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคมเปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องเกณฑ์การพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่ากรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินการเตรียมระบบเพื่อแก้ปัญหาและอำนวยความสะดวกเรื่องเกณฑ์การพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเรียบร้อยแล้วโดยจะใช้มาตรการยกเว้นหรือ”เวฟให้อัตโนมัติ”สำหรับผู้ที่มีชื่อครอบครองรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20ปี และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 15ปี ซึ่งจากฐานข้อมูลคาดว่าจะมีประชาชนที่เข้าข่ายได้รับการเวฟข้อมูลในส่วนนี้มากถึงประมาณ 1ล้านกว่าราย ทั้งนี้ กลางเดือนสิงหาคมนี้ กรมการขนส่งทางบกจะมีการบูรณาการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อส่งมอบให้กระทรวงการคลังนำไปพิจารณาสิทธิ์ก่อนในรอบแรกจากการลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาพบว่านับตั้งแต่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีประชาชนเดินทางมายื่นอุทธรณ์สิทธิ์ที่สำนักงานขนส่งเพิ่มเติมแล้วกว่า 200,000ราย โดยหน่วยงานได้รับเรื่องร้องทุกข์จากทุกช่องทางและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ทันทีในทุกเคสซึ่งคาดการณ์ว่าจากการดำเนินการในครั้งนี้ จะส่งผลให้มีผู้ผ่านเกณฑ์และได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2-3 ล้านคน

คลังสรุปยอดคนยากจนจริง5.38ล้าน

ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่าขณะนี้ไม่มีการเปิดให้สมัครรับสิทธิบัตรสวัสดิการปี 2569เพิ่มเติม เพราะมั่นใจว่ากระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้สำรวจกลุ่มตกหล่นที่มีความยากจนจริงๆครบหมดแล้วในจำนวน 5.38 ล้านรายจากข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 4 ส.ค.69 ผู้ที่ยื่นขอทบทวนสิทธิ จำนวน 4.11 ล้านราย จากจำนวนผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติ 9.3 ล้านราย ยืนยันว่าการลงทะเบียนรอบนี้ถือเป็นการดำเนินการที่ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปดูแลและอำนวยความสะดวกให้แม้กระทั่งกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงและผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนด้วยตนเองได้ ทำให้มั่นใจได้ว่านโยบายนี้เข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่หมู่บ้านอย่างแท้จริงมั่นใจว่าไม่มีประชาชนกลุ่มใดที่ตกหล่นจากการลงทะเบียนในครั้งนี้ กระบวนการดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีการลงพื้นที่เพื่อสำรวจและทำประชาคมในทุกหมู่บ้านอย่างทั่วถึง

สรุปข้อมูลรั่วต้นตอรหัสผ่านหลุด

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เชิญสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) หน่วยงานด้านการสืบสวนสอบสวน หน่วยงานเจ้าของฐานข้อมูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาหารือและรับฟังรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีการเผยแพร่ข้อมูลทะเบียนรถและข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อประมวลข้อเท็จจริงและกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำผลตรวจสอบพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการเจาะระบบหรือดึงฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐออกไปทั้งระบบ แต่เกิดจากการนำชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่รั่วไหลอยู่ก่อนแล้วมาเข้าสู่ระบบตามสิทธิการใช้งานปกติ ก่อนสืบค้นข้อมูลเป็นรายกรณี โดยขณะนี้พบผู้ถูกสืบค้นข้อมูลประมาณ 800 ราย และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้จากข้อมูลการใช้งานในระบบ ทั้งนี้ นายภราดร ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับมาตรการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยกำหนดให้ระบบที่จัดเก็บข้อมูลประชาชนใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายชั้น(Multi-Factor Authentication) ครอบคลุมทั้งระบบใหม่และระบบเดิมพร้อมเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 30 วัน รวมทั้งให้จัดทำระบบติดตามการใช้งาน (Audit Log) และติดตามหน่วยงานที่ได้รับการแจ้งเตือนเรื่องบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านรั่วไหลให้เร่งดำเนินการแก้ไข

ราชทัณฑ์ แจงปมย้ายผู้ต้องขัง เพื่อจัดระเบียบเรือนจำ แก้ปัญหาแออัด ย้ำไม่ได้กลั่นแกล้ง

ราชทัณฑ์ แจงปมย้ายผู้ต้องขัง เพื่อจัดระเบียบเรือนจำ แก้ปัญหาแออัด ย้ำไม่ได้กลั่นแกล้ง

ราชทัณฑ์ แจงปมย้ายผู้ต้องขัง เพื่อจัดระเบียบเรือนจำ แก้ปัญหาแออัด ย้ำไม่ได้กลั่นแกล้ง

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.00 น.

‘ราชทัณฑ์’แจงกระแสกังวลย้ายผู้ต้องขัง 2,200 คน ยันไม่ละเมิดสิทธิ เน้นแก้แออัด- เตรียมย้ายผู้ต้องขังคดี ม.112 กลับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตามเสนอแนะของ กสม. 

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ตามที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับกรณีย้ายและกระจายผู้ต้องขังไปยังเรือนจำต่างๆ จนนำไปสู่ความกังวลใจของญาติและสังคมนั้น  กรมราชทัณฑ์ขอเรียนว่า มาตรการดังกล่าวเป็นกระบวนการบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาความแออัดในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในช่วงที่มีการจัดระเบียบเพื่อปฏิบัติตามนโยบายเรือนจำศูนย์ระหว่างพิจารณาคดีนำร่อง (Hub) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายกระทรวงยุติธรรมโดยให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ควบคุมคุมผู้ต้องขังระหว่างสวนระหว่างไต่สวน-พิจารณา ในคดีทั่วไปและคดียาเสพติดให้โทษ เพื่อแยกประเภทผู้ต้องขังตาม”ข้อกำหนดแมนเดลลา” (The Mandela Rules) มุ่งเน้นการแยกประเกทผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีออกจากนักโทษเด็ดขาด และเพื่อบริหารจัดการพื้นที่เรือนจำ

สืบเนื่องจากการดำเนินการตามนโยบายข้างต้น ส่งผลให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จำเป็นต้องย้ายผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา (ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย มีกำหนดโทษจำคุกแล้ว) และนักโทษคดีเด็ดขาดแล้วออกเป็นจำนวนสูงถึง 2,200 คน โดยได้ย้ายไปคุมขังยังเรือนจำ/ทัณฑสถานใกล้เคียง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการเยี่ยมญาติของผู้ต้องขัง และอำนวยความสะดวกในการควบคุมตัวรับ-ส่งผู้ต้องขังไปศาล โดยมิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ และการย้ายเรือนจำไม่ได้ทำให้สิทธิของผู้ต้องขังลดลงแต่อย่าง ใด 

ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ยังคงคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิการเยี่ยมญาติ และสิทธิการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานทางการแพทย์อย่างเสมอภาค เท่าเทียมกันทุกเรือนจำทั่วประเทศ ประกอบกับปัจจุบันเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯได้ดำเนินการย้ายระบายผู้ต้องขังคดียาเสพติดฯ ระหว่างพิจารณาคดีไปคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เพื่อเป็นการรระบายผู้ต้องขังที่เกินความจุ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขานรับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ในกรณีการย้ายผู้ต้องชังคดีมาตรา 112 กรมราชทัณฑ์จึงได้ดำเนินการประชุมวางแผนเพื่อพิจารณาคัดย้ายผู้ต้องขังดังกล่าว จากเรือนจำกลางบางขวางกลับไปคุมขังยังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯเพื่อประโยชน์สูงสุดในกระบวนการยุติธรรมแล้ว

กรมราชทัณฑ์ขอยืนยันว่า ทุกชั้นตอนการย้ายผู้ต้องขังเป็นไปตามกรอบอำนาจของกฎหมาย มุ่งเน้นการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาพฤตินิสัย และการเตรียมความพร้อมของผู้ต้องขังในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

กรมราชทัณฑ์ขอให้พี่น้องประชาชนและญาติผู้ต้องขังมีความมั่นใจว่า การบริหารโครงสร้างและกำลังความจุของเรือนจำในทุกขั้นตอน มุ่งเน้นการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ควบคู่ไปกับการยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามมาตรฐานกฎหมายไทยและกฎบัตรสากล เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
 

อภิสิทธิ์ จี้รัฐบาลเคลียร์ปม แลนด์บริดจ์ ให้ชัด หลังคลังชี้ไม่คุ้มค่า หนุน Southern Connect แทน

อภิสิทธิ์ จี้รัฐบาลเคลียร์ปม แลนด์บริดจ์ ให้ชัด หลังคลังชี้ไม่คุ้มค่า หนุน Southern Connect แทน

อภิสิทธิ์ จี้รัฐบาลเคลียร์ปม แลนด์บริดจ์ ให้ชัด หลังคลังชี้ไม่คุ้มค่า หนุน Southern Connect แทน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.42 น.

“อภิสิทธิ์” จี้ รัฐบาลเคลียร์ปม “แลนด์บริดจ์” ให้ชัด หลังคลังชี้ไม่คุ้มค่า ชู “Southern Connect” ยกระดับโลจิสติกส์ภาคใต้

5 สิงหาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรีฐมนตรี แสดงความคิดเห็นถึงความคืบหน้าของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับใหญ่ (โครงการแลนด์บริดจ์) ว่า ขณะนี้ภาพรวมของโครงการดังกล่าวยังมีความกำกวม เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่า หลังจากที่คณะกรรมการซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ตรวจสอบ และสรุปผลออกมาว่าโครงการนี้ไม่มีความคุ้มค่าทางการลงทุน ทางรัฐบาลจะยังคงดันทุรังเดินหน้าต่อ หรือจะยอมยึดตามข้อสรุปของคณะกรรมการดังกล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยืนยันจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ในรูปแบบเดิมนั้นไม่คุ้มค่า แต่พรรคฯ สนับสนุนให้รัฐบาลเร่งพัฒนาและปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ของพื้นที่ภาคใต้ทั้งระบบ ไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะการแก้ปัญหาคอขวดหรือจุดเชื่อมต่อที่ขาดหาย (Missing Link) ระหว่างท่าเรือระนองกับชุมพรเพียงอย่างเดียว แต่ควรนำแนวคิดโครงการ “Southern Connect” มาปรับใช้ เพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งในภาคใต้ให้ครอบคลุมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นและภาพรวมของประเทศ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงวาระการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ในการเตรียมพร้อมรับการเปิดสมัยประชุมสภาที่จะถึงนี้ โดยพรรคเตรียมติดตามและเปิดอภิปรายในหลายประเด็นสำคัญ เช่น คดีฮั้ว สว. การพิจารณาร่าง พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) และการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ขณะเดียวกัน ในฐานะกรรมาธิการที่ดูแลด้านองค์กรอิสระ นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยด้วยว่าเตรียมรับหน้าที่เป็นแม่งานจัดงานสัมมนาทิศทางและอนาคตขององค์กรอิสระ เพื่อเสริมสร้างกลไกการตรวจสอบในระบบประชาธิปไตยไทยให้มีความเข้มแข็งต่อไป

“ผมและพรรคประชาธิปัตย์ ยังเดินหน้าอย่างเต็มที่ เพื่อพี่น้องทุกคนครับ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ‘ช้างเผือก-มงกุฎไทย’ แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ 8 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ‘ช้างเผือก-มงกุฎไทย’ แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ 8 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ‘ช้างเผือก-มงกุฎไทย’ แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ 8 ราย

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.22 น.

วันที่ 5 สิงหางคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ จำนวน 8 ราย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2569

รายนามผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มีดังนี้

ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

1.พลเอก ธนณัฐ ยังเฟื่องมนต์
2.พลตำรวจโท มณฑลทัฬห์ บุนนาค

ชั้นมหาวชิรมงกุฎ

1.พลอากาศเอก ปรัชญา พรหมบุรมย์
2.พลเรือตรี ภาณุวัฒน์ อินทนิล
3.พลอากาศตรี ทรงสวัสดิ์ ทรัพย์จำนงค์

ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก

1.พลตรี วีระไชย เหเตโชดม

ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย

1.พลตรี สรรวิชญ์ ภูมิภัทรวงศ์
2.พันโท สมานมิตร พัฒนา

ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวลงวันที่ 5 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน.

สกลธี รับเรื่องแอปฯ หมอพร้อม แอบอ้างสิทธิ์บัตรทอง จ่อเรียก รพ.ที่เกี่ยวข้องแจง 27 ส.ค. นี้

สกลธี รับเรื่องแอปฯ หมอพร้อม แอบอ้างสิทธิ์บัตรทอง จ่อเรียก รพ.ที่เกี่ยวข้องแจง 27 ส.ค. นี้

สกลธี รับเรื่องแอปฯ หมอพร้อม แอบอ้างสิทธิ์บัตรทอง จ่อเรียก รพ.ที่เกี่ยวข้องแจง 27 ส.ค. นี้

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.52 น.

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความระบุว่า หมอพร้อมทิพย์!!!

วันนี้กรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มพี่น้องประชาชนที่พบความผิดปกติในการเบิกจ่ายสิทธิ์บัตรทองใน application หมอพร้อม

ซึ่งมีจำนวนมากหลายราย และในบางรายได้มีบุคลากรอ้างว่ามาจากโรงพยาบาลที่ทำการเบิกจ่ายขอเจรจาต่อรองเพื่อไม่ให้เอาความ รวมถึงข่มขู่

กรรมาธิการการสาธารณสุขได้รับเรื่องเอาไว้แล้วและรอผลสอบจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรัฐมนตรีขอเวลาสองสัปดาห์ ในการสอบสวนเบื้องต้น โดยผมจะนำเรื่องเข้าพิจารณาและเชิญโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาชี้แจงในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นี้ครับ

เรื่องนี้นับเป็นวิกฤติศรัทธาความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนต่อการบริการภาครัฐ ซึ่งบางรายได้ค้นพบถูกเบิกจ่ายการรักษาย้อนหลังไปถึงปี 2561 

ต้องหาคำตอบให้ได้ครับว่าเรื่องนี้เป็นการผิดพลาดทางระบบหรือเป็นการตั้งใจทุจริตกันแน่

ในส่วนของสาธารณสุขมีปัญหาเยอะไม่เว้นแต่ละวันครับ และในวันเดียวกันนี้ได้มีผู้ร้องส่งข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาถึงขบวนการอุ้มบุญผิดกฎหมาย ซึ่งน่าจะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนเทา กรณีนี้ก็เป็นปัญหาในเรื่องความมั่นคงทั้งในเรื่องการต้องการสัญชาติและการค้ามนุษย์ ซึ่งจะนำเข้ากรรมาธิการต่อไปครับ

ในส่วนหลายเรื่องที่ได้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายผลการจับกัญชาล็อตใหญ่และพ่อทิพย์ กำลังรอเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมและจะเรียกมาชี้แจงเพื่อขยายผลและส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปครับ

#สาธารณสุขไทยหลากหลายปัญหาใต้พรม

#กรรมาธิการการสาธารณสุข 

โปรดเกล้าฯ ถอดยศตำรวจ 3 นาย เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กระทำผิดวินัยร้ายแรง

โปรดเกล้าฯ ถอดยศตำรวจ 3 นาย เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กระทำผิดวินัยร้ายแรง

โปรดเกล้าฯ ถอดยศตำรวจ 3 นาย เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กระทำผิดวินัยร้ายแรง

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.08 น.

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา  เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศอดีตข้าราชการตำรวจ จำนวน 3 ราย ออกจากยศตำรวจ ตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ประกอบระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2565 ข้อ 4 (4) และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา ตามข้อ 6 และข้อ 7 (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ดังนี้

1. พันตำรวจเอก รัฐระวี ไชยชนะ ออกจากยศตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2560 เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 2 ประเภทที่ 2 เหรียญราชการชายแดน และเหรียญจักรมาลา

2. พันตำรวจโท ยุสลอน อับดุลซามะ ออกจากยศตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญราชการชายแดน

3. ร้อยตำรวจโท ภูวนัย แก้วน้อย ออกจากยศตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2567 เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ และเรียกคืนเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 2 ประเภทที่ 2 และเหรียญราชการชายแดน

ทั้งนี้ บุคคลทั้ง 3 ราย เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

ประกาศ ณ วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี

‘กรมศิลป์’ เผยความคืบหน้าจัดสร้างพระเมรุมาศ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เป็นไปตามกรอบเวลา

‘กรมศิลป์’ เผยความคืบหน้าจัดสร้างพระเมรุมาศ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เป็นไปตามกรอบเวลา

‘กรมศิลป์’ เผยความคืบหน้าจัดสร้างพระเมรุมาศ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เป็นไปตามกรอบเวลา

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.34 น.

“ศุภจี” ประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศฯ ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน เป็นไปตามแผนการดำเนินงานและสมพระเกียรติ
         
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 5 สิงหาคม 2569  ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์   รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธี ถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม รองประธานกรรมการ  หัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ และอธิบดีกรมศิลปากร เข้าร่วมประชุมด้วย

โดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้รายงานความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างภายในบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ได้แก่ พระเมรุมาศ ซ่างและหอเปลื้อง พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทับเกษตรและทิม พลับพลายกสนามหลวง อาคารมหาดเล็กและอาคารบริการ และสิ่งปลูกสร้างนอกมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ได้แก่ พลับพลายกหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ พลับพลายกวัดพระเชตุพนฯ และเกยลา รวมทั้งภูมิทัศน์โดยรอบ และงานศิลปกรรมประดับพระเมรุมาศ ได้ดำเนินการเป็นไปตามแผนการดำเนินการและกรอบเวลาที่กำหนดไว้ โดยจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2569 ส่วนความคืบหน้าการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ และพระยานมาศ จะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการซักซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ต่อไป 

สำหรับการจัดสร้างพระโกศจันทน์ หีบพระบรมศพไม้จันทน์ พระโกศพระบรมอัฐิ (ผอบบรรจุพระบรมอัฐิ และพระถ้ำศิลาลองใน) เครื่องสังเค็ด จะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2569 

และเมื่อเวลา 14.30 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ครั้งที่ 1/2569 กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดทำแนวทางในการปรับปรุงองค์ประกอบสถาปัตยกรรม พระเมรุมาศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรม
ราชชนนีพันปีหลวง เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยปรับปรุงในส่วนที่จำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับพระอิสริยยศและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้แก่ การปรับส่วนยอดพระเมรุมาศ ให้เป็น “พระสัปตปฎลเศวตฉัตร” (ฉัตรขาว 7 ชั้น) สอดคล้องกับพระอิสริยยศ ปรับโทนสีของหลังคาพระเมรุเป็น “สีแดงอิฐ” ซึ่งเป็นสีแห่งวันประสูติ (วันพฤหัสบดี) หน้าบัน อัญเชิญอักษร “พระนามาภิไธย พ.ภ.” ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง โดยเน้นการใช้เฉดสีหลักเป็น “สีส้ม” ซึ่งเป็นสีแห่งวันประสูติ หลังคาพระจิตกาธาน ปรับรูปแบบเป็น “หลังคาซ้อน 7 ชั้น” ให้สอดรับกับพระสัปตปฎลเศวตฉัตร

และการกำหนดระดับความสูงของสะพานเกรินให้สัมพันธ์กับราชยานที่ใช้ในการเทียบในพระราชพิธี ส่วนภูมิสถาปัตยกรรม คัดเลือกพันธุ์ไม้ที่มีดอกและใบในโทนสีที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ประกอบด้วยสีส้มและสีเหลืองอันเป็นสีแห่งวันประสูติ แสดงอัตลักษณ์ความเป็นนักกฎหมาย ผ่านการจัดวางองค์ประกอบที่มีความสมมาตร สะท้อนความเที่ยงตรงยุติธรรมและมีระเบียบแบบแผน โครงการเพื่อนพึ่ง (ภา) สื่อถึงพระกรุณาธิคุณในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและราษฎรผู้ยากไร้ และอัตลักษณ์ความเป็นทหาร สื่อถึงระเบียบวินัยและความเข้มแข็ง ผ่านการออกแบบสระโบกขรณีที่มีผิวน้ำเรียบนิ่ง เพื่อสะท้อนภาพพระเมรุ แสดงถึงความสงบมั่นคง และเป็นระเบียบอันงดงาม  ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาแผนการดำเนินการจัดสร้างพระเมรุมาศฯ และแผนการดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ และเครื่องประกอบฯ เพื่อให้การดำเนินการแล้วเสร็จตามกำหนด ทั้งนี้การดำเนินการต่าง ๆ รัฐบาลจะได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ต่อไป

จากนั้น เวลา 15.30 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงครั้งที่ 1/2569 ที่ประชุมพิจารณาแผนการดำเนินงานการจัดนิทรรศการพิเศษงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงภายในบริเวณพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง โดยจัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ และนิทรรศการพระเมรุมาศ ศิลปกรรมประกอบพระเมรุมาศ และการบูรณะปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ พร้อมทั้งมีการจัดแสดงมหรสพในช่วงเวลาจัดนิทรรศการฯ 

กสถ. เคาะยกเลิก บัญชีสอบท้องถิ่นปี 68 เตรียมขึ้นบัญชีใหม่ พบ 97 คนคะแนนผ่านแต่ถูกอัพเพิ่ม รอขึ้นเขียงถูกสอบ

กสถ. เคาะยกเลิก บัญชีสอบท้องถิ่นปี 68 เตรียมขึ้นบัญชีใหม่ พบ 97 คนคะแนนผ่านแต่ถูกอัพเพิ่ม รอขึ้นเขียงถูกสอบ

กสถ. เคาะยกเลิก บัญชีสอบท้องถิ่นปี 68 เตรียมขึ้นบัญชีใหม่ พบ 97 คนคะแนนผ่านแต่ถูกอัพเพิ่ม รอขึ้นเขียงถูกสอบ

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.25 น.

สางโกงสอบท้องถิ่น! ’กสถ.’ เคาะยกเลิก ’บัญชีสอบท้องถิ่นปี 68’ เตรียมขึ้นบัญชีใหม่ ชง ’ก.กลาง‘ พิจารณาวิธีปฏิบัติแต่ละกลุ่มพรุ่งนี้ แจง ‘กลุ่มที่คะแนนผ่านแต่ถูกอัพเพิ่ม’ พบ ‘97คน‘ ขึ้นบัญชีไปแล้ว รอขึ้นเขียงถูกสอบ ตอบครหาโกงแต่ยังได้ไปต่อ ยันทำตามข้อกม. ประกอบข้อมูลตร. สอยทีหลังได้ ด้าน ’ปลัดมท.’ เผยกว่า100ขรก.ระดับสูง-จนท.พบเอี่ยวทุจริตจากผลสรุปชุด ‘ปกรณ์’ รอ ‘นายกฯ‘ สะบัดปากกาเซ็นรับรอง ก่อนชง ’มหาดไทย’ ตั้งคกก.สอบเพิ่มจาก5คนล๊อตแรก ลั่นใครผิดไม่ถูกต้องอยู่ไม่ได้แน่นอน 

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 16.30 น. ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น(กสถ.) ครั้งที่10/2569 ที่หารือกันเป็นเวลากว่า2ชั่วโมงว่า การประชุมวันนี้เป็นการรับรองมติที่นายวันชัย จันทร์พร ประธาน กสถ. ได้ลงนามยกเลิกบัญชีการสอบแข่งขันพนักงานและข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี2568 และเตรียมขึ้นบัญชีใหม่ นอกจากนี้ยังได้กำหนดวิธีการปฏิบัติ ภายหลังจากที่มีการขึ้นบัญชีใหม่แล้ว จะมีผู้ที่สอบได้โดยสุจริต ประมาณ 12,000 คน ได้ดำเนินการตามที่มีการบรรจุไปแล้ว ขณะที่กลุ่มที่มีคะแนนไม่ถูกต้อง มีความคลาดเคลื่อน หรือคะแนนสูงขึ้นผิดปกติ จะไม่ได้ถูกขึ้นบัญชี แล้วจะดำเนินการอย่างไรให้คนที่จะขึ้นบัญชีใหม่เข้ามาแทนที่เลย โดยในวันพรุ่งนี้(6ส.ค.) ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น(ก.กลาง) ก็จะนำเรื่องดังกล่าวรายงานต่อ ก.กลางเพื่อทราบ และพิจารณาดำเนินการต่อไป 

เมื่อถามถึงกลุ่มผู้ที่มีคะแนนสอบผ่านอยู่แล้ว แต่ถูกปรับคะแนนเพิ่มขึ้นไปอีก จะดำเนินการอย่างไร ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า มี2ส่วน 1.เกือบ500คนยังไม่ได้ขึ้นบัญชี ก็จะไม่ได้ขึ้นบัญชี 2.ส่วนที่มีการบรรจุไปแล้วเกือบ100คน จะมีการพิจารณาว่าจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร เพราะเมื่อเขาสอบผ่าน ตามกติกาต้องขึ้นบัญชีให้เขาก่อน ซึ่งทาง สถ. กำหนดแนวทางไว้แล้ว ขณะเดียวกันฝ่ายตำรวจก็จะสอบสวนด้วยว่าได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นมาอย่างไร

ด้านนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในฐานะเลขานุการ ก.กลาง ชี้แจงในรายละเอียดสำหรับกลุ่มผู้ที่มีคะแนนสอบผ่านอยู่แล้ว แต่ถูกปรับคะแนนเพิ่มขึ้นไปอีกว่า มีทั้งหมดประมาณ 774 คน ขึ้นบัญชีรอบแรกไปแล้ว 561 คน ไม่มารายงานตัว 211 คน ใน 561 คน เมื่อแยกกลุ่มเพื่อเรียงลำดับจริงแล้วมีผู้ยังอยู่ในบัญชี แค่ 97 คน อีก 464 คน จะถูกเพิกถอนเพื่อไปรอคิวตามที่มีการจัดลำดับบัญชีใหม่ 

เมื่อถามกรณีผู้ที่อยู่ในบัญชี97คนที่ยังต้องหาแนวทางปฏิบัติอยู่ สังคมอาจตั้งคำถามว่าเขาโกงแต่ยังได้อยู่ในบัญชี จะตอบสังคมอย่างไร นายบุญประสงศ์ กล่าวว่า เราดำเนินการตามมาตรฐานของข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนการดำเนินการในชั้นตรวจสอบทุจริต เป็นชั้นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อ 

เมื่อถามต่อว่าหมายความว่าสอยทีหลังได้ใช่หรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า แน่นอน เราจะประกอบกับข้อมูล เช่นที่ ผบ.ตร.ระบุว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ชุดของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สรุปผลพบว่าผู้เกี่ยวข้องเป็น100คน บุคคลเหล่านี้ที่เกี่ยวข้อง เขาจะแจ้งมายังกระทรวงมหาดไทย เราก็จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่เพิ่มเติมจาก5คนที่เคยตั้งสอบวินัยร้ายแรงไปแล้ว เพราะฉะนั้นหากพบว่าใครเกี่ยวข้อง เราก็จะดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย ใครที่มันไม่ถูกต้อง สุดท้ายก็คือไม่ถูกต้อง อยู่ไม่ได้อยู่ก็ไม่มีความสุข เขาก็รู้ตัวอยู่แล้ว 

“หน้าที่ของ กสถ. ขณะนี้คือยกเลิกบัญชีเก่า แล้วขึ้นบัญชีใหม่ ตามคะแนนจริงที่ดำเนินการไม่เกิน5นาทีหลังจากที่มีใบคะแนน เราก็ขึ้นบัญชีตามนั้น ใครไม่ถูกต้อง ทำผิด หรือเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ พอเราสอบไปถึง คนเหล่านี้ก็จะอยู่ไม่ได้ ก็จะต้องถูกดำเนินการ แต่ก็ต้องให้สิทธิ์เขาโต้แย้ง คนมันต้องพูดอยู่แล้วว่า ไม่รู้เรื่องเลย แต่เมื่อสอบสวนแล้วพบว่าจ่ายเงินทุจริต มีการทำให้คะแนนเพิ่ม สุดท้ายก็อาจจะหนักกว่าเดิมด้วย ยิ่งรับราชการอยู่แล้วก็ต้องถูกให้ออกจากราชการ ถูกดำเนินคดี อาจไปถึงถูกจำคุกหรือไม่ก็ต้องดูที่กฎหมายด้วย” นายอรรษิษฐ์ กล่าว 

เมื่อถามว่าใน97คนอาจมีบางส่วนเป็นผู้บริสุทธิ์ก็มีด้วยใช่หรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เขาได้รับคะแนนเพิ่มขึ้น แต่เรายังบอกไม่ได้ว่าเขาได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นจากใคร คนไหนเพิ่มให้เขา เขาติดต่อใครเพื่อทำให้คะแนนเพิ่มขึ้น อาจไม่ใช่ตัวเขาก็ได้ อาจจะเป็นพ่อแม่ญาติพี่น้องเขา พอตำรวจสืบไปถึงใคร คนนั้นก็ต้องเกี่ยวข้องในคดีนี้ทั้งหมด ไม่มีใครสามารถหลุดรอดความผิดไปได้

นายอรรษิษฐ์ กล่าวชี้แจงต่อว่า สำหรับรายชื่อข้าราชการกว่า100คน ที่คณะกรรมการฯชุดนายปกรณ์ สรุปมา กำลังเสนอไปที่นายกรัฐมนตรี นายกฯกำลังเซ็น ใน100คนเป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีตั้งแต่ระดับสูงจนถึงเจ้าหน้าที่ต่างๆ ไม่ใช่บุคคลที่เข้าสอบใน97คน ก็จะต้องดำเนินการต่อไป เพื่อส่งมาให้กระทรวงมหาดไทย ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพิ่มตามที่ตนกล่าวไป

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการในสังกัดจำนวน5ราย ในวันพรุ่งนี้(6ส.ค.)มีรายงานว่านายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดี สถ. จะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหากับทางตำรวจ จะสามารถมีผลกับการสอบวินัยร้ายแรง หรือชี้มูลได้เลยหรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ต้องอยู่ที่ประธานคณะกรรมการสอบสวนฯ คือนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ ถ้าสอบสวนแล้ว มันไม่ต้องสอบเพิ่มเติม ก็สามารถดำเนินการได้ตามอำนาจหน้าที่ แล้วเสนอมาที่กระทรวงมหาดไทย หากมันมีโทษหนัก ก็จะต้องเข้าคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน(อ.ก.พ.)กระทรวงมหาดไทยพิจารณาโทษตามที่คณะกรรมการฯเสนอมา  ทางอธิบดี ปภ. ก็รายงานความคืบหน้าว่าในวันพรุ่งนี้(6ส.ค.) จะเชิญนายธีรุตม์ มาให้ปากคำ 

ศาลรธน.ชี้โทษตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี คดีสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งที่รู้ขาดคุณสมบัติ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลรธน.ชี้โทษตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี คดีสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งที่รู้ขาดคุณสมบัติ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลรธน.ชี้โทษตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี คดีสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งที่รู้ขาดคุณสมบัติ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.42 น.

ศาล รธน.ชี้โทษตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี คดีสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า พ.ร.บ. การเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562มาตรา 120 เฉพาะในส่วนการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 ส่งคำโต้แย้งของนายเกียรติกุนทร์ สุขเนตร์ จำเลยในคดีอาญา หมายเลขดำที่ อ2212/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อ 4427/2568 เลขที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่าถ้อยคำดังกล่าวของบทบัญญัติมาตรา120 พ.ร.บ.พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562 ที่ระบุว่าผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะ ต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หนึ่งปีถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ สองหมื่นบาท ถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปีนั้น ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 26 หรือไม่

โดยตุลาการเสียงข้างมาก 7 เสียงที่เห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย  นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายจิรนิติ หะวานนท์ นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายอุดม รัฐอมฤต นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล

ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อย จำนวน 1 เสียงที่เห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญคือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน