ไอซ์ รักชนก โดนอีกคดี! ศาลรับคดี ‘สุชาติ’ ฟ้องหมิ่น ปมแชร์โพสต์เบอร์รี่ฟินแลนด์ 36 ล้าน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:56 น.

ไอซ์ รักชนก ตกเป็นจำเลยอีกคดี หลังศาลประทับฟ้องที่เสี่ยเฮ้ง”ฟ้องหมิ่นฯ ปมแชร์โพสต์ กินหัวคิวแรงงาน 36ล้านเก็บลูกเบอร์รี่ ที่ฟินแลนด์ ศาลนัดสอบ คำให้การ 5 ต.ค.นี้บ่าย

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษกศาลนัดฟังคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่นรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณาฯ

กรณีที่น.ส.รักชนกแชร์โพสต์ของ น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ (บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record) นำเสนอปมเจ้าหน้าที่และนักการเมืองไทยเรียกรับสินบนจากบริษัทจัดการแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าที่ประเทศฟินแลนด์

โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า จำเลยใช้แอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊ก บัญชีชื่อรักชนก ศรีนอก มีผู้ติดตาม 1. 7 ล้านคน เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569 จำเลยโพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กบัญชีของจำเลยว่า”บ้าหน่า พี่เค้าคนดี ไอซ์ไม่เชื่อ คนชลบุรีก็ไม่เชื่อ” พร้อมกับแชร์ข้อความบัญชีเฟซ บุ๊ก ชื่อ Hathairat Phaholtap ว่า “สุชาติ ชมกลิ่น ว่าที่ ส.ส.เขต 1 ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย ถูก DSIกล่าวหาว่า รับสินบนจากบ.เบอร์รี่ฟินแลนด์มูลค่า 36 ล้าน อ่านต่อในคอมเมนต์” และพิมพ์ข้อความในช่องแสดงความคิดเห็นว่า “เปิดหลักฐานจากสำนวนดีเอสไอ คดีนักการเมืองรับสินบน 36ล้าน พร้อมบทสนทนาจากแชตไลน์ที่นายหน้านำเงินไปให้อดีต รมว.แรงงาน รวมสินบนกว่า 36 ล้านบาท ส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กระทั่งมีการกล่าวหาอดีตนักการเมือง2 คน และอดีตข้าราชการระดับสูง กระทรวงแรงงาน 2คน เเละข้อความอื่นๆซึ่งลเวนเป็นเท็จ

โดยมีบุคคลทั่วไปเข้าไปแสดงความคิดเห็นต่อข้อความดังกล่าวเป็นจำนวนมากว่าโจทก์เป็นคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต อันมีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สามว่าโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และดำรงตำแหน่ง รมว.เเรงงานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ รับสินบนและเรียกเก็บค่าหัวคิวจำนวน 36 ล้านบาท และกรมสอบสวนคดีพิเศษส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.ไต่สวนและดำเนินคดีกับโจทก์ทั้งที่ความจริงแล้วโจทก์มิได้เรียกหรือเรียกเก็บค่าหัวคิวจากแรงงาน และมิได้ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษและ ป.ป.ช.ดำเนินคดีในเรื่องดังกล่าว อันเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา ทำให้บุคคลทั่วไปที่พบเห็นและอ่านข้อความดังกล่าวเข้าใจว่าโจทก์มีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและรับสินบน คดโจทก์ฟ้อวมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328 ให้ประทับฟ้องคดีไว้พิจารณา

ศาลนัดสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันวันนัดสืบพยาน วันที่ 5 ต.ค.นี้เวลา 13.30 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีคดีที่ น.ส.รักชนก ถูก นายสุชาติ ฟ้องหลายคดี เช่น

1.กรณีกล่าวหาตึกsky 9 โดยศาลอาญารัชดา นัดสืบพยานโจทก์-จำเลย ช่วงเดือน พ.ย. 2569

2.กรณีโพสต์กล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง มีการไกล่เกลี่ยซึ่งนายสุชาติถอนฟ้อง

นอกจากนี้ยังมีคดีที่ สน.ทองหล่อ ที่นายสุชาติมิบิำนาจให้ทนายความแจ้งความดำนเนิคดี 2 คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีโพสต์กล่าวหานายสุชาติ ทุจริตรับสินบน กรณีตึก SKYY 9 และ ส่งคนงานไปเก็บผลไม้เบอรี่ที่ประเทศฟินแลนด์ รวมถึงคดีที่ น.ส.รักชนกโพสต์เเชร์ ผลโพล ภาคเอกชน กรธ. ที่ระบุว่า ผลตัวอย่างงานวิจัย กรมควบคุมมลพิษ ทุจริตอันดับ 1 พร้อมเขียนข้อความทำให้นายสุชาติฯได้รับความเสียหาย .

สุชาติ ชมกลิ่น, ไอซ์ รักชนก

‘สุรเดช’ ยกกรณี ‘เล่าต๋า’ สะท้อนช่องโหว่หลักเกณฑ์ลดโทษ ข้องใจ เหตุใดมีการรับโทษเพียงเล็กน้อย

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:44 น.

‘สุรเดช’ ยกกรณี ‘เล่าต๋า’ สะท้อนช่องโหว่หลักเกณฑ์ลดโทษ ข้องใจ เหตุใดมีการรับโทษเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบอัตราโทษจำคุกตลอดชีวิต ทำสังคมสงสัยใครได้รับประโยชน์หรือไม่ แนะ ควรตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การปล่อยตัว เล่าต๋า แสนลี่ อดีตราชายาเสพติด หลังได้รับการลดโทษจำคุกตลอดชีวิตจนเหลือเพียงราว 8 ปี 3 เดือน รวมคุมขังจริงประมาณ 9 ปี 10 เดือนว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นอีกครั้งว่า การบริหารโทษและหลักเกณฑ์การลดโทษมีปัญหาและช่องโหว่ทางกฎหมายหรือไม่ เพราะมีหลายครั้งที่นักโทษเด็ดขาดถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต หรือถูกจำคุกหลายสิบปี แต่ติดคุกจริงเพียงไม่กี่ปี และได้รับการปล่อยตัวออกมาในที่สุด นอกจากนี้ มักบังเอิญว่า บุคคลส่วนใหญ่ที่ได้รับการปล่อยตัวมักเป็นผู้มีอิทธิพล มีชื่อเสียง มีฐานะทางสังคม หรือเคยเป็นนักการเมือง มาก่อนทั้งสิ้น ซึ่งสังคมกังขามาตลอดว่า มีการใช้ช่องโหว่เรื่องอายุ เรื่องสุขภาพ และพฤติกรรม เข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้ได้ลดโทษโดยเร็วหรือไม่ รวมถึงกระบวนการกลั่นกรองที่มีปัญหา ไม่รอบคอบ จนหลายๆ ครั้ง หลายคนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีกทั้งที่เพิ่งออกมา อย่างเหตุการณ์ฆาตกรรม 5 ศพ ที่ จ.ชลบุรี เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่ง รมว.ยุติธรรมเองก็ออกมายอมรับเองว่ามีความผิดพลาด รวมทั้งให้ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตอีก

นายสุรเดช กล่าวว่า กรณีของเล่าต๋า แสนลี่ มีการพิจารณาชั้นนักโทษชั้นเยี่ยมประกอบกับการได้สิทธิ์ลดโทษพิเศษซ้ำหลายรอบในฐานะผู้ต้องขังสูงอายุเกิน 70 ปี ซึ่งไม่ต่างจากการเปิดช่องให้นักโทษคดียาเสพติดร้ายแรงได้รับการลดโทษไวกว่าคดีทั่วไป ทำให้เห็นได้ว่า กรมราชทัณฑ์ขาดกรอบการจำแนกประเภทเกณฑ์อภัยโทษของคดีอุกฉกรรจ์ออกจากเกณฑ์อภัยโทษในคดีปกติ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่น่ากังวลใจ ซึ่งอาจทำให้การปราบปรามยาเสพติดของรัฐที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า เพราะผู้มีอิทธิพลหรือขบวนการค้ายารายใหญ่สามารถหลบหลีกการรับโทษจริง หรือได้รับโทษเพียงเล็กน้อยโดยอาศัยช่องโหว่เหล่านี้ อีกทั้งยังไม่มีหลักประกันใดว่า จะไม่มีการกระทำผิดซ้ำ และหากกระทำผิดซ้ำ ใครจะรับผิดชอบกับความผิดพลาดจากการอภัยโทษในครั้งนี้

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองว่า กรมราชทัณฑ์อาจจะมีปัญหาในเรื่องของหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอภัยโทษของนักโทษในคดีร้ายแรง และอาจจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะคดีดังกล่าว ถือว่าเป็นคดีร้ายแรงมีผลต่อความมั่นคงของประเทศ มีการปล่อยตัวง่ายๆ แบบนี้ รวมทั้งในขั้นตอนที่มีการเสนอชื่อขออภัยโทษดังกล่าว มีการระบุว่า เป็นนักโทษชั้นดี ชั้นดีเยี่ยม ต่อเนื่องกันมา ทำให้สังคมสงสัยได้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบ ขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์หรือไม่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ควรตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้มีอำนาจและมีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ว่ามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมคลายความสงสัยในเรื่องดังกล่าวเพราะเครือข่ายยาเสพติดนั้น มีเงินมหาศาล แม้ก่อนหน้านี้อาจจะมีการยึดทรัพย์ แต่คำถามคือ ยึดทรัพย์แค่ไหน

นายสุรเดช กล่าวตอนท้ายว่า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก รัฐบาลจำเป็นต้องปฏิรูปเกณฑ์การอภัยโทษและการบริหารโทษทั้งระบบครั้งใหญ่และโดยทันที ตนขอเสนอเรื่องต้องยกเว้นหรือกำหนดเงื่อนไขขั้นต่ำที่เข้มงวดเป็นพิเศษสำหรับคดียาเสพติดร้ายแรง คดีในส่วนของผู้มีอิทธิพล และคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ไม่ให้สามารถได้รับการลดโทษจนเหลือระยะเวลาที่ได้รับโทษจริงที่สั้นเกินไป นอกจากนี้ ควรมีการปรับปรุงระบบจัดชั้นนักโทษให้สอดคล้องกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดในอดีตมากกว่า ไม่ใช่แต่เพียงพิจารณาแค่เพียงพฤติการณ์ของนักโทษว่า ไม่เคยมีประวัติในการกระทำความผิดทางวินัยในเรือนจำเท่านั้น ที่สำคัญควรมีการสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอัยการ ศาล และกรมราชทัณฑ์ในการพิจารณาลดโทษ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมในสังคม

นายกพอใจเยือนออสเตรเลีย กวาดลงทุน วิน-วิน ชูจับคู่ธุรกิจฉลุย-ทุนไทยผงาดลงทุนอสังหาฯ 2.3 แสนล้าน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:39 น.

นายกฯ ปลื้มเยือนออสซีกวาดลงทุน “วิน-วิน” พอใจ 2 เด้งชูจับคู่ธุรกิจฉลุย-ทุนไทยผงาดลงทุนอสังหาฯในออสเตรเลีย 2.3 แสนล้านบาท ลั่นแรงงานยุคใหม่ขายฝีมือ ย้ำจุดยืนฟันเด็ดขาดแก๊งค้ายาข้ามชาติ นายกฯออสซี่ไม่ติดใจแอร์สาวขนยาเสพติด

รัฐบาลไทยกางผลงานชิ้นโบแดงหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยถึงความสำเร็จในการกระชับความสัมพันธ์เชิงรุก ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งภาคเศรษฐกิจ การลงทุน การยกระดับแรงงาน รวมถึงการจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม

วันที่19 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา17.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นที่เร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ นะหว่างวันที่ 17-19 ส.ค. ว่า การเยือนครั้งนี้น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากได้เชิญชวนผู้ประกอบการออสเตรเลียในหลายภาคส่วนให้เข้าไปขยายกิจการในไทย รัฐบาลได้นำเสนอนโยบาย “Thailand Fast Pass” ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งทำหน้าที่เป็น One Stop Seevice ในการอำนวยความสะดวกและขจัดอุปสรรคให้นักลงทุนต่างชาติในจุดเดียว

โดยสิ่งที่ทำให้การเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย คือการขับเคลื่อนให้เกิด การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนและเจรจาต่อยอด จนนำไปสู่ การร่วมลงทุน (Joint Venture) ในธุรกิจขนาดใหญ่ สร้างบรรยากาศการค้าแบบ “วิน-วิน” (Win-Win Situation) ที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
“ในวงหารือว่า หลายๆ บริษัทพูดกับผมว่า เพิ่งตัดสินใจที่จะไปขยายกิจการลงทุนในประเทศไทย สุดท้ายเขาก็จะเลือกประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ การเยือนครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้พอใจ 2 เด้งเพราะไม่เพียงแค่ดึงนักลงทุนเข้าไทย แต่ยังเป็นการเปิดทางให้นักลงทุนไทยไปเติบโตในออสเตรเลีย”
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มทุนไทยรายใหญ่เข้าไปควบรวมและร่วมลงทุนมากมาย ทั้งในด้านพลังงาน เคมีภัณฑ์ และโรงแรม โดยเฉพาะบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) กลุ่มบริษัทของคนไทยที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ในออสเตรเลียรวมมูลค่าสูงถึง 230,000 ล้านบาท ทำให้ออสเตรเลียมองคนไทยว่าเราไม่ใช่เป็นประเทศเกษตรกรรมทำไร่ไถนาอย่างเดียว แต่เราเป็นประเทศที่มีทุนระดับชาติ ไปลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในต่างประเทศได้ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ข้อกังวลของภาคเอกชนเรื่องระยะเวลาวีซ่าการทำงานของแรงงานไทยที่อาจจะสั้นเกินไป ไผู้ด้หารือกัอกับนายกรีฐมนตรอิสเตรเลียได้รับทราบปัญหาและมอบหมายให้รัฐมนตรีแรงงานของทั้งสองประเทศรับไปหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันแล้ว
“แรงงานไทยในสายตาต่างชาติที่เคยกังวลว่า มาแล้วจะไม่ยอมกลับ ประเทศไทย คนไทยวันนี้ เราไม่ได้มาเพื่อขายแรงงานถูกๆ อีกต่อไป แต่เรามาพร้อมทักษะ ความถนัด ความรู้ และเทคโนโลยี” ตัวอย่างความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ชาวไทยที่เข้าไปทำงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง แคนวา (Canva) เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ศักยภาพและสมองขับเคลื่อนองค์กรชั้นนำได้อย่างโดดเด่น”

สำหรับประเด็นที่คนไทยถูกจับกุมในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดเข้าออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รฐีบาลนี้ประกาศความเป็นศัตรูกับกระบวนการค้ายาเสพติดในทุกรูปแบบ รัฐบาลไทยจึงไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้เลยหากท่านกระทำผิด และได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับ นายแอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยตรง และแจ้งอย่างชัดเจนว่า ขอให้ท่านดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายออสเตรเลียได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยจะไม่เข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมใดๆ ขณะที่นายกฯ ออสเตรเลียได้ตอบกลับด้วยความเข้าใจว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความผิดส่วนบุคคล และไม่ได้ให้น้ำหนักจนกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศไทย ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียยังคงมองไทยเป็นพันธมิตรสำคัญในการร่วมปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งที่ผ่านมาทางการไทยได้โชว์ผลงานกวาดล้างและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายเหล่านี้ไปแล้วกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท

อนุทิน ชาญวีรกูล, ออสเตรเลีย

กมธ.ศาสนา ลงพื้นที่เก็บข้อมูล ปมพิพาท วัดป่าอดุลยาราม เตรียมหอบข้อเท็จจริงเข้าสภาสัปดาห์หน้า

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:35 น.

‘กมธ.ศาสนาฯ’ ยกคณะลงพื้นที่ ‘วัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น’ รับฟังข้อมูลทุกฝ่าย เจาะปม ‘โฉนด-ปิดทางเข้าวัด-แอบอ้างเบื้องสูง’ เตรียมหอบข้อเท็จจริงเข้าสภาฯสัปดาห์หน้า

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น จ.ขอนแก่น นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะกรรมาธิการฯ ประกอบด้วย นายประสิทธิ์ โนทะ รองประธานกรรมาธิการฯ นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการและประธานที่ปรึกษากรรมาธิการฯ นายปัญญา ชวนบุญ นายสมศักดิ์ บุญประชม และนายกรณ์ มีดี กรรมาธิการฯ พร้อมคณะที่ปรึกษา ลงพื้นที่ประชุมร่วมกับรองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นและคณะสงฆ์ เพื่อติดตามปัญหาข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม หลังเรื่องดังกล่าวอยู่ในความสนใจของประชาชน

การประชุมมี นายยุทธนา โพธิวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมผู้แทนสำนักงานที่ดินจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด นายอำเภอเมืองขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น และตำรวจ เข้าร่วมให้ข้อมูล ขณะที่พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ไม่สามารถเดินทางมาชี้แจงด้วยตนเอง เนื่องจากต้องเข้ารับการฟอกไต จึงมอบหมายทนายความและไวยาวัจกรวัดเป็นผู้ให้ข้อมูลแทน

สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นชี้แจงถึงประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะกรณีการปิดทางเข้า-ออกวัด ซึ่งขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินคดี ทราบตัวผู้เกี่ยวข้องแล้ว และเตรียมออกหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันที่ 27 สิงหาคมนี้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังติดตามขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินให้เป็นของวัด ตลอดจนประเด็นการแอบอ้างเบื้องสูง และกรณีบุคคลภายนอกเข้ามาในพื้นที่วัด ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ทั้งคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้อง ก่อนรวบรวมข้อมูลทั้งหมดกลับไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะปมโฉนดที่ดินวัด ซึ่งจำเป็นต้องหาข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกันนี้ จะประสานสำนักงานพระพุทธศาสนาให้ช่วยเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดินและศาสนสมบัติแก่พระสงฆ์และวัดทั่วประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก

ประธานกมธ.การศาสนาฯ กล่าวต่อว่า จากการรับฟังข้อมูลครั้งนี้ถือว่าได้รับข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และจะเร่งนำเรื่องกลับไปพิจารณาที่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาตามกฎหมาย รวมถึงศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่วัด ตลอดจนภาระภาษีจากการยกที่ดินถวายวัด โดยจะนำกรณี “วัดป่าอดุลยาราม” เป็นกรณีศึกษาเพื่อถอดบทเรียนและวางแนวทางป้องกันปัญหาในภาพรวม

จากนั้นช่วงบ่าย คณะกรรมาธิการฯ เดินทางลงพื้นที่วัดป่าอดุลยาราม ตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง พร้อมรับฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากรองเจ้าอาวาส ก่อนรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ และได้เดินทางไปยังวัดป่าแสงอรุณ เพื่อกราบสรีระพระพรหมวชิรดิลก ซึ่งละสังขาร เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกถึงคุณูปการของท่าน

กมธ.ศาสนา, วัดป่าอดุลยาราม

นายกฯ หนุน TH-AI Passport ยกระดับคนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีโลก ยันไม่ใช่โครงการไร้ค่า มั่นใจ ไชยชนก ชี้แจงเรื่องนี้ได้

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:21 น.

“อนุทิน” หนุน “TH-AI Passport” ช่วยยกระดับคนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีโลก ยันไม่ใช่โครงการไร้ค่า ให้ดูจำนวนคนลงทะเบียน รัฐบาลเร่งอัพสกิล-รีสกิล แก้ปัญหา AI แย่งงาน มั่นใจ “ไชยชนก” ชี้แจงเรื่องนี้ได้หากถูกอภิปรายในสภา

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเวลา 17.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สัมภาษณ์ ถึงโครงการ TH-AI Passport ที่เปิดให้ลงทะเบียนวันนี้เป็นวันแรกว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของคนไทยให้เท่าทันโลกเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI ที่เป็นทคโนโลยีที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับในอดีต

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ใช่โครงการใหม่ของรัฐบาลนี้ที่ทำมาแต่ขั้นตอนแรกแต่เป็นการต่อยอด และปรับปรุงมาจากโครงการของรัฐบาลชุดก่อนหน้า โดยรัฐบาลชุดนี้ได้นำมาปัดฝุ่น และยกระดับให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมทั้งมีการเพิ่มแพลตฟอร์มและช่องทางแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้โดยไม่มีข้อจำกัด

แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีการวิพากษ์วิจารณ์จนทำให้โครงการล่าช้าไปประมาณเดือนเศษ เนื่องจากมีการเจรจาขอเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ใช้งาน ที่ผ่านมานายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีการปรับปรุงทีโออาร์ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด และท้ายที่สุดก็สามารถเปิดตัวได้ แม้ว่าจะล่าช้าจากกำหนดเดิมที่ตั้งใจจะเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยี AI ต่ออนาคตของแรงงานไทย ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายการ อัพสกิลและรีสกิล(Upskill-Reskill) เพื่อรองรับการเข้ามาของ AI ที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้น

นายอนุทินยังได้ตอบโต้กระแสวิจารณ์ที่มองว่าโครงการนี้อาจไร้ประโยชน์ โดยชี้ให้เห็นถึงจำนวนผู้สนใจลงทะเบียนในวันแรก ซึ่งเพียงวันเดียวก็จะรู้ว่าโครงการได้รับความสนใจจากประชาชนมากแค่ไหน ซึ่งหากโครงการนี้ไม่ดี ก็คงไม่ลงทะเบียนกันมากขนาดนี้ โดยเป้าหมายหลักของโครงการ TH-AI Passport คือกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ Startup และ SME เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มที่มีความเสถียร ต่างจากแอปพลิเคชันฟรีทั่วไปที่มีข้อจำกัดและโฆษณา ทั้งนี้เชื่อว่าหากคนไทยเข้าถึง AI ได้มากขึ้น โอกาสในการสร้างรายได้และอนาคตของประเทศก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวปาฐกถาแสดงความกังวลว่า เทคโนโลยี AI อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อตลาดแรงงานของไทยในอนาคต

นายอนุทินกล่าวว่าเรื่องนี้คำถามและคำตอบอยู่ในตัวมันเอง คือหากรัฐบาลไม่ทำเรื่องอัพสกิลและรีสกิลประชาชน สิ่งที่อดีตนายกฯกังวลก็จะเกิดขึ้นจริงโดยในปัจจุบันแรงงานไม่ได้หมายถึงผู้ใช้กำลังเท่านั้น แต่รวมถึงพนักงานและลูกจ้างทั่วไปที่ใช้ “แรงงานสมอง” ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

“โครงการ TH-AI Passport ของรัฐบาลคือคำตอบที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาที่นายทักษิณกังวล เพื่อให้คนไทยเข้าถึง AI ได้มากที่สุดและลดข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องการเห็นการพัฒนาศักยภาพของคนไทย ให้เข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดที่โลกใบนี้มีอยู่ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายในสภา นายอนุทินกล่าวด้วยว่ารัฐบาลยืนยันความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของโครงการ และพร้อมที่จะชี้แจงต่อสภาหากมีการตั้งข้อสงสัยหรือการตรวจสอบจากฝ่ายค้านในเรื่องนี้ และมั่นใจว่าหากมีการอภิปรายเรื่องนี้จริงนายไชยชนกจะสามารถชี้แจงเรื่องนี้ได้

TH-AI Passport, รัฐบาล, อนุทิน ชาญวีรกูล, ไชยชนก

‘ดร.ณัฏฐ์’ สวนกลับ ‘สส.เต้’ อย่าให้แฉพฤติกรรม ท้าดีเบตออกสื่อ ถ้าแพ้ต้องลาออก

19 สิงหาคม 2569 เวลา 15:30 น.

ดร.ณัฏฐ์

วันที่ 19 ส.ค.69 สืบเนื่องจากนายภัณฑิล น่วมเจิม หรือนายเต้ สส.พรรคประชาชน กทม. แถลงปม พยาน ฝ่าย กกต.ในคดีบัตรเลือกตั้ง ทำให้ องค์กร กกต.ลดความน่าเชื่อถือ นั้น

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน โต้กลับทันควันว่า นายภัณฑิล น่วมเจิม หรือนายเต้ สส.พรรคประชาชน กทม.เขต 4 ไม่รู้ว่า พี่น้องประชาชนเลือกมาเป็นตัวแทนได้อย่างไร อยากให้ พี่น้องประชาชนช่วยสั่งสอนในการเลือกตั้ง สส.ครั้งหน้าให้หน่อย

ดร.ณัฏฐ์

ผมต้องเรียนต่อพี่น้องสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนทางบ้านว่า พยานผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าด้านใด ต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ

ตนเรียนจบกฎหมาย จบเนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา จบปริญญาเอกทางด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบปริญญาเอกสาขาการเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นครูบาอาจารย์สอนหนังสือด้านกฎหมายและด้านรับศาสตร์ ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก หลสายสถาบัน ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน มีลูกศิษย์มากมาย

ตนศึกษาและเขียนวิจัยดุษฎีนิพนธ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.โดยตรง โดยสมัยเป็นนักศึกษากฎหมายปริญญาเอกกฎหมาย ลงภาคสนามในต่างประทศ ดู กกต.วในต่างประเทศ จัดการเลือกดตั้ง สส. ทำให้รู้ว่า บาร์โค้ดและคิดวอาร์โค้ดในประเทศตะวันตก เขามีพัฒนาการก่อนประเทศไทยเข้าสู่จากยุคอนาล็อก สู่ยุดดิจิทัล ต้องไปดูว่า ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการาเลือกตั้ง สส.พ.ศ.2566 ข้อ 129 วรรคสอง กกต.สามารถกระทำได้หรือไม่ ตรวจสอบย้อนกลับไปละเมิดสิทธิผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ กระบบวนการเลือกตั้ง สส.ของ กตต.ในต่างประเทศภาคพื้นยุโรป อาทิ เยอรมัน อังกกฤษ สก็อตแลนด์ เนเธิแลนด์ เบลเยี่ยมและประเทศในอาเซียน สิงคโปร์ เป็นต้น

ถามว่า นายต้า หรือนายภัณฑิล น่วมเจิม คุณเรียนจบอะไรมา ปัดโธ่ อย่าให้ผมขุดประวัติแฉคุณนะ จะไม่มีที่ยืนในสังคม สส.พรรคนี้บางคน มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศเสียด้วย คุณแค่มีประสบการณ์เด็กๆ ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็ก ทำอะไรให้กับสังคมมาบ้าง แค่ อนุ กมธ.การเงิน การคลัง เป็นแค่สามล้อถูกหวยได้เป็น สส. ครั้งหน้า ตนขอฝากพี่น้องประชาชนว่า อย่าไปเลือกนายต้า มาเป็นตัวแทนอีกนะ ไม่มีผลงานอะไรเลย

เต้ ภัณทิล

ส่วนประเด็น พยานผู้เชี่ยวชาญในศาล รธน. เขาวัดกันที่ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ เท่านั้น หาก กกต.เชิญตน ลองพิจารณาดูก่อน เพราะ ที่ประชุมใหญ่ กกต.มีมติให้ตนเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นเรื่องบัตรเลือกตั้ง ในฐานะนักวิชาการ แล้วคุณจะมาห้ามผมได่อย่างไร ตนเคยให้ถ้อยคำและลงนามไว้แล้ว จะทำเพื่อประเทศชาติ มันผิดตรงไหน ส่วน กกต.จะอ้างเป็นพยานหรือไม่ ตนไม่อาจยืนยันได้เพราะตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับองค์กรนี้ ไม่มีเวลาไปยุ่งกับเรื่องชาวบ้าน เน้นทำธุรกิจ ทำมาหากิน ไม่เสียเวลาและไม่ให้ราคาคุณกับคนอย่างคุณ เพราะตนไม่รู้จัก มาดีเบตเรื่องบัตรเลือกตั้งกันไหม นัดผ่านสื่อมาเลยช่องไหน ถ่ายทอดสด หากคุณดีเบตสู้ไม่ได้ คุณต้องลาออกจาก สส.นะ อยู่ไปเสียงบประมาณภาษีประชาชน

ต้องถามว่า คุณรู้ได้อย่างไรว่า ผมเป็นพยานให้ กกต. เพราะคุณไม่ได้เป็นคู่ความในคดีและใม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในศาลรัฐธรรมนูญ อย่าเพิ่งคาดคะเน เพราะคุณอย่าไปชี้นำศาล จะติดคุกฐานละเมิดอำนาจศาลป่าวๆ ไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้คุ้มค่าเงินเดือน สส.ภาษีประชาชนจะดีกว่า ก่อนจะกล่าวหาใคร ให้หันดูตัวเองก่อนนะ อย่าให้แฉ ผมมีข้อมูลของคุณอยู่ในมือ ฝากพี่น้องประชาชน ช่วยแชร์ถึงนายต้า สส.ปชน.เขต 4 กทม.ด้วย

หากตนได้รับเชิญให้ไปเบิกความในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญ แล้วแต่ดุลพินิจของศาล หากศาล รธน.มีหมายเรียก ตนจะให้ความร่วมมือ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ประเทศชาติย่อมได้ประโยชน์

แต่ต้องดูก่อน เพราะเปิดอาณาจักรธุรกิจครบวงจรลงทุนในเมกะโปรเจคหลายหมื่นล้านร่วมทุนกับเพื่อนนักธุรกิจภาคพื้นยุโรปสัญชาติอเมริกันในไทย เพิ่งเปิดตัวยิ่งใหญ่ที่โรงแรมอัศวิน แกรน์คอนเวนชั่น หลักสี่ ในวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ตนดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บจ.AURELIAN GROUP และบริษัทในเครือกลุ่ม AG ทั้งหมด 27 บริษัท โดยตนถือหุ้นใหญ่ ไม่แน่ใจว่า จะมีเหตุขัดข้องไม่อาจไปเบิกความหรือไม่

เพราะต้องดูแล บจ.AURELIAN GROUP องค์กรขนาดใหญ่ ต้องกำกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนลงทุนทางธุรกิจเมกะโปรเจคทั้งหมด มีอำนาจตัดสินใจแต่ผู้เดียวในการเงิน โดยคุณมดแดง นางสาวชัชชลัยย์ ยุ้นพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร(CEO) ขับเคลื่อนองค์กร บจ.AURELIAN GROUP โดยดูแลทรัพยากรบุคคลและขับเคลือนนโยบาย

นายต้า คุณไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย อยากแนะนำว่า คุณอย่าหิวแสง ประชาชนเขาไม่รู้จักคุณ หากคุณละเมิดกฎหมาย ผมจะมอบอำนาจให้ทนายความดำเนินคดีอาญากับนายต้า ให้เป็นตัวอย่าง และขอให้ ปปช.ไต่สวนข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เหมือนกับ สส.หญิงรายหนึ่งที่ถูกพิมพ์มือประวัติอาชญากรที่ สน.ทองหล่อ ที่ผ่านมา ผมไม่รู้จักและไม่ให้ราคา

ส่วน ที่นายต้า เอ่ยถึงชื่อ ท่านฐิติเชษฐ์ นุชนาฎ กกต. คุณพูดเอง เออเอง ทำให้สังคมสับสน ตนอยู่ภาคเอกชน เป็นนักธุรกิจ มีเพื่อนทุกวงการจำนวนมาก แทบทุกองค์กร ถามว่า มีกฎหมายห้ามไหมว่า ห้ามรู่จักกัน ปัดโธ่ สำหรับตนไม่มีพรรค มีแต่พวก เพราะใม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หากพี่น้องสื่อมวลชน มาถามความเห็น ตนต้องให้ความรู้ในฐานะนักวิชาการกฎหมายมหาชน เพื่อประโยชน์สาธารณะ

ตนจะสอนมวยให้ กกต.เป็นองค์กรอิสระ มีกฎหมายคุ้มครองและกระทำในรูปแบบคณะกรรมการ คุณเป็น สส.ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีอำนาจไปแทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น หากมีเวลาช่วยไปอ่าน รธน.มาตรา185 ด้วยนะ คุณต้องรับผิดชอบในคำพูดและการะทำของตนเอง สส.ก็ติดคุกได้

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม, นักกฎหมายมหาชน, พรรคประชาชน, ภัณฑิล น่วมเจิม, สส.

โรม กังขา กรมราชทัณฑ์ ปล่อยตัว เล่าต๋า จี้ ปรับปรุงเกณฑ์พักโทษ-อภัยโทษ

19 สิงหาคม 2569 เวลา 15:24 น.

โรม กังขา กรมราชทัณฑ์ ปล่อยตัว เล่าต๋า หวั่นกระทบความน่าเชื่อถือกระบวนการยุติธรรม จี้ ปรับปรุงเกณฑ์พักโทษ-อภัยโทษให้โปร่งใสวัดผลได้จริง

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมราชทัณฑ์ ดำเนินการปล่อยตัวนายเล่าต๋า แสนลี่ ผู้ต้องขังคดีสำคัญว่า ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวสร้างความกังวลใจให้แก่สังคม และไม่ได้ส่งผลดีต่อภาพรวมของกระบวนการยุติธรรม

ตนมีข้อกังวลเกี่ยวกับกรณีนี้ 3 ประเด็นหลัก 1.ประชาชนคนธรรมดาที่ไม่ได้มีฐานะทางเงินทอง จะได้รับสิทธิในการอภัยโทษหรือลดหย่อนโทษในลักษณะเดียวกับกรณีนี้หรือไม่ 2.ทรัพย์สินหรือเงินทองที่อาจจะยังไม่ถูกยึดทั้งหมด จะกลับมาสร้างอิทธิพลบางประการในสังคมหลังจากปล่อยตัวหรือไม่ และ 3.กระบวนการยุติธรรมไทยยังมีพลังมากพอในการลงโทษและปราบปรามอาชญากรรมรายใหญ่หรือไม่ เนื่องจากกรณีนี้กระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้เกี่ยวข้องในสายธารยุติธรรมทั้งหมด

เมื่อถามถึงกรณีที่กระทรวงยุติธรรมเตรียมทบทวนหลักเกณฑ์การลงโทษและการพักโทษ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ควรแยกการพิจารณาออกเป็น 2 ส่วน คือ กรณีทั่วไป ที่ต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ การประเมินนักโทษชั้นดีต้องวัดจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจริงๆ ไม่ใช่การใช้ดุลพินิจของบุคคลเพียงอย่างเดียว และ กรณีเฉพาะ อย่างในกรณีของนายเล่าต๋า ตนมองว่าต้องไปตรวจสอบเพิ่มว่ายังมีคดีอื่นที่ยังไม่แล้วเสร็จหรือไม่ แม้เชื่อว่าเจ้าตัวอาจไม่กลับไปสู่วงการเดิมแล้ว แต่หน่วยงานรัฐยังต้องมีมาตรการเฝ้าระวังและเตรียมการอย่างรอบคอบเพื่อเป็นหลักประกันแก่สังคม โดยไม่ให้เป็นการละเมิดสิทธิ์จนเกินสมควรแก่เหตุ

เมื่อถามว่า ในประเด็นการอ้างเงื่อนไขทางกฎหมายเรื่องอายุเกิน 70 ปีนั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เข้าใจว่ามีระเบียบรองรับอยู่ แต่ต้องกลับไปดูว่ากฎระเบียบ หรือข้อยกเว้นเหล่านั้นมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในทุกกรณีหรือไม่ ซึ่งต้องมีการพิจารณารายละเอียดเชิงลึกต่อไป

กรมราชทัณฑ์, เล่าต๋า, แนวหน้าออนไลน์, โรม

อนุทิน ประเดิมนายกฯไทยคนแรก เยือนวัดธัมมธโร พบปะชุมชนไทยในแคนเบอร์รา ร่วมปลูกต้น Inspiration

19 สิงหาคม 2569 เวลา 15:21 น.

“อนุทิน” เยือนวัดธัมมธโร ออสเตรเลีย เป็นนายกฯ ไทยคนแรก พบปะชุมชนไทยในแคนเบอร์รา ร่วมปลูกต้น “Inspiration” เป็นที่ระลึก

เมื่อเวลา 15.35 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงแคนเบอร์รา ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง ณ วัดธัมมธโร กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภริยาและคณะ เดินทางเยี่ยมชมวัดธัมมธโร โดยมีนางแอน แอลลี รัฐมนตรีด้านการพัฒนาระหว่างประเทศและพหุวัฒนธรรม นางสาวอาจารี ศรีรัตนบัลล์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแคนเบอร์รา ตลอดจนคนไทย มารอต้อนรับทั้งผู้ใหญ่และเด็กมารอต้อนรับ และร่วมถ่ายรูปกับนายกรัฐมนตรี

เมื่อเดินทางถึงศาลาสวดมนต์ นายกรัฐมนตรีเข้ากราบนมัสการพระราชสีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดธัมมธโร และประธานกรรมการบริหารคณะสงฆ์ธรรมยุตในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (คธอ.) ถวายผ้าไตร เครื่องไทยธรรม และดอกไม้ธูปเทียน

โอกาสนี้ เจ้าอาวาสวัดธัมมธโรกล่าวอนุโมทนานายกรัฐมนตรีคนที่ 33 และเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาเยือนวัดนี้ อีกทั้งยังได้ขอบใจนายกรัฐมนตรี ที่ได้ทุ่มเททำงานหนักท่ามกลางวิกฤตปกป้องประเทศชาติ เมื่อดำรงตำแหน่งสูง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกกระทบ ไม่มีใครไม่ถูกวิจารณ์ ขอเป็นกำลังใจและอวยพรให้นายกรัฐมนตรี ทำงานเพื่อประเทศชาติตามที่ตั้งใจไว้

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและภริยาเข้ากราบสักการะพระพุทธอังคีรสจำลอง ซึ่งประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ และสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระเจดีย์ศรีธัมมธโร ภายในอาคารใต้พระมหาธาตุเจดีย์ ก่อนถวายราชสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

นายกรัฐมนตรีและภริยารวมทั้ง รัฐมนตรีด้านกิจการพหุวัฒนธรรมฯ ออสเตรเลียได้ร่วมกันปลูกต้นแมกโนเลีย สายพันธุ์ “Inspiration” เพื่อเป็นที่ระลึกในการเยือนวัดธัมมธโร โดย “Inspiration” หมายถึง แรงบันดาลใจ และเป็นความทรงจำในการมาเยือนครั้งนี้

วัดธัมมธโร เป็นวัดไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในกรุงแคนเบอร์รา ก่อตั้งมาแล้ว 30 ปี และเป็นศูนย์รวมจิตใจสำคัญของชุมชนไทยในออสเตรเลีย

โดยในช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมคณะ มีกำหนดเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติ โดยมีนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย และภริยา เป็นเจ้าภาพ ณ บ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย กรุงแคนเบอร์รา

อนุทิน, ออสเตรเลีย, แคนเบอร์รา

อนุทิน โพสต์ระดม รมต.ลงพื้นที่น้ำท่วมน่านแล้ว ส่งกำลังใจผู้ประสบภัย

19 สิงหาคม 2569 เวลา 14:52 น.

อนุทิน โพสต์ระดม รมต.ลงพื้นที่น้ำท่วมน่านแล้ว ส่งกำลังใจผู้ประสบภัย 

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ท่านรองนายกยศชนัน ท่าน รมต สุริยะ ท่าน รมช เจเศรษฐ์ และ ผช รมต ธีระรัตน์(อิ่ม) กำลังเข้าไปในพื้นที่จังหวัดน่าน รัฐบาลได้สั่งการให้ระดมความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากและให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ครับ ขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังพี่น้องประชาชนที่จังหวัดน่านทุกคนครับ”

น่าน, นายกฯ, น้ำท่วม, น้ำป่าไหลหลาก, ปัว

การดี ชี้ เงื่อนไข AIPASS บังคับส่งข้อมูล ประมวลผลต่างประเทศ ขัด TOR ชัดเจน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 14:45 น.

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์คลิปวีดีโอและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เปิดเผยข้อสังเกตสำคัญภายหลังจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดระบบให้ประชาชนลงทะเบียนใช้งานแพลตฟอร์ม AI PASS เป็นวันแรก โดยระบุว่า #จับตา AiPASS ขัด TOR ชัดเจน! หรือกำลังใช้ “ยอดลงทะเบียน” เป็นตัวประกันเพื่อเบิกงบ?

วันนี้ระบบ AiPASS เปิดให้ลงทะเบียนแล้วค่ะ อ้อได้เข้าไปอ่าน “ประกาศความเป็นส่วนตัวและข้อกำหนดการใช้งาน” อย่างละเอียด และพบข้อความหนึ่งที่สำคัญมาก

ในเอกสารระบุไว้ว่า

“แพลตฟอร์มไม่สามารถรับคำสั่ง ประมวลผล และสร้างคำตอบให้แก่ท่านได้ หากปราศจากการส่งต่อข้อมูลไปยังโมเดล AI ที่ท่านเลือกใช้งาน…หากท่านไม่ประสงค์ให้มีการประมวลผลข้อมูลดังกล่าว ท่านจะไม่สามารถใช้บริการได้”

พูดง่ายๆ คือ กระทรวงฯ ยอมรับด้วยเอกสารตัวเองแล้วว่า การส่งข้อมูลของคนไทยไปประมวลผลที่ต่างประเทศ “ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขบังคับ”

ซึ่งประเด็นนี้ ขัดกับ TOR ข้อ 2.2 อย่างชัดเจน ที่ระบุว่าโครงการนี้จะต้อง “จัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศไทย พร้อมยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายไทยอย่างสูงสุด”

เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ข้อสงสัยของฝ่ายค้านอีกต่อไปค่ะ แต่เป็นความจริงที่ปรากฏออกมาแล้ว

อ้อขอย้ำจุดยืนในการตรวจสอบเรื่องนี้ ดังนี้ค่ะ
1.ต้องไม่มีการเบิกจ่ายเงินงวดใดๆ เพิ่มเติม จนกว่าจะมีคำชี้แจงที่ชัดเจนและโปร่งใส ถึงความขัดแย้งระหว่าง TOR กับเงื่อนไขการใช้งานที่เกิดขึ้นจริง

2.ต้องเปิดเผยรายละเอียดสัญญาที่แก้ไข ซึ่งตอนนี้ทราบว่ามีการแก้ไขสัญญาเสร็จแล้ว แต่กระทรวงฯ ยังไม่มีการชี้แจงรายละเอียด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องรูปแบบการจ่ายเงินแบบ Pay per “active user”

3.”ยอดผู้ลงทะเบียน” ไม่ใช่ตัวชี้วัดความคุ้มค่านะคะ และอ้อขอคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเลยค่ะว่า ต่อจากนี้จะมีความพยายามนำ “ยอดผู้ลงทะเบียน” มาเป็นตัวประกัน เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเดินหน้าโครงการต่อ ซึ่งยอดผู้ลงทะเบียน ไม่ใช่ตัวชี้วัดความคุ้มค่า

ประเด็นสำคัญที่ต้องระวังที่สุดเลยก็คือ หน้าต่างลงทะเบียนนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมืออ้างสิทธิ์ว่าเป็น Active User เพื่อให้เกิดการ “จ่ายเงินรายหัวโดยทันที” ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ประชาชนอาจจะแค่กดลงทะเบียน แต่ยังไม่ได้มีการใช้งานจริง หรือยังไม่ได้เกิดการพัฒนาทักษะตามวัตถุประสงค์ของโครงการเลยด้วยซ้ำ

ตัวเลขผู้ลงทะเบียน ไม่ใช่คำตอบของการประมวลผลข้อมูล ไม่ใช่คำตอบของการนับ Token และไม่ใช่คำตอบของการจ่าย Pay per use ที่ยังค้างคาอยู่แม้แต่ข้อเดียว และเดาว่าผู้ที่ pre register นี้ จะโดนเหมารวมนับเพื่อจ่ายตังค์แม้ว่าจะไม่มีการใช้งานเลยก็ตาม

ขณะนี้อ้อกำลังรอเอกสารอย่างเป็นทางการจากกระทรวงฯ ในทุกประเด็นที่เคยตั้งคำถามไว้

และขอยืนยันว่าจะไม่หยุดตรวจสอบเพียงเพราะมีตัวเลขผู้ลงทะเบียนสวยๆ มาอ้างอิง

เพราะหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่การนั่งนับยอดผู้ใช้งาน แต่คือการ “ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และเงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ให้ถึงที่สุด” ค่ะ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดวิธีลงทะเบียน TH-AI Passport รับสิทธิ์ใช้ AI ระดับโลกฟรี สูงสุด 5 ล้านสิทธิ์

AiPASS, TH-AI Passport, การดี เลียวไพโรจน์, ประชาธิปัตย์