เปิดประวัติ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คนใหม่

เปิดประวัติ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คนใหม่

เปิดประวัติ พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คนใหม่

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.16 น.

5 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติการเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ในตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยได้แต่งตั้งนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ แทนนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. 2569 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

ทั้งนี้ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และตำแหน่งสำคัญในอดีต เคยดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผ่านงานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ และสมุทรสาคร รวมกว่า 18 ปี

นายพูนพงษ์ เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการนำเสนอโครงการเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ด้วยการผลักดันโครงการไทยช่วยไทย เพื่อลดราคาสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการบริโภคของประชาชน จนแนวคิดดังกล่าวถูกนำไปต่อยอดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหลักของรัฐบาล 

นอกจากนี้ ยังได้จัดการกับปัญหานอมินีที่สะสมกันมาเนิ่นนาน ทั้งการวางระบบป้องกันการจดทะเบียนนิติบุคคลนอมินีการปราบปรามร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์

กระทรวงพาณิชย์ เชื่อมั่นว่า การแต่งตั้งปลัดกระทรวงคนใหม่ในครั้งนี้จะก่อให้เกิดความต่อเนื่องในการบริหารราชการ และผลักดันภารกิจของกระทรวงให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างประโยชน์ต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมต่อไป

ครม.ไฟเขียว ตั้งบอร์ดพัฒนาภาคใต้ รื้อแผนแม่บทใหม่ ไม่ผูกติดแค่แลนด์บริดจ์

ครม.ไฟเขียว ตั้งบอร์ดพัฒนาภาคใต้ รื้อแผนแม่บทใหม่ ไม่ผูกติดแค่แลนด์บริดจ์

ครม.ไฟเขียว ตั้งบอร์ดพัฒนาภาคใต้ รื้อแผนแม่บทใหม่ ไม่ผูกติดแค่แลนด์บริดจ์

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

ครม.ไฟเขียว ตั้ง”บอร์ดพัฒนาภาคใต้” รื้อแผนแม่บทใหม่ ไม่ผูกติดแค่แลนด์บริดจ์ ชูประชาชนเป็นศาลตั้งต้น ชี้ขาดทิศทางเมกะโปรเจกต์-จุดสร้างท่าเรือคมนาคมดันเป้าศึกษาจบใน 1 ปี เตรียมถกนัดแรก ครม.สัญจร สงขลา

5 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (แลนด์บริดจ์) โดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาภาคใต้ และมอบหมายให้ตนเองเป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาและกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคใต้ใหม่ทั้งหมด ว่าควรจะพัฒนาไปในทิศทางใดและใช้รูปแบบการคมนาคมขนส่งใดบ้าง โดยจะไม่มุ่งเน้นหรือพูดถึงแค่โครงการแลนด์บริดจ์เพียงอย่างเดียว แต่จะมองในภาพรวมระดับภูมิภาค ซึ่งครอบคลุมไปถึงเรื่องท่าเรือน้ำลึกฝั่งตะวันตก เช่น ท่าเรือระนอง และโครงข่ายที่ยังขาดอยู่ (Missing Link) ซึ่งจะเชื่อมโยงการเดินทางจากภาคเหนือและภาคอีสานลงสู่ภาคใต้ นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังได้เสนอ ครม.ขอถอนเรื่องที่เคยขอให้มีการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ออกมาก่อน เพื่อที่โครงการต่างๆ จะได้ไม่ต้องถูกพิจารณาภายใต้เงื่อนไขเดิมอีกต่อไป

สำหรับการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ จะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น ศาลตั้งต้นของทุกโครงการนับจากนี้จะต้องเริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก ภาครัฐจะทำหน้าที่ให้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจภาพรวม และให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ตัดสินใจ เช่น หากเห็นพ้องว่าควรมีท่าเรือน้ำลึก ก็ต้องให้ประชาชนช่วยกำหนดว่าควรตั้งอยู่จุดใด เพื่อไม่ให้กระทบต่อป่าชายเลนหรือพื้นที่มรดกโลก

“การพัฒนาภาคใต้ไม่สามารถใช้รูปแบบเดียวกับเขตพัฒนาพิเศาภาคตะวันออกหรือีอีซีได้ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศแตกต่างกัน และพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. ดังนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมจึงอาจจะต้องปรับให้สอดคล้องกับภาคการเกษตรด้วย”

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า องค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้ จะประกอบไปด้วยผู้แทนจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงคมนาคม, กระทรวงมหาดไทย, สภาพัฒน์ฯ, ตัวแทนสภาหอการค้าทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน, ตัวแทนกลุ่ม SEC Watch โดยมี สส.ในพื้นที่เป็นที่ปรึกษา และมีสำนักงานนโยบายและแผนเป็นเลขานุกา เป้าหมายสำคัญของการทำงานคือต้องการให้การศึกษาและจัดทำแผนจบภายใน 1 ปี เพื่อให้อยู่ในกรอบวาระของรัฐบาลชุดนี้ ป้องกันไม่ให้โครงการค้างคาหรือต้องไปเริ่มต้นใหม่หากมีการเปลี่ยนรัฐบาล โดยตั้งใจจะเริ่มประชุมนัดแรกในช่วงการประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา

สำหรับผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ของคณะกรรมการที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรับมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน ที่ชี้ผลการศึกษาว่าการทำโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่า แม้จะยังไม่เสนอเข้า ครม. แต่คณะกรรมการชุดใหม่ก็จะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประกอบการพิจารณาด้วย ทั้งนี้ จะเดินหน้าหรือพับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น ปัจจุบันยังไม่สามารถให้คำตอบที่ฟันธงได้ เพราะท้ายที่สุดการตัดสินใจจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่

ทบ.แจงปมภาพบังเกอร์ชายแดนตราด ยันเป็นแผนเสริมฐานที่มั่นทางยุทธวิธี เตือนอย่าด่วนสรุปข้อมูล ทำสังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน

ทบ.แจงปมภาพบังเกอร์ชายแดนตราด ยันเป็นแผนเสริมฐานที่มั่นทางยุทธวิธี เตือนอย่าด่วนสรุปข้อมูล ทำสังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน

ทบ.แจงปมภาพบังเกอร์ชายแดนตราด ยันเป็นแผนเสริมฐานที่มั่นทางยุทธวิธี เตือนอย่าด่วนสรุปข้อมูล ทำสังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.33 น.

ทบ.แจงปมภาพบังเกอร์ชายแดนตราด ชี้เป็นส่วนหนึ่งของการเสริมฐานที่มั่นทางยุทธวิธี ย้ำอย่าด่วนสรุปงบสร้างบังเกอร์ หวั่นสังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน วอนใช้กลไกตรวจสอบรัฐสภาก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ

5 สิงหาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแถลงข่าวพร้อมนำภาพบังเกอร์ของทหารมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยขอชี้แจงข้อเท็จจริงในหลายประเด็น ดังนี้

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า ภาพดังกล่าวเป็นบังเกอร์ในพื้นที่ชายแดนด้านจังหวัดตราด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาและปรับปรุงฐานที่มั่นทางยุทธวิธี เพื่อเสริมความมั่นคงของพื้นที่วางกำลังในลักษณะเร่งด่วน โดยได้ดำเนินการก่อนเกิดการปะทะรอบที่ 2 ครอบคลุมทั้งการจัดทำเครื่องกีดขวาง ศูนย์สื่อสาร และองค์ประกอบต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและความอยู่รอดของกำลังพลในสนามรบ ซึ่งเป็นหลักการทางยุทธวิธีที่ทุกเหล่าทัพยึดถือในการปฏิบัติ

สำหรับประเด็นงบประมาณนั้น โฆษกกองทัพบก ระบุว่า จากข้อมูลที่ได้รับในเบื้องต้น เข้าใจว่าเป็นงบประมาณที่ใช้สำหรับการพัฒนาและเสริมความพร้อมของฐานที่มั่นโดยรวม มิใช่งบประมาณที่จัดสรรเพื่อก่อสร้างบังเกอร์หรือหลุมบุคคลเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลที่ระบุว่าเป็นงบประมาณสำหรับสร้างบังเกอร์โดยเฉพาะ อาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงได้

พล.ต.วินธัย กล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนและกลไกของระบบราชการที่มีอยู่ และเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนในฐานะที่เป็นหน่วยงานตามกลไกของรัฐสภา ก่อนจะนำข้อมูลไปสื่อสารต่อสาธารณะ เพราะหากยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน อาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดต่อหน่วยงานได้

นอกจากนี้ จากการติดตามการนำเสนอข่าวดังกล่าว พบว่ามีประชาชนจำนวนมากร่วมแสดงความคิดเห็นในลักษณะตำหนิและต่อว่าหน่วยงาน โดยเฉพาะหลายความเห็นมีการใช้ถ้อยคำรุนแรงในลักษณะหมิ่นประมาทต่อทั้งบุคคลและหน่วยงาน

โฆษกกองทัพบก กล่าวอีกว่า การแสดงออกถึงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของพี่น้องทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่ย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่ในอีกด้านหนึ่ง การแสดงออกบางลักษณะ โดยเฉพาะการด่วนสรุปโดยไม่สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนก่อน อาจทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจไปในลักษณะเหมือนจ้องที่จะประจานหน่วยงานมากกว่า ซึ่งอาจดูเหมือนหวังดีแต่ประสงค์ร้าย

พล.ต.วินธัย กล่าวยืนยันว่า กองทัพบกเข้าใจและเคารพต่อความห่วงใยของประชาชนที่มีต่อความปลอดภัยของกำลังพล ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กองทัพให้ความสำคัญสูงสุด พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมกันใช้กลไกที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อให้การตรวจสอบนำไปสู่การแก้ไขและการพัฒนาร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม โฆษกกองทัพบก ระบุว่า คณะกรรมาธิการการทหารเป็นกลไกของรัฐสภาที่มีกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน หากได้รับเรื่องร้องเรียนหรือพบประเด็นที่ควรตรวจสอบ ควรดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด โดยมีการประชุมพิจารณา รับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย และตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ก่อนจะมีข้อสรุปและสื่อสารต่อสาธารณะ เพื่อให้ข้อมูลที่นำเสนอมีความครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นไปตามหลักการตรวจสอบของรัฐสภา

ปอกเปลือกพรรคส้ม มองดาวคนละดวง หรือเหยียบเรือสองแคม

ปอกเปลือกพรรคส้ม มองดาวคนละดวง หรือเหยียบเรือสองแคม

ปอกเปลือกพรรคส้ม มองดาวคนละดวง หรือเหยียบเรือสองแคม

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

“ปิยบุตร แสงกนกกุล” โพสต์ในเฟซบุ๊กเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กระทุ้งพรรค “กองหน้า” หรือถ้าให้พูดกันตรงๆ ก็หมายความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจาก “พรรคส้ม” หรือ พรรคประชาชน อันต่อสายมาจากพรรคอนาคตใหม่ และก้าวไกล กระทำภารกิจ “ทำให้คนจำนวนมหาศาลที่เชื่อว่าต้องเปลี่ยน เชื่อต่อไปว่ามีโอกาสเปลี่ยน และโอกาสนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”

“ปิยบุตร” ถามว่า … ณ เวลานี้ พรรคได้ทำภารกิจนี้แล้วหรือยัง?

“ปิยบุตร” เสนออีกว่า “พรรคต้องปลุกเร้าทางความคิดต่อไปให้คนเห็นว่า มีโอกาส มีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้”

แม้ในส่วนของรูปธรรมระยะใกล้ “ปิยบุตร” จะเสนอแค่ ให้พรรครณรงค์ “ต้องเปลี่ยน” โดยการวาดภาพให้คนเห็นว่า “เปลี่ยนแล้วจะได้อะไรมาแทนที่สิ่งเก่า” กับ เร่งทำรัฐธรรมนูญใหม่

กระนั้นทั้งภาษาและข้อเสนอระยะไกล ล้วนชี้ให้เห็นว่าต้องการให้พรรคส้ม หวนกลับไปยึดมั่นในอุดมการณ์แบบซ้ายจัด อันเป็นมวลสารเริ่มต้นของพรรคอนาคตใหม่ ต้นธารของพรรคประชาชนในปัจจุบัน

แต่ปรากฏว่าวันถัดมา “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาชน กลับแสดงท่าทีทางการเมืองที่เปิดโอกาสพูดคุยกับ “พรรคต่างขั้ว” หากจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

โดยเมื่อถูกนักข่าวต้อนว่า “แดงกับเขียวรวมกันยังไม่ได้เสียงเพียงพอ ตามสมการต้องเอาพรรคส้มมารวมด้วย” ศิริกัญญา ตอบว่า “ก็จริงอย่างที่ถามเลย ถ้าเฉพาะแดงกับเขียวก็อาจจะไม่มีผล อาจเป็นไปได้สองทาง ว่าเขียวกับแดงอาจจะเจรจาให้ได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ หรือจะเจรจาเพื่อตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตามคงต้องมาคุยกับฝั่งเราด้วยเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นสมการทางการเมืองอาจจะไม่ครบถ้วน”

นักข่าวต้อนต่อว่า พรรคประชาชนไม่ติดอะไรใช่หรือไม่ “ศิริกัญญา” ตอบว่า “เรื่องพวกนี้ก็สามารถพูดคุยกันได้”

ข้อเสนอของ “ปิยบุตร” กับคำสัมภาษณ์ของ “ศิริกัญญา” ในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน สะท้อนถึง “ความย้อนแย้งทางการเมือง” ที่พรรคส้มกำลังเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การกระทุ้งให้พรรคส้ม หวนกลับไปสู่อุดมการณ์รากเหง้าซ้ายจัด มีการแสดงออกผ่าน “ปิยบุตร” บ่อยครั้ง และมีกระแสตอบรับจาก “มวลชน” จำนวนมาก แต่ไม่เคยมีการสนองตอบจากฝ่ายบริหารพรรคในปัจจุบัน

ขณะที่ฝ่ายบริหารพรรคส้ม ภายใต้การนำของ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ดูเหมือนจะวางเป้าหมาย หาพันธมิตรเพื่อเข้าสู่อำนาจบริหาร โดยรูปธรรมผ่านคำพูดของ “ศิริกัญญา” ล่าสุด

จึงนำมาสู่คำถามว่า “พรรคส้ม” กำลังมองดาวคนละดวง หรือแค่กลยุทธ์เดินสองขา เหยียบเรือสองแคม เพื่อรักษาฐานมวลชนจากทั้งสองแนวคิดเท่านั้น

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

สธ.โต้ หมอสุภัทร ปมใช้งบจัดกิจกรรมพีอาร์จน รพ.ขาดทุน รับกังวลเคลื่อนไหวมีนัยแอบแฝง จี้เคลียร์ตัวเองด้วย

สธ.โต้ หมอสุภัทร ปมใช้งบจัดกิจกรรมพีอาร์จน รพ.ขาดทุน รับกังวลเคลื่อนไหวมีนัยแอบแฝง จี้เคลียร์ตัวเองด้วย

สธ.โต้ หมอสุภัทร ปมใช้งบจัดกิจกรรมพีอาร์จน รพ.ขาดทุน รับกังวลเคลื่อนไหวมีนัยแอบแฝง จี้เคลียร์ตัวเองด้วย

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.55 น.

“สธ.”โต้”หมอสุภัทร” ปมใช้งบจัดกิจกรรมพีอาร์จน รพ.ขาดทุน ย้ำโปร่งใส พร้อมให้ตรวจสอบข้อมูล-หลักฐาน รับกังวลเคลื่อนไหวมีนัยแอบแฝง เบี่ยงความสนใจปมบริหาร รพ.จะนะ-ซื้อ ATK ที่แบ่งจัดซื้อจัดจ้าง จี้เคลียร์ตัวเองด้วย

5 สิงหาคม 2569 จากกรณี นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท และอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 2 สงขลา ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลวิจารณ์กระทรวงสาธารณสุข ว่า ใช้งบประมาณและเงินนอกงบประมาณ หรือเงินบำรุงโรงพยาบาล ไปกับการจัดกิจกรรมโฆษณาประชาสัมพันธ์ จนทำให้โรงพยาบาลขาดทุนนั้น

แหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กรณี นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกมาเคลื่อนไหว ในประเด็นการบริหารงานด้านสาธารณสุขนั้น ขอยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างที่เกินความจริง เพราะโดยกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง มีอำนาจหน้าที่ของแต่ละโรงพยาบาลตามขั้นตอนปกติและถูกต้องตามกฎหมาย โดยส่วนกลางไม่ได้ลงไปล้วงลูกหรือสั่งการแต่อย่างใด

ส่วนการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ต่างๆ เป็นไปเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการส่งเสริมนโยบายดิจิทัล เช่น การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบ “หมอพร้อม” มาใช้รวบรวมข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อคืนข้อมูลให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระงานของบุคลากร และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระยะยาว

แต่อย่างไรก็ตามหากในประเด็นต่างๆ ที่ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยก็ยินดีที่จะให้ตรวจสอบหลักฐานต่างๆ ในเรื่องของความโปร่งใส เพื่อให้กระจ่างชัดต่อสังคมต่อไป

แหล่งข่าว ยังมองว่า ข้อสงสัย ต่างๆ ที่เกิดขึ้นของ นพ.สุภัทร ก็มีสิทธิ์ที่จะยื่นหนังสือให้ตรวจสอบได้ แต่มองว่าการแสดงออกของ นพ.สุภัทร มีนัยทางการเมืองแอบแฝง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจในความโปร่งใสของ นพ.สุภัทร สมัยยังดำรงตำแหน่ง ผอ.รพ. จะนะ  หรือไม่ ทั้งการบริหารจัดการในรพ.และผลการดำเนินงานที่ขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งศักยภาพการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ เมื่อเทียบกับรพ.ระดับเดียวกัน เช่น รพ.ลำปลายมาศ

นอกจากนี้ ยังมีกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในอดีตที่แบ่งจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ หรือแค่ต้องการแก้แค้นส่วนตัวต่อพรรคภูมิใจไทย ปมถูกกระทรวงสาธารณสุขตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง จากกรณีการจัดซื้อชุดตรวจโควิด-19 (ATK) และการแก้ไขสัญญาก่อสร้าง สมัยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ในช่วงปฏิบัติการ “แพทย์ชนบทบุกกรุง” ปี 2564 นอกจากนี้ยังพบข้อพิรุธถึงการตั้งคณะกรรมการสอบสวนของชมรมแพทย์ชนบท ที่ยังไม่มีการประกาศความคืบหน้า และยังไม่มีการแต่งตั้งประธานชมรมแพทย์ชนบทคนใหม่ หรือมันเกิดอะไรขึ้น

ขณะเดียวกัน ในเส้นทางวิชาชีพของตัว นพ.สุภัทรเอง ก็ถูกตั้งคำถาม และถูกตรวจสอบในเรื่องความโปร่งใส อย่างเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.รพ.จะนะ ทั้งเรื่องการบริหารจัดการในรพ.และผลการดำเนินงานที่ขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งศักยภาพการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ เมื่อเทียบกับรพ.ระดับเดียวกัน เช่น รพ.ลำปลายมาศ นอกจากนี้ ยังมีกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในอดีตที่แพงกว่า 3 เท่าตัวหรือไม่ โดยเฉพาะการถูกกระทรวงสาธารณสุขตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง จากกรณีการจัดซื้อชุดตรวจโควิด-19 (ATK) และการแก้ไขสัญญาก่อสร้าง สมัยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ในช่วงปฏิบัติการ “แพทย์ชนบทบุกกรุง” ปี 2564 ซึ่งอาจทำให้ถูกมองว่ามีความคับแค้นใจส่วนตัวกับรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข

นอกจากนี้ สมัยดำรงตำแหน่งดังกล่าวยังพบข้อพิรุธถึงการตั้งคณะกรรมการสอบสวนของชมรมแพทย์ชนบท ที่ยังไม่มีการประกาศความคืบหน้า และยังไม่มีการแต่งตั้งประธานชมรมแพทย์ชนบทคนใหม่ ซึ่งสังคมกำลังตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า สมัยดำรงตำแหน่ง ผอ.รพ.จะนะ มีสารพัดข้อกล่าวหาที่วันนี้สังคมยังไม่ได้รับคำตอบ ในขณะเดียวกัน เมื่อถูกตรวจสอบก็ป่าวประกาศว่าถูกกลั่นแกล้ง จนบางครั้งชวนให้ตั้งคำถามว่าใครกันแน่ที่ไม่ต้องการแสดงความโปร่งใส ใครกันแน่ที่พยายามหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และใครกันแน่ที่ไม่ยอมรับกับกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น มองว่า ข้อสังสัย ต่างๆ ที่เกิดขึ้นของนพ.สุภัทร ก็มีสิทธิ์ที่จะยื่นหนังสือให้ตรวจสอบได้ แต่อย่างไรก็ดี มีหลายครั้งที่การแสดงออกของนพ.สุภัทรถูกตั้งข้อสงสัยว่า มีนัยทางการเมืองแอบแฝงหรือไม่ และการเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง กำลังเคลื่อนไหวในฐานะอะไร หากเป็นโดยสุจริตใจ ต้องการความโปร่งใสนั้นถือเป็นเรื่องที่สุจริตชนพึงกระทำ หากแต่ต้องไม่ลืมว่า หมวกอีกใบของ นพ.สุภัทร คือ ผู้สมัคร สส.สงขลา ของพรรคประชาชน ซึ่งลงแข่งขันกับผู้สมัคร สส.อื่นๆ จากพรรคการเมืองอื่นด้วย ซึ่งวันนี้ นพ.สุภัทร ไม่ใช่แค่นายแพทย์ธรรมดา แต่เป็นนักการเมืองเต็มตัว ผ่านการลงสมัครรับเลือกตั้ง ขณะที่ต้นสังกัดก็เป็นพรรคฝ่ายค้านอยู่ในขณะนี้ อาจทำให้ถูกมองได้ว่าหวังประโยชน์ทางการเมือง หรือต้องการดิสเครดิตรัฐบาล ซึ่งเป็นหมวกอีกใบที่ นพ.สุภัทรไม่สามารถแยกออกได้ อาจทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า มีความคับแค้นใจส่วนตัว หรืออคติส่วนตัว ในการตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งความจริงแล้วผู้ที่จะตรวจสอบผู้อื่นเองจะต้องเป็นผู้ที่มีความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีมลทิน ไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยจากสังคม

อนุทิน ย้ำทำตามกฎหมาย ปม หมอสรณ ยังนั่งประชุม กสทช. ลั่นทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมาย

อนุทิน ย้ำทำตามกฎหมาย ปม หมอสรณ ยังนั่งประชุม กสทช. ลั่นทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมาย

อนุทิน ย้ำทำตามกฎหมาย ปม หมอสรณ ยังนั่งประชุม กสทช. ลั่นทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมาย

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.42 น.

5 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.ยังคงยืนยันที่จะเข้าร่วมประชุมอยู่ ว่า เรื่องการประชุมบอร์ด กสทช.ก็เป็นของ กสทช. แต่ตนยังคงยืนยันจะทำตามกฎหมายทุกอย่าง ส่วนจะยังรอที่ประชุมวุฒิสภาเห็นชอบก่อนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนทำตามกฎหมายทุกอย่าง ไม่มีผิดอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นายกฯ เตรียมนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือไม่ ภายหลังชื่อ นพ.สรณ มีมติจากคณะกรรมการฯ ขาดคุณสมบัติพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. นายกรัฐมนตรี ตอบเพียงแค่ว่า ผมจะทำตามกฎหมายทุกอย่าง

เลขาฯ ครม.เผยเตรียมจัด ครม.สัญจร ปลาย ส.ค.นี้ ที่หาดใหญ่ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม

เลขาฯ ครม.เผยเตรียมจัด ครม.สัญจร ปลาย ส.ค.นี้ ที่หาดใหญ่ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม

เลขาฯ ครม.เผยเตรียมจัด ครม.สัญจร ปลาย ส.ค.นี้ ที่หาดใหญ่ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

5 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางณัฐฏ์จารีย์ อนันต์ศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่เลื่อนจากกำหนดเดิม ในวันที่ 8 – 9 มิ.ย.ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่า จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือน ส.ค.ที่ จ.สงขลา ซึ่งอาจเป็นไปได้ในช่วงวันที่ 31 ส.ค.นี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับเลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อกำหนดวาระการประชุมที่จะเกี่ยวข้องกับการทำประโยชน์ในพื้นที่

เอกชัย ร่างกายซูบผอม! แอดมิท รพ.ราชทัณฑ์ ตรวจชิ้นเนื้อที่หัว-ช่องท้อง เฝ้าระวังโรคร้าย

เอกชัย ร่างกายซูบผอม! แอดมิท รพ.ราชทัณฑ์ ตรวจชิ้นเนื้อที่หัว-ช่องท้อง เฝ้าระวังโรคร้าย

เอกชัย ร่างกายซูบผอม! แอดมิท รพ.ราชทัณฑ์ ตรวจชิ้นเนื้อที่หัว-ช่องท้อง เฝ้าระวังโรคร้าย

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.32 น.

5 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ท่ามกลางปัญหาสุขภาพรุมเร้า : “เอกชัย” ถูกนำตัวแอดมิท รพ.ราชทัณฑ์ เพื่อตรวจชิ้นเนื้อที่หัว – ช่องท้อง

วันที่ 4 ส.ค. 2569 ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทนายความเข้าเยี่ยม “เอกชัย หงส์กังวาน” นักกิจกรรมทางการเมือง และผู้ต้องขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 110 เพื่อติดตามสถานการณ์สุขภาพล่าสุด ภายหลังเขาต้องเข้ารักษาตัวจากอาการปวดท้องบ่อย และน้ำหนักตัวลดลงเร็วผิดปกติ ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2569

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 ในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม เอกชัยมีอาการปวดแผลใกล้จุดที่เคยรักษาโรคฝีในตับ และถูกส่งตัวฉุกเฉินเข้าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เขาได้รับการตรวจอัลตราซาวด์ และผลการตรวจยังไม่พบความผิดปกติของตับ แต่เอกชัยยังคงมีความเสี่ยงต่อการกลับมาของโรคฝีในตับ และพบอาการต่อมลูกหมากโต กระบังลมอักเสบ โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน

และเมื่อช่วงเดือน ก.ค. 2569 เอกชัยระบุว่ามีอาการปวดท้องและน้ำหนักลดเรื้อรัง และต้องการได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อคัดกรองภาวะโรคมะเร็งในระยะแรกเริ่ม หรือโรคอื่น ๆ ซึ่งทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีศักยภาพในการให้การรักษาได้ตามมาตรฐานทางการแพทย์

ทั้งนี้ ในวันที่ 13 ก.ค. 2569 ทนายความจึงได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวเอกชัย พร้อมระบุความเห็นทางการแพทย์ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ให้ความเห็นจากเวชระเบียนว่าควรให้เขาได้รับการประกันตัวเพื่อเข้ารับการตรวจรักษาโดยละเอียด เนื่องจากอาการที่เอกชัยกำลังเผชิญอยู่ต้องค้นหาสาเหตุปัญหาสุขภาพอย่างจริงจัง ก่อนจะสรุปได้ว่าอาการปวดท้องดังกล่าวไม่ใช่โรคมะเร็ง หรือค้นหากลุ่มโรคด้านภูมิคุ้มกันวิทยา หรือการติดเชื้อ เช่นพยาธิ เป็นต้น

ต่อมา 15 ก.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบเหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”

_______________________________

วันนี้ (4 ส.ค.) ทนายพบว่าเอกชัยมานั่งรออยู่ที่ห้องเยี่ยมในชุดผู้ป่วยสีขาวของโรงพยาบาล ใบหน้าของเขาซูบตอบ ร่างกายผอมจนเห็นซี่โครง กระดูกคิ้วโปนชัดเจน และมีผ้าก๊อซติดแผลที่หัวด้านซ้าย เอกชัยเล่าว่าช่วงนี้เขามีอาการวูบ แต่ก็ยังพอมีแรงพูดคุยได้

เมื่อสอบถามถึงสถานการณ์ทางสุขภาพ เอกชัยเล่าว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 เรือนจำกลางคลองเปรมได้ส่งตัวเขาไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์เพื่อเข้าตรวจร่างกายโดยละเอียด ผ่านการทำซีทีสแกนตั้งแต่ช่วงอกไปจนถึงช่วงท้อง ทั้งนี้ไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่การซีทีสแกนนั้นก็ไม่สามารถเห็นรายละเอียดภายในลำไส้ได้

ต่อมา 24 ก.ค. 2569 ทางโรงพยาบาลแจ้งให้เอกชัยเข้ามาแอดมิทเนื่องจาก เขามีอาการปวดท้องบ่อยและผอมลงอย่างผิดปกติ หมอจึงให้เข้ามาตรวจสอบร่างกาย ก่อนหน้านี้น้ำหนักของเขาอยู่ที่ 72-73 กิโลกรัมแต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 64 – 65 กิโลกรัม

เอกชัยไม่ทราบว่าน้ำหนักลดลงเมื่อไหร่ เพิ่งมารู้ตอนที่อยู่โรงพยาบาล เพราะที่ผ่านมาก็กินอาหารปกติ พอเห็นน้ำหนักตัวเองก็ตกใจที่น้ำหนักลดลงอย่างผิดปกติแบบนี้ หมอเองก็สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งหรือเป็นโรคอะไรหรือเปล่า จึงให้ซีทีสแกนและส่องกล้องเพื่อตรวจสอบสาเหตุ

การส่องกล้องเกิดขึ้นทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เอกชัยขยายความว่าส่วนบนจะดูหลอดอาหารถึงกระเพาะอาหาร และส่วนล่างเป็นลำไส้ใหญ่ โดยในระหว่างที่รอทำการส่องกล้อง เขาต้องอดอาหาร โดยมีการให้ดื่มน้ำใสมีรสชาติหวานเปรี้ยว ซึ่งคาดว่าเป็นน้ำที่ผสมสารอาหารมาให้รับประทานแทน และมีการจ่ายยาถ่ายให้ ทั้งนี้เพื่อให้ลำไส้สะอาดและสามารถตรวจดูภายในได้

อย่างไรก็ตาม แพทย์แจ้งว่าลำไส้ของเขาไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่จากการประเมินผลเบื้องต้น หมอแจ้งว่าอาจเป็นโรคกระเพาะธรรมดา เนื่องจากการส่องกล้องส่วนบนพบว่าในกระเพาะอาหารมีรอยแดงเหมือนผื่น หมอจึงให้ยาลดกรดและยาแก้อักเสบ พร้อมทั้งให้งดทานอาหารเผ็ด และได้ตัดชิ้นส่วนออกมาทำการตรวจสอบ ซึ่งต้องรอฟังผลของชิ้นเนื้ออีกทีในวันที่ 14 ส.ค. 2569

เมื่อสอบถามถึงแผลที่หัวด้านซ้าย เอกชัยเล่าว่าเกิดจากการผ่าตัดนำชิ้นเนื้อไปตรวจสอบเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นตุ่มขึ้นที่หัวมาสักพักแล้ว จึงขอให้หมอตรวจสอบว่าเป็นตุ่มอะไร เลยทำให้มีการตัดชิ้นส่วนบริเวณที่เป็นตุ่มขนาดประมาณ 1 เซนติเมตรออกไป

ปัจจุบัน แผลที่หัวต้องล้างแผลทุกวัน และเป็นแผลที่ต้องเย็บสามเข็ม มีกำหนดตัดไหมวันที่ 10 ส.ค. 2569 และฟังผลตรวจสอบชิ้นเนื้อที่ตัดไปวันที่ 21 ส.ค. 2569 ซึ่งหมายความว่าเขาจะต้องอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์จนถึงวันดังกล่าว

และสาเหตุที่ต้องรอผลการตรวจชิ้นเนื้อนานเกือบเดือน เอกชัยบอกว่าทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ส่งชิ้นเนื้อของเขาไปตรวจที่โรงพยาบาลราชวิถี เนื่องจากหมอที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่ใช่แพทย์เฉพาะทาง

เกี่ยวกับคดีที่ทำให้เอกชัยถูกคุมขังในครั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ในคดีที่เขาและผู้ร่วมคดีอีก 4 คน ถูกดำเนินคดีในข้อหาหลักคือประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ตามมาตรา 110 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 ที่ถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินี โดยศาลลงโทษจำคุกเอกชัยถึง 21 ปี 4 เดือน

ปัจจุบันเอกชัย วัย 50 ปี ยังคงถูกคุมขังมาโดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว ท่ามกลางปัญหาสุขภาพที่สะสมและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่คดีในชั้นฎีกายังคงดำเนินต่อไป

อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/85365

ดีเอสไอฟันข้อหาหนัก สั่งฟ้องภาวุธ พบเส้นเงินเพิ่ม33ล้าน

ดีเอสไอฟันข้อหาหนัก สั่งฟ้องภาวุธ พบเส้นเงินเพิ่ม33ล้าน

ดีเอสไอฟันข้อหาหนัก สั่งฟ้องภาวุธ พบเส้นเงินเพิ่ม33ล้าน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดีเอสไอฟันข้อหาหนัก สั่งฟ้องภาวุธ พบเส้นเงินเพิ่ม33ล้าน ฝ่ายค้านไล่บี้ปมฮั้วสว. อนุทินปิดฉากเยือนอินโด

นายกฯปิดฉากเยือนอินโดฯ หลังขึ้นโชว์วิสัยทัศน์ 3 แนวทางนำอาเซียนสู่อนาคตที่เข้มแข็งร่วมกันอย่างยั่งยืน ขณะที่การเมืองเดือดจัด ฝ่ายค้านซีกส้มไล่ขย่มคดีฮั้วสว.ภาคพิเศษ ลากอดีตผู้สมัคร ร่วมวงเปิดคลิปซัด กกต.รู้เห็นแต่ไม่จัดการ ด้าน‘พริษฐ์’สรุป 5 พฤติกรรมไม่ไว้วางใจ ดักคออย่าฟอกขาว-เป่าคดี ด้านดีเอสไอจัดหนัก‘ภาวุธ’พร้อมพวก สั่งฟ้อง 7 ข้อหาหนักฉ้อโกง-ฟอกเงินฟอเร็กซ์ พบเส้นเงินเพิ่มเป็น 33 ล้านบาท ส่วน‘ธรรมนัส’โต้สูตรแดง-เขียว-ส้มแค่ข่าวลวง

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 11.50น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงจาการ์ตา ซึ่งตรงกับเวลาประเทศไทยที่ห้อง Nusantara Hall สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEC) กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียนซึ่งมีคณะผู้แทนถาวรประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียน และนักการทูตที่สนใจเข้าร่วมกว่า 100 ประเทศ

นายกฯโชว์วิสัยทัศน์3แนวทางอาเซียน

โดยนายกรัฐมนตรีเสนอให้อาเซียนเดินหน้าบน 3 แนวทางได้แก่การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวนและการทำให้อาเซียนมีความหมายต่อชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า“โลกปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง จึงไม่อาจแก้ไขได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง โดย “ความท้าทายระดับภูมิภาค จำเป็นต้องอาศัยคำตอบในระดับภูมิภาค”

เสริมสร้างภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง

แนวทางแรก การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง (Stronger Regionalism) นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ในโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น ความเป็นเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียนยิ่งมีความสำคัญ หลักฉันทามติและหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในยังคงเป็นรากฐานสำคัญ แต่ควรนำมาใช้อย่างยืดหยุ่นและเหมาะสม เพื่อให้อาเซียนรักษาความเป็นหนึ่งเดียว พร้อมสามารถดำเนินการต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล

สถานการณ์ในเมียนมาเป็นบททดสอบที่ชัดเจนฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ยังคงเป็นกรอบแนวทางหลักของอาเซียนในการดำเนินการต่อสถานการณ์เมียนมา ประเทศไทยได้สนับสนุนแนวทาง การกลับมามีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน (calibrated re-engagement) โดยมุ่งรักษาช่องทางการเจรจา เปิดพื้นที่สำหรับการมีปฏิสัมพันธ์ และตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม

แนวทางดังกล่าวดูเหมือนกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ดังจะเห็นได้จากเมื่อวานนี้ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ นางออง ซาน ซู จี ซึ่งมีรายงานว่าเธอมีสุขภาพแข็งแรงดี นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยได้ผลักดันมาโดยตลอด และเราหวังว่าจะได้เห็นพัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้

เมียนมาที่สงบสุขและมีเสถียรภาพ ไม่เพียงเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเอกภาพของอาเซียนและเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะฟื้นฟูความไว้วางใจและเปิดทางให้การเจรจาทวิภาคีดำเนินต่อไป โดยประเทศไทยพร้อมเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ยึดมั่นการแก้ไขความแตกต่างด้วยสันติวิธีและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ควบคู่กับการรักษาเอกภาพและวาระร่วมของอาเซียน

สร้างภูมิคุ้มกัน-พร้อมรับความผันผวน

แนวทางที่สอง การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน (Greater Resilience) นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อาเซียนต้องไม่รอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงแก้ไข แต่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้า โดยเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และอาหาร รวมถึงเร่งการเชื่อมโยงทางดิจิทัลและพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีขณะเดียวกัน อาเซียนควรขยายความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจขนาดกลางและประเทศในกลุ่มโลกใต้ เพื่อเพิ่มทางเลือก ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค

ดันอาเซียนมีประชาชนอย่างยั่งยืน

แนวทางที่สาม การทำให้อาเซียนมีความหมายต่อประชาชนอย่างยั่งยืน (Lasting Relevance) นายกรัฐมนตรีเน้นว่า ความสำเร็จของอาเซียนต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ ทั้งความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การรับมืออาชญากรรมและภัยคุกคามข้ามพรมแดน การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนาทักษะให้คนรุ่นใหม่พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พร้อมกันนี้ อาเซียนต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันและกลไกการทำงาน เพื่อให้การตัดสินใจของผู้นำสามารถนำไปสู่การปฏิบัติและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง

ถ้อยแถลงนายกฯครั้งแรกรอบ17ปี

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าอาเซียนเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ไทยร่วมก่อตั้ง นับตั้งแต่การลงนามปฏิญญากรุงเทพเมื่อ 59 ปีก่อนซึ่งช่วยเปลี่ยนภูมิภาคที่เคยเต็มไปด้วยความขัดแย้งให้ก้าวสู่ประชาคมที่ยึดมั่นในกฎกติกา ความร่วมมือ และการเจรจาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอาเซียนหลายช่วงเวลา ทั้งการผลักดันเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) การจัดตั้งเวทีภูมิภาคอาเซียน (ARF) และการวางรากฐานคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR)

การกล่าวถ้อยแถลงครั้งนี้ยังนับเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีไทย ณ สำนักเลขาธิการอาเซียนเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2552

ปลุกอาเซียนร่วมกันสร้างอนาคต

ในตอนท้าย นายกฯกล่าวว่า การครบรอบ 60ปีของอาเซียนในปีหน้าจะเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ของภูมิภาคโดยประเทศไทยพร้อมกลับมามีบทบาทสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพื่อร่วมสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งจากภายใน เป็นเอกภาพ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง“นี่คืออนาคตของอาเซียนที่ประเทศไทยเชื่อมั่น และคืออนาคตที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้าง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

วิปฝ่ายค้านเปิดฮั้วสว.ภาคพิเศษ

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) นำโดยนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านจัดกิจกรรม“ครบรอบ 2 ปี เลือก สว.-เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.(ภาคพิเศษ) เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน?”โดยมีพยานบุคคลร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลได้แก่ นางศรินทรสนธิศิริกฤตย์พล.ต.ต.บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ และพ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการ กกต.

ชำแหละกกต.รู้เห็นฮั้วเลือกสว.

โดยนางศรินทร กล่าวว่า สิ่งที่เราเห็นวันนั้นที่เราแปลกใจมากคือ กกต.ประกาศใส่ไมค์ว่ารอบไขว้จะไม่ให้เอาเอกสารเข้าไป สว.ก็ไม่ให้เอาเข้าไป จะทำอะไรก็ทำเลย เดี๋ยวเข้าไปจะมีการแจก สว. 3 ชุดใหม่ หลายคนเลยเริ่มลอก ตนคิดว่าลอกกันลืม แต่ไม่คิดว่าจะฮั้วกันใหญ่ขนาดนี้ หนักกว่านั้นคือนายฤชู แก้วลาย ถือกระเป๋าให้ด้วย สามารถเอากล้องมาเปิดได้เลย ตนออกมาพูดชื่อ ไม่กลัวฟ้อง ตนแค่เล่าความจริง โดยในช่วงบ่ายมี สว. สำรองบางคน ถือแฟ้มเข้าไปในห้อง ก็สงสัยว่าทำไมเขาถึงถือแฟ้มเข้าไปได้ โดยหลังจากที่เข้าไปแล้วมีกระบวนการที่เกิดขึ้นจึงได้ถามว่าต้องไปพบใคร คนที่ใหญ่ที่สุดในที่นี้คือใคร เขาบอกว่าคือนายแสวง บุญมี คำตอบที่ได้คือเขาก็ทำเป็นกระบวนการทั้งหมด

“หลังจากที่เลือกเสร็จสิ้น ได้กลับศึกษาคุณสมบัติของผู้สมัครหลายๆ คน พบผู้สมัครบางคนอายุ 40 มีคุณสมบัติที่น่าสงสัย เขียนว่าเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย 10 ปี แต่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าข้อมูลเป็นเท็จ และข้อมูลที่อ้างว่าเป็นพยาบาลโรงพยาบาลสินแพทย์ เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าเป็นเท็จ จึงทำเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. 67 สุดท้ายจนถึงปัจจุบันเรื่องเงียบ ไม่มีการตอบกลับ และบุคคลดังกล่าวได้เป็น สว. ชุดปัจจุบัน”นางศรินทรกล่าว

จวกรวมอำนาจกกต.ฝ่ายเดียว

พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าวว่าทั้งนี้ตนพบว่าหากข้าราชการทำหน้าที่ไม่เกียร์ว่าง ตนมองว่าโจรกระจอกหรือโจรเสื้อนอกก็ไม่สามารถที่จะกระทำความผิดได้ อยากฝากถึงข้าราชการ ตอนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ต้องทำให้เต็มที่ เพราะเกษียณแล้วรัฐยังดูแล อย่าทำให้ชาวบ้านเขาบ่นเสียดายเงิน การรวมอำนาจไปที่กกต.กลางแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้นกว่าจะแต่งตั้งเรื่องไต่สวนสืบสวนแต่ละครั้งได้ก็เหมือนถนนทุกสายจาก 77 จังหวัดมุ่งไปสู่กรุงเทพฯ รถติด กว่าจะได้เข้าคิว ความช้าคือการไม่ยุติธรรม

การให้กกต.เพียงฝ่ายเดียวมีอำนาจเด็ดขาดในการดำเนินการเรื่องของการเลือกตนกับเพื่อนเห็นอยู่กับหู รู้อยู่กับตา เห็นกันอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ ถูกจับโยนทิ้ง ไม่ให้ขึ้นสู่เวที ฉะนั้น ประเด็นนี้ตนคิดว่าจะต้องมีการปรับแก้เรื่องการให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ ให้เป็นผู้เสียหายที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ อีกทั้งยังขอฝากให้ฝ่ายค้านไปช่วยถามรมว.มหาดไทยว่าผอ.กกต.ระดับอำเภอนั้นที่เป็นคนพิจารณาเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครสว.67เขานั่งอยู่ที่โต๊ะมีคอมพิวเตอร์ แล้วสามารถลิงก์ข้อมูลกรมการปกครองได้ทั่วประเทศ เขามีข้อมูลผู้สมัครอยู่ในคอมพิวเตอร์

อย่าฟ้องไร้สังกัดพรรคแต่สีทนไม่ได้’

“หากเขาเคาะคอมพิวเตอร์แค่ 2-3 ครั้ง ก็จะรู้แล้วว่าใครคือพ่อแม่ลูกที่สมัครในคราวเดียวกัน ผัวเมียสมัครในคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ก็จะช่วยให้ไม่เกิดการจ้างเป็นผู้สมัครได้ แต่เขากลับปล่อยเกียร์ว่างไม่ทำ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลเรื่องนี้เอาไม้เรียวหวดก้นหน่อยดีหรือไม่ ฝากถึงกกต.และรัฐบาลว่าอย่าฟ้องผม ที่ผมมาพูดในวันนี้ ผมไม่ได้มาเพราะผมเป็นเครื่องมือของใคร ผมไม่เคยสังกัดพรรคการเมืองไหน ผมไม่แบ่งแยกว่าใครเป็นสีไหน แต่ที่ผมมาวันนี้เพราะผมสีทนไม่ได้“ พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าว

เปิด‘คลิปโพย’ซัดกกต.รู้เห็น

ด้านพ.ต.อ.มนัสได้เปิดคลิปวิดีโอการส่งโพยเข้าไปในสถานที่เลือกตั้งและการเก็บโพย ในการเลือกสว.วันที่26มิถุนายน 2567ช่วงประมาณ18.30น.ซึ่งในคลิปมีการประกาศว่าไม่ให้เอกสารเข้าและพูดชัดว่าจะมีการแจก สว.3ฉบับใหม่ให้กับผู้สมัครที่ผ่านรอบเช้ามา ขณะที่คลิปที่สองเวลา19.00น.เจ้าหน้าที่ได้เดินถามว่าคนไหนมีโพย และห้ามมีโพยพร้อมเดินเก็บโพย ในคลิปที่3เป็นภาพของนายนิยม จันทร์เยี่ยมผอ.กกต.อุตรดิตถ์ ที่เก็บโพยมาเต็มกระเป๋า และลงบันทึกเซ็นเอกสารประจำหน่วยว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแต่นายแสวงกลับบอกว่าไม่มีอะไร

ไม่จัดการเข้าข่ายผิดมาตรา 157

พ.ต.อ.มนัสยังตั้งข้อสันนิษฐานว่าการฮั้วจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ก็เห็นเป็นใจ ตนขอย้อนไปถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ซึ่งตนทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจการเลือก สว. และพบว่ามีผู้สมัครจดโพยในใบ สว. 3 จึงไปแจ้งนายแสวงให้ทราบ แต่นายแสวงกลับบอกว่า“รู้ว่าทำอะไรเขาไม่ได้ เขาคิดวางแผนกันมาแบบนี้แหละปล่อยให้เขาเอา สว.3 เข้าไปในรอบไขว้ได้”คำพูดแบบนี้มันบ่งชี้ว่านายแสวงรู้แล้ว รู้ก่อนแล้วว่าวางแผนกันมาแบบนี้แบบนี้ผิด มาตรา 157 หรือไม่

ตั้ง3ข้อพิรุธกกต.ท้าเปิดหีบพิสูจน์

พร้อมตนคิดได้3ข้อที่ทำให้การเลือกสว.ครั้งนี้มีความไม่ชอบมาพากล คือ1.การจัดสถานที่เลือก สว. ตามกฎหมายให้เป็นความลับแต่กลับจัดในห้องแบบรวม 2.ระเบียบที่เขียนไว้ว่าให้ใช้หมายเลขเดิมตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงระดับประเทศทำให้สามารถวางแผนฮั้วได้ และ 3.ประธาน กกต. ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน แต่ปรากฏว่าตั้งลูกน้องนายแสวงมาสอบนายแสวงเอง กกต.ไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาล มีเหตุสงสัยควรส่งฟ้องศาลไม่ใช่ยกเรื่อง

“กกต.อย่าทำตัวเป็นศาล ต้องส่งศาล ที่บอกว่าคะแนนซ้ำจะเป็นจริงหรือไม่ ขอให้เปิดหีบลงคะแนนเพื่อพิสูจน์การลงคะแนนฮั้ว ผมขอท้า กกต.ให้เปิดหีบพิสูจน์” พ.ต.อ.มนัส กล่าว

พริษฐ์’ชี้5พฤติกรรมไม่ไว้วางใจกกต.

จากนั้นนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวสรุปว่า5พฤติกรรมของกกต.ที่ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจคือ 1.ออกระเบียบกกต. เกี่ยวกับการเลือกสว.ที่อาจจะยังไม่รัดกุมเพียงพอในการป้องกันการทุจริตซึ่งมีการออกระเบียบมา 6 ฉบับ เช่นการกำหนดให้ผู้สมัครใช้เบอร์เดียวกันสำหรับรอบเช้าและรอบบ่าย ทำให้สามารถเขียนเบอร์ผู้สมัครเหล่านี้ในโพยใบสั่งที่จะทำตั้งแต่วันก่อนเลือกได้ 2.การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครที่อาจจะยังไม่รอบคอบเพียงพอ เช่น อาจจะมีผู้สมัครบางคนขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม เช่นนายคอดียะฮ์ ทรงงาม ที่มีผู้ร้องเรียนเข้าไปว่าขณะนั้นเป็นที่ปรึกษานายกอบจ.จังหวัดอ่างทองในปี 2564-2567 และยังไม่พ้นจากตำแหน่ง หรือกรณีของการกรอกข้อมูลเท็จในใบสมัครและใบแนะนำตัว การสมัครผิดกลุ่มหรือในกลุ่มที่ไม่มีคุณสมบัติ

ปล่อยทุจริตวันเลือกสว.-เตะถ่วงคดี

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 3.การปล่อยปละละเลยการทุจริตที่อาจจะเกิดขึ้นในวันเลือกสว. โดยเฉพาะการเลือกระดับประเทศ 4.ข้อสงสัยหรือข้อครหาเกี่ยวกับการเตะถ่วงคดีและการตั้งคณะอนุขึ้นมาฟอกขาวในคดีดังกล่าว ซึ่งตนมีคำถามอยากฝากไปถึง กกต.ว่า 7 อนุวินิจฉัยชุดที่ 36 นั้นใครเป็นคนเสนอ หน่วยงานต้องสังกัดคืออะไร มาจากอนุ 35 ชุด หรือมาจากคนนอก ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 มีการเสนออนุชุดพิเศษเหมือนอนุชุดที่ 36 มาแล้วกี่ครั้ง ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีอะไรบ้าง ให้เหตุผลว่าอะไร

โดยคณะอนุชุดที่ 36 ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง รวมถึงมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติ ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากคดีผ่านมาสองปีคือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ กกต.ต้องมีการรับรองจากสว. ขณะเดียวกันก็ยังมีสว.บางส่วนที่ลาออกจากกรรมาธิการสอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็น ป.ป.ช. โดยให้เหตุผลว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ครั้งถัดมากับมีการนั่งในรายชื่อคณะกรรมาธิการสอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็นกกต. ทั้งนี้ จากที่ตนตรวจสอบพบว่าในส.ว. 229 คนไม่มีใครที่คณะกรรมาธิการสอบประวัติ

หวั่นสุดท้ายเป่าคดีอ้างหลักฐานไม่พอ

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า 5.ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่เรากังวลว่าจะเกิดขึ้นคือการเตรียมเป่าคดี อ้างหลักฐานไม่เพียงพอหรือไม่เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล โดยหลักฐานไม่ต้องชัดจนถึงขั้นพิสูจน์ว่ามีการทุจริตหรือไม่ แต่หากหลักฐานมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตกกต.ก็มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้องที่ศาล นอกจากหลักฐานเรื่องโพยที่ตนคิดว่าเพียงพอแล้ว ยังมีหลักฐานได้เส้นทางการเงิน หลักฐานการนัดหมาย คลิปเสียงการเสนอผลประโยชน์ และพยานบุคคล การที่เราจำเป็นต้องมานำเสนอหลักฐานดังกล่าวต่อสาธารณะเพราะเราไม่มั่นใจว่ากกต.จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เพราะเราเห็นว่าที่ผ่านมามีขั้นตอนตั้งแต่ก่อนเลือกสว. การสว. และคดีหลังจากการเลือกสว.ผ่านไปแล้ว เราไม่ไว้วางใจและไม่มั่นใจการทำหน้าที่ของกกต.ซึ่งหวังว่าเราจะคิดผิดและหวังว่ากกต. จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในการตรวจสอบคดีนี้ ด้วยหลักฐานที่ละเอียดหนักแน่นกกต. ควรที่จะส่งเรื่องไปที่ศาลตามมติของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26

DSIสั่งฟ้อง‘ภาวุธ-ฟิล์ม’หลายข้อหา

ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)โดยส่วนประชาสัมพันธ์ เปิดเผยความคืบหน้าคดีเกี่ยวกับการชักชวนลงทุนเทรดสินทรัพย์ผ่านระบบออนไลน์หรือคดี Forexว่าเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้ดำเนินการตามหมายเรียกให้บุคคล 4 รายได้แก่ นายภาวุธ (สงวนนามสกุล) นายรัฐภูมิ(สงวนนามสกุล)นายภูริทัต(สงวนนามสกุล) และนายธนกร (สงวนนามสกุล) เข้ารับทราบข้อกล่าวหา

DSI ระบุว่าบุคคลทั้ง4รายได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาในหลายฐานความผิดซึ่งรวมถึง ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้จดทะเบียนรวมถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน

ทั้งนี้ การแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าว เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการสอบสวนโดยผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิต่อสู้คดีและนำพยานหลักฐานมาชี้แจงตามกระบวนการยุติธรรม

ออกหมายเรียกรวมอีก47ราย

DSIเปิดเผยเพิ่มเติมว่าสำหรับคดี Forexพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้องรวม 47ราย ขณะนี้มีผู้เดินทางเข้าพบและรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 10 ราย อาทิ นายภาวุธ นายรัฐภูมิ และนายภูริทัต ส่วนผู้ที่เหลืออีก 37 ราย จะทยอยเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงข้อเท็จจริงภายในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2569 หากบุคคลใดไม่เข้าพบตามหมายเรียก หรือมีพฤติการณ์หลบหนี พนักงานสอบสวนจะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

สำหรับนายภาวุธและนายรัฐภูมิภายหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ปล่อยตัวโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์ เพื่อเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมในการชี้แจงข้อเท็จจริงและพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และผู้ถูกกล่าวหาทุกรายยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด

DSIพบเส้นเงิน‘ภาวุธ’เพิ่ม33ล้าน

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรมกล่าวถึงกรณีนายภาวุธพงษ์วิทยภานุ สส.พรรคประชาชนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ว่าทางดีเอสไอ สอบสวนแล้วพบว่าข้อมูลการเงินมีการเปลี่ยนแปลงจาก 28 ล้านบาทเป็น 33ล้านบาทโดยเป็นเรื่องของการกู้ยืมเงินซึ่งต้องให้ดีเอสไอตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง ส่วนกรณีที่พบเซิร์ฟเวอร์บริษัทคิวอาร์เอส โกลบอลมีเบาะแสอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า เป็นตัวเก็บข้อมูลทั้งหมดจึงคาดว่าดีเอสไอจะได้เบาะแสข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ตัวนั้น ค่อนข้างมาก แต่รายละเอียดขอให้ทางดีเอสไอสอบสวนก่อน

เจ้าตัวเตรียมเข้าแจงอีกครั้ง2สัปดาห์

เมื่อถามว่ามีหมายเรียกผู้ต้องหาต่างๆมาแล้วจะสามารถสรุปข้อมูลส่งฟ้องได้เมื่อไหร่พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า คงยัง เพราะพยานหลักฐานขยายออกไปเรื่อยๆตอนนี้พยายามนำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องหลักๆมาสอบ แต่ก็ต้องมีการเรียกผู้เกี่ยวข้อง ผู้ต้องสงสัย พยาน มาสอบอีก และพยานน่าจะขยายเพิ่มไปอีก ส่วนจะขยายออกไปอย่างไร ขอให้ทางดีเอสไอดำเนินการก่อน

เมื่อถามว่าจะเรียกนายภาวุธ มาให้ข้อมูลครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งสุดท้ายแล้วใช่หรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ยังไม่แน่ชัด แต่ได้รับรายงานว่าจะมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้งอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า และเท่าที่ทราบขณะนี้ นายภาวุธปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ทั้งหมด ขณะที่กรณีของนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม รัฐภูมิ อดีตนักการเมือง และนักแสดงชื่อดังที่เข้ามาชี้แจงต่อดีเอสไอแล้ว ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาเช่นกัน

ธรรมนัส’ยืนยันไร้‘ดีลโมนาโก’

ที่ชุมชนหลังวัดริมคลองนางหงส์ กทม. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม(กธ.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหายหน้าหายตาจากการเมือง จนเกิดกระแสข่าวดีลลับโมนาโกว่าเรื่องการเมืองที่หายไปนาน พูดเสมอว่าถึงแม้ว่าเราไม่ได้ร่วมรัฐบาล แต่เราอยากให้รัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจปากท้องพี่น้องประชาชน ปัญหาสังคมหรือปัญหาอื่นๆเขาบอกว่าช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัว อยู่กับลูกๆอย่างที่เป็นข่าว ในเรื่องการเมืองแทบจะไม่ได้เข้ามายุ่งเลย นอกจากดูแลพรรค และทำหน้าที่ดูแลพี่น้อง สส.ในฐานะหัวหน้าพรรค ทำหน้าที่ในการเป็นฝ่ายค้านจะเห็นว่า สส.ของพรรคทำหน้าที่ในสมัยประชุมสภาอย่างจริงจังในฐานะเป็นฝ่ายค้านขอย้ำว่าเราจะทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมามีผลกระทบต่อบ้านเมือง โดยเฉพาะความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่ลำบากอยู่ในขณะนี้

“ส่วนเรื่องที่ตนเดินทางไปต่างประเทศเพิ่งกลับมานั้น เรื่องข่าวลือโมนาโก หรือเรื่องต่างๆ ขอยืนยันว่าไม่มีเพราะผมไปเฉพาะครอบครัวและไม่ได้ไปเจอใครที่ต่างประเทศเลย มีเฉพาะคณะที่เดินทางไปด้วยเท่านั้น ขอยืนยัน”ร.อ.ธรรมนัส ย้ำผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสูตรเขียว แดง ส้ม เหมือนเคยมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า“ไม่มี ผมไม่เคยคุย ไม่เคยดีลอะไรกับใคร”

ลั่นไม่ได้คุยกับ‘ทักษิณ-เพื่อไทย’

เมื่อถามว่ากับพรรคเพื่อไทย(พท.)ได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า“ไม่ได้คุยกับใครเลย ไม่ได้คุยกับพรรคไหนเลย อันนี้ยืนยัน”เมื่อถามย้ำว่าได้คุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ปฏิเสธว่า“ไม่มี”เมื่อถามว่าในอนาคตเขียว แดง ส้มจะมีทางเกิดขึ้นได้หรือไม่ร.อ.ธรรมนัสหัวเราะพร้อมกล่าวว่า“ก็ถามถึงอนาคตที่มันยังไม่เกิด”เมื่อถามอีกว่าได้ยินดีกับนายทักษิณหลังได้รับอิสรภาพหรือยังร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าไม่ได้คุยกันเลย

ชี้แค่ข่าวลวงให้ฟังจากปากผม!

เมื่อถามว่าได้มีการติดต่อกับสส.บางกลุ่มของพรรคภท.หรือไม่ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าพวกเราเป็นสส. สังเกตเวลาตนเข้าสภาก็มีคนมาทักทายเยอะแยะ เป็นเรื่องปกติเพราะรู้จักสส.เยอะคุยกันเป็นเรื่องปกติ

เมื่อซักถามอีกว่าแสดงว่าดีลต่างๆที่ออกมาเป็นข่าวไม่จริงใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า“ข่าวลือ ข่าวลวง ไม่ใช่ข่าวลับ”เมื่อถามย้ำว่าแต่ส่วนใหญ่ข่าวลือที่ออกมามันมักจะเป็นข่าวจริง ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า“ไม่จริงหรอกครับ ผมยืนยัน ฟังจากปากตนนี่”

ไม่ติดปชน.บอกลืมเรื่องก่อนเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า แต่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) แบะท่า เหมือนส่งสัญญาณมาทางพรรคกธ.ตรงนี้พรรค กธ.จะรับไมตรีหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า“เรื่องก่อนการเลือกตั้งผมลืมไปแล้ว” เมื่อถามย้ำว่าแปลว่าเริ่มต้นใหม่ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ไม่ ผมหมายความว่า เรื่องก่อนการเลือกตั้ง ผมพูดแล้วว่า การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ผมพูดมาโดยตลอด ก่อนการเลือกตั้งคนที่เคยเป็นศัตรูกันก็กลับมารักกันได้ ต้องเห็นกับประโยชน์ประเทศชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน แต่ไม่ได้หมายความว่า มีการพูดคุยกันนะ ต้องขอยืนยัน เดี๋ยวไปแปลความหมาย ตัดคำพูดผม ตัดบางคำไป เดี๋ยวจะเกิดความเสียหาย”

เมื่อถามว่าน.ส.ศิริกัญญาระบุว่าหลาบแล้วกับพรรคภท.ร.อ.ธรรมนัสหลาบกับพรรคภท.หรือไม่ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า อย่าเอาคำพูดของพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่งมาเปรียบเทียบกับความคิดตน เพราะในพรรคกธ. ตนจะคิดคนเดียว ทำคนเดียวไม่ได้จะทำอะไรก็ตามจะต้องคุยกับพี่น้อง

ไม่ชัดซักฟอกขอดูรายละเอียดก่อน

เมื่อถามต่อว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราต้องดูว่าเขาจะอภิปรายรัฐมนตรีคนใด จะอภิปรายรายบุคคล หรือทั้งคณะ

เมื่อถามว่า ในฐานะเป็นฝ่ายค้าน จะมีส่วนร่วม หรือแลกเปลี่ยนกับวิปฝ่ายค้านในเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้คุยกัน มันต้องคุยกันก่อน เราจะไปคาดการณ์ว่า อภิปรายคนนั้นคนนี้ ต้องดูหลักฐานให้ละเอียด เท่าที่ตนเคยเป็นฝ่ายรัฐบาลและถูกอภิปรายมาทุกสมัย ตนเข้าใจอาการทุกอย่างดี เราจะไม่ทำอะไรโดยใช้อารมณ์และบุ่มบ่ามอย่างเด็ดขาด

​‘ปกรณ์’สรุปโกงสอบ บิ๊กขรก.เอี่ยว ส่งชื่อให้นายกฯฟัน

​‘ปกรณ์’สรุปโกงสอบ บิ๊กขรก.เอี่ยว ส่งชื่อให้นายกฯฟัน

​‘ปกรณ์’สรุปโกงสอบ บิ๊กขรก.เอี่ยว ส่งชื่อให้นายกฯฟัน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ปกรณ์’สรุปโกงสอบ บิ๊กขรก.เอี่ยว ส่งชื่อให้นายกฯฟัน มีคนนอกอีกกว่าร้อย พิรุธเกือบทุกขั้นตอน ชี้กรรมใครกรรมมัน

ปกรณ์สรุปแฟ้มโกงสอบท้องถิ่นส่งให้นายกฯฟันต่อ ชี้มีบิ๊กข้าราชการเอี่ยวและผู้เกี่ยวข้องนับร้อย ลั่น เรื่องนี้หนังยาวไม่จบง่าย แต่ต้องจบ” เผยทุกอย่างกรรมใครกรรมมันด้าน ผบ.ตร.บอกต้องเดินหน้าฟันผิด แพ่ง อาญา วินัยและจริยธรรม หลังพบพิรุธเพียบ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 4

จากนั้น เวลา 15.40 น. นายปกรณ์ แถลง ว่า วันนี้เป็นการประชุมครั้งสุดท้ายในการตรวจตรวจสอบเอกสารและหลักฐาน ซึ่งหลังจากนี้ที่ประชุมจะมีการส่งรายงานและปรับปรุงข้อเสนอแนะ จากนั้นก็จะส่งไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาสั่งการโดยเร็วต่อไป

พร้อมย้ำว่า เรื่องนี้คณะกรรมการฯ ได้ทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏแล้ว ว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง และมีขั้นตอนใดที่มีข้อบกพร่องบ้าง ซึ่งเราพบข้อบกพร่องในเกือบทุกขั้นตอน อีกทั้งยังมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีจำนวนมากกว่าร้อยคน

ส่วนเรื่องการดำเนินคดีอาญา คดีทุจริต และคดีแพ่งกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า เดี๋ยวจะว่ากันไปตามลำดับ เพราะอันนี้จะเป็นสารตั้งต้นที่จะบอกว่ากระบวนการมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง และควรจะดำเนินการอย่างไรต่อ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการออกมา

สำหรับกรณีที่ประกาศผลสอบไปแล้ว นายปกรณ์ ระบุว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะรับไปดำเนินการต่อไป พร้อมยอมรับว่า กรณีดังกล่าวมีการพาดพิงถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ด้วย รวมถึงมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน ส่วนทางคู่สัญญาก็มีปัญหาบางประเด็นที่จะต้องไปดำเนินการทางแพ่งเรื่องสัญญา เพราะเรื่องดังกล่าวเกิดความเสียหายมากมายต่อรัฐ

นอกจากนี้ นายปกรณ์ ยังระบุว่า กรณีดังกล่าวจะต้องมีการสอบใหม่ทั้งหมด เพราะถือเป็นความรับผิดชอบขององค์กร แต่กลับปล่อยให้มีข้อบกพร่องและนำมาสู่เหตุการณ์เช่นนี้ ดังนั้นกระทรวงมหาดไทยคงจะไปดำเนินการต่อ และพิสูจน์เจตนาเป็นรายบุคคล ก่อนทิ้งท้ายว่า “เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่ต้องจบ”

ด้านพล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) กล่าวเสริมว่า ได้ใช้เวลาในการตรวจสอบภายใน 30 วัน ตามนายกรัฐมนตรีออกคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบ โดยย้อนไปดูจุดกำเนิดถึงการขออัตราว่ามีที่มาอย่างไร พบว่า มีความผิดปกติในเรื่องการขออัตรา ซึ่งจะเกี่ยวพันกับตัวเลขการรับรอง และการบรรจุ ซึ่งมีปริมาณมากกว่าการขออัตรา และเป็นข้อสังเกตที่เสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีในเรื่องการพิจารณากรอบอัตรา

ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ดูว่า ตั้งแต่ก่อนสอบ ระหว่างสอบ และหลังสอบ มีอะไรที่เป็นข้อบกพร่อง หรือ เป็นจุดผิดสังเกตที่นำไปสู่การทุจริตได้ โดยก่อนการสอบได้พิจารณาข้อมูลที่ได้มาจากการดูเอกสาร และเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ ทีโออาร์ที่ออกมาปฏิบัติถูกต้อง หรือ เอื้ออะไรหรือไม่ ขณะที่ระหว่างสอบก็มีการคุมสอบ การแบ่งศูนย์สอบ แต่ช่วงที่สำคัญ คือ หลังการสอบ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่า ช่วงหลังการสอบมีประเด็นเรื่องการแก้ไขคะแนน การประกาศรับรองบุคคลที่ผ่านการสอบ ซึ่งมีการแก้ไขทั้งจำนวน และมีความผิดปกติของใบคะแนน

ดังนั้น สิ่งที่ได้ข้อเท็จจริงมาได้ข้อยุติทั้งหมดในเบื้องต้น และจะทำข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรี ทั้งเรื่องของตัวบุคคลที่เข้าข่ายอาจต้องถูกดำเนินคดี ทั้ง แพ่ง อาญา วินัย และจริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องต่อยอดในส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะคณะกรรมการไม่ได้มีหน้าที่ในเรื่องนี้

ส่วนการปรับปรุงทบทวนองค์คณะ หรือ วิธีการทั้งหมด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ก็จะเสนอว่าส่วนราชการใด เช่น กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กพ. จะรับทำเรื่องใด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปปท. ปปง. จะเดินในมิติของการดำเนินคดีอย่างไร ถือเป็นบทสรุปที่ได้จัดทำเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งได้รับความคิดเห็น และจะต้องปรับรายละเอียดอีกเล็กน้อย คาดใช้เวลา 1 – 2 วัน ก่อนจะนำเสนอประธาน และคณะกรรมการตรวจสอบอีกครั้ง และรายงานต่อนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนการประชุมนายปกรณ์ ได้หอบเอกสารจำนวนมากเข้าไปในที่ประชุม ทั้งระบุว่าเรื่องนี้กรรมใครกรรมมัน