สธ.สั่งจับตาสต็อกยา ป้องกันฉวยโอกาสกักตุนช่วงวิกฤตราคาพุ่ง

สธ.สั่งจับตาสต็อกยา ป้องกันฉวยโอกาสกักตุนช่วงวิกฤตราคาพุ่ง

สธ.สั่งจับตาสต็อกยา ป้องกันฉวยโอกาสกักตุนช่วงวิกฤตราคาพุ่ง

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.21 น.

สธ.คลอดแผนจัดการยา เวชภัณฑ์ ชี้ราคาสูงขึ้นแน่ ห่วง“ยาต้านการแข็งตัวของเลือด”ต้องนำเข้าจากอิสราเอล มอบ อย.ขึ้นทะเบียนยาสำรอง พร้อมวางระบบสกัดการกักตุน คาดสงกรานต์คนอาจเดินทางน้อย ปัญหาสุขภาพอาจลดลง

23 มีนาคม 2569 ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการรับมือสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคายา เวชภัณฑ์ และระบบบริการในสถานพยาบาลว่า สธ.ได้ประเมินผลกระทบระยะกลาง เรื่องยาและเวชภัณฑ์ ในภาพรวมสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้หารือกับบริษัทยา ยืนยันว่ามีสต็อกที่เพียงพอใช้ได้ 3 – 4 เดือน ส่วนผลกระทบที่คาดว่าเกิดขึ้นแน่นอนคือ ราคายาที่ปรับสูงขึ้น ส่วนยาที่คาดว่าอาจจะเป็นปัญหา ได้แก่ 1.กลุ่มยาวาร์ฟารีน ใช้สำหรับการต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งมีการนำเข้าจากประเทศอิสราเอล ขณะนี้ยังไม่ขาด แต่หากการสู้รบยืดเยื้อก็ต้องสำรองการนำเข้าจากประเทศอื่น เช่น อินเดีย จีน ยุโรป เป็นต้น โดยจะมีการปรับการขึ้นทะเบียนยาจากประเทศที่สำรองให้รวดเร็วขึ้น

2.น้ำยาล้างไตทางช่องท้อง ที่ต้องใช้พลาสติกเกรดพิเศษในการทำภาชนะซึ่งต้องนำเข้านั้น ทาง อย.ได้ไปประสานเรื่องการนำเข้าแล้ว และ 3. น้ำยาล้างฟอกไต แบบแกลลอน อยู่ระหว่างหารือว่าจะนำแกลลอนกลับมาใช้หมุนเวียนได้หรือไม่ รวมถึงเวชภัณฑ์อื่นๆ ที่อาจต้องใช้บรรจุภัณฑ์อื่นมาทดแทน ส่วนด้านระบบริการผู้ป่วยนั้น จะกระตุ้นให้โรงพยาบาลเพิ่มการใช้ระบบแพทย์ทางไกล (เทเลเมดิซีน) ในกลุ่มผู้ป่วยนอกให้มากขึ้น ปรับการจ่ายยาจาก 4 เดือน ให้เหลือ 1 – 2 เดือน และใช้บริการจัดส่งยาแทน ส่วนสถานบริการต่างๆ จะเน้นการลดการใช้พลังงาน ติดตั้งโซล่าร์เซลล์ให้มากขึ้น ลดการใช้กระดาษ

นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับข้อกังวลผลกระทบระบบสุขภาพในช่วงสงกรานต์นั้น ตนมองว่า ด้วยสถานการณ์ช่วงนี้อาจจะทำให้มีการลดการเดินทางลง ดังนั้น ปัญหาอุบัติเหตุทางถนน ปัญหาสุขภาพในช่วงดังกล่าวก็อาจจะลดลงด้วย อย่างไรก็ตามก็ต้องมีการติดตามต่อเนื่อง

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประมาณ 1 – 2 วันนี้ จะมีมาตรการเกี่ยวกับการบริหารจัดการยา เรื่องพลังงาน เรื่องระบบบริการ และระบบเทเลเมดิซีน เพิ่มเติมออกมา โดยในส่วนของการบริหารจัดการยานั้น ตนได้มีการพูดคุยกับ อย.ได้รับรายงานว่า ขณะที่อยู่ระหว่างร่างมาตรการรับมือสถานากรณ์ที่ยาจะขาด หรือยามีราคาแพง เพื่อให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขลงนาม โดยในระยะสั้นคือ ราวๆ 3 – 4 เดือน การควบคุมการใช้ยาสมเหตุผล เรื่องการเจรจาราคากลางก็ได้มีการคุยในที่ประชุมเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ว่าจะมีการใช้อำนาจต่อรองราคาซื้อในระดับเขต หรือแม้กระทั้งระดับประเทศ หากมีความจำเป็น เรื่องการควบคุมราคาไม่ให้แพงเกินไป และให้มีการใช้ยาในบัญชียาหลักที่มีข้อมูลบ่งชี้ ลดการใช้ยานอกบัญชียาหลักที่มาราคาแพงเกินไป รวมถึงการใช้ยาทดแทน

ส่วนระยะกลาง 6 เดือนขึ้นไป คือโครงการหนึ่งเขตสุขภาพ หนึ่งจังหวัด หนึ่งโรงพยาบาล (One Province one hospital) ถ้าได้ผลดีก็จะสามารถแบ่งปันทรัพยากรในจังหวัดและเขตสุขภาพได้ เรื่องเทเลเมดิซีนที่สามารถเอามาใช้ในการจัดการยา การบริหารสต็อกยา และระยะยาว 12 เดือนขึ้นไป ทาง อย.จะมีการสนับสนุนการผลิตยาในประเทศ ไม่ต้องพึ่งพายานำเข้า การทำสัญญาในระยะยาว ลดความผันผวนของราคายา นอกจากนี้ มีการจัดทำแดชบอร์ดติดตามราคายา สต็อกยา เพื่อให้ผู้บริหารตัดสินใจ เพื่อป้องกันการกักตุนยา ซึ่งเราหวังว่าจะไม่เกิดการกักตุนในในระยะยาวขึ้น ยืนยันว่า ทั้งหมดไม่ได้เป็นการลดคุณภาพการบริหารประชาชน แต่เป็นการรักษาทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ

วุฒิสภาไฟเขียว กมธ.การเมือง สูตรเฟ้น 200 สสร.ร่าง รธน.ใหม่ ชง ครม.ตัดสินใจ

วุฒิสภาไฟเขียว กมธ.การเมือง สูตรเฟ้น 200 สสร.ร่าง รธน.ใหม่ ชง ครม.ตัดสินใจ

วุฒิสภาไฟเขียว กมธ.การเมือง สูตรเฟ้น 200 สสร.ร่าง รธน.ใหม่ ชง ครม.ตัดสินใจ

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

23 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณารายงานศึกษา เรื่อง รายงานศึกษาทบทวนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และการศึกษารูปแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนนร่วมของประชาชนน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว.เป็นประธาน กมธ.ได้พิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรายงานของ กมธ.ที่เสนอต่อที่ประชุม ระบุโมเดลของที่มา สสร.จำนวน 200 คน โดยกระบวนการได้มา จะเป็นสูตร ก้าวเดิน 2 ขา บันได 2 ขั้น ได้แก่ บันได 2 ขั้น คือ ขั้นแรก แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 100 คน โดยมีรายละเอียดให้ประชาชน ใน 77 จังหวัด เลือกตั้ง มาจังหวัดละ 2 คน รวมเป็น 154 คน ส่วนผู้ที่รับเลือกซึ่งได้รับคะแนนอันดับ 3 – 5 ให้นำคะแนนเรียงลำดับกันเพื่อหาลำดับสูงสุด จำนวน 46 คน ถ้าคะแนนเท่ากันให้จับสลาก รวมเป็น 200 คน จากนั้นส่งชื่อให้สมาชิกรัฐสภาลงคะแนนเลือกให้เหลือ 100 คน ซึ่งสมาชิกรัฐสภาเลือกได้คนละ 5 คะแนน โดยให้ผู้ได้รับคะแนนสูงสุดของแต่ละจังหวัดได้รับเลือก 77 คน ส่วนอีก 23 คน ให้มาจากการเรียงลำดับคะแนน 2 – 5 เพื่อหาคนที่ได้คะแนนสูงสุด ถ้าคะแนนเท่ากันให้จับสลาก

รายงานของ กมธ.ระบุด้วยว่า นอกจากนั้นกำหนดให้ สสร.มีที่มาจากการเลือกแบบบัญชีรายชื่อ ทีมละไม่เกิน 200 คน ให้ประชาชนเลือกตั้ง ทั้งนี้ การคำนวณเพื่อหา สสร.ให้ใช้คะแนนพึงมีตามสัดส่วนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ให้ได้ผู้รับเลือก 200 คน ตามลำดับ ถ้าคะแนนเท่ากันให้จับสลาก จากนั้นส่งให้สมาชิกรัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานของ กมธ.ยังมีข้อเสนอแนะว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นควรทำเนื้อหาที่เป็นฉันทามติขอสังคม ที่ทุกกลุ่มยอมรับการอยู่ร่วมกันได้ โดยการแก้ไขต้องไม่ใช่เรื่องเชิงเทคนิคเท่านั้นแต่ต้องวางรากฐานประชาธิปไตยที่มั่นคงและยั่งยืน

“รัฐธรรมนูญควรเป็นสัญญาทางการเมืองที่เชื่อมโยงผู้คนกับสถาบันการเมือง และสร้างกติกาที่ทุกฝ่ายเป็นเจ้าของ หากกระบวนการออกแบบที่มาและอำนาจของ สสร.โปร่งใส ครอบคลุมและตรวจสอบได้ จะช่วยลดแรงปะทะทางการเมือง สร้างทุนทางสังคม ได้รับความไว้วางใจและ เลี่ยงวงจรซ้ำซากของการเขียนและล้มกติกา” รายงานของ กมธ.ระบุ

อย่างไรก็ดี ในการอภิปรายรายงานดังกล่าวนั้น พบว่า มีทั้งที่สนับสนุน กมธ.และคัดค้าน พร้อมกับให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม อาทิ น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ อภิปรายไม่เห็นด้วยกับรายงานของ กมธ. ทั้งนี้ สนับสนุนให้สมาชิกรัฐสภา หารือต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่ามีความชอบธรรมเพราะเป็นตัวแทนของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ

“ขอให้เอาความจริงมาพูดเพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีการเมืองอยู่เบื้องหลังทั้งหมด ทั้งนี้ ไม่เห็นด้วยที่จะใช้เงินหมื่นล้านบาทละลายทิ้งเพื่อประทับคำว่าประชาชน ขอถามว่า สส.และ สว.ไม่ใช่ตัวแทนประชาชนตรงไหน ทำไมต้องเอาสิ่งที่ซับซ้อน วันก่อนมี 20 หยิบ 1 วันนี้ 2 ขา บันได 2 ขั้น แม้ว่าอาจจะมีถ้อยคำที่ทำให้ประชาชนงง หรือหลงลืมอะไรบางอย่าง หรือประดิษฐ์คำอะไรขึ้นมา แต่สาระสำคัญคือแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไร แก้ให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจให้ดีขึ้น คนที่ใช้คือ นักการเมือง ดังนั้น ไม่ต้องทำอะไรให้ซับซ้อนนักการเมืองผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติอยู่แล้ว จะไปหา สสร.อีก แม้ร่างจนเสร็จ แต่ปลายทางถูกโต้แย้งคัดค้านเรื่องคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามต้องกลับไปร่างใหม่” น.ส.รัชนีกร อภิปราย

ขณะที่ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.ฐานะ กมธ.ชี้แจงว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ค้างในรัฐสภา ไม่ถือว่าตกไป เพราะจากนี้ยังมีเวลาถึงกลางเดือน พ.ค.ที่รอให้รัฐบาลใหม่ยืนยัน ซึ่งตนหวังว่า ครม.ใหม่ จะเห็นตรงกับคำวินิจฉัยของประชาชน ที่ผ่านกระบวนการและผลการทำประชามติ

ทางด้าน นายนรเศรษฐ์ ชี้แจงว่า กรณีที่ให้นักการเมืองมาทำกติการ่างรัฐธรรมนูญจะทำให้ความน่าเชื่อถือของการจัดทำรัฐธรรมนูญลดน้อยลง ดังนั้น ผู้ร่างต้องไม่เกี่ยวข้องกับกติกา ในข้อกำหนด สสร.ที่ทำรัฐธรรมนูญต้องเว้นวรรคทางการเมือง ขณะที่ประเด็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสิ้นเปลือง เพราะใช้งบประมาณหลักพันล้านบาท แต่การทำประชามติ 3 ครั้งนั้น ถูกกำหนดมาโดยศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่มี สว.อภิปราย และ กมธ.ชี้แจงแล้วเสร็จ ทาง สว.จะรวบรวมความเห็นและรายงานของ กมธ.เสนอต่อ ครม.ต่อไป

มาดามหน่อย พบ DSI 30 เม.ย. รับทราบข้อหาคดีรุกที่อุบลฯ-พงส.มั่นใจหลักฐานแน่น

มาดามหน่อย พบ DSI 30 เม.ย. รับทราบข้อหาคดีรุกที่อุบลฯ-พงส.มั่นใจหลักฐานแน่น

มาดามหน่อย พบ DSI 30 เม.ย. รับทราบข้อหาคดีรุกที่อุบลฯ-พงส.มั่นใจหลักฐานแน่น

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

“มาดามหน่อย”นายก อบจ.โคราช เตรียมเข้าพบ DSI 30 เม.ย.นี้ รับทราบข้อหารุกที่หาดสวนยา จ.อุบลราชธานี ปมขุดบ่อน้ำใช้โรงงานแป้งมัน ส่วน”สส.สุดาวรรณ”จ่อเข้าพบดีเอสไอหลังปิดสมัยประชุมสภาฯ ด้าน พงส.ยันข้อเท็จจริงแน่น ปม”หวังศุภกิจโกศล”บริษัทแป้งมันเอี่ยมอีสานฯรุกที่เกินโฉนด พร้อมเปิดภาพถ่ายทางอากาศเทียบไทม์ไลน์ปี 57 , 59 , 60 , 68 หลักฐานขุดบ่อน้ำ-บุกที่ดินรัฐ

จากกรณีที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการสอบสวนคดีพิเศษที่ 156/2568 กรณีบุกรุกที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ “หาดสวนยา” ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดยออกหมายเรียก 4 ผู้ต้องหา ได้แก่ 1.นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือ กำนันป้อ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพาณิชย์ (บิดาของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล) 2.นางยลดา หวังศุภกิจโกศล หรือ เจ๊หน่อย นายก อบจ.นครราชสีมา ภรรยาของนายวีรศักดิ์ (มารดาของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล) 3.น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล อดีต รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ 4.กรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายที่ดิน โดยนัดหมายให้เข้ารับทราบข้อหาเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือ กำนันป้อ บิดาของ น.ส.สุดาวรรณ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเป็นคนแรก และปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ขณะที่ นางยลดา หวังศุภกิจโกศล และ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส่งเอกสารขอเลื่อนพนักงานสอบสวน

ล่าสุดวันนี้ (23 มีนาคม 2569) แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 156/2568 ซึ่งได้ดำเนินการสอบสวนแยกมาจากคดีพิเศษที่ 154/2562 และคดีพิเศษที่ 119/2566 พร้อมพนักงานอัยการสอบสวนร่วม ได้ทำการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาไปแล้วเมื่อวันที่ 20 มี.ค.69 จำนวน 2 ราย คือ 1.บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสานอุตสาหกรรม จำกัด โดย น.ส.วีรียา หวังศุภกิจโกศล กรรมการบริษัท ในฐานะนิติบุคคล ผู้ต้องหาที่ 1 และ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ในฐานะส่วนตัว ผู้ต้องหาที่ 4 ในฐานความผิด ดังนี้ 1.ความผิดฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้กระทำเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 มาตรา 55 และมาตรา 72 ตรี ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

2.ความผิดฐานร่วมกันเข้าไปยึดถือ ครอบครอง รวมตลอดถึงการก่นสร้างหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดให้เป็นการทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด หรือที่ทราย หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด อันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยมิได้มีสิทธิครอบครอง หรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 9 และมาตรา 108 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

3.ความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ตามมาตรา 360 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา 4.ความผิดฐานร่วมกันกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดๆ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการทำลายหรือทำให้สูญหาย หรือเสียหาย แก่ทรัพยากร ธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐ หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทําลาย สูญหาย หรือเสียหายไป ตามมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับกรณีของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ผู้ต้องหาที่ 2 ได้ขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หลังสิ้นสุดสมัยประชุมรัฐสภา ส่วน นางยลดา หวังศุภกิจโกศล ผู้ต้องหาที่ 3 ได้มีหนังสือขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เป็นวันที่ 30 เม.ย.69 ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่ระหว่างดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 ราย โดยเกี่ยวข้องกับบริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด และสมาชิกครอบครัวหวังศุภกิจโกศล ซึ่งจะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม จากการออกหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหา มีเพียงนายวีรศักดิ์ หรือ กำนันป้อ ที่ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ฉะนั้น สำนวนคดีพิเศษที่ 156/2568 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการคดีพิเศษก็ต่อเมื่อดำเนินการสอบสวนและทางผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเสร็จสิ้นแล้ว

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม เผยด้วยว่า กรณีที่คนสงสัยว่าเหตุใดสำนวนคดีดังกล่าวนี้ ดีเอสไอจึงไม่ส่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงแทน เพราะผู้ถูกกล่าวหามีทั้งกำนัน อดีตรัฐมนตรีว่าการฯ และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ ก็เนื่องด้วยพฤติกรรมการกระทำความผิดที่พบนั้น เกิดขึ้นในตอนที่ทั้งหมดยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก็คือการไม่ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการกระทำดังกล่าวในช่วงเวลาเกิกเหตุ แต่เป็นการใช้ตำแหน่งกรรมการของบริษัทฯ (บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด) ในการกระทำแทน จึงทำให้ทั้งหมดถูกดีเอสไอเรียกรับทราบข้อกล่าวหา แม้ภายหลังจะมีการลาออกจากกรรมการ/ผู้ถือหุ้นก็ตาม แต่ ณ วันเกิดเหตุ ทั้งหมดยังเป็นกรรมการของบริษัทฯ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุด้วยว่า ในการเรียกให้ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหา ทางคณะพนักงานสอบสวนจะต้องมีการสอบถามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ทางคดี ซึ่งในส่วนของนางยลดา และ น.ส.สุดาวรรณ ทางคณะพนักงานสอบสวนจะสอบถามในหลายประเด็น อาทิ ในฐานะที่เป็นกรรมการของบริษัทฯ ในวันเกิดเหตุ มีมติที่ประชุมของกรรมการบริษัทฯ ในการซื้อที่ดินอย่างไรบ้าง ความสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกับ นายธรรมรงค์ ทองแดง (คนขายที่ดิน) ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับศาลเป็นอย่างไร มีการติดต่อซื้อขายที่ดินกันอย่างไร หรือ นายธรรมรงค์ เป็นผู้เสนอขายที่ดินมายังบริษัทฯ หรือไม่ เป็นต้น ส่วนกรณีที่ นายวีรศักดิ์ หรือ กำนันป้อ ได้ชี้แจงสื่อมวลชนว่า “ได้ซื้อที่ดินทุกแปลงมาโดยมีโฉนดถูกต้องตามกฎหมาย” เรื่องนี้ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษมองว่า ในข้อเท็จจริง บางแปลงมีโฉนด แต่พฤติการณ์ยึดถือครอบครองที่เกิดขึ้นในคดีนั้น มีการรุกที่เกินกว่าโฉนด จำนวน 16 ไร่ และส่วนเกินดังกล่าวนี้กลับเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือที่หลวง ฉะนั้น การบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ที่ไม่มีโฉนด จึงเป็นพฤติการณ์ทางคดีที่ทำให้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา เพราะไม่มีเอกสารสิทธิและยังขุดบ่อใช้น้ำสำหรับการอุตสาหกรรมโรงงานแป้งมัน

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม ระบุถึงภาพถ่ายทางอากาศ ไทม์ไลน์ห้วงวันที่ 9 ก.พ.2551 วันที่ 24 พ.ค.2557 วันที่ 24 ก.ค.2559 วันที่ 22 พ.ย.2560 และวันที่ 8 ม.ค.2568 บริเวณแถวพื้นที่บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสานอุตสาหกรรม จำกัด ว่า ตามไทม์ไลน์มีคลองสาธารณะอยู่แล้ว แต่ในพื้นที่ของบริษัทฯ ไม่มีบ่อ จึงได้ทำการขยายโรงงาน เพราะการจะใช้น้ำในบ่อคลองได้ จะต้องขุดบ่อใกล้คลอง จึงจะชักน้ำมาใช้ได้ และเมื่อใช้เสร็จแล้วก็ปล่อยออกได้ ฉะนั้น ข้อสังเกตตามภาพถ่ายทางอากาศ จะพบว่ามีคลองบริเวณด้านล่างของภาพ ซึ่งสำหรับนำน้ำเข้ามาใช้ในโรงงานแป้งมัน และยังเป็นทางระบายน้ำออกอีกด้วย

กกต.ลุยถอดบทเรียน สรุปข้อผิดพลาด-บกพร่องเลือกตั้ง-ประชามติ

กกต.ลุยถอดบทเรียน สรุปข้อผิดพลาด-บกพร่องเลือกตั้ง-ประชามติ

กกต.ลุยถอดบทเรียน สรุปข้อผิดพลาด-บกพร่องเลือกตั้ง-ประชามติ

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

กกต.ลุยถอดบทเรียนเลือกตั้ง-ประชามติ สัมมนาใหญ่ 25-27 มี.ค.นี้ แบ่ง 5 กลุ่มย่อย สรุปข้อผิดพลาด-บกพร่อง เตรียมรับมือการเลือกตั้งครั้งต่อไป

23 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมจัดประชุมถอดบทเรียนการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ โดยมีกำหนดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนางาน ยกระดับมาตรฐานการทำงานและการบริหารจัดการภายใน ระหว่างวันที่ 25 – 27 มี.ค.ที่โรงแรมเดอะเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมมีทั้ง กกต. เลขาธิการ กกต. ผู้บริหารจากทั้งสำนักงาน กกต.ส่วนกลาง สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด และกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพลเมืองที่ 3 – 5

ในการประชุมครั้งนี้ นอกจากประธาน กกต.และ กกต. เลขาธิการ กกต. จะมีการมอบข้อสังเกต แนวทางและข้อเสนอแนะในการพัฒนางานเพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานการบริหารจัดการภายในสำนักงาน กกต.แล้ว ยังจะมีการถอดบทเรียนการเลือกตั้ง สส.เป็นการเลือกตั้งทั่วไป และการออกเสียงประชามติ ที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส.เป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยทีมผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยบูรพา รวมทั้งจะมีการแบ่งกลุ่มย่อย 5 กลุ่ม โดยมีรองเลขาธิการ กกต.เป็นหัวหน้าแต่ละกลุ่ม และให้ผู้บริหารสำนักงานเข้าร่วมตามกลุ่มที่สนใจ เพื่อสรุปปัญหาอุปสรรคในการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่เกิดความผิดพลาด บกพร่อง เพื่อพัฒนา การปฏิบัติงานให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและเป็นการเตรียมรับมือสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป

โดย 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 กลุ่มการบริหารจัดการเลือกตั้งเกี่ยวข้องกับการทำงานของกรรมการประจำหน่วย การยุบรวมหีบบัตรเลือกตั้ง การรายงานผลคะแนน กลุ่มที่ 2 กลุ่มการสืบสวน การหาข่าว ชุดเคลื่อนที่เร็ว การหาเสียง กลุ่มที่ 3 กลุ่มงานจัดส่งเอกสารถึงเจ้าบ้าน การจัดเวทีปราศรัยหาเสียง กลุ่มที่ 4 กลุ่มงานสื่อสารองค์กรและการสร้างเครือข่าย และกลุ่มที่ 5 กลุ่มงานโครงสร้าง และระบบบริหารองค์กร โดยหลังการประชุมแต่ละกลุ่มต้องจัดทำรายงานเมื่อกลับมาภายใน 15 วัน แล้วจะเสนอ กกต.พิจารณา

อย่างไรก็ตาม ในไปประชุมถอดบทเรียนการเลือกตั้งครั้งนี้ สำนักงานฯ ยังจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ (CSR) ณ วัดห้วยปลากั้ง จ.เชียงราย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วย

จ่อคลอด ครม.ใหม่! สลค.ส่งชื่อ รมต.เช็กประวัติ ตั้งเป้าจบก่อนสงกรานต์

จ่อคลอด ครม.ใหม่! สลค.ส่งชื่อ รมต.เช็กประวัติ ตั้งเป้าจบก่อนสงกรานต์

จ่อคลอด ครม.ใหม่! สลค.ส่งชื่อ รมต.เช็กประวัติ ตั้งเป้าจบก่อนสงกรานต์

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.35 น.

23 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ที่มีรายชื่อตามโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ยื่นเอกสารเพื่อยืนยันคุณสมบัติและประวัติเกือบครบทั้ง 35 คนแล้ว ขณะที่รายชื่อรัฐมนตรีทั้งหมดที่นายกรัฐมนตรีส่งมานั้น ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ส่งให้ 8 หน่วยงานตรวจสอบแล้ว ได้แก่ 1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) 2.สำนักงานศาลยุติธรรม 3.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 4.สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ 5.กรมบังคับคดี ​6.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ​7.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และ 8.สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ส่วนรายชื่อใดที่ส่งไปตรวจสอบหากบุคคลใดมีแจ้งกลับมาว่ามีปัญหา ทาง สลค.จะสอบถามไปยังสำนักงานกฤษฎีกา ทั้งนี้ ขั้นตอนทั้งหมดจะพยายามให้แล้วเสร็จก่อนเทศกาลสงกรานต์

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับในส่วนของพรรคเพื่อไทย (พท.) ไม่ว่าจะเป็น น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ส่งทีมงานมายื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติแล้วเช่นกัน

ศบก.ถกผู้ค้าน้ำมัน อัดดีเซลเข้าระบบ สั่งเข้มห้ามปั๊มอ้างน้ำมันหมด

ศบก.ถกผู้ค้าน้ำมัน อัดดีเซลเข้าระบบ สั่งเข้มห้ามปั๊มอ้างน้ำมันหมด

ศบก.ถกผู้ค้าน้ำมัน อัดดีเซลเข้าระบบ สั่งเข้มห้ามปั๊มอ้างน้ำมันหมด

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

ศบก.ถกผู้ค้าน้ำมัน ม.7 พร้อมร่วมมือตามคำขอนายกฯ อัดน้ำมันดีเซลเข้าระบบ สั่งเข้มจะไม่มีปั๊มไหนอ้างน้ำมันหมด พร้อมกล่อมโรงกลั่นเพิ่มกำลังการผลิต เผยสุดสัปดาห์นี้ขาย B20 พร้อมอนุโลมให้กรมประมง ไม่ยืนยันมีไอ้โม่งกักตุนน้ำมันหรือไม่ ด้าน”ดนุชา”เผยสถานการณ์ขาดน้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวดีขึ้น บางโรงกลั่นเร่งกำลังการผลิตถึง 110%

23 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะ ผอ.ศบก.แถลงว่า วันนี้เป็นการประชุมเพื่อทำความเข้าใจ เป็นการซักซ้อมและหารือกับผู้ค้าตามมาตรา 7 ทุกบริษัทและโรงกลั่น ซึ่งจากภาพข่าวในแต่ละวันที่อาจจะเป็นความโกลาหล หรือความตื่นตระหนกตามสถานีบริการต่างๆ ที่เมื่อประชาชนเข้าไปเติมน้ำมันแล้วไม่มีน้ำมันจ่ายให้ ก็ขอแจ้งให้กับประชาชนรับทราบว่า ในแต่ละวันทางโรงกลั่นและผู้ค้าตามมาตรา 7 ได้มีการนำน้ำมันอัดฉีดเข้าสู่ระบบสถานีบริการต่างๆ เกือบ 10,000 สถานีบริการ จากอดีตที่เคยเติมน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการ และก็ผู้ใช้ต่างๆ ประมาณ 67 ล้านลิตร แต่ในช่วงระยะนี้มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณซัก 82 – 84 ล้านลิตรต่อวัน แต่ก็ยังไม่เป็นที่เพียงพอสำหรับคนใช้หรือผู้ใช้ในประเทศไทยทั้งหมด

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา นายกฯ ได้มีการลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ /2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2569 เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถนำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการ หรือให้งดการเก็บน้ำมันสำรองของผู้ค้าตามมาตรา 7 รวมถึงโรงกลั่นในวันที่ 31 มี.ค.เพิ่มขึ้นอีก 0.5% แล้วในวันที่ 30 เม.ย.เพิ่มขึ้นอีก 1.5% ถ้ารวมกับทั้งหมดก็จะมีการน้ำมันสำรองถึง 3% เราก็จะขอชะลอออกไป ให้คงไว้ซึ่งน้ำมันสำรองเพียง 1% เหมือนเดิมจากก่อนหน้าที่จะมีสงครามเกิดขึ้น

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการหารือกันว่าจะทำอย่างไรในการที่จะทำให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 และโรงกลั่นปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาด เพื่อให้พอกับความต้องการของผู้ใช้ โดยนายกฯ ได้มีข้อสั่งการว่า ภายในสัปดาห์ จะไม่มีสถานีบริการใดบอกว่าไม่มีน้ำมันขาย ซึ่งผู้ค้าตามมาตรา 7 ที่ได้หารือกันก็รับทราบ และก็จะพยายามปฏิบัติตามที่นายกฯ มีข้อสั่งการ ซึ่งจากการหารือก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกบริษัท โดยทางโรงกลั่นก็พยายามที่จะให้ได้ค่าการกลั่นที่ 100% บางโรงกลั่นก็อาจจะกันเกินกว่า 100% และพยามที่จะปล่อยน้ำมันทั้งหมดให้กับผู้ค้าตามมาตรา 7 เพื่อให้ไปบรรเทาให้กับผู้ใช้ได้ใช้อย่างเพียงพอ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ สุดสัปดาห์นี้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จะจำหน่ายน้ำมันดีเซลสูตร B20 ให้กับผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยจำหน่ายผ่านจ็อบเบอร์ ซึ่งจุดจ่ายในพื้นที่ภาคใต้ คือ จ.สงขลา และ จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่ภาคกลาง คือ จ.พระนครศรีอยุธยา , จ.สระบุรี และ จ.ชลบุรี ทั้งนี้ นายกฯ ได้อนุโลมให้สมาคมประมงได้ใช้น้ำมัน B20 ไปพลางก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาเรื่องการกักตุนน้ำมัน ขณะนี้พบมีไอ้โม่งกลุ่มไหนที่ได้ประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน และราคาเพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากที่หน่วยเฉพาะกิจที่นายกฯ ตั้งขึ้น โดยกระทรวงมหาดไทย มีข้อสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด กำชับให้นายอำเภอตรวจสถานีบริการทุกสถานี และตรวจสอบผู้ค้าตามมาตรา 7 และจ็อบเบอร์ ว่ามีการกักตุนน้ำมันหรือไม่ โดยขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบที่อื่น โดยกรณีที่ จ.อ่างทอง นั้น เป็นการพยายามส่งน้ำมันออกไปประเทศเพื่อนบ้านประมาณ 2 หมื่นลิตร ซึ่งจากนี้จะมีการตรวจสอบต่อไป

“ก็ไม่กล้ายืนยันว่า ณ เวลานี้ ว่าจะมีไอ้โม่งหรือไม่มีไอ้โม่ง แต่เราจะตรวจสอบโดยชุดเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยหลายหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบ ทั้งโรงกลั่น คลังน้ำมัน สถานีบริการ และคลังอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ หากประชาชนคิดว่าตรงไหนมีปัญหา หรือจุดไหนมีพฤติกรรมที่ไม่ดี ขอให้แจ้งที่ศูนย์เฉพาะกิจหรือ ศบก.เพื่อตรวจสอบต่อไป” นายพิพัฒน์ กล่าว

ด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า จากที่หน่วยงานกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน ได้ลงตรวจคลังน้ำมันทั้งหมด 8 จุด ทั้งหมดไม่ได้มีความผิดปกติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นประชาชนได้เห็นภาพของน้ำมันในสถานีบริการต่างๆ ที่อาจมีขาดอยู่ เรียนว่าระบบการส่งน้ำมันจากคลังออกไปยังสถานีบริการต่างๆ จะมี 2 – 3 เรื่องด้วยกัน คือการส่งทางท่อไปที่คลังน้ำมันปลายทางและไปรับที่ปลายทางด้วยรถขนน้ำมัน และอีกทางคือมีรถขนน้ำมันด้วย และทางเรือไปภาคใต้

นายดนุชา กล่าวว่า ยกตัวอย่างการส่งน้ำมันลงท่อที่ไม่สามารถส่งทุกชนิดได้ โดยจะมีปฏิทินการส่ง ซึ่งทำให้ในช่วงเวลาที่มีการเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันสูงมากกว่าช่วงเวลาปกติ อาจทำให้การส่งน้ำมันจากคลังไปสถานีบริการทำได้ล่าช้าสักนิด แต่โดยรวมขณะนี้จากรายงานสถานการณ์ในปั๊มที่ขาดน้ำมันปรับตัวดีขึ้น หลังจากให้ขนส่งน้ำมันได้ 24 ชั่วโมง ตัวอย่างบางจากเดิมมี 400 กว่าสถานีบริการที่ขาดน้ำมัน ตอนนี้ตั้งเป้าให้ลดลง ซึ่งคาดว่าจะลดลงมาเหลือประมาณไม่ถึง 200 ปั๊ม ในเวลาไม่เกิน 1 – 2 วันนี้ ทั้งนี้เกิดจากการเติมน้ำมันที่มากกว่าปกติในช่วงที่ผ่านมา

“ขอยืนยันน้ำมันมี ซึ่งตัวเลขที่เช็คจากกรมศุลกากรมีน้ำมันดิบวิ่งเข้ามาในประเทศ ตั้งแต่ 1 – 20 มีนาคม น้ำมันดิบเข้าประเทศ 3,400 กว่าล้านลิตร ปริมาณเข้ามาเพียงพอที่จะกลั่นใช้ในประเทศ เพียงแต่น้ำมันดิบที่เรากลั่นมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศจะมีกำลังการกลั่น 175 ล้านลิตร ทั้งนี้ทางโรงกลั่นพยายามเพิ่มกำลังการผลิตแต่เพิ่มได้ไม่มากนัก บางโรงกลั่นใช้กำลังการผลิตจากเดิม 100% เพิ่มมาถึง 110%” นายดนุชา กล่าว

นายดนุชา กล่าวอีกว่า อีกส่วนหนึ่งของกรมการปกครองที่ตรวจสถานีบริการทั่วประเทศ 9,387 แห่ง พบว่าประมาณ 8,000 แห่ง มีปัญหาด้านการขนส่ง คือน้ำมันถูกเติมไปจนหมดปั๊มและต้องรอให้ขนส่งเข้ามาส่ง ขณะเดียวกันปริมาณน้ำมันที่ได้รับต่อวันอยู่ในตัวเลข 82 ล้านลิตร ซึ่งในเชิงปริมาณมีความเพียงพอให้กับประชาชนได้

เมื่อถามว่า หลายปั๊มให้ข้อมูลว่าโควตาหมด แล้วจะรับน้ำมันใหม่อีกที่ 1 เมษายน ในระหว่างนี้จะมีการแก้ไขอย่างไรก่อนจะถึงวันที่ 1 เมษายน หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากปริมาณการขายน้ำมันพุ่งสูงเกินกว่าที่เคยทำมาในช่วงเวลาปกติ ทำให้โควตาน้ำมันในเดือนนั้นของเขาเต็มแล้ว ประกอบกับช่วงนั้นเรายังไม่มีการผ่อนคลายการสำรองน้ำมันที่ให้เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการผ่อนคลายแล้ว ทางบางจากเองสามารถเอาน้ำมันส่งไปยังผู้ค้าที่เป็นสถานีบริการ ที่บอกว่ารอบถัดไปในรอบเดือนเมษายน ณ ตอนนี้สามารถส่งไปให้ได้แล้ว ซึ่งทางบางจากได้แจ้งเองในที่ประชุม อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ภาครัฐจะติดตามดูน้ำมันที่จะส่งไปที่สถานีบริการเหล่านั้นตามที่บอกไว้หรือไม่ โดยกระทรวงมหาดไทยจะส่งคนไปตรวจ

บวรศักดิ์สั่งเก็บของ หลังไม่ไปต่อรัฐบาลอนุทิน 2 ขณะเจ้าตัวปฏิบัติภารกิจสุดท้ายที่ฝรั่งเศส

บวรศักดิ์สั่งเก็บของ หลังไม่ไปต่อรัฐบาลอนุทิน 2 ขณะเจ้าตัวปฏิบัติภารกิจสุดท้ายที่ฝรั่งเศส

บวรศักดิ์สั่งเก็บของ หลังไม่ไปต่อรัฐบาลอนุทิน 2 ขณะเจ้าตัวปฏิบัติภารกิจสุดท้ายที่ฝรั่งเศส

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

23 มีนาคม 2569 ภายหลังจากที่มีข่าวว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ไม่ได้ไปต่อกับรัฐบาลอนุทิน 2 บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลล่าสุด เวลาประมาณ 15.30 น.ได้มีรถบริษัทขนย้ายสิ่งของเอกชนมาขนของภายในห้องทำงานของนายบวรศักดิ์ ชั้น 3 บนตึกบัญชาการ 1 ภายในทำเนียบรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่า บุคคลที่จะมาทำงานทางด้านกฎหมายของรัฐบาลอนุทิน 2 แทนนายบวรศักดิ์ นั้น คือ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งขณะนี้นี้ได้ยื่นให้ตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้นายบวรศักดิ์ เดินทางไปปฏิบัติภารกิจสุดท้าย ร่วมการประชุมว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตและความซื่อสัตย์ระดับโลก (OECD) ปี 2026 ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยเจ้าตัวกล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่า ขอไม่ให้สัมภาษณ์

– 006

เปิดโผ ครม.อนุทิน 2 ไร้เงา พปชร. รอลุ้นอีก 1 ชื่อยังไม่เคาะ

เปิดโผ ครม.อนุทิน 2 ไร้เงา พปชร. รอลุ้นอีก 1 ชื่อยังไม่เคาะ

เปิดโผ ครม.อนุทิน 2 ไร้เงา พปชร. รอลุ้นอีก 1 ชื่อยังไม่เคาะ

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

เปิด 35 ชื่อ”ครม.อนุทิน 2″ ไร้เงา”พปชร.” รอลุ้นอีก 1 ชื่อยังไม่เคาะ เผยเหตุ”บวรศักดิ์”ไม่ได้ไปต่อ มติ”กก.บห.ภูมิใจไทย”ไม่ได้เสนอชื่อ

23 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล “อนุทิน 2” ล่าสุดลงตัวในรายชื่อทั้ง 35 คน ประกอบด้วย

1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี
3. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี
4. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
5. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

6.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
7. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
8. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
9. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
10. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

11. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
12. นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
13. พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
14. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
15. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

16. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
17. นายวัชรพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
18. นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
19. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
20. นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

21. นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
22. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
23. นางสาวแนน บุญย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
24. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
25. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

26. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
27. นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
28. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
29. พลตำรวจตรี รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
30. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

31. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
32. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
33. นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
34. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
35. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ว่าที่รัฐมนตรีได้ทยอยส่งประวัติตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามแล้ว ซึ่งหากใครไม่ผ่าน ก็มีรายชื่อสำรอง ส่งไปตรวจสอบประวัติแล้วด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากจำนวนสัดส่วนรัฐมนตรีที่จะมีได้ทั้งหมด 36 คน ยังเหลืออีก 1 ตำแหน่งที่รอเคาะ และรอความชัดเจนว่าจะมีหรือไม่ เพราะมีการเสนอรายชื่อไปเกินจำนวนแล้ว

อย่างไรก็ตาม กรณี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้มีชื่อนั้น เกิดจากเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้พิจารณาเสนอบุคคลไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตามข้อบังคับของพรรค ซึ่งไม่ปรากฏชื่อนายบวรศักดิ์ และพรรคได้มีการแจ้งไปยังนายบวรศักดิ์ ให้ทราบแล้ว ตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา

เช็กได้เลย! ทบ.เปิดยอดความต้องการเกณฑ์ทหาร พร้อมสิทธิประโยชน์

เช็กได้เลย! ทบ.เปิดยอดความต้องการเกณฑ์ทหาร พร้อมสิทธิประโยชน์

เช็กได้เลย! ทบ.เปิดยอดความต้องการเกณฑ์ทหาร พร้อมสิทธิประโยชน์

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

ทบ.เปิดยอดความต้องการเกณฑ์ทหารปี 69 จำนวน 84,380 นาย สมัครออนไลน์แล้ว 22,062นาย เกณฑ์จริง 62,318 นาย พร้อมสิทธิประโยชน์ 11,000 บาท/เดือน ตรวจสุขภาพจิตครูฝึก ควบคุมมาตรการลงโทษ พร้อมปลดล็อกเหยื่อบัญชีม้า

23 มีนาคม 2569 ที่สโมสรทหารบก กองบัญชาการกองทัพบก การแถลงตัวเลือกทหารกองเงินเข้ารับราชการทหารกองประจําการประจําปี 2569 ระหว่างวันที่ 1 – 12 เม.ย.(ยกเว้น 6 เม.ย.)

พล.ต.สมพล ปะละไทย รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน กล่าาว่า ชายไทยที่จะต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินที่มีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ เกิดในปี 2548 ทหารกองเกินมีอายุ 22 ปี ถึง 29 ปีบริบูรณ์ พ.ศ.2540 ถึง พ.ศ.2547 ที่ยังไม่เคยเข้ารับราชการตรวจเลือก คนที่ได้รับการผ่อนผันหรือคนที่ผลการตรวจเลือกเมื่อปีที่ผ่านมาไม่แล้วเสร็จทุกกรณี ในปีนี้ มีทหารกองเงินที่ต้องเข้ารับการตรวจเลิกจำนวน 477,435 นาย ยอดความต้องการเข้ากองประจำการจํานวน 84,380 นาย มีผู้สมัครทหารออนไลน์ไปแล้ว 22,062 นาย เหลือยอดเกณฑ์ 62,318 นาย กองทัพบก มีความต้องการ 42,926 นาย กองทัพเรือ 11,101 นาย กองทัพอากาศ 6,704 นาย สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 770 นาย กองทัพไทย 817 นาย

ปีนี้การจัดสถานที่ตรวจเลือกกําหนดให้พิจารณาพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เพื่อให้การตรวจเลือกเป็นไปด้วยความสะดวก ราบรื่น จัดให้มีช่องทางเร่งด่วน สําหรับทหารกองเกินที่ป่วยหรือทุพพลภาพ หรือผู้ที่ร้องขอเป็นทหารกองประจําการ รวมถึงผู้ที่ของผ่อนผัน เพื่ออํานวยความสะดวกลดขั้นตอนการตรวจเลือก พร้อมยืนยันว่า การตรวจเลือกจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ตามนโยบายของ ผบ.ทบ.

ด้าน พล.ท.เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ เจ้ากรมแพทย์ทหารบก กล่าวต่อว่า โรงพยาบาล 37 แห่งสังกัดกองทัพบก จะบูรณาการวางระบบการดูแลสุขภาพทหารใหม่ทุกมิติ ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยมีสาระสําคัญที่ครอบครัวและสังคมควรรับทราบ ตรวจโรคก่อนตรวจเลือก เช่น เพศสภาพไม่ตรงกับเพศกําเนิด สามารถตรวจในโรงพยาบาลทหาร และโรงพยาบาลของรัฐที่มีจิตแพทย์ การจัดการตรวจร่างกายระหว่างการตรวจเลือก กองทัพบกได้จัดกรรมการแพทย์ของโรงพยาบาลกองทัพบก ณ สถานที่ตรวจเลือกเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมจัดตั้งวอร์รูม ทบ.และแพทย์ใหญ่กองทัพภาคให้คําปรึกษาในการตัดสินใจ

นอกจากนี้ ยังมีการประเมินความพร้อมสุขภาพจิตของครูฝึก ได้จัดอบรมให้ความรู้ด้านสุขภาพครูฝึกทั่วประเทศ ตรวจความพร้อมสถานที่อุปกรณ์ตลอดจนมีการประเมินสุขภาวะทางจิตของครูฝึก เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่จะมาทําหน้าที่ดูแลบุตรหลานของท่านมีภาวะจิตใจที่พร้อมสมบูรณ์และมีทัศนคติที่เหมาะสม รวมถึงการดูแลแบบเฉพาะบุคคลบนพื้นฐานความแตกต่าง กองทัพบกตระหนักดีว่าทหารใหม่แต่ละนายมีขีดความสามารถและสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน จึงจัดให้มีการตรวจร่างกายอย่างละเอียดก่อนเริ่มการฝึกโดยจัดระดับความพร้อม 4 กลุ่ม คือ กลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยงน้อย กลุ่มเสี่ยงปานกลาง กลุ่มเสียงสูง พร้อมใช้สัญญลักษณ์สีเพื่อคัดแยก ทําให้ครูฝึกปรับระดับการฝึกให้เหมาะสมกับทหารใหม่แต่ละราย นอกจากนี้ ทหารใหม่จะมีคิวอาร์โค้ดประจําตัวเพื่อบรรจุข้อมูลเพื่อให้ทีมแพทย์เข้าถึงได้อย่างท่วงทีหากมีกรณีฉุกเฉิน พร้อมยืนยัน กองทัพให้ความสําคัญในความหลากหลายทางเพศ จัดที่พัก ห้องน้ำเพื่อให้เกิดความสบายใจและก็สอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบัน

พล.ต.เทอดศักดิ์ วงจันทร์ เจ้ากรมการเงินทหารบก กล่าวว่า สิ่งที่ทหารใหม่กองประจําการจะได้รับ แบ่งเป็น เงินเดือน 1,630 บาท ค่าครองชีพ 6,490 บาท เบี้ยเบี้ยเลี้ยงประจํา 96 บาท/วัน รวมสิทธิประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน 11,000 บาท หักค่าประกอบเลี้ยง 70 บาท/วัน (3 มื้อ) รวมเงินสุทธิ 8,900 บาท

สำหรับทหารที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ที่เข้ามารับราชการ อาจเป็นเหยื่อหรือมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใดอย่างหนึ่ง กองทัพบกจะช่วยเหลือในการรับสิทธิที่ควรจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน เงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวหรือเบี้ยเลี้ยง โดยดําเนินการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตํารวจ ธนาคารกระทรวงกลาโหม เพื่อเปิดบัญชีใหม่ให้พลทหารทุกคนให้ได้รับสิทธิ์ เนื่องจากว่าการดําเนินการในภาคปกติไม่สามารถดําเนินการผ่านทางระบบธนาคารได้ แต่ในส่วนของทหารใหม่ที่เข้าประจําการในกองทัพบกทุกนายจะได้รับสิทธิ์ผ่อนคลาย รับเงินตามสิทธิ์ที่ควรจะได้รับทั้งหมด

กองทัพบกขอยืนยันว่า การดูแลสิทธิประโยชน์ด้านการเงินเป็นภารกิจที่กองทัพบกให้ความสําคัญสูงสุด โดยได้ออกคําสั่งกําชับทุกหน่วยปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเป็นรูปธรรมเด็ดขาด 1.ห้ามเก็บสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็ม 2.ห้ามจ่ายเงินสด ให้จ่ายเงินเข้าบัญชีฝากธนาคาร 3.ห้ามนํารายการหนี้สินอื่นมาหักเงินเดือนของทหาร ให้หักเฉพาะหนี้สินของทางราชการ

ขณะที่ พล.ต.เกษม ปิ่นแก้ว เจ้ากรมจเรทหารบก กล่าวถึงการลงโทษว่า ห้ามใช้ความรุนแรงเกินกว่าที่กองทัพบกกําหนดในทุกกรณี ห้ามมีการลงโทษที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและร่างกายอย่างเด็ดขาด หากเกิดเหตุการณ์ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว และโปร่งใส หากมีการละเมิดจะลงโทษทางวินัยและอาญา พร้อมทั้งย้ำว่า การลงทัณฑ์ต้องเป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กองทัพบกกําหนดอย่างเคร่งครัด และกําหนดวิธีการลงทัณฑ์ที่ชัดเจนและโปร่งใส และห้ามลงโทษหลังเวลา 18.00 น.

พล.ท.ธิติพันธ์ ฐานะจาโร เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก กล่าวว่า สิ่งที่ทหารใหม่จะได้รับมี 22 รายการ ซึ่งมีคุณภาพสูงและเป็นมาตรฐานกัน พร้อมตัดชุดสนาม แบบวัดขนาด เช่น เครื่องแบบตัดพอดีตัว กางเกงกีฬา ผ้าเช็ดตัว รองเท้า ถ้าปูที่นอน

– 006

พท.ดอดเข้า ภท. คุยนโยบายก่อนเตรียมแถลงรัฐสภา

พท.ดอดเข้า ภท. คุยนโยบายก่อนเตรียมแถลงรัฐสภา

พท.ดอดเข้า ภท. คุยนโยบายก่อนเตรียมแถลงรัฐสภา

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

“พท.”ดอดเข้า”ภท.” คุยถกนโยบายก่อนเตรียมแถลงต่อรัฐสภา ด้าน”มนพร”เผย”เพื่อไทย”ดูด้านสังคมเป็นหลัก ขณะที่”เผ่าภูมิ”ชี้พรรคร่วมต้องปรับให้กลมกล่อม-สอดคล้อง ขอรอหารือดึงนโยบายยุค”เศรษฐา-อุ๊งอิ๊งค์”มาต่อยอด

23 มีนาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางมาเพื่อเข้าหารือกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย เรื่องนโยบายเตรียมพร้อมในการจัดทำนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา

โดย นางมนพร กล่าวว่า วันนี้จะมามีการพูดคุยถึงเรื่องนโยบายของพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยที่มีความคล้ายคลึงกัน รวมทั้งนโยบายที่จะบรรจุไว้ในร่างแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งส่วนใหญ่พรรคเพื่อไทยจะดูนโยบายด้านสังคมเป็นหลัก ซึ่งวันนี้นอกจากจะพูดคุยเรื่องนโยบายแล้ว ก็จะพูดคุยเรื่องการทำงานภายในวิปรัฐบาล และกรอบการทำงานในสภาผู้แทนราษฎรด้วย

ด้าน นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่จะนำมาบรรจุในคำแถลงนโยบาย จะเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทย เคยหาเสียงไว้ แต่อยู่ในขอบข่ายที่พรรคเพื่อไทยได้รับผิดชอบ ซึ่งจะต้องพูดคุยกันว่ามีข้อจำกัดหรือไม่ หรือนโยบายใดที่มีความคล้ายคลึงกัน เพื่อที่จะเดินไปข้างหน้าต่อไป

เมื่อถามว่า จะได้เห็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ทำค้างไว้ในสมัยรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือไม่ นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า จะต้องมีการหารือ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้หารือว่านโยบายใดที่จะสามารถสานต่อได้ หรือนโยบายใดที่จะสามารถทำตามที่ได้หาเสียงไว้ โดยวันนี้ถือว่า จะเป็นการพูดคุยอย่างเป็นทางการ ก็จะมีการหารือกันในรายละเอียดเชิงนโยบาย

เมื่อถามต่อว่า หากจะใช้นโยบายของพรรคเพื่อไทย จะต้องหยิบยกมาทั้งหมด หรือต้องดัดแปลงให้เข้ากับนโยบายของพรรคภูมิใจไทย นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็จะต้องมีความกลมกล่อมซึ่งในมิติของการทำงานร่วมรัฐบาลกัน ต้องปรับกันบ้าง และทำให้สอดคล้องกัน เพื่อให้สามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศ

เมื่อถามว่า หากพรรคภูมิใจไทยจะมีการปรับนโยบายของพรรคเพื่อไทยบางส่วนจะยินดีหรือไม่ นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ต้องมีการหารือกัน และต้องหารือให้ได้นโยบายที่ดีที่สุดต่อประชาชน และดีที่สุดในการทำงานร่วมกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล