ศุภมาส ปลื้ม บินล่าฝัน ติด 1 ใน 4 หนังต่างชาติ สร้างแรงบันดาลใจ ในเทศกาลภาพยนตร์เด็กปักกิ่ง

ศุภมาส ปลื้ม บินล่าฝัน ติด 1 ใน 4 หนังต่างชาติ สร้างแรงบันดาลใจ ในเทศกาลภาพยนตร์เด็กปักกิ่ง

ศุภมาส ปลื้ม บินล่าฝัน ติด 1 ใน 4 หนังต่างชาติ สร้างแรงบันดาลใจ ในเทศกาลภาพยนตร์เด็กปักกิ่ง

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.25 น.

“ศุภมาส” ปลื้ม หนังไทย “บินล่าฝัน” ผงาด ติด 1 ใน 4 หนังต่างชาติสร้างแรงบันดาลใจ

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พร้อมด้วย นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า ภาพยนตร์ “บินล่าฝัน” (A Time to Fly) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสัปดาห์ภาพยนตร์สำหรับเด็กแห่งประเทศจีน ครั้งที่ 18 ระหว่างวันที่ 7 ถึง 9 สิงหาคม 2569 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเป็น 1 ใน 4 ภาพยนตร์ต่างประเทศที่ผ่านการคัดเลือกในปีนี้

การเข้าร่วมครั้งนี้เป็นการสานต่อนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางไปกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งพัฒนาความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้เป็นรูปธรรม โดย นางสาวศุภมาสได้มอบหมายให้สำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อฯ ใช้เวทีนี้ขยายความร่วมมือด้านสื่อและอุตสาหกรรมภาพยนตร์ พร้อมผลักดันให้คอนเทนต์ไทยเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น 

“ที่ผ่านมากองทุนให้ทุนสนับสนุนผลงานดีๆ ต่อเนื่องทุกปี แต่ยังต่อยอดไปสู่การเผยแพร่ได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ดิฉันจึงให้สำนักงานนำผลงานทั้งที่เสร็จแล้วและที่กำลังดำเนินการ มาจัดทำเป็นฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาของกองทุน แล้วต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม การที่ภาพยนตร์บินล่าฝันได้ฉายที่ปักกิ่งครั้งนี้ คือ บทพิสูจน์ว่าผลงานของคนไทยไปไกลได้จริง” นางสาวศุภมาสกล่าว

สำหรับสัปดาห์ภาพยนตร์สำหรับเด็กแห่งประเทศจีน ครั้งที่ 18  ได้มีการจัดนิทรรศการ “ภาพยนตร์กีฬาสร้างแรงบันดาลใจสำหรับเยาวชน” ภายใต้แนวคิด ให้กีฬาเยียวยาจิตใจ ให้แสงแห่งภาพยนตร์ปกป้องอนาคต โดยคณะกรรมการภาพยนตร์เด็กแห่งสมาคมภาพยนตร์จีน ร่วมกับศูนย์ศิลปะภาพยนตร์แห่งสหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะแห่งประเทศจีน และได้รับการสนับสนุนจากพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์จีนและศูนย์บริการเยาวชนกรุงปักกิ่ง ซึ่งปีนี้คัดเลือกภาพยนตร์เด่น 10 เรื่องจากจีนและ ต่างประเทศ เนื้อหาครอบคลุมกีฬาหลากหลายประเภท ทั้งภาพยนตร์คนแสดงและแอนิเมชัน จัดฉายที่พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์จีนและโรงภาพยนตร์ Beijing Youth Palace Cinema พร้อมกิจกรรมพูดคุยกับผู้สร้างหลังการฉาย และห้องเรียนศิลปะภาพยนตร์สำหรับเยาวชน

นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า ภาพยนตร์บินล่าฝัน มีกำหนดฉายในวันที่ 8 สิงหาคมนี้ โดยตนพร้อมคณะผู้บริหารกองทุนฯ และนายตรีเทพ ไทยคุรุพันธ์ ผู้บริหารซียู ไนเต็ด เอ็กซ์เทนชั่น ซึ่งดูแลงานนิเทศนวัตกรรมของคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ประสานงานโครงการ จะเดินทางไปร่วมงาน การได้ฉายร่วมโปรแกรมกับภาพยนตร์ระดับสากลของจีนและต่างประเทศ ถือเป็นความสำเร็จของภาพยนตร์ไทย นอกจากนี้ คณะยังเตรียมคอนเทนต์อื่นของกองทุนไปเจรจาเปิดตลาดในงานนี้ด้วย

“ดิฉันอยากให้คนไทยเห็นว่า สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ไม่ได้เพียงการรณรงค์หรือสร้างความตระหนักรู้ที่จบแค่การฉายในประเทศ แต่ยังขายต่างประเทศได้ ไปไกลได้ และสร้างรายได้กลับมาให้คนทำงานสร้างสรรค์ไทย ประชาชนสามารถติดตามผลงานที่กองทุนสนับสนุน และแจ้งเรื่องเนื้อหาสื่อที่ไม่เหมาะสมได้ที่ http://www.thaimediafund.or.th และเฟซบุ๊กกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” นางสาวศุภมาสกล่าว

กลาโหมไทย-อินโดฯ จับมือแน่น กระชับสัมพันธ์ ถกความมั่นคงภูมิภาค

กลาโหมไทย-อินโดฯ จับมือแน่น กระชับสัมพันธ์ ถกความมั่นคงภูมิภาค

กลาโหมไทย-อินโดฯ จับมือแน่น กระชับสัมพันธ์ ถกความมั่นคงภูมิภาค

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.07 น.

“กลาโหมไทย-อินโดฯ จับมือแน่น กระชับสัมพันธ์ ถกความมั่นคงภูมิภาค ยกระดับความร่วมมือรับมือสถานการณ์ชายแดน

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าเยี่ยมคำนับและหารือกับ พล.อ.ซาฟรี ซัมซุดดิน (Sjafrie Sjamsoeddin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย ระหว่างร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2569  เพื่อกระชับความสัมพันธ์และยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศของทั้งสองประเทศ

โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวขอบคุณสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมย้ำว่า ไทยและอินโดนีเซียมีความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แน่นแฟ้น ภายใต้บันทึกความเข้าใจด้านการป้องกันประเทศที่ลงนามร่วมกันตั้งแต่ปี 2558 และเห็นพ้องผลักดันการจัดตั้งกลไกหารือเชิงนโยบายด้านกลาโหม หรือ Defence Policy Dialogue เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความร่วมมือในระดับนโยบาย

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นความสำคัญของการแลกเปลี่ยนการศึกษาทางทหาร การฝึกร่วม และการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เชี่ยวชาญเหล่าทัพ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพกำลังพล ความไว้วางใจ และการปฏิบัติการร่วม โดยไทยพร้อมขยายความร่วมมือด้านปฏิบัติการพิเศษในอนาคต

ในระดับภูมิภาค ไทยย้ำบทบาทร่วมกับอินโดนีเซียในการขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน โดยเฉพาะการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน หรือ ADMM และ ADMM-Plus พร้อมสนับสนุนการฝึก “Trident Resolve” ที่บูรณาการการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการแพทย์ทหาร รวมถึงยืนยันความพร้อมในการเข้าร่วมการลาดตระเวนร่วมทางทะเลและทางอากาศในช่องแคบมะละกา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของเส้นทางเดินเรือสำคัญของภูมิภาค

ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ไทยแสดงความสนใจแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับอินโดนีเซียในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเชิญชวนเข้าร่วมนิทรรศการ Defense & Security ของไทยในปีหน้า (พ.ศ 2570) พร้อมเสนอให้อินโดนีเซียพิจารณาผลิตภัณฑ์ยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก AWAV 8×8 ของไทย สำหรับโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ของนาวิกโยธินอินโดนีเซีย

สำหรับสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า เป็นปัญหาภายในของไทยที่มีความซับซ้อน ไม่ใช่ความขัดแย้งทางศาสนา โดยรัฐบาลเดินหน้ากระบวนการสันติสุข ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขอรับการสนับสนุนจากอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรอบอาเซียนและองค์การความร่วมมืออิสลาม หรือ Organization of Islamic Countries (OIC) รวมถึงการดูแลนักศึกษามุสลิมไทย และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจฮาลาล

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอบคุณอินโดนีเซียที่วางตัวเป็นกลาง พร้อมยืนยันว่าไทยยึดมั่นแนวทางสันติวิธี การแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคี และปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยย้ำว่าการใช้กำลังของไทยเป็นไปเพื่อป้องกันตนเองและคุ้มครองประชาชนตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน

พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันรักษาการหยุดยิง หลีกเลี่ยงการยั่วยุ การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน และเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนในอนาคต

‘สว.พันธุ์ใหม่’ระทึก! ป.ป.ช.ตั้งปมสอบ กรณี’นันทนา’ล่าชื่อ 21 สว.แล้ว พบมีปลอมลายมือ 5 สว.

'สว.พันธุ์ใหม่'ระทึก! ป.ป.ช.ตั้งปมสอบ กรณี'นันทนา'ล่าชื่อ 21 สว.แล้ว พบมีปลอมลายมือ 5 สว.

‘สว.พันธุ์ใหม่’ระทึก! ป.ป.ช.ตั้งปมสอบ กรณี’นันทนา’ล่าชื่อ 21 สว.แล้ว พบมีปลอมลายมือ 5 สว.

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.06 น.

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 แหล่งข่าวจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยว่า กรณีเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 กลุ่มสว.อิสระ/สว.พันธุ์ใหม่  ที่มีนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ เเละนางสาวนันทนา นันทวโภาส  เป็นเเกนนำรวบรวมรายชื่อสว. 20 คนขึ้นไป เพื่อขอให้สว.เสียงข้างมากยุติหรือชะลอการลงมติเลือกกรรมการองค์กรอิสระเป็นการชั่วคราว  เพราะสว.จำนวนมากพัวพันคดีการฮั้วสว.นั้น มีรายงานว่าเหตุการณ์วันที่ 6 สิงหาคม 2568 มีสว.รวม 8 คน คือ นางสาวนันทนา นายปริญญา วงศ์เชิดขวัญ  นายเอกชัย เรืองรัตน์ น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ นายนิคม มากรุ่งเเจ้ง นายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ นายชวพล วัฒนพรมงคล นายสหพันธ์ รุ่งโรจน์พาณิชย์ ที่ร่วมกันเเถลงข่าว โดยระบุว่าได้รวบรวมรายชื่อสว. 21 คน  นำโดย นางสาวนันทนา จะเสนอต่อนายมงคล สุระสัจจะ ประธานสมาชิกวุฒิสภา  ให้ส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าสถานะ สว.136 คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา111(7)ประกอบมาตรา113 กรณีการโกงฮั้ว สว.เเละฝักใฝ่พรรคการเมือง รวมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งให้สว.เหล่านั้นยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าศาลจะวินิจฉัยนั้น กลับพบว่าจำนวน สว. 21 คนตามที่นางสาวนันทนาระบุไว้ มี สว. 2 คนเเจ้งว่าไม่ได้ร่วมลงรายชื่อ คือ นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี กับนายเดชา นุตาลัย โดยนายธณัชญ์พงศ์ไปลงบันทึกประจำวันกับ สน.บางโพไว้เเล้ว  และมี สว.อีกหนึ่งคน คือ พันเอกหญิง ธณตศกร บุราคม แจ้งว่าขอถอนรายชื่อในครั้งนั้น เพราะเข้าใจในสาระสำคัญของการรวบรวมรายชื่อครั้งนั้นคลาดเคลื่อน ทำให้เหลือ สว.18 คน ซึ่งไม่ครบเกณฑ์ขั้นต่ำ คือต้องมี สว.จำนวน 1 ใน 10 เท่ากับ จำนวน 20 คน ลงลายชื่อตามที่รัฐธรรม นูญมาตรา 82 วรรคหนึ่งกำหนด

จากนั้นสำนักงานเลขาวุฒิสภา ได้เผยเเพร่เอกสารข่าวฉบับวันที่ 7 ส.ค.2568 เเจ้งต่อ นพ.เปรมศักดิ์เเละคณะว่า มีการตรวจสอบรายชื่อ สว.21คนตามคำร้อง  เเต่ สว.ถอนชื่อออก 3 คนจึงไม่ครบจำนวน รวมทั้งยังพบ“การตรวจสอบลายมือชื่อ สว.ของสำนักบริหารกลาง วุฒิสภา ได้เเจ้งว่าลายมือชื่อ สว.5 คนจาก 21 คนไม่ตรงกับเเบบลายมือชื่อ สว.ที่ให้ไว้  ซึ่งใน 5 ลายมือชื่อ สว. ที่ตรวจพบว่าอาจมีการปลอมลายมือชื่อขึ้น เพราะลาย มือชื่อไม่ตรงกับที่สว.เเจ้งไว้ กรณีนี้หากตัดชื่อของนายเดชา เเละ นายธณัญช์พงศ์ที่เเจ้งว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อในครั้งนี้  ดังนั้น จึงน่าจะมีการปลอมลายมือชื่อ สว.อีก 3 คน เท่ากับว่าเรื่องนี้มีความผิดหลายข้อหาเเละขัดจริยธรรมร้ายเเรง ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเสนอประธาน สว.และส่งเรื่องให้สำนักงานป.ป.ช.ดำเนินการ โดยเมื่อไม่นานมานี้สำนักงาน ป.ป.ช.ได้ตั้งไต่สวนกรณีนี้เเล้วและคาดว่าจะเชิญเจ้าหน้าที่วุฒิสภาที่เกี่ยวข้องเเละ สว.21คนมาให้การ 

“พบว่าลายมือชื่อ 5 สว.ไม่ตรงกับตัวอย่างลายมือชื่อที่สว.ให้ไว้กับสำนักงานวุฒิสภา  เเต่สว.สองคน คือ นายเดชาเเละนายธณัญช์พงศ์ ระบุเเล้วว่าทั้ง 2 คนไม่ได้ลงลายมือชื่อ  ดังนั้น สว.อีกสามคนที่ลายมือชื่อที่ไม่ตรงกับที่ให้ไว้กับสำนักงานวุฒิสภาในการลงชื่อครั้งนั้นคือใคร เเละจะชี้เเจง กับป.ป.ช.อย่างไร  ดังนั้น ต้องพิจารณาว่า  กรณีนี้ใครคือคนสั่งการ ใครคือคนปลอมลายมือชื่อสว. 5 คน เพราะสว.16 คนนั้นพบว่าลายมือชื่อตรงกับที่เเจ้งไว้กับสำนัก งานวุฒิสภา เเต่สว.5 คนนี้ลายมือชื่อไม่ตรง  เชื่อว่ากรณีนี้พิสูจน์ได้ไม่ยาก เเละทราบว่า สว.บางคนจากจำนวน สว.16 คนจะเเจ้งข้อมูลกรณีดังกล่าวกับสำนักงานป.ป.ช. เพื่อไม่ให้ตัวเองมีมลทินในกรณีนี้” แหล่งข่าวกล่าว เเละว่าน่าสังเกตว่า  ตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงปัจจุบัน  นางสาวนันทนากับพวกไม่เคยชี้เเจงกรณีนี้ว่าข้อเท็จจริงคืออะไร แม้สื่อมวลชนจะเคยพยายามจะสอบถาม นางสาวนันทนา ก็ขอไม่เปิดเผยรายชื่อผู้ที่มาร่วมลงชื่อ และอ้างว่าเมื่อสุดท้ายพันธกิจไม่บรรลุเป้าหมายก็ขอรับผิดชอบด้วยตัวเอง 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นางสาวนันทนาถูกสำนักงานป.ป.ช.ไต่สวนการขัดจริยธรรมร้ายเเรงกรณีพาดพิง นางแดง กองมา ว่าเป็น สว.ขายหมู ซึ่งมติที่ประชุมวุฒิสภาเห็นว่าเข้าข่ายขัดจริยธรรมร้ายแรงเนื่องจากเป็นการด้อยค่าบุคคลอื่น นอกจากนี้ นางสาวนันทนายังร่วมขับเคลื่อนทางการเมืองหลายวาระ  เช่น การตรวจสอบทุจริตการสรรหา สว.กับพรรคประชาชน ไอลอว์  คณะก้าวหน้า นักวิชาการ  โดยวิจารณ์องค์กรอิสระ รัฐบาล พรรคภูมิใจไทย มาอย่างต่อเนื่อง  เเละมีการเเสดงออกอย่างเปิดเผยว่าสนับสนุนพรรคประชาชน  ทั้งนี้ พบว่าช่วงปี2567 นางสาวนันทนา เคยร่วมอยู่ในกลุ่ม senate67 ที่จัดโดยไอลอว์เเละคณะก้าวหน้า  ซึ่งไอลอว์ระบุว่ากิจกรรมดังกล่าว ได้ผู้สมัคร สว.ผ่านเข้าการสรรหาระดับประเทศ 256คน เเละได้เป็นสว.24 คน โดยหนึ่งในนั้นคือนางสาวนันทนาได้รับการสรรหาเป็นสว.กลุ่ม18

ปกรณ์ บอก จบแล้วสอบโกงท้องถิ่น เตรียมส่งนายกฯ ฟันต่อ ชี้ มีบิ๊กข้าราชการเอี่ยวด้วย

ปกรณ์ บอก จบแล้วสอบโกงท้องถิ่น เตรียมส่งนายกฯ ฟันต่อ ชี้ มีบิ๊กข้าราชการเอี่ยวด้วย

ปกรณ์ บอก จบแล้วสอบโกงท้องถิ่น เตรียมส่งนายกฯ ฟันต่อ ชี้ มีบิ๊กข้าราชการเอี่ยวด้วย

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.19 น.

”ปกรณ์“ บอก จบแล้วสอบโกงท้องถิ่น เตรียมส่งนายกฯ ฟันต่อ เร็วๆนี้ ชี้ มีบิ๊กข้าราชการเอี่ยว และผู้เกี่ยวข้อง นับร้อย ลั่น “เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่ต้องจบ” ผบ. ตร.  บอกต้องเดินหน้าฟันผิด แพ่ง อาญา วินัย และจริยธรรม หลังพบพิรุธเพียบ

เวลา 13.30 น.  วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 4

จากนั้น เวลา 15.40 น. นายปกรณ์ แถลง ว่า วันนี้เป็นการประชุมครั้งสุดท้ายในการตรวจตรวจสอบเอกสารและหลักฐาน ซึ่งหลังจากนี้ที่ประชุมจะมีการส่งรายงานและปรับปรุงข้อเสนอแนะ จากนั้นก็จะส่งไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาสั่งการโดยเร็วต่อไป

พร้อมย้ำว่า เรื่องนี้คณะกรรมการฯ ได้ทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏแล้ว ว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง และมีขั้นตอนใดที่มีข้อบกพร่องบ้าง ซึ่งเราพบข้อบกพร่องในเกือบทุกขั้นตอน อีกทั้งยังมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีจำนวนมากกว่าร้อยคน

ส่วนเรื่องการดำเนินคดีอาญา คดีทุจริต และคดีแพ่งกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า เดี๋ยวจะว่ากันไปตามลำดับ เพราะอันนี้จะเป็นสารตั้งต้นที่จะบอกว่ากระบวนการมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง และควรจะดำเนินการอย่างไรต่อ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการออกมา 

สำหรับกรณีที่ประกาศผลสอบไปแล้ว นายปกรณ์ ระบุว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะรับไปดำเนินการต่อไป พร้อมยอมรับว่า กรณีดังกล่าวมีการพาดพิงถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ด้วย รวมถึงมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน ส่วนทางคู่สัญญาก็มีปัญหาบางประเด็นที่จะต้องไปดำเนินการทางแพ่งเรื่องสัญญา เพราะเรื่องดังกล่าวเกิดความเสียหายมากมายต่อรัฐ

นอกจากนี้ นายปกรณ์ ยังระบุว่า กรณีดังกล่าวจะต้องมีการสอบใหม่ทั้งหมด เพราะถือเป็นความรับผิดชอบขององค์กร แต่กลับปล่อยให้มีข้อบกพร่องและนำมาสู่เหตุการณ์เช่นนี้ ดังนั้นกระทรวงมหาดไทยคงจะไปดำเนินการต่อ และพิสูจน์เจตนาเป็นรายบุคคล ก่อนทิ้งท้ายว่า “เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่ต้องจบ”

ด้านพล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) กล่าวเสริมว่า ได้ใช้เวลาในการตรวจสอบภายใน 30 วัน ตามนายกรัฐมนตรีออกคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบ โดยย้อนไปดูจุดกำเนิดถึงการขออัตราว่ามีที่มาอย่างไร พบว่า มีความผิดปกติในเรื่องการขออัตรา ซึ่งจะเกี่ยวพันกับตัวเลขการรับรอง และการบรรจุ ซึ่งมีปริมาณมากกว่าการขออัตรา และเป็นข้อสังเกตที่เสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีในเรื่องการพิจารณากรอบอัตรา 

ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ดูว่า ตั้งแต่ก่อนสอบ ระหว่างสอบ และหลังสอบ มีอะไรที่เป็นข้อบกพร่อง หรือ เป็นจุดผิดสังเกตที่นำไปสู่การทุจริตได้ โดยก่อนการสอบได้พิจารณาข้อมูลที่ได้มาจากการดูเอกสาร และเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ ทีโออาร์ที่ออกมาปฏิบัติถูกต้อง หรือ เอื้ออะไรหรือไม่ ขณะที่ระหว่างสอบก็มีการคุมสอบ การแบ่งศูนย์สอบ แต่ช่วงที่สำคัญ คือ หลังการสอบ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่า ช่วงหลังการสอบมีประเด็นเรื่องการแก้ไขคะแนน การประกาศรับรองบุคคลที่ผ่านการสอบ ซึ่งมีการแก้ไขทั้งจำนวน และมีความผิดปกติของใบคะแนน 

ดังนั้น สิ่งที่ได้ข้อเท็จจริงมาได้ข้อยุติทั้งหมดในเบื้องต้น และจะทำข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรี ทั้งเรื่องของตัวบุคคลที่เข้าข่ายอาจต้องถูกดำเนินคดี ทั้ง แพ่ง อาญา วินัย และจริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องต่อยอดในส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะคณะกรรมการไม่ได้มีหน้าที่ในเรื่องนี้

ส่วนการปรับปรุงทบทวนองค์คณะ หรือ วิธีการทั้งหมด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ก็จะเสนอว่าส่วนราชการใด เช่น กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กพ. จะรับทำเรื่องใด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปปท. ปปง. จะเดินในมิติของการดำเนินคดีอย่างไร ถือเป็นบทสรุปที่ได้จัดทำเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งได้รับความคิดเห็น และจะต้องปรับรายละเอียดอีกเล็กน้อย คาดใช้เวลา 1 – 2 วัน ก่อนจะนำเสนอประธาน และคณะกรรมการตรวจสอบอีกครั้ง และรายงานต่อนายกรัฐมนตรี

ผบ.ตร.ฮึ่ม! สั่งสอบข้อเท็จจริง หลังพยานแฉ นายป๋อง เป็นนิ้วตำรวจ รับหากเป็นเรื่องจริง เอาผิดอาญาได้แม้เกษียณ

ผบ.ตร.ฮึ่ม! สั่งสอบข้อเท็จจริง หลังพยานแฉ นายป๋อง เป็นนิ้วตำรวจ รับหากเป็นเรื่องจริง เอาผิดอาญาได้แม้เกษียณ

ผบ.ตร.ฮึ่ม! สั่งสอบข้อเท็จจริง หลังพยานแฉ นายป๋อง เป็นนิ้วตำรวจ รับหากเป็นเรื่องจริง เอาผิดอาญาได้แม้เกษียณ

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.31 น.

“ผบ.ตร.” สั่ง สอบข้อเท็จจริงหลังพยานแฉ “นายป๋อง” เป็นนิ้วตำรวจ รับ หากเป็นเรื่องจริง เอาผิดอาญาได้แม้เกษียณแล้ว ชี้ ตร.ใช้สายลับเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ได้หมายถึงเคสนี้ ลั่น ลบประวัติอาชญากรรมเองไม่ได้ ต้องผ่านคกก.พิจารณาตามหลักเกณฑ์  

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ มีความเกี่ยวข้องกับนายป๋อง ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม 5 ศพอย่างไรว่า ยืนยันว่า ตำรวจทำงานอย่างเต็มที่จริงๆ อยากให้เข้าใจถึงขั้นตอนการซักถามสอบสวนเบื้องต้น จนขยายผลมาสู่การติดตามชาวต่างชาติที่เสียชีวิต และขยายผลไปถึงเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ซึ่งทางตำรวจเสียใจมากที่เกิดเหตุแบบนี้ ซึ่งบุคคลที่พ้นโทษมาและมีพฤติกรรมที่โหดเหี้ยมชั่วร้ายแบบนี้ พูดตรงๆ ก็ไม่น่าจะอยู่ในแผ่นดินไทย แต่ด้วยข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายทำให้เราต้องเดินหน้าตามบทบาทหน้าที่ของเรา ส่วนข้อมูลที่มีการเพิ่มเติมไปตนได้สอบถามทุกวัน ซึ่งขณะนี้ผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจศาลที่ฝากขังไว้ ยังไม่ได้ให้ความกระจ่างในเรื่องของคดีเพิ่มเติม เป็นแค่เพียงว่า มีอีกหรือไม่ และก่อนหน้านี้มีบุคคลหายอะไรหรือไม่ ตนได้สั่งการไปยัง รอง ผบ.ตร. ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีว่า หากมีข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ เรายินดีรับข้อมูลทั้งหมด เพื่อนำไปขยายผลด้านการสืบสวนว่า มีมากกว่านี้หรือไม่ เบื้องต้นเป็นไปตามที่เราได้ค้นพบทั้ง 5 ศพ และอยู่ระหว่างการสอบสวนให้เกิดความรัดกุม รอบคอบ ย้ำว่า ผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจการฝากขัง 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ให้การเป็นประโยชน์มากน้อยแค่ไหน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เบื้องต้นให้การรับสารภาพจนนำมาสู่การพบอีก 3 ศพ ขณะที่วิธีการ มูลเหตุต่างๆ อยู่ในสำนวนการสอบสวน ถือว่า เป็นประโยชน์ในระดับหนึ่งที่ทำให้ตำรวจขยายผลการสืบสวนได้ 

เมื่อถามว่า ล่าสุดมีพยานออกมาเปิดเผยว่า นายป๋องเคยเป็นนิ้วของตำรวจ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ตนดูรายการที่มีการเปิดเผยข้อมูลเรื่องนี้อยู่ ตนสั่งการทันทีให้ผู้กำกับการ สน.ทองหล่อ ไปอำนวยความสะดวกรับคำร้องทุกข์จากผู้ที่ให้ข้อมูลและถูกกระทำด้วย ซึ่งเหตุเกิดที่ไหนเดี๋ยวเราค่อยส่งคดีไป แต่การดำเนินการขณะนี้เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ส่วนข้อมูลที่ทางตำรวจได้นั้น พยานยืนยันว่า ระบุตัวบุคคลได้ จึงอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า เป็นใคร เบื้องต้นได้คุยกับตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ให้ตรวจสอบที่ สภ.ห้วยใหญ่ ทราบว่า ย้อนหลังจากคำให้การประมาณ 10 ปี คือ ช่วงปี 56 – 59 ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาดูว่า บุคคลนั้นคือใคร ตอนนี้เราได้ข้อมูลจากพยานว่า มีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องโดยระบุว่า เป็นนิ้ว ขอยืนยันว่า ถ้ารู้ตัวและมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการไปใช้จ้างวานกลุ่มบุคคลพวกนี้ ตนยืนยันในความตรงไปตรงมาว่า เราจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด 

ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า แต่ถ้าถอยหลังกลับไปกับบุคคลที่เป็นตำรวจแล้วเราสันนิษฐานต่างๆ นานา น่าจะอยู่ในกลุ่มบุคคลที่เกษียณอายุราชแล้ว แต่การจะชี้ชัดว่า เป็นใคร อยู่ระหว่างการให้ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีตรวจสอบถึงตำรวจผู้นั้นอยู่ ส่วนการดำเนินการต่อไปหากรู้ตัวก็ต้องตรวจสอบ เพราะตนเป็นผู้บังคับบัญชา ซึ่งตำรวจมีขั้นตอนกระบวนการทำงาน เพื่อให้เกิดความสำเร็จของงาน ยืนยันว่า ตนไม่ได้เข้าข้างใคร ผู้ที่ให้ข้อมูลมาเราก็รับฟังและตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบแล้วมีความชัดเจนก็ต้องว่าไปตามหลักฐาน ถ้าพบว่าผิดก็ต้องดำเนินการ แต่ตาม พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2565 มีการกำหนดเรื่องระยะเวลาของการพิจารณาเรื่องทางวินัยด้วย แต่ทางอาญาไม่ขาดอายุความอยู่แล้ว จึงต้องไปพิจารณาตรงนั้นอีกครั้ง

เมื่อถามว่า หากพบว่า มีตำรวจที่ไม่ว่าอยู่ในราชการหรือเกษียณอายุราชการไปแล้วเกี่ยวข้อง จะมีมาตรการอย่างไรบ้าง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า อยากเรียนด้วยความตรงไปตรงมาว่า จริงๆ เป็นเรื่องการทำงานที่เราไม่อยากพูด เพราะความสำเร็จในเนื้องานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคดีอาชญากรรม คดีความมั่นคง ซึ่งตนไม่ได้หมายถึงคดีนี้ แต่พูดถึงหลักการปฏิบัติของตำรวจสากลทั่วประเทศ ย่อมใช้คนที่เป็นสายลับ ย้ำว่า ตนไม่ได้พูดถึงเคสนายป๋อง แต่พูดถึงหลักปฏิบัติทั่วไป เพื่อให้นำมาซึ่งการได้ข้อมูลและวิธีการที่ทางตำรวจจะมาวางแผนในการปฏิบัติให้สำเร็จ ดังนั้น ถามว่า จะมีมาตรการอย่างไร ตนก็คุยประเด็นนี้อยู่ในการพิจารณาเรื่องบุคคลที่เราจะใช้เป็นสาย ซึ่งคงต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติของแต่ละบุคคลที่มาเป็นสาย เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จที่หมายถึงการทำให้อาชญากรรมลดลง รวมถึงความสำเร็จในการปราบปรามและมิติเกี่ยวกับการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุ เราคงต้องพิจารณาถึงตัวบุคคล ซึ่งในระดับผู้บริหารของสำนักตำรวจแห่งชาติได้มีการพูดคุยกันในระดับหนึ่ง แล้ว เพื่อที่จะพิจารณาว่า จะต้องเพิ่มมาตรการในเรื่องนี้อย่างไร พร้อมยืนยันว่า เรื่องนี้มีความจำเป็น แต่ตนไม่ได้หมายความว่า จำเป็นต้องไปใช้นายป๋อง เพราะตนก็ไม่รู้ว่า นายป๋องเป็นนิ้วให้ใครหรือไม่ อย่างไร เป็นข้อมูลที่เราได้รับฟังมา โดยเรายินดีรับฟังทั้งหมด และน้อมรับข้อมูลทั้งหมดที่หลั่งไหลมา 

ผบ.ตร. กล่าวว่า ตนก็อยากจะพูดในฐานะที่เป็นตำรวจว่า เรายินดีรับฟัง แต่อยากให้วิเคราะห์ ไตร่ตรองข้อมูลต่างๆ ก่อน อะไรเป็นสิ่งที่ตำรวจควรปรับปรุงแก้ไขเราก็ยินดี ซึ่งผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกคนพร้อมรับข้อมูลเพื่อนำไปสู่มิติของความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว เชื่อว่า สำหรับเรื่องนี้เรามีความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ ขอย้ำว่า การที่ตนพูดไม่ได้หมายความว่า จะไปปกป้องตำรวจที่ไปใช้นายป๋อง จริงเท็จแค่ไหนตนไม่รู้ แต่ว่า พูดถึงภาพรวมทั่วไปในการทำงาน 

เมื่อถามย้ำว่า มีความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ใช่หรือไม่ ที่นายป๋องจะเป็นสายของตำรวจ ผบ.ตร. กล่าวว่า ก็ได้หรือไม่ได้ ทั้งหมดอยู่ที่การตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งตนสั่งและเซ็นเรียบร้อยแล้ว ถ้าออกมาในรูปแบบไหนก็ต้องดูเรื่องอาญาและวินัย แต่ถ้ามองในช่วงเวลานั้นจนถึงเวลานี้ ถ้าในกลุ่มคนที่พยานพูดอาจจะเกษียณแล้วด้วย ก็ต้องไปดูอีกครั้ง

เมื่อถามถึงประโยชน์ต่างตอบแทนที่อาจะมีการลบข้อมูลประวัติอาชญากรรม ข้อเท็จจริงสามารถทำได้หรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า การไปลบข้อมูลในประวัติเป็นไปไม่ได้ เพราะข้อมูลประวัติอยู่ที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร ซึ่งมีการวางระบบเทคโนโลยีกลางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเอาไว้ให้ทุกภาคส่วนทั่วประเทศได้ใส่ข้อมูลเข้ามา ในช่วงก่อนหน้านี้ที่ไม่เกิดเหตุอะไร ตนได้ให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานปรับปรุงเกี่ยวกับข้อมูลอาชญากรที่มีทะเบียนประวัติ ดังนั้น การที่จะไปลบอะไรก็ตามจะอยู่ในรูปแบบของคณะกรรมการ ตนคิดว่า การจะเข้ารหัสแล้วไปลบเอง แทบจะไม่พบเลย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไปลบ ยืนยันว่า คนที่กระทำชั่วกระทำผิดสมควรที่จะได้รับโทษ  ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือบุคคลทั่วไปที่ทำผิด ย้ำว่า ไม่ว่าจะทำดีเพื่อต้องการลบล้างอย่างไรก็ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะไปลบล้างข้อมูล เพราะอยู่ในรูปแบบของคณะกรรมการที่จะพิจารณาเรื่องของการลบข้อมูล ซึ่งการจะลบได้ เช่น กรณีศาลสั่ง โดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไข กฎเกณฑ์ และกฎระเบียบ 

นายกฯปิดฉากภารกิจเยือนอินโดนีเซีย ชู 4 ผลลัพธ์สำคัญ ตั้งเป้าการค้า 2.3 หมื่นล้านเหรียญ

นายกฯปิดฉากภารกิจเยือนอินโดนีเซีย ชู 4 ผลลัพธ์สำคัญ ตั้งเป้าการค้า 2.3 หมื่นล้านเหรียญ

นายกฯปิดฉากภารกิจเยือนอินโดนีเซีย ชู 4 ผลลัพธ์สำคัญ ตั้งเป้าการค้า 2.3 หมื่นล้านเหรียญ

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.26 น.

นายกฯ ปิดภารกิจเยือนอินโดฯ ปธน.มาส่งถึงสนามบิน เร่งขยายตลาด ผนึกกำลังขับเคลื่อนอาเซียน

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2569 

รัฐบาลอินโดนีเซียให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีอย่างสมเกียรติ ขณะที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซียได้เดินทางไปส่งนายกรัฐมนตรีถึงสนามบินด้วยตนเอง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและมิตรภาพอันใกล้ชิดระหว่างผู้นำ ซึ่งจะช่วยให้การประสานงานและการผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การหารือประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ทั้งการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ การเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุน การเสริมสร้างความปลอดภัย ตลอดจนการขับเคลื่อนบทบาทของไทยในอาเซียนและการสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมาอย่างสันติ

ผลจากการเยือนครั้งนี้จะนำไปสู่ประโยชน์แก่ประชาชนใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ตลาดและโอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น การลงทุนและการจ้างงาน การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติที่เข้มแข็งขึ้น และเสถียรภาพของภูมิภาคที่เอื้อต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายปราโบโว ครอบคลุมความร่วมมือทุกมิติ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เชื่อมโยงจุดแข็งของไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสองประเทศเศรษฐกิจสำคัญและเป็นผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

ด้านเศรษฐกิจและปากท้องประชาชน ไทยและอินโดนีเซียจะขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนให้กว้างและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ รวมทั้งความร่วมมือด้านอาหาร ฮาลาล พลังงาน การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสีเขียว และการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต

ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเปิดตลาดให้สินค้าและบริการของไทย เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถเข้าถึงตลาดอินโดนีเซียที่มีขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน ยังช่วยดึงดูดการลงทุน สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเพิ่มโอกาสการจ้างงานในประเทศ มีการตั้งหมายเพิ่มมูลค่าการค้าที่ปัจจุบันอยู่ที่เกือบ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในอนาคตอันใกล้

นายกรัฐมนตรียังได้เข้าร่วมงาน Indonesia–Thailand Business Forum เพื่อพบปะและสื่อสารโดยตรงกับภาคเอกชนอินโดนีเซีย พร้อมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจระหว่างภาคเอกชนไทยและอินโดนีเซีย จำนวน 4 ฉบับ ครอบคลุมด้านการท่องเที่ยว ตลาดคาร์บอน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลไปสู่โครงการธุรกิจและการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง

“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงทำให้ตัวเลขการค้าสูงขึ้น แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการไทยมีตลาดเพิ่มขึ้น เกษตรกรและผู้ผลิตขายสินค้าได้มากขึ้น ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการมีลูกค้าเพิ่มขึ้น และประชาชนมีงานและรายได้ที่มั่นคงขึ้น” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

อีกหนึ่งผลสำเร็จสำคัญ คือ การแลกเปลี่ยน แผนปฏิบัติการว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย ซึ่งจะทำหน้าที่เป็น Roadmap กำหนดทิศทางและกลไกติดตามความร่วมมือของทั้งสองประเทศ เพื่อให้ข้อตกลงระหว่างผู้นำไม่หยุดอยู่เพียงการหารือ แต่ได้รับการขับเคลื่อนไปสู่โครงการที่ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยน บันทึกความเข้าใจด้านการศึกษา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการ การวิจัย การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร ตลอดจนการพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษา พัฒนากำลังคน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

ด้านความปลอดภัยของประชาชน ไทยและอินโดนีเซียเห็นพ้องที่จะเพิ่มความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ผ่านการบังคับใช้กฎหมาย การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ความร่วมมือนี้จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถรับมือภัยที่กระทบประชาชนโดยตรงได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งขบวนการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และเครือข่ายอาชญากรรมที่เคลื่อนย้ายคน เงิน และทรัพย์สินข้ามพรมแดน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การเยือนครั้งนี้ยังมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนบทบาทของไทยในอาเซียน นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับเลขาธิการอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางของภูมิภาคท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความท้าทายด้านความมั่นคง

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยจะมีบทบาทเชิงรุกในการรักษาเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียน พร้อมผลักดันความร่วมมือที่ตอบโจทย์ชีวิตประชาชน ทั้งความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล การรับมือภัยข้ามพรมแดน และการสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับประโยชน์จากการเติบโตของภูมิภาค

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน โดยเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การธำรงเอกภาพของอาเซียน การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและความสามารถในการรับมือวิกฤต และการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา

สำหรับสถานการณ์ในเมียนมา นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ไทยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน พร้อมทำหน้าที่ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่สร้างสรรค์ ส่งเสริมการพูดคุยระหว่างทุกฝ่าย สนับสนุนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และประสานความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อให้เมียนมากลับคืนสู่สันติภาพและเสถียรภาพ

การแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมามีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับประเทศไทย เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงบริเวณชายแดน ลดปัญหาอาชญากรรมและการเคลื่อนย้ายที่ผิดกฎหมาย ฟื้นฟูการค้าชายแดน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน การท่องเที่ยว และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ขณะเดียวกัน ไทยจะนำผลการหารือและวิสัยทัศน์จากการเยือนครั้งนี้ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 โดยมุ่งผลักดันวาระที่สร้างผลลัพธ์จริงแก่ประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในระยะยาว

“ความสำเร็จของการเยือนครั้งนี้จะไม่ได้วัดจากพิธีการหรือจำนวนข้อตกลงเท่านั้น แต่ต้องวัดจากตลาดใหม่ของสินค้าไทย การลงทุนและงานที่เพิ่มขึ้น โอกาสทางการศึกษาของคนรุ่นใหม่ ความปลอดภัยจากอาชญากรรมข้ามชาติ และภูมิภาคที่มีเสถียรภาพมากขึ้น รัฐบาลจะเร่งติดตามทุกข้อตกลงและเปลี่ยนผลการหารือให้เป็นประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง” นางสาวรัชดา กล่าว 

ทบ.โต้กลับรายงานผู้แทนพิเศษ UN แจงข้อเท็จจริงประเด็นผู้พลัดถิ่น-แรงงาน ซัดกัมพูชายอมรับความจริง-หยุดบิดเบือน

ทบ.โต้กลับรายงานผู้แทนพิเศษ UN แจงข้อเท็จจริงประเด็นผู้พลัดถิ่น-แรงงาน ซัดกัมพูชายอมรับความจริง-หยุดบิดเบือน

ทบ.โต้กลับรายงานผู้แทนพิเศษ UN แจงข้อเท็จจริงประเด็นผู้พลัดถิ่น-แรงงาน ซัดกัมพูชายอมรับความจริง-หยุดบิดเบือน

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

ทบ.โต้กลับรายงานผู้แทนพิเศษ UN ไทยไม่ใช่ผู้ริเริ่มความขัดแย้ง แจงข้อเท็จจริงประเด็นผู้พลัดถิ่นและแรงงาน ชี้กัมพูชาต้องยอมรับความจริงและหยุดบิดเบือนข้อมูลเพื่อทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทย

4 สิงหาคม 2569 จากกรณีที่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับแถลงการณ์สิ้นสุดภารกิจ (End of Mission Statement) ของนายทอม แอนดรูว์ส (Tom Andrews) ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ภายหลังการเยือนกัมพูชาระหว่างวันที่ 20 – 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งได้กล่าวพาดพิงถึงประเทศไทยในบริบทของสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา นั้น

ล่าสุด พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงและเน้นย้ำถึงข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ดังนี้ ประเทศไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้ง แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาที่สร้างความขัดแย้งในทุกรูปแบบมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะการใช้อาวุธและกำลังทหารละเมิดอธิปไตยของไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยเป็นวงกว้าง สถานการณ์ดังกล่าวบีบบังคับให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองตามหลักสากล เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดจากสถานการณ์สู้รบบริเวณพื้นที่ชายแดนของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ จึงต้องจัดให้มีการอพยพเคลื่อนย้ายที่พำนักไปอยู่ ณ ศูนย์อพยพ หรือแหล่งพักพิงชั่วคราวของประชาชนทั้งสองประเทศ

ส่วนกรณีประเด็นตัวเลขผู้พลัดถิ่นที่กัมพูชาพยายามให้ข้อมูลบิดเบือนว่ามีมากถึง 650,000 คนนั้น เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในความเป็นจริงจำนวนตัวเลขดังกล่าวนั้น เป็นตัวเลขจำนวนประชาชนกัมพูชาที่มีการย้ายเข้าสู่แหล่งพำนักชั่วคราว เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ในบริเวณพื้นที่สู้รบ โดยฝ่ายไทยเองก็มีประชาชนที่ต้องย้ายแหล่งพำนักไปอยู่ศูนย์อพยพจำนวนเกือบ 500,000 คนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ปัจจุบันประชาชนเหล่านี้ได้ย้ายกลับคืนสู่แหล่งพำนักปกติเรียบร้อยแล้ว หลังมีการหยุดยิงเมื่อ 27 ธ.ค.68

ในส่วนของประชาชนกัมพูชาที่จะไม่สามารถกลับเข้าแหล่งพำนักเดิมได้ หากพิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้วจะมีจำนวนเพียงประมาณ 4,690 คนเท่านั้น ซึ่งเป็นประชาชนที่ก่อนการสู้รบเคยอาศัยอยู่ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่บ้านหนองจาน 500 หลังคาเรือน จำนวน 1,040 คน, พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว 60 หลังคาเรือน จำนวน 150 คน และพื้นที่บ้านคลองแผง 389 ครัวเรือน จำนวน 3,500 คน

ซึ่งส่วนหนึ่งคือประชาชนชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาตั้งบ้านเรือนและชุมชนในเขตอธิปไตยของไทยโดยผิดกฎหมายมานานกว่า 40 ปี โดยมีรัฐบาลกัมพูชาเป็นผู้ให้การสนับสนุน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้พยายามใช้กลไก MOU 43 และกฎหมายของฝ่ายปกครองเข้าแก้ไขปัญหาแล้ว แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอด

สำหรับประเด็นแรงงานชาวกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศ จากกรณีที่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับจำนวน 900,000 คนนั้น ขอยืนยันว่าแรงงานดังกล่าวได้เดินทางกลับด้วยความสมัครใจ ภายหลังจากการเชิญชวนของรัฐบาลกัมพูชาเอง รัฐบาลไทยขอย้ำว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการดูแลแรงงานกัมพูชาในไทยมาโดยตลอด

โฆษกกองทัพบก กล่าวย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่กัมพูชาจะต้องยอมรับปัญหาและหันมาดูแลประชาชนของตนเองอย่างจริงจัง แทนการสื่อสารต่อสังคมโลกในลักษณะที่บิดเบือนเพื่อหวังสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย โดยใช้ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเครื่องมือ พร้อมกันนี้ กองทัพบกคาดหวังให้กลไกพิเศษของสหประชาชาติ (UN) นำเสนอข้อมูลที่เป็นกลางและผ่านการตรวจสอบร่วมกันจากทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน ไม่ใช่นำเสนอข้อมูลที่มาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว

ศาลฎีกาเคาะ 60 พยาน สู้คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ปมแก้ ม.112 ไต่สวนปากสุดท้าย 18 พ.ค.ปีหน้า

ศาลฎีกาเคาะ 60 พยาน สู้คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ปมแก้ ม.112 ไต่สวนปากสุดท้าย 18 พ.ค.ปีหน้า

ศาลฎีกาเคาะ 60 พยาน สู้คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ปมแก้ ม.112 ไต่สวนปากสุดท้าย 18 พ.ค.ปีหน้า

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.07 น.

“ศาลฎีกา”ตรวจหลักฐาน คดี 44 สส.ก้าวไกล ลงชื่อแก้ ม.112 ไต่สวนพยานปากสุดท้าย 18 พ.ค.ปีหน้า ทนายยันพยาน 60 ปาก ไม่ใช่การยื้อเวลาแน่นอน

4 สิงหาคม 2569 ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนินใน ศาลนัดตรวจหลักฐานคดี คมจ.1/2569 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง กับ 44 สส.พรรคก้าวไกล ผู้คัดค้าน กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงจากที่ทั้งหมดลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

โดยวันนี้ ผู้ร้องและทนายความผู้รับมอบอำนาจบางส่วนมาศาล โดยมี นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช.เดินทางมาในวันนี้

ศาลสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงที่มีการเสนอพยานหลักฐานในเบื้องต้น เห็นควรกำหนดวันไต่สวนพยานผู้ร้องจำนวน 4 นัด 9 ปาก โดยนัดไต่สวนพยานปากแรกวันที่ 25 สิงหาคม

ส่วนผู้คัดค้านนำพยาน 60 ปาก เข้าสืบโดยเริ่มไต่สวนพยานนัดแรกวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 และนัดไต่สวนพยานนัดสุดท้ายวันที่ 18 พฤษภาคม 2570 ก่อนนัดฟังคำพิพากษาต่อไป

ทั้งนี้ ศาลกำชับให้คู่ความทำบัญชีตารางพยานเพื่อให้ไต่สวนแต่ละนัดและกำหนดประเด็นให้ศาลทราบพร้อมแนวคำถามมาก่อนเพื่อให้ศาลพิจารณาอนุญาตว่าจะให้ถามคำถามดังกล่าวหรือไม่

นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากฝ่ายผู้คัดค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการต่อสู้คดีและกรอบระยะเวลาในการไต่สวนหลังจากนี้ ว่า ก่อนหน้านี้ทีมทนายความได้ยื่นบัญชีรายชื่อพยานไปมากกว่า 80 ปาก แต่มีการปรับลดลงเนื่องจากมีความซ้ำซ้อน และตัดประเด็นออกตามที่ศาลพิจารณา ล่าสุด ศาลฎีกาอนุญาตให้ฝ่ายผู้คัดค้านสืบพยานจำนวน 60 ปาก โดยศาลได้กำหนดกรอบเวลาให้ทางฝ่ายผู้คัดค้านนำเสนอตารางรายชื่อพยานและ ประเด็นการไต่สวนภายใน 30 วัน

สำหรับพยานทั้ง 60 ปาก สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1.กลุ่มผู้คัดค้าน ตัวอดีต สส.ซึ่งคาดว่าบุคคลสำคัญอย่าง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อดีต สส.พรรคก้าวไกล หัวหน้าพรรคประชาชน จะเข้าเบิกความต่อศาลด้วยตนเอง แต่จะต้องมีการหารือเพื่อยืนยันตารางเวลาที่ชัดเจนอีกครั้ง เนื่องจากทั้งสองท่านมีภารกิจสำคัญอย่างต่อเนื่อง

2.กลุ่มนักวิชาการ : ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ เพื่อให้ความเห็นทางวิชาการที่ครอบคลุมมากกว่าประเด็นทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว

3.กลุ่มผู้รู้เห็นเหตุการณ์ : เป็นผู้ที่รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ สส.ในสมัยดังกล่าว

เมื่อถามว่า รายชื่อพยานกลุ่มนักวิชาการ ว่าจะมีกลุ่มนักวิชาการด้านกฎหมายที่มีชื่อเสียง เช่น อดีตคณะนิติราษฎร์ มาร่วมเบิกความหรือไม่ นายนิธิระบุว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทาบทามและประสานงาน จึงขอสงวนรายชื่อไว้ก่อน และจะมีการอัปเดตให้ทราบในภายหลัง เนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือสลับคิวพยานตามความสะดวก

ส่วนประเด็นหลักที่ใช้ในการต่อสู้คดี นายนิธิ กล่าวว่า ประเด็นหลักของคดีนี้คือ การกระทำของฝ่ายผู้คัดค้าน 44 อดีต สส.ที่ไม่ได้เป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรม

สำหรับไทม์ไลน์ในการพิจารณาคดีนั้น คาดว่ากระบวนการสืบพยานฝ่ายผู้คัดค้านจะเสร็จสิ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ปีหน้า ซึ่งเมื่อถูกตั้งคำถามว่าระยะเวลาดังกล่าวถือว่านานเกินไปหรือไม่ นายนิธิชี้ กล่าวว่า ด้วยจำนวนพยานและสภาพความซับซ้อนของคดี ถือว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ได้เร็วหรือช้าจนเกินไป

นายนิธิ กล่าวอีกว่า การที่มีพยานจำนวนมาก ยืนยันว่าไม่ใช่การยื้อเวลาอย่างแน่นอน สังเกตได้ว่าศาลท่านก็อนุญาตตามที่เราร้องขอ เพราะศาลต้องการให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ทางเราเองก็ต้องการนำเสนอข้อเท็จจริง ความเห็น และพยานหลักฐานต่างๆ เข้าสู่สำนวนอย่างครบถ้วน ซึ่งต้องขอขอบคุณศาลที่เปิดโอกาสให้ได้นำเสนออย่างเต็มที่

นักรัฐศาสตร์ ชี้ อนุทินเยือนอินโดฯ ส่งสัญญาณการเมืองเปลี่ยน สะท้อนข้อเท็จจริงเชิงอำนาจแท้จริง ไทยกลับมาโดดเด่นในอาเซียน

นักรัฐศาสตร์ ชี้ อนุทินเยือนอินโดฯ ส่งสัญญาณการเมืองเปลี่ยน สะท้อนข้อเท็จจริงเชิงอำนาจแท้จริง ไทยกลับมาโดดเด่นในอาเซียน

นักรัฐศาสตร์ ชี้ อนุทินเยือนอินโดฯ ส่งสัญญาณการเมืองเปลี่ยน สะท้อนข้อเท็จจริงเชิงอำนาจแท้จริง ไทยกลับมาโดดเด่นในอาเซียน

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.32 น.

4 สิงหาคม 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า การเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการทูตไทย เนื่องจากเป็นการเยือนระดับนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบกว่า 15 ปี พร้อมได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ทั้งพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ การบรรเลงเพลงชาติ การยิงสลุต 19 นัด และการหารือเต็มคณะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลอินโดนีเซียให้กับความสัมพันธ์กับประเทศไทย

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พิธีการดังกล่าวไม่ใช่เพียงธรรมเนียมทางการทูต แต่เป็น “ภาษาของการเมืองระหว่างประเทศ” ที่สื่อสารถึงระดับความสำคัญของประเทศคู่เจรจา การจัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติและการเปิดเวทีหารือในทุกมิติ แสดงให้เห็นว่าอินโดนีเซียมองไทยในฐานะหุ้นส่วนสำคัญของภูมิภาค และพร้อมยกระดับความร่วมมือในระยะยาว

“นี่คือข้อเท็จจริงเชิงอำนาจที่นายกรัฐมนตรีไทยได้รับจากผู้นำอินโดนีเซีย ภาพการต้อนรับครั้งนี้ถูกส่งออกไปทั่วโลกผ่านสื่อระหว่างประเทศ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีประชากรมากกว่า 280 ล้านคน มีอิทธิพลทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงของภูมิภาค ดังนั้น การที่ผู้นำอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับนายกรัฐมนตรีไทยในระดับนี้ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยในสายตาของประเทศสมาชิกอาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศ” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวต่อว่า การประกาศยกระดับความสัมพันธ์สู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย” ถือเป็นสาระสำคัญที่สุดของการเยือนครั้งนี้ เพราะหมายความว่าความร่วมมือระหว่างสองประเทศจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการค้าหรือการพบปะระหว่างรัฐบาล แต่จะขยายไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมในประเด็นสำคัญ ทั้งเศรษฐกิจ การลงทุน ความมั่นคง พลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวอีกว่า หากพิจารณาสถานการณ์โลกในปัจจุบัน จะพบว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังได้รับความสนใจจากมหาอำนาจทั่วโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และอินเดีย ต่างต้องการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกับประเทศในอาเซียนมากขึ้น ดังนั้น การที่ไทยสามารถกระชับความสัมพันธ์กับอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศแกนนำของอาเซียน จึงถือเป็นการเพิ่มน้ำหนักทางยุทธศาสตร์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ในทางรัฐศาสตร์ อินโดนีเซียได้รับการยอมรับว่าเป็น “ประเทศแกนนำโดยพฤตินัย” ของอาเซียน จากขนาดเศรษฐกิจ จำนวนประชากร กำลังการผลิต และบทบาทในการผลักดันวาระสำคัญของภูมิภาค การที่ผู้นำไทยได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการ พร้อมมีการประกาศความร่วมมือในระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ จึงสะท้อนว่าทั้งสองประเทศต้องการทำงานร่วมกันมากขึ้นในการกำหนดทิศทางของอาเซียนในอนาคต

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวต่อว่า ขณะที่ในด้านเศรษฐกิจ เป้าหมายการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซียเป็น 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ไม่ใช่เพียงตัวเลขเชิงนโยบาย แต่เป็นสัญญาณว่าทั้งสองประเทศกำลังเร่งเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอาหาร พลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล และการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลก นอกจากนี้ การจัด Business Forum ระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ยังเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนความร่วมมือระดับรัฐบาลให้กลายเป็นการลงทุนจริง โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียน ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้นักลงทุนอินโดนีเซียใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือด้านความมั่นคงก็มีความสำคัญไม่แพ้มิติทางเศรษฐกิจ ทั้งการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และยาเสพติด ซึ่งล้วนเป็นภัยคุกคามที่ไม่มีพรมแดน หากทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและบูรณาการการทำงานของหน่วยงานความมั่นคงได้อย่างใกล้ชิด ก็จะส่งผลดีต่อทั้งความปลอดภัยของประชาชนและบรรยากาศการลงทุนในภูมิภาค อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือการที่ไทยและอินโดนีเซียต่างอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของทั้งสองประเทศในการยกระดับมาตรฐานด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และธรรมาภิบาลให้ทัดเทียมประเทศพัฒนาแล้ว โดยความร่วมมือระหว่างไทยกับอินโดนีเซียในประเด็นนี้ จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับอาเซียนในเวทีเศรษฐกิจโลก

“การเยือนครั้งนี้ คือระดับการต้อนรับผู้นำตัวจริงของไทย ที่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดถึงทิศทางประเทศ และไม่ใช่เพียงการเดินทางเยือนตามปฏิทินการทูต แต่เป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ว่า ไทยกำลังกลับมามีบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนความร่วมมือของอาเซียนอีกครั้ง” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เชื่อมตลาดกว่า 350 ล้านคน สร้างห่วงโซ่คุณค่าภูมิภาค

นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เชื่อมตลาดกว่า 350 ล้านคน สร้างห่วงโซ่คุณค่าภูมิภาค

นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เชื่อมตลาดกว่า 350 ล้านคน สร้างห่วงโซ่คุณค่าภูมิภาค

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.26 น.

4 สิงหาคม 2569 เวลา 09.15 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ โรงแรม Fairmont Jakarta กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Indonesia-Thailand Business Forum ภายใต้หัวข้อ “Advancing the Indonesia–Thailand Strategic Partnership: Building Integrated Value Chains in Industry, Services, and Halal Economy” จัดโดยหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ร่วมกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (Kadin Indonesia) มีนายบูดี ซันโตโซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อินโดนีเซีย นายฮาซิม โจโยฮาดีคุสุโม ผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการสมาคมธนาคารไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ ภาครัฐและเอกชนไทย-อินโดนีเซีย และสื่อมวลชนกว่า 300 คน ร่วมงาน

นายกรัฐมนตรีเสนอให้ไทยและอินโดนีเซียยกระดับจาก “คู่ค้า” สู่ “หุ้นส่วนร่วมสร้าง” เชื่อมโยงการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่ง และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน พร้อมขอบคุณ Kadin Indonesia และหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ที่ร่วมจัดเวทีเชื่อมภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันความร่วมมือสู่โครงการจริง

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยและอินโดนีเซียควรเชื่อม “แผ่นดินใหญ่–หมู่เกาะ” เข้าด้วยกัน โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต และอินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่และประตูเศรษฐกิจทางทะเล

จากการหารือกับประธานาธิบดี ปราโบโว ซูบียันโต วานนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ต้องเพิ่มโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การรวมตัวทางเศรษฐกิจอาเซียนที่ลึกขึ้น “ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น” โดยไทยและอินโดนีเซียต้องเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

“ภาครัฐต้องลดอุปสรรค สร้างความเชื่อมั่น และทำให้กติกาชัดเจน เพื่อให้เอกชนลงทุนและสร้างนวัตกรรมได้เต็มศักยภาพ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าให้ถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีกไม่นาน และมีประชากรรวมกว่า 350 ล้านคน สะท้อนศักยภาพตลาดขนาดใหญ่ที่ยังเติบโตได้อีกมาก

นายกรัฐมนตรี ชี้ว่า เป้าหมายต่อไปต้องไม่หยุดที่ “การค้า” แต่ต้องไปสู่ “การลงทุนร่วม – เทคโนโลยี – มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค” พร้อมเสนอ 4 ความร่วมมือหลัก ได้แก่

1.ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาล : พัฒนาห่วงโซ่คุณค่าฮาลาลครบวงจร ยกระดับมาตรฐานและการรับรอง เพื่อขยายตลาดอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่โลก

2.โลจิสติกส์ คมนาคม และดิจิทัล : ลดต้นทุนการค้า เชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มการเดินทางระหว่างกัน โดยสนับสนุนเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพฯ – จาการ์ตา และภูเก็ต – บาหลี รวมทั้งความสำเร็จของการลงทุนของสายการบิน Thai Lion Air ในไทย

3.การเงินและเศรษฐกิจดิจิทัล : ต่อยอดความร่วมมือธนาคารไทยในอินโดนีเซีย และเชื่อมระบบชำระเงิน PromptPay – QRIS พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน

4.พลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว ร่วมพัฒนาพลังงานสะอาด รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น EV, AI และดาต้าเซ็นเตอร์

ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความสำเร็จของความสัมพันธ์ไทย – อินโดนีเซีย ต้องวัดจาก “สิ่งที่สร้างร่วมกัน” ไม่ใช่เพียงตัวเลขการค้า แต่คืออุตสาหกรรมที่แข็งแรง ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมกัน และอาเซียนที่แข่งขันได้มากขึ้น

“ขอให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ ที่แปรวิสัยทัศน์ให้เป็นการลงทุนจริง และความร่วมมือที่จับต้องได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว

โอกาสนี้ ภาคเอกชนกล่าวขอบคุณและรู้สึกยินดีที่นายกรัฐมนตรีมาเยือนอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ต่างเห็นด้วยอย่างยิ่งกับผู้นำสองประเทศที่จะเดินหน้าผลักดันความร่วมมือด้านต่างๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการค้าที่ตั้งเป้าให้เป็น 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับภาคธุรกิจแล้ว ความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล – รัฐบาล เอกชน – เอกชน รวมทั้ง ประชาชน – ประชาชน จะทำให้ไทยและอินโดนีเซีย เพิ่มศักยภาพทางการแข่งขัน และความร่วมมือ และทำให้อาเซียนมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และมีอำนาจต่อรองในระดับภูมิภาคด้วย รวมทั้งภาคเอกชนอินโดนีเซีย ยังมองเห็นจุดแข็งของสองประเทศที่โดดเด่นระดับโลก คือ อุตสาหกรรมฮาลาล Digital Connectivity และความมั่นคงทางอาหาร เชื่อมั่นว่าความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทยและอินโดนีเซียจะนำไปสู่ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เสริมศักยภาพ SME และมองไปถึงอนาคตที่ดีจากนอกภูมิภาคอาเซียนด้วย