ทร.โต้ข้อครหา ปมสร้างบังเกอร์จันทบุรี-ตราด ยันได้มาตรฐานตามหลักยุทธวิธี แจงภาพหลุดไม่สะท้อนภาพรวม

ทร.โต้ข้อครหา ปมสร้างบังเกอร์จันทบุรี-ตราด ยันได้มาตรฐานตามหลักยุทธวิธี แจงภาพหลุดไม่สะท้อนภาพรวม

ทร.โต้ข้อครหา ปมสร้างบังเกอร์จันทบุรี-ตราด ยันได้มาตรฐานตามหลักยุทธวิธี แจงภาพหลุดไม่สะท้อนภาพรวม

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.16 น.

ทร.โต้ข้อครหา สร้างบังเกอร์จันทบุรี-ตราด ไร้มาตรฐาน ไม่สะท้อนภาพรวม ปรับปรุงฐานปฏิบัติการ ย้ำการก่อสร้างแต่ละพื้นที่ แตกต่างตามลักษณะภูมิประเทศ การวางกำลัง ภารกิจภัยคุกคาม

4 สิงหาคม 2569 นาวาเอก นรา คุณโฑถม รองโฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพและข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้างที่มั่นในพื้นที่ชายแดนจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า กองทัพเรือขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณชนว่า ภายหลังเหตุการณ์การปะทะตามแนวชายแดนในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 กองป้องกันชายแดนจันทบุรี – ตราด (กปช.จต.) ได้รับงบประมาณเพื่อปรับปรุงฐานปฏิบัติการตลอดแนวชายแดน อันเป็นการยกระดับความพร้อมของหน่วยในพื้นที่รับผิดชอบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงและภารกิจที่ได้รับ

การปรับปรุงฐานปฏิบัติการดังกล่าว ครอบคลุมองค์ประกอบหลายด้าน ได้แก่ อาคารที่ทำการ อาคารที่พักกำลังพล ที่มั่นและบังเกอร์ สิ่งกีดขวาง รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการปฏิบัติภารกิจ มิใช่เป็นการดำเนินการก่อสร้างบังเกอร์เพียงอย่างเดียวตามที่มีการนำเสนอในบางกระแสข่าว ทั้งนี้ รูปแบบและรายละเอียดของการปรับปรุงฐานปฏิบัติการในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันตามลักษณะภูมิประเทศ การวางกำลัง ลักษณะภารกิจ และการประเมินภัยคุกคามของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เหมาะสมกับการปฏิบัติการทางทหารและสามารถคุ้มครองกำลังพลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับภาพที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์บางส่วน เป็นภาพที่บันทึกไว้ในช่วงเวลาหนึ่งของพื้นที่เดียว จึงไม่สะท้อนภาพรวมของโครงการหรือสภาพของฐานปฏิบัติการทั้งหมดในปัจจุบัน

กองทัพเรือ ขอยืนยันว่า การพัฒนาฐานปฏิบัติการและที่มั่นตามแนวชายแดนเป็นภารกิจที่มีความจำเป็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่กำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ เสริมสร้างความพร้อมในการป้องกันประเทศ และรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ จะดำเนินการตามการประเมินสถานการณ์และความจำเป็นทางทหารของแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กำลังพลสามารถปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

กองทัพเรือขอความร่วมมือสื่อมวลชนและประชาชนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ภาพ รายละเอียด หรือข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้ง ลักษณะ และขีดความสามารถของฐานปฏิบัติการและที่มั่นทางทหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการวางกำลัง การปฏิบัติภารกิจ ความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

อนุทิน จ่อบิน F-16 สวมหมวกประธาน สมช. 14 ส.ค.นี้ ทอ.ยันใช้ตารางฝึกตามวงรอบปกติ

อนุทิน จ่อบิน F-16 สวมหมวกประธาน สมช. 14 ส.ค.นี้ ทอ.ยันใช้ตารางฝึกตามวงรอบปกติ

อนุทิน จ่อบิน F-16 สวมหมวกประธาน สมช. 14 ส.ค.นี้ ทอ.ยันใช้ตารางฝึกตามวงรอบปกติ

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.19 น.

4 สิงหาคม 2569 วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊ก Wassana Nanuam ระบุว่า ทอ.เผย“นายกฯ”บิน F16 สวมหมวก“ประธาน สมช.” ใช้งบฝึกตามวงรอบ เพราะนักบินต้องทำการบินฝึกอยู่แล้ว จับตา อาจพาบินลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดน เพราะเป็นเส้นทางและแผนการฝึกเป็นของนักบินอยู่แล้ว เพื่อให้เห็นการปฏิบัติการของนักบินตอนอยู่บนอากาศ

พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผช.ผบ.ทอ.ชี้แจงกรณีกองทัพอากาศ ได้เชิญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะ “ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ” (สมช.) ทำการบินกับเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๙ ก หรือ F16 กองบิน 1 อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 นี้ ว่า เครื่องบินของกองทัพอากาศ มีวงรอบการฝึกตามปกติอยู่แล้ว ไม่ได้มีการใช้งบฯ เพิ่มเติม

ทั้งนี้ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบ ถึงการปฏิบัติหน้าที่บนอากาศของนักบิน ได้เห็นมุมมองต่างๆ จากหน้าจอและจากด้านบน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นนักบินอยู่แล้วด้วย

เมื่อถามว่า จะพานายกรัฐมนตรีเป็นลาดตระเวนชายแดนด้วยหรือไม่ นั้น พลอากาศเอก ประภาส กล่าวว่า ตามแผนการฝึกบินเดิมของนักบิน น่าจะอยู่ในเส้นทาง และแผนการบินฝึกของนักบินอยู่แล้ว ในการบินลาดตระเวน ในพื้นที่ปฏิบัติการ

ทั้งนีั มีรายงานว่า นายอนุทิน จะสวมชุดนักบิน เดินทางจากกองบิน 6 ไปกองบิน 1 โดยเครื่องบินกองทัพอากาศ โดยมีกำหนดเข้ารับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจ, สถานการณ์ในพื้นที่ และการปฏิบัติในห้วง สถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และการบรรยายสรุปโครงการและการวิจัยที่สำคัญของกองทัพอากาศ และการบรรยายสรุปการบรรยายสรุปภารกิจบิน

จากนั้น นายอนุทิน จะไปห้องแต่งตัวนักบิน สวมชุด G-Suit และเดินทางไปที่ซองจอดเครื่องบิน และขึ้นบินพร้อมหมู่บิน เครื่องบินขับไล่ F16 วิ่งขึ้นจากสนามบินกองบิน 1 มาลงสนามบินกองบิน 1 จากนั้น เป็นพิธีแสดงความยินดี ที่นายกฯ ผ่านการบิน และร่วมบันทึกภาพ โดยนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้โอวาทแก่ทหารกองบิน 1 และชมยุทโธปกรณ์

ทั้งนี้ นายอนุทิน จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ที่ได้ขึ้นนั่งบิน F16 โดยเป็นเครื่องบิน 2 ที่นั่ง โดยนายอนุทินจะนั่งหลัง เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ขึ้นนั่งบิน F16 แม้จะเป็นพลเรือน แต่ก็เป็นศิษย์เก่าเตรียมทหารรุ่น 10

ทยอยไล่ปลดโกงสอบ ฟันซ้ำอาญา จี้คืนเงินเดือนทั้งหมด

ทยอยไล่ปลดโกงสอบ  ฟันซ้ำอาญา  จี้คืนเงินเดือนทั้งหมด

ทยอยไล่ปลดโกงสอบ ฟันซ้ำอาญา จี้คืนเงินเดือนทั้งหมด

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทยอยไล่ปลดโกงสอบ ฟันซ้ำอาญา จี้คืนเงินเดือนทั้งหมด มท.หมายหัว5,925ราย โยนก.กลางสั่งเพิกถอน ‘ปกรณ์’ดอดคุยนายกฯ สรุปรายงานการทุจริต

“วรศิษฎ์” ลั่นเผยสิงหาคมนี้ เป็นเดือนมรณะของ ข้าราชการโกงสอบ ทั้ง 5,925 คน เตรียมถกกสถ. 5 สิงหาคม ก่อนส่งมติไปให้ ก.กลาง มีคำสั่งไปยังแต่ละจังหวัดให้เพิกถอนการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการขี้ฉ้อ พร้อมดำเนินคดีอาญา เรียกเงินเดือนคืน ผบช.ก. เผย 13 ผู้ต้องหาคดีทุจริต ทยอยเข้าพบตำรวจแล้ว 5 ราย ด้าน”ธีรุตม์”อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมผู้ต้องหาอีก 7 ราย ขอเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาไปเป็นสัปดาห์นี้และต้นสัปดาห์

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีความคืบหน้าการสอบสวนทุจริตท้องถิ่นว่าทุกอย่างเริ่มจากการพบทุจริตในเดือนมิถุนายน เรากำลังทำเรื่องจับทุจริตที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มีผู้เกี่ยวเป็นหมื่นคน เราใช้เวลาหนึ่งเดือนกับ 10 กว่าวันเห็นแล้วว่าจำนวน 5,925 คนมีใครบ้าง ถือว่าไม่ใช่ เพราะทั้งอาญา ป.ป.ช. ตำรวจมีการจับกุม แจ้งข้อกล่าวหาคืบหน้าไปตามลำดับ

รมช.มหาดไทยกล่าวอีกว่า จากนี้เมื่อประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) วันที่ 5 สิงหาคม และคณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(ก.กลาง)วันที่ 6 สิงหาคมแล้ว จะส่งเรื่องไปยัง ก.จังหวัดวาระเร่งด่วนแบบนี้คงใช้เวลาประชุมไม่กี่วัน หลังจากได้รับเรื่องจา ก.กลาง จากนั้นเป็นหน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่นที่ต้องไปจัดการต่อว่าจะถอดถอนผู้ทุจริตสอบได้เมื่อไหร่ คงใช้เวลาไม่นาน

นายวรศิษฐ์ กล่าวอีกว่า เชื่อว่าภายสิงหาคมนี้ จะได้เห็นการถอดถอนผู้ทุจริตสอบแล้วได้เข้าไปเป็นข้าราชการได้เพราะขณะนี้ต้นเดือนอยู่กระบวนการของจังหวัดคงใช้ไม่นาน เมื่อถอดบุคคลเหล่านี้ออกมาแล้วก็เท่ากับมีตำแหน่งว่าง สิ่งที่กสถ.ต้องประชุมก็คือวิธีการปฏิบัติการเลื่อนบัญชีผู้สอบขึ้นมาว่าการบริหารบัญชีจะเป็นอย่างไร

รมช.มหาดไทย กล่าวต่อว่า ส่วนจะเปิดเผยผู้ทุจริตสอบต่อสาธารณชนได้หรือไม่นั้น คงต้องให้ฝ่ายกฎหมายดูว่าสามารถเปิดเผยได้หรือไม่ แต่สิ่งที่ต้องทำคือต้องทำให้เห็นว่าแต่ละพื้นที่ใครมีปัญหาบ้าง และใครที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตทั้งหมดต้องโดนโทษอาญา เพราะที่มาคุณผิดและเป็นความผิดแบบไม่สมควรเกิดขึ้น มันไม่ใช่ความผิดพลาดที่เกิดจากกระบวนการแต่เกิดจากความตั้งใจ เพื่อให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ารับราชการ โดยที่ตัวเองไม่ควรได้เข้าไปแต่เรื่องอาญาต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ

เมื่อถามถึงเงินเดือนที่คนเหล่านี้ได้รับไปนั้น นายวรศิษฎ์ กล่าวว่าไม่ควรได้รับตั้งแต่แรก

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เรียก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท.เข้าพบ คาดหารือการแก้ปัญหาข้าราชการทุจริตสอบท้องถิ่น

ทั้งนี้ ในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ เวลา13.30 น. คณะกรรมการชุดของรองนายกฯนายปกรณ์จะมีการประชุมครั้งสุดท้ายสรุปมูลเหตุรวมถึงช่องทางการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ก่อนส่งรายงานนายกรัฐมนตรีต่อไป

ขณะเดียวกัน วันที่ 5 สิงหาคมนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จากนั้น วันที่ 6 สิงหาคม เวลา 13.30 น. จะมีการประชุม ก กลาง ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยระเบียบวาระการประชุม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การประกาศยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 และขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 และแนวทางการดำเนินการภายหลัง กสถ. มีประกาศ เรื่อง ยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ และขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ใหม่

ด้าน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหารวม 13 ราย ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ว่ามีมาพบตำรวจแล้ว 5 ราย ส่วนนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่จะเลื่อนมาให้ปากคำ คาดว่าจะเป็นสัปดาห์หน้า พร้อมผู้ต้องหารายอื่น

นายกฯ ร่วมเป็นสักขีพยานพิธี มอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติแก่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

นายกฯ ร่วมเป็นสักขีพยานพิธี มอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติแก่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

นายกฯ ร่วมเป็นสักขีพยานพิธี มอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติแก่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.59 น.

นายกฯ ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติแก่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย สะท้อนมิตรภาพกองทัพไทย–อินโดนีเซีย และความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แน่นแฟ้น

เวลา 19.30 น. ภายหลังการแถลงข่าวร่วมระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ณ ทำเนียบประธานาธิบดี กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย 

นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองทัพบก แด่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เพื่อเชิดชูบทบาทและคุณูปการในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยและอินโดนีเซีย ตลอดจนสะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ

โดยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เครื่องหมายเชิดชูเกียรติที่มอบให้ในโอกาสดังกล่าว ประกอบด้วย หมวกเบเรต์สีแดง อันเป็นสัญลักษณ์ของกำลังรบพิเศษ มีดรบพร้อมเชือกสีแดง ซึ่งสื่อถึงความพร้อมรบ ความกล้าหาญ และเกียรติยศของนักรบพิเศษ ปีกกระโดดร่ม อันเป็นเครื่องหมายแสดงการผ่านหลักสูตรส่งทางอากาศ (Airborne) และ เหรียญที่ระลึก เพื่อเป็นเกียรติและแสดงถึงมิตรภาพระหว่างหน่วยรบพิเศษของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากลยังได้มีการมอบ โล่และปีกของหน่วย เพื่อรำลึกถึงความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างไทยและอินโดนีเซีย โดยเฉพาะ ปฏิบัติการ “Woyla” ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในภารกิจช่วยเหลือตัวประกันที่ประสบความสำเร็จ และเป็นข้อพิสูจน์ถึงความเป็นมืออาชีพอันโดดเด่นของหน่วย Kopassus ของอินโดนีเซีย อันมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง และกระชับสัมพันธไมตรีอันยาวนานระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐอินโดนีเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

“โอกาสดังกล่าวสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและอินโดนีเซียในฐานะประเทศมิตรและสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน ที่พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านความมั่นคง การพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพล และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและสันติภาพของภูมิภาคร่วมกัน” นางสาวรัชดา กล่าว

โสภณ สร้างบ้านให้ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง

โสภณ สร้างบ้านให้ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง

โสภณ สร้างบ้านให้ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.41 น.

‘โสภณ’ เดินหน้าสร้างบ้านให้ ‘ผู้ยากไร้–ผู้พิการ‘ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง ที่ อ.คูเมือง บุรีรัมย์ 

3ส.ค.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานชมรมทำคนทำดีเพื่อพ่อของแผ่นดิน เป็นประธานในพิธียกเสาเอกบ้านของนางแหล่ ศรีพลัง ซึ่งเป็นราษฎรบ้านทุ่งสว่าง ต.ตูมใหญ่ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในราษฎรที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับความช่วยเหลือตามโครงการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่อยู่อาศัยที่มั่นคงปลอดภัย ซึ่งสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) และชมรมทำคนทำดีเพื่อพ่อของแผ่นดิน ร่วมกันจัดขึ้น โดยมีนายศักดิ์ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย นายสมบูรณ์ สุธีระกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมกรมอนามมัย นายแพทย์วิฑิต สฤษฎีชัยกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 9 นายแพทย์ยุทธนา สุริยะ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ นายมนูญศักดิ์ นามประเทือง นายอำเภอคูเมือง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมในพิธี 

โสภณ ซารัมย์

นางแหล่ ศรีพลัง เผยว่า รู้สึกดีใจและปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันให้ความช่วยเหลือจนทำให้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง โดยเชื่อว่าบ้านหลังใหม่นี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น อีกทั้งตนจะดูแลรักษาบ้านและตั้งใจใช้ชีวิตอย่างดีที่สุด เพื่อตอบแทนความเมตตาและกำลังใจที่ได้รับจากทุกภาคส่วน ทั้งนี้ในส่วนของ อำเภอคูเมือง ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการก่อสร้างบ้านสำหรับผู้พิการและผู้ยากไร้ ตามโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ภายใต้กิจกรรม “สร้างบ้านให้ผู้พิการและผู้ยากไร้ ถวายเป็นพระราชกุศล” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยแก่ประชาชนผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ 

ด้านนายโสภณ กล่าวว่า ได้ดำเนินการก่อสร้างบ้านให้แก่ผู้ได้รับการคัดเลือก จำนวน 4 ราย ในพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลตูมใหญ่ ตำบลพรสำราญ ตำบลคูเมือง และตำบลปะเคียบ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) จำนวน 4 หลัง ๆ ละ 100,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 400,000 บาท สำหรับการก่อสร้างบ้านสำหรับผู้พิการและผู้ยากไร้ ตามโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ภายใต้กิจกรรม “สร้างบ้านให้ผู้พิการและผู้ยากไร้ ถวายเป็นพระราชกุศล” โดยการสร้างบ้านให้กับราษฎรผู้ยากยากจน ยากไร้ พิการ และได้รับความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัย ในพื้นที่ 6 อำเภอ คือ อ.ลำปลายมาศ  อ.หนองหงส์ อ.คูเมือง อ.พุทไธสง อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ และ อ.นาโพธิ์ รวมถึงเป็นบบุคลที่ไม่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติด และอบายมุขทุกประเภท ซึ่งโครงการฯ นี้จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนที่อยากร่วมถวายความจงรักภักดีมาร่วมโครงการ

โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์

งบบัตรทอง 6 หมื่นล้านไปไหน รมว.สธ. สั่ง สปสช.แจง ให้เวลา 7 วัน

งบบัตรทอง 6 หมื่นล้านไปไหน รมว.สธ. สั่ง สปสช.แจง ให้เวลา 7 วัน

งบบัตรทอง 6 หมื่นล้านไปไหน รมว.สธ. สั่ง สปสช.แจง ให้เวลา 7 วัน

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.29 น.

รมว.สธ.สั่งอนุกก.พัฒนาระบบการเงินการคลัง สปสช.แจงรายละเอียดงบบัตรทอง 60,000 ล้านบาทไปไหน ให้เวลา 7 วันแย้มอาจนำสู่การปรับทิศทางจัดสรรงบบัตรทองใหม่ เป้ารื้อการกระจายงบบัตรทอง ให้เหมาะสมถูกทางมากขึ้น 

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการสอบถามบอร์ด สปสช.เรื่องงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือกองทุนบัตรทอง ราว 60,000 ล้านบาทไปไหน ไม่ได้เข้ารพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ว่า เงิน 60,000 ล้านบาทที่พูดถึงเป็นเรื่องของงบประมาณปี 2568 ที่มีช่องว่าง ซึ่งในการประชุมได้มีการสอบถามในที่ประชุม เพื่อทำความกระจ่างในการจัดสรรงบประมาณ โดย ประธานอนุกรรมการพัฒนาการเงินการคลังได้ชี้แจงเบื้องต้นว่าเงินส่วนนี้มีบางส่วนที่จัดสรรให้กระทรวงสาธารณสุข แต่อยู่นอกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณ สุข ประมาณ 16,000 -17,000 ล้านบาท แต่ภายใต้เงินก้อนนี้ เป็นเงินที่จัดสรรให้เป็นการเฉพาะเจาะจง คือ ให้รพ.ราชวิถีนำไปซื้อยาประมาณ 100 กว่ารายการ ซึ่งไม่สามารถนำไปทำอย่างอื่นได้ จึงหักออกไป 11,000 ล้านบาท ก็จะเหลือเงินอีกประมาณ 5,000 ล้านบาทที่เติมเข้าไปในระบบของสธ. นอกจากนั้น จะเป็นเรื่องของงบประมาณด้านการป้องกันและส่งเสริม สุขภาพ (Prevention and Promotion – P&P) อีกประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุด รวมถึงยังมีก้อนอื่นๆอีกหลายก้อน สำหรับรายละเอียดของกระบวนการนั้นต้องรอข้อมูลเชิงลึก ซึ่งตนได้ขอให้อนุกรรมการพัฒนาการเงินการคลัง สรุปข้อมูลรายละเอียดภายใน 7 วัน

“ไม่ได้ขอรายละเอียดแค่ว่าเงินไปอยู่ที่กลุ่มงานใดเท่านั้น แต่ต้องขอข้อมูลเชิงลึกถึงการจ่ายเงินว่าหน่วยงานที่รับเงินไปมีสภาพเป็นอย่างไร เป็นนิติบุคคล บุคคล มูลนิธิ หรือคลินิก และกระบวนการเบิกจ่ายมีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานหรือไม่ รวมถึงดูว่ามีการกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่หรือภูมิภาคใดเป็นพิเศษ หรือกระจุกตัวอยู่ในงานด้านใดเป็นพิเศษหรือไม่ นั่นคือโจทย์ที่ให้อนุกรรมการชี้แจง เมื่อได้ช้อมูลแล้วหากจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะต้องนำเข้าพิจารณาในบอร์ดสปสช.”นายพัฒนา กล่าว 
 
ผู้สื่อข่าวถามว่าท้ายที่สุดแล้วมันจะนำไปสู่แนวทางการจัดสรรงบบัตรทองใหม่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า  แน่นอนครับ นั่นคือเหตุผลที่นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมบอร์ดฯ เพราะการกระจายตัวของงบประมาณต้องถูกจัดสรรให้เกิดประสิทธิภาพและดูแลประชาชนให้ได้มากที่สุด แต่ไม่ได้หมาย ความว่าจะต้องจัดสรรให้โรคใด โรคหนึ่ง หรือบริการใด บริการหนึ่งเป็นพิเศษเพียงอย่างเดียว ต้องมีการสร้างความสมดุล เพราะยังมีเรื่องโรคหายาก หรืออาการวิกฤตที่เสี่ยงถึงชีวิตหากไม่ได้ยา ดังนั้น บอร์ด สปสช.ต้องนำมาพิจารณาและปรับปรุง จะไม่ทำงานในลักษณะที่ว่าปีที่แล้วตั้งงบไว้อย่างไร ก็ทำต่อไปอย่างนั้น

ต่อข้อถามว่ามีงบส่วนไหนหรือกองทุนย่อยใดที่ควรมีการปรับนั้น นายพัฒนา กล่าวว่า  ต้องขอข้อมูลจากทางอนุกรรมการการเงินฯส่งขึ้นมาประกอบการพิจารณาก่อน อนุกรรมการฯชุดนี้เปรียบเสมือนฝ่ายบัญชีของบริษัทที่ต้องคอยสอดส่องดูแล มีหลักฐานการทำงาน(proof of work) และใบเสร็จต่างๆมาแสดง

“ใครจะบอกว่ารัฐมนตรีไม่รู้ว่างบ 60,000 ล้านบาทไปไหน ก็ต้องบอกว่าบางทีรู้แต่ไม่พูด และการที่ผมโยนประเด็นไปว่าเงิน 60,000 ล้านหายไปไหน ผมพูดชัดเจนว่ามันไม่ได้อยู่ในระบบของสธ. ซึ่งก็ต้องดูต่อว่าตัวเลขที่เหลือไปที่ไหน ไปแล้ว…..”

ผู้สื่อข่าวถามว่า แปลว่าจะมีการตรวจสอบเรื่องประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ หรือตรวจสอบว่ามีการทุจริตด้วยหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า อันดับแรกต้องดูเรื่องประสิทธิภาพ ส่วนเรื่องการทุจริตหรือการใช้เงินโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องตามมาแน่นอน ซึ่งจะมีหรือไม่นั้นก็ต้องไปว่ากันที่การพิสูจน์
“ความโปร่งใสควรจะถูกชี้แจงออกมา เพราะในหมวกของสธ. ดูเรื่องความแข็งแรงของโรงพยาบาลและการดูแลประชา ชน แต่ในส่วนของ สปสช. ก็ต้องเคลียร์ตัวเองได้ว่าจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอและเหมาะสมหรือไม่”นายพัฒนากล่าว 
 
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า แสดงว่ามองถึงการปรับเปลี่ยนการกระจายงบของงบบัตรทองไปยังส่วนต่างๆด้วย นายพัฒนา กล่าวว่า  ใช่ เพราะในฐานะกระทรวงสาธารณ สุขไม่สามารถปล่อยให้โรงพยาบาลมีปัญหาได้ เนื่องจากโรงพยาบาลถือเป็นแกนหลักในการดูแลรักษาประชาชน ถ้าแกนนี้เสียหาย ระบบก็จะล้มและเกิดปัญหาตามมา

“งบบัตรทอง 60,000 ล้านบาทหายไปไหนที่ออกจากระบบของสธ. ส่วนไปไหนบ้าง เป็นสิ่งที่สปสช.ต้องชี้แจง อธิบายออกมาแล้วว่าไปอยู่ที่ไหน แหล่งที่รับเงินมีความถูกต้องตามกฎหมาย มีคุณภาพ ต้นทุน การจัดสรรต่างๆเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่อย่างไร ซึ่งอาจจะยังไม่กระโดดไปว่าเกิดการทุจริต แต่เกิดประสิทธิภาพ เกิดประ โยชน์กับประชาชนในวงกว้างใช่หรือไม่ การใช้งบเหล่านี้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิ ผลอย่างไร ส่วนลงไปแล้วถ้ามีเหตุทุจริต หรือเป็นข้อผิดพลาดหรือความผิดใดๆนั้น ถูกก็ว่าไปถูก ผิดก็ว่าไปตามผิด”นายพัฒนา กล่าว 

ด้านนพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวชี้แจงจัดสรร 60,000 ล้านบาทไปไหนว่า ในส่วนของงบบัตรทอง 60,000 ล้านบาทที่รมว.สาธารณสุข ตั้งคำถามนั้น ในงบประมาณปี  2568  จัดสรรไปแล้ว 1.79 แสนล้านบาท ไปที่สธ.ประ มาณ 1 แสนล้านบาทเศษ ที่เหลือหากมองตามหน่วยบริการจะไปสังกัดโรงเรียนแพทย์ประมาณ 12,800 ล้านบาทเศษ ไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) 4,300 ล้านบาท ไปรพ.รัฐอื่นๆ เช่น กระทรวงกลาโหม กทม. 7,500 ล้านบาท  เอกชนรวมทั้งรพ.คลินิก ราว 26,000 ล้านบาท และอื่นๆ กองทุนระดับพื้นที่ 6,482 ล้านบาท
 
“รมว.สาธารณสุข แจ้งในที่ประชุมแล้วว่าที่ถามนั้น หมายถึงว่าเงินไปไหน คือไปนอกเหนือจากสธ. จึงอยากให้ดูว่าได้มีการใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่  และได้ลงไปตรวจสอบหรือไม่ สปสช.ก็จะทำงานกับอนุฯเพื่อดูว่าส่วนนี้ไปในจุดที่เหมาะสมหรือไม่ ผู้มาเบิกสมควรเบิกหรือไม่ เบิกถูกต้อง ตามกติกาหรือไม่ ซึ่งมีการทำอยู่แล้วในรูปของงการออดิท และจะดูด้วยว่าหน่วยที่มารับงบประมาณสมควรมารับหรือไม่ด้วย”นพ.จเด็จ กล่าว  

นายกฯ เยือนอินโดนีเซียในรอบ 15 ปี ปธน.ต้อนรับอย่างสมเกียรติ ก่อนร่วมโต๊ะหารือร่วมมืออนาคต

นายกฯ เยือนอินโดนีเซียในรอบ 15 ปี ปธน.ต้อนรับอย่างสมเกียรติ ก่อนร่วมโต๊ะหารือร่วมมืออนาคต

นายกฯ เยือนอินโดนีเซียในรอบ 15 ปี ปธน.ต้อนรับอย่างสมเกียรติ ก่อนร่วมโต๊ะหารือร่วมมืออนาคต

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.22 น.

นายกฯ เปิดฉากการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการในรอบ 15 ปี ปธน. อินโดนีเซียให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ ก่อนร่วมโต๊ะกำหนดทิศทางความร่วมมือแห่งอนาคต

เมื่อ16.30 น. ณ ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ในโอกาสเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงทำเนียบประธานาธิบดี นายปราโบโว ซูบียันโต (H.E. Mr. Prabowo Subianto) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ โดยผู้นำทั้งสองได้เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วยการบรรเลงเพลงชาติของทั้งสองประเทศ การยิงสลุต 19 นัด และการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ จากนั้น ได้พบปะทักทายกับเยาวชนที่มารอต้อนรับ พร้อมแนะนำคณะผู้แทนของทั้งสองฝ่าย ก่อนถ่ายภาพร่วมกันบริเวณหน้าธงชาติของทั้งสองประเทศ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการครั้งนี้สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย พร้อมตอกย้ำความสำคัญของการเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 15 ปี และเจตนารมณ์ร่วมของทั้งสองประเทศในการต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีอินโดนีเซียจะเข้าหารือกลุ่มเล็ก ต่อด้วยการหารือทวิภาคีเต็มคณะ ก่อนร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารสำคัญจำนวน 2 ฉบับ และการแถลงข่าวร่วมของสองประเทศ

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืน เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ที่ให้ นิพนธ์ พ้น นายกอบจ.สงขลา

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืน เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ที่ให้ นิพนธ์ พ้น นายกอบจ.สงขลา

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืน เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ที่ให้ นิพนธ์ พ้น นายกอบจ.สงขลา

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.45 น.

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งของ มท.1 ที่ให้นิพนธ์พ้นจากตำแหน่งนายกอบจ.สงขลา 

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.2001/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อ.702/2569 ระหว่างนายนิพนธ์ บุญญามณี ผู้ฟ้องคดี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งขาติที่1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่2 ผู้ถูกฟ้องคดีโดยศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ที่ให้ผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2562 อันเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น 

‘อนุทิน’ ถึงกรุงจาการ์ตาแล้ว เตรียมหารือ ‘ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย’ มุ่งกระชับความร่วมมือ

‘อนุทิน’ ถึงกรุงจาการ์ตาแล้ว เตรียมหารือ ‘ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย’ มุ่งกระชับความร่วมมือ

‘อนุทิน’ ถึงกรุงจาการ์ตาแล้ว เตรียมหารือ ‘ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย’ มุ่งกระชับความร่วมมือ

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

นายกฯ เดินทางถึงกรุงจาการ์ตา แล้ว เตรืยมหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีอินโดนิเซีย มุ่งกระชับความร่วมมือภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership)

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 วลา 15.45 น. ที่กรุงจาการ์ตา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ได้แก่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานฮาลิมเปอร์ดานากุสุมา กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซียเพื่อเริ่มการเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3 – 4 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของ นายปราโบโว ซูบียันโต  ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยมี พล.อ. จามารี คานียาโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานงานด้านกิจการการเมืองและความมั่นคงของอินโดนีเซีย ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ นายฮารี ปราโบโว เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย พร้อมด้วย นายประพันธ์ ดิษยทัต เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา ให้การต้อนรับ   

โดยจะมีพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ณ ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ต่อไป

ศิริกัญญา รู้ซึ้ง! หลาบจำแล้วค่ะ โหวตอนุทินในวันนั้น ทำภูมิใจไทยมาถึงทุกวันนี้

ศิริกัญญา รู้ซึ้ง! หลาบจำแล้วค่ะ โหวตอนุทินในวันนั้น ทำภูมิใจไทยมาถึงทุกวันนี้

ศิริกัญญา รู้ซึ้ง! หลาบจำแล้วค่ะ โหวตอนุทินในวันนั้น ทำภูมิใจไทยมาถึงทุกวันนี้

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

“ศิริกัญญา”รู้ซึ้ง! “หลาบจำแล้วค่ะ” โหวต”อนุทิน”ในวันนั้น ทำ”ภูมิใจไทย”มาถึงทุกวันนี้ ไม่ปิดทาง”เขียว-แดง”คุยตั้งรัฐบาล แต่กับ”น้ำเงิน”ไม่มีทางแล้วแน่นอน ย้อน”นายกฯ”ไม่กลัวซักฟอก คงต้องตัดไม้ข่มนามเป็นธรรมดา

3 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวการดีลทางการเมืองระหว่างฝั่งสีแดงกับฝั่งสีเขียวจนทำให้รัฐบาลสั่นคลอน ว่า จริงๆ แล้วถึงไม่มีการดีลระหว่างเขียวกับแดง รัฐบาลก็มีความสั่นคลอนอยู่จากปัญหา 108 พันประการ ตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาลมา อายุเพียง 3 เดือน แต่ข่าวฉาว ข่าวไม่ดีต่างๆ ตั้งแต่การทุจริตคอร์รัปชัน การโกง สว. หรือการบริหารจัดการภายในที่นำไปสู่ ปัญหาอื่นที่เป็นปรากฏการณ์ เช่น พ่อทิพย์ ตนคิดว่าปัญหาพวกนี้มีค่อนข้างมาก อาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลคิดหนักอยู่เหมือนกันว่าจะตัดสินใจอย่างไร จะแบกไปด้วยกันอย่างนี้หรือไม่ ตนก็ไม่แปลกใจที่มีดีลลับ ซึ่งตนก็ไม่ทราบข้อเท็จจริง ว่าเขาไปดีลอะไรกัน เพราะไม่ได้มีการมาคุยกับสีส้มด้วย แต่ถึงมีดีลหรือไม่มีดีล เราก็ต้องนำมาเปิดเผยเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลให้ปรากฎสภา ผ่านการอภิปรายตามมาตรา 151 และมาตรา 152 โดยจะมีการแถลงต่อสื่อมวลชนในช่วงเปิดสมัยประชุมสภา

เมื่อถามว่า ช่วงเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจพอจะเปิดเผยได้หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า คงต้องมีการคุยกันกับพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วย ซึ่งช่วงเวลายังไม่ได้มีการกำหนดกันอย่างชัดเจน จะเป็นลำดับขั้นตอน ถ้าจะอภิปรายทั้งมาตรา 151 และมาตรา 152 ที่ลงมติและไม่ลงมติ ก็ต้องมีช่วงเวลาที่เหมาะสม อาจจะต้องเริ่มจากการอภิปรายมาตรา 152 ก่อนแล้วค่อยไปที่มาตรา 151 หรือไม่ เพราะหากอภิปรายตามมาตรา 151 แล้วก็จะไม่สามารถยื่นอภิปรายในมาตรา 152 ต่อได้หรือไม่ จึงต้องมีการพูดคุยกัน แต่ในสมัยหน้าคิดว่าน่าจะมีขึ้นแน่นอน

เมื่อถามว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ระบุว่าไม่กลัวการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.ศิริกัญญา ร้อง “อ๋อหรอคะ” ก็คงต้องมีการตัดไม้ข่มนามกันอยู่แล้ว ถ้าบอกว่ากลัวก็คงจะดูไม่ดี แต่อย่าประมาทแล้วกันว่า ข้อมูลที่ฝ่ายค้านถืออยู่ในมือ จะสามารถโค่นล้มรัฐบาลได้หรือไม่ และแน่นอนว่าวิธีการที่ทำให้รัฐบาลล่มได้ คือการไม่สามารถรวบรวมเสียงของฝ่ายรัฐบาลได้ ถึงแม้ท้ายที่สุด การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะไม่เกิดผล เพราะเสถียรภาพยังไม่สั่นคลอนมากพอ อย่างน้อยก็เป็นการเช็กเสียง ว่าทางพรรคร่วมรัฐบาลยินดีที่จะแบกกันอยู่หรือไม่

เมื่อถามว่า แดงกับน้ำเงิน รวมกันยังไม่ได้เสียงเพียงพอ ตามสมการต้องเอาพรรคส้มมารวมด้วย น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ก็จริงอย่างที่ถามเลย ถ้าเฉพาะแดงกับเขียวก็อาจจะไม่มีผล อาจเป็นไปได้สองทาง ว่าเขียวกับแดงอาจจะเจรจาให้ได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ หรือจะเจรจาเพื่อตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม คงต้องมาคุยกับฝั่งเราด้วยเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นสมการทางการเมืองอาจจะไม่ครบถ้วน

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนไม่ติดอะไรใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า “เรื่องพวกนี้ก็สามารถพูดคุยกันได้” เมื่อถามว่า ไม่ปิดทางแดงกับเขียว แต่ถ้าเป็นน้ำเงินมาคุย ปิดทางแน่นอนแล้วใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ใช่ เขาคงไม่มาคุยกับเรา ถ้าเป็นกรณีนี้

เมื่อถามว่า หากเอาแดงออกแล้วเอาส้มเข้าไปอยู่ ไม่มีทางแล้วใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้น จุดยืนเราก็ชัดเจนในจุดนี้ ในฐานะที่เราก็กำลังทำงานในฐานะฝ่ายค้าน ได้เห็นข้อบกพร่องของแกนนำของการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเยอะมาก ท้ายที่สุดการเปลี่ยนเข้าไปร่วมเราไม่สามารถทำได้

เมื่อถามว่า มองยังไงกับการที่คนยังวิเคราะห์กันอยู่ ว่ารัฐบาลมาถึงจุดนี้ได้ เพราะพรรคประชาชนไปโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี น.ส.ศิริกัญญา ถามกลับว่า “ยังวกกลับไปอยู่ได้อีกหรือ จริงๆ นายกรัฐมนตรีก็เลิกขอบคุณพรรคประชาชนมาสักพักแล้ว ไม่สำนึกบุญคุณของเราอีกต่อไปแล้ว ดิฉันก็ห้ามไม่ได้ที่จะมีคนคิดแบบนั้น ก็ต้องขออภัยด้วยที่ในอดีต เราเคยมีการตัดสินใจที่ไม่ได้ล่วงรู้ ว่าจะถูกบิดข้อตกลง ที่เคยได้ตกลงกันเอาไว้ ท้ายที่สุด ก็เป็นบทเรียนที่ทำให้เราหลาบจำเหมือนกันว่า การจะไปทำข้อตกลงอะไรกับใคร จะถือว่ามีสัจจะกัน มากต้องขออภัยพี่น้องประชาชนมากจริงๆ ที่ในวันนั้นทำให้ผิดหวัง และเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยมาถึงทุกวันนี้ สุดแต่ว่าจะมีใครวิเคราะห์ไปทางไหน แต่เราก็ขออภัย แล้วเราก็จำแล้วค่ะ”