สีหศักดิ์ ย้ำชัด! รายงานแอนดรูว์ส ไม่ใช่รายงานของ UN ซัดกัมพูชาหยิบมาโจมตี ทำไทยเสียหาย

สีหศักดิ์ ย้ำชัด! รายงานแอนดรูว์ส ไม่ใช่รายงานของ UN ซัดกัมพูชาหยิบมาโจมตี ทำไทยเสียหาย

สีหศักดิ์ ย้ำชัด! รายงานแอนดรูว์ส ไม่ใช่รายงานของ UN ซัดกัมพูชาหยิบมาโจมตี ทำไทยเสียหาย

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

“สีหศักดิ์”ย้ำชัด! รายงาน”แอนดรูว์ส”ไม่ใช่รายงานของสหประชาชาติฯ ซัด”กัมพูชา”หยิบมาโจมตีทำไทยเสียหาย ไทยเตรียมทำหนังสือเสนอ”คณะมนตรีฯ-ข้าหลวงใหญ่ฯ”

3 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงการรายงานข่าวเกี่ยวกับการแถลงของผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ว่า จากการแถลงข่าวของนาย Tom Andrews ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติฯ ซึ่งมีหลายประเด็นที่พาดพิงถึงประเทศไทย โดยทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีแถลงการณ์ชี้แจงในเบื้องต้นไปแล้ว ในวันนี้ตนขอเรียนชี้แจงท่าทีของรัฐบาลไทย  ซึ่งมีหลายประเด็นที่เราไม่เห็นด้วย และเราไม่ยอมรับในหลายสิ่งที่ปรากฏในรายงานของนาย Tom Andrews ตามที่เขาได้แถลงข่าวที่กรุงพนมเปญ

ประเด็นแรก รายงานของนาย Tom Andrews ที่มีการแถลงข่าวออกไปนั้น ไม่ใช่เป็นรายงานของสหประชาชาติฯ แต่เป็นรายงานของนาย Tom Andrews เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ตามอาณัติที่เขาได้รับจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งรายงานของนาย Andrews ตามปกติต้องนำเข้าสู้ขบวนการพิจารณาของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติที่เจนีวา ซึ่งตนก็เคยเป็นประธานอยู่ ปกติก็ต้องมีการอภิปรายต่างๆโดยประเทศที่เป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพราะฉะนั้นรายงานดังกล่าวนี้ ยังเป็นรายงานของนาย Andrews อยู่ คณะมนตรีฯ จะทำอะไรกับรายงานนี้ก็แล้วแต่การอภิปราย อาจจะรับทราบการอภิปรายอาจจะมีการตั้งข้อสังเกตต่างๆจากประเทศที่เป็นสมาชิกของคณะมนตรีฯ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นสมาชิกประเทศหนึ่งในนั้นด้วย แน่นอนเมื่อมีการอภิปรายเราก็คงจะมีข้อสังเกต ข้อโต้แย้งของเราในหลายประเด็นด้วยกัน

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนเคยเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนขอวสหประชาชาติมาก่อน การทำงานขอผู้เสนอรายงาน ต้องเน้นการทำงานที่เป็นกลาง เที่ยงธรรม และไม่ลำเอียง เพราะรายงานต้องใช้เป็นพื้นฐานการพิจารณาของคณะมนตรีฯ สิ่งที่เรากังวลก็คือ ในรายงานของนาย Andrews ซึ่งมีอาณัติหลักเป็นสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา แต่มีหลายเดนเริ่มต้นที่มีการพาดพิงถึงประเทศไทย ในเรื่องของความขัดแย้ง ในเรื่องของผู้ไร้ที่อยู่เนื่องจากผลของสงครามความขัดแย้ง ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ รวมทั้งเรื่องของแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ที่ต้องกลับไปประเทศกัมพูชา ที่เราเป็นห่วงคือในแรงงานนั้นพาดพิงประเทศไทย แต่ไม่ได้ตรวจสอบกับประเทศไทยด้วยว่าสิ่งเหล่านี้ฝ่ายไทยมีความเห็นอย่างไรบ้าง ทำให้เราห่วงในการทำงานของนาย Andrews ที่จะต้องเน้นหลักของความเป็นกลาง เที่ยงธรรม และไม่ลำเอียง  ที่เราเป็นห่วงเป็นพิเศษก็คือฝ่ายกัมพูชา ได้ประโคมข่าวเรื่องนี้ และก็คัดเลือกบางประเด็นเท่านั้นจากรายงาน ซึ่งก็มีหลายเรื่องแต่นำประเด็นที่พาดพิงประเทศไทยไปขยายผลต่อ ใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ทั้งๆที่ในการหารือระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ที่เซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงการประชุมสุดยอดของผู้นำอาเซียน เราได้ตกลงกันแล้วว่านอกจากการหยุดยิงในพื้นที่ เราจะละเว้นการโจมตีซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นให้กับความสัมพันธ์ เราจะได้เดินหน้าในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ก็แสดงว่ากัมพูชาไม่ได้ปฏิบัติตามที่เราตกลงกันไว้ และที่น่าเป็นห่วงและเกรงว่า ไม่อยากให้รายงานของนาย Andrews ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายกัมพูชา

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขอโต้แย้งข้อมูลต่างๆที่นาย Andrews เสนอในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย ประการแรก กรณีที่นาย Andrews ได้กล่าวว่ามีชาวกัมพูชาไร้ที่อยู่อาศัยที่ไม่สามารถกลับบ้านภูมิลำเนาได้ประมาณ 650,000 คน ที่จริงแล้วจำนวนดังกล่าวไม่ถึง เข้าใจว่าจำนวนนี้รวมชาวกัมพูชาที่อยู่ในหมู่บ้านที่ลุกล้ำเข้ามาในเขตไทย หมู่บ้านเหล่านี้เราก็ทราบกันอยู่ว่ารุกล้ำเข้ามาตั้งแต่ช่วงที่มีสงครามกลางเมืองในกัมพูชา ประมาณ 50 กว่าปีที่ผ่านมา ที่เข้ามาแล้วก็ไม่ได้ขับไปกัมพูชา และกลายเป็นหมู่บ้านกัมพูชาในเขตไทย เพราะฉะนั้น จำนวนนี้ ไม่อยู่ในข่ายของผู้ที่เรียกว่าผู้ที่ถูกพลัดถิ่นภายในประเทศ

ประเด็นที่สอง ผู้พลัดถิ่นเหล่านี้ ประเทศไทยเราก็ต้องอพยพคนของเราประมาณ 400,000 คน ในช่วงที่มีความขัดแย้งและมีการปะทะกัน แต่เราก็บริหารจัดการและดูแลคนของเรา ซึ่งผู้พลัดถิ่นเหล่านี้เป็นผลของสงคราม ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่ม ดังนั้น ผลของสงครามความสูญเสียต่างๆรัฐบาลกัมพูชา ก็ต้องดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของคนเหล่านี้ให้ได้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไทยก็ดูแลคนของเรา และคอยแก้ไขปัญหาขั้นสุดท้ายระหว่างสองประเทศ ซึ่งการแก้ไขขั้นสุดท้าย ก็ต้องเป็นไปตามกรอบของแถลงการณ์ร่วม หรือ Joint Statement ที่เราตกลงกัน เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม  2568 และสำคัญที่สุด คือเจตนารมณ์ของผู้นำทั้งสองที่ตกลงกันในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ตรงนี้ถือเป็นแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาโดย เฉพาะการประชุมสุดยอดของผู้นำทั้งสอง ข้อตกลงกันว่าจะแก้ไขโดยหารือผ่านทวิภาคี และดำเนินมาตรการในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่ข้อแก้ไขสุดท้ายในประเด็นต่างๆ

“สิ่งที่ประเทศไทยรับไม่ได้ก็คือ ทำไมไม่พูดถึงความสูญเสียของประเทศไทยเลย ประเทศไทยเราก็สูญเสีย พลเรือนเสียชีวิต โรงพยาบาลถูกโจมตี โรงเรียนถูกโจมตี อันนี้เป็นความเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชาก่อนตอนที่เกิดการปะทะกันครั้งแรก ดังนั้นรายงานดังกล่าวนี้ถ้าจะให้เป็นธรรมจริงๆ ต้องมีการเสนอความสูญเสียของฝ่ายไทยด้วย”

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขอโต้แย้งที่กล่าวถึงแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทย และถูกบังคับให้กลับไปกัมพูชา และสร้างภาระให้กับรัฐบาลกัมพูชา ตนขอชี้แจงว่า ไทยไม่เคยบังคับผลักดันแรงงานกัมพูชา ทั้งที่อยู่อย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมายให้กับประเทศ แต่ในทางกลับกัน คือฝ่ายกัมพูชาที่เรียกร้องให้แรงงานกัมพูชากับประเทศกัมพูชา แต่พอกลับไปแล้วแรงงานเหล่านี้ไม่มีงานทำ ก็เป็นภาระให้กับรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลกัมพูชาที่ต้องดูแลแรงงานเหล่านี้

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในรายงานของ นาย Andrews มีกล่าวถึงหลายประเด็น แต่ฝ่ายกัมพูชาหยิบเฉพาะประเด็นที่กระทบต่อประเทศไทยมานำเสนอและก็ขยายความ แต่มีอีกหลายประเด็นที่นาย Andrews ได้กล่าวถึงในรายงาน เช่น เสรีภาพทางการเมือง เสรีภาพในการแสดงความเห็น และเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ เรื่องสแกรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับการค้ามนุษย์  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่สำคัญ และเป็นข้อกังวลของประชาคมโลกโดยเฉพาะเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ เรื่องสแกรม เรื่องการค้ามนุษย์ ซึ่งประเทศไทยก็มีความห่วงใย ซึ่งในแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ที่นำไปสู่การหยุดจริงระหว่างประเทศทั้งสองเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ก็พูดถึงความร่วมมือในเรื่องนี้ ซึ่งประเทศไทยในฐานะที่เราเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ เราก็อยากจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาอย่างจริงจังของคณะมนตรีฯ ในการประชุมสมัยหน้า รวมทั้งความเป็นไปได้ ที่จะมีข้อมติอย่างใดอย่างหนึ่งในเรื่องนี้และเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาได้ดำเนินการมากขึ้นในการดำเนินการปราบปรามขบวนการสแกรมทั้งหลาย ซึ่งขณะนี้ก็ น่ายินดีที่ฝ่ายกัมพูชาก็เริ่มทำอยู่ แต่ในรายงานของนาย Andrews ก็ยังตั้งข้อสังเกตว่ามีหลายอย่างที่ฝ่ายกัมพูชายังสามารถทำให้ดีขึ้นได้

“หลักๆ ก็จะมีเท่านี้ในประเด็นที่ผมอยากชี้แจงให้ทุกท่านทราบ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการให้ข่าวฝ่ายเดียวของกัมพูชา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้แถลงตอบโต้ไปแล้ว แต่วันนี้ผมขอยืนยันสิ่งที่เราได้แถลงออกไป และพยามตอกย้ำในประเด็นที่เราให้ความสำคัญสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย และเรารับไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง คือ 1.ข้อมูลนั้นไม่ใช่รายงานของสหประชาชาติ ยังไม่ได้นำเข้าในที่ประชุมของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ 2.ทำให้เรามีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรม ความไม่ลำเอียง ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากของผู้ปฏิบัติหน้าที่นี้ และผมก็มองว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีการแถลงข่าวต่อสาธารณะถ้ายังไม่ได้เสนอรายงานต่อคณะมนตรีฯเลย 3.เราขอโต้แย้งข้อมูลที่นำเสนอเกี่ยวกับผู้พลัดถิ่นในประเทศ และแรงงานกัมพูชาที่กลับจากประเทศไทยไปกัมพูชา และที่เราเป็นห่วงคือ ฝ่ายกัมพูชาเลือกบางส่วนของรายงานดังกล่าวไปนำเสนอ ในทางที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย ให้ร้ายประเทศไทยซึ่งก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะว่าเป็นสิ่งที่กัมพูชาทำมาโดยตลอด แต่เสียดายในเมื่อกัมพูชาอยากจะเดินหน้าแก้ไขปัญหา ไม่ว่าทางบก ทางทะเล จึงต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เราก็ต้องทำให้การหยุดยิงอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรละเว้นในเรื่องของการโจมตีซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ”

นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการต่างประเทศ จะทำหนังสือถึงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และทำหนังสือถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนที่เจนีวาด้วย

ส่วนที่ถามว่า ความเห็นของนาย Andrews มีผลกับการมองประเทศไทย ในประเทศสมาชิกอาเซียน หรือใน UN มีประเทศไหนที่เขาปักใจเชื่อกับการนำเสนอของนาย Andrews บ้าง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า นาย Andrews เคยเป็นผู้เสนอรายงานของเมียนมามาแล้ว การแถลงข่าวเขาเน้นเรื่องความเป็นสีสัน จริงๆแล้วคนที่เป็นผู้เสนอรายงานต้องระมัดระวังอย่างมากในการแถลงข้อมูลสู่สาธารณะ เพราะภารกิจของนาย Andrews ตนก็เคยเตือนประธานคณะมนตรีฯ ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถ้าเขาหวังผลอะไรที่เป็นรูปธรรม การที่จะมาประกาศอะไรแถลงอะไรต่อสาธารณะ ต้องระมัดระวัง ดังนั้น ตนคิดว่าตรงนี้ก็ต้องเตือนคณะมนตรีเหมือนกันว่าการปฏิบัติหน้าที่ ต้องเป็นกลาง เที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง และต้องระมัดระวังในการแถลงข้อมูลต่างๆ

ถามว่า กัมพูชายังคงพุ่งเป้าไปที่แผนที่ 1:200000 หรือไม่ เราได้มีการชี้แจงเพิ่มเติมหรือว่ายืนยันในหลักการของเราแนวทางของเราอย่างไรบ้าง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แผนที่ 1:200000 ก็เป็นเอกสาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา แต่ฝ่ายไทยเราก็ยืนยันเสมอว่ามีเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่นๆด้วย ก็ต้องดู เนื้อหาสัญญา สันปันน้ำ จริงๆ แล้วเราก็ต้องยืนยันแผนที่เราด้วย 1:50000 เพราะเป็นเอกสารที่ต้องใช้ประกอบ การพิจารณาการทำงานของ คณะกรรมาธิการปักปัน เขตแดนร่วม เจบีซี ซึ่งตรงนี้เป็นท่าทีของเราตลอดมา

นายสีหศักดิ์ ข่าวตอนท้ายว่า หนังสือที่กระทรวงการต่างประเทศ แถลงการณ์ออกไป ได้ชี้แจงถึงความกังวลของเรา รวมถึงข้อห่วงใยของเรา และเราจะมีหนังสือไปถึงประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยเราเป็นสมาชิกอยู่ด้วย และจะมีหนังสือไปถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ซึ่งทั้งคู่อยู่ที่นครเจนีวา ซึ่งประเด็นที่เราอยากให้อภิปรายหารือในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ เป็นเรื่องสำคัญและก็เป็นผลสืบเนื่องจากรายงานของนาย Andrews ก็คือเรื่องของสแกรม ซึ่งเราคิดว่าประเทศที่เกี่ยวข้อง ยังทำได้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งกัมพูชาและฝั่งเมียนมา ซึ่งในโอกาสที่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา จะเยือนประเทศไทย ก็จะคุยกันถึงเรื่องนี้ด้วย และในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ให้มีการหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ก็พูดถึงความร่วมมือของประเทศทั้งสองในการปราบปรามขบวนการสแกรม รวมถึงเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย ซึ่งประเด็นเหล่านี้ประเทศไทยจะนำเข้าสู่การหารือในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ ก็ดูว่าจะมีข้อมติอะไรออกมาได้บ้าง

กรวีร์ แจงปมถือครองที่ดินถูกศาลยึดทรัพย์ ชี้ ถูกยึดแค่ตัวบ้าน แต่ซื้อคืนกลับมาแล้ว

กรวีร์ แจงปมถือครองที่ดินถูกศาลยึดทรัพย์ ชี้ ถูกยึดแค่ตัวบ้าน แต่ซื้อคืนกลับมาแล้ว

กรวีร์ แจงปมถือครองที่ดินถูกศาลยึดทรัพย์ ชี้ ถูกยึดแค่ตัวบ้าน แต่ซื้อคืนกลับมาแล้ว

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

กรวีร์ แจงปมถือครองที่ดินถูกศาลยึดทรัพย์แค่ตัวบ้าน แต่ซื้อคืนกลับมาแล้ว ยันทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ยื่นบัญชีถูกต้อง-ตรวจสอบได้  โต้ปม เนวิน นุ่งขาสั้น วอนแยกแยะ เหตุไปฐานะ ปธ.สโมสรบุรีรัมย์ ไม่เกี่ยว ภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวภายหลังที่มีการตั้งข้อสังเกตถึงบัญชีทรัพย์สินที่ยื่น ซึ่งปรากฏว่ามีการถือครองที่ดินแปลงเดียวกับที่นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นบิดา เคยถูกศาลฎีกายึดทรัพย์เมื่อ 10 ปีก่อน ว่า เรื่องของที่ดินตนขอแยกเป็น 2 ส่วนระหว่างที่ดินกับตัวบ้าน สิ่งที่ถูกคำพิพากษาไม่ใช่ที่ดินแต่เป็นตัวบ้าน ที่ดินเป็นชื่อของลุง ซึ่งเป็นพี่ชายของแม่ตนได้เสียชีวิต จึงได้รับโอนมรดกมาให้กับแม่ ซึ่งแม่ก็ได้ใส่เป็นชื่อลูกทั้ง 4 คน

นายกรวีร์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องของตัวบ้านที่ถูกคำพิพากษาของศาลก็ได้มีการขายทอดตลาด ลูก 4 คนจึงได้รวมเงินกัน เพื่อไปซื้อบ้านคืนมาจากรัฐบาล เมื่อปรากฏเป็นชื่อของพวกตนก็ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ก็ขอบคุณที่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาจะได้อธิบาย เพื่อให้ทุกคนสบายใจว่าเราทำตามขั้นตอน ทำตามกฎหมายของทุกอย่าง และเราทำอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ เราก็ได้ยื่นเข้าไปในบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด 

เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทยที่ใส่กางเกงขาสั้นร่วมพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งอาจไม่เหมาะสมจะส่งผลกระทบต่อพรรคหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ก็ทราบว่าเป็นการจัดกิจกรรมของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ที่ได้ลงไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นกิจกรรมของสโมสรฟุตบอลไม่ได้เป็นเรื่องงานพิธีการทางราชการ 

“ก็อยากจะให้สังคมได้มองระหว่างเรื่องของการเมืองกับเรื่องของกีฬา นายเนวิน ชิดชอบ ก็ไปในฐานะประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แล้วไม่ได้อยู่ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยด้วยจึงอยากให้แยกประเด็นกัน” นายกรวีร์ กล่าว

ดร.ณัฏฐ์ แนะ แก้วตา ถูก สส.พรรค ปชน. คุกคามทางเพศ ให้ดำเนินคดีอาญา

ดร.ณัฏฐ์ แนะ แก้วตา ถูก สส.พรรค ปชน. คุกคามทางเพศ ให้ดำเนินคดีอาญา

ดร.ณัฏฐ์ แนะ แก้วตา ถูก สส.พรรค ปชน. คุกคามทางเพศ ให้ดำเนินคดีอาญา

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.36 น.

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ ปม “อดีต สส. แก้วตา-ธิษณา” ถูก สส.พรรค ปชน.คุกคามทางเพศ แนะให้ดำเนินคดีอาญา ส่วนกองทุนเรี่ยไรสู้คดีของ อดีต กกต. แนะประชาชน อย่าตกเป็นเหยื่อ

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 สืบเนื่องจากอดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ อดีต สส.พรรคประชาชน กรุงเทพมหานคร ได้ออกมาจุดประเด็นถึง ปมตนเองถูก สส.พรรคเดียวกันคุกคามทางเพศและตกเป็นเหยื่อ โดยผู้ยริหารพรรคประชาชนรับรู้และขอให้เก็บเป็นความลับนั้น

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์  นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ระบุว่า ปัญหาคุกคามทางเพศ  เป็นภัยใกล้ตัวกับผู้หญิงทุกคนในสังคมไทย โดยตกเป็นเหยื่อ โดยไม่กล้าแจ้งความหรือออกมาเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะเพราะอับอายขายหน้าและมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม โดยเฉพาะผู้กระทำเป็น สส.ในฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องอำเนินคดีอาญาให้เด็ดขาด

โดยแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเคยวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐาน เรื่องทางเพศ เป็นเรื่องที่น่าอับอาย ผู้เสียยหายเบิกความเป็นลำดับขั้นตอน ศาลเชื่อว่า มีการกระทำเกิดขึ้นจริง

ส่วนปม อดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ. ที่ได้ออกมาเปิดเผยความลับตนตกเป็นเหยื่อ ตนเองถูก สส.พรรคเดียวกันคุกคามทางเพศ  แต่ผู้บริหารพรรครับรู้แต่กลับปกปิดข้อเท็จจริง และไม่ได้ดำเนินการตามข้อบังคับพรรคประชาชน ถือเป็นเรื่องที่สังคมจับตามอง เพราะมีผลกระทบต่อภัยของผู้หญิงต่อสังคมโดยรวม

หากเป็นเรื่องจริงและมีพยานหลักฐานว่า อดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ ถูกกระทำในขณะดำรงตำแหนห่ง สส. แต่ไม่แจ้งความภายในอายุความ เพราะเป็นความผิดต่อส่วนตัว คดีขาดอายุความ ไม่สามารถแจ้งความในข้อหาน้ได้ เว่นแต่ข่มขืนนต่อหน้าธารกำนัล เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน อดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ สามารถแจ้งความได้ภายในอายุความ แต่ข้อหาความผิดเสรีภาพและกักขังหน่วงเหนี่ยว เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ยังอยู่ในอายุความ สามาระกล่าวโทษได้  

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า ตนพร้อมเข้าไปช่วยเหลือ หากร้องขอมา โดยผู้บริหารกลุ่มบริษัทกฎหมายชั้นนำของประเทศ ในเครือกลุ่ม OMNIX  ที่ตนเป็นพาร์ทเนอร์หุ้นส่วนทางการค้าและเป็นผู้บริหารสูงสุดในองค์กร ยินช่วยเหลือประชาชน  รวมถึงพี่น้องประชาชนไทยด้วยที่ถูกคุกคามทางเพศ หรือ จนท.ของรัฐกระทำกดขี่ข่มเหง ใช้อำนาจโดยไม่ชอบ เกลุ่บริษัทกฎหมายในเครือ OMNIX ยินดีช่วยหลือ ช่วยเหลือสังคม ประสานได้ที่เบอร์ 081 292 6962

ส่วนที่ อดีต สส.ที่กระทำทางเพศและได้ไปต่อกับพรรคประชาชน ต้องถามว่า ก่อนหน้านี้ มี สส.ในพรรคคุกคามทางเพศชาวต่างชาติ พรรคมีมติขับออก ส่วน สส.ที่ทำร้ายผู้หญิง กับไม่ขับออก ส่วน สส.ที่คุกคามทางเพศ อดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ ไม่รู้ใช้ตรรกะอะไร ไม่มีมาตรฐาน

ส่วนข้อหาเสรีภาพและกักขังหน่วงเหนียว ยังอยู่ในอายุความ หากอดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ ประสงค์ ให้ช่วยเหลือ ให้ประสานมา พร้อมช่วยเหลือด้านกฎหมาย 

ส่วนที่ระบุรายละเอียดว่า มีผู้ช่วย สส.เพศหญิง ได้ถูกกระทำทางเพศด้วย หากไม่กล้าเปิดเผยตัวตน ให้ประสานมา ตนพร้อมให้ฝ่ายกฎหมายเข้าช่วยเหลือ เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย

กรณีทีมีการเรี่ยไรเงินผ่านแพลตฟอร์มเฟสบุ๊กของอดีต กกต.รายหนึ่งที่ตกเป็นผู้ต้องหา ยาวเป็นหางว่าว  ใช้ในการต่อสู้คดีและช่วย นายยิ่งชีพ ไอลอว์ ตนได้ทำหนังสือขอให้อธิบดีกรมกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบอยู่ว่า สามารถกระทำได้หรือไม่ เพราะเรี่ยไรต้องขออนุญาตนายทะเบียน ต้องผ่านมติคณะกรรมการเรี่ยไรจากหน่วยงานรัฐหลายฝ่าย มีมติเห็นชอบ แต่ตนเชื่อว่า ไม่น่าจะได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน เพราะเป็นข้อห้ามในการเรี่ยยไรเพื่อจ่ายค่าปรับและต้องออกใบเสร็จให้แก่ผู้บริจาค โดยมีนายทะเบียนกำกับการบริจาค

แม้ใช้ใช่เทคนิคเลี่ยงบาลีระบุว่า กองทุนต่อสู้คดี โดยใช้บุคคลกรภายในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านท่าพระจันทร์ เป็นเครื่องมือ โดยอาศัยมูลนิธิที่จดจัดตั้งขึ้นมา ย่อมไม่อาจเรี่ยไรเงินบริจาคจากพี่น้องประชาชนได้ ผิดกฎหมาย หากอธิบดีกรมการปกครอง ยืนยันว่า ไม่ได้อนุญาต  ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน หลายกรรม และ พรบ.คอมฯ จะตามมาเป็นพรวน  ขอให้พี่น้องประชาชน อย่าตกหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อ

‘พีมูฟ’ บุกทำเนียบ ขอเจรจาหยุดยุบธนาคารที่ดิน จับตา ‘ทรงศักดิ์’ เตรียมคุยบ่ายนี้

‘พีมูฟ’ บุกทำเนียบ ขอเจรจาหยุดยุบธนาคารที่ดิน จับตา ‘ทรงศักดิ์’ เตรียมคุยบ่ายนี้

‘พีมูฟ’ บุกทำเนียบ ขอเจรจาหยุดยุบธนาคารที่ดิน จับตา ‘ทรงศักดิ์’ เตรียมคุยบ่ายนี้

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.25 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) นำโดยนายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานพีมูฟ พร้อมเครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เครือข่ายภาคประชาชน ที่เดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ มาสมทบกับกลุ่มพีมูฟ ได้ปักหลักชุมนุมทำกิจกรรมด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ฝั่งถนนพิษณุโลก เพื่อยื่นหนังสือติดตามความคืบหน้าจากรัฐบาล ในการคัดค้านยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (บจธ.) ภายในเดือน ก.ย. ตามแนวทางการปรับโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ และให้ทบทวนมติคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.)ในเรื่องดังกล่าว และขอให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งบจธ. และขยายระยะเวลาการยุบเลิกออกไปอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้มีองค์กรถาวรในการแก้ไขปัญหาที่ดินตามหลักการปฏิรูปที่ดินและการกระจายการถือครองที่ดินของประเทศที่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาที่ดิน พร้อมกับขอให้มีตัวแทนของพีมูฟเข้าไปร่วมประชุมกับรัฐบาลในเรื่องดังกล่าวด้วย

นอกจากนั้น ขอให้รัฐบาลเร่งลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) โดยมีนายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้แทนก.พ.เป็นตัวแทนรับหนังสือ  ทั้งนี้มีรายงานว่าในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กำกับดูแล คทช. จะหารือร่วมกับตัวแทนภาคประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่บรรยากาศบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ตำรวจกองร้อยอารักขาและควบคุมฝูงชน ได้ตรึงกำลังดูแลความปลอดภัยโดยรอบ พร้อมอ่านประกาศแจ้งข้อห้ามการชุมนุมตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ 2558 ขณะที่ตัวแทนผู้ชุมนุมอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้นายทรงศักดิ์ เร่งหารือกับกลุ่มผู้ชุมนุมในการแก้ไขปัญหา การยุบธนาคารที่ดิน พร้อมยืนยันปักหลักชุมนุมจนกว่าจะได้คำตอบ หากยังไม่คืบหน้าจะยกระดับการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินและผลักดันให้รัฐบาลปฏิบัติตามพันธกรณีที่ได้ให้ไว้กับประชาชน จากนั้นได้ยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ขอให้ ผบช.น.เข้าร่วมประชุมกับภาคประชาชนในวันที่ 4 ส.ค.นี้ ก่อนที่มวลชนจะแยกย้ายเข้าไปปักหลักบริเวณสำนักงาน ก.พ.เดิม และฟุตบาธด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล

ร่วมกันแชร์ความจริง! ผอ.JIC ชวนคนไทย อ่านสมุดปกขาวชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำสู้ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์

ร่วมกันแชร์ความจริง! ผอ.JIC ชวนคนไทย อ่านสมุดปกขาวชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำสู้ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์

ร่วมกันแชร์ความจริง! ผอ.JIC ชวนคนไทย อ่านสมุดปกขาวชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำสู้ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

ร่วมกันแชร์ความจริง! “ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา”ชวนคนไทย อ่าน”สมุดปกขาว”ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำสู้ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์ พร้อมเชิญร่วมเผยแพร่ข้อมูลที่ตรวจสอบได้

3 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) เปิดเผยถึงสถานการณ์สงครามข้อมูลข่าวสารระหว่างไทย-กัมพูชา ว่า การต่อสู้ในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางการทหารตามแนวชายแดนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสื่อสารข้อมูลต่อประชาคมโลก โดยในวันนี้สิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่การปลุกอารมณ์ แต่คือการยืนยันข้อเท็จจริง พร้อมเชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมอ่านและเผยแพร่ “สมุดปกขาว” (White Paper) ซึ่งศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย- กัมพูชา จัดทำขึ้น เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี กล่าวว่า ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ได้จัดทำสมุดปกขาวดังกล่าวขึ้น เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง ลำดับเหตุการณ์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ และหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชน นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาคมระหว่างประเทศ สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และใช้เป็นฐานในการทำความเข้าใจสถานการณ์อย่างรอบด้าน

“ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเดินทางเร็วกว่าความจริง การมีข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการอ่าน ทำความเข้าใจ และส่งต่อข้อมูลที่อ้างอิงข้อเท็จจริง ไม่ใช่ส่งต่อเพียงเพราะเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวว่า ประเทศไทยยืนยันการดำเนินการบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ การเคารพอธิปไตยของรัฐ และการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยเชื่อว่าความจริงต้องอาศัยข้อมูล หลักฐาน และเหตุผล มากกว่าความรู้สึกหรือการกล่าวอ้างจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“ผมจึงขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยทุกคนร่วมอ่านสมุดปกขาว เพื่อเข้าใจข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และหากเห็นว่าข้อมูลเป็นประโยชน์ ก็ช่วยกันเผยแพร่ต่ออย่างรับผิดชอบ เพราะการสื่อสารที่อยู่บนข้อเท็จจริง คือพลังสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ทั้งในประเทศและต่อประชาคมโลก” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

พร้อมกันนี้ พล.อ.อ.ประภาส ยังฝากถึงประชาชนว่า ทุกการแบ่งปันข้อมูลที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง คือพลังสำคัญของประเทศ และทุกเสียงที่ยึดมั่นในหลักฐาน คือส่วนหนึ่งของการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ พร้อมเชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมอ่าน ร่วมเรียนรู้ และร่วมส่งต่อ “ความจริง” ไปพร้อมกัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ทั้งในระดับประเทศและในสายตาประชาคมโลก

– 006

อนุทิน เตรียมเยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค.นี้ ถกความร่วมมือรอบด้าน เศรษฐกิจ ความมั่นคง

อนุทิน เตรียมเยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค.นี้ ถกความร่วมมือรอบด้าน เศรษฐกิจ ความมั่นคง

อนุทิน เตรียมเยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค.นี้ ถกความร่วมมือรอบด้าน เศรษฐกิจ ความมั่นคง

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.00 น.

3 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.50 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2569 ว่าทุกเรื่องเป็นเรื่องสำคัญหมด คุยกันทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความร่วมมือและการขอความร่วมมือในเรื่องที่เกี่ยวพันปัญหาชายแดนภาคใต้ก็ต้องพูดคุยกัน

อนุทิน รับ ปชช.อยากต่ออายุ ไทยช่วยไทย พลัส ย้ำ พร้อมพิจารณาหากเป็นประโยชน์

อนุทิน รับ ปชช.อยากต่ออายุ ไทยช่วยไทย พลัส ย้ำ พร้อมพิจารณาหากเป็นประโยชน์

อนุทิน รับ ปชช.อยากต่ออายุ ไทยช่วยไทย พลัส ย้ำ พร้อมพิจารณาหากเป็นประโยชน์

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

อนุทิน รับ ปชช.อยากต่ออายุ ไทยช่วยไทย พลัส ย้ำ พร้อมพิจารณาหากเป็นประโยชน์ แต่ต้องเหมาะกับสถานการณ์ ยัน รบ.มีเวลาอีก 3 ปี พิสูจน์ผลงาน ก่อนปิดท้ายอารมณ์ดี แจงลุคขาสั้นเดินตลาด ก็ลมมันเย็น

เมื่อเวลา 09.50 น.วันที่ 3 ส.ค.2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่สำรวจตลาดศรีย่าน เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ต้องการให้รัฐบาลขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ต่อไป ว่า หากเป็นมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รัฐบาลก็พร้อมพิจารณา แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนั้น

“รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลประชานิยม และเป็นรัฐบาลที่ทำให้ประชาชนอยู่บนขาของตนเองได้“ แต่หากจะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เครื่องติด ก็จะกระตุ้นเป็นช่วงๆ ไป“ นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่เดินตลาดครั้งนี้พบปัญหาอะไรหรือไม่ นายกฯ ย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า “แล้วดีไหม ได้ใช้ใช่ไหม ชอบไหม ถ้าชอบก็พูดดัง ๆ” ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะตอบว่า “ดี”

เมื่อถามถึงกรณีผลสำรวจนิด้าโพล ระบุว่า แม้ประชาชนมองว่าโครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ แต่บางส่วนยังลังเลที่จะสนับสนุนรัฐบาลนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เป็นไร เพราะรัฐบาลยังมีเวลาอีก 3 ปี ให้ประชาชนพิจารณาว่ารัฐบาลมีความจริงใจและตั้งใจทำงานหรือไม่ รัฐบาลไม่สามารถตัดสินผลงานของตัวเองได้ แต่จะทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าจะเลือกกลับเข้ามาบริหารประเทศอีกหรือไม่ และจะได้รับประโยชน์จากรัฐบาลชุดนี้มากน้อยเพียงใด

“ยืนยันว่าจะทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ซึ่งรัฐบาลพร้อมยอมรับผลการตัดสินใจในทุกกรณี” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามอีกว่า จะมีโอกาสขยายโครงการหรือปรับเพิ่มวงเงินในระยะต่อไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ไปสอบถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

เมื่อถามอีกว่า เห็นชุดที่ไปเดินตลาดวันที่ 2 ส.ค. สบายๆ ไปสอดคล้องกับดรามา ของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ที่ใส่ขาสั้นไหว้พระธาตุนครศรีธรรมราช นายอนุทิน ยิ้มก่อนกล่าวว่า “ก็ลมมันเย็น ทา Prickly Heat”  

เสธ.ทร.ย้ำถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม ห้วงปรับเปลี่ยนตัวบุคคล-นำเทคโนโลยีมาใช้

เสธ.ทร.ย้ำถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม ห้วงปรับเปลี่ยนตัวบุคคล-นำเทคโนโลยีมาใช้

เสธ.ทร.ย้ำถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม ห้วงปรับเปลี่ยนตัวบุคคล-นำเทคโนโลยีมาใช้

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.54 น.

เสธ.ทร.ย้ำถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม ห้วงปรับเปลี่ยนตัวบุคคล-นำเทคโนโลยีมาใช้ ย้ำพื้นที่ ทร.ยังคุมได้ มีความพร้อม กำลังพล-ยุทโธปกรณ์ เกาะติดความเคลื่อนไหว เดินหน้าสร้างรั้วตามแผน

3 สิงหาคม 2569 ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ (เสธ.ทร.) ระบุถึงการประชุมร่วมระหว่าง เสนาธิการ 3 เหล่าทัพว่า เป็นการฝึกปฏิบัติการร่วมกัน ซึ่งเป็นแผนประจําปีอยู่แล้ว ที่แต่ละเหล่าทัพต้องมาทําแผนปฏิบัติการให้มีความสอดคล้องกัน เพื่อปฏิบัติการร่วม สำหรับข้อกัดข้องนั้น มีตามปกติอยู่แล้วแต่ก็พยายามปรับ เนื่องจากเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลในห้วงของการสับเปลี่ยน ตลอดจนถึงหลักการปฏิบัติตามเทคโนโลยี เพื่อให้ได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

สำหรับพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพเรือนั้น ด้วยภาพรวมแล้วยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง จากการที่ตนลงได้ลงพื้นที่ อําเภอโป่งน้ําร้อน จังหวัดจันทบุรี ทุกอย่างยังอยู่ในการควบคุมของเรา ในการเตรียมการไว้อย่างดีทั้งกําลังพลและยุโธปกรณ์ การติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ขณะที่การสร้างรั้วชายแดนก็เดินหน้าไปติดตามแผน โดยเจ้าหน้าที่มีการประสานงานกันอยู่แล้วในบางจุดที่อาจจะต้องคุยกันก็มีการหารือกันเพื่อให้การเดินหน้าทำโดยไม่มีอุปสรรค เราสามารถดำเนินการได้เต็มที่อยู่แล้ว

นายกฯสั่งลุย จัดการเหตุรุนแรงนราธิวาส-ยะลา ลั่นไม่มีเคลียร์ ปราบยา-ของเถื่อนชายแดนใต้

นายกฯสั่งลุย จัดการเหตุรุนแรงนราธิวาส-ยะลา ลั่นไม่มีเคลียร์ ปราบยา-ของเถื่อนชายแดนใต้

นายกฯสั่งลุย จัดการเหตุรุนแรงนราธิวาส-ยะลา ลั่นไม่มีเคลียร์ ปราบยา-ของเถื่อนชายแดนใต้

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.42 น.

“นายกฯ” ได้รับรายงานเหตุรุนแรง “ นราธิวาส-ยะลา“ พร้อมสั่งหน่วยงานที่รับผิดชอบทำเต็มที่ เพราะอำนาจอยู่ที่นั่นหมดแล้ว ลั่น ไม่มีเคลียร์ เอเย่นต์รายใหญ่ยาเสพติด-ของเถื่อน ถ้าแหยมเข้ามาโดนจับหมด

3 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สถานีตำรวจภูธรตากใบ ขณะปฏิบัติภารกิจ เพื่อสืบสวนหาข่าวบุคคลเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่สวนปาล์ม บ้านกูบู หมู่ที่ 6 ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บ 4 นายเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ว่า ก็ดำเนินการอยู่ โดยในวันนี้ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และทีมงานลงไปดำเนินการในพื้นที่ ในส่วนนี้จะให้ฝ่ายปกครองได้เข้าไปทำงานร่วมกันในการดูแลชาวบ้าน

เมื่อถามว่า ปัญหาชายแดนภาคใต้ไม่ใช่แค่กลุ่มเห็นต่าง แต่ยังมีปัจจัยในเรื่องของยาเสพติด และการค้าของเถื่อนได้มีการกำชับอะไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องยาเสพติดเราก็เร่งปราบอย่างเต็มที่ทุกคนก็เห็นอยู่ ซึ่งพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา จะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 6-7 ส.ค. เรื่องปัญหายาเสพติด เรื่องแร่ธาตุที่อยู่ในแม่น้ำ เรื่องปัญหาฝุ่นมลพิษก็ถือเป็นเรื่องที่จะหยิบยกขึ้นมาหารือกันอย่างซีเรียส เรื่องอื่นไม่ใช่ประเด็นเท่าไหร่ 

เมื่อถามว่า ได้มีการจับเอเย่นต์รายใหญ่ ในการค้าของเถื่อน ปราบปรามยาเสพติด ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้  นายอนุทิน กล่าวว่า มีการจับกลุ่มตลอดเวลา เราไม่รู้ว่าใครทำผิดกฎ แต่ถ้าเขาลองมาท้าทายกฎหมาย  สื่อมวลชนก็เห็นว่ามีการจับกุมในทุกเรื่อง ยาเสพติดก็ไล่จับ มีรถเอ็กซเรย์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติซื้อไว้ก็เรียบร้อยแล้ว อย่างเรื่องของเถื่อนก็มีการจับกุมที่จังหวัดระนอง มีมูลค่า 200 กว่าล้านบาท อยากเจ๊งก็ลอง และเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ก็มีการจับกุมที่จังหวัดชุมพรได้อีกประเภทเดียวกัน ไม่รู้ว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันหรือเปล่า ตนไม่ได้สนใจตรงนั้น แต่ถ้าแหยมเข้ามาก็โดนจับ วันนี้เคลียร์ไม่ได้ สิ่งที่ให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนในรัฐบาลชุดนี้คือ ไม่มีการเคลียร์ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายก็ทำให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ใครอยากจะโทรศัพท์เข้ามารับได้ แต่เคลียร์ไม่ได้ ก็เห็นอยู่ว่ามีคนหน้าแตกไปหลายคนแล้ว และเรื่องอื่นๆเยอะแยะไปหมด

เมื่อถามว่า ได้รับรายงานเกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนใช้อาวุธปืนสงครามก่อเหตุยิงใส่สถานีตำรวจภูธรลำใหม่ (สภ.ลำใหม่) ต.ลำใหม่ อ.เมืองยะลา จ.ยะลา แล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็รับรายงานทุกอย่าง ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบคอยกำกับดูแล ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบได้รับนโยบายและข้อสั่งการว่าให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการระงับเหตุ ป้องกันเหตุ ปราบปรามคนที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเต็มที่ ไม่ต้องถามกลับมายังรัฐบาล เพราะอำนาจอยู่ที่นั่นหมดแล้ว

เมื่อถามว่า จากสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนนี้ และการเลื่อนการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ จะทำให้เกิดปัญหาบานปลายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการพูดคุยสันติสุขเราก็ต้องดำเนินการต่อไป เรื่องป้องกันปราบปรามเราก็ดำเนินการต่อไป.

เปิดวิธีจองพันธบัตร ออมพลัส รอบใหม่ 3-5 ส.ค. ใช้ระบบ Small Lot First เน้นจัดสรรรายย่อยทั่วถึง

เปิดวิธีจองพันธบัตร ออมพลัส รอบใหม่ 3-5 ส.ค. ใช้ระบบ Small Lot First เน้นจัดสรรรายย่อยทั่วถึง

เปิดวิธีจองพันธบัตร ออมพลัส รอบใหม่ 3-5 ส.ค. ใช้ระบบ Small Lot First เน้นจัดสรรรายย่อยทั่วถึง

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 07.40 น.

“รัชดา” แจงข้อสงสัยพันธบัตรรัฐบาลออมพลัส รอบใหม่ 3–5 ส.ค. ไม่ต้องรีบกด ระบบ Small Lot First จัดสรรเท่าเทียมทุกราย

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ที่จะเปิดจำหน่ายในวันที่ 3-5 สิงหาคม ประชาชนบางส่วนกังวลว่าจะต้องแข่งขันกันกดจองอย่างรวดเร็วจึงจะมีสิทธิ์ได้รับการจัดสรร หรืออาจมีการแอบล๊อคให้ผู้ซื้อรายใหญ่หรือไม่

“การจำหน่ายรอบวันที่ 3-5 สิงหาคมนี้ จะเป็นระบบ “Small Lot First” ซึ่งต่างจากรอบที่แล้วที่เป็นแบบใครมาก่อนได้ก่อน ในรอบนี้ ระบบออกแบบมาเพื่อการจัดสรรแก่ผู้ลงทุนรายย่อยทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ใครมือไวกว่าจะได้เปรียบ” นางสาวรัชดา กล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบายกลไกการทำงานของระบบ “Small Lot First” ว่า ระบบจะรวบรวมยอดจองซื้อของทุกคนตลอดทั้งช่วงเวลาที่เปิดขายไว้ก่อน จากนั้นจึงทยอยจัดสรรให้ทีละรอบ รอบละ 1,000 บาทต่อคน วนไปเรื่อย ๆ จนกว่าวงเงินจะหมดหรือครบตามจำนวนทีแต่ละคนต้องการ

“พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้กดจองเป็นคนแรกในวินาทีแรก หรือกดจองเป็นคนสุดท้ายก่อนปิดรอบ ทุกคนจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรแบบเดียวกัน ระบบจะให้สิทธิรายย่อยก่อนรายใหญ่ และแบ่งเป็นรอบเล็ก ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าคนจำนวนมากที่สุดจะได้รับส่วนแบ่ง แทนที่จะให้คนที่จองเงินก้อนใหญ่ได้ไปจนหมดตั้งแต่ช่วงต้น” นางสาวรัชดา กล่าว 

ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งนักลงทุนรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและเงินทุนมักได้เปรียบนักลงทุนรายย่อยในการจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ โดยหลักการ Small Lot First จะพลิกกลับมาให้ความสำคัญกับรายย่อยเป็นลำดับแรก ไม่ว่าจะกดจองเวลาใดในช่วงที่เปิดขายก็ตาม

นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมถึงช่องทางจำหน่าย ประชาชนที่สนใจสามารถจองซื้อพันธบัตรัฐบาลออมพลัส ผ่าน Bond Connect Platform

สำหรับผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ สามารถจองซื้อผ่านธนาคารพาณิชย์ และบริษัทหลักทรัพย์ที่เข้าร่วม 24 ราย รวมถึงผ่านแอปพลิเคชัน Streaming 

ซึ่งในรอบนี้ วงเงิน 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสองรุ่นอายุ ได้แก่ รุ่นอายุ 3 ปี ดอกเบี้ย 1.80% ต่อปี และ รุ่นอายุ 10 ปี ดอกเบี้ยสูงสุด 2.80% ต่อปี โดยมีการจ่ายดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือน