สะพัด8หมื่นล. ไทยช่วยไทยพลัส ครบ2เดือนเข้าเป้า

สะพัด8หมื่นล.  ไทยช่วยไทยพลัส  ครบ2เดือนเข้าเป้า

สะพัด8หมื่นล. ไทยช่วยไทยพลัส ครบ2เดือนเข้าเป้า

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รบ.ตีปี๊บ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้าเป้า ครบ 2 เดือนเต็ม ได้รับการตอบรับจากประชาชน-ร้านค้า อย่างดี เม็ดเงินหมุนเวียนถึงฐานราก กว่า 8.6 หมื่นล้านบาท ผลโพลชี้ช่วยปากท้องประชาชนได้จริง แต่ไม่การันตีช่วยคะแนนนิยมรัฐบาล “อนุทิน”

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 แล้ว 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,636 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชั่นถุงเงิน977,059ร้านและร้านค้าใหม่ที่ลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย 215,577 ร้าน หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 18.1 ของร้านค้าทั้งหมด สะท้อนว่ามาตรการของรัฐบาลช่วยดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบการชำระเงินและการค้าแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านการใช้จ่าย มียอดใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 86,442.6 ล้านบาท โดยเป็นเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 49,601.6 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 36,841.0 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติยังเป็นช่องทางหลัก คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 96.6 ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนการใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 3.4

น.ส.ลลิดา กล่าวต่อว่า ผลการดำเนินงานช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่าเม็ดเงินจากโครงการได้กระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะร้านอาหาร ร้านค้าปลีกรายย่อย หาบเร่ แผงลอย และผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งได้รับประโยชน์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รูปแบบการร่วมจ่ายในสัดส่วน รัฐร้อยละ 60 และประชาชนร้อยละ 40 ยังช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจมากกว่างบประมาณที่ภาครัฐสนับสนุน และช่วยรักษาระดับการบริโภคภาคเอกชนช่วงที่กำลังซื้อชะลอตัว

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาว โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถใช้แอปพลิเคชั่นถุงเงินซึ่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ ทั้งด้านต้นทุน สินค้าคงคลัง สภาพคล่อง และยอดขาย เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกิจการ รวมถึงสร้างข้อมูลทางการเงินที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยภาครัฐร่วมจ่าย ร้อยละ 60 ของค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่ร่วมรายการ ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน

ขณะที่วงเงินที่เหลือแต่ละเดือนจะไม่สามารถนำไปใช้ในเดือนถัดไปได้ จึงขอเชิญชวนประชาชนวางแผนการใช้สิทธิให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของครัวเรือน พร้อมร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ด้านศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส แล้วสนับสนุนรัฐบาลไหม” สำรวจระหว่างวันที่ 16-21 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,850ตัวอย่าง เกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ของประชาชน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของนิด้าโพลสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

เมื่อถามประชาชนถึงการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส พบว่าตัวอย่างร้อยละ 71.35 ระบุว่า เป็นบุคคลทั่วไปที่เข้าโครงการฯ เพื่อใช้จ่าย ซื้อสินค้า รองลงมา ร้อยละ 25.19 ระบุว่า ไม่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 1.89 ระบุว่า เป็นร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ และร้อยละ 1.57 ระบุว่า เป็นทั้งบุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ โดยผู้ที่ไม่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (จำนวน 466 หน่วยตัวอย่าง) ร้อยละ 47.42 ระบุว่า ไม่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ รองลงมา ร้อยละ 27.04 ระบุว่า ไม่สนใจจะเข้าร่วมโครงการฯ ร้อยละ 24.47 ระบุว่า ลงทะเบียนไม่ทัน และร้อยละ 1.07 ระบุอื่นๆ ได้แก่ ไม่ทราบวิธีการลงทะเบียน และไม่มีเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนสำหรับใช้ในการลงทะเบียน

เมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย หรือเพิ่มรายได้ของประชาชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ พบว่า1.ด้านการช่วยเพิ่มรายได้จากการค้าขาย ตัวอย่าง ร้อยละ 42.12 ระบุว่า ช่วยได้มาก รองลงมา ร้อยละ 39.52 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ ร้อยละ 7.67 ระบุว่า ไม่ได้รับผลประโยชน์ในด้านนี้ ร้อยละ 7.51 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 2.02 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย และร้อยละ 1.16 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

2.ด้านการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ตัวอย่าง ร้อยละ 48.92 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 40.61 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 9.02 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย และร้อยละ 1.45 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย3.ด้านการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 45.09 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 33.74 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 15.83 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 4.62 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย และร้อยละ 0.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการตัดสินใจต่อรัฐบาล หลังจากได้รับผลประโยชน์จากการเข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 33.24 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร รองลงมา ร้อยละ 26.81 ระบุว่า มีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 25.43 ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 14.23 ระบุว่า จะมีหรือไม่มีโครงการฯ ก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว และร้อยละ 0.29 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

รัฐบาลเดินหน้า ลุยรื้อค่าไฟแพง

รัฐบาลเดินหน้า  ลุยรื้อค่าไฟแพง

รัฐบาลเดินหน้า ลุยรื้อค่าไฟแพง

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลเดินหน้า ลุยรื้อค่าไฟแพง เร่งเจรจาเอกชน แก้สัญญาซื้อขาย

รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาค่าไฟแพงเคลียร์สัญญาซื้อไฟฟ้าจากเอกชนหลังจาก กพช.ไฟเขียวเจรจาจับตาค่าพร้อมจ่าย แผน PDP พลังงานสำรอง ย้ำต้องเพิ่มขีดความสามารถประเทศ พื้นที่ห่างไกล มีไฟฟ้าใช้

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการทำงานของคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งตนเองเป็นประธานฯ ว่าปัญหาพลังงานแพงเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบประชาชนและภาคธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่เป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกกิจการ โดยในส่วนของการแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว หรือที่ถูกเรียกว่า สัญญาชั่วนิรันดร์ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช.แล้วเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 มติดังกล่าวทำให้การไฟฟ้าฯ สามารถเริ่มเจรจากับเอกชนได้ทันที โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง

ทั้งนี้ เป้าหมายแรกคือการเร่งเจรจากับเอกชนและแก้สัญญาเหล่านี้ให้เสร็จ เพราะในทางปฏิบัติไม่ควรมีสัญญาใดที่ไม่มีการปรับเงื่อนไขเลยตลอดอายุสัญญา 50 ปี ตามหลักสากลควรมีการทบทวนเป็นรอบ เช่น ทุก 10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับเงินเฟ้อ ต้นทุน และสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันฐานราคารับซื้อไฟฟ้าอยู่ประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย แต่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าบางประเภทลดลงต่อเนื่อง จึงต้องดูว่าราคารับซื้อยังสะท้อนต้นทุนจริงหรือไม่ และเป็นธรรมต่อประชาชนที่ต้องจ่ายค่าไฟหรือไม่ นอกจากเรื่องสัญญาระยะยาว คณะกรรมการฯ ยังต้องพิจารณาประเด็นค่าพร้อมจ่าย หรือ Availability Payment ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าไฟ โดยคณะทำงานกำลังพิจารณามาตรการที่เหมาะสม คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า การเจรจาสัญญารับซื้อไฟฟ้ากับเอกชนไม่ใช่การยกเลิกสัญญา และไม่มองว่าจะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่เป็นการปรับให้สอดคล้องกับหลักสากล อดีตไทยอาจต้องให้สิทธิประโยชน์สูงเพื่อดึงเทคโนโลยีใหม่ แต่วันนี้ตลาดเปลี่ยนแล้ว ต้นทุนเปลี่ยนแล้ว เงื่อนไขจึงควรถูกทบทวน โดยปัญหาค่าไฟจะต้องดูทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะสัญญาซื้อไฟ โดยหัวใจสำคัญคือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ต้องตั้งอยู่บนข้อมูลจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คาดการณ์เกินจำเป็นว่าพลังงานจะไม่พอ ต้องเห็นชัดว่าประเทศมีไฟจากก๊าซ ลม แสงแดด หรือแหล่งอื่นเท่าใด

“ประเทศไทยต้องมองอนาคตพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งการใช้ไฟที่เพิ่มจาก Data Center การลดต้นทุนสายส่งของการไฟฟ้า แนวโน้ม SMR หรือนิวเคลียร์ขนาดเล็ก และ ASEAN Smart Grid ซึ่งจะทำให้ประเทศในภูมิภาคซื้อขายพลังงานส่วนเกินกันได้”นายปกรณ์ กล่าวและว่า หากประเทศเพื่อนบ้านมีแรงงานราคาถูกและมีแหล่งพลังงานใหม่ ขณะที่ไทยยังพึ่งการซื้อพลังงานจากภายนอกและแบกค่าไฟสูง จะกระทบขีดความสามารถแข่งขันระยะยาว รัฐบาลจึงต้องเร่งทำให้ไทยมีพลังงานเพียงพอ ราคาสมเหตุสมผล และประชาชนพื้นที่ห่างไกลต้องเข้าถึงไฟฟ้าได้ โดยไม่ติดข้อจำกัดทางระเบียบกฎหมาย

อนุทิน ประธานงานสวดอภิธรรม พ่อตาเศรษฐา

อนุทิน ประธานงานสวดอภิธรรม พ่อตาเศรษฐา

อนุทิน ประธานงานสวดอภิธรรม พ่อตาเศรษฐา

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.27 น.

อนุทิน ประธานงานสวดอภิธรรม พ่อตาเศรษฐา

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 2 ส.ค.2569 ที่วัดเทพสิรินทร์ทราวาส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ พล.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา บิดา พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน ภรรยา นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ โดยมี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และพล.อ.ท. ภักดี แสง-ชูโต มาร่วมในพิธีด้วย

อนุทิน ใส่ขาสั้นเดินชิลสำรวจตลาด ดูกระแสไทยช่วยไทยพลัส แม่ค้าบอกขายหมดเร็ว-ขอให้มีอีก

อนุทิน ใส่ขาสั้นเดินชิลสำรวจตลาด ดูกระแสไทยช่วยไทยพลัส แม่ค้าบอกขายหมดเร็ว-ขอให้มีอีก

อนุทิน ใส่ขาสั้นเดินชิลสำรวจตลาด ดูกระแสไทยช่วยไทยพลัส แม่ค้าบอกขายหมดเร็ว-ขอให้มีอีก

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.24 น.

อนุทิน ใส่ขาสั้นเดินชิวสำรวจตลาด ดูกระแสไทยช่วยไทยพลัส แม่ค้าบอกขายหมดเร็ว-ขอให้มีอีก ก่อนไปปล่อยกบ-ปลา ไหว้พระอินทร์ที่วัดเทวราชกุญชร

เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “สำรวจตลาดแบบออแกนิค กินไป ทักไป เดินตามบาทวิถี #ไทยช่วยไทยพลัส ก้าวเข้าสู่เดือนที่สาม แม่ค้าบอกช่วงนี้ขายหมดเร็วกว่าเดิม คนซื้อเยอะขึ้น อยากให้จัดโครงการอีกเรื่อยๆ แล้วไปปล่อยกบ ปล่อยปลา ไหว้พระอินทร์ที่วัดเทวราชกุญชร”

ก็ลมมันเย็น!!! อนุทิน โพสต์รูป นุ่งขาสั้นมั่งดีก่า….สบายอ่ะ หลังดราม่า เนวิน แต่งกายไม่เหมาะสม

ก็ลมมันเย็น!!! อนุทิน โพสต์รูป นุ่งขาสั้นมั่งดีก่า....สบายอ่ะ หลังดราม่า เนวิน แต่งกายไม่เหมาะสม

ก็ลมมันเย็น!!! อนุทิน โพสต์รูป นุ่งขาสั้นมั่งดีก่า….สบายอ่ะ หลังดราม่า เนวิน แต่งกายไม่เหมาะสม

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

2 สิงหาคม 2569 จากกรณีที่ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขณะร่วมพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช โดยนายเนวิน สวมกางเกงขาสั้นเข้าร่วมงาน ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการแต่งกายเข้าร่วมพิธีสำคัญ นั้น

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้โพสต์รูปภาพ พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “นุ่งขาสั้นมั่งดีก่า….สบายอ่ะ #ก็ลมมันเย็น”

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : มันมากไปหน่อยไหม? บรรจง นะแส ซัด เนวิน หลังสวมกางเกงขาสั้นไหว้ศาลหลักเมือง)

พัชรินทร์ จี้บังคับใช้กฏหมาย อย่าปล่อยให้อาชญากรโดยสันดาน ออกมาทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พัชรินทร์ จี้บังคับใช้กฏหมาย อย่าปล่อยให้อาชญากรโดยสันดาน ออกมาทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พัชรินทร์ จี้บังคับใช้กฏหมาย อย่าปล่อยให้อาชญากรโดยสันดาน ออกมาทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.29 น.

อย่าปล่อยให้คนที่เป็นอาชญากรโดยสันดาน ต้องออกมากระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า!  “พัชรินทร์” โพสต์กฎหมายป้องกระทำผิดซ้ำ คดีเพศ-การใช้ความรุนแรง จี้ผู้บังคับใช้กฎหมาย ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความปลอดภัย

2 สิงหาคม 2569 ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ 5 ศพในพื้นที่ จ.ชลบุรี ว่าวันนี้เรามี “กฎหมายการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง” อยากให้ผู้บังคับใช้กฎหมายได้เข้าใจถึงเจตนารมย์ของกฎหมายฉบับนี้ และได้นำไปเป็นเครื่องมือสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม 

หากเราเข้าใจ และสามารถบังคับใช้ได้ตามเจตนารมย์ ตนเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้ จะมีประโยชน์อย่างมาก ที่จะทำให้สังคมปลอดภัย ไม่ต้องเกิดเหยื่ออาชญากรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

“อย่าปล่อยให้คนที่เป็นอาชญากรโดยสันดาน ต้องออกมากระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเลยค่ะ” ดร.พัชรินทร์ กล่าวย้ำ 

กว่ากฎหมายฉบับนี้จะสำเร็จได้ ผ่านขั้นตอน ผ่านการพิจารณามาอย่างละเอียดรอบคอบ และต้องใช้แรงผลักดันเพื่อให้สำเร็จ วันนี้เรามีเครื่องมือแล้ว ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้เพื่อให้ประโยชน์ของสังคมนะคะ

พร้อมแนบรายละเอียดกฎหมายศึกษาได้ตามลิ้งค์ 
https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/A/066/T_0006.PDF

ปิยบุตร เพ้อหนัก ฉันทามติต้องเปลี่ยนแปลง รอแค่พรรคกองหน้า มาปลุกเร้า

ปิยบุตร เพ้อหนัก ฉันทามติต้องเปลี่ยนแปลง รอแค่พรรคกองหน้า มาปลุกเร้า

ปิยบุตร เพ้อหนัก ฉันทามติต้องเปลี่ยนแปลง รอแค่พรรคกองหน้า มาปลุกเร้า

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.14 น.

2 สิงหาคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ขนานใหญ่ จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ จำต้องมีเงื่อนไขทางอัตวิสัย 2 ข้อ เกิดขึ้นเสียก่อน

กล่าวคือ ภายในจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนจำนวนมหาศาลในสังคม เห็นพ้องต้องกันว่า

1. จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ อยู่แบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้

2. เชื่อว่ามีโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

พรรคการเมืองที่ประกาศตนว่า กำเนิดขึ้นมาเพื่อภารกิจเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ต้องเป็น “กองหน้า” ในการเร่งเร้า ปลุกความคิดจิตใจของผู้คน เพื่อให้สองเงื่อนไขดังกล่าวครบถ้วน

ณ เวลานี้ ในประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา น่าจะเกิดเงื่อนไขข้อแรกแล้ว

นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 + รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สภาพสังคมไืทย ดำเนินมาจนถึงขนาดที่ว่า คนจำนวนมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด การศึกษาใด อาชีพใด ภูมิลำเนาใด สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจใด ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อเห็นตรงกันเสมือนเป็นฉันทามติว่า “ต้องเปลี่ยน” แต่ไฉนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จึงยังไม่เกิดขึ้น

ปัญหาอยู่ที่ว่า เงื่อนไขข้อที่ 2 คือ มองเห็น หวัง เชื่อว่ามีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ยังไม่เกิดขึ้น

สภาพการณ์เช่นนี้ ทำให้หลายคนสิ้นหวัง อดทนอยู่ต่อไป ย้ายไปอาศัยที่อื่น ทำใจยอมรับสิ่งที่เป็น เอาตนเองให้รอด ทำมาหากิน หาหนทางรวยให้ได้ เพื่อให้ชีวิตสบาย

หรือบ้างเลวร้ายกว่านั้น ก็หันเหเข้าสู่ระบบ รับใช้คณะผู่ปกครองผู้มีอำนาจไปเสียเลย

หากเงื่อนไขข้อที่ 2 ยังไม่เกิด ทอดเวลายาวออกไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าไปกัดกินเงื่อนไขข้อที่ 1

นานวันเข้า จากเชื่อมั่นว่าต้องเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ก็จะกลายเป็นเชื่อว่า เอาล่ะ ประเทศไทยก็ได้เท่านี้แหละ เท่านี้ก็เปลี่ยนมาพอได้แล้ว อยู่ต่อไป ไม่ต้องเปลี่ยน

ภารกิจของพรรค “กองหน้า” ผู้ประกาศตนว่าจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขนานใหญ่ คือ ทำให้คนจำนวนมากมายมหาศาลที่เชื่อว่า “ต้องเปลี่ยน” เชื่อต่อไปว่า “มีโอกาสเปลี่ยน” และ “โอกาสนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”
ณ เวลานี้ พรรคได้ทำภารกิจนี้แล้วหรือยัง?

ต่อมา นายปิยบุตร โพสต์ข้อความอีก ระบุว่า ถ้าคนจำนวนมากมายมหาศาลเห็นพ้องต้องกันว่า ไม่ว่าอย่างไร ประเทศไทยต้องเปลี่ยน พรรคการเมืองที่ประกาศตนเป็น “กองหน้า” ในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขนานใหญ่ ต้องทำอย่างไรต่อไป?

พรรคต้องปลุกเร้าทางความคิดต่อไปให้คนเห็นว่า มีโอกาส มีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้

แน่นอน ภายหลังการเลือกตั้ง 3 ครั้งผ่านไป และ “นิติสงคราม” ยังคงเดินหน้าบดขยี้ประชาชนและนักการเมืองของพรรค ก็อาจเป็นสถานการณ์ที่ยากกว่าช่วงปี 2561-2566

แต่ก็ยังพอมีหนทาง

ผมเห็นว่า มีวิธีการอันเป็นรูปธรรมที่พรรคควรเร่งทำ 2 เรื่อง

เรื่องแรก การรณรงค์ฉายภาพประเทศไทยในฝันให้สังคมไทยได้เห็น

เมื่อคนจำนวนมากรู้สึกว่า “ต้องเปลี่ยน” แต่เปลี่ยนอะไรล่ะ เปลี่ยนอย่างไร เปลี่ยนไปเป็นอย่างไร

เราจะแปลงความรู้สึกนึกคิดอันเป็นนามธรรมนั้นให้เป็นรูปธรรมได้ ก็ต้องวาดภาพให้คนเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั้น เปลี่ยนแล้วจะได้อะไรมาแทนที่สิ่งเก่า

พรรคควรอธิบายการปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปกองทัพ การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขและสวัสดิการ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบภาษี และงบประมาณ การปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูปการเกษตร และอีกสารพัดการปฏิรูป

หากการปฏิรูปเหล่านี้เกิด ภายในกี่ปี่ ประเทศไทยจะหน้าตาเป็นอย่างไร

พูดง่ายๆ คือ พรรคต้องทำหน้าที่วาดภาพจินตนาการให้คนเห็นว่า สิ่งใหม่ ที่จะมาแทนที่ สิ่งเก่า คืออะไร จะทำให้ชีวิตของผู้คน และสังคมดีขึ้นอย่างไร อาจต้องเสียสละ กลืนเลือดกันคนละนิดคนละหน่อย อดทนร่วมกัน เพื่อให้การปฏิรูปขนานใหญ่เกิดขึ้น

เรื่องที่สอง รัฐธรรมนูญใหม่

ประชามติรอบที่ผ่านมา แสดงให้เห็นชัดว่าคนส่วนใหญ่ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญในประเทศนี้ เห็นว่า ต้องเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ

พรรคควรใช้ฐานความชอบธรรมนี้ในการรณรงค์ต่อไป

แน่นอน ด้วยองค์ประกอบรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญแบบนี้ เสนอร่างเข้าไป ก็คงตกหมด

แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะทำอะไรไม่ได้เลย

พรรคควรขยายประเด็นไปรณรงค์เรื่องเนื้อหาในรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย ไม่ควรติดกับอยู่กับแค่การถกเถียงเรื่องรูปแบบและที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น

นอกจากนี้ เพื่อมิให้ติดกับดักกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่คอยขวางการทำรัฐธรรมนูญใหม่ตลอดเวลา พรรคควรขยายความคิดเรื่อง “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” ให้กว้างขวาง

อำนาจชนิดนี้ทรงพลานุภาพยิ่งนัก ถ้ามันถูกติดตั้งเข้าไปในสมองของผู้คนแล้ว การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญจะบังเกิดขึ้น

เริ่มต้นจากการอธิบายว่า ประชามติครั้งที่ผ่านมา คือ การใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญที่ต้องการเปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นอย่างอื่น ส่วนอำนาจแก้ รธน ของรัฐสภา นั่นเป็นเพียงอำนาจแก้รัฐธรรมนูญ

และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจรับมาจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีศักดิ์ต่ำกว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนแสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติรอบที่ผ่านมา

การรณรงค์สองเรื่องนี้ เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมความคิดคนให้เห็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลง

เป็นรูปธรรม

เข้าใจง่าย

เห็นภาพชัด

โดนใจทุกคน ทุกส่วน

เหมาะกับการสร้าง “แนวร่วม” แห่งการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

พรรคทำงานในสภา เสนอร่างกฎหมายก็ดี อภิปรายในสภาก็ดี ตรวจสอบทุจริตก็ดี แฉงบประมาณรายบรรทัดก็ดี

นั่นเป็นสิ่งที่ต้องทำ ควรทำ ต่อไป

มันช่วยให้คนคิดว่า “อยู่ไม่ไหว ต้องเปลี่ยน”

แต่ไม่ได้ไปถึงขนาดที่ทำให้คนเห็นว่า “มีโอกาสเปลี่ยนในเร็ววัน” “เปลี่ยนแบบใด เปลี่ยนเป็นอะไร”

การแฉก็ดี การเสนอกฎหมายแล้วคว่ำไปแล้วมาแฉต่อก็ดี เป็นการรักษาฐานที่มั่น แต่ไม่ได้รุกคืบกินแดน

ฝากให้พรรคกองหน้าที่ต้องการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่นำไปพิจารณาครับ

ยกระดับทะเบียนราษฎร รัฐบาลย้ำเป็นด่านต้นน้ำ สกัดบัญชีม้า-นอมินี

ยกระดับทะเบียนราษฎร รัฐบาลย้ำเป็นด่านต้นน้ำ สกัดบัญชีม้า-นอมินี

ยกระดับทะเบียนราษฎร รัฐบาลย้ำเป็นด่านต้นน้ำ สกัดบัญชีม้า-นอมินี

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.13 น.

รัฐบาลยกระดับ”ทะเบียนราษฎร” เป็นด่านต้นน้ำสกัด”บัญชีม้า-นอมินี” เปิด DOPA N.I.C.E. Center รับแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1548

2 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการป้องกันอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทาง โดยกรมการปกครองได้เปิด ศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E. Center) เพื่อเป็นศูนย์กลางบูรณาการการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูล สืบสวน และประสานการปฏิบัติงานด้านการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ พร้อมเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสผ่าน สายด่วน 1548 เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความผิดปกติทางทะเบียนราษฎรไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะการออกเอกสารประจำตัวเท่านั้น แต่ยังอาจถูกนำไปใช้เป็นต้นทางของอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ เช่น การสวมสิทธิเป็นบุคคลสัญชาติไทย การสวมสิทธิเป็นบุคคลไร้สัญชาติ การเปิดบัญชีม้า การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ การถือครองทรัพย์สิน หรือการดำเนินธุรกิจในลักษณะนอมินี ซึ่งล้วนกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ระบบเศรษฐกิจ และสิทธิของประชาชน รัฐบาลจึงยกระดับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้ความผิดปกติทางทะเบียนลุกลามไปสู่อาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมข้ามชาติ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ศูนย์ DOPA N.I.C.E. Center จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการอำนวยการ วิเคราะห์ข้อมูล สืบสวน และประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบงานทะเบียนให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ รวมทั้งนำเทคโนโลยีและวิธีการทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจพิสูจน์ DNA มาใช้ประกอบการตรวจสอบในกรณีที่จำเป็น เพื่อเพิ่มความถูกต้อง โปร่งใส และความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎรของไทย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานของศูนย์ฯ เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่กำชับให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตรงไปตรงมา ภายใต้หลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” โดยยึดพฤติการณ์และพยานหลักฐานเป็นสำคัญ ไม่ยึดติดกับตัวบุคคลหรือสถานะของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเสมอภาค โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ประชาชนที่พบความผิดปกติหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการสวมสิทธิทางทะเบียน สามารถแจ้งข้อมูลได้ผ่าน สายด่วน 1548 ศูนย์ตอบปัญหางานทะเบียนและบัตร, สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย รวมถึงช่องทางออนไลน์ของกรมการปกครองและหน่วยงานภาคี โดยสามารถแจ้งข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน และกรมการปกครองจะเก็บรักษาข้อมูลของผู้แจ้งไว้เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดี

“รัฐบาลเดินหน้ายกระดับความมั่นคงทางทะเบียน เพราะข้อมูลทะเบียนราษฎรที่ถูกต้องเป็นรากฐานสำคัญของการคุ้มครองสิทธิประชาชน และเป็นด่านแรกในการป้องกันอาชญากรรมหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสวมสิทธิ บัญชีม้า นอมินี ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ การเปิดศูนย์ DOPA N.I.C.E. Center จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการปิดช่องความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐบาลเดินหน้าแก้ค่าไฟแพง เคลียร์สัญญาซื้อไฟเอกชน หลัง กพช. ไฟเขียวเจรจา

รัฐบาลเดินหน้าแก้ค่าไฟแพง เคลียร์สัญญาซื้อไฟเอกชน หลัง กพช. ไฟเขียวเจรจา

รัฐบาลเดินหน้าแก้ค่าไฟแพง เคลียร์สัญญาซื้อไฟเอกชน หลัง กพช. ไฟเขียวเจรจา

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.12 น.

รัฐบาลเดินหน้าแก้ค่าไฟแพง เคลียร์สัญญาซื้อไฟเอกชน หลัง กพช. ไฟเขียวเจรจา จับตาค่าพร้อมจ่าย แผน PDP พลังงานสำรอง ไฟฟ้าพื้นที่ห่างไกล

2 สิงหาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการทำงานของคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งนายปกรณ์เป็นประธาน ว่า ปัญหาพลังงานแพงเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบประชาชนและภาคธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่เป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกกิจการ โดยในส่วนของการแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว หรือที่ถูกเรียกว่า สัญญาชั่วนิรันดร์ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช.แล้วเมื่อวันที่ 17 ก.ค.2569 มติดังกล่าวทำให้การไฟฟ้าสามารถเริ่มเจรจากับเอกชนได้ทันที โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง ทั้งนี้ เป้าหมายแรกคือการเร่งเจรจากับเอกชนและแก้สัญญาเหล่านี้ให้เสร็จ เพราะในทางปฏิบัติไม่ควรมีสัญญาใดที่ไม่มีการปรับเงื่อนไขเลยตลอดอายุสัญญา 50 ปี ตามหลักสากลควรมีการทบทวนเป็นรอบ เช่น ทุก 10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับเงินเฟ้อ ต้นทุน และสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

นายปกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันฐานราคารับซื้อไฟฟ้าอยู่ประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย แต่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าบางประเภทลดลงต่อเนื่อง จึงต้องดูว่าราคารับซื้อยังสะท้อนต้นทุนจริงหรือไม่ และเป็นธรรมต่อประชาชนที่ต้องจ่ายค่าไฟหรือไม่ นอกจากเรื่องสัญญาระยะยาว คณะกรรมการฯ ยังต้องพิจารณาประเด็นค่าพร้อมจ่าย หรือ Availability Payment ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าไฟ โดยคณะทำงานกำลังพิจารณามาตรการที่เหมาะสม คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า การเจรจาสัญญารับซื้อไฟฟ้ากับเอกชนไม่ใช่การยกเลิกสัญญา และไม่มองว่าจะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่เป็นการปรับให้สอดคล้องกับหลักสากล อดีตไทยอาจต้องให้สิทธิประโยชน์สูงเพื่อดึงเทคโนโลยีใหม่ แต่วันนี้ตลาดเปลี่ยนแล้ว ต้นทุนเปลี่ยนแล้ว เงื่อนไขจึงควรถูกทบทวน โดยปัญหาค่าไฟจะต้องดูทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะสัญญาซื้อไฟ โดยหัวใจสำคัญคือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ต้องตั้งอยู่บนข้อมูลจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คาดการณ์เกินจำเป็นว่าพลังงานจะไม่พอ ต้องเห็นชัดว่าประเทศมีไฟจากก๊าซ ลม แสงแดด หรือแหล่งอื่นเท่าใด ประเทศไทยต้องมองอนาคตพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งการใช้ไฟที่เพิ่มจาก Data Center การลดต้นทุนสายส่งของการไฟฟ้า แนวโน้ม SMR หรือนิวเคลียร์ขนาดเล็ก และ ASEAN Smart Grid ซึ่งจะทำให้ประเทศในภูมิภาคซื้อขายพลังงานส่วนเกินกันได้ ทั้งนี้ หากประเทศเพื่อนบ้านมีแรงงานราคาถูกและมีแหล่งพลังงานใหม่ ขณะที่ไทยยังพึ่งซื้อพลังงานจากภายนอกและแบกค่าไฟสูง จะกระทบขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว รัฐบาลจึงต้องเร่งทำให้ไทยมีพลังงานเพียงพอ ราคาสมเหตุสมผล และประชาชนพื้นที่ห่างไกลต้องเข้าถึงไฟฟ้าได้ โดยไม่ติดข้อจำกัดทางระเบียบกฎหมายโดยไม่จำเป็น

กต.โต้เดือด UN ปม ผู้พลัดถิ่น-แรงงาน ยันกัมพูชาเริ่มก่อน ไม่ควรใช้มนุษยธรรมเป็นเครื่องมือการเมือง

กต.โต้เดือด UN ปม ผู้พลัดถิ่น-แรงงาน ยันกัมพูชาเริ่มก่อน ไม่ควรใช้มนุษยธรรมเป็นเครื่องมือการเมือง

กต.โต้เดือด UN ปม ผู้พลัดถิ่น-แรงงาน ยันกัมพูชาเริ่มก่อน ไม่ควรใช้มนุษยธรรมเป็นเครื่องมือการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.03 น.

2 สิงหาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ กรณีการออกแถลงการณ์ของ นาย Tom Andrews ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ระบุว่า ตามที่ปรากฏรายงานข่าวเกี่ยวกับแถลงการณ์สิ้นสุดภารกิจ (End of Mission Statement) ภายหลังการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของนาย Tom Andrews ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา (UN Special Rapporteur on the situation of human rights in Cambodia) ระหว่างวันที่ 20–31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งมีการพาดพิงถึงประเทศไทยในบริบทของสถานการณ์ไทย – กัมพูชา นั้น

ไทยรับทราบแถลงการณ์ดังกล่าว และขอย้ำอีกครั้งว่า ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่นำมาสู่ผลกระทบต่าง ๆ ไม่ใช่ความขัดแย้งที่เริ่มโดยฝ่ายไทย แต่มาจากการโจมตีเป้าหมายพลเรือนในไทยโดยฝ่ายกัมพูชา

กรณีที่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศชาวกัมพูชา (Internally Displaced Persons: IDPs) จำนวน 650,000 คน นั้น ไทยขอชี้แจงว่า จำนวนที่กล่าวอ้างนั้น ในความเป็นจริง ส่วนหนึ่งเป็นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งไทยเคยเปิดให้เป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 อันเป็นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากไทย อย่างไรก็ดี ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายแล้ว กลุ่มบุคคลดังกล่าวมิได้ย้ายออกจากพื้นที่ แม้ว่าฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงฝ่ายกัมพูชาหลายครั้งแล้วก็ตาม จึงถือเป็นกลุ่มบุคคลที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย และไม่เข้านิยามของการเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs)

ไทยเห็นว่า ประเด็นเรื่องสิทธิในการเดินทางกลับคืนสู่มาตุภูมิ (right of return) ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อการประชาสัมพันธ์ในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ มากกว่าการคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมอย่างแท้จริง ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชามีหน้าที่รับผิดชอบการดูแลและคุ้มครองประชาชนของตนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง จนต้องพลัดถิ่นภายในกัมพูชา ทั้งในด้านสิทธิในชีวิตและความปลอดภัย และการให้หลักประกันว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงที่พักพิงที่เหมาะสม มาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ อาหาร น้ำสะอาด สุขาภิบาล และบริการด้านสาธารณสุขที่จำเป็น

สำหรับกรณีแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากประเทศไทย ซึ่งผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีจำนวน 900,000 คน ไทยขอชี้แจงว่า แรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศภายหลังเกิดสถานการณ์ข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ประกอบด้วยทั้งผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและผู้ที่ลักลอบเข้ามาทำงาน โดยแรงงานดังกล่าวเดินทางกลับกัมพูชาโดยสมัครใจภายหลังการเชิญชวนของรัฐบาลกัมพูชา ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นมาโดยตลอดว่าให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของแรงงานกัมพูชาในไทย และไม่เคยมีนโยบายที่จะผลักดันแรงงานกัมพูชาออกจากประเทศแต่อย่างใด

ขอย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยที่ผ่านมา ไทยได้ให้ความร่วมมือกับกลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council: HRC) มาอย่างต่อเนื่อง และได้มีคำชี้แจงเรื่องนี้ต่อกลไกดังกล่าว ซึ่งได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการไว้แล้ว สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ

ไทยเห็นว่า กลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ควรยึดมั่นในหลักความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรม และการพิจารณาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งคำนึงถึงข้อเท็จจริงและมุมมองจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านและครอบคลุม เพื่อให้การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนเป็นไปอย่างสมดุล และสอดคล้องกับอาณัติของกลไกพิเศษอย่างแท้จริง

ไทยพร้อมที่จะมองไปข้างหน้าและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชา อย่างไรก็ดี การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังและจริงใจจากฝ่ายกัมพูชาด้วย โดยร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ผ่านการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) วันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด รวมถึงการลดระดับความตึงเครียด และการงดเว้นการกระทำหรือการกล่าวหาที่เป็นการยั่วยุและอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือบั่นทอนความไว้วางใจ เพื่อเปิดทางสู่การแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงตามแนวชายแดนด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกทวิภาคีร่วมกันต่อไป