ประเสริฐ เตรียมสั่งคุมเข้ม ตรวจอาวุธในโรงเรียนทั่วประเทศ

ประเสริฐ เตรียมสั่งคุมเข้ม ตรวจอาวุธในโรงเรียนทั่วประเทศ

ประเสริฐ เตรียมสั่งคุมเข้ม ตรวจอาวุธในโรงเรียนทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.26 น.

“ประเสริฐ” เตรียมสั่งคุมเข้ม ตรวจอาวุธในโรงเรียนทั่วประเทศ พร้อมประสานทีมจิตวิทยาจุฬาฯ เยียวยาด่วนเร่งเยียวยาบุคลากรทางการศึกษา โดยไม่มีเงื่อนไข 

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 15.15 น. ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าเหตุยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียบุคลากรทางด้านการศึกษาในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอผลชันสูตรและพิสูจน์หลักฐาน

สำหรับการดูแลความปลอดภัย เบื้องต้นได้พูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียน ว่า การเยียวยาจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ได้รับการประสานงานจากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จะเข้ามาฟื้นฟูบำบัดเยียวยาจิตใจอีกทางหนึ่ง พร้อมทั้งสั่งให้ให้สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยไม่มีเงื่อนไข

นาย​ประเสริฐ​ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ มีการนำอาวุธเข้ามา ที่ผ่านมายังไม่เคยดำเนินการถึงขั้นตรวจสอบอาวุธในกระเป๋า ดังนั้น ต่อไปนี้ต้องนำสิ่งต่าง ๆ ที่กระทบต่อความปลอดภัย มาคุยกันอย่างจริงจัง จะไม่ปล่อยให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น เพราะโรงเรียนต้องเป็นสถานที่ปลอดภัย เรื่องการพกอาวุธเข้ามาในโรงเรียนต้องดำเนินการอย่างเข้มงวด โดยกระทรวงศึกษาธิการจะมีการประชุมและสั่งการไปยังผู้อำนวยการเขตทั่วประเทศในวันพรุ่งนี้

ส่วนการเยียวยา เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยจะหารือร่วมกับรัฐบาลในการช่วยเหลือนี้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ จะมีการสั่งปิดโรงเรียนชั่วคราวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียน เพราะต้องดูเรื่องสภาพจิตใจของคุณครูและนักเรียนเป็นหลัก

​ป้องทุจริต-หวั่นรัฐเสียหาย! สถ.แจงยิบโต้โรม ปมยกเลิกจัดสอบท้องถิ่นปี 66

​ป้องทุจริต-หวั่นรัฐเสียหาย! สถ.แจงยิบโต้โรม ปมยกเลิกจัดสอบท้องถิ่นปี 66

​ป้องทุจริต-หวั่นรัฐเสียหาย! สถ.แจงยิบโต้โรม ปมยกเลิกจัดสอบท้องถิ่นปี 66

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.04 น.

ป้องทุจริต-หวั่นรัฐเสียหาย! “สถ.”แจงยิบโต้”โรม” ปมยกเลิกจัดสอบท้องถิ่นปี 66 ยันดำเนินการเป็นไปตามระเบียบ-กม.ที่เกี่ยวข้อง

7 สิงหาคม 2569 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีการดำเนินการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2566 โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พิจารณากรณีการทุจริตการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น และนำเสนอข้อมูลและข้อสังเกตต่อสาธารณะเกี่ยวกับกระบวนการจัดจ้าง การยกเลิกการคัดเลือกผู้ดำเนินการจัดสอบแข่งขัน และการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เมื่อวันที่ 6สิงหาคม2569 ซึ่งอาจทำให้สาธารณชนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการดำเนินการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือมีการแทรกแซง นั้น

สถ.ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ดังนี้

1.การจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น

1.1 การจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นเป็นภารกิจตามกฎหมาย ดำเนินการโดยคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ซึ่งเป็นการดำเนินการตามคำสั่ง คสช. ที่ 8/2560 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 โดยให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เป็นผู้จัดสอบแข่งขัน โดย ก.กลาง มอบหมายให้ สถ.ดำเนินการจัดจ้างมหาวิทยาลัยของรัฐเพื่อดำเนินการจัดสอบซึ่งเป็นไปตามประกาศมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์

1.2 การจัดสอบในปี2566 สถ.ได้เชิญมหาวิทยาลัยของรัฐให้ยื่นข้อเสนอและเสนอราคาและมีมหาวิทยาลัยของรัฐ จำนวน 2 แห่งเข้ายื่นข้อเสนอ คือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และมหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อพิจารณาข้อเสนอแล้วมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีเป็นผู้ชนะการเสนอราคาต่อมามหาวิทยาลัยบูรพาได้อุทธรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง ได้วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ฟังขึ้น เมื่อพิจารณาผลใหม่แล้วมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นผู้ชนะการเสนอราคา โดยประกาศรายชื่อผู้ขนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2566

2.เหตุผลการยกเลิกผู้ชนะการเสนอราคา

2.1 กลุ่มเครือข่ายการต่อต้านการทุจริตในการจัดสอบได้มายื่นร้องเรียนต่อกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 4 มกราคม2567 โดยขอให้เปลี่ยนแปลงวิธีการสอบ (เสนอให้มีการนำภาค ก ของสำนักงาน ก.พ. มาใช้เกี่ยวกับการสอบแข่งขัน โดยไม่จำเป็นต้องสอบผ่านภาค ก ของ กสถ.) การพิจารณาเกี่ยวกับการจัดจ้างมหาวิทยาลัย และตรวจสอบการเรียกรับผลประโยชน์ในการจัดสอบ

2.2 กระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งที่ 150/2567 ลงวันที่ 16 มกราคม 2567 แต่งตั้งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามข้อร้องเรียนข้างต้น

2.3 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ได้มีการจัดประชุมร่วมกันระหว่าง มท. สถ. กสถ. บก.ปปป. สำนักงาน ป.ป.ช. และ สำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อกำหนดหนดแนวทางป้องกัน ต่อต้าน และปราบปรามการทุจริตในการจัดสอบ โดยได้มีมติร่วมกันในการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับภาคีเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และให้ชะลอการลงนามในสัญญาจ้างจัดสอบออกไปก่อน จนกว่าการพิจารณาของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงจะได้ข้อยุติ

2.4 สถ.ดำเนินการตามข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มท. เช่น กำหนดมาตรการการป้องกันการทุจริตในกระบวนการสอบทุกขั้นตอนอย่างละเอียดชัดเจน และกำหนดให้หน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมสังเกตการณ์กระบวนการสอบทุกขั้นตอน เป็นต้น และ สถ. ได้นำข้อสังเกตดังกล่าวมายกร่าง TOR

2.5 กสถ.ในการประชุมครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าหากดำเนินการตาม TOR เดิมต่อไป อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐและกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตเพิ่มเติมตามข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มท. ซึ่งมีผลทำให้ชอบเขตของงานจ้างเปลี่ยนแปลงและมีผลกระทบต่อวงเงินที่จัดจ้างที่เปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณงาน และได้พิจารณาเกี่ยวกับประเด็นการนำ ภาค ก ของสำนักงาน ก.พ. มาใช้ในการสอบแข่งขัน โดยไม่จำเป็นต้องสอบผ่านภาค ก ของ กสถ. ซึ่งได้พิจารณาประเด็นดังกล่าวในการประชุม กสถ. และ ก.กลาง หลายครั้ง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว สถ. ได้มีหนังสือหารือกรมบัญชีกลางกรณียกเลิกการจ้างจัดสอบในครั้งนี้และเริ่มกระบวนการจัดหาใหม่ ซึ่งกรมบัญชีกลางได้พิจารณากรณีหารือตามเหตุผลดังกล่าวแล้วแจ้งว่า หาก สถ. มีความประสงค์จะยกเลิกการจ้าง ย่อมเป็นดุลยพินิจของ สถ. ที่จะพิจารณา ด้วยกระบวนการขั้นตอนและเหตุผลดังกล่าว สถ. จึงได้มีประกาศยกเลิกประกาศให้มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นผู้ชนะการเสนอราคา

3.การดำเนินการของ สถ. เพื่อป้องกันการทุจริตการสอบแข่งขัน

3.1 สถ. ได้มีการกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตให้มีการรัดกุมมากยิ่งขึ้นตามข้อสังเกต และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงมติของ กสถ. เช่น แยกขั้นตอนการรับสมัครสอบออกจากการจัดจ้าง เพื่อให้มึงบประมาณที่ชัดเจนก่อนดำเนินการจัดจ้างและมีข้อมูลสำหรับการบริหารจัดการการสอบให้มีประสิทธิภาพ การจัดให้มีการตรวจกระดาษคำตอบที่ศูนย์สอบ ทั้ง 10 ศูนย์ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการตรวจกระดาษคำตอบและป้องกันการเปลี่ยนกระดาษคำตอบระหว่างการเคลื่อนย้าย และจัดให้หน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมสังเกตการณ์กระบวนการสอบทุกขั้นตอน

3.2 การจัดจ้างสอบในปี 2568 ได้ดำเนินการโดยวิธีประกวดราคากลางอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เพื่อเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยของรัฐหรือสถาบันการศึกษาของรัฐทุกแห่งที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดตามเอกสารประกวดราคาเข้ายื่นข้อเสนอได้ทั้งหมด อีกทั้งในการจัดทำร่าง TOR ได้มีการเชิญหน่วยงานภาคีเครือข่ายร่วมประชุมเพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการทุจริต โดยพิจารณาถึงประโยชน์ของทางราชการ โปร่งใส เป็นธรรม ไม่เป็นการกีดกันหรือเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้เสนอราคารายใจ

3.3 การดำเนินการจัดสอบแข่งขันดังกล่าว เป็นอำนาจและหน้าที่ ของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นตามคำสั่ง คสช. ที่ 8/2560 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 โดยดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกประการ

กมธ.การศาสนาฯ จัดนิทรรศการ‘วัฒนธรรมรักษ์โลก’ ขยายพลังเครือข่ายสิ่งแวดล้อมผ่านมิติศาสนา

กมธ.การศาสนาฯ จัดนิทรรศการ‘วัฒนธรรมรักษ์โลก’ ขยายพลังเครือข่ายสิ่งแวดล้อมผ่านมิติศาสนา

กมธ.การศาสนาฯ จัดนิทรรศการ‘วัฒนธรรมรักษ์โลก’ ขยายพลังเครือข่ายสิ่งแวดล้อมผ่านมิติศาสนา

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

กมธ.การศาสนาฯ จัดนิทรรศการ‘วัฒนธรรมรักษ์โลก’ ขยายพลังเครือข่ายสิ่งแวดล้อมผ่านมิติศาสนา

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 เวลา 09.15 นาฬิกา ณ ห้องโถงหน้าห้องจัดประชุมสัมมนา ชั้น B1 อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา จัดการเสวนาเชิงปฏิบัติการและนิทรรศการ ภายใต้โครงการ “พลังแห่งศาสนสถาน : ศรัทธาและภูมิปัญญา ขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนด้วยวิถีพอเพียง” โดยมีนางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ กล่าวเปิดนิทรรศการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วราวุธ ตีระนันท์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ คณะอนุกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน นักเรียน นักศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วม

นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ กล่าวว่า โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือของคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ร่วมกับสมาคมคาทอลิกแห่งประเทศไทย มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย และภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยพลังของศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นกลไกสำคัญในการสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกช่วงวัย

โครงการนี้เป็นการดำเนินงานที่สืบสานเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเป็นปีที่ 2 ของคณะกรรมาธิการชุดปัจจุบัน แต่หากนับรวมการดำเนินงานที่ได้ริเริ่มไว้โดยคณะกรรมาธิการชุดก่อนแล้ว ถือเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการใช้มิติทางศาสนา คุณธรรม จริยธรรม และศิลปวัฒนธรรม มาสร้างความตระหนักรู้และปลูกจิตสำนึกในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า งานเสวนาและนิทรรศการในวันนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และขยายผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมผ่านมิติของศาสนา คุณธรรม และวัฒนธรรม เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่มีความสมดุล ทั้งด้านจิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศต่อไป

สำหรับการจัดโครงการ “พลังแห่งศาสนสถาน : ศรัทธาและภูมิปัญญา ขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนด้วยวิถีพอเพียง” ในวันนี้ แบ่งการจัดกิจกรรมออกเป็น 2 ช่วง โดยในช่วงเช้าเป็นการเสวนาเชิงปฏิบัติการ พร้อมการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ศาสนสถานต้นแบบกับการจัดการสิ่งแวดล้อม” โดยพระราชวัชรบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดจากแดง และการจัดแสดง 29 นิทรรศการ จากความร่วมมือของ 33 หน่วยงานที่แสดงถึงการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และฝึกปฏิบัติแนวทางลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน การจัดการขยะ การลดก๊าซเรือนกระจก และการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าในศาสนสถานและชุมชน

นอกจากนี้ยังแสดงถึงการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และเสริมพลังศาสนสถานและเครือข่ายศรัทธาในการขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อม โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีในการนำหลักธรรม ค่านิยม และกิจกรรมทางศาสนามาส่งเสริมจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยสร้างสรรค์นวัตกรรมและกิจกรรมต้นแบบเพื่อชุมชนสีเขียวผ่านกิจกรรมการใช้วัสดุธรรมชาติ การเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ และนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาต้นแบบที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในศาสนสถานและชุมชน

โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมจัดนิทรรศการ อาทิ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สถาบันลูกโลกสีเขียว บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กรมป่าไม้ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมถ์ กรมการศาสนา วัดจากแดง โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน Siam Wellness สมาคมสื่อมวลชนพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ และ Ephrata Music เป็นต้น

ยศชนัน ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุ สั่งยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ

ยศชนัน ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุ สั่งยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ

ยศชนัน ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุ สั่งยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

“ศ.ดร.ยศชนัน” ลงพื้นที่เหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี สั่งยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ-แก้ปมบูลลี่ ปิด รร.ชั่วคราว เร่งระดมทีมเยียวยาจิตใจ-ทหารแห่บริจาคเลือดด่วน พร้อมวอนสังคมงดแชร์ภาพสะเทือนใจ

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 จากกรณีเหตุการณ์สะเทือนขวัญ นักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงครูและเพื่อนนักเรียนจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย ล่าสุด ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ลงพื้นที่เร่งด่วน เพื่อติดตามสถานการณ์และรับฟังรายงานจากผู้อำนวยการโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นได้แถลงความคืบหน้าเพื่อสร้างความมั่นใจว่า 

“ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้อย่างเรียบร้อยแล้ว ขอให้พี่น้องประชาชนและผู้ปกครองสบายใจได้ว่า เด็กนักเรียนทุกคนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ ได้รับการดูแลและพาเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอยู่ในการดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก เพื่อความถูกต้องและรอบคอบ ทั้งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่มาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป”

เพื่อเป็นการรับมือและแก้ปัญหาจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้ระบุถึงมาตรการด่วน 3 ข้อของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่

มาตรการระยะสั้น (ปิดพื้นที่และประเมินสถานการณ์) – สั่งการให้หยุดการเรียนการสอนในโรงเรียนที่เกิดเหตุเป็นการชั่วคราว ซึ่งตรงกับช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์พอดี เพื่อเคลียร์พื้นที่และประเมินสถานการณ์การดูแลพื้นที่โดยรอบ โดยหลังจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะเตรียมแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการอีกครั้งว่าจะเปิดเรียนในวันจันทร์หรืออังคารหรือไม่

การฟื้นฟูสภาพจิตใจขั้นเร่งด่วน – กระทรวงศึกษาธิการได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ทันที เพื่อเร่งประเมิน ดูแล และเยียวยาสภาพจิตใจของนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบและญาติผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง

มาตรการระยะยาว (ยกระดับความปลอดภัยและแก้ปมความรุนแรง) – สั่งการให้ยกระดับและทบทวนมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาทั่วประเทศใหม่ทั้งหมด รวมถึงมุ่งเน้นการป้องกันปัญหาเรื่องการกลั่นแกล้งกัน (Bullying) ในสถานศึกษา ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อปิดทุกช่องโหว่และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก

นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้ระบุถึงสถานการณ์เลือดสำรองที่ไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ซึ่งล่าสุดมีหน่วยงานทหาร นำโดย ผู้พันอภิยุทธ ได้นำกำลังพลจำนวน 50 นาย มาร่วมบริจาคโลหิตแล้ว พร้อมกันนี้จึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วม บริจาคเลือดทุกกรุ๊ป อย่างเร่งด่วน โดยสามารถเดินทางไปบริจาคได้ที่ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า

ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้เน้นย้ำถึงการนำเสนอข่าวและการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย โดยขอความร่วมมืออย่างจริงจังไปยังสื่อมวลชนและประชาชน ให้งดการเผยแพร่และหยุดแชร์ภาพหรือคลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งภาพผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต เพื่อเคารพสิทธิของผู้สูญเสีย และป้องกันผลกระทบทางจิตใจที่รุนแรงต่อเด็กนักเรียนและครูเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ภายหลังจากการตรวจสอบพื้นที่และการแถลงข่าว ศ.ดร.ยศชนัน ได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ที่โรงพยาบาลบางใหญ่ เพื่อเข้าเยี่ยมเยียน ติดตามอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บ และให้กำลังใจครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายอย่างใกล้ชิด

เดินหน้าฟื้นศรัทธา ปชป. อภิสิทธิ์ ลั่น!ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ตั้งเป้าเป็นพรรคหลัก

เดินหน้าฟื้นศรัทธา ปชป. อภิสิทธิ์ ลั่น!ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ตั้งเป้าเป็นพรรคหลัก

เดินหน้าฟื้นศรัทธา ปชป. อภิสิทธิ์ ลั่น!ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ตั้งเป้าเป็นพรรคหลัก

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

7 สิงหาคม 2569 ที่จังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดโครงการให้ความรู้ทางการเมืองการปกครองในระบบประชาธิปไตยในงาน “สายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ” ขึ้นที่โรงแรม Wintree City Resort Chiang Mai จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีแกนนำพรรค อดีตผู้สมัคร สส.และตัวแทนสาขาพรรคภาคเหนือเข้าร่วมงานจำนวนมาก

โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงทิศทางการทำงานของพรรคในพื้นที่ภาคเหนือว่า แม้การเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคจะไม่มี สส.เขตในพื้นที่ภาคเหนือ แต่แกนนำและสมาชิกพรรคทุกคนยังมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาสำคัญของภาคเหนือ เรื่องมลพิษฝุ่น PM 2.5 ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ทำเฉพาะช่วงที่เป็นฤดูกาลแล้วลืมเลือนไป รวมถึงสารพิษในแหล่งน้ำ ที่เป็นเรื่องกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับนโยบายการต่างประเทศเพื่อร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและจีน นอกจากนี้ ยังเน้นการผลักดันต้นทุนทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่และหลายเมืองในภาคเหนือ ให้เปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลจริงจังและตรงไปตรงมา พร้อมเสนอทางออกที่แตกต่าง เช่น โครงการ แลนด์บริดจ์ ที่เสนอให้ทำเป็น Southern Connect รวมถึงการเตือนรัฐบาลเรื่องการบริหารงบประมาณและการกู้เงินที่ต้องทำอย่างเป็นระบบและถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้ประเทศติดกับดักงบประมาณในอนาคต

เมื่อถามถึงกรณี “สมการการเมือง 3 สี” นายอภิสิทธิ์ กล่าวสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มว่า ให้ไปถามผู้ที่เกี่ยวข้องกับ 3 สีนั้น เพราะไม่มีใครมาพูดคุยกับตนเอง  ส่วนแนวทางการฟื้นฟูความนิยมของพรรคในภาคเหนือ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แม้จำนวน สส.จะลดลงตามระบบการเลือกตั้ง แต่พรรคตั้งเป้ากลับมาเป็นพรรคการเมืองหลักที่เป็นทางเลือกของประชาชน โดยต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากกลุ่มคนที่เคยผูกพัน และสร้างความมั่นใจให้แก่คนรุ่นใหม่ ต้องใช้เวลา แต่เราพร้อมเดินหน้าอยู่แล้ว เพราะประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นพรรคการเมืองเฉพาะกิจ เราต้องการที่จะเป็นทางเลือกของประชาชน กลับมาเป็นพรรคการเมืองหลักให้ได้ แต่ต้องใช้เวลา อย่างน้อยที่สุด การขับเคลื่อนในประเด็นที่สำคัญกับประชาชน แล้วต้องเป็นการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ เพราะประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นพรรคการเมืองเฉพาะกิจ

นายกฯ รับเช็คเงินในกระเป๋ารัฐบาลก่อนตัดสินใจลุย ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ยันเงินคงคลังแข็งแรง

นายกฯ รับเช็คเงินในกระเป๋ารัฐบาลก่อนตัดสินใจลุย ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ยันเงินคงคลังแข็งแรง

นายกฯ รับเช็คเงินในกระเป๋ารัฐบาลก่อนตัดสินใจลุย ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ยันเงินคงคลังแข็งแรง

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

นายกฯ รับเช็คเงินในกระเป๋ารัฐบาลก่อนตัดสินใจลุย ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 หรือปรับเกณฑ์ 50:50 สวนคนวิจารณ์ปมเป็นภาระประชาชน ชี้ การค้า-จีดีพีพุ่ง ไม่พูดถึง ยันเงินคงคลังรัฐบาลแข็งแรง

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความชัดเจนการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 หลังจากเฟส 1 จะสิ้นสุด ก.ย.นี้ ว่า นโยบายใดก็ตามที่เป็นประโยชน์และก่อให้เศรษฐกิจดี การค้าขายคล่อง คุณภาพชีวิตประชาชนดี รัฐบาลจะพิจารณาทุกเรื่อง

ส่วนเงื่อนไขจะมีการปรับเป็น 50:50 แทนปัจจุบันที่ใช้ 60:40 หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ลงลึกขณะนั้น เพราะต้องดูกระเป๋าด้วย

ส่วนจะดำเนินการโดยใช้งบประมาณปกติ หรือจาก พ.ร.ก.กู้เงิน นั้น นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ต้องเช็คดูกระเป๋าเพราะการกู้บางคนบอกว่า จะทำให้เกิดภาระต่อประชาชน ซึ่งก็ต้องดูเงื่อนไขการกู้ด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณี พ.ร.ก.กู้ฯ ดังกล่าวดอกเบี้ยเพียง 1.2% ซึ่งหากกู้มาแล้วทำให้เกิดผลที่คุ้มค่ากว่าต้นทุน 1.2% เราก็ควรจะทำ และการปล่อยกู้มาจากสถาบันการเงิน สิ่งสำคัญเขาจะพิจารณาการคืนเงินกู้ เขามองว่า ถ้าสามารถคืนเงินในอัตรดอกเบี้ยกำหนด มันก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องดูแลตลอดเวลา

พร้อมย้ำว่า การกู้เงินมาใช้ในระบบเศรษฐกิจและให้เกิดการกระจายในระบบ ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่ง และเห็นได้จากผลสะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่น การลงทุนต่างๆ มูลค่าการค้า การส่งออกที่ได้มากกว่าเดิม และจีดีพี ซึ่งตรงนี้ต่างหากที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง เพราะความเป็นจริงเป็นเช่นนี้

เมื่อถามว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้รัฐบาลมีแผนอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพยายามกระตุ้นทุกอย่าง ตั้งแต่การลดและแยกประเภทค่าไฟทางออกเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับประชาชน ปรับภาระความเสี่ยงด้านพลังงาน จัดระเบียบดาต้าเซนเตอร์ใหม่เพราะใช้น้ำ-ไฟเยอะ ก็ต้องมีการกำกับดูแลไม่ใช่ประชาชนถูกผลกระทบ รวมถึงมีการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งได้รับการชื่มชม ทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนมากขึ้น มีการจ้างงานคนไทยเพิ่มมากขึ้น

เมื่อถามว่า กระเป๋าเงินรัฐบาลปัจจุบันอยู่ในสถานะใด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องไปดูเงินคงคลัง และไปดูอะไรต่างๆ ซึ่งก็ยังแข็งแรงอยู่

นายกฯเสียใจเหตุกราดยิxรร.ย่านนนทบุรี บอกแย่มากไม่ควรเกิดขึ้น

นายกฯเสียใจเหตุกราดยิxรร.ย่านนนทบุรี บอกแย่มากไม่ควรเกิดขึ้น

นายกฯเสียใจเหตุกราดยิxรร.ย่านนนทบุรี บอกแย่มากไม่ควรเกิดขึ้น

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 11.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงเหตุกราดยิง ภายในโรงเรียนชื่อดังจังหวัดนนทบุรี ว่าจะให้มีการดูแลผู้บาดเจ็บ และได้ส่งผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่แล้ว มันแย่มากเลย เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิต ซึ่งตนเสียใจว่าเหตุการณ์อย่างนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรในประเทศเรา อย่างกรณี เรื่องของการพกปืนที่รัฐบาลไม่ให้ต่อ ไม่ยอมให้ครอบครองอาวุธ ก็เพราะมันจะเป็นแบบนี้

ด่วน! นายกฯ สั่ง มท.2 ลงพื้นที่เหตุกราดยิงโรงเรียนย่านนนทบุรีทันที เบื้องต้นมือปืนหลบซ่อนในโรงเรียน

ด่วน! นายกฯ สั่ง มท.2 ลงพื้นที่เหตุกราดยิงโรงเรียนย่านนนทบุรีทันที เบื้องต้นมือปืนหลบซ่อนในโรงเรียน

ด่วน! นายกฯ สั่ง มท.2 ลงพื้นที่เหตุกราดยิงโรงเรียนย่านนนทบุรีทันที เบื้องต้นมือปืนหลบซ่อนในโรงเรียน

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.11 น.

ด่วน! “นายกฯ”สั่ง “มท.2” ลงพื้นที่เหตุกราดยิง โรงเรียนย่านนนทบุรี ทันที หลัง “ปลัดมหาดไทย” รายงานความคืบหน้า เบื้องต้นมือปืนยางหลบซ่อนภายในโรงเรียน ด้าน”มท.2″รับทราบ ชี้ที่มาอาวุธปืนถูกกฎหมายหรือไม่ ต้องรอตรวจสอบ

7 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 10.50 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าเหตุกราดยิงภายโรงเรียนย่านนนทบุรี ว่า ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัด​นนทบุรี กำลังเดินทางไปที่เกิดเหตุ เบื้องต้น ได้รับรายงานว่าเป็นนักเรียนใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงครู ทำให้ตอนนี้มีทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ขอให้รอสรุปข้อเท็จจริงอีกครั้งก่อน เพราะขณะนี้ยังไม่สามารถเคลียร์พื้นที่ได้ และผู้ก่อเหตุยังอยู่ภายในโรงเรียน ส่วนต้องอพยพบุคคลในพื้นที่ใกล้เคียงหรือไม่รอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการ

ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2569 (Prime Minister’s Export Award 2026) ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เข้ารายงานสถานการณ์ตอนนายกรัฐมนตรีทันที และนายกรัฐมนตรี​ ได้สั่งการให้ นายพลพี​ร์​ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย​ ลงพื้นที่ไปทันที

ขณะที่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเกิดเหตุการณ์กราดยิงภายในโรงเรียนดังจังหวัดนนทบุรี ว่า ตนเพิ่งเห็นข่าว โดยจะมีการรายงานนายกรัฐมนตรี และตนจะลงพื้นที่ไปดูว่าเป็นอย่างไร เมื่อถามถึงกรณีผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียนและมีอาวุธปืน นายพลพีร์ กล่าวว่า ต้องไปตรวจสอบว่ามายังไง เป็นปืนของใคร ให้เหตุการณ์แต่ต้องรอให้เหตุการณ์นิ่งก่อน รวมถึงไปดูเลขทะเบียนปืน ไม่อย่างนั้นจะดูไม่ได้ว่าซื้อมาจากที่ไหน

อย่างไรก็ตาม นโยบายของนายกฯ ชัดเจนว่า การออกใบอนุญาตควรต้องยาก อีกทั้งยังไม่ทราบว่าปืนดังกล่าวเป็นปืนดัดแปลงหรือไม่ ดังนั้น ตนต้องไปดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

นายพลพีร์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้ส่งคนลงพื้นที่ไปแล้ว และกำลังให้ทางจังหวัดรีบรายงานกลับมา ขอให้มีการรวบรวมข้อมูลก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น มีผู้บาดเจ็บกี่คน

กางข้อดี TH-AI Passport ธนารัตน์ แจงเหตุร่วมวง มั่นใจคุ้มค่า-ป้องรัฐเสียประโยชน์

กางข้อดี TH-AI Passport ธนารัตน์ แจงเหตุร่วมวง มั่นใจคุ้มค่า-ป้องรัฐเสียประโยชน์

กางข้อดี TH-AI Passport ธนารัตน์ แจงเหตุร่วมวง มั่นใจคุ้มค่า-ป้องรัฐเสียประโยชน์

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.34 น.

7 สิงหาคม 2569 นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ DomeCloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี กล่าวถึงการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นวิทยากรในโครงการ TH-AI Passport ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยระบุว่าการทำงานเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้มีการสอดประสานกันหลายฝ่าย ขณะที่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าผลักดันให้ระงับหรือยกเลิกโครงการในชั้นตรวจสัญญา ในชั้นอัยการสูงสุด ที่ขณะนี้ยังไม่ลงนาม แต่ตนเองมองว่า หากโครงการนี้หลุดรอดไปได้และต้องเดินหน้าต่อ ก็จำเป็นต้องมีคนเข้าไปดักรอข้างหน้าเพื่อกำกับดูแลให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างเหมาะสมที่สุด จึงอาสาเข้าไปคลุกวงในรับหน้าที่วิทยากร เพื่อหาทางผลักดันให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการนี้ให้ได้มากที่สุดในกรณีที่ไม่สามารถระงับโครงการได้

นายธนารัตน์ กล่าวว่า สำหรับประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับจากการผลักดันในครั้งนี้นั้น โครงการได้ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ที่ไม่เคยใช้งาน AI มาก่อนเป็นหลัก ระบบจึงมีความเรียบง่ายและเข้าใช้งานผ่านหน้าเว็บไซต์ได้ทันที ไม่ถึงขนาดแอดวานซ์ให้โปรแกรมเมอร์ใช้งาน ที่สำคัญคือประชาชนจะได้รับสิทธิ์ในการ ใช้งาน AI ระดับโปรฟรี โดยไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินแพงถึงเดือนละ 20 ดอลลาร์ เพื่อใช้ AI ระดับโลก เพียงแค่เข้าสู่ระบบและเรียนรู้ผ่านคลิปวิดีโอตามเงื่อนไขเพียงเดือนละ 10 นาทีเท่านั้น สามารถใช้ระดับโปรได้และใช้ได้เยอะกว่าเดือนละ 20 ดอลลาร์ด้วย และความเห็นตนค่อนข้างไปในทางบวกมีประโยชน์และใช้งานได้จริง

นอกจากนี้ ความคุ้มค่าที่เห็นได้ชัดเจนคือการเข้าถึงฟีเจอร์ราคาแพงอย่างการใช้ AI สร้างวิดีโอ ซึ่งปกติมีต้นทุนขายปลีกสูงถึงวินาทีละ 10 บาท แต่ประชาชนที่ผ่านเงื่อนไขจะสามารถสร้างวิดีโอได้ถึงเดือนละ 60 วินาที ขณะเดียวกัน สัญญาของโครงการก็ได้รับการปรับแก้จากการจ่ายเหมา 1,500 ล้านบาท มาเป็น การจ่ายตามผู้ใช้งานจริง (Active User) ในราคาเพียงหัวละ 25 บาทต่อเดือน จ่ายตามจำนวนจริง ซึ่งประเมินกันว่าคาดว่าจะช่วยรัฐประหยัดงบประมาณจาก 1,500 ล้านบาท จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มากเหลือประมาณ 600 ล้านบาท ทำให้งบประมาณหายไปประมาณ 900 ล้านบาท

“หากประชาชนเข้ามาใช้งานฟีเจอร์ระดับโปรอย่างเต็มที่ด้วยต้นทุนที่รัฐอุดหนุนให้เพียง 25 บาทต่อเดือน จะถือเป็นผลประโยชน์มหาศาลต่อคนไทย ซึ่งอาจส่งผลให้เอกชนผู้รับงานเป็นฝ่ายขาดทุนได้เลยทีเดียว” นายธนารัตน์ กล่าว

ศุภจี ยังไม่รู้ ทำ ไทยเที่ยวไทย พลัส ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่ รอ เอกนิติ เคาะก่อนชง ครม.

ศุภจี ยังไม่รู้ ทำ ไทยเที่ยวไทย พลัส ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่ รอ เอกนิติ เคาะก่อนชง ครม.

ศุภจี ยังไม่รู้ ทำ ไทยเที่ยวไทย พลัส ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่ รอ เอกนิติ เคาะก่อนชง ครม.

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

ศุภจี ยังไม่รู้ ทำ ไทยเที่ยวไทย พลัส ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่ รอ เอกนิติ เคาะก่อนชง ครม. ชี้ ควรใช้กระตุ้นฤดูท่องเที่ยว เผย ไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกับโครงการ ไทยช่วยไทย เฟสสอง

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวฯ เล็งใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1,750-2,000  ล้านบาท มาดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ว่า ตนกำลังหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เรื่องนี้ต้องดูภาพรวม ไม่ว่าจะใช้เงินกู้หรือเงินงบประมาณ เพราะต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และกระจายให้ทั่วถึงจริง รวมถึงสร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว และผู้ที่อยากจะไปท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขอยํ้าว่าต้องดูอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ นายเอกนิติต้องการดูผลลัพธ์ของโครงการไทยช่วยไทย พลัส ด้วย ดังนั้นต้องดูภาพรวมทั้งหมดก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้เงินกู้มาดำเนินการโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ถือว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า เพราะอย่างนี้จึงเป็นสิ่งที่เราต้องดูอย่างรอบคอบก่อน ตอนนี้ยังไม่มีการเคาะว่าจะใช้เงินจากก้อนใด เพราะต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และกระจายให้ทั่วถึง

เมื่อถามว่า โครงการไทยเที่ยวไทยพลัส กับ ไทยช่วยไทยพลัส เฟสสอง จะทำพร้อมกันหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องพร้อมกัน เพราะต้องดูความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจริง

เมื่อถามว่า โครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ควรจะออกในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี-ต้นปีหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า เรื่องการท่องเที่ยว ควรจะเป็นฤดูท่องเที่ยว แต่โครงการไทยช่วยไทย พลัส ต้องพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วน และการใช้เงินให้ได้อย่างเต็มที่มากที่สุด ดังนั้นต้องรอการพิจารณาจากคณะกรรมการของนายเอกนิติ และเสนอไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)