คอหวยเฮลั่น! เลขธูป นายกฯอนุทิน ไหว้ท้าวเวสสุวรรณ วัดเดิมบาง(คงคาราม)

คอหวยเฮลั่น! เลขธูป นายกฯอนุทิน ไหว้ท้าวเวสสุวรรณ วัดเดิมบาง(คงคาราม)

คอหวยเฮลั่น! เลขธูป นายกฯอนุทิน ไหว้ท้าวเวสสุวรรณ วัดเดิมบาง(คงคาราม)

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.56 น.

ชาวสุพรรณบุรีเฮ ! ถูกหวยเลขธูป “นายกฯ” ไหว้ท้าวเวสสุวรรณวัดเดิมบาง (คงคาราม)

วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากช่วงเช้าที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้เดินทางไปที่จังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อตรวจราชการและพบปะประชาชน ณ แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง พร้อมกับเดินทางมาร่วมอวยพรวันคลายวันเกิดปีที่ 77 ปีของนายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ก่อนที่จะเดินทางไปยังวัดเดิมบาง (คงคาราม) อ.เดิมบางนางบวช เพื่อสักการะท้าวเวสสุวรรณ เทพหน้าทอง เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ในการเยือนจังหวัดสุพรรณบุรี

โดยนายกฯ ได้นำคณะสักการะท้าวเวสสุวรรณ เทพหน้าทอง ด้วยธูปใหญ่ เลขธูป 996 ซึ่งปรากฏว่า เลขดังกล่าว ตรงกับผลประกาศของสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ออกมาเป็นเลข 69

อนุทิน ตอบกลับ หลังถูกถามปรับครม.เมื่อไหร่ แจง สส.กล้าธรรม ร่วมวันเกิด ประภัตร

อนุทิน ตอบกลับ หลังถูกถามปรับครม.เมื่อไหร่ แจง สส.กล้าธรรม ร่วมวันเกิด ประภัตร

อนุทิน ตอบกลับ หลังถูกถามปรับครม.เมื่อไหร่ แจง สส.กล้าธรรม ร่วมวันเกิด ประภัตร

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

‘อนุทิน’ บอก ’ณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ‘ สส.กล้าธรรม ร่วมงานวันเกิด ’ประภัตร‘ ขอบคุณที่มีน้ำใจ ขอสื่ออย่าถามจั๊กจี้ อมยิ้มไม่ตอบใช้กลยุทธ์อะไรเลือกตั้งรอบหน้าเหมาทั้งสุพรรณ

วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เวลา 12.35 น. ที่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการที่นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ สส.สุพรรณบุรี พรรคกล้าธรรม เดินทางมาร่วมงานวันคล้ายวันเกิดนายประภัตร  โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย  ว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของนายประภัตร คนรักคนนับถือทั่วสุพรรณสุพรรณบุรี ขออย่าถามเช่นนี้ ถามจั๊กจี้อีกแล้วไม่เอา เรื่องที่ต้องถามคือต้องถามให้มีความรักสามัคคีกัน การที่สส. พรรคกล้าธรรมมาร่วมแสดงความยินดีกับนายประภัตร ต้องขอบคุณที่มีน้ำใจ มีไมตรี เป็นสิ่งที่ควรสรรเสริญ

เมื่อถามว่าที่ประกาศว่ารอบหน้าจะไม่ยอมจะเอาเหมาจังหวัดนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า การแข่งขันก็คือการแข่งขัน 

เมื่อถามย้ำว่าใช้กลยุทธ์อะไร นายอนุทินอมยิ้มแล้วตอบว่า เดี๋ยวกระซิบว่าใช้กลยุทธ์อะไร

เมื่อถามถึงการการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในเร็ว ๆ นี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบกลับอย่างอารมณ์ดีว่า “ปรับครม.ช้า ๆ นี้”

นายกฯประกาศลั่น ไม่ปล่อยคดีฆ่า 5 ศพ สั่งตำรวจทำให้รัดกุม ยันคนร้ายต้องได้รับโทษสูงสุด

นายกฯประกาศลั่น ไม่ปล่อยคดีฆ่า 5 ศพ สั่งตำรวจทำให้รัดกุม ยันคนร้ายต้องได้รับโทษสูงสุด

นายกฯประกาศลั่น ไม่ปล่อยคดีฆ่า 5 ศพ สั่งตำรวจทำให้รัดกุม ยันคนร้ายต้องได้รับโทษสูงสุด

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

นายกฯ ยันลงโทษสูงสุดสาสมกับกรรมที่ทำไว้ คดีฆ่าสองพี่น้องรัสเซีย บอกปชช.คิดอย่างไรผมก็คิดอย่างนั้นแต่พูดไม่ได้เพราะเป็นนายกฯ เผยลงพื้นที่เร่งคดี ย้ำต้องสร้างความเชื่อมั่นต่างชาติเหตุการณ์ต้องไม่เกิดขึ้นอีก 

วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เวลา 12.35 น. ที่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนลงพื้นที่ติดตามคดีฆ่าสองพี่น้องชาวรัสเซีย ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งประชาชนเรียกร้องอยากให้โทษประหารชีวิต ว่า เรามีกระบวนการทางกฎหมายที่จะดำเนินการกับคนที่ก่อความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างเด็ดขาดอยู่แล้ว และตนกำลังจะเดินทางไปจังหวัดชลบุรีเพื่อไปเร่งรัดสำนวนคดีและให้ทุกอย่างมีความกระชับและมีความแม่นยำเพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษสูงสุดให้สาสมกับกรรมที่เขาทำเอาไว้ ขอให้ประชาชนได้ไว้วางใจ แต่เราอย่าไประบายอารมณ์ออกมาว่าจะต้องได้รับโทษอย่างไรแบบไหน เพราะว่าคนที่จะตัดสินและลงโทษเขาก็คือศาลยุติธรรม งานนี้ตนจะต้องกำชับและย้ำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงขอความร่วมมือจากสำนักงานอัยการสูงสุดให้เร่งทำคดีให้เร็วที่สุด เพราะว่าไม่ใช่คดีสะเทือนขวัญเฉพาะคนไทยด้วยกัน แต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก ขอให้พี่น้องประชาชนได้มั่นใจและอย่ากังวล เราจะทำอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า ผู้ก่อเหตุเพิ่งพ้นโทษมาแค่2เดือน แล้วมาก่อเหตุจึงมีการตั้งข้อสงสัยว่าแล้วปล่อยออกมาจากคุกได้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า นั่นไง ที่ปล่อยออกมาได้แล้วเพราะว่าเขาพ้นโทษ เราต้องทำตามขั้นตอนกฎหมาย มันมีช่องทางตามกระบวนการของกฎหมายอยู่แล้ว อย่างกรณีนี้เป็นการฆ่าคนตาย แล้วเพิ่งพ้นโทษและกระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ตนเชื่อว่าโทษของเขาจะต้องหนักหนาสาหัสมาก นี่คือสิ่งที่ตนจะต้องไปกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีด้วยความรัดกุมและรอบคอบให้มากที่สุด

เมื่อถามว่า เนื่องจากผู้เสียชีวิตเป็นชาวต่างชาติได้มีการประสานไปยังประเทศรัสเซียแล้วหรือไม่  นายอนุทิน กล่าวว่า เราจะอำนวยความสะดวกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทราบมาเบื้องต้นคุณแม่ของเด็กสองคนซึ่งเป็นชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในประเทศไทยก็จะประสานอำนวยความสะดวกให้มากที่สุด นี่คือสิ่งที่ตนอยากจะบอก ถามว่าตนไปทำไม คือไปเพื่อให้ทุกอย่างได้รับการดำเนินการให้รวดเร็วที่สุด ทั้งเรื่องการดำเนินคดีและการส่งร่างกลับไปยังบ้านเกิดของเขา และในเรื่องการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และจะต้องดำเนินการอำนวยความสะดวกทุกอย่างให้กับพวกเขา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทั่วโลกเหตุการณ์อย่างนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก

เมื่อถามว่า จะต้องมีการกำชับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหรือไม่ ในเรื่องการสร้างความมั่นใจเพราะผู้เสียชีวิตเป็นชาวต่างชาติ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องทุกฝ่ายแหละครับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเขาก็ไปโปรโมตประเทศไทย พยายามจะขึ้นทะเบียนมัคคุเทศก์ และอำนวยความสะดวกต่างๆ แต่ในเรื่องความปลอดภัยในประเทศของเราก็ต้องเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะต้องกวดขันให้เต็มที่ แต่กรณีเป็นการอ้างว่าเอาป้ายตำรวจไปข่มขู่ผู้เคราะห์ร้าย และไปทำร้ายพวกเขา ก็ต้องกำชับและมีการขยายผลว่าทำไมถึงมีเหตุเช่นนี้ขึ้น 

“เชื่อเถอะครับว่าผมไม่ปล่อย เอาว่าต้องเอาให้สาสมกับสิ่งที่เขาทำผิดมา เพราะมันไม่ใช่แค่2ศพแต่มัน5ศพ เพราะฉะนั้นประชาชนคิดอย่างไรผมก็คิดอย่างนั้น แต่เป็นนายกฯจะไปพูดไม่ได้ แต่เดี๋ยวต้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อย“ นายอนุทิน กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ป้า ไอ้ป๋อง เปิดใจ รับไม่ได้ พฤติกรรมหลานโหด ไม่ขอประกันตัว หวั่นออกมาก่อเหตุซ้ำ

พบร่างพี่น้องรัสเซียถูกฝังหลุมเดียวกัน ก่อนโยงคดีฆ่ายกครัวพ่อแม่ลูก 3 ศพ

จี้สางพิรุธสก.พรรคส้ม ‘เอิร์ธ พงศกร’ ตั้งโจทย์ 5 ข้อ แนะปธ.สภากทม. เคลียร์ปมส้มเสียบบัตรแทน

จี้สางพิรุธสก.พรรคส้ม 'เอิร์ธ พงศกร' ตั้งโจทย์ 5 ข้อ แนะปธ.สภากทม. เคลียร์ปมส้มเสียบบัตรแทน

จี้สางพิรุธสก.พรรคส้ม ‘เอิร์ธ พงศกร’ ตั้งโจทย์ 5 ข้อ แนะปธ.สภากทม. เคลียร์ปมส้มเสียบบัตรแทน

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

วันนี้ 1 สิงหาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง หรือ เอิร์ธ เป็นโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เอิร์ธ พงศกร ขวัญเมือง – Earth Pongsakorn Kwanmuang ตั้งคำถามถึงกรณีดรามาการลงมติในสภา กทม. โดยเฉพาะพฤติกรรมของ สก. พรรคประชาชน เขตสาทร และเขตยานนาวา ที่มีการกดบัตรแทนกัน ซึ่งนายพงศกรได้รวบรวมข้อสงสัย 5 ประเด็นสำคัญถึงประธานและรองประธานสภา กทม. โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “[ สภา กทม. โปร่งใส — จะโปร่งใสแค่บางคนหรือ “ฮั้ว สก.”ได้บางคน ]

สก.ภัทรศักดิ์

การประชุมสภา กทม. ครั้งที่ผ่านมา มีการผลักดันหลายวาระที่ทำให้การตรวจสอบมีความโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการถ่ายทอดสดการประชุม ซึ่งท่านประธานสภาและรองประธานท่านใหม่เป็นผู้ผลักดัน

แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ชวนให้เกิดข้อสงสัย นั่นคือกรณีการลงมติแทนกันของ สก.ไซราม (เขตสาทร) และ สก.ภัทรศักดิ์ (เขตยานนาวา) พรรคประชาชน ในคำชี้แจงที่ สก.ภัทรศักดิ์ เขียนภายหลัง ระบุว่าเครื่องลงคะแนนของ สก.ไซราม เสียมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน จึงต้องขยับมานั่งชิดกัน ทำให้ “เผลอ” กดผิดเครื่อง

แต่คำอธิบายนี้สวนทางกับสิ่งที่พูดสด ๆ ในสภาตอนเกิดเหตุ ซึ่งระบุว่าเป็นเครื่องของตนเองที่เสีย จึงต้องไปใช้เครื่องของไซรามระบบโหวตของสภา กทม. คือเมื่อถึงวาระจะมีไฟกระพริบสามช่องในช่วงเวลาที่ให้ลงมติ เมื่อกดโหวตแล้วไฟจะหยุดกระพริบและสว่างค้างไว้

คำถามที่ผมสงสัยมีดังนี้

1. ก่อนที่ สก.ภัทรศักดิ์ จะกดลงมติในเครื่องของ สก.ไซราม เครื่องของท่านเองขัดข้องในลักษณะใด และไฟของเครื่องท่านเองค้างสว่างตามปกติหรือไม่ก่อนหน้านั้น เพราะหากเครื่องท่านใช้งานได้ปกติจนโหวตสำเร็จไปแล้วหนึ่งมติ (ของท่านเอง) เหตุใดจึงต้องไปกดอีกมติหนึ่ง (ของ สก.ไซราม) ในช่วงเวลาไฟกระพริบเดียวกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาจำกัด

2. สก.ไซราม อยู่หน้าห้องประชุมและออกไปเพียงเพื่อคุยโทรศัพท์ คำถามคือ เหตุใดท่านจึงไม่กลับเข้ามาแสดงตนทันทีที่ทราบว่ามีการลงมติในช่วงเวลาที่ท่านไม่อยู่ เพื่อขอให้ลงคะแนนใหม่เฉพาะส่วนของท่าน แทนที่จะปล่อยให้เป็นประเด็นโต้แย้งในสภา

3. ทางประธานสภาและรองประธานสภา จะขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดหรือไม่ เพื่อยืนยันช่วงเวลาที่ไซรามออกจากห้องและกลับเข้ามา รวมถึงลักษณะการกดบัตรของ สก.ภัทรศักดิ์ ว่าเป็นการเผลอจริงหรือไม่ หรือกล้องในจุดดังกล่าวใช้งานไม่ได้

4. ทางประธานสภาและรองประธานสภา จะสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบเครื่องลงคะแนนหรือไม่ ว่าเครื่องของ สก.ภัทรศักดิ์ ขัดข้อง/เสียจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ คำให้การจากเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบโดยตรงนี้ จะเป็นหลักฐานสำคัญสำหรับการดำเนินการเรื่องจริยธรรมในขั้นตอนต่อไป

5. ทางประธานสภาและรองประธานสภา จะดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และหากพบว่าผิดจริงจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไปหรือไม่

ทั้งหมดนี้จะพิสูจน์ได้ว่าสภา กทม. จะดำเนินการเรื่องจริยธรรมอย่างจริงจังหรือไม่ หรือจะเลือกโฟกัสเฉพาะเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน โดยละเลยประเด็นจริยธรรมของสมาชิกสภาเอง

วันนี้คือจุดเริ่มต้นของนิมิตหมายที่ดีในการทำให้สภา กทม. โปร่งใส แต่คำถามคือ จะโปร่งใสเฉพาะบางคน หรือโปร่งใสกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งหากทำไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นว่ามีการ “ฮั้ว สก.” สิ่งนี้พิสูจน์ได้ด้วยการที่ท่านประธานสภาหรือรองประธานสภาตอบคำถามทั้ง 5 ข้อข้างต้นให้ชัดเจน”

หลังจากที่โพสต์ของ  นายพงศกร ขวัญเมือง เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น 

“เจ้าตัวยอมรับเองว่าทำ”

“คนเลือกกับคนที่ได้รับเลือก ความคิด+สายตาที่เหมือนกัน”

“อ้าวแบบนี้จะเรียกว่าเล่นเหลี่ยมหรือป่าวครับเนี่ยแล้วตกลงเครื่องเสียจริงมั้ยจะรอดูครับแล้วทำไปเพื่ออะไรครับตัวอย่างก็มีให้เห็นว่าจะโดนอะไรถ้ามันผิดจริงเฮ้อ”

“ขอบคุณค่ะน้องเอิร์ธสำหรับข้อมูล….ต้องทำความจริงให้ปรากฏ #ทั้งสกและสสของพรรคประชาชนได้รับเลือกเข้าไปในสภาฯแต่ทำหน้าที่ไม่คุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนเลย…แต่ละคนก็มีคดีไม่ชอบพรรคนี้เพราะต้องการเปลี่ยนการปกครองล้มล้างสถาบันปลุกปั่นเยาวชน #เสียดายน้องเอิร์ธพงศกรเขตคลองเตยวัฒนาแม้ไม่ได้เป็นสสแต่ลงพื้นที่ทำงานเต็มที่ครั้งหน้าต้องได้”

“จัดให้หนักคะคุณเอริ์ธฝากบอกด้วยนะคะว่ามึงอย่าแถ”

“วีรกรรมอีกแล้วพรรคนี้ สร้างเรื่องประจำ”

พงศกร ขวัญเมือง
พงศกร ขวัญเมือง
พงศกร ขวัญเมือง
พงศกร ขวัญเมือง
พงศกร ขวัญเมือง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เฟซบุ๊ก เอิร์ธ พงศกร ขวัญเมือง – Earth Pongsakorn Kwanmuang, ยูทูบ ก้าวหน้า ผู้คนและการเดินทาง

ปธ.วิปไม่หวั่นฝ่ายค้าน ขู่ซักฟอกรัฐบาล ชี้คดีโกงสอบท้องถิ่น ไม่เกี่ยวนายกฯ-ภท.แน่นอน

ปธ.วิปไม่หวั่นฝ่ายค้าน ขู่ซักฟอกรัฐบาล ชี้คดีโกงสอบท้องถิ่น ไม่เกี่ยวนายกฯ-ภท.แน่นอน

ปธ.วิปไม่หวั่นฝ่ายค้าน ขู่ซักฟอกรัฐบาล ชี้คดีโกงสอบท้องถิ่น ไม่เกี่ยวนายกฯ-ภท.แน่นอน

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

“ปธ.วิปรัฐบาล” ไม่หวั่น ฝ่ายค้านขู่เปิดซักฟอก มั่นใจ รมต.มีคำตอบ ปม TH-AI Passport ชี้ คดีโกงสอบท้องถิ่น เกิดก่อน รบ.เข้ามา ยํ้า ไม่เอี่ยว “นายกฯ-ภูมิใจไทย” แน่นอน 

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านขู่ว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังการเปิดประชุมสภาในเดือนสิงหาคม ว่า เป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านที่จะใช้ช่องทางนี้ตรวจสอบรัฐบาล ส่วนประเด็นต่างๆที่ถูกคาดว่าจะหยิบยกขึ้นมาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เชื่อว่ารัฐมนตรีแต่ละคนมีคำตอบอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า หากมีการพูดถึงโครงการ TH-AI Passport หรือการทุจริตสอบท้องถิ่น ที่เป็นประเด็นอยู่ขณะนี้ จะรับมืออย่างไร นายกรวีร์ กล่าวว่า คิดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หรือรัฐมนตรีมหาดไทยที่ดูแลเรื่องท้องถิ่น ก็อยู่ในขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องการสอบท้องถิ่น ก็ยืนยันแล้วว่า เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาทำ จึงคิดว่าไม่น่ามีประเด็นอะไร เราก็พร้อมให้ตรวจสอบ และเชื่อว่ารัฐมนตรี เขาก็ทำงานเพื่อไปดูส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบท้องถิ่น และเอาคนผิดมาลงโทษ ดังนั้นยืนยันชัดเจนว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน

‘สุรเดช’แนะเปลี่ยนรัฐมนตรีคนนอก ชงเปิดโอกาสให้คนเก่งมาช่วยแก้วิกฤติ

'สุรเดช'แนะเปลี่ยนรัฐมนตรีคนนอก ชงเปิดโอกาสให้คนเก่งมาช่วยแก้วิกฤติ

‘สุรเดช’แนะเปลี่ยนรัฐมนตรีคนนอก ชงเปิดโอกาสให้คนเก่งมาช่วยแก้วิกฤติ

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

‘สุรเดช’ ห่วง รัฐบาลดึงบางพรรคเข้าร่วม ยิ่งซ้ำเติมภาพลักษณ์ แนะ นายกฯกล้าเปลี่ยน ‘รมต.คนนอก’ หากแก้ปัญหาไม่ได้ อย่าสร้างข้อจำกัดตัวเอง หลัง ‘คลัง–พณ.–กต.’ ยังไม่ค่อยเวิร์ก ชง เปิดโอกาสให้คนเก่งมาช่วยแก้วิกฤติ

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ก่อนอื่นสิ่งที่ตนกังวลคือ หากมีการปรับ ครม.จะมีการไปเอาบางพรรคการเมืองเข้ามาร่วมรัฐบาล มองว่า จะยิ่งหนักกว่าเดิม ซ้ำเติมสถานการณ์และภาพลักษณ์รัฐบาลให้ยิ่งแย่ อย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรีจะมีการปรับ ครม.จริง อยากให้ดูในส่วนของรัฐมนตรีคนนอกด้วย เพราะรัฐมนตรีคนนอกที่เข้ามาควรจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถโดดเด่น เป็นผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ และประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นๆ  หากเชิญเข้ามาช่วยงานรัฐบาลแล้วยังมีปัญหาก็ต้องเปลี่ยนเป็นรัฐมนตรีคนนอกคนอื่นได้ ไม่ควรสร้างข้อจำกัดให้ตัวเองว่า เมื่อเลือกมาแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ ยกตัวอย่าง 3 รัฐมนตรีที่เป็นคนนอกในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.การต่างประเทศ ในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีใน ครม.อนุทิน 1 มีระยะเวลา 4 เดือน ขณะนั้นเอามาแก้ปัญหาเฉพาะกิจ แต่เมื่อเป็น ครม.อนุทิน 2 ซึ่งมีระยะเวลายาวนานกว่า นายกฯต้องดูว่า เขามีความรู้ความสามารถระดับไหน เพราะหากทำแล้วไม่เกิดผล ย่อมสามารถเปลี่ยนคนใหม่ได้ 

นายสุรเดช กล่าวว่า อย่าง รมว.พาณิชย์ ต้องดูว่า เขาทำงานได้ดีระดับไหน เพราะตอนเกิดปัญหาราคาสินค้าแพง มีการแก้ไขปัญหาโดยใช้โครงการรถพุ่มพวงธงฟ้า 3,000 คัน เป็นการแก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่ และรัฐมนตรียังดันทุรังทำหรือไม่ บางคนมองว่า เป็นการสร้างภาพเพื่อลดกระแส เพราะสุดท้ายปัญหายังอยู่ ขณะนี้เศรษฐกิจย่ำแย่ ข้าวของแพง ถามว่า ใครต้องรับผิดชอบ ตอนนี้ร้านค้าปิดตัวกันไปหลายพันแห่ง คนตกงานเป็นเบือ ถามว่า ยังเวิร์กและเหมาะสมกับสถานการณ์อยู่หรือไม่ หรือในส่วน รมว.คลัง ต้องมามองในมิติว่า พระราชบัญญัติกู้เงิน 4 แสนล้านบาท แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าใช้ได้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ไม่จำเป็นว่า จะต้องใช้ หรือต้องใช้ทั้งหมด 4 แสนล้านบาท รัฐบาลอาจจะใช้แค่ 1 แสนล้านบาท และเก็บอีก 3 แสนล้านบาทไว้ก่อน เพราะต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าเหมือนที่ประกาศเอาไว้ ไม่ใช่ใช้หมด เพราะมันเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า หรือแม้กระทั่งเรื่องเอ็มโอยู 44 ขณะนี้ยังไม่มีการยกเลิก ทั้งที่รัฐบาลเขียนไว้ในนโยบายและประกาศไว้ชัดว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทันที ซึ่งการยกเลิกไม่ได้ขึ้นอยู่กับนายกฯคนเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ รมว.การต่างประเทศด้วย โดย รมว.การต่างประเทศต้องเสนอเรื่องนี้ทันที แต่ขณะนี้ยังเงียบอยู่ ประชาชนก็คลางแคลง สุดท้ายไม่ได้แก้ไขอะไร กลายเป็นสายลมผ่านไป แบบนี้ รมว.การต่างประเทศต้องมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง นายกฯควรตั้งคำถามว่า เหตุใดยังไม่เสนอเรื่องดังกล่าวมาอีก เพราะเมื่อไม่เสนอเรื่องเข้ามา นายกฯก็เซ็นไม่ได้ เพราะมันเป็นความรับผิดชอบของ รมว.การต่างประเทศ

‘ผมจึงอยากเสนอให้นายกฯเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ เข้ามาบ้าง มี ดร. และนักวิชาการเก่งๆ ในประเทศนี้อีกจำนวนมากที่คุณสมบัติเพียบพร้อม เหตุใดไม่เปิดโอกาสให้เข้ามาช่วยประเทศชาติในยามวิกฤติเช่นนี้ ขณะที่รัฐบาลเองก็เผชิญวิกฤติศรัทธาพอสมควร’นายสุรเดช ย้ำ

อนุทิน อ้อนชาวสุพรรณฯ ขอ สส. ยกจังหวัด เพื่อให้ทำงานได้อย่างคล่องตัว

อนุทิน อ้อนชาวสุพรรณฯ ขอ สส. ยกจังหวัด เพื่อให้ทำงานได้อย่างคล่องตัว

อนุทิน อ้อนชาวสุพรรณฯ ขอ สส. ยกจังหวัด เพื่อให้ทำงานได้อย่างคล่องตัว

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.46 น.

“อนุทิน” อ้อน คนสุพรรณ ยกสส.ให้ทั้งจังหวัด เพื่อให้ทำงานได้อย่างคล้องตัว พูดเสียงเหน่อเอาใจ “สุพรรณบุรี ไม่ได้มี “บรรหาร” เป็นนายกฯคนเดียวมี ”อนุทิน“เป็นเป็นนายกฯด้วย ย้ำรายได้ต้องตกอยู่กับชาวนาไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง ก่อนสักการะท้าวเวสสุวรรณ เอาฤกษ์เอาชัย 

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 ส.ค. ที่ ต.นางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะประชาชน ณ แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง โดยนายกฯเดินทางด้วยรถโตโยต้าอัลพาร์ด สีดำ ทะเบียน กบ 5665 สุพรรณบุรี 

อนุทิน ชาญวีรกูล

โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายประภัตร โพธสุธน นายสรชัด สุจิตต์  นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ และนายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย นายศุภโชค ศรีสุขขจร  นายพาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์  พันเอก สุขชาต สะสมทรัพย์  และนายอนุชา สะสมทรัพย์ สส.นครปฐม พรรคภูมิใจไทย และนายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย รวมถึงนายอุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี มาให้การต้อนรับ

เมื่อมาถึงนายกฯรับฟังบรรยายสรุปโครงการส่งเสริมการเกษตร “แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง” ก่อนพบปะประชาชนโดยนายกฯ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณที่ท่านได้มาให้การต้อนรับในฐานะที่เดินทางมาเพื่อมาดูแปลงนาสาธิตที่นายประภัตร ผู้แทนราษฎรของท่านตลอดกาล ขอให้ตนได้มาเห็นกับตาตัวเอง ไม่ฟังจากการอภิปรายของสส.ในสภาผู้แทนราษฎรหรือในที่ประชุม เพราะท่านต้องการให้ตนมีความเข้าใจในระบบการทำงานของประเทศไทยว่าพี่น้องชาวนาที่ถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติทำงานกันอย่างหนัก สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล ความประสงค์ของนายประภัตร คือต้องการให้รายได้ตกอยู่กับพี่น้องได้มากที่สุด ซึ่งตรงกับความประสงค์ของรัฐบาล ความประสงค์ของตนไม่ใช่ว่าทำแล้วผลผลิตที่ออกมาจากหยาดเหงื่อ แรงกายของประชาชนของชาวนาออกมากำไรส่วนใหญ่ไปอยู่กับพ่อค้าคนกลาง นายทุนและคนขายในขณะที่คนผลิตมีรายได้ไม่คุ้มค่า กับพลังและแรงที่ทุกคนทุ่มเทลงไปทั้งนี้ถือว่าและรัฐบาลต้องให้ความสำคัญอย่างที่สุดรัฐบาลต้องการย้ำว่ารายได้ส่วนใหญ่ตกอยู่กับพี่น้องชาวไร่ชาวนาเกษตรกรทุกคนที่ถือว่าเป็นต้นตอของการผลิต สินค้าทางการเกษตรทั้งหลายโดยเฉพาะข้าวดังนั้นในประเทศไทยคนที่รู้เรื่องข้าวเรื่องการปลูกข้าวดีที่สุดไม่เกิน 1 ใน 3 คือ  นายประภัตรใครจะพูดอะไรก็แล้วแต่ตนให้ความเชื่อมั่นในข้อมูลนายประภัตร ท่านเคยเป็นรมว.เกษตรสหกรณ์ตั้งแต่ตนใส่ขาสั้น ปีนี้ตนเข้าแซยิดแล้ว ถ้ารับราชการก็เกษียณเดือนก.ย.นี้แล้วตนเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ของท่านด้วยความทุ่มเทของท่านด้วยความรักต่อแผ่นดินเกิด ถามว่าท่านมีความจำเป็นอะไรไหมด้วยอายุด้วยวัยด้วย สถานะต่างๆของท่านสามารถอยู่บ้านมีความสุขเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไหนก็ได้ แต่ท่านเลือกที่จะทำใช้วิถีชีวิตเช่นนั้น และเลือกที่จะเป็นผู้แทนของพี่น้องประชาชนชาวสุพรรณบุรี โดยไม่มีคำว่าย่อท้อหรือเหน็ดเหนื่อยเลย

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ กล่าวว่า นี่คือเหตุผลที่วันนี้เป็นวันเกิดของท่าน ท่านเพิ่งมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทยสมัยแรกจากนี้ไปวันที่ 1 ส.ค.ตนจะต้องล็อควัน ไปไหนไม่ได้ต้องมาสุพรรณบุรี เพราะเป็นวันเกิดบุคคลสำคัญของตนและของพี่น้องประชาชน ประสบการณ์ความรู้ความทุ่มเทความเข้าใจในเรื่องนี้ของนายประภัตร ไม่เกิน 50 คนในประเทศไทยที่รู้เรื่องมากขนาดนี้รู้เรื่องและปฏิบัติได้ ไม่ใช่รู้เรื่องทฤษฎีแล้วมาพูดในเรื่องของทฤษฎีอย่างเดียว แต่ปฏิบัติไม่ได้นี่คือเหตุผลที่ท่านตั้งใจว่าตนจะต้องมา ตนถูกบังคับให้มา  และตนถามนายวราวุธว่าถ้ามาแล้วเป็นยังไงกำหนดการเป็นยังไงใครจะเป็นคนนำเสนอ  นายวราวุธบอก พี่ครับ มางานอาประภัตร ออแกไนซ์ตกงานหมด นายประภัตรพูดคนเดียว วันนี้พี่น้องชาวสุพรรณบุรีมีความสำคัญกับตนนอกจากเป็นนายกฯทุกคนมีความสำคัญอยู่แล้วทั่วประเทศ แต่ที่สำคัญคือในฐานะความเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยคือ ชาวสุพรรณบุรีตั้งใจยกสส.เกือบทั้งจังหวัดเหลือคนเดียว แต่ครั้งหน้าน่ามาทั้งจังหวัด มาแล้วก็มาทั้งจังหวัดเหลือคนเดียวมันทำงานไม่สะดวกคล่องแคล่วในทางการเมืองมันมีอะไรต่างๆมากมาย แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเรามาเป็นรัฐบาลแล้วเราต้องดูพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้ดูว่าสส.คนนี้มาจากพรรคไหน แต่ถ้าสส.มาจากจังหวัดพรรคเดียวกันมันขับเคลื่อนอะไรได้เต็มที่มากกว่า ฉะนั้นไม่เป็นอะไรได้สส.4 คร จาก 5 คนก็ไม่รู้จะกล่าวขอบคุณพี่น้องชาวสุพรรณบุรียังไงแล้วสำหรับการมาเสนอตัวครั้งแรกของพรรคภูมิใจไทยในจังหวัดสุพรรณบุรี  

“ผมกับสส.ในจังหวัดสุพรรณบุรีมีความสนิทสนมเป็นเหมือนพี่เหมือนน้องคลานตามกันมา มีบุคคลที่เราเคารพนับถือกับผู้ใหญ่สมัยที่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯอยู่ ท่านดูถนนที่อำเภอเดิมบางนางบวช ผมต้องบอกว่าคือตัวอย่างที่ดีมาก วางผังเมืองการวางระบบการคมนาคมขนส่งทำได้ทุกที่มีความสะดวก ประเทศไทยไม่ต้องกลัวใคร ประเทศไทยมีความเจริญ ซึ่งตอนนี้รัฐบาลกำลังทำอยู่  เรื่องระบบชลประทานก็เช่นกันทราบดีถ้าวันนี้เราไม่จัดการน้ำก็จะจัดการเรา เพราะฉะนั้นในรัฐบาลของผม บอกให้พี่น้องรับทราบ ตนเคยคิดว่าสมัยที่ตนอยู่กระทรวงมหาดไทยอย่างเดียวไม่ได้เป็นนายกฯ มาดูน้ำท่วมมาดูภัยแล้งมาดูภัยพิบัติต่างๆทุกอย่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบชลประทานทั้งหมด  ตนมาถึงจุดนี้แล้วไม่มีอะไรที่จะไปบอกว่านายกฯไม่สามารถอนุมัติได้ เพราะวันนี้ตัวเองเป็นนายกฯแล้ว ผมให้คำสัญญากับพี่น้องว่าสิ่งที่ผมอยากเห็นคือ ต้องทำคือระบบชลประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคกลางที่ต้องรับน้ำจากภาคเหนือ ผมได้ให้ทำการศึกษาและงบประมาณต่างๆเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดป้องกันภัยจากธรรมชาติโดยเฉพาะภัยน้ำท่วมที่เข้ามา เพราะพี่น้องทำนา ต้องป้องกันวางแผนให้ดี ไม่ให้เกิดเกิดขึ้นซ้ำซาก แต่ถ้าจะมีความเสียหายต้องมีความเสียหายที่น้อยที่สุดงบประมาณมีไปทำสิ่งเหล่านี้ แต่จะโทษใครไม่ได้ขอให้พี่น้องเชื่อใจว่าผมจะต้องทำในเรื่องของระบบชลประทาน ให้การประกอบอาชีพของพี่น้องมีความสะดวกมากยิ่งขึ้นเท่าที่จะทำได้“ นายกฯ กล่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้มากันพร้อมหน้าพร้อมตากันมาเป็นกันเอง ตั้งใจมาพบกับพี่น้องและมาอวยพรผู้ใหญ่ นายประภัตร ท่านมีความเมตตากับผมมากตั้งแต่ผมเป็นนักการเมืองระดับเล็ก พี่น้องเลือกมาและได้สส.ถึงแม้ว่าจะขาดไปคนหนึ่ง แต่ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาถือเป็นตำแหน่งของคนสุพรรณบุรี และในสุพรรณบุรีถือเป็นพี่น้องกันเรียกพี่น้องกันมาตลอด  สุพรรณบุรีไม่ใช่นายบรรหารเป็นนายกฯคนเดียว แต่มีอนุทินเป็นนายกฯด้วย โดยนายอนุทินได้พูดเป็นสำเนียงสุพรรณบุรีในท่อนนี้ จากนั้นนายกฯนั่งรถรางเยี่ยมชมแปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ 

อนุทิน ชาญวีรกูล

ต่อจากนั้นนายกฯเดินทางไปยังวัดเดิมบาง (คงคาราม) อ.เดิมบางนางบวช เพื่อสักการะท้าวเวสสุวรรณ เทพหน้าทอง เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยในการลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ โดยนายกฯได้นำคณะไหว้ด้วยธูปใหญ่ เลขธูป 996 ทั้งนี้ท้าวเวสสุวรรณ เทพหน้าทอง เป็นที่นิยมมาสักการะของประชาชนเพื่อขอโชคลาภ และประสบความสำเร็จในการทำงาน 

อนุทิน บินด่วนชลบุรีบ่ายนี้ ติดตามตามคดีฆ่า 2 พี่น้องชาวรัสเซีย คนร้ายฆ่าคนไทยทั้งประเทศ ทำลายความเชื่อมั่น

อนุทิน บินด่วนชลบุรีบ่ายนี้ ติดตามตามคดีฆ่า 2 พี่น้องชาวรัสเซีย คนร้ายฆ่าคนไทยทั้งประเทศ ทำลายความเชื่อมั่น

อนุทิน บินด่วนชลบุรีบ่ายนี้ ติดตามตามคดีฆ่า 2 พี่น้องชาวรัสเซีย คนร้ายฆ่าคนไทยทั้งประเทศ ทำลายความเชื่อมั่น

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.34 น.

นายกฯ เตรียมบินด่วนชลบุรีบ่ายนี้ หลังเสร็จภารกิจสุพรรณ เร่งตามคดีฆ่า 2 พี่น้องชาวรัสเซีย ซัดอัปมงคล! การกระทำฆ่าคนไทยทั้งประเทศ ทำกระทบเชื่อมั่น – ประเทศเสียชื่อ บอกต้องลงโทษให้หนัก 

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 ส.ค. ที่ ต.นางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะประชาชน ณ แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง โดยนายกฯ กล่าวกับปะชาชนตอนหนึ่งถึงคดีฆ่าพี่น้องชาวรัสเซีย และฆ่ายกครัว 3 ศพ จังหวัดชลบุรี ว่า วันนี้แม้มีเรื่องมงคล แต่ก็มีเรื่องอัปมงคล ที่คนไทย 2 คนทำเรื่องเสื่อมเสีย ทำให้ประเทศไทยเสื่อมเสียชื่อเสียง ตนต้องไปดูกับตาตัวเองว่าทำไมมันช่างโหดร้ายได้ขนาดนี้ มันไม่ได้แค่ฆ่าชาวต่างชาติ หรือฆาตกรรมคนไทยด้วยกันเอง 3 ศพเท่านั้น แต่มันฆ่าคนไทยทั้งประเทศ ทำให้สิ่งที่เราจะสร้างให้ความไว้วางใจกับต่างชาติถูกทำลาย ด้วยคนที่ดูแล้วไม่มีสติสัมปชัญญะเพิ่งออกจากคุก ติดยาและก่อคดีแล้วก่อคดีอีก 

อนุทิน ชาญวีรกูล

“ช่วงบ่ายวันนี้ตั้งใจ จะพบสส. สุพรรณบุรีและพาไปดูพื้นที่ต่างๆ แต่สุดท้ายไม่ได้แล้ว ต้องไปที่ชลบุรีเพื่อสร้างความมั่นใจกลับมา คนที่ทำลายประเทศได้ขนาดนี้ ต้องรับโทษสถานหนัก ให้มันสาสมกับเวรกรรมที่มันก่อไว้กับผู้เคราะห์ร้าย และประเทศไทยต้องทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีการอำนวยความสะดวกหรือช่วยเหลือใดๆ รวมถึงหาทางให้ได้รับโทษสถานหนักโดยเร็ว จึงขอกราบอภัยที่ไม่สามารถอยู่สุพรรณบุรีต่อได้“ นายอนุทิน กล่าว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายภายหลังลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี นายอนุทินจะเดินทางต่อไปที่จังหวัดชลบุรีเพื่อติดตามคดีฆ่าพี่น้องชาวรัสเซีย และฆ่ายกครัว 3 ศพ โดยมีรายงานว่านายกรัฐมนตรีจะไปร่วมแถลงข่าวสรุปคดี และลงไปสร้างความมั่นใจเนื่องจากเป็นคดีสะเทือนขวัญ ที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

อนุทิน ชาญวีรกูล

โบว์ ณัฏฐา เห็นกับตา สนามแห่งการ ฮั้ว จี้แก้รธน.มาตรา107 ผู้สมัครสว.เลือกกันเอง

โบว์ ณัฏฐา เห็นกับตา สนามแห่งการ ฮั้ว จี้แก้รธน.มาตรา107 ผู้สมัครสว.เลือกกันเอง

โบว์ ณัฏฐา เห็นกับตา สนามแห่งการ ฮั้ว จี้แก้รธน.มาตรา107 ผู้สมัครสว.เลือกกันเอง

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.16 น.

น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงประเด็นร้อนเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ภายใต้แฮชแท็ก #ฮั้วสว67 โดยระบุว่า

ในฐานะผู้มีประสบการณ์ตรงกับสนาม #ฮั้วสว67 และเคยทำคลิปไล่เรียงประสบการณ์อย่างละเอียดไว้เมื่อสองปีก่อน อยากขอสรุปประเด็นสำคัญ เพื่อช่วยให้คนที่สนใจได้ติดตามข่าวนี้อย่างเข้าใจมากขึ้น

1. การเลือก ส.ว. ตาม รธน.60 คือสนามแห่งการ “ฮั้ว”
เมื่อกติกากำหนดให้ผู้สมัครเข้าแข่งขัน “เลือกกันเอง” ผู้สมัครแทบทั้งหมดจึงต้องคิดว่าทำอย่างไรจะให้ตัวเองไม่ตกรอบ ผลคือ
พี่ส่งน้องมาร่วมสมัคร เจ้าของบริษัทส่งลูกน้องมาร่วมสมัคร ประธานสมาคมส่งสมาชิกมาร่วมสมัคร เพื่อให้เลือกตัวเองเข้าสู่รอบจังหวัด
ส่วนคนที่ไม่ได้จัดตั้งใครมาก็เจรจาแลกคะแนนกัน
ถ้าเธอเลือกฉัน ฉันจะเลือกเธอ คนละหนึ่งคะแนนก็เพียงพอจับมือเข้ารอบแรก เพราะแต่ละเขตมีผู้สมัครน้อยพอที่จะยกกลุ่มเข้ารอบจังหวัด
กลุ่มไหนจำนวนผู้สมัครเกินมานิดเดียวและเป็นเลขคี่ จะมีหนึ่งคนที่ตกรอบไปเพราะไม่มีใครให้จับคู่
ส่วนตัวได้เห็นกับตาว่าคนโปรไฟล์ดีที่สุดของกลุ่มข้างๆ ตกรอบแรกเพราะไม่มีใครจับคู่แลกคะแนนด้วย ส่วนกลุ่มเราเข้ายกกลุ่มเพราะมีจำนวนคนพอให้แลกกันได้พอดี คนจบป.4 วัยเจ็ดสิบอยู่บ้านเฉยๆไม่รู้จักรัฐธรรมนูญก็เข้ารอบไปด้วยบริบทของการนั่งขอกันก่อนโหวตแบบนี้ “จะได้เข้ารอบไปด้วยกันนะ”
รอบจังหวัดถ้าเป็นจังหวัดใหญ่จะซับซ้อนขึ้น เพราะจะมีการคัดออกมากขึ้นจึงต้องการคะแนนมากขึ้น การเจรจาแลกคะแนนจะเข้มข้น หลายคนเข้ารอบเพราะ “คบซ้อน” สำเร็จ คือไปหลอกคนอื่นว่าตัวเองจะโหวตให้แต่ไม่โหวตจริงเพราะทุกคนกาได้แค่สองช่อง (โหวตตัวเองหนึ่ง โหวตคนอื่นอีกหนึ่ง) บางคนหลอกมาได้เป็นสิบคน
พวกคนดังถ้าไม่ได้มากับกลุ่มจัดตั้งก็ตกรอบนี้กันหมด ไม่มีใครเลือกเพราะทุกคนก็อยากเข้ารอบ และแน่นอนคงไม่เอาชื่อเสียงไปแลกกับการหลอกใคร
ใครมาเป็นกลุ่มจัดตั้งจะปรากฏชัดในรอบนี้ คะแนนจะกองแบบไม่สมเหตุสมผลทั้งที่โปรไฟล์ไม่มีอะไรโดดเด่น เพราะมีกลุ่มที่จัดตั้งมาโหวตส่งเข้ารอบ
กลุ่มไหนจัดตั้งมาดีสมาชิกมีวินัยไม่แตกแถว จะเข้าไปได้เป็นกอบเป็นกำ
กลุ่มไหนจัดตั้งมาหลวมๆ หรือมีสมาชิกไม่พอ เสียงจะแตก ไปไม่ถึงปลายทาง
-ทั้งหมดนี้ไม่ผิดกฎหมาย เพราะ กกต. ไม่มีกฎห้าม
นี่คือสนามที่ออกแบบมาเพื่อการ “ฮั้ว”

2. การกระทำที่ผิดกฎหมาย
นอกเหนือจากระเบียบที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการและการปฏิบัติตนในการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว การกระทำที่จะผิดกฎหมาย พรป.สว. และระเบียบกกต. หลักๆ คือ
-การรับสินบนทั้งหลาย และ
-การยินยอมให้ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือให้ได้รับการเลือกเป็น สว. ซึ่งจะมีโทษหนักทั้งสองฝ่าย
ดังนั้น ถ้าจะเอาผิดใคร ต้องมีหลักฐานชี้ชัดในเรื่องเหล่านี้ คือการรับเงิน และการรับความช่วยเหลือจากคนที่มีตำแหน่งทางการเมืองให้ได้เป็น สว.

3. การใช้อำนาจของ สว.
สว.ตามรัฐธรรมนูญ 60 นั้นมีอำนาจที่สำคัญหลายประการที่ไม่อยากให้ลืมกัน
พวกเขาสามารถสกัดขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญได้ ด้วยเงื่อนไขของจำนวนเสียงโหวตสว.ที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ พวกเขาสามารถเลือกที่จะให้หรือไม่ให้ใครเข้าไปนั่งเป็นกรรมการในองค์กรอิสระได้ แม้จะได้รับการกลั่นกรองคุณสมบัติมาอย่างดีโดยคณะกรรมการสรรหาที่ประกอบด้วยบุคคลตำแหน่งสูงสุดจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน
-สองปีที่ผ่านมา การโหวตของ สว. ในเรื่องเหล่านี้ก่อให้เกิดคำถามในเชิงหลักการมากมาย โดยเฉพาะการตีตกแคนดิเดทตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ได้รับเสียงเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการสรรหา แต่โหวตรับแคนดิเดทที่ไม่ได้รับเสียงเอกฉันท์จากกรรมการสรรหา

4. การเลือก สว. ชุดใหม่จะเกิดขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า
รัฐธรรมนูญ60 กำหนดให้วุฒิสภามีอายุ 5 ปี ขณะนี้ผ่านมาร่วมสองปีแล้ว อีกสามปีกระบวนการเช่นนี้จะเริ่มต้นอีกครั้ง
หากไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 107 ที่กำหนดให้วุฒิสภามาจากการ “เลือกกันเอง” ของผู้สมัคร เหตุการณ์ฮั้วสว.ตามข้อ 1 ก็จะวนกลับมาอีกครั้ง
-เมื่อผู้เข้าแข่งขันต้องการตำแหน่ง เขาจะไม่คิดถึงการโหวตคนที่ดีที่สุด แต่จะบริหารจัดการคะแนน ไม่ว่าจะด้วยวิธีที่ผิดหรือถูกกฎหมาย เพื่อให้ตัวเองได้เข้ารอบ ตามวิถีของ Survival Game

การจะจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายในสนาม #ฮั้วสว67 ได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องหนึ่ง ที่ต้องพึ่งพาพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักพอจะเอาผิด
การจะแก้ไขมาตรา 107 เพื่อไม่ให้ที่มาของวุฒิสภาเป็นเช่นนี้ต่อไป เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องพึ่งพาแรงผลักดันของสมาชิกรัฐสภา
แต่ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลย
-หากการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 107 ไม่เกิดขึ้น ในอีกสามปีข้างหน้า สนาม #ฮั้วสว72 จะมาถึง การฮั้วแบบถูกกฎหมายจะดำเนินต่อไป การฮั้วแบบผิดกฎหมายจะแนบเนียนขึ้น
โดยมีประชาชนที่ถูกรัฐธรรมนูญ60 กันให้อยู่นอกสนาม ยืนมองกันตาปริบๆ

เริ่มแล้ว 1 ส.ค. นี้ สิทธิข้าราชการเบิกค่ายารักษากระดูกพรุนได้

เริ่มแล้ว 1 ส.ค. นี้ สิทธิข้าราชการเบิกค่ายารักษากระดูกพรุนได้

เริ่มแล้ว 1 ส.ค. นี้ สิทธิข้าราชการเบิกค่ายารักษากระดูกพรุนได้

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

เริ่ม 1 ส.ค. เพิ่มสิทธิให้ข้าราชการ ใช้ยา ‘รักษากระดูกพรุน’ กรณี ‘เสี่ยงสูงมากต่อการหัก’ เพื่อให้ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวสามารถเข้าถึงยาที่จำเป็น และมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับแนวเวชปฏิบัติ

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลาง ออกหลักเกณ์ใหม่ให้ สิทธิข้าราชการสามารถเบิกค่ายา “Teriparatide – Romosozumab” สำหรับรักษา “โรคกระดูกพรุนที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดกระดูก” โดยให้มีผลใช้บังคับสำหรับค่ารักษาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 1 ส.ค. 69 เป็นต้นไป

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ตามที่กรมบัญชีกลางได้มีการกำหนดให้รายการยารักษาโรคมะเร็ง และโลหิตวิทยาและยาประเภทอื่นๆ ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งเป็นทะเบียนยาใหม่ทุกประเภทที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป จะไม่สามารถเบิกจากทางราชการได้ จนกว่าจะมีการพิจารณาปรับเข้าระบบ Pior Authorization (PA) หรือกรอบรายการยาแล้วแต่กรณี นั้น ปัจจุบันยา Teriparatide ที่ใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดกระดูกหัก ซึ่งเป็นยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ และยา Romosozumab ขึ้นทะเบียนกับ อย. เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2563 ดังนั้น เพื่อให้ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวสามารถเข้าถึงยาที่จำเป็น และมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับแนวเวชปฏิบัติ ภายใต้การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับภาระงบประมาณ จึงเห็นสมควรให้ดำเนินการใน 2 ส่วน ประกอบด้วย

1. กำหนดหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดกระดูกหัก และกำหนดอัตราการเบิกจ่ายค่ายา ดังนี้

1.1 ยา Teriparatide ในอัตราไม่เกิน 7,710 บาทต่อ 1 ด้ามต่อกล่อง

1.2 ยา Romosozumab ในอัตราไม่เกิน 16,670 บาทต่อ 2 ด้ามต่อกล่อง

ทั้งนี้ การใช้ยา Teriparatide และ Romosozumab ต้องเป็นไปตามแนวทางกำกับการเบิกจ่ายค่ายาที่กรมบัญชีกลางกำหนด จึงจะสามารถเบิกจ่ายจากทางราชการได้

2. กำหนดให้สถานพยาบาลเป็นผู้เบิกจ่ายค่ายา Teriparatide และ Romosozumab ในระบบเบิกจ่ายตรงสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเท่านั้น หากสถานพยาบาลมีการออกใบเสร็จรับเงินค่ายา ให้ระบุเป็น “ค่ายาที่เบิกไม่ได้” และไม่ให้ออกใบรับรองในการสั่งใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยผู้มีสิทธิจะไม่สามารถนำใบเสร็จรับเงินค่ายาดังกล่าวมายื่นเบิกเงินกับส่วนราชการต้นสังกัดได้

“รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชน มุ่งให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง เข้าถึงการรักษาด้วยยาที่มีความจำเป็น ยกระดับคุณภาพระบบสาธารณสุขให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป” นางสาวพลอยทะเล กล่าว