‘ลูกเนวิน’สยบปรับครม. 1ปีกำลังสวย ประเมินผลงานรมต.

‘ลูกเนวิน’สยบปรับครม. 1ปีกำลังสวย ประเมินผลงานรมต.

‘ลูกเนวิน’สยบปรับครม. 1ปีกำลังสวย ประเมินผลงานรมต.

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ลูกเนวิน’สยบปรับครม. 1ปีกำลังสวย ประเมินผลงานรมต. คดีฮั้วสว.ใส่กันเดือด ศุภชัยลุยแฉพรรคส้ม

“ไชยชนก” ชิงสยบข่าวปรับ ครม. อ้อนขอเวลา 1 ปีกำลังสวย ย้ำผ่านมา 4 เดือน “ลูกเทพ” มีผลงานเพียบ ทั้งรื้อโครงสร้างพลังงาน-ล้างบางทุจริตสอบท้องถิ่น ด้าน “ธนกร” เย้ยข่าวดีลลับแดง-เขียวเปลี่ยนตัวนายกฯ เป็นพวกตกคณิตศาสตร์ ย้ำพรรคร่วมรัฐบาลยังแน่นปึ้ก ด้านศึกคดีฮั้วสว.ยังเดือด‘บังซุป-นันทนา’แลกคนละหมัด ขณะที่‘ศุภชัย’อ้างมีหลักฐานพรรคส้มมีกระบวนการจัดตั้งหลายจังหวัด ส่วน ‘ศรีสุวรรณ’บุกร้องกกต.ร้องจี้สอบปมฉาว

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสโจมตีกลุ่มลูกเทพ และลามไปถึงกระแสข่าวการปรับกลุ่มลูกเทพที่ไม่มีผลงานออกว่า ถ้าเอาเรื่องของลูกเทพออกไป ตนคิดว่าการปรับ ครม.ก็ต้องมีการพิจารณาผลงานของรัฐมนตรีทุกคนอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มลูกเทพ ตนเองก็ต้องเป็นหนึ่งในคนที่ต้องถูกประเมินผลงานเช่นกัน เพื่อให้ ครม.ชุดนี้ สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ได้ดีที่สุด เพื่อชาติและพี่น้องประชาชน

‘ไชยชนก’อ้อนขอเวลาทำงาน

เมื่อถามว่า การปรับ ครม. มองว่าควรเป็นช่วง 6 เดือนหรือ 1 ปี ถึงจะเหมาะสม นายไชยชนก กล่าวว่า ควรจะให้เวลาทำงานหน่อย ซึ่งเวลาเกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา ส่วนตัวคิดว่า ครม.มีผลงานเยอะมาก มีประเด็นไหนขึ้นมา ก็มีการจัดการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่แบบผิวเผิน แต่แก้ไขในเชิงโครงสร้างหลากหลายประเด็น และมีอีกหลายอย่างที่กำลังแก้ไขกันอยู่ ซึ่งตนคิดว่าควรจะให้เวลามากกว่านี้

เมื่อถามว่า ที่บอกว่าแก้ไขโครงสร้างเช่นอะไรบ้าง นายไชยชนก กล่าวว่า ถ้าจะยกตัวอย่างก็เช่นโครงสร้างพลังงาน ที่ได้มีการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และกรณีที่เป็นประเด็นร้อน อย่างเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะการปรับเปลี่ยน ตนคิดว่าเรื่องก็คงไม่แดงมาขนาดนี้ รวมไปถึงขณะนี้มีการระดมกำลัง เพื่อทำให้ปัญหาแบบนี้ไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งเป็นปัญหาที่ค่อนข้างสะสมมานาน สำหรับตน มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลงาน

สยบปรับครม.บอก1ปีกำลังสวย

เมื่อถามว่า ในฐานะรัฐมนตรี มองว่าระยะเวลาแค่ไหนควรจะประเมิน KPI หรือปรับ ครม. นายไชยชนก กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าควรต้องนานกว่า 4 เดือน และต้องนานกว่า 6 เดือน ซึ่งคิดว่า 1 ปีกำลังสวย

เมื่อถามว่า หัวหน้าพรรคได้แจ้งถึงระยะเวลาการปรับ ครม.ไว้หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ระยะเวลาไม่ได้แจ้ง แต่แจ้งรัฐมนตรีทุกคนให้ทราบตั้งแต่ต้นแล้วว่า ทุกคนต้องทำงาน ต้องมีผลงาน ยิ่งเราเป็นพรรคที่ใหญ่ขึ้น มีบุคลากรที่มีศักยภาพหลายคน ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้

ไม่ให้ราคาข่าวปล่อยดีลจับขั้ว

เมื่อถามว่า เรื่องปล่อยข่าวดีลจับขั้วรัฐบาลอย่างไร นายไชยชนก กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้ให้ความสนใจตรงนี้เท่าไหร่ ตอนนี้มีปัญหารุมเร้า มี วิกฤตมากมาย มีหลายเรื่องที่ ครม.ทุกคนจะต้องโฟกัสและเร่งทำเพื่อประชาชน พวกเราไม่ได้ดูตรงนี้ ส่วนตัวมองว่า ถ้าเราทำหน้าที่ได้ดี ไม่ว่าจะมีการวางแผนหรือเดินเกมอย่างไร ก็ไม่กระทบ ครม.

ยันเดินหน้าเต็มที่ TH-AI

นายไชยชนก ยังกล่าวถึงกรณี นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เรียกร้องให้ยุติโครงการ TH-AI Passport หากไม่ดำเนินการจะใช้กลไกรัฐสภาตรวจสอบขั้นสูงสุด โดยนายไชยชนก ยืนยันว่า ไม่มีปัญหา เรื่องนี้มีการประสานมาแล้วล่วงหน้าว่าอยากจะมายื่นข้อเสนอที่จะพัฒนาให้ดีขึ้น แต่ไม่ได้มีการออกมา เหมือนที่ชี้แจงมา แต่ไม่เป็นไร เพราะเราให้การสนับสนุนเรื่องของการตรวจสอบเต็มที่ และที่ผ่านมามีการพูดคุยมาแล้วหลายรอบ ซึ่งตนก็มั่นใจในส่วนที่กำกับดูแล รับผิดชอบว่า มีการทำโครงการนี้ เพื่อให้คุ้มราคา มีคุณภาพ และทำให้ประชาชนเข้าถึงเอไอ ที่มีคุณภาพในหลากหลายโมเดลฟรีในระยะเวลา 1 ปีได้ เพราะฉะนั้นเราเดินหน้าเต็มที่

นายกฯยันไม่ปรับครม.ทำงานแค่4เดือน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายกฯยืนยันว่า ไม่มี พร้อมถามสื่อมวลชนกลับมาว่า ”เอามาจากไหน เอามาจากรายการทีวี แต่ยังไม่มี ขณะนี้เพิ่งจะ 4 เดือน และทุกคนก็พยายามทำงานให้ตรงกับแนวทางที่ตนกำหนดให้“ นายกฯ ระบุ เมื่อถามถึงห้วงเวลาที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ พูดไปเดี๋ยวจะไปผูกมัด เอาเป็นว่านายกรัฐมนตรีทรงสิทธิ์เรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ใครที่ทำแล้วประเทศชาติไม่เกิดประโยชน์ ประเทศชาติเสียหาย ก็ไม่จำเป็นต้องรอว่าถึงเวลาปรับครม. แล้วค่อยปรับ

ตำแหน่งที่ว่างยังไม่คิดเอาใครมานั่ง

เมื่อถามว่า มองกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่รู้จะมองอย่างไร เพราะทุกคนเดาหมดเลย รายการต่างๆ ตนพูดได้เลยว่า เข้าไม่ถึงแหล่งข่าว และไม่รู้จริง แต่พยายามใช้ประสบการณ์ของตัวเองประเมินกันไป ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้มีข้อมูลใดๆ เลยแม้แต่น้อย ไม่ไหวแล้ว ต้องไปแก้อย่างไร แก้ไม่ไหว เมื่อถามย้ำว่า เมื่อมีกระแสข่าวลักษณะนี้ นายกฯให้คำมั่นกับคณะรัฐมนตรีอย่างไร เพื่อไม่ให้เสียสมาธิในการทำงาน นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ต้องให้คำมั่นอะไรกับใคร นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ถ้าถึงเวลาปรับก็ต้องปรับ ถ้าใครไม่ได้ทำผิดก็ไม่ปรับ ถ้าใครไม่ทำอะไรที่เสียหายกับบ้านเมือง และมีผลงานก็ไม่ปรับ ส่วนตำแหน่งที่ยังเหลืออีกหนึ่งตำแหน่งเป็นไปได้หรือไม่ว่า อาจจะมีพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาลอีกในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งหน้า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตอนนี้ยังเป็นไปไม่ได้

จี้ทุกกระทรวงทำงานรวมทั้งตัวเองด้วย

เมื่อถามว่า มีกระทรวงไหนที่ต้องจี้ให้มีผลงานในช่วงนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า จี้ทุกกระทรวง จี้ตัวเองด้วย ที่ผ่านมาถือว่ามีการสื่อสารที่ดีขึ้น พร้อมมองว่า ผลงานของรัฐบาลก็ออกมาอย่างต่อเนื่อง คนที่เห็นผลงาน และเข้าใจรัฐบาลมีมากมาย คนที่ตั้งใจจะโจมตีอย่างเดียว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิดไปหมด ก็มีเช่นกัน ซึ่งก็แล้วแต่ แต่ไม่ได้ทำให้รัฐบาลมีความกังวลอะไร รัฐบาลทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง และมีประโยชน์กับบ้านเมือง หากยึดมั่นสองสิ่งนี้ได้ และอธิบายตัวเองได้ อธิบายคณะทำงานได้ ข้าราชการรับไปปฏิบัติด้วยประสิทธิภาพ และความร่วมมือ ตนก็ยังยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากข้าราชการประจำ ฝ่ายความมั่นคง และภาคเศรษฐกิจ ก็เชื่อมั่นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้เกิดจากความร่วมมือที่ดี ต่างเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน นายกฯ กล่าวต่อว่า เมื่อวาน (30 ก.ค.) ตนได้ดูรายการอะไรไม่รู้ ที่บอกว่า ตนบังคับบัญชาไม่ได้แล้ว สั่งอะไรก็ไม่มีใครทำตาม ขอให้ผู้สื่อข่าวดูก็แล้วกันว่าจริงหรือไม่ ที่สั่งแล้วถูกต้องตามกฎหมายก็ต้องทำตาม คิดอย่างอื่นไม่ได้ แต่หากสั่งแล้วผิดกฎหมาย ไม่ชอบ และไม่เกิดประโยชน์กับประเทศกับประชาชน ต้องไม่ทำแบบนั้น แต่หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องทำ ก็ชัดเจนแค่นั้น

‘ธนกร’เมินกระแสดีลเขียว-แดง’

นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีที่นายไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองระบุว่า มีดีลลับแดง-เขียว พูดคุยกันที่โมนาโกเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนในการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ส่วนตัวไม่ให้น้ำหนักกับคำพูดของนายไทกรอยู่แล้ว และถ้าคนที่มองการเมืองออก เล่นการเมืองเป็น ย่อมรู้ว่าถ้าจะมีการเจรจากันจริงก็แค่ยกหูหรือไปหาที่บ้านก็ได้ ไม่จำเป็นต้องบินไปคุยกันถีงต่างประเทศ นอกจากนี้ ที่ผ่านมาในหลายๆ ครั้ง นายไทกรก็มักจะพูดลอยๆ แต่ไม่เคยแสดงหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันอะไรเลย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวนายไทกรเอง แล้วสุดท้ายสังคมจะเลิกเชื่อถือคำพูดของนายไทกรในที่สุด

ยันเสียงในสภายังมั่นคงแข็งแรง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีฝ่ายการเมืองบางฝ่ายเชื่อว่ารัฐบาลในเวลานี้มีรอยร้าว นายธนกร กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ยืนยันว่า เสียงในสภาฯ ของพรรคร่วมรัฐบาลยังมั่นคงแข็งแรง หากเรื่องไหนที่พรรคร่วมรัฐบาลมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันทางการเมือง ก็จะนำทุกประเด็นไปหารือกันในคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ทั้งเรื่องกฎหมายไปจนถึงประเด็นทางการเมือง ซึ่งทุกเรื่องสามารถพูดคุยกันได้

“ทุกพรรคร่วมรัฐบาลมีความคิดเห็นที่ต่างกันทางการเมืองถือเป็นเรื่องปกติ แต่สามารถหาจุดกึ่งกลางร่วมกันเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติได้ เรื่องดีลลับแดง-เขียวผมมองว่าเลอะเทอะ ตกคณิตศาสตร์ คนพูดก่อนออกมาปล่อยข่าวได้ลองนับเลขดูก่อนแล้วหรือยังว่าเก้าอี้ ส.ส.ของพรรคภท.มีอยู่เท่าไหร่ เอาเวลาไปทำอะไรที่มันเข้าท่าเข้าทาง ทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์ยังดีกว่า” นายธนกร กล่าว

“ภาวุธ”ไม่มารับทราบข้อหาฟอเร็กซ์

ที่ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) ชั้น 2 โถงดีเอสไอ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้พิจารณาออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้ง 22 ราย คดีซื้อขายฟอเร็กซ์ (Forex)โดยวันที่ 24 ก.ค.69 ที่ผ่านมา นายภาวุธ

พงษ์ วิทยภานุ หรือป้อม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาน (ปชน.) มอบอำนาจให้ นายภิรัช ตรีเพชร ทนายความประจำตัว เดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ เพื่อยื่นเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 โดยให้เหตุผลว่าได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ในเวลากระชั้นชิด จึงต้องกลับไปรวบรวมเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อจะได้นำมาชี้แจงแก่พนักงานสอบสวน อีกทั้งนายภาวุธ ยังติดภารกิจในวันดังกล่าว จึงไม่สามารถเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาได้และขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาเป็นวันที่ 3ส.ค.69 อย่างไรก็ดี คณะพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้ว มีมติออกหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่2 ให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในวันศุกร์ที่ 31ก.ค.69 แทน

ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถาม นายภาวุธพงษ์วิทยภานุ หรือป้อม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่าในวันนี้จะมีการเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกครั้งที่ 2 หรือว่าไม่ หรือจะส่งทนายความขอเลื่อนหมายเรียกหรือไม่นั้น โดย นายภาวุธ เปิดเผยผ่านทางโทรศัพท์ว่า วันนี้ตนยังจะไม่ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน เนื่องด้วยติดประชุมกรรมาธิการ ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้มอบหมายให้ทนายความส่งเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกไปเป็นวันที่ 3 ส.ค.69 อย่างแน่นอนพร้อมยืนยันว่าในวันดังกล่าวจะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นเวลาใดจะขอปรึกษากับทีมงานก่อน ขณะที่ประเด็นเรื่องหมายเรียกครั้งที่ 2 ที่มีการนัดหมายวันนี้ ตนยังไม่เห็นเอกสารหมายเรียกดังกล่าวแต่อย่างใด

ยันมาแน่3สิงหาคมนัดไว่ล่วงหน้า

ขณะที่รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษเผยว่า กรณีที่ นายภาวุธ จะไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่2และไม่ได้ส่งทนายทนายความมาขอเลื่อนนั้น พนักงานสอบสวนจะไม่ขอศาลออกหมายจับ เนื่องด้วยก่อนหน้านี้ นายภาวุธ เคยเข้ามาแสดงตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวนแล้ว อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็ได้โทรศัพท์ประสานกับคณะพนักงานสอบสวนไว้แล้วว่า จะไม่เข้าพบแต่อย่างใด จึงไม่ถือเป็นการขัดต่อหมายเรียกครั้งที่ 2 ทำให้กำหนดการนัดหมายจึงเป็นดังเดิม คือ วันที่ 3 ส.ค.69

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ต่อมาเวลา 10.50 น. นายภาวุธพงษ์วิทยภานุ ได้ส่งทีมงานผู้รับมอบอำนาจมายื่นเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2 จากวันนี้ (31 ก.ค.69) ไปเป็นวันที่ 3 ส.ค.69 ส่วนกรณีของนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือฟิล์ม ดาราชายชื่อดัง ที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 นัดหมายให้เข้าพบในวันที่ 3 ส.ค.69 เวลา 10.00 น. ซึ่งขณะนี้ นายรัฐภูมิ ยังไม่ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการประสานขอเลื่อนหมายเรียกครั้งที่ 1 แต่อย่างใด

ผู้สมัครสว.สีส้ม300คน งานเข้า’

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ กกต.เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประ กอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา41 ในการสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน กรณีมีการพูดกันว่ามีกลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 300คน ที่มาพบกันที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี มีพฤติการณ์หรือการกระทำที่มีการวางแผนจัดคนฝ่ายของตนมาดำเนินการในการเลือก สว.อันมิชอบด้วยกฎหมาย หรือทำให้การเลือกดังกล่าวอาจไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ อย่างไร

‘ศรีสุวรรณ’บุกกกต.จี้สอบจัดประชุม

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตามที่สื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ นักวิชาการ และนักการเมืองตอบโต้กันไปมาเกี่ยวกับการฮั้วการเลือก สว.กลุ่มหนึ่งที่ผ่านมา โดยเรื่องดังกล่าวอยู่ในการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)แล้วนั้น แต่ปรากฎว่ามีการพูดถึงพฤติการณ์ของการเลือก สว.อีกกลุ่มหนึ่งที่มักเรียกกันว่า สว.สีส้ม ซึ่งก็มีพฤติการณ์ไม่ต่างกับกลุ่ม สว.ชุดแรกที่ กกต.และดีเอสไอกำลังสืบสวนและไต่สวนอยู่ ซึ่งผู้สมัคร สว.กลุ่มนี้ประมาณ 300คน จัดประชุมพบปะกันที่ห้องจูปีเตอร์ เมืองทองธานีด้วยเช่นกัน ถือเป็นการวางแผนฮั้วหรือไม่ เหตุดังกล่าวจึงเป็นข้อสงสัยในการกระทำของผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวที่อาจทำให้การเลือก สว.ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต.มีอำนาจเริ่มสืบสวนหรือไต่สวนได้เอง แม้ไม่มีผู้ร้องเรียน ตาม พรป.ว่าด้วย กกต.ปี2560 มาตรา41 ซึ่งบัญญัติไว้โดยสรุปว่า “เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อคณะกรรมการไม่ว่าโดยทางใด ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งหรือผู้กล่าวหาหรือไม่… คณะกรรมการมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้มีการสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานโดยพลัน”

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า  การเลือก สว. เป็นการแข่งขันของผู้สมัครแต่ละคนอย่างอิสระ แต่มีบางคนออกมาพูดว่าเป็นเรื่องของ “ภารกิจร่วม” “ทีมเดียวกัน” “ส่งคนของเราเข้าไป” และ “ส่งไม้ต่อ” อย่างเปิดเผย ซึ่งถ้าฝ่ายหนึ่งเรียกสิ่งนี้ว่า “การจัดตั้ง” หรือ “การทำงานเป็นทีม” แล้วเหตุใด เมื่ออีกฝ่ายถูกกล่าวหาในลักษณะคล้ายกันจึงถูกเรียกว่า “ฮั้ว” ซึ่งเรื่องนี้จะผิดหรือไม่ผิด เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ใครจะตัดสินกันเอง แต่สิ่งที่สังคมมีสิทธิถามคือ ทำไมพฤติกรรมที่ดูคล้ายกัน พอเป็นคนที่ตัวเองเชียร์ถึงเรียกว่า “ทำงานร่วมกัน” หรือ “จัดตั้ง” แต่พอเป็นฝ่ายตรงข้ามกลับรีบใช้คำว่า “ฮั้ว” เพราะถ้าจะใช้มาตรฐาน ก็ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย อย่าให้คำว่า “ฮั้ว” กลายเป็นแค่คำด่าทางการเมืองที่เลือกใช้เฉพาะกับคนที่ตัวเองไม่ชอบเท่านั้น

ดังนั้นเพื่อมิให้เป็นการเลือกปฏิบัติ กกต. ในฐานะที่เป็นผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ปี2560 จะต้องทรงไว้ซึ่งความเป็นธรรม จำต้องดำเนินการสืบสวนและไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติตามกฎหมายโดยพลัน โดยตนได้ทำคำร้องพร้อมพยานหลักฐานเบื้องต้นมามอบให้ กกต.ได้ตั้งเรื่องเพื่อนำไปสู่การสืบสวนและไต่สวนตามครรลองของกฎหมายต่อไป

‘ศุภชัย’งัดพุทธภาษิตเตือน’นันทนา’

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความว่า นันทนา ขวัญใจของผม พุทธภาษิตว่าไว้“นตฺถิสจฺจสมํธมฺมํ”“ไม่มีธรรมใดเสมอด้วยความสัตย์”พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า“ผู้ไม่ละการพูดเท็จ ย่อมทำบาปได้ทุกอย่าง“ที่คุณกล่าวว่า ผู้มาชุมนุมกัน 300คน ลงขันกันเอง จ่ายค่าห้องจัดเลี้ยง มีใบเสร็จหรือไม่ เพราะใบเสร็จที่ผมมีมันระบุว่าคุณ…….หิรัญ……จากฟ้าเดียวกัน นะจ๊ะ ใครเท็จใครแท้ก็จะได้พิสูจน์กัน แต่เรื่องบาปใครพูดเท็จก็รับบาปเอาก็แล้วกัน เรื่องนี้ตัวใครตัวมัน จะให้ผมเป็น“กอลลัม”ก็โอเคนะ อย่างน้อยผมก็ได้หลอกล่อคุณมาอยู่ที่ ปากปล่องภูเขาไฟได้แล้ว รอดูกันว่าใครจะตกลงไปในปล่องภูเขาไฟนั้นFCไม่เคยเปลี่ยนแปลง แบบ พี่ติ๊กชิโร่เลย

แฉส้มมีกระบวนการจัดตั้งหลายจว.

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand โดยออกมาตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการตรวจสอบการเลือกตั้ง สว.ว่า  iLawคณะก้าวหน้า มีการจัดทำแคมเปญSenate67และเปิดตลาดนัด สว.รณรงค์ให้ประชาชนสมัคร สว.ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งโดยข้อเท็จจริงกติกาการเลือกตั้ง สว.มีความซับซ้อน ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ถึงระดับประเทศ จึงทำให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้สมัคร สิ่งที่ท่านกล่าวหากลุ่มที่ท่านเรียกว่า สว.สีน้ำเงินมีพฤติการณ์ต่างๆ ผมถามว่าทั้งสองกลุ่มก็ทำวิธีเดียวกัน แล้วความแตกต่างมันอยู่ตรงไหน คุณบอกการทำแบบสีน้ำเงินมันฮั้ว มันผิด แต่พอของคุณก็ทำเหมือนกันกลับบอกว่าฮั้ว แต่ไม่โกงตนมีข้อมูลและหลักฐานซึ่งชี้ให้เห็นว่ากลุ่มที่อ้างว่าเป็นสว.ประชาชน หรือสว.สีส้ม  มีกระบวนการจัดตั้งกันแบบเปิดเผยหลายจังหวัด รวมถึง กทม.เช่นการนัดพบที่ หอศิลป์จิมทอมป์สัน แต่เบื้องหลังมีการแอบตั้งกลุ่มไลน์ กำหนดเบอร์เป้าหมายเพื่อบล็อกโหวต และการแบ่งบทบาทให้ผู้สมัครบางคนเป็นเพียงโหวตเตอร์  เพื่อให้บุคคลเป้าหมายให้ได้รับเลือกเป็น สว.

ซัดปชน.อย่าดัดจริตทำตัวเป็นคนดี

“สิ่งที่ท่านทำกันตรงนั้นคิดว่าผมไม่มีข้อมูลหรือ คุณคิดว่ามีแต่คนรักพวกคุณกัน ไม่คิดว่าคนจะรักผมแล้วเอาข้อมูลมาให้ คุณไม่คิดว่าจะมีคลิปเสียง มีโพยที่คุณเขียนกันว่าจะต้องเลือกใคร ผมมาตรวจดู และพบว่า คนที่บอกให้เลือกกทม.40คน คุณได้มากี่คนผมรู้หมด เพราะฉะนั้นอย่าประมาท อย่ากล่าวหาคนอื่น และบอกว่า ตัวเองกลุ่มเดียวรักประชาธิปไตย คุณจัดตั้งให้เลือกเบอร์อะไรผมรู้หมด ในที่สุดท่านก็ได้เป็นสว.อย่าดัดจริต อย่าทำตัวเป็นคนดี ผมไม่ได้บอกว่า ทำกันทุกกลุ่ม ที่จริงสีอื่นก็มี แต่ด้วยเหตุผลว่ากติกามันซับซ้อน เขาจึงต้องรวมกลุ่มกันมาและสิ่งที่ผมขีดเส้นใต้ก็คือ บางคนก็เพียงแต่มาเป็นโหวตเตอร์ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ห้าม”นายศุภชัย กล่าว

ชี้จัดประชุมหอศิลป์ จิมทอมป์สัน

นายศุภชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.ออกมาระบุ กลุ่มผู้สมัคร สว.กว่า 300 คน ที่มาร่วมประชุมที่ห้องจูปิเตอร์อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นการรวมตัว ลงขันจ่ายค่าห้องจัดเลี้ยง และวิ่งออกไปซื้อน้ำดื่มกันเองว่า  เป็นความเท็จ ซึ่งตนมีหลักฐานใบเสร็จชัดเจนว่า การเช่าห้องจัดเลี้ยงดังกล่าวมีตัวแทนจาก สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เป็นผู้จองและออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด จึงอยากให้ไปดูว่าสำนักพิมพ์ดังกล่าวนำใบเสร็จค่าใช้จ่ายนี้ไปใช้ยื่นหักภาษีประจำปี 2567 หรือไม่ ซึ่งตนได้โพสต์ระบุเพียงนามสกุล และยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ ไม่ได้เป็นการกล่าวหา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ดังนั้น การรวมกลุ่มและพฤติการณ์ต่างๆ อาจเข้าข่ายอาจผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สว. หรือไม่ จึงขอให้ กกต.ใช้อำนาจตามกฎหมายสืบสวนไต่สวนเรื่องดังกล่าว ว่าสิ่งที่กลุ่มนี้ทำถูกหรือผิด

2สว.อำนาจเจริญแจ้งความ’ยิ่งชีพ‘

 วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมพาน พละศักดิ์ สว.จาก จ.อำนาจเจริญ กลุ่ม10 เดินทางไปที่สภ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และผู้เกี่ยวข้อง จากกรณีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชี้นำสังคมให้เกิดความเข้าใจผิดว่า นายสมพาน เป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการสมัครสว.และบิดเบือนข้อกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้สมัครสว.กลุ่ม10 เมื่อวันที่ 30ก.ค.ที่ผ่านมา

นายสมพาน กล่าวว่า การโพสต์ของ นายยิ่งชีพ เป็นการนำความเท็จมาใส่ความตน เป็นการโฆษณาไขข่าวเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ เป็นเหตุให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง ทั้งนี้ คุณสมบัติของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา กลุ่ม 10 ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 11(10) บัญญัติไว้เพียง “กลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น นอกจากกิจการตาม(9)” อีกทั้งในการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตนได้ยื่นเอกสารหลักฐาน หนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (เอกสาร สว.4) ต่อผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ ซึ่งได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบเอกสาร ค่าธรรมเนียม ตลอดจนมีหนังสือสอบถามไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายอย่างครบถ้วนถูกต้องแล้ว นอกจากนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้ยกคำร้อง เรื่องคุณสมบัติที่มีผู้ร้องตน ตามคำวินิจฉัยที่ 17/2568 หลังจากนั้นตนก็ทำหน้าที่เป็น สว.เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

หมิ่นประมาท-ทำให้ตัวเองเสื่อมเสีย

นายสมพาน กล่าวต่อว่า การนำเสนอข้อมูลของ iLawซึ่งมี นายยิ่งชีพ เป็นผู้อำนวยการบริหาร ในทัศนะและวิธีคิดดังกล่าวสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง อันจะเห็นได้จากข้อมูลเว็บไซต์ของ iLawในการสมัครกลุ่ม 10 มีคนนำไปอ้างอิงจนนำไปสู่การร้องเรียนการเลือกตั้ง อันจะเห็นได้จากกรณีคำวินิจฉัย กกต.ที่706/2568 โดยผู้ร้องอ้างข้อมูลจาก เว็บไซต์ http://www.ilaw.or.th นำไปสู่การร้องเรียนการเลือกตั้งสว.โดยกรณีนี้ กกต.ก็ได้มีคำสั่งให้ยกคำร้องไปแล้วเช่นกัน การเผยแพร่ไปในสื่อออนไลน์ต่างๆ ได้สร้างความเสียหาย ให้กับตนและครอบครัวเป็นที่สุด และขยายขอบเขตเป็นวงกว้าง สร้างความเสื่อมศรัทธาแก่อาชีพ การทำมาหาได้โดย สุจริต การคบค้าสมาคมและการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสว.และทำให้ตนซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวถึง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังและถูกมองเป็นคนไม่ดี และเสื่อมเสียชื่อเสียง ตนจึงมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้ได้รับโทษตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ยืนยันว่าไม่ใช่การฟ้องปิดปาก แต่เป็นการปกป้องสิทธิของตน

 ‘สว.แดง’ยันถูกเกลียดชังในสังคม

ขณะที่นางแดง กองมา สว.จากจังหวัดอำนาจเจริญ กลุ่ม 10 ก็ได้เดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณากับ นายยิ่งชีพ ที่ สภ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ เช่นเดียวกัน โดยนางแดงกล่าวว่า จากกรณีที่ นายยิ่งชีพ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 28ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นการกล่าวหาใส่ความยืนยันข้อเท็จจริง ซึ่งทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่า การเขียนใบสมัครว่า เป็นแม่ค้าขายหมูหน้าเขียง เป็นการแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จ ขาดคุณสมบัติสมัครสว.กลุ่ม10 โดยเป็นการสมัครผิดกลุ่ม ซึ่งสื่อความหมายไปในลักษณะใส่ความว่า ตนขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกวุฒิสภา ทั้งที่ กกต.วินิจฉัยแล้วว่า ตนมิใช่ผู้ขาดคุณสมบัติตามที่ นายยิ่งชีพ กล่าวหาแต่อย่างใด อีกทั้งมีการเผยแพร่ไปในสื่อออนไลน์ ต่างๆ โดยที่มีคนเข้ามาดูแล้วคอมเมนต์ด่าทอ ส่งผลให้ตนและวงศ์ตระกูลได้รับความอับอายและถูกเกลียดชังในสังคมอย่างกว้างขวาง การปลุกระดมให้คนในพื้นที่คอยจับตาหรือถ่ายรูป ทำให้ตนเกิดความหวาดกลัวต่อความไม่ปลอดภัย และเดือดร้อนในการลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ สว.

กกต.วินิจฉัยแล้วไม่ขาดคุณสมบัติ

“ดิฉันเหมือนถูกด้อยค่าในอาชีพแม่ค้าขายหมูซึ่งเป็นอาชีพสุจริต ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้คนหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะยากดีมีจน เรียนน้อยหรือจบสูง ให้เข้ามาเป็น สว.ได้ แต่วันแรกๆ ที่เข้าสภา ดิฉันก็ถูกเพื่อน สว.พูดกระทบ ผ่านมา 2 ปีก็ยังถูกนายยิ่งชีพนำเอาเรื่องคุณสมบัติซึ่งจบไปแล้วมาดูหมิ่นดิฉันอีกครั้งจนเกิดความเสียหายอย่างกว้างขวาง ดิฉันจึงต้องมาแจ้งความดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้ได้รับโทษตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม นายยิ่งชีพคงคิดว่าตัวเองทำถูก เพราะจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นแสดงความรับผิดชอบในเรื่องที่ไม่รู้ว่า กกต.วินิจฉัยคุณสมบัติของดิฉันและเผยแพร่เอกสารทางเว็บไซต์แล้ว แม่ค้าขายหมูคนนี้จึงอยากขอให้นายยิ่งชีพลดอัตตาลงบ้าง จะได้เลิกเป็นคนจมไม่ลง“ นางแดง กล่าว“

ยื่นอุทธรณ์ปมรถเก่าแล้ว2.1แสนราย

ทางด้าน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรีรับทราบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาการถือครองยานพาหนะสำหรับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลผู้ที่เข้าเกณฑ์ได้รับคืนสิทธิจากสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ 214สาขาและศูนย์One Stop Service ของกระทรวงมหาดไทยในระดับอำเภอ เพื่อส่งต่อให้กระทรวงการคลังดำเนินการคืนสิทธิตามโครงการ โดยประชาชนไม่ต้องยื่นอุทธรณ์หรือดำเนินการเพิ่มเติม สำหรับการเปิดให้ทบทวนสิทธิภายหลังการปรับเกณฑ์ ข้อมูลเฉพาะในส่วนของกรมขนส่งทางบก มีผู้ยื่นคำร้องอุทธรณ์แล้วกว่า 2.1 แสนราย ครอบคลุมยานพาหนะประมาณ 3.7 แสนคัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์ประมาณ 3.1 แสนคัน รถยนต์ 6.4 หมื่นคัน และยานพาหนะประเภทอื่นกว่า 2พันคัน โดยจังหวัดที่มีผู้ยื่นอุทธรณ์มากที่สุด ได้แก่ นครราชสีมา รองลงมาคือ เชียงใหม่ ลำปาง เพชรบูรณ์ และนราธิวาส ตามลำดับ ส่วนสาเหตุหลักของการอุทธรณ์ คือ กรณียานพาหนะมีอายุเกินเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงกรณีการโอนลอยและรถที่สิ้นสภาพการใช้งาน

‘ผอ.มศว’มอบตัวคดีโกงสอบ ซัดอดีตอธิบดีสถ. สั่งส่งข้อมูลแฟลชไดร์ฟ ให้‘ดร.วิน’ตามทีโออาร์

‘ผอ.มศว’มอบตัวคดีโกงสอบ ซัดอดีตอธิบดีสถ. สั่งส่งข้อมูลแฟลชไดร์ฟ ให้‘ดร.วิน’ตามทีโออาร์

‘ผอ.มศว’มอบตัวคดีโกงสอบ ซัดอดีตอธิบดีสถ. สั่งส่งข้อมูลแฟลชไดร์ฟ ให้‘ดร.วิน’ตามทีโออาร์

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ผอ.มศว’มอบตัวคดีโกงสอบ ซัดอดีตอธิบดีสถ. สั่งส่งข้อมูลแฟลชไดร์ฟ ให้‘ดร.วิน’ตามทีโออาร์ ‘หนู’ลั่นจัดการหมดแล้ว ชี้ปัญหาที่คนไม่ใช่ระบบ

“เรืองเดช” ผอ.มศว เข้ารับทราบข้อกล่าวหาพนักงานสอบสวนที่กองปราบปราม เจอแจ้ง 7 ข้อหาหนัก คดีโกงสอบท้องถิ่น ยอมรับเป็นผู้นำแฟลชไดร์ฟคะแนน ส่งให้ ดร.วิน ที่บ้านพักในจังหวัดนนทบุรี ตามคำสั่งของอดีตอธิบดีสถ. อ้างทำตามคำสั่งในฐานะลูกจ้าง TOR ส่วนอดีตอธิบดี สถ. เลื่อนให้ปากคำ 6 สิงหาคม นี้ ลิซ่า-ภคมน พรรคประชาชน ทวงความคืบหน้า ผ่านมา 40 วัน คดีโกงสอบไม่คืบ จี้สอบเส้นทางการเงิน 5 พันล้านบาท

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อร้อเรียนเกี่ยวกับการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ว่า ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการในทุกมิติ เพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว ยืนยันว่าภายในสัปดาห์หน้าจะต้องมีความคืบหน้าหรือข้อสรุปในส่วนที่ดำเนินการได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ทั้งนี้ การสอบแข่งขันเพื่อเข้ารับราชการท้องถิ่น เป็นประตูสำคัญของคนรุ่นใหม่และผู้ที่มีความตั้งใจเข้ารับราชการ หากปล่อยให้เกิดการทุจริต ย่อมกระทบต่อหลักคุณธรรมและทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ

“ผมกำชับทุกหน่วยงานว่า อาทิตย์หน้าต้องรู้ผลในส่วนที่ดำเนินการได้ ไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ ไม่ปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อ ประชาชนต้องได้รับคำตอบ และผู้ที่เข้าสอบด้วยความสุจริตต้องได้รับความเป็นธรรม” นายวรศิษฎ์ กล่าว

คนโกงต้องได้รับโทษ

รมช.มหาดไทย กล่าวด้วยว่า หากผลการตรวจสอบพบว่ามีบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดทั้งทางวินัย ทางปกครอง และทางอาญา โดยไม่มีข้อยกเว้น และจะไม่คำนึงถึงตำแหน่งหรืออิทธิพลของผู้ใด นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเร่งรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน โปร่งใส และเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

“กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับธรรมาภิบาลในการบริหารงานท้องถิ่น และจะไม่ยอมให้การทุจริตบั่นทอนโอกาสของผู้ที่เข้าสอบด้วยความสามารถและความสุจริต เพราะ “ความจริงต้องปรากฏ ความยุติธรรมต้องเกิดขึ้น และคนโกงต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” นายวรศิษฎ์ กล่าว

“ผอ.มศว”มอบตัว

ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เข้าพบพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (กก.2 บก.ป.) เพื่อรับทราบ ข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารราชการโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตน เป็นเจ้าพนักงานรับรองหลักฐานอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ, ร่วมกันเอาไป หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ, ร่วมกันเปิดผนึกหรือนำเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความ และร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ รวม 7 ข้อหา

พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป.ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างสอบปากคำนายเรืองเดช โดยข้อมูลที่ใช้สอบปากคำบางส่วน เป็นข้อมูลที่นายเรืองเดชเคยมานำมามอบให้ตำรวจก่อนหน้านี้ ซึ่งหลังสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาแล้วเสร็จ ก็จะปล่อยตัวกลับทันที โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ในการยื่นขอประกันตัว เพราะเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก

อธิบดีสถ.เลื่อนพบตร.

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันแก้ไขกระดาษตำตอบ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 4 คน จาก 11 คน โดยแจ้งข้อกล่าวหาอั้งยี่ ซ่องโจร, ความผิดตามมาตรา 188 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ส่วนนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ขอเลื่อนเข้าพบพนักงานสอบสวนไปเป็นสัปดาห์หน้า

สำหรับผู้ที่เข้ารับทราบข้อกล่าวในวันนี้ ทั้งหมดเกี่ยวข้องในคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น และถูกนายอัศวิน โชติพนัง หรือดร.วิน ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้การซัดทอดว่านายเรืองเดช เป็นผู้นำข้อสอบและไฟล์ข้อสอบ ของผู้สมัครสอบข้าราชการท้องถิ่น ไปให้กับกลุ่มบุคคล 11 คนที่บ้าน จ.นนทบุรี เพื่อแก้กระดาษคำตอบ

นำแฟลชไดร์ฟให้วิน

แหล่งข่าวภายในกองบังคับการปราบปราม เปิดเผยความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ว่า วันนี้ นายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พร้อมบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวม 5 คน ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่อยู่ภายในบ้านพัก จังหวัดนนทบุรี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ตั้งแต่เวลาประมาณ 07.00 น. ก่อนถูกแยกสอบปากคำอย่างละเอียดต่อเนื่องนานกว่า 6 ชั่วโมง

แหล่งข่าวระบุว่า ตลอดการสอบปากคำ ทั้ง 5 คนให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวน โดยยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ และรายละเอียดบางส่วนที่พนักงานสอบสวนสอบถาม แต่ยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้บันทึกถ้อยคำของแต่ละคนไว้ เพื่อนำไปประกอบกับพยานหลักฐานอื่นที่รวบรวมได้

ซัดทอด”ธีวุฒน์”สั่งการ

โดยเฉพาะ นายเรืองเดช แหล่งข่าวระบุว่า ยอมรับว่าเป็นผู้ที่นำแฟลชไดร์ฟ ไปส่งให้ นายวิน ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้จริง แต่เจ้าตัวยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งในฐานะลูกจ้างตามขอบเขตงาน หรือ TOR เท่านั้น โดยอ้างว่าได้รับคำสั่งมาจาก นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จึงดำเนินการตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่าง นายเรืองเดช กับนายวิน นั้น นายเรืองเดชให้ข้อมูลว่า ทั้งสองรู้จักกัน เนื่องจากอยู่ในแวดวงการศึกษาเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกัน พนักงานสอบสวนยังอยู่ระหว่างเรียกบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดย นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งเดิมมีกำหนดเข้าพบพนักงานสอบสวน ได้ส่งหนังสือขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำออกไป และนัดหมายเข้าพบพนักงานสอบสวนอีกครั้งในวันที่ 6 สิงหาคม นี้

ส่วนบุคคลอื่นที่พนักงานสอบสวนเรียกเข้ามาให้ข้อมูล ได้ขอเลื่อนนัดหมายเช่นเดียวกัน โดยมีกำหนดเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 10 สิงหาคม / ซึ่งหลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะทยอยสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ลิซ่าจี้สอบเส้นทางเงิน

ด้าน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า นับตั้งแต่วันแรกที่เจ้าหน้าที่บุกเข้าไปยังอาคารแห่งหนึ่งที่นนทบุรี จนถึงขณะนี้ ผ่านมากว่า 40 วันแล้ว แต่มหากาพย์ทุจริตสอบท้องถิ่น มูลค่าทุจริต 5,000 ล้านบาท ที่ควรจะมีความคืบหน้ามากกว่านี้ จนถึงวันนี้ กลับยังไม่มีอะไรมากไปกว่าข่าวการ “จ่อ” ออกหมายเรียก หรือ “จ่อ” ออกหมายจับ โดยยังไม่มีท่าทีว่าจะขยายผลไปตรวจเส้นทางการเงินของใครเลยแม้แต่รายเดียว ทั้งที่มีข้อมูลหลายจุดที่ทำให้น่าสงสัยว่า ขบวนการโกงสอบท้องถิ่นนั้นมีการเตรียมการฮั้วกันตั้งแต่เริ่มแรกในระดับ TOR

จากการติดตามซักถามในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ก็ยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองว่าทำถูกต้องทุกขั้นตอน ขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ก็ยืนยันว่าดำเนินการตามข้อตกลงและขอบเขตของงาน (TOR) อย่างเคร่งครัด

น.ส.ภคมน ตั้งข้อสังเกตตั้งแต่แรกว่าการทุจริตสอบท้องถิ่น 2568 ไม่มีทางสั่งวันนี้เสร็จเมื่อวานแน่ๆ แต่เป็นการสั่งไว้ตั้งแต่เมื่อวาน มากกว่า มีการวางแผนทำกันเป็นขบวนการ ซึ่งจะเห็นได้ชัดหากย้อนไทม์ไลน์กระบวนการทั้งหมดว่ามีร่องรอยความไม่ชอบมาพากลตั้งแต่ปี 2566

“จุดเริ่มต้นของการ ‘รู้เห็นเป็นใจ’ ระหว่าง สถ. และ มศว จนนำไปสู่ความเสียหายมากมายขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องของการแอบทุจริตกันกลางทาง แต่มีข้อสังเกตว่า เป็นการจัดวางและวางแผนกันมาตั้งแต่แรก”

น.ส.ภคมน ยังกางให้เห็นเส้นเรื่องว่า การโกงระดับมหากาพย์ระดับนี้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ และไม่ใช่เป็นการร่วมมือกันของระดับผู้ปฏิบัติการเล็กๆ ที่เตรียมการไว้ก่อนเท่านั้น แต่เป็นระดับหัวหน้าที่มีอำนาจตัดสินใจ เริ่มตั้งแต่กระบวนการเลือกผู้รับจ้าง ว่าทำไมสุดท้ายจึงกลายเป็น มศว ทั้งที่คิดราคาจ้างแพงกว่ามหาวิทยาลัยอื่นอย่างมหาวิทยาลัยบูรพา (ม.บูรพา) หรือมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

“ความจริงแล้ว งานนี้ ม.บูรพา เป็นผู้ชนะการเสนอราคาตั้งแต่แรก แต่กลับมีการเปลี่ยนตัวผู้รับจ้างเป็น มศว ในภายหลัง โดยอ้างว่า ม.บูรพา มีประวัติการทุจริต ซึ่งในเวลาต่อมา ม.บูรพา ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเปลี่ยนแปลงดังกล่าวและเป็นฝ่ายชนะอุทธรณ์”น.ส.ภคมน กล่าว

อนุทิน ชูโมเดลวิศวกรการเมือง ฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ ลุยปฏิรูปราชการ-วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI

อนุทิน ชูโมเดลวิศวกรการเมือง ฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ ลุยปฏิรูปราชการ-วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI

อนุทิน ชูโมเดลวิศวกรการเมือง ฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ ลุยปฏิรูปราชการ-วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.58 น.

นายกฯ ชูวิศวกรการเมืองฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ ลุยปฏิรูปราชการ-สร้างคน-หนุน R&D วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI ดันเศรษฐกิจกระจายตัวระดมพลังคนไทยยกกำลังประเทศ    

31 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 19.00 น. ที่หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่” ในงานเสวนา The Intania Forum: Surviving Under the New World Order 

นายอนุทิน กล่าวว่า โลกวันนี้อาจไม่ใช่ New World Order แต่เป็น New World Disorder หรือโลกที่ไร้ระเบียบ ไม่มีสูตรสำเร็จ และเปลี่ยนเร็วเกินกว่าจะใช้วิธีคิดเดิม รัฐบาลจึงต้องทำให้ประเทศพร้อมเผชิญความไม่แน่นอน โดยยึดความยืดหยุ่น การพึ่งพาตนเอง และการตัดสินใจบนข้อมูลจริง

ที่ผ่านมาประเทศไทยเติบโตจากโลกาภิวัตน์ ฐานผลิต การส่งออก และการท่องเที่ยว แต่จุดที่ต้องเร่งเติมคือการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D เพราะโลกเทคโนโลยีรอบใหม่ทำให้หลายประเทศเริ่มต้นใกล้กันมากขึ้น หากไทยลงทุนถูกจุด ยังไม่สายที่จะยกระดับอุตสาหกรรมของตัวเอง

นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะ AI แต่ทั้งหมดต้องแต่ต้องอยู่บนหลัก 4P คือ Prevention ป้องกันผลกระทบ Prosper ทำให้เกิดความรุ่งเรือง Potential เพิ่มศักยภาพประเทศ และ Protection ควบคุมไม่ให้เทคโนโลยีกลับมาทำร้ายมนุษย์ สังคม และธรรมชาติ

‘รัฐบาลกำลังหา Critical Path Method หรือ CPM ของประเทศไทย เพื่อจัดลำดับว่าจะใช้ทรัพยากรจำกัดลงตรงไหนก่อน ให้ใช้เวลาน้อย ทรัพยากรน้อย แต่เกิดผลคุ้มค่าที่สุด พร้อมสร้าง Resilience เพื่อพาประเทศไปสู่ Steady State คือจุดที่มีเสถียรภาพ มั่นคง และต่อยอดได้’ นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลครอบคลุมเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และการรับมือภัยพิบัติ โดยบางเรื่องต้องใช้ความกล้าหาญดึงงบประมาณมาลงทุน เช่น ระบบป้องกันน้ำท่วม เพราะที่ผ่านมาไทยจ่ายเยียวยาน้ำท่วมปีละราว 50,000 ล้านบาท หากลงทุนโครงสร้างป้องกันเร็วกว่าเดิม ประเทศจะลดความเสียหายระยะยาวได้มาก

ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่าเศรษฐกิจไทยยังดีอยู่ แต่โจทย์ใหญ่คือทำอย่างไรให้ความมั่งคั่งกระจายตัว ไม่กระจุกอยู่เฉพาะบางพื้นที่ ประเทศไทยไม่ควรมีเพียงกรุงเทพฯ เป็นมหานครเดียว แต่ต้องสร้างเมืองเศรษฐกิจใหม่ มีระบบคมนาคมที่เชื่อมการผลิต อุตสาหกรรม งาน และรายได้เข้าด้วยกัน

นายอนุทิน กล่าวว่า ทรัพยากรสำคัญที่สุดของประเทศคือคน เทคโนโลยีซื้อได้ แต่คนต้องเรียนรู้เร็วกว่า ปรับตัวเก่งกว่า และมีโอกาสพัฒนาตลอดชีวิต รัฐบาลจะระดมพลังคนไทย “ยกกำลังประเทศ” ผ่านการศึกษา ทักษะใหม่ และการเปิดโอกาสให้คนไทยเป็นผู้สร้าง ไม่ใช่เพียงผู้ใช้เทคโนโลยี

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลจะสนับสนุนนวัตกรรมไทยอย่างจริงจัง ตั้งแต่มหาวิทยาลัย สตาร์ทอัพ อุตสาหกรรม ไปถึงการวิจัยพัฒนาด้านยุทโธปกรณ์ หากไทยผลิตได้ รัฐต้องช่วยสร้างตลาดและโอกาสใช้งานจริง เพื่อให้ R&D ไม่จบแค่ห้องทดลอง แต่กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

นอกจากนี้ อีกภารกิจสำคัญคือการปฏิรูประบบราชการ ให้รัฐทำงานคล่องตัว โปร่งใส และตรวจสอบได้ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ ปรับกำลังคนให้เหมาะกับภารกิจ ไม่ใช่แค่ทำให้รัฐเล็กลง แต่ต้องทำให้รัฐฉลาดขึ้นและช่วยธุรกิจเดินหน้าได้เร็วขึ้น

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า รัฐบาลกำลังจัดระเบียบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงถึงผู้เดือดร้อนจริง พร้อมสร้างโอกาสให้คนวัยทำงานกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ มีงาน มีรายได้ และไม่ติดอยู่กับการรับสวัสดิการเพียงอย่างเดียว

‘รัฐบาลมีเสถียรภาพและตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง แม้โลกใหม่จะไร้ระเบียบ แต่ไทยต้องไม่ไร้ทิศทาง รัฐบาลจะใช้ความเป็นวิศวกรหาโซลูชัน ใช้ความเป็นนักธุรกิจหาโอกาส และใช้พลังคนไทยทั้งหมดประคองประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และกำหนดอนาคตตัวเองได้’ นายอนุทิน กล่าว 

‘หมอเอก’ ผ่าสปสช. NGO นั่งบอร์ดกว่า 20 ปี บริหารการเงินล้มเหลว ทำรพ.รัฐขาดทุนยับ ยันต้องแก้พรบ.บัตรทอง

'หมอเอก' ผ่าสปสช. NGO นั่งบอร์ดกว่า 20 ปี บริหารการเงินล้มเหลว ทำรพ.รัฐขาดทุนยับ ยันต้องแก้พรบ.บัตรทอง

‘หมอเอก’ ผ่าสปสช. NGO นั่งบอร์ดกว่า 20 ปี บริหารการเงินล้มเหลว ทำรพ.รัฐขาดทุนยับ ยันต้องแก้พรบ.บัตรทอง

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.38 น.

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านทางรายการ แนวหน้าข่าวค่ำ” โดยมีพิธีกร ปรเมษฐ์ ภู่โต และ นันทิญา จิตตโสภาวดี เป็นผู้ดำเนินรายการเพื่อชี้แจงถึงปัญหาวิกฤตสภาพคล่องของโรงพยาบาลรัฐ และตีแผ่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือสิทธิบัตรทอง โดยได้เปิดเผยถึงรากฐานของปัญหาที่สะสมมานาน และนำเสนอแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

งบประมาณมหาศาล แต่ไม่ถึงโรงพยาบาลอย่างแท้จริง

นพ.เอกภพ เปิดเผยว่า ปัญหาของ สปสช. สะสมมานานหลายปี แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ปัญหาจะดูเบาบางลงเนื่องจากรัฐบาลได้อัดฉีดงบประมาณจำนวนมากเข้าสู่ระบบสาธารณสุข แต่ในปัจจุบันปัญหาได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง สาเหตุหลักคือเม็ดเงินที่จัดสรรลงไปนั้น ถึงโรงพยาบาลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ในอดีต งบประมาณรายหัวของสิทธิบัตรทองเริ่มต้นที่ 1,202 บาท ปัจจุบันเพิ่มสูงถึงเฉลี่ย 6,000 บาทต่อหัว คิดเป็นงบประมาณรวมเกือบ 3 แสนล้านบาทต่อปี ทว่า สปสช. กลับบริหารจัดการโดยดึงงบประมาณส่วนใหญ่ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าตอบแทนบุคลากร ไปเก็บไว้ที่ส่วนกลางก่อน แล้วให้โรงพยาบาลทำเรื่องเบิกจ่ายภายหลัง ระบบที่คล้ายกับบริษัทประกันนี้ ทำให้โรงพยาบาลที่มีภาระดูแลผู้ป่วยจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัญหาเชิงโครงสร้างและการผูกขาดของกลุ่ม NGO

โครงสร้างการบริหารของระบบบัตรทองประกอบด้วย 3 ภาคส่วนหลัก คือ สปสช. โรงพยาบาล และประชาชน ปัจจุบันอำนาจการบริหารส่วนใหญ่อยู่ที่ สปสช. โดยมีกลุ่มตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) นั่งเป็นกรรมการบริหารมานานกว่า 20 ปี ส่งผลให้การอนุมัติงบประมาณหลายครั้งอาจไม่ตรงกับความเร่งด่วนของประชาชนอย่างแท้จริง

นพ.เอกภพ ยกตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น การผลักดันสิทธิ วัคซีนปอดอักเสบในเด็ก” ซึ่งมีความสำคัญมาก แต่กลับต้องใช้เวลาเรียกร้องนานถึง 10 ปี ในขณะที่สิทธิอย่าง ฮอร์โมนข้ามเพศ” กลับได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรงบประมาณที่ขาดความชัดเจน เช่น การให้งบสนับสนุนสายด่วนเลิกบุหรี่ 10 ล้านบาท หรือการโอนเงินสูงถึง 1,000 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อกระเป๋าแจก อสม. ทั่วประเทศ

ข้อเท็จจริงเรื่องสถานะการเงินโรงพยาบาล และงบปี 2570

ต่อประเด็นที่กลุ่มแพทย์ชนบทระบุว่ามีหลายโรงพยาบาลไม่ได้ขาดทุน นพ.เอกภพ ชี้แจงว่า โรงพยาบาลที่อยู่รอดได้ มักเป็นโรงพยาบาลในพื้นที่ที่มีผู้ใช้สิทธิประกันสังคมและสิทธิข้าราชการสูง หรือเป็นโรงพยาบาลที่ได้รับเงินบริจาคจำนวนมาก แต่สำหรับโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ที่พึ่งพางบจาก สปสช. เป็นหลัก ยังคงประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก

นอกจากนี้ ในการวางแผนงบประมาณปี 2570 แม้จะมีการตกลงเพิ่มค่ารักษาผู้ป่วยใน (ค่าน้ำหนักโรค หรือ RW) จากเดิม 8,350 บาท เป็น 10,000 บาทต่อโรค แต่ปรากฏว่า สปสช. ได้ปรับเปลี่ยนสูตรการคำนวณใหม่ ทำให้เม็ดเงินที่โรงพยาบาลจะได้รับจริงลดลงเหลือเพียง 9,000 กว่าบาท ซึ่งตอกย้ำปัญหาเดิมที่เงินไปไม่ถึงผู้ให้บริการอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ทางออกคือการแก้กฎหมายเพื่อประชาชน

เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน นพ.เอกภพ ย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ไข พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งบังคับใช้มานานกว่า 20 ปีโดยไม่มีการปรับปรุง เป้าหมายหลักของการแก้กฎหมายไม่ใช่การล้มเลิกสิทธิบัตรทอง แต่เป็นการ ปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการบริหาร ให้มีตัวแทนประชาชนจากหลากหลายภาคส่วนและสภาวิชาชีพเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อลดการผูกขาดอำนาจของคนกลุ่มเดิม

พร้อมกันนี้ เสนอให้มีข้อกำหนดในการ ทบทวนสิทธิการรักษาทุกๆ 3 ปี เพื่ออัปเดตให้ทันต่อเทคโนโลยีการแพทย์ที่ก้าวหน้า เช่น การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนในแต่ละภูมิภาคสามารถยื่นเรื่องขอสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับโรคประจำถิ่นของตนเองได้

สภา กทม.เดือด! รุมประท้วง หลัง ส.ก.ยานนาวา พรรคประชาชน สารภาพเสียบบัตรแทนเพื่อน

สภา กทม.เดือด! รุมประท้วง หลัง ส.ก.ยานนาวา พรรคประชาชน สารภาพเสียบบัตรแทนเพื่อน

สภา กทม.เดือด! รุมประท้วง หลัง ส.ก.ยานนาวา พรรคประชาชน สารภาพเสียบบัตรแทนเพื่อน

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.14 น.

สภา กทม.เดือด! รุมประท้วง หลัง ส.ก.ยานนาวา พรรคประชาชน เสียบบัตรแทน อ้างของตัวเองเสีย ส.ก.ปชป.-พท.แถลงจี้เอาผิดเพื่อโปร่งใส

31 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร เกิดเหตุประท้วงเกิดขึ้น เนื่องจากระหว่างการพิจารณาวาระ 7.11 ญัตติร่างข้อบังคับการประชุมสภา กทม.ซึ่งเสนอโดย นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก และลงมติวาระดังกล่าว กลับมีความผิดปกติเกี่ยวกับการลงคะแนนเกิดขึ้น ทำให้ นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก.เขตคลองสาน ลุกขึ้นประท้วงเรื่องผลคะแนนโหวต เพราะจำนวนเสียงโหวตไม่ตรงกับจำนวนสมาชิกในห้องประชุม

จน ส.ก.อีกหลายคน ลุกขึ้นอภิปรายอย่างเข้มขึ้น ทำให้ นายนริสสร แสงแก้ว รองประธานสภา กทม.คนที่สอง ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมในช่วงเวลาดังกล่าว สั่งนับจำนวน ส.ก.ในห้องประชุมอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบจำนวนสมาชิกให้ตรงกับผลการลงมติ

ต่อมาที่ประชุมได้ข้อสรุปขอให้นำรายชื่อผลการลงมติ ขึ้นจอแสดงผล เพื่อให้สมาชิกทุกท่านได้เห็นทุกคน โดยนายนริสสร สั่งพักการประชุมระหว่างรอข้อมูลการลงมติจากสำนักเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร

ซึ่งก่อนที่จะมีการพักการประชุมนั้น นายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ส.ก.เขตยานนาวา ลุกขึ้นกดไมค์ พร้อมกล่าวว่า “ผมมากดเครื่องคุณไซราม เพราะเครื่องมันติดกัน เครื่องกดบัตรมันเสีย ต้องขออภัยด้วยนะครับ” หลังจากนั้นนายนริสสร จึงสั่งพักการประชุมสภา เป็นเวลา 5 นาที จากนั้นเมื่อครบกำหนดเวลาจึงกลับเข้ามายังห้องประชุมเช่นเดิม ก่อนที่จะให้สมาชิกสภาลงมติใหม่ ส่วนประเด็นที่อาจจะเกี่ยวข้องด้านกฏหมายค่อยดำเนินการหลังจากนี้

ทั้งนี้ ภายในห้องประชุมมี ส.ก.ที่อยู่ในห้องทักท้วงการกระทำของนายภัทรศักดิ์ อย่างกว้างขวาง โดย ส.ก.ส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นว่า การเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ส่งผลให้ความผิดสำเร็จแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีกรณีที่ สส.เสียบบัตรแทนกัน จนศาลมีคำสั่งให้จำคุกมาแล้ว

ต่อมา นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย นายวิรัช คงขาเขตร ส.ก.เขตบางกอกใหญ่ นางสาวนิภาพรรณ จึงเลิศศิริ ส.ก.เขตป้อมปราบศัตรพ่าย นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก.เขตคลองสาน กลุ่มพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง นายกิตติพงศ์ รวยฟูพันธุ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ นายสมชาย เวสารัชตระกูล ส.ก.สายไหม กลุ่มเพื่อไทยไลฟ์ แถลงกรณีดังกล่าว

โดย นายนภาพล กล่าวว่า วันนี้ที่สภากรุงเทพมหานครมีเหตุการณ์ที่เราไม่เคยมีเกิดขึ้น โดยในช่วงญัตติเกี่ยวกับการแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาฯ และมีการลงคะแนนเสียงของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ปรากฏว่า ในจำนวนสมาชิกมี 41 ท่าน แต่ปรากฏว่าการลงคะแนนมีปัญหาเกิดขึ้น เนื่องจากบางท่านไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่มีการเสียบบัตรไว้ แล้วมีสมาชิกบางท่านได้ไปกดคะแนนให้กับสมาชิกท่านอื่นที่เสียบบัตรคาไว้ ซึ่งเป็นการกระทำผิดที่มีทั้งกฎหมายอาญาและจริยธรรม ซึ่งแบบอย่างเทียบได้กับสภาใหญ่ ว่ามีการเสียบบัตรหรือการลงคะแนนให้กัน มีความผิดทั้งด้านอาญาและจริยธรรม สภากรุงเทพมหานครก็เช่นเดียวกัน เพราะมีความผิดเช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร

“พวกเรามาแถลงเพื่อความโปร่งใสและชัดเจนว่า สภากรุงเทพมหานคร เมื่อมีความผิดเกิดขึ้นอย่างนี้ เราก็ต้องทำให้เกิดปรากฏชัดเจนว่า ผู้ที่กระทำความผิดครั้งนี้เป็นท่านใด โดยเราต้องยื่นให้กับประธานสภาเป็นผู้รักษาการเพื่อดำเนินการต่อไป แล้วคงต้องมีการติดตามและขอความคืบหน้าจากสภาในโอกาสต่อไป” ส.ก.นภาพล กล่าว

ด้าน นายสุทธิชัย วีระกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง กล่าวว่า จริงๆ แล้ว การเสียบบัตรแทนกันไม่ได้อยู่แล้ว มีความผิดทั้งคดีอาญาและจริยธรรม ซึ่งสภากรุงเทพมหานครเพิ่งขอความเห็นชอบในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อบัญญัติ เพื่อให้มีการถ่ายทอดและเปิดเผย ก็เลยอยากให้มีความกระจ่าง และอยากให้สภา กทม.ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้ทุกคนที่เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร จะได้ปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างให้เหมือนกันหมด เท่าเทียมกัน

นายนภาพล กล่าวย้ำว่า “มีการแก้ข้อบัญญัติข้อบังคับการประชุมวันนี้ แก้เพื่อความโปร่งใส มีการถ่ายทอดสด มีการให้เปิดเผยการประชุมสภา การประชุมคณะกรรมการสามัญ ฉะนั้น ความโปร่งใสที่เกิดขึ้นในสภากรุงเทพมหานครต้องเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแล้ว พวกเราในฐานะที่เป็นสมาชิกฯ ไม่นิ่งนอนใจ จะดำเนินการตามกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อความโปร่งใส เพื่อศักดิ์ศรีของสภากรุงเทพมหานคร”

สถ.นัดถก ก.กลาง 6 ส.ค.นี้ เตรียมฟัน โกงสอบท้องถิ่น เพิกถอน 5,925 ราย พร้อมยกเลิกบัญชีปี 68 ทั้งหมด

สถ.นัดถก ก.กลาง 6 ส.ค.นี้ เตรียมฟัน โกงสอบท้องถิ่น เพิกถอน 5,925 ราย พร้อมยกเลิกบัญชีปี 68 ทั้งหมด

สถ.นัดถก ก.กลาง 6 ส.ค.นี้ เตรียมฟัน โกงสอบท้องถิ่น เพิกถอน 5,925 ราย พร้อมยกเลิกบัญชีปี 68 ทั้งหมด

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.05 น.

‘สถ.’ ได้ฤกษ์ส่งหนังสือถึง ’ก.จ.-ก.ท.-ก.อบต.‘ ทั่วประเทศ นัดประชุม ‘ก.กลาง’ 6 ส.ค.นี้ ลุ้นฟันเพิกถอน5,925รายชื่อ ’โกงสอบท้องถิ่น‘ พร้อมลุยยกเลิกบัญชีฯปี68ทั้งหมด ‘นับคะแนน-จัดลำดับ’ ก่อนประกาศใหม่ 

31 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ส่งหนังสือด่วนที่สุด จำนวน 3 ฉบับ ถึงคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.) คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) และคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล(ก.อบต.) ทั่วประเทศ เพื่อนัดประชุม ก.กลาง ครั้งที่ 7/2569 ในวันที่ 6 ส.ค.นี้ เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุม 5501 อาคาร 5 ชั้น 5 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยจะมีการถ่ายทอดสดผ่านระบบเว็บคอนเฟอเร็นซ์ ไปยังอปท.ทั่วประเทศ ภายหลังจากที่มีการเลื่อนการประชุมตามกำหนดเดิมคือวันที่ 21ก.ค.ที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ มีวาระสำคัญในการพิจารณา ที่สังคมกำลังเฝ้าจับตามองคือประเด็น การทุจริตการสอบแข่งขันพนักงานและข้าราชการส่วนท้องถิ่นปี2568 โดยจะมีการพิจารณาเพิกถอนการบรรจุบุคคลที่มีคะแนนผิดปกติ ที่ได้รับการบรรจุไปแล้วรวมทั้งสิ้น5,925ราย ที่ทางคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานและข้าราชการส่วนท้องถิ่น (กสถ.) จะมีการประชุมและมีมติเพิกถอนในวันที่5ส.ค. ก่อนส่งให้ก.กลาง พิจารณาเพิกถอนในการประชุมฯวันที่6ส.ค.นี้ตามที่มีการนัดหมาย รวมถึงรับทราบการดำเนินการประกาศยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันฯปี68 เพื่อนับคะแนน และจัดลำดับคะแนนผู้สอบแข่งขันใหม่ ก่อนประกาศขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ฯ อีกด้วย

กต.โต้สื่อกัมพูชา บิดเบือนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหาผู้แทนไทย ในการประชุม คกก.มรดกโลก

กต.โต้สื่อกัมพูชา บิดเบือนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหาผู้แทนไทย ในการประชุม คกก.มรดกโลก

กต.โต้สื่อกัมพูชา บิดเบือนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหาผู้แทนไทย ในการประชุม คกก.มรดกโลก

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.52 น.

กต.โต้สื่อกัมพูชา บิดเบือนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหาผู้แทนไทยในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 48 ที่เมืองปูซาน

31 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวประจำสัปดาห์ โดยกล่าวถึงกรณีที่สื่อกัมพูชามีการนำเสนอข่าว ว่า ทางคณะผู้แทนไทยที่เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ที่เมืองปูซาน เกาหลีใต้ ได้มีการขัดขวางการประชุม ภายใต้ระเบียบวาระการพิจารณาเกี่ยวกับการปกป้องแหล่งมรดกโลกจากการโจมตีทางการทหาร นั้น ตนขอชี้แจงว่า การนำเสนอโดยการพาดหัวข่าวลักษณะดังกล่าวของสื่อกัมพูชา เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง กระทรวงการต่างประเทศ ได้มีการตรวจสอบแล้วว่าคณะผู้แทนไทยไม่ได้มีการขอประธานที่ประชุมในวาระดังกล่าว และรวมถึงไม่ได้มีการใช้สิทธิโต้ตอบในวาระระเบียบดังกล่าวแต่อย่างใด ยืนยันว่าการเสนอข่าวในลักษณะนี้เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง

กมธ.ป.ป.ช. บุก สถ. เช็กตู้เซฟเก็บแฟลชไดรฟ์ คุยคืบหน้าคดีโกงสอบท้องถิ่น

กมธ.ป.ป.ช. บุก สถ. เช็กตู้เซฟเก็บแฟลชไดรฟ์ คุยคืบหน้าคดีโกงสอบท้องถิ่น

กมธ.ป.ป.ช. บุก สถ. เช็กตู้เซฟเก็บแฟลชไดรฟ์ คุยคืบหน้าคดีโกงสอบท้องถิ่น

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.32 น.

“กมธ.ป.ป.ช.”บุก”สถ.” เช็กตู้เซฟเก็บแฟลชไดรฟ์ คุยคืบหน้าคดี”โกงสอบท้องถิ่น” เตรียมชง”กสถ.”เคาะเพิกถอนบรรจุข้าราชการ 5,925 ราย 5 ส.ค.นี้ ก่อนส่ง”ก.กลาง” 6 ส.ค. ฟันทิ้งใครแก้คะแนนให้สอบผ่าน-เพิ่มคะแนนให้ลำดับดีขึ้นต้องพักงาน อึ้ง!โยนบาป”ผู้รับจ้าง”บกพร่องทำเดินมาถึงจุดนี้ ชี้”มศว”ส่งแฟลชไดรฟ์ไร้รหัสผ่าน ทั้งๆ ที่ TOR กำหนดเป็นลับสุดยอด

31 กรกฎาคม 2569 ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจรติประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย กมธ.ฯ เข้าพบ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และคณะผู้บริหารของกรม สถ.เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาการทุจริตการสอบแข่งขันข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

โดยทาง สถ.ชี้แจงรายงานในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ภายหลังจาก นายอาสพลธ์ ประธาน กมธ.ป.ป.ช.ตั้งประเด็นคำถาม 19 ข้อ เช่น การยืนยันว่า TOR มีมาตรการป้องกันการทุจริตให้มีความรัดกลุ่มมากขึ้น ตามข้อสั่งการกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้มีการกีดกันการเสนอราคา ยืนยันถึงโปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่ได้กำหนดให้เอื้อมีการแก่มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งใดได้รับงานประมูล ในส่วนการจ่ายค่าจ้างให้กับ มศว โดยมีสัญญาจ้าง 4 งวดงาน วงเงิน 143 ล้านบาท ตอนนี้เหลืองวดที่4ที่ยังไม่ได้จ่าย วงเงิน 32 ล้านบาท หาก มศว ส่งมอบงานแล้วถึงจะจ่าย แต่ปรากฏข่าวทุจริตจึงชะลอการจ่ายเงิน พร้อมทำหนังสือหารือกรมบัญชีกลาง หารือว่า การให้ มศว เป็นผู้ที่ทิ้งงานการจัดซื้อจัดจ้าง กำลังหารือเรื่องการบอกเลิกสัญญาและการเรียกค่าเสียหาย เพื่อรอผลการพิจารณาการทุจริตสอบยุติ

สำหรับขั้นตอนการรับแฟลชไดรฟ์ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ประธาน กสถ.มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ที่รับผิดชอบ หลัง มศว นำมาส่งคือ ผอ.สำนักกองบุคคล ผู้เชี่ยวชาญ และ ผอ.กลุ่มที่รับผิดชอบ รวม 3 คน ซึ่งในข้อมูลนี้ประธาน กสถ.ชี้แจงในที่ประชุมกรรมาธิการ ป.ป.ช.ว่ามอบรองอธิบดี สถ.

กรณีตู้นิรภัยเก็บแฟลชไดรฟ์ต้นฉบับในตู้ห้องของอธิบดี มีการเก็บกุญแจไว้กับผู้อำนวยการสำนักกองบุคคลท้องถิ่น จะเปิดตู้ได้คือผู้ที่ถือกุญแจเท่านั้น จากนั้นเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล โดยพบว่าไฟล์ประมวลผลข้อมูลเป็นคนละไฟล์กับแฟลชไดรฟ์ในตู้เซฟ เจตนาเพื่อการตรวจสอบรีเช็คระหว่างกัน แต่ทั้งนี้ผลตรวจสอบข้อมูลรั่วยังไม่ได้ออกมา

มีข้อมูลการชี้แจง กรณี เจ้าหน้าที่ติดต่อกับ มศว ในเรื่องงานในหน้าที่ทางใด หรือคอมพ์เครื่องไหน โดยพบว่าการสอบสวน ใช้เครื่องคอมของ น.ส.บุรณี แพรโรจน์ ผอ.กลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลท้องถิ่น (สังกัดสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น)

ส่วนกรณีคลิปเสียงการเรียกรับประโยชน์อยู่ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเพื่อหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ พบคนชื่อ “ส้ม – กิต” เรียกรับเงิน 350,000 บาทต่อคน ในโซเชียลมี 3 คลิป พบว่าไม่ใช่บุคคลของ สถ. แต่เป็นคนในบริษัทเอกชน

นอกจากนี้ ยังชี้แจงเกี่ยวกับการเปิดไฟล์เติม 115 ครั้ง มีเจ้าหน้าที่มาเก็บข้อมูลไปแล้ว ว่ายังรอผลในการออกเอกสารรับรองว่าในการเปิดแต่ละครั้งเปิดเครื่องคอมพ์ใดและผู้ใดเป็นคนเปิด

ส่วนกระดาษคำตอบที่ไม่ตรงกับผลคะแนน สถ.นั้น ทาง สถ.ได้ตรวจสอบไฟล์กระดาษคำตอบที่ถูกจัดเก็บตั้งแต่ครั้งแรกที่นำมาเก็บที่ตู้เซฟ ยังไม่มีการแก้ไข ซึ่งขั้นตอนปฏิบัติแต่ละศูนย์จะต้องส่ง 2 แฟลชไดรฟ์ มายัง สถ.ภายใน 7 วัน ตาม TOR แต่สุดท้ายพบว่ากลับไม่ตรงกับกระดาษคำตอบ

สำหรับชื่อเจ้าหน้าที่ สถ.ผู้ที่เสนอบัญชีในบัญชีที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ที่พบว่ามีการแก้ไข โดย สถ.ชี้แจงว่า ทาง มศว เป็นผู้ส่งข้อมูลให้ กสถ.ตรวจสอบความถูกต้องคุณสมบัติตำแหน่งและชื่อ ไม่ได้แก้ไขคะแนนเป็น ซึ่งหลักการที่ปฏิบัติมา

ขณะที่เรื่องตัวเลขผู้สอบแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ไม่ตรงกัน ระหว่าง สถ.กับ ป.ป.ช.ที่ต่างกัน อาจเพราะพยานหลักฐานที่มีข้อมูลต่างกันจาก 5,925 กับ 5,960 โดย สถ.ยึดการตรวจกระดาษคำตอบทั้งหมด 270,000 คน ผลใช้เกณฑ์คะแนนกระดาษคำตอบที่มีการสแกนเป็นหลัก หากประกาศรายชื่อแล้วคะแนนแตกต่างถือเป็นกลุ่มที่มีคะแนนผิดปกติ แยกเป็นกลุ่มคะแนนไม่ผ่านเลย-กลุ่มคะแนนที่ผ่านแต่เอาคะแนน มีการบูรณาการทำงานในการตรวจคะแนน

ทั้งนี้ การดำเนินการกับผู้ที่แก้ไขคะแนนมี 2 ส่วน 1.กลุ่มคนสอบผ่านโดยสุจริตด้วยคะแนนที่แท้จริง จากจำนวน 279,949 คน 49,268 คน มีการปรับลดคะแนนลง 2 คนด้วย 2.กลุ่มที่มีแก้ไขคะแนน 5,925 คน (คะแนนน้อยแต่แก้ไขคะแนนเพื่อให้ได้รับการบรรจุ) จากการตรวจสอบคะแนนมีตรวจสอบแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 5,129 คน ถือว่าไม่มีสิทธิ์ได้บรรจุตั้งแต่ต้นตามกฎหมาย มีแนวทางนำเสนอว่ากลุ่มนี้ต้องถูกให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะไม่ผ่านเกณฑ์ตามข้อ 18 กลุ่ม 2 คะแนนผ่านแต่ปรับคะแนน 790 คนจะมีโทษ ซึ่งจะพิจารณาในวันที่ 5 ส.ค.นี้

“แนวทางที่จะเสนอ กสถ.พิจารณานำเรียนว่า กลุ่มผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์อยู่แล้วจะมีการแก้ไขคะแนนเพิ่มขึ้น 790 คนมีการบรรจุไปแล้ว 565 คน ยังเหลือที่ไม่ได้บรรจุอีกจำนวนหนึ่งซึ่งกลุ่มนี้คือกลุ่มที่สอบไม่ผ่านเกณฑ์ ต้องเสนอว่าให้พ้นจากตำแหน่งเพราะถือว่าไม่มีสิทธิ์มาแต่ต้น ส่วนกลุ่มที่แก้ไขคะแนนเพิ่มขึ้นจากผ่านอยู่แล้วแต่เพิ่มขึ้นเพื่อให้ลำดับที่ดี กรมส่งเสริมฯ จะพิจารณาเป็น 2 แนวทางในเบื้องต้นแนวทางที่ 1 คือการปรับลดลงตามคะแนนที่แท้จริง ให้นายก อปท.สอบสวนได้ข้อยุติจึงให้พ้นจากตำแหน่ง มีอีกแนวทางนึงคืออาจจะต้องพิจารณาในประเด็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้ต้องเสนอพักราชการหรือให้ออกไว้ก่อนด้วยหรือไม่ จะนำพิจารณาที่ประชุม กสถ.”

จากนั้น นายอาสพลธ์ ประธาน กมธ.ป.ป.ช.กล่าวช่วงหนึ่งว่า จากที่เราฟังมาการที่คะแนนรั่วไหลมาจาก 2 ช่องทางไม่ว่าผู้รับจ้าง มศว กลับแฟลชไดรฟ์ใน สถ.ซึ่งทางรองอธิบดี สถ.ชี้แจงว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

“แล้ววันนี้เห็นแล้วว่ามีการแก้ไขคะแนน ทำให้หลายคนไม่ได้รับการบรรจุ คนที่เสียโอกาส 5,900 กว่าคน พอประกาศใหม่สัปดาห์หน้าอาจจะได้สิทธิ์นั้น นอกจากเรื่องการการดำเนินคดีมีแนวทางอย่างไร หรือเป็นช่องว่างของกฎหมายอย่างไร ไม่เช่นนั้นหากอีกสองปีจะสอบใหม่ก็จะเป็นแบบนี้อีกเพราะคนที่ทำผิดแบบนี้หากไม่ได้รับผลกระทบคนอื่นทำได้เขาก็ทำได้เช่นกันในอนาคต” นายอาสพลธ์ กล่าว

ด้าน นายบุญประสงค์ นวลสายย์ รองอธิบดี สถ.ชี้แจงว่า จะต้องมีการส่งรายชื่อของผู้ที่สอบไม่ผ่านเกณฑ์ พร้อมสำเนากระดาษคำตอบไปให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายกฎหมาย ในภาคีเครือข่ายที่ทำ MOU พิจารณาตามหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน มี ป.ป.ช. – ปปท – ดีเอสไอ – ปปง. ส่วนคนที่สอบไม่ผ่าน สถ.จะต้องดำเนินการควบคู่กันไปกับการประกาศรายชื่อใหม่

“จะต้องดำเนินการผ่าน กสถ. – ก.กลาง – ก.จังหวัด โดยจะส่งข้อมูลหลักฐานไปยังหน่วยงานที่ MOU เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง หลังประชุมวันที่ 6 ส.ค.นี้” นายบุญประสงค์ กล่าว

ช่วงหนึ่งตัวแทนกรรมาธิการฯ ได้สอบถามว่า เคยสอบถามกันเอง และหาสาเหตุหรือไม่ ว่าเพราะอะไรทำให้เดินมาถึงจุดนี้ เช่น ความบกพร่องนั้นเกิดขึ้นที่ใคร โดยเจ้าหน้าที่ สถ.ตอบว่า อนุมานได้ว่าช่องโหว่คือผู้รับจ้างที่ทำ ให้ปัญหาเดินมาถึงจุดนี้

ด้าน นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษา กมธ.ป.ป.ช.กล่าวว่า เรื่องนี้ กสถ.ก็ตกเป็นจำเลยสังคม และต้องเร่งคำตอบมาอธิบายกับประชาชนได้ ต้องกล้าพูด วันนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ ประชาชนยินดีรับข้อมูล ถ้าเป็นข้อเท็จจริง ซึ่ง มศว ยืนยันว่าข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากมศว แต่หลังจากที่มศวแถลง สถ.ก็ไม่ได้ออกมาบอกว่า ความผิดทั้งหมดเป็นของมศว มีเพียงวันนี้ที่พึ่งได้ยิน แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากทั้งสองฝ่ายหรือไม่ คนจำนวนเยอะขนาดนี้ถ้าทำแค่ฝ่ายเดียวคงทำไม่ได้

นายสรอรรถ กล่าวว่า วันนี้ระบบเรากำลังเสื่อมศรัทธา มีการบอกว่าถ้าสอบก็ไม่ต้องดูหนังสือ เพียงแค่แก้คำตอบเป็นหนทางที่เร็วที่สุด ไม่ได้ไม่รู้ว่ามีมานานหรือยัง แต่พึ่งมาแดงขึ้น พบข้อบกพร่องใน TOR เต็มไปหมด แค่เรื่อง แฟลชไดร์ฟที่มีการระบุใน TOR ว่ารับสุดยอดแต่กลับไม่มีการเข้ารหัส นี่อาจจะเป็นจุดบกพร่องที่เราอาจจะมองข้ามไปและไม่ควรจะเกิดขึ้นในระบบราชการที่มีความรับผิดชอบมากขนาดนี้ เหตุการณ์มันเกิดขึ้นมานานแล้วแต่ไม่สามารถบอกกับประชาชนได้ว่า ในอนาคตจะมีแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดแบบนี้ซ้ำได้อย่างไร อะไรที่ไม่ดีรีบตัด อย่าไปเกรงใจใคร

เมื่อถามถึง การตั้งข้อสังเกตุของกรณีที่ไม่ใช้ ม.บูรพา เป็นผู้รับจ้างจัดสอบนั้น เจ้าหน้าที่ สถ.ระบุว่า เพราะการประชุมร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่าให้ยกเลิก คู่สัญญากับ ม.บูรพา ไปก่อน เพราะที่ประชุมมองว่ามาตรการป้องกันการทุจริตของ ม.บูรพา ยังมีไม่เพียงพอ จึงมีการเลือกใหม่และได้ มศว มารับผิดชอบ

จากนั้น รองอธิบดี สถ.ได้นำ กมธ.ป.ป.ช.เข้าดูตู้จัดเก็บไดรฟ์ในห้องของอธิบดี สถ.โดยได้อธิบายว่า ผู้ที่ถือกุญแจตู้เซฟ พี่จะสามารถเปิดได้นั้น จะมี 4 บุคคล และเวลาเปิดตู้นั้นจะมีคณะกรรมการที่รับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งปัจจุบันนั้นในตู้เซฟไม่มีแฟลชไดรฟ์ เพราะส่งไปให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ และยอมรับว่าหลังจากนี้จะต้องสร้างมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยในการจัดเก็บแฟลชไดรฟ์ใหม่ ก่อนคณะจะพาไปดูคอมพิวเตอร์ ในห้องทำงานของผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลส่วนท้องถิ่นที่ใช้ติดต่อ มศว ก่อนประกาศรายชื่อผู้สอบผ่าน

– 006

ทร.ยังไม่เปิดผลคัดเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกต แม้ได้ข้อสรุปแล้ว อ้างรอผู้มีอำนาจพิจารณาตามลำดับชั้น

ทร.ยังไม่เปิดผลคัดเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกต แม้ได้ข้อสรุปแล้ว อ้างรอผู้มีอำนาจพิจารณาตามลำดับชั้น

ทร.ยังไม่เปิดผลคัดเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกต แม้ได้ข้อสรุปแล้ว อ้างรอผู้มีอำนาจพิจารณาตามลำดับชั้น

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.21 น.

ทร.ยังไม่เปิดผลคัดเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกต แม้ได้ข้อสรุปแล้ว อ้างรอผู้มีอำนาจพิจารณาตามลำดับชั้น ย้ำเม็ดเงินลงทุนในไทยกว่า 7,000 ล้านบาท สร้างผลทางเศรษฐกิจรวม 300%

31 กรกฎาคม 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ขณะนี้กองทัพเรือได้ดำเนินการสรุปผลการพิจารณาคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างเสนอผลการพิจารณาตามลำดับชั้นเพื่อให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

กองทัพเรือตระหนักดีว่าสังคมมีความคาดหวังที่จะได้รับทราบผลการพิจารณาโดยเร็ว จึงขอเรียนว่า ในระหว่างที่กระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ กองทัพเรือยังไม่สามารถเปิดเผยผลการพิจารณาหรือรายละเอียดของข้อเสนอแต่ละรายได้ อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ได้รับการอนุมัติครบถ้วนตามขั้นตอนแล้ว กองทัพเรือพร้อมเปิดเผยผลการพิจารณาและชี้แจงข้อเท็จจริงในทุกประเด็นที่สามารถเปิดเผยได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน สามารถร่วมตรวจสอบกระบวนการได้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และยังคงรักษาความเป็นธรรมต่อผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย

โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเป็นโครงการสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการรักษาความมั่นคงทางทะเล การคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล และการดูแลผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงและการพัฒนาประเทศในระยะยาว

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การพิจารณาข้อเสนอในครั้งนี้ กองทัพเรือยึดหลักการพิจารณาบนพื้นฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Evaluation) โดยพิจารณาจากเอกสารคุณสมบัติ ข้อมูลทางเทคนิค ข้อเสนอด้านราคา และรายละเอียดอื่นๆ ที่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายได้ยื่นไว้ภายในกรอบเวลาที่กำหนดเท่านั้น ทั้งนี้ การประเมินเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารประกวดราคา (TOR) อย่างเคร่งครัด ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้

นอกจากการตรวจสอบความครบถ้วนและความสอดคล้องของข้อเสนอตามหลักเกณฑ์แล้ว ยังให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความสมเหตุสมผล และความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามข้อเสนอในทุกด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อเสนอด้านยุทโธปกรณ์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุนในประเทศ และผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ผู้ยื่นข้อเสนอเสนอไว้ สามารถดำเนินการได้จริง เกิดผลเป็นรูปธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกองทัพเรือและประเทศ

หัวใจสำคัญของการพิจารณาคือการตอบสนองต่อความต้องการทางยุทธการของกองทัพเรือ (Staff Requirements) ซึ่งจัดทำขึ้นจากการวิเคราะห์ภารกิจ สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคง และความจำเป็นในการปฏิบัติการทางทะเลของประเทศในอนาคต นอกจากนี้ยังคำนึงถึงนโยบายการตอบแทนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ (Offset Policy) เพื่อให้การจัดหาเรือฟริเกตในครั้งนี้เป็นมากกว่าการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เป็นการสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และศักยภาพของประเทศในระยะยาว

สำหรับข้อเสนอด้านผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset) ที่ผ่านการพิจารณา มีมูลค่าการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจริงภายในประเทศไทย (Actual Value) ตลอดโครงการกว่า 7,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 42% ของมูลค่าโครงการ โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะเกิดจากการลงทุน การจ้างงาน การจัดซื้อจากผู้ประกอบการไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรไทย ขณะที่ข้อเสนอดังกล่าวยังมีมูลค่าผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset Credit Value) มากกว่า 150% ของมูลค่าโครงการ ครอบคลุมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรม และการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว

และเมื่อเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวหมุนเวียนต่อไปในระบบเศรษฐกิจ ผ่านผู้ผลิต ผู้ประกอบการไทย การจ้างแรงงาน การขนส่ง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน จากการประเมินของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 50,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 300% ของมูลค่าโครงการ สะท้อนถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในระยะยาว นอกเหนือจากการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการพิจารณาทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับติดตามของผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) จากองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งได้ติดตามและให้ข้อสังเกตตลอดกระบวนการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้

กองทัพเรือเชื่อมั่นว่าการพิจารณาโครงการครั้งนี้ได้ดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยยึดความต้องการทางยุทธการของกองทัพเรือเป็นสำคัญ ควบคู่กับการคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว ภายใต้หลักกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล ความคุ้มค่า และผลประโยชน์สูงสุดของชาติ เพราะ “กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”

กต.แจงชัด ขั้นตอนการนำร่าง ฮลุน โซโล่ กลับไทย ยันสถานทูตเพิ่งทราบข่าว 29 ก.ค.

กต.แจงชัด ขั้นตอนการนำร่าง ฮลุน โซโล่ กลับไทย ยันสถานทูตเพิ่งทราบข่าว 29 ก.ค.

กต.แจงชัด ขั้นตอนการนำร่าง ฮลุน โซโล่ กลับไทย ยันสถานทูตเพิ่งทราบข่าว 29 ก.ค.

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.59 น.

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมนายมังกร ปทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมแถลงข่าวประจำสัปดาห์ ในหลายประเด็น 

โดยนายมังกร ปทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลสองกรณี นายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่” เสียชีวิต ว่า กระทรวงการต่างประเทศ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ซึ่งนายสีหศักดิ์ พวงเกดแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็จะหาโอกาสพูดคุยกับทางครอบครัว ผู้เสียอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ขอใช้โอกาสนี้ขอบคุณเครือข่ายคนไทยที่สถาน เอะอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ที่ได้ติดต่อไปตั้งแต่ช่วงต้นๆของการเกิดข้อสงสัยของการขาดการติดต่อไป 

นายมังกร กล่าวว่า สถานะล่าสุดในวันนี้ ทางญาติของผู้เสียชีวิตได้ดำเนินการทำหนังสือมอบอำนาจที่อำเภอในท้องถิ่น แล้วและกำลังจะจัดส่งเอกสารมาให้กรมการกงสุล ซึ่งคาดว่าทางกรมการกงสุลจะได้รับเอกสารดังกล่าวภายในวันจันทร์ที่ 3 ส.ค.นี้ เมื่อได้รับเอกสารมาแล้ว ทางกรมการก็จะดำเนินการรับรองการแปรเอกสาร เพื่อที่จะส่งต่อเอกสารไปให้กับสถานทูต ณ กรุงอังการา เพื่อดำเนินการออกมรณบัตร และประสานงานเกี่ยวกับการส่งร่างของผู้เสียชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งของอื่นๆกับมาประเทศไทยต่อไป 

“สำหรับสาเหตุการเสียชีวิต ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สถานทูต ณ กรุงอังการา ได้แจ้งให้ทางครอบครัวผู้เสียชีวิตทราบในรายละเอียดต่างๆ ทั้งขั้นตอนของทางการจอร์เจีย และได้ติดตามขบวนการสอบสวนอย่างใกล้ชิดและจะรายงานให้ทางกระทรวงการต่างประเทศทราบต่อไป ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดมีการรายงานอย่างเป็นทางการ หลังจากมีข่าวว่าผู้เสียชีวิตได้เสียชีวิตแล้ว นั้น ขอชี้แจงว่า เมื่อทางโรงแรมได้พบร่างของผู้เสียชีวิตในช่วงบ่ายของวันที่ 14 กรกฎาคม หลังจากที่ผู้เข้าพักไม่ได้เช็กเอาต์ตามกำหนดเวลา ส่วนระยะเวลา ที่สถานทูตได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ จากทางการจอเจีย ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ทางตำรวจจอร์เจียได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานต่างๆก็ประสานข้อมูลผ่านกระทรวงการต่างประเทศจอร์เจีย ก่อนที่จะแจ้งมายังสถานทูต ณ กรุงอังการา และทางสถานทูต ณ กรุงอังการา ก็ได้ติดต่อกับเครือข่ายชุมชนชาวไทยกับทางกงสุลกิตติมศักดิ์จอร์เจียในทันที ที่ปรากฏข้อมูลข่าวสารการหายตัวไปของนายบวรทัต และเมื่อได้รับการยืนยันว่าได้พบร่างผู้เสียชีวิต และอยู่ในการดูแลของทางการจอร์เจียแล้ว ทางสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ได้ดำเนินการในส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งที่ดำเนินการอยู่ณขณะนี้ และคงจะดำเนินการจนมีการส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับมายังประเทศไทย“

นายมังกร กล่าวว่า หลังจากทางโรงแรม พบร่างของ นายบวรทัต ในวันที่ 14 กรกฎาคม แล้ว ทางการจอเจีย ก็ยังไม่ได้แจ้งมาที่สถานทูต ณ กรุงอังการา เนื่องจากเป็นขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตรวจสอบก่อนที่จะแจ้งผ่านกระทรวงการต่างประเทศของจอร์เจีย และทางกระทรวงการต่างประเทศของจอร์เจียถึงจะแจ้งมาที่สถานทูต ณ กรุงอังการา และจากที่มีข่าวว่าสถานฑูตไทย ณ กรุงอังการา ได้รับแจ้งการเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคมนั้น ขอยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่คาดเคลื่อน ซึ่งทางการจอเจียได้แจ้ง สถานทูตไทย ณ กรุงอังการา ทราบในวันที่ 29 กรกฎาคม ยืนยันว่าเมื่อเริ่มปรากฏข่าว การสูญหายของ ฮลุน สถานทูต ณ กรุงอังการา ก็ได้เริ่มติดต่อเครือข่ายคนไทยที่อยู่ในจอเจียตั้งแต่แรกที่ได้รับข่าวและติดตามอย่างใกล้ชิด และได้รับแจ้งจากทางการจอเจีย ถึงการเสียชีวิตในวันที่ 29 กรกฎาคม ซึ่งขณะนี้ทางสถานทูต ณ กรุงอังการา ได้ส่งเจ้าหน้าที่ผู้แทนสถานทูตดำเนินการในขบวนการต่างๆที่จอร์เจียแล้ว 

ส่วนที่มีข่าวว่าก่อนหน้านี้ทางญาติของฮลุน ได้มีการแจ้งไปที่สถานทูต ณ กรุงอังการา ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม นั้น กระทรวงการต่างประเทศ ไม่มีข้อมูลว่าทางญาติของผู้เสียชีวิตแจ้งไปตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค.                  

ส่วนขั้นตอน ถ้าสถานทูตไทยในต่างประเทศ ได้รับแจ้ง ก็จะมีการตรวจสอบข้อมูลก่อน ซึ่งที่จอร์เจีย ไทยไม่มีสถานทูตอยู่ที่นั่น แต่สถานทูต ณ กรุงอังการา ติดต่อผ่านทางกงสุลกิตติมศักดิ์ และมีเครือข่ายคนไทยติดต่อข้อมูลตรงนี้ แต่ก็เป็นทราบว่า เมื่อทางการจอร์เจียได้รับข้อมูลไปก็จะยังไม่เปิดเผยตั้งแต่ช่วงแรกของการหายตัว ไม่มีการเปิดเผยว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร

จากที่มีการตรวจสอบจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา แล้วไม่พบว่าแจ้งมาตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม ซึ่งทางสถานทูตได้รับแจ้งข่าวนี้ในวันที่ 29 กรกฎาคม และขณะนี้ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ การเสียชีวิตของทางเจ้าหน้าที่ของจอร์เจีย 

ถามว่า มีคำอธิบายจากทางจอร์เจียหรือไม่ว่า ทำไมทางการจอร์เจีย ถึงได้ส่งเรื่องล่าช้าประมาณ 10 วัน นางสาวใจไทย กล่าวว่า ทางสถานเอกอัคราทูต ณ กรุงอังการา ก็ตระหนักประเด็นนี้ และหยิบยกกับทางสถานทูตจอร์เจียแล้ว และขอให้ทางจอร์เจียชี้แจงว่าเหตุการณ์ความล่าช้าที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากอะไร ซึ่งขณะนี้ก็ยังรอฟังคำชี้แจงอยู่ ที่ผ่านมาเอกอัคราชทูต ณ กรุงอังการา ได้พบกับอธิบดีของทางการจอเจีย และผู้แทนสถานทูตไทยที่เดินทางไปก็ได้พบกับทางตำรวจและกระทรวงการต่างประเทศของจอร์เจีย โดยทางสถานทูตไทยได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด            

สำหรับการพิสูจน์ถึงสาเหตุการเสียชีวิตก็ต้องเป็นทางการของจอร์เจีย เนื่องจากเหตุเกิดที่จอร์เจีย จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของทางการจอเจียในการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด 

ถามว่า หลังจากได้รับมอบอำนาจจากทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตแล้ว ระยะเวลาในการนำร่างผู้เสียชีวิตกลับมาคงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับทางการจอร์เจียว่าจะออกเอกสารที่เกี่ยวข้องได้รวดเร็วเพียงไหน หลังจากนั้นก็ต้องมีการติดต่อกับบริษัทหรือสายการบินที่รับดำเนินการในส่วนนี้ และเมื่อ กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับแจ้งจากสถานสถานทูต ณ กรุงอังการา แล้ว ก็จะชี้แจงให้สาธารณะชนทราบต่อไป

“ขณะนี้สถานทูต ณ กรุงอังการา มีการเตรียมความพร้อม และติดต่อบริษัทที่ดำเนินการส่งร่างไว้แล้ว แต่ขณะนี้ต้องรอเอกสารจากทางการจอร์เจีย เพื่อดำเนินการออกมรณบัตร เพื่อนำไปสู่กระบวนการส่งร่างกลับ”
                 
นายมังกร กล่าวถึงการแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 34 ราย และบาดเจ็บ กว่า 600 คน นั้น ซึ่งขณะนี้ระบบการสื่อสารและการขนส่งสาธารณะในจังหวัดคุมาโมโตะ ได้กลับมาให้บริการในบางส่วนแล้ว และมีการแก้ไขการขาดแคลนไฟฟ้า น้ำประ ระบบแก๊ส คาดว่าจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติในต้นสัปดาห์หน้า ในส่วนผลกระทบต่อคนไทยในจังหวัดกุมาโมโตะ 467 คน ที่ถือวีซ่าระยะยาวตามข้อมูลของทางญี่ปุ่น ที่สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองชูโกฮากะ ได้รับแจ้งว่าติดต่อได้ แล้วทุกคนปลอดภัยดี และปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย โดยมี 2 รายที่ประสบปัญหาที่พักพังหรือถล่ม ซึ่งกำลังได้รับความช่วยเหลือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับแรงงานไทยที่อยู่ใน จังหวัดเดียวกัน มีอยู่ประมาณ 187 คน ทุกคนปลอดภัยดี ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทางสำนักงานแรงงานที่กรุงโตเกียวได้ตรวจสอบกับบริษัทที่จ้างงานคนไทย ส่วนนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวที่เมืองคุมาโมโตะ ทั้ง 11 คน ได้เดินทางออกจากพื้นที่ประสบภัยแล้ว และกำลังเดินทางทยอยกลับจากประเทศญี่ปุ่นต่อไป