ภาวุธ โร่แจงวุ่น! โต้ข่าวเบี้ยว DSI ยันไม่เคยได้รับหมายเรียก ชี้มีนัดเข้าพบจริง 3 ส.ค.

ภาวุธ โร่แจงวุ่น! โต้ข่าวเบี้ยว DSI ยันไม่เคยได้รับหมายเรียก ชี้มีนัดเข้าพบจริง 3 ส.ค.

ภาวุธ โร่แจงวุ่น! โต้ข่าวเบี้ยว DSI ยันไม่เคยได้รับหมายเรียก ชี้มีนัดเข้าพบจริง 3 ส.ค.

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.55 น.

31 กรกฎาคม 2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตามที่มีรายงานข่าวว่าผมมีกำหนดการเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ DSI ในวันนี้ (วันศุกร์ 31 กค. 2569) และไม่ได้เดินทางไปนั้น ผมขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดดังนี้ครับ:

1. ผมไม่เคยได้รับ “หมายเรียกครั้งที่ 2” ใดๆ ทั้งสิ้น: จนถึงตอนนี้ ผมและทีมงานยังไม่เคยได้รับหนังสือหรือหมายเรียกให้ไปรายงานตัวในวันนี้แต่อย่างใด

2. มีกำหนดนัดหมายชัดเจนอยู่แล้ว: เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ผมได้ประสานงานและนัดหมายกับพนักงานสอบสวนอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะเข้าพบในวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ตกลงร่วมกันไว้ ในเมื่อมีวันนัดหมายอย่างถูกต้องแล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่ทางพนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกซ้ำในวันนี้อีก

3. ทีมทนายผมเข้าพบ DSI วันนี้ แต่ไม่ได้รับแจ้งเรื่องหมาย: ในวันนี้ ทีมทนายความของผมได้เดินทางไปยื่นหนังสือเพื่อขอแนวคำถามล่วงหน้ากับทาง DSI ตามขั้นตอนปกติ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ DSI ก็ไม่ได้มีการแจ้งหรือส่งมอบหมายเรียกใดๆ ให้กับทีมทนายความเลยแม้แต่ฉบับเดียว

ขอยืนยันว่า ผมไม่เคยคิดจะหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรม และพร้อมที่จะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนตามกำหนดนัดหมายเดิมในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 อย่างแน่นอนครับ

การนำเสนอข่าวว่าผม “ไม่ยอมไปปรากฏตัวตามหมาย” ในวันนี้ จึงเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง

ผมได้แนบเอกสารที่ทาง จนท. เซ็นรับทราบ และ “ยืนยัน” ว่าผมเลื่อนวันนัดไปวันจันทร์ที่ 3 สค. 69 เวลา บ่าย 2 มาด้วยครับ

นายกฯ ยันไม่มีขี้เหนียว รัฐพร้อมหนุนงบเก็บกู้ทุ่นระเบิด รักษาอธิปไตยชาติ

นายกฯ ยันไม่มีขี้เหนียว รัฐพร้อมหนุนงบเก็บกู้ทุ่นระเบิด รักษาอธิปไตยชาติ

นายกฯ ยันไม่มีขี้เหนียว รัฐพร้อมหนุนงบเก็บกู้ทุ่นระเบิด รักษาอธิปไตยชาติ

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.33 น.

นายกฯ ยันรัฐพร้อมหนุนงบเก็บกู้ทุ่นระเบิด – รักษาอธิปไตยชาติ “ไม่มีขี้เหนียว” บอกเห็นใจเจ้าหน้าที่ เสียสละ เสี่ยงอันตราย ต้องดูแลเต็มที่ ชี้เหตุบ้านหนองจานไม่ใช่การโจมตี แต่เป็นทุ่นระเบิดเก่า

31 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนีบบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีทหารลาดตระเวนเหยียบกับระเบิดที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อเท้าซ้ายขาด ว่า ต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มาก ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนิ่งเงียบไป และพูดต่อว่า “แหม สงสารเจ้าหน้าที่” หลังจากนี้เราต้องวางแนวเส้นทางในการเก็บกู้วัตถุระเบิดเก่าให้รอบคอบ บางทีเจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ ก็ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความหวังดี และมีความกังวลอยากจะให้พื้นที่ มีความปลอดภัยที่สุด ซึ่งเวลาการเข้าเคลียร์ ก็อาจจะมีที่ออกนอกแนวที่วางไว้ เราก็ต้องเห็นใจเพราะพวกเขาเสียสละมาก ดังนั้นเราต้องดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี พร้อมให้ผู้บังคับบัญชากำชับการลาดตระเวนแต่ละครั้ง แต่กรณีนี้ไม่ใช่การโจมตี เพราะเป็นทุ่นระเบิดเก่า ที่ไม่รู้ว่าฝังไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เจ้าหน้าที่ก็เก็บกวาดทุ่นระเบิด ไปตามข้อตกลงที่ทำไว้ของทั้งสองประเทศ

เมื่อถามถึงเรื่องอุปกรณ์เครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยในการเก็บกู้ นายกฯ กล่าวว่า ต้องเต็มที่ รัฐบาลชุดนี้สนับสนุนให้ใช้เครื่องมือและยุทโธปกรณ์ ในการป้องกันอธิปไตยของชาติ

“ผมกับทางกองทัพหารือกันลงในรายละเอียด เมื่อมีความเห็นที่ตรงกันแล้ว เราไม่มีขี้เหนียวในเรื่องนี้” นายอนุทิน กล่าว

สมช.กำชับ 6 มาตรการ เข้มจังหวัดชายแดนใต้ พร้อมทบทวนเนื้อหาให้เหมาะสม

สมช.กำชับ 6 มาตรการ เข้มจังหวัดชายแดนใต้ พร้อมทบทวนเนื้อหาให้เหมาะสม

สมช.กำชับ 6 มาตรการ เข้มจังหวัดชายแดนใต้ พร้อมทบทวนเนื้อหาให้เหมาะสม

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.30 น.

สมช.กำชับ 6 มาตรการ เข้มจังหวัดชายแดนใต้ พร้อมทบทวนเนื้อหาให้เหมาะสม เตรียมร่วมมือ”มาเลเซีย”ออกหมายอินเตอร์โพล จับกุมผู้ก่อเหตุที่หนีคดีไปมาเลย์มาดำเนินคดี

31 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติว่า ที่ประชุมมีการเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการกระชับมาตรการต่างๆ ให้มีความเข้มข้นมากขึ้นคือ 1.มาตรการรักษาความปลอดภัย โดยกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญในการรักษาความปลอดภัยรูปแบบต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังการก่อเหตุนอกพื้นที่ด้วย ซึ่งมีการติดตามอย่างใกล้ชิดกับกองอำนวยการในพื้นที่ และที่สำคัญได้เน้นย้ำให้หน่วยความมั่นคง ทั้งทหารและตำรวจควบคุมบริเวณชายแดน ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญในการควบคุมการเข้าออก เพราะที่ผ่านมามีการคาดคาดการณ์ว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุอาจหลบหนีกบดานอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน

นายฉัตรชัย กล่าวว่า 2.ที่ประชุมเห็นชอบในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ทั้งกลุ่มที่พึ่งปฏิบัติการไป และกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นกองกำลังติดอาวุธ หรือกลุ่มที่กำลังเตรียมจะก่อเหตุ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มดังกล่าวครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั้งรายบุคคลและ รายกลุ่มให้เป็นไปตามกฎหมาย 3.ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการทบทวนเนื้อหาการพูดคุยให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ โดยนายฐนัตถ์ สุวรรณณานนท์ หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แถลงไปแล้วว่า อยู่ในช่วงการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวกชายแดน จึงมีการชะลออยู่ช่วงหนึ่ง ทั้งนี้หากมีการพูดคุยกันจะมีการทบทวนเนื้อหาต้องดูระดับก่อนหลังว่า เนื้อหาที่จะพูดคุยจะมีเรื่องอะไรก่อน ส่วนรายละเอียดหัวหน้าคณะพูดคุยมีแนวทางอยู่แล้ว

นายฉัตรชัย กล่าวว่า 4.ที่ประชุมได้เน้นย้ำเรื่องการเปิดช่องทางที่มากขึ้น โดยให้ผู้เห็นต่างที่พร้อมกับคืนสู่สังคม หรือที่เรียกว่าโครงการพาคนกลับบ้านจะมีช่องทางหลากหลายมากขึ้น โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการให้คนเหล่านี้มีช่องทางกลับคืนสู่สังคมมากขึ้น โดยเน้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลักที่จะมีการดำเนินการเป็นพิเศษเพิ่มขึ้น 5.มีการร่วมมือกับประเทศมาเลเซีย ที่มีการประสานทางการทูต ด้านความมั่นคงกับมาเลเซียที่สำคัญ โดยประเทศไทยจะมีการออกหมายแดง หมายอินเตอร์โพล ที่จะดำเนินการจับตัวผู้ก่อเหตุรุนแรงที่หนีคดีในประเทศมาเลเซียมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะนี้มีการออกหมายแดงจำนวนหนึ่งไปแล้ว และจะเป็นแนวนโยบายที่จะออกหมายแดงอินเตอร์โพเพื่อร่วมมือกับมาเลเซีย ในการนำคนเหล่านั้นมาดำเนินการตามกฎหมาย ในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน และ 6.เรื่องการสื่อสารต่อสาธารณะ เนื่องจากช่วงนี้มีข่าวปลอม ข่าวยั่วยุ บ่อนทำลายความแตกแยกต่อพี่น้องประชาชน เกิดความเข้าใจผิดกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ หรือระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อยากให้มีการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติเรื่องข่าวต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการยั่วยุ บ่อนทำลายในพื้นที่ หรือเกิดความคลาดเคลื่อน

เมื่อถามว่า มีการประเมินสถานการณ์หลังจากเลื่อนการพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขอให้เป็นไปตามที่หัวหน้าคณะพูดคุยได้ระบุไว้ ทั้งนี้นโยบายการพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ อย่างไรก็ต้องมีการพูดคุย เพียงแต่อยู่ที่วันเวลาที่เหมาะสมให้เอื้อต่อสถานการณ์ ต่อบรรยากาศที่นำไปสู่การสร้างสันติสุข และบรรลุเป้าหมายให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งกระบวนการพูดคุยต้องมีการสานต่อและอยู่ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม

ศาลปกครองกลาง สั่งกรมวิชาการเกษตร ชดใช้ 116.9 ล้าน เหตุสั่งเก็บสารพาราควอตไปทำลาย ไร้มาตรการเยียวยา

ศาลปกครองกลาง สั่งกรมวิชาการเกษตร ชดใช้ 116.9 ล้าน เหตุสั่งเก็บสารพาราควอตไปทำลาย ไร้มาตรการเยียวยา

ศาลปกครองกลาง สั่งกรมวิชาการเกษตร ชดใช้ 116.9 ล้าน เหตุสั่งเก็บสารพาราควอตไปทำลาย ไร้มาตรการเยียวยา

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.28 น.

“ศาลปกครองกลาง”พิพากษา สั่ง”กรมวิชาการเกษตร”รับผิดชดใช้ 116.9 ล้านบาท เหตุสั่งเก็บ”สารพาราควอต”จากตลาดไปทำลาย โดยไม่มีมาตรการเยียวยา ส่วน”รมว.อุตสาหกรรม”และ”คกก.วัตถุอันตราย”ออกคำสั่งแบนการใช้สารพาราควอตในไทยชอบด้วยกฎหมาย

31 กรกฎาคม 2569 ศาลปกครองกลาง พิพากษาคดี ที่ ส.8/2569 เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ตามคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ที่ 750/2563 เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ ลงวันที่ 25 พ.ค.2563 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 ในส่วนที่กำหนดให้ผู้มีใบอนุญาตผลิต หรือใบอนุญาตนำเข้าวัตถุอันตราย ต้องรับมอบคืนวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 จากบุคคลผู้ครอบครอง ผู้จำหน่าย หรือร้านค้า มาเพื่อเก็บรักษาและทำลาย โดยต้องจ่ายเงินค่าทำลายหรือจัดการตามควร โดยกรมวิชาการการเกษตร จะไม่รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่มีคำสั่งดังกล่าว ยกฟ้องกระทรวงอุตสาหกรรม รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม คณะกรรมการวัตถุอันตราย และกรมวิชาการเกษตร คำขออื่นนอกจาจากนี้ให้ยก

คดีนี้ บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ผู้ผลิตและนำเข้าสารพาราควอตไดคลอไรด์เพื่อใช้ในการเกษตร ฟ้องกระทรวงอุตสาหกรรม รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม คณะกรรมการวัตถุอันตราย กรมวิชาการเกษตร และอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ว่าร่วมกันออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2563 ลงวันที่ 15 พ.ค.2563 กำหนดให้สารคลอร์ไพริฟอส สารคลอร์ไพริฟอส-เมทิล สารพาราควอต สารพาราควอตไดคลอไรด์ สารพาราควอตไดคลอไรด์ และพาราควอตเมโทซัลเฟต เป็นวัตถุอันตรายห้ามให้มีการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครอง และคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ที่ 750/2563 เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่กำหนดให้ผู้มีใบอนุญาตผลิต หรือใบอนุญาตนำเข้าวัตถุอันตราย ต้องรับมอบคืนวัตถุอันตรายชนิดที่4 จากบุคคลผู้ครอบครอง ผู้จำหน่าย หรือร้านค้า มาเพื่อเก็บรักษาและทำลาย โดยต้องจ่ายเงินค่าทำลายหรือจัดการตามควร โดยกรมวิชาการการเกษตร จะไม่รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลให้เหตุผล คดีนี้รับฟังได้ว่าการกำหนดให้สารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายห้ามมิให้มีการผลิต การนำเข้า การส่งออก การนำผ่าน หรือการมีไว้ในครอบครองจะทำให้สารประกอบชนิดนี้หมดสินไปจากประเทศไทยได้ อันเป็นการป้องกันและระงับอันตรายที่อาจมีแก่บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ของรมว.กระทรวงอุตสาหกรรม และคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2563 เป็นการใช้ดุพินิจโดยชอบแล้ว และกระทรวงอุตสาหกรรมมิได้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดประเภทหรือชนิดของวัตถุอันตรายที่ออกตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด จึงไม่มีสิทธิฟ้องกระทรวงอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม การที่อธิบดีกรมวิชาการ มีคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ที่ 750/2563 เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่กำหนดให้ผู้มีใบอนุญาตผลิต หรือใบอนุญาตนำเข้าวัตถุอันตราย ต้องรับมอบคืนวัตถุอันตรายชนิดที่4 จากบุคคลผู้ครอบครอง ผู้จำหน่าย หรือร้านค้า มาเพื่อเก็บรักษาและทำลาย โดยต้องจ่ายเงินค่าทำลายหรือจัดการตามควร โดยกรมวิชาการการเกษตร จะไม่รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว โดยไม่มีการกำหนดมาตรการในการช่วยเหลือหรือจัดการทำลายวัตถุอันตรายที่อยู่ในความครอบครองของบริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ตามอำนาจหน้าที่และเป็นการสร้างภาระให้เกิดขึ้นกับบริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด เกินสมควร อันถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกด้วย

นอกจากนี้ ศาลปกครองกลางยังมีคำพิพากษาที่ ส.7/2569 ให้กรมวิชาการเกษตร รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด เป็นเงินจำนวน 116,984,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามความในมาตรา 7 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของบริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด โดยให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนตามส่วนของการชนะคดีให้แก่บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัดสำหรับคำขออื่นนอกจากจากนี้ให้ยก

สีหศักดิ์ เผย มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย ถก มั่นคงชายแดน-ปราบแกมเมอร์-แก้สารพิษในแม่น้ำ ยัน ไม่กระทบภาพลักษณ์

สีหศักดิ์ เผย มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย ถก มั่นคงชายแดน-ปราบแกมเมอร์-แก้สารพิษในแม่น้ำ ยัน ไม่กระทบภาพลักษณ์

สีหศักดิ์ เผย มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย ถก มั่นคงชายแดน-ปราบแกมเมอร์-แก้สารพิษในแม่น้ำ ยัน ไม่กระทบภาพลักษณ์

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.27 น.

สีหศักดิ์ เผย มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย ถก ความมั่นคงชายแดน-ปราบสแกมเมอร์-แก้สารพิษในแม่น้ำ ยัน ไม่กระทบภาพลักษณ์ รับ อยากเห็นเดินหน้าพูดคุยสันติภาพ-เปิดทางช่วยเหลือมนุษยธรรม หวังเห็น อองซานซูจี ได้รับการดูแลอย่างดี

เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณี พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา จะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 6-7 ส.ค.นี้ ว่า จะมีการเจรจากันในหลายเรื่อง ทั้งความมั่นคงชายแดน และสิ่งที่เราไม่ต้องการ คือการสู้รบที่มีความรุนแรง และทำให้ไทยได้รับผลกระทบ รวมถึงการหารือด้านการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ตามแนวชายแดน และการแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำ โดยจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำ ไม่ให้เกิดมลภาวะและมลพิษในน้ำ นอกจากนี้ จะมีการหารือเรื่องการค้าชายแดน ซึ่งปัจจุบันมีการเปิดด่านแม่สอด แต่ยังติดเงื่อนไขการขออนุญาต และยังมีกฎระเบียบที่ทำให้การส่งออกและนำเข้าของไทยล่าช้าเกินไป

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์ภายในประเทศเมียนมา อยากให้เดินหน้าขบวนการสันติภาพและพูดคุย ซึ่งปัจจุบันเขาทำแล้ว ตรงไหนที่เราสามารถประสานและอำนวยความสะดวกได้ เราก็ยินดี 

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเดินทางของพลเอก มิน อ่อง หล่าย ครั้งนี้ มีนัยอะไรหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า เขาเป็นเพื่อนบ้าน มีชายแดนที่ติดกันยาวมาก และเมื่อมีปัญหาชายแดนต้องพูดคุยกัน ในส่วนการพูดคุยเขาก็เพิ่งมีการเลือกตั้งกันไป จะไปขอให้มีการเลือกตั้งใหม่คงไม่ได้ แต่เราขอให้เขาเดินหน้ากระบวนการพูดคุยปรองดอง เพื่อให้เกิดสันติภาพที่แท้จริง ยืนยันว่า เราไม่ได้ละทิ้งหน้าที่นี้ แต่สมมุติบอกว่า เราไม่ทำตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ยืนยันว่า เรายังยึดอยู่ แต่มาพูดคุยบนพื้นฐานของฉันทามติทั้ง 5 ข้อ ว่าเมียนมาควรเปิดพื้นที่ให้กับความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเพิ่มมากขึ้น 

“เมียนมาควรจะพูดคุยกับคนกลุ่มน้อย และสามารถยืนยันกับประชาคมโลกได้ว่า นางอองซานซูจี จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เป็นสิ่งที่เราอยากจะขอเหมือนกัน เราแสดงการคาดหวังถึงการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ และกระบวนการพูดคุย” นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การเดินทางมาเยือนประเทศไทยครั้งนี้ เมื่อเขามาเราก็ต้องพูดถึงเรื่องของเรา คือเรื่องชายแดน แน่นอนว่า เรามีผลประโยชน์ ส่วนเรื่องภายใน เป็นสถานการณ์เพื่อนบ้านของเรา อยากให้เขามีสันติภาพที่ยั่งยืน แต่เราจะอำนวยความสะดวกในส่วนที่อยู่ฝั่งเรา และหากเป็นไปได้ เราจะขอให้เขาลดเรื่องความรุนแรงตามแนวชายแดน ไม่อยากให้มีผลกระทบต่อพลเรือน ผู้หญิง เด็ก และสิ่งสำคัญคือ เราอยากให้มีกระบวนการพูดคุย เพื่อที่จะหาทางอยู่ด้วยกัน

เมื่อถามว่า ชาติอาเซียนอื่นจะเข้าใจหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า หลายคนเริ่มเห็นแล้วว่า เมียนมายังเป็นสมาชิกอาเซียน ถ้าเราอยากเห็นความคืบหน้าอะไร เราควรจะเจอกันตรงกลางหรือไม่ ดังนั้น เราต้องคุยกับเขา แต่ถ้าเราไม่คุย เราจะปฏิเสธได้อย่างไรว่าเมียนมาก็อยู่ในภูมิภาค และเราไม่อยากเห็นเมียนมา เป็นเวทีการแข่งขันของมหาอำนาจ เพราะหากเขาอยู่ในอาเซียนก็จะมีความมั่นใจ

เมื่อถามว่า จะกระทบกับภาพลักษณ์ของประเทศไทยหรือไม่ เพราะประเทศอื่นคว่ำบาตรเมียนมาและไม่ยอมรับรัฐบาลของ พลเอก มิน อ่อง หล่าย นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เพื่อนบ้าน เราต้องยอมรับ ไม่กระทบ เรามีปัญหาชายแดน เราก็ต้องแก้ไข หากไม่พูดคุยจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ต้องยอมรับว่า เขามีการเลือกตั้งไปแล้ว เขาไปจัดเลือกตั้งใหม่ก็คงไม่ได้ แต่เราขอให้เขาเดินหน้าเรื่องขบวนการสันติภาพ ปรองดอง และพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าประเทศไทยอยู่ตรงนี้ จะเป็นเหมือนกับอาเซียนประเทศอื่นได้อย่างไร เพราะเขาไม่ได้รับผลกระทบ

นายกฯ ลั่น!ไม่มีปรับ ครม. เย้ยคนพูดไม่มีข้อมูล ปิดประตูพรรคอื่นร่วมรัฐบาลตอนนี้

นายกฯ ลั่น!ไม่มีปรับ ครม. เย้ยคนพูดไม่มีข้อมูล ปิดประตูพรรคอื่นร่วมรัฐบาลตอนนี้

นายกฯ ลั่น!ไม่มีปรับ ครม. เย้ยคนพูดไม่มีข้อมูล ปิดประตูพรรคอื่นร่วมรัฐบาลตอนนี้

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

“นายกฯ”ลั่น!ไม่มีปรับ ครม. เย้ยคนพูดไม่มีข้อมูล ปิดประตูพรรคอื่นร่วมรัฐบาลตอนนี้ บอกกำลังเข้าฤดูโยกย้ายทุกกระทรวง ให้โอกาส รมต.จัดทัพ

31 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังรัฐบาลทำงานมา 4 เดือน ว่า “ไม่มีเอามาจากไหน เอามาจากรายการทีวีอีกแล้ว ไม่มีครับ ไม่มี ยังไม่มี นักข่าวก็ถามเองใช่ไหมว่าเพิ่งจะ 4 เดือน ตอนนี้ทุกคนพยายามทำงานให้ตรงกับแนวทางที่ผมได้กำหนดไว้มากขึ้น”

เมื่อถามว่า นายกฯ ควรพูดให้ชัดเลยหรือไม่ว่าช่วงเวลาไหนถึงจะเหมาะสมกับการปรับคณะรัฐมนตรี 6 เดือน หรือ 1 ปี นายกฯ กล่าวว่า ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ พูดไปเดี๋ยวจะไปผูกมัด เอาเป็นว่านายกฯ ทรงสิทธิเอาไว้ในเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ใครทำแล้วประเทศชาติไม่เกิดประโยชน์ประเทศชาติเสียหาย ไม่จำเป็นต้องไปรอให้ถึงเวลาปรับ ครม.ก่อน แล้วค่อยปรับ

เมื่อถามว่า ประเมินอย่างไรถึงได้กระแสข่าวลักษณะนี้ออกมา นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่รู้จะมองอย่างไรแล้วทุกคนเดาหมดเลย รายการต่างๆ ตนพูดได้เลยเข้าไม่ถึงแหล่งข่าว และไม่รู้จริง พยายามใช้ประสบการณ์ของตัวเองประเมินกันไป ทั้งที่ตัวเองไม่มีข้อมูลใดๆ เลยแม้แต่น้อย ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร แก้ไม่ไหว

เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้คณะรัฐมนตรีไม่เสียสมาธิกับข่าวที่ออกมา นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ต้องให้คำมั่นอะไรกับใคร นายกฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ถึงเวลาปรับก็ต้องปรับ ถ้าใครไม่ทำอะไรผิดก็ไม่ปรับ ถ้าใครไม่ทำอะไรที่เสียหายกับบ้านเมือง และมีผลงาน ก็ไม่ปรับ

เมื่อถามว่า ตำแหน่งรัฐมนตรียังเหลืออีกตำแหน่ง เป็นไปได้หรือไม่การปรับคณะรัฐมนตรีจะมีพรรคอื่นเข้ามาร่วมคณะรัฐมนตรี นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ยังเป็นไปไม่ได้ เมื่อถามว่า มีกระทรวงไหนที่อยากจี้ให้มีผลงานที่สุด นายกฯ กล่าวว่า จี้ทุกกระทรวงเลย จี้ตัวเองด้วย

เมื่อถามว่า หลังจากที่บอกว่าจะต้องมีผลงานตอนนี้ดีขึ้นหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า การสื่อสารออกไปก็ดีขึ้น และผลงานของรัฐบาลตนว่ามีผลงานที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง คนที่เห็นผลงานที่เข้าใจรัฐบาลก็มีเยอะแยะ มากมาย ส่วนคนที่ตั้งใจจะโจมตีอย่างเดียวไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิดไปหมดก็มี อันนี้ก็ต้องแล้วแต่ แต่ไม่ได้ทำให้รัฐบาลกังวลอะไร เราทำแต่สิ่งที่มันถูกต้องเป็นประโยชน์ให้บ้านเมืองถ้ายึดมั่นสองสิ่งนี้ได้ อธิบายตัวเอง อธิบายคณะทำงานได้ และผู้รับปฏิบัติไปส่วนใหญ่ก็เป็นข้าราชการก็รับไปปฏิบัติได้ด้วยประสิทธิภาพด้วยความร่วมมือ ยังยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง จากข้าราชการประจำ ฝ่ายความมั่นคงและภาคเศรษฐกิจ ตนก็เชื่อมั่นว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้คือความร่วมมือที่ดีและต่างคนต่างมีความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน เมื่อวานไปดูรายการอะไรไม่รู้บอกว่าตนบังคับบัญชาไม่ได้แล้ว สั่งอะไรไปก็ไม่มีคนทำสื่อก็ดูแล้วกันว่าจริงหรือไม่ อะไรที่สั่งแล้วถูกต้องเป็นสิ่งที่ชอบตามกฎหมายต้องทำตามคิดอย่างอื่นไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ถ้าสั่งอะไรผิดกฎหมายไม่ชอบไม่เกิดประโยชน์กับประเทศประชาชนต้องไม่ทำ ถ้าเขาขัดคำสั่งอย่างนั้นก็ไม่ผิด

เมื่อถามว่า กรณีจะรีเซตกระทรวงมหาดไทยในช่วงเดือน ส.ค.ตั้งเป้าให้ภาพกระทรวงมหาดไทยเป็นอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า จริงๆ กระทรวงมหาดไทยมีแค่เรื่องโกงข้อสอบ ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของระบบแต่เป็นเรื่องของคน เมื่อคนทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก็ไปจัดการกับคน ซึ่งได้จัดการหมดแล้ว มีการออกหมายจับ ออกหมายเรียก จับกุมดำเนินคดีทั้งกรรมการสอบที่ย้ายออกมาไม่ให้มีอำนาจดูแลเรื่องนี้ มีการยกเลิกผลสอบที่ส่อไปในแนวทุจริตก็ชัดเจนหมดทุกอย่าง ตอนนี้เดือน ส.ค. – ก.ย.ก็เข้าสู่ฤดูโยกย้ายพอดี ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดียวเสียเมื่อไหร่ทุกกระทรวงก็ทยอยแต่งตั้งระดับ 10 11 ก็ต้องเข้าคณะรัฐมนตรี ตนก็ให้เกียรติรัฐมนตรีทุกกระทรวงในการนำเสนอบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาบริหารกระทรวง ตนบริหารรัฐมนตรี รัฐมนตรีไปบริหารกระทรวง จากนั้น นายอนุทิน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “have a good weekend” ขอให้มีวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ดี

นายกฯ เตรียมต้อนรับ มิน อ่อง ลาย เยือนไทย 6-7 ส.ค. หารือทุกปัญหาข้ามแดน

นายกฯ เตรียมต้อนรับ มิน อ่อง ลาย เยือนไทย 6-7 ส.ค. หารือทุกปัญหาข้ามแดน

นายกฯ เตรียมต้อนรับ มิน อ่อง ลาย เยือนไทย 6-7 ส.ค. หารือทุกปัญหาข้ามแดน

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.41 น.

นายกฯ เตรียมต้อนรับ”มิน อ่อง ลาย” เยือนไทย 6-7 ส.ค. หารือทุกปัญหาข้ามแดน ชี้สัมพันธ์ที่ดี ประเทศเพื่อนบ้านต้องเกื้อกูลกัน

31 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ประธานาธิบดีเมียนมา เตรียมเดินทางเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 6 – 7 สิงหาคม ที่จะมีกําหนดการจะเข้าหารือกับนายกฯ ว่า จะมีการหารืออย่างเป็นทางการ เพราะท่านเป็นแขกบ้านแขกเมือง โดยในวันที่ 6 สิงหาคม จะเป็นการหารือแบบทวิภาคี และจะมีการพูดคุยส่วนตัวกับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ด้วย

นายกฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จะมีกําหนดการพบกับสภาการค้าไทยเมียนมา ที่มีทั้งภาคเอกชนและภาคธุรกิจ มาพูดคุยกรอบด้านเศรษฐกิจ เพราะจะต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน ไม่ใช่ว่ารัฐไปอย่างเดียว ต้องนําเอกชนมาสร้างความสัมพันธ์
รวมถึงจะมีการพูดคุยเรื่องของการแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำข้ามแดน ปัญหาหมอกควัน ปัญหาชนกลุ่มน้อย ปัญหายาเสพติด และปัญหาสแกมเมอร์ เราคุยกันทุกๆ เรื่อง

เมื่อถามว่า ปัญหาสารพิษจะกลายเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจในพื้นที่ท่องเที่ยว หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ก็ต้องพูดคุยกัน ว่าเราเป็นเพื่อนบ้าน จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและสนับสนุนเกื้อกูลกัน ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งมีความเดือดร้อน จากการกระทําหรือผลพวงจากประเทศหนึ่ง เราก็ต้องช่วยกันแก้ไข ซึ่งตนเชื่อว่าทางเมียนมา ก็คงมีประเด็นที่จะร้องขอเรา ให้เรา ช่วยแก้ไขบ้าง เราก็ต้องมานั่งหารือกัน เพราะความสัมพันธ์ พื้นฐานมันดีอยู่แล้ว เราต้องการเป็นเพื่อนกับทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้าน

สีหศักดิ์ แจงปมดราม่า ฮลุน ยันสถานทูตไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ ถามจอร์เจียทำไมแจ้งช้า

สีหศักดิ์ แจงปมดราม่า ฮลุน ยันสถานทูตไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ ถามจอร์เจียทำไมแจ้งช้า

สีหศักดิ์ แจงปมดราม่า ฮลุน ยันสถานทูตไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ ถามจอร์เจียทำไมแจ้งช้า

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

“สีหศักดิ์”แจงสถานทูตไทยไม่ได้ช่วย”ฮลุน”ล่าช้า หลังทราบเรื่อง 28,29 ก.ค.ไปทันที ทำหมดทุกอย่าง พร้อมถาม”จอร์เจีย”ทำไมแจ้งช้ามาก ทั้งที่เสียชีวิตตั้งแต่ 14 ก.ค.

31 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงดรามาสถานทูตไทยทำงานช้าหรือไม่ ในการช่วยเหลือ นายบวรทัต เป็งสุข หรือ ฮลุน โซโล่ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ที่เสียชีวิตที่ประเทศจอร์เจีย ว่า ทางสถานทูตได้ออกประกาศว่า เพิ่งทราบการเสียชีวิตนายบวรทัตในวันที่ 28 หรือ 29 ก.ค.แต่เขาเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.แต่เราไม่ทราบเลย เพราะทางการจอร์เจียแจ้งในวันที่ 28 หรือ 29 ก.ค.แล้วเราก็ไปทันที เพราะฉะนั้น สถานทูตไทยทำหน้าที่เต็มที่อยู่แล้ว แต่กลับมีข่าวออกมาว่า สถานทูตรู้ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.แล้วไม่ได้ทำอะไร ซึ่งไม่ใช่ และระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังสืบสาเหตุการเสียชีวิต เราก็ได้สอบถามว่า ทำไมการแจ้งของทางการจอร์เจียมันช้ามาก ดังนั้น ถือว่าสถานทูตปฏิบัติการอย่างทันท่วงที ยืนยันว่า กระบวนการเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยไม่ได้ช้า ได้รับแจ้งก็ไปทันที ทั้งสอบถามสาเหตุการเสียชีวิต การติดต่อโรงแรม เราทำทุกอย่างหมด และตอนนี้ก็อยากเร่งให้กระบวนการเสร็จ จะได้นำศพกลับมาได้ แต่อาจต้องทำการตรวจสอบในแง่ของนิติวิทยาด้วย

พริษฐ์ เปิดหลักฐานใหม่ บทสนทนาใน LINE ที่ขัดแย้ง กับคำชี้แจงของ สว.สรชาติ ปมหลักฐานเส้นเงินคดีโกง สว.

พริษฐ์ เปิดหลักฐานใหม่ บทสนทนาใน LINE ที่ขัดแย้ง กับคำชี้แจงของ สว.สรชาติ ปมหลักฐานเส้นเงินคดีโกง สว.

พริษฐ์ เปิดหลักฐานใหม่ บทสนทนาใน LINE ที่ขัดแย้ง กับคำชี้แจงของ สว.สรชาติ ปมหลักฐานเส้นเงินคดีโกง สว.

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

31 กรกฎาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โฑสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า [ เปิดหลักฐานใหม่ : บทสนทนาใน LINE ที่ขัดแย้ง กับคำชี้แจงของ สว. สรชาติ (หนองบัวลำภู) เกี่ยวกับหลักฐานเส้นเงินในคดีโกง สว. ]

เมื่อวันก่อน ผมได้เปิดหลักฐานเส้นทางการเงิน ที่เชื่อมโยงกับ สว. สรชาติ และ ผู้สมัคร สว. จากหนองบัวลำภู ซึ่งผมเห็นว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญชิ้นหนึ่งในคดีโกง สว. โดยประกอบไปด้วย:

– การโอนเงิน จาก สว. สรชาติ ให้คุณภัณนิภา ผาสุข รวมหลายยอด 553,600 บาท

– การโอนเงินจาก คุณภัณนิภา ผาสุข ให้ผู้สมัคร สว. 7 คนจากหนองบัวลำภู รวมหลายยอด 105,000 บาท (มิ.ย. 67 ถึง ส.ค. 67)

แม้เป็นเรื่องดีที่เมื่อวานนี้ ทาง สว. สรชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในหลายรายการ เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหา (เช่น เจาะลึกทั่วไทย ของ Nation / The Standard Now ของ The Standard (แนบ link ในช่อง comment)) แต่ผมเห็นว่าคำตอบของ สว. สรชาติ ยังมีข้อพิรุธ หรือยังขัดแย้งกับหลักฐานชิ้นใหม่ ที่ผมขอนำเสนอในโพสต์นี้ ในอย่างน้อย 3 ประเด็น (ขอเรียงจากเบาไปหนัก)

[ 1. ตกลงแล้ว สว. สรชาติ โอนเงินรวมกัน 550,000+ บาท (รวมหลายยอด / 2 ธนาคาร) ให้คุณภัณนิภา ผาสุข เพื่อไปใช้ทำอะไร? ]

– สว. สรชาติชี้แจงว่าการโอนเงินดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. และให้สัมภาษณ์ประมาณว่าเป็นยอดรวมปี 2567 (ซึ่งเริ่มต้นขึ้น ก่อนการเปิดรับสมัคร สว. ในเดือน พ.ค.) แต่ผมยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าการโอนในปริมาณที่สูงขนาดนี้ เป็นการโอนไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

– แม้คุณสรชาติตอบกว้างๆว่า เป็นการโอนเพื่อ “สภาพคล่องในการทำงาน” ของคุณภัณนิภา หรือเพื่อให้คุณภัณนิภาใช้ใน “การบริหารจัดการ” (เช่น “ค่าน้ำ” “ค่าไฟ” “ค่าซ่อมรถ”) แต่ผมเห็นว่าคำตอบดังกล่าวยังไม่ได้ให้ความชัดเจนเพียงพอ จนเชื่อได้ว่าไม่เกี่ยวข้องใดๆกับการเลือก สว. (ยิ่งในเมื่อมียอดรวมทั้งหมด 105,000 บาท ที่คุณภัณนิภาโอนต่อให้ผู้สมัคร สว. 7 คน ผ่านบัญชีธนาคารตามที่ปรากฎในหลักฐาน)

[ 2. ตกลงแล้ว สว. สรชาติ รู้จักกับกี่คน ในบรรดา ผู้สมัคร สว. 7 คน ที่ได้รับการโอนเงินจากคุณภัณนิภา ผาสุข? ]

– (26 ก.ค. 69): สว. สรชาติ ให้สัมภาษณ์กับทาง BBC ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ผมเปิดหลักฐานในเวทีวิปฝ้ายค้าน ว่า “ใน 7-8 คนที่ฝ่ายค้านเอาชื่อขึ้นจอ ตนไม่รู้จักสักคน ไม่เกี่ยวกับตนเลย ยกเว้นนายสนั่นชัยที่มารู้จักทีหลังผ่านเพื่อน ตอนสมัคร สว. แล้วเขามาขอแนะนำตัว” (อ้างอิง: https://www.bbc.com/thai/articles/c5y6085rlr6o)

– (30 ก.ค. 69): สว. สรชาติ กลับให้สัมภาษณ์กับทาง เจาะลึกทั่วไทย ว่าในบรรดาผู้สมัคร สว. 7 คน เขารู้จักกับ 3 คน ที่อยู่ทีมเขา (โดยเขายืนยันว่าไม่ได้รู้จักอีก 4 คนที่เหลือมาก่อน)

– การที่ สว. สรชาติ พูดไม่เหมือนกันในการให้สัมภาษณ์ในรายการที่ห่างกันเพียง 4 วัน (26 ก.ค. vs. 30 ก.ค.) ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยว่า สว. สรชาติรู้จักกี่คนในบรรดาผู้สมัคร สว. 7 คนกันแน่ และตกลงเราสามารถเชื่อคำพูด สว. สรชาติ ได้หรือไม่ และหากเชื่อ จะต้องเชื่อคำพูดครั้งไหน?

[ 3. ตกลงแล้ว สว. สรชาติ กับ คุณภัณนิภา ผาสุข มีความสัมพันธ์กันอย่างไรในช่วงการเลือก สว. และหลังจาก สรชาติ ถูกรับเลือกเป็น สว.? ] ← ประเด็นนี้สำคัญที่สุด

– สว. สรชาติยอมรับว่าคุณภัณนิภา เคยเป็นผู้ช่วยหาเสียงคุณสรชาติ ตอนที่คุณสรชาติลงสมัคร สส. ในการเลือกตั้งปี 2566

– แต่ สว. สรชาติ ยืนยันในการให้สัมภาษณ์ทุกครั้ง ว่าคุณภัณนิภา ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องหรือช่วยงานคุณสรชาติ ใดๆเกี่ยวกับเรื่อง สว. ทั้ง (1) การช่วยงานระหว่างการเลือก สว. และ (2) การช่วยงานหลังจากการได้รับเลือกเป็น สว. แล้ว

– อย่างไรก็ตาม คำให้การดังกล่าว ดูเหมือนจะขัดแย้งโดยสิ้นเชิง กับหลักฐานบทสนทนาใน LINE ระหว่างคุณภัณนิภา กับ คุณสนั่นชัย (ผู้สมัคร สว. ที่ผมขอเรียกว่า “พยาน”) ซึ่งผมขอนำเสนอในโพสต์นี้

บทสนทนาใน LINE (รวมทั้งหมด 16 ภาพ) ชี้ให้เห็นชัดว่า:

– 1. (ภาพ 1-5) คุณภัณนิภา ได้มีการพูดคุยกับพยาน ในช่วงต้น-กลาง มิ.ย. 67 (ดูจากวันที่และเนื้อหาแล้ว คาดว่าเป็นช่วงการเลือกระดับอำเภอและระดับจังหวัด แต่ก่อนการเลือกระดับประเทศ) เกี่ยวกับการรวบรวมรายชื่อผู้สมัครใน “สายเรา” โดยมีการเอ่ยถึงการ “รายงานให้พี่สรชาติทราบ” อย่างชัดเจน (และถ้าซูมเข้าไปดีๆในเอกสารใน ภาพ 3 จะเห็นชื่อ “สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม” ในกลุ่ม 13 อย่างชัดเจน)

– 2. (ภาพ 6) คุณภัณนิภา ได้ส่งพิกัดสถานที่ “โรงแรมธาราแกรนด์” ให้กับพยาน ในบ่ายวันที่ 24 มิ.ย. 67 ซึ่งสอดรับกับหลักฐานจากพยานบุคคลอื่น ที่บอกว่าโรงแรมธาราแกรนด์ เป็นหนึ่งในศูนย์ทำโพย ที่มีการรวมตัวกันของผู้สมัคร สว. จากหลายจังหวัดที่เข้าร่วมในขบวนการโกง สว. (ถ้าไม่เชื่อผม ลองถาม สว. สรชาติ ดูก็ได้ครับ ว่าเขาได้ไปที่โรงแรมธาราแกรนด์ ในวันที่ 24 หรือ 25 มิ.ย. 67 หรือไม่)

– 3. (ภาพ 7-8) โพยที่พยานจัดทำที่โรงแรมธาราแกรนด์ มีเบอร์ผู้สมัครของ สว. สรชาติ ปรากฏในโพยด้วย (กลุ่ม 13 เบอร์ 111) ซึงน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คุณสรชาติได้คะแนนสูงสุดในกลุ่ม 13 ในการเลือกระดับประเทศ (มากกว่าที่สาเหตุที่คุณสรชาติให้สัมภาษณ์ในรายการ ว่าตนได้คะแนนสูงในระดับประเทศ เพราะเป็นอดีต สส. และเป็นอดีตที่ปรึกษาสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่น จึงที่เป็นรู้จักในวงกว้าง)

– 4. (ภาพ 9-13) คุณภัณนิภา ได้ทักไปพูดคุยและประสานงานกับพยาน ในช่วงกลาง ก.ค. 67 ถึง กลาง ส.ค. 67 (หลังจากคุณสรชาติได้รับเลือกและถูกรับรองอย่างเป็นทางการให้เป็น สว.) เพื่อประสานเรื่องเอกสารในการตั้งพยานเป็น ผู้ช่วย สว. ของ สว. สรชาติ รวมถึงการดำเนินการออกบัตรผู้ช่วย สว. และการกรอกข้อมูลสำหรับการรับค่าตอบแทนจากวุฒิสภา

– 5. (ภาพ 14-15) คุณภัณนิภา ได้ทักไปพูดคุยและประสานงานกับพยาน ในช่วงต้น ก.ย. 67 เพื่อพูดถึงกำหนดการและการเตรียมตัวสำหรับงานแสดงความยินดี สว. สรชาติ และ สว. วุฒิชาติ จากหนองบัวลำภู

– 6. (ภาพ 16) คุณภัณนิภา ได้ทักไปพูดคุยและประสานงานกับพยาน ในวันที่ 30 ก.ย. 67 ซึ่งนำไปสู่การที่พยานโอนเงินบางส่วนจากเงินเดือนผู้ช่วย สว. กลับมาที่คุณภัณนิภา (ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานเส้นทางการเงินและคำบอกเล่าของพยาน ที่บอกว่าต้องโอนเงินเดือนบางส่วนคืนให้คุณภัณนิภา เพื่อใช้กระจายต่อให้ผู้สมัคร สว. คนอื่นในขบวนการ)

(หากใครไม่มั่นใจว่าคู่สนทนาใน LINE คือคุณภัณนิภา ผาสุข จริงหรือไม่ ผมคิดว่าข้อความทั้งหมดใน ภาพ 9 & 13 & 16 น่าจะยืนยันได้ชัดเจนครับ)

แน่นอน เพื่อความเป็นธรรมและเพื่อรับฟังข้อมูลรอบด้าน ผมเห็นว่าคุณสรชาติมีสิทธิเต็มที่ในการชี้แจงประเด็นดังกล่าว และผมหวังว่าในรายการถัดๆไปที่ สว. สรชาติ ไปให้สัมภาษณ์ เราจะได้ยินคำตอบที่ชัดเจนใน 3 ประเด็นนี้ครับ

แต่หากคำชี้แจงของ สว. สรชาติ หลังจากนี้ ไม่มีความคงเส้นคงวากับคำชี้แจงที่ผ่านมา หรือไม่สอดรับกับหลักฐานที่ปรากฎ (ทั้งเส้นเงิน ข้อความใน LINE และหลักฐานอื่นๆ) ผมเห็นว่ากรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ว่าเป็นกรณีที่มี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น และเป็นเหตุให้ กกต. มีหน้าที่ตาม ม.62 ของ พ.ร.ป. การเลือก สว. ที่จะต้องส่งเรื่องดังกล่าวต่อให้ศาลพิจารณาโดยละเอียดว่ามีการกระทำความผิดหรือไม่

#สั่งฟ้องสว

ศาลยกคำร้องประกันตัว ‘แอมป์ ณวรรษ’ คดี ม.112

ศาลยกคำร้องประกันตัว 'แอมป์ ณวรรษ' คดี ม.112

ศาลยกคำร้องประกันตัว ‘แอมป์ ณวรรษ’ คดี ม.112

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

วันนี้ (31 ก.ค. 2569) ศาลอาญากรุงเทพใต้ ยกคำร้องประกันตัว “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา คดี ม.112 จากเหตุชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน หลังจากที่ทนายความยื่นประกันตัวไปเมื่อช่วงเช้าของวันนี้

ศาลระบุคำสั่งโดยสรุปว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนที่อ้างว่าก่อนถูกคุมขังจำเลยเป็นผู้ติดเชื้อ HIV นั้น กรมราชทัณฑ์สามารถดูแลจัดการได้และหากจำเป็นต้องได้รับการรักษาเฉพาะด้านหรือถ้าคงรักษาพยาบาลในเรือนจำอาการจะไม่ทุเลาดีขึ้น ทางเรือนจำชอบที่จะส่งตัวจำเลยไปรักษาที่โรงพยาบาลหรือสถานบำบัดนอกเรือนจำได้ ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 55 ข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่มีนํ้าหนักเพียงพอให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”

กรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้แอมป์จะยังถูกคุมขังต่อ แม้เขาถูกขังครบกำหนดโทษจำคุกคดีหลักในข้อหา ม.112 เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2569 แล้ว และคดีที่ยื่นประกันตัวในวันนี้ เป็นคดีสุดท้ายที่เขายังมีหมายขังอยู่ อีกทั้งเป็นคดีที่เขายื่นถอนประกันเองภายหลังจากการถูกคุมขังในคดีหลัก และปัจจุบันก็อยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ และไม่มีคำพิพากษาออกมาแต่อย่างใด