ศึกฮั้วลามทุ่ง! ศุภชัย ยันเดินหน้าแฉฮั้ว สว.ส้ม ชี้ นันทนา พูดเท็จลงขันไม่เป็นความจริง

ศึกฮั้วลามทุ่ง! ศุภชัย ยันเดินหน้าแฉฮั้ว สว.ส้ม ชี้ นันทนา พูดเท็จลงขันไม่เป็นความจริง

ศึกฮั้วลามทุ่ง! ศุภชัย ยันเดินหน้าแฉฮั้ว สว.ส้ม ชี้ นันทนา พูดเท็จลงขันไม่เป็นความจริง

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

ศึกฮั้วลามทุ่ง! “ศุภชัย”ยันเดินหน้าแฉ”ฮั้ว สว.ส้ม” ชี้”นันทนา”พูดเท็จลงขันไม่เป็นความจริง เผยมีใบเสร็จค่าใช้จ่ายห้องจัดเลี้ยง”เมืองทองธานี” ปูดอีก”iLaw”จัดประชุม”ผู้สมัคร สว.กทม.สีส้ม”ที่”หอศิลป์ จิม ทอมป์สัน” ตั้งกรุ๊ปไลน์-แจกโพย

31 กรกฎาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand โดยออกมาตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการตรวจสอบการเลือกตั้ง สว.ว่า  iLaw คณะก้าวหน้า มีการจัดทำแคมเปญ Senate 67 และเปิดตลาดนัด สว.รณรงค์ให้ประชาชนสมัคร สว.ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งโดยข้อเท็จจริง กติกาการเลือกตั้ง สว.มีความซับซ้อน ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ถึงระดับประเทศ จึงทำให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้สมัคร

“สิ่งที่ท่านกล่าวหากลุ่มที่ท่านเรียกว่า สว.สีน้ำเงิน มีพฤติการณ์ต่างๆ ผมถามว่าทั้งสองกลุ่มก็ทำวิธีเดียวกัน แล้วความแตกต่างมันอยู่ตรงไหน คุณบอกการทำแบบสีน้ำเงินมันฮั้ว มันผิด แต่พอของคุณก็ทำเหมือนกันกลับบอกว่าฮั้ว แต่ไม่โกง” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ตนมีข้อมูลและหลักฐานซึ่งชี้ให้เห็นว่ากลุ่มที่อ้างว่าเป็นสว.ประชาชน หรือ สว.สีส้ม มีกระบวนการจัดตั้งกันแบบเปิดเผยหลายจังหวัด รวมถึง กทม.เช่นการนัดพบที่ หอศิลป์จิม ทอมป์สัน แต่เบื้องหลังมีการแอบตั้งกลุ่มไลน์ กำหนดเบอร์เป้าหมายเพื่อบล็อกโหวต และการแบ่งบทบาทให้ผู้สมัครบางคนเป็นเพียงโหวตเตอร์ เพื่อให้บุคคลเป้าหมายให้ได้รับเลือกเป็น สว.

“สิ่งที่ท่านทำกันตรงนั้นคิดว่าผมไม่มีข้อมูลหรือ คุณคิดว่ามีแต่คนรักพวกคุณกัน ไม่คิดว่าคนจะรักผมแล้วเอาข้อมูลมาให้ คุณไม่คิดว่าจะมีคลิปเสียง มีโพยที่คุณเขียนกันว่าจะต้องเลือกใคร ผมมาตรวจดู และพบว่าคนที่บอกให้เลือก กทม. 40 คน คุณได้มากี่คนผมรู้หมด เพราะฉะนั้นอย่าประมาท อย่ากล่าวหาคนอื่น และบอกว่าตัวเองกลุ่มเดียวรักประชาธิปไตย คุณจัดตั้งให้เลือกเบอร์อะไรผมรู้หมดในที่สุดท่านก็ได้เป็น สว. อย่าดัดจริต อย่าทำตัวเป็นคนดี ผมไม่ได้บอกว่าทำกันทุกกลุ่ม ที่จริงสีอื่นก็มี แต่ด้วยเหตุผลว่ากติกามันซับซ้อนเขาจึงต้องรวมกลุ่มกันมา และสิ่งที่ผมขีดเส้นใต้ก็คือบางคนก็เพียงแต่มาเป็นโหวตเตอร์ซึ่งเขาก็ไม่ได้ห้าม” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.ออกมาระบุ กลุ่มผู้สมัคร สว.กว่า 300 คน ที่มาร่วมประชุมที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นการรวมตัว ลงขันจ่ายค่าห้องจัดเลี้ยง และวิ่งออกไปซื้อน้ำดื่มกันเองว่า เป็นความเท็จ ซึ่งตนมีหลักฐานใบเสร็จชัดเจนว่า การเช่าห้องจัดเลี้ยงดังกล่าวมีตัวแทนจาก สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เป็นผู้จองและออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด จึงอยากให้ไปดูว่าสำนักพิมพ์ดังกล่าวนำใบเสร็จค่าใช้จ่ายนี้ไปใช้ยื่นหักภาษีประจำปี 2567 หรือไม่ ซึ่งตนได้โพสต์ระบุเพียงนามสกุล และยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ ไม่ได้เป็นการกล่าวหา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ดังนั้น การรวมกลุ่มและพฤติการณ์ต่างๆ อาจเข้าข่ายอาจผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สว.หรือไม่ จึงขอให้ กกต.ใช้อำนาจตามกฎหมายสืบสวนไต่สวนเรื่องดังกล่าว ว่าสิ่งที่กลุ่มนี้ทำถูกหรือผิด

ไชยชนก มอง ปรับครม. ให้เวลาทำงาน 1 ปี กำลังสวย ชี้ รมต.ต้องถูกประเมินทุกคน ไม่เว้น กลุ่มลูกเทพ

ไชยชนก มอง ปรับครม. ให้เวลาทำงาน 1 ปี กำลังสวย ชี้ รมต.ต้องถูกประเมินทุกคน ไม่เว้น กลุ่มลูกเทพ

ไชยชนก มอง ปรับครม. ให้เวลาทำงาน 1 ปี กำลังสวย ชี้ รมต.ต้องถูกประเมินทุกคน ไม่เว้น กลุ่มลูกเทพ

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.14 น.

ไชยชนก มอง ปรับครม. ให้เวลาทำงาน 1 ปี กำลังสวย ชี้ รมต.ต้องถูกประเมินทุกคน ไม่เว้น กลุ่มลูกเทพ ย้ำ 4 เดือนผลงานเพียบ ทั้งรื้อโครงสร้างพลังงาน-ล้างบางทุจริตสอบท้องถิ่น เมินกระแสดีล เขียว-แดง เปลี่ยนขั้วการเมือง บอกถ้าทำผลงานดีไม่กระทบ

เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสโจมตีกลุ่มลูกเทพ และลามไปถึงกระแสข่าวการปรับกลุ่มลูกเทพที่ไม่มีผลงานออกว่า ถ้าเอาเรื่องของลูกเทพออกไป ตนคิดว่าการปรับ ครม.ก็ต้องมีการพิจารณาผลงานของรัฐมนตรีทุกคนอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มลูกเทพ ตนเองก็ต้องเป็นหนึ่งในคนที่ต้องถูกประเมินผลงานเช่นกัน เพื่อให้ ครม.ชุดนี้ สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ได้ดีที่สุด เพื่อชาติและพี่น้องประชาชน

เมื่อถามว่า การปรับ ครม. มองว่าควรเป็นช่วง 6 เดือนหรือ 1 ปี ถึงจะเหมาะสม นายไชยชนก กล่าวว่า ควรจะให้เวลาทำงานหน่อย ซึ่งเวลาเกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา ส่วนตัวคิดว่า ครม.มีผลงานเยอะมาก มีประเด็นไหนขึ้นมา ก็มีการจัดการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่แบบผิวเผิน แต่แก้ไขในเชิงโครงสร้างหลากหลายประเด็น และมีอีกหลายอย่างที่กำลังแก้ไขกันอยู่ ซึ่งตนคิดว่าควรจะให้เวลามากกว่านี้

เมื่อถามว่า ที่บอกว่าแก้ไขโครงสร้างเช่นอะไรบ้าง นายไชยชนก กล่าวว่า ถ้าจะยกตัวอย่างก็เช่นโครงสร้างพลังงาน ที่ได้มีการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และกรณีที่เป็นประเด็นร้อน อย่างเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะการปรับเปลี่ยน ตนคิดว่าเรื่องก็คงไม่แดงมาขนาดนี้ รวมไปถึงขณะนี้มีการระดมกำลัง เพื่อทำให้ปัญหาแบบนี้ไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งเป็นปัญหาที่ค่อนข้างสะสมมานาน สำหรับตน มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลงาน

เมื่อถามว่า ในฐานะรัฐมนตรี มองว่าระยะเวลาแค่ไหนควรจะประเมิน KPI หรือปรับ ครม. นายไชยชนก กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าควรต้องนานกว่า 4 เดือน และต้องนานกว่า 6 เดือน ซึ่งคิดว่า 1 ปีกำลังสวย

เมื่อถามว่า หัวหน้าพรรคได้แจ้งถึงระยะเวลาการปรับ ครม.ไว้หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ระยะเวลาไม่ได้แจ้ง แต่แจ้งรัฐมนตรีทุกคนให้ทราบตั้งแต่ต้นแล้วว่า ทุกคนต้องทำงาน ต้องมีผลงาน ยิ่งเราเป็นพรรคที่ใหญ่ขึ้น มีบุคลากรที่มีศักยภาพหลายคน ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้

เมื่อถามว่า มองเรื่องการปล่อยข่าวดีลจับขั้วรัฐบาลอย่างไรบ้าง นายไชยชนก กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้ให้ความสนใจตรงนี้เท่าไหร่ ตอนนี้มีปัญหารุมเร้า มี วิกฤตมากมาย มีหลายเรื่องที่ ครม.ทุกคนจะต้องโฟกัสและเร่งทำเพื่อประชาชน พวกเราไม่ได้ดูตรงนี้ ส่วนตัวมองว่า ถ้าเราทำหน้าที่ได้ดี ไม่ว่าจะมีการวางแผนหรือเดินเกมอย่างไร ก็ไม่กระทบ ครม.

เป๋า iLaw ทำทีชื่นชม สมพาน พ่อค้าก๋วยเตี๋ยว เป็น สว. 2 ปี พัฒนาทักษะ เขียนข่าวแจกส่งสื่อ แซะคนการเมือง 2 ปี ยังเขียนไม่ได้

เป๋า iLaw ทำทีชื่นชม สมพาน พ่อค้าก๋วยเตี๋ยว เป็น สว. 2 ปี พัฒนาทักษะ เขียนข่าวแจกส่งสื่อ แซะคนการเมือง 2 ปี ยังเขียนไม่ได้

เป๋า iLaw ทำทีชื่นชม สมพาน พ่อค้าก๋วยเตี๋ยว เป็น สว. 2 ปี พัฒนาทักษะ เขียนข่าวแจกส่งสื่อ แซะคนการเมือง 2 ปี ยังเขียนไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.02 น.

31 กรกฎาคม 2569 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมเห็นข่าวท่านสมพาน พละศักดิ์ พ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวไปแจ้งความที่อำนาจเจริญเช้าวันนี้ โดยเห็นจากหลายๆ สำนักข่าวโพสออกมาในเวลาใกล้เคียงกัน เนื้อหาก็ซ้ำกัน

ผมอ่านข่าวจากแต่ละสำนักอย่างละเอียด เพราะเขากล่าวถึงผม ปรากฏว่า แต่ละสำนักเขียนเหมือนกันเลย เรื่องยิ่งชีพควรจะลดอัตตา … อะไรต่างๆ ไล่เรียงมาเหมือนกัน ประเด็นมีเท่ากัน ภาพข่าวก็จากมุมเดียวกัน สองท่านนั่งอยู่หน้าโต๊ะตำรวจมุมคล้ายๆ กัน โดยแต่ละสำนักก็ไม่ได้อ้างอิงว่า เอามาจากสำนักอื่น หรือเอามาจากไหน และไม่มีคลิปสว. ทั้งสองท่านออกมาให้สัมภาษณ์เองหรือมาตอบคำถามนักข่าวในลักษณะที่พูดเอง

จากประสบการณ์ทำงานของผม ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการทำงานที่เรียกว่า “ข่าวแจก”

คือ ในความเป็นจริง สว. อาจจะไม่ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวแล้วให้ทุกสำนักเอากล้องมาถ่ายทำ ไม่จำเป็นต้องมีนักข่าวไปลงสนามที่สน. แต่มีการไปที่สน. โดยมีคนทำหน้าที่ถ่ายภาพ และมีคนเขียนเนื้อหาให้ออกมาเป็นรูปแบบข่าว แล้วส่งข้อความเหล่านั้นพร้อมกับภาพจำนวนหนึ่งไปให้กับนักข่าวหลายๆ สำนักเอาไปเผยแพร่ตามที่มีคนเขียนมาแล้ว โดยข่าวเมื่อวันอังคารตอนที่ทั้งสองท่านประกาศจะดำเนินคดีกับผมก็มีลักษณะทำนองนี้เช่นกัน

หากท่านสว. จะเขียนข่าวตัวเองว่าตัวเองพูดอะไรบ้าง ตัวฉันกล่าวว่า อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วส่งให้นักข่าวเอง ผมก็ขอชื่นชมว่า ท่านค้าขายอยู่นานกว่าสิบปี จนเมื่อได้มาทำงานในสภาสองปีก็พัฒนาทักษะการทำงานสื่อสาร เขียนข่าว และติดต่อกับสื่อมวลชนได้ดีทีเดียว โดยท่านก็มีสิทธิทำอย่างนั้นได้ ไม่เป็นความผิดใด ผมแค่ตั้งข้อสังเกตเรื่องที่มาของข่าวเฉยๆ หลายคนที่เพิ่งทำงานเกี่ยวกับการเมืองมา 2 ปีก็ยังทำแบบนี้ไม่เป็น ก็ชมจริงๆ นะครับ หรือท่านอาจจะให้ผู้ช่วยของท่านที่มีทักษะด้านนี้ช่วยทำให้ก็ได้ ก็ถือว่ามีผู้ช่วยดี ผู้ช่วยเก่ง ก็ดีไป

ตอนนี้คนที่กุมข้อเท็จจริงอยู่ในมือว่า ใครเป็นคนเขียนและใครเป็นคนส่งข่าวให้นักข่าว ไม่ใช่ผมหรอกครับ แต่จริงๆ แล้วคือนักข่าวทุกสำนักนั่นแหละ ใครกันนะเป็นคนทำหน้าที่นี้ ท่านสว. ทำเองส่งเอง ผู้ช่วยท่านสว.ส่งให้ หรือใครน้าาาาาาาา

ข้อเท็จจริงที่อาจเปิดเผยความสัมพันธ์ของพวกเขาตอนนี้ไม่ได้อยู่ในมือผมเท่านั้นครับ แต่อยู่ในมือของสื่อมวลชนทุกสำนักครับ

ไชยชนก บอกไม่มีปัญหา การดี จี้ยกเลิก TH-AI Passport ยันโครงการมีคุณภาพ-คุ้มราคา เดินหน้าต่อ

ไชยชนก บอกไม่มีปัญหา การดี จี้ยกเลิก TH-AI Passport  ยันโครงการมีคุณภาพ-คุ้มราคา เดินหน้าต่อ

ไชยชนก บอกไม่มีปัญหา การดี จี้ยกเลิก TH-AI Passport ยันโครงการมีคุณภาพ-คุ้มราคา เดินหน้าต่อ

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.

ไชยชนก บอกไม่มีปัญหา การดี จี้ยกเลิก TH-AI Passport  ยันโครงการมีคุณภาพ-คุ้มราคา เดินหน้าต่อ

เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ยุติโครงการ TH-AI Passport หากไม่ดำเนินการ จะใช้กลไกรัฐสภา ตรวจสอบขั้นสูงสุด ว่า ไม่มีปัญหา เรื่องนี้มีการประสานมาล่วงหน้าแล้วว่าอยากจะมายื่นข้อเสนอที่จะพัฒนาให้ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้มีการออกมา เหมือนที่ชี้แจงไป

นายไชยชนก กล่าวว่า แต่ไม่เป็นไร เพราะเราให้การสนับสนุนเรื่องของการตรวจสอบเต็มที่ และที่ผ่านมามีการพูดคุยมาแล้วหลายรอบ ซึ่งตนก็มั่นใจในส่วนที่กำกับดูแลรับผิดชอบว่า มีการทำโครงการนี้เพื่อให้คุ้มราคา มีคุณภาพ และถือเป็นโครงการที่มีคุณภาพ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึง AI ในมาตรฐานที่มีคุณภาพ หลากหลายโมเดล ฟรีภายในระยะเวลา 1 ปีได้ ดังนั้น เรื่องนี้เราเดินหน้าเต็มที่

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ ปมหลุด บัตรเลือก สว.รอบสุดท้าย ปี 67 ไม่มีผลต่อคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีฮั้ว สว.

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ ปมหลุด บัตรเลือก สว.รอบสุดท้าย ปี 67 ไม่มีผลต่อคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีฮั้ว สว.

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ ปมหลุด บัตรเลือก สว.รอบสุดท้าย ปี 67 ไม่มีผลต่อคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีฮั้ว สว.

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ ปมหลุด บัตรเลือก สว.รอบสุดท้าย ปี 67 “ไม่มีผลชี้ขาดคดีฮั้ว สว.” หากมีหลักฐาน “ฮั้ว สว.ส้ม” เป็นคดีอาญาแผ่นดิน แจ้งความได้ภายในอายุความ

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สืบเนื่องจากการตอบโต้ทางการเมืองระหว่าง สว.นันทนา นันวโรภาส กับนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ปมแฉหลักฐาน ฮั้ว สว.สีส้ม ปั้น สว.ประชาชน  ต่อมามีนายรอย ขุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์ ได้โพสต์ข้ามประเทศผ่านโซเชี่ยลมีเดีย โดยนำบัตรเลือก สว.รอบสุดท้ายมาเปิดเผยต่อสาธารณะนั้น

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า  ปมที่ สว.นันทนา นันวโรภาส ยกสุภาษิตไทย “กินปูนร้อนท้อง” ตอบโต้ทางการเมืองกับนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ยกปมฮั้ว สว.สีส้มปั้น สว.ประชาชน เป็นเพียงการตอบโต้ทางการเมืองกันไปมาเท่านั้น

การหยิบยกสุภาษิตส่อเสียดของ สว.รายนี้ ทำให้แสบๆร้อนๆ แต่เป็นเพียงอารมณ์ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย โดย รธน.มาตรา ๒๑๙ และมาตรฐานจริยธรรม ควบคุมสมาชิกรัฐสภาอยู่

หากนายศุภชัยฯ มีพยานหลักฐาน ควรนำไปกล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีอาญาเพราะเป็นคดีอาญาแผ่นดิน บุคคลใดพบเห็นความผิด กล่าวโทษต่อพนักงานสอยวนได้ ตามป.วิอาญา มาตรา 2(8) โดยโทษตาม พรป.สว.มีอายุความ 10 ปีนับแต่วันที่เกิดเหตุถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2576

ส่วนคดีร้องคัดค้านผลการเลือก สว. แม้ ความปรากฏแก่ กกต.และกกต.ใช้อำนาจ ตาม พรป.สว.ตามมาตรา 41 ตั้งตคณะกรรมการสืบสวนหรือไต่สวน น่าจะพ้นกำหนดระยะเวลาแล้ว เว้นแต่ บุคคลกลุ่มฮั้ว สว.สีส้ม เป็นผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา อาจร้องขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครเลือก สว. ให้ กกต.ไต่สวนได้

ส่วน นางนันทนา ฯ เป็น สว.กลุ่ม สว.ประชาชน หรือไม่ ตนไม่ทราบ เพราะไม่ได้ให้ราคาและไม่รู้จัก 

ส่วนที่ถามว่า นายรอย ขุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์ ได้โพสต์ข้ามประเทศผ่านโซเชี่ยลมีเดียโดยนำข้อมูลบัตรเลือก สว.รอบสุดท้ายมาเปิดเผยนั้น โดยรายการข่าว เรื่องเล่าเช้านี้ ทีวีสีช่อง ๓ นำมาเปิดเผยซ้ำ นั้น

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า ข้อมูลบัตรเลือก สว. เป็นขั้นตอนในการจัดให้มีการเลือก สว.และบันทึภภาพและเสียงไว้เป็นหลักฐานส่วนหนึ่งของการเลือก สว.ปี 2567 และบันทึกทั้งระดับอำเภอ ระดับจังหวัดและระดับประเทศ เป็นไปตาม พรป.สว.

ส่วนการจัดเก็บรักษาเทปบันทึกเสียง เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. และบุคคลที่ กกต.มอบหมายดูแลรักษาจังหวัดและระดับประเทศ 

โพยที่เป็นส่วนหนึ่งของการโกงการเลือก สว.เป็นส่วนหึ่งของพยานหลักฐาน ส่วนบัตรเลือก สว.อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ หากประเด็นว่า ผู้สมัครรายใดเลือกผู้ใด ไม่ใช่ข้อสำคัญ เพราะการบันทึกภาพและเสียงเพื่อป้องกันการทุจริตเลือก สว.และไม่มีบุคคลใดยกขึ้นกล่าวอ้างว่า ผู้สมัครฯเลือกเหมือนกันเพราะเหตุใด ทั้งเป็นเรื่องดุลพินิจในใจพิสูจน์ยาก ว่า เหตุใดผู้สมัคร สว.เลือกบุคคลเดียวกันเพราะตัวแปรใด จะสรุปไปว่า ร่วมกันทุจริตเป็นการคาดคะนน เป็นความเชื่อและไร้พยายหลักฐาน จึงต้องใช้เส้นเงินเชื่อมโยง ระหว่าง ตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน กับผู้สมัคร สว.กลุ่มพลีชีพและกลุ่มที่ได้เป็น สว.มาเชื่อมโยงกัน ดังนั้น นายรอย ขุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์ ได้โพสต์ข้ามประเทศผ่านโซเชี่ยลมีเดีย โดยนำข้อมูลบัตรเลือก สว.รอบสุดท้ายมาเปิดเผยนั้น จึงไม่มีผลกระทบต่อคำวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุม ของ กกต.ในขั้นตอนสุดท้าย

พยานหลักฐานในสำนวนของผู้กล่าวหา เป็นโพยสมคบกันให้ได้มาซึ่งอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและหลักฐานการจ่ายเงิน บัตรเลือก สว. โดยผู้สมัคร สว.รอบสุดท้ายระดับประเทศจะเลือกใคร เป็นเพียงผลจากการเลือก เพราะการกระทำร่วมกันฝ่าฝืนการได้มาซึ่ง สว.ตาม พรป.สว.ต้องมีพฤติการณ์แห่งคดีได้เกิดขึ้น “ก่อน”สมัครในระดับอำเภอ  เป็นสารตั้งต้น มิใช่ผลบั้นปลาย ในระดับจังหวัดและระดับประเทศ ดังนั้น จึงไม่เป็นข้อสำคัญแห่งคดี การเปิดเผยไม่มีผลต่อการวินิจฉัยชี้ขาดในชั้นที่ประชุมใหญ่ กกต.

ส่วนบุคคลใด นำข้อมูลการบันทึกภาพและเสียง มาเปิดเผยหลังพ้นกำหนด 2 ปี ที่เป็นเงื่อนไขในการทำลายตามระเบียบ กกต.ต้องไปถาม กกต.ว่า ยังจำเป็นที่ต้องจัดเก็บรักษาไว้ในระหว่างคดีหรือไม่ เพราะไม่ได้พิพาทกันเรื่อง “บัตรเลือก สว.” แต่เป็นประเด็นข้อกล่าวหา”สมคบกันให้ได้มาซึ่งอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ” ถือคนละส่วนกัน

ส่วนความเห็นของนายรอย ขุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์ ที่ปัจจุบันพำนักที่ต่างประเทศ เป็นการวิเคราะห์โชว์ในการวิเคราะห์เป็นเพียงความเชื่อส่วนตัวถึงความเป็นไปได้ โดยนาบรอยฯไม่ได้มีส่วนได้เสียและเป็นเครื่องมือให้แก่กลุ่มที่เซาะกร่อนบ่อนทำลาย กกต.องค์กรอิสระเท่านั้น ทั้งข้อมูลที่นายรอยฯได้ ไม่มีกลุ่มอื่น นอกจากกลุ่มพลีชีพที่เคลื่อนไหวขู่จะเปิดเผยเอกสารในสำนวนเพื่อให้ กกต.ชี้ขาดตามความเห็นส่วนตัวของตนเท่านั้น

อนุทิน นั่งหัวโต๊ะ สมช. ถกชายแดนใต้ ประเมินผลเลื่อนคุย BRN

อนุทิน นั่งหัวโต๊ะ สมช. ถกชายแดนใต้ ประเมินผลเลื่อนคุย BRN

อนุทิน นั่งหัวโต๊ะ สมช. ถกชายแดนใต้ ประเมินผลเลื่อนคุย BRN

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.50 น.

“นายกฯ” เตรียม นั่งหัวโต๊ะ สมช. ถกชายแดนใต้ จับตาประเมินผลเลื่อนคุย BRN พร้อมรับฟังผลหารือ รมว.กลาโหม หลังเยือนมาเลเซีย

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เตรียมเป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยคาดว่า ในการๆประชุมจะติดตามและประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างใกล้ชิด ภายหลังการพูดคุยสันติสุขกับกลุ่มบีอาร์เอ็น (BRN) ถูกเลื่อนออกไป

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า คาดว่าที่ประชุม สมช. จะรับฟังการประเมินสถานการณ์ด้านการข่าวและความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงผลกระทบจากการเลื่อนการพูดคุยกับ BRN พร้อมพิจารณามาตรการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและการปฏิบัติงานของหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ความรุนแรงขยายตัว

นอกจากนี้ คาดว่าที่ประชุมจะรับทราบผลการหารือของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม หลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนมาเลเซีย โดยเฉพาะความร่วมมือด้านความมั่นคง การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง และแนวทางผลักดันกระบวนการสันติสุขให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ รวมถึงติดตามความคืบหน้าการทำงานของคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทย และแนวทางกำหนดกรอบการพูดคุยครั้งต่อไป

สัปดาห์หน้าต้องรู้ผล! ‘มท.4’ กำชับเร่งคดี ‘โกงสอบท้องถิ่น’ ยันไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ-ยืดเยื้อ

สัปดาห์หน้าต้องรู้ผล! ‘มท.4’ กำชับเร่งคดี ‘โกงสอบท้องถิ่น’ ยันไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ-ยืดเยื้อ

สัปดาห์หน้าต้องรู้ผล! ‘มท.4’ กำชับเร่งคดี ‘โกงสอบท้องถิ่น’ ยันไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ-ยืดเยื้อ

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

สัปดาห์หน้าต้องรู้ผล! ‘มท.4’ กำชับเร่งคดี ‘โกงสอบท้องถิ่น’ ยันไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ-ยืดเยื้อ หากพบใครผิดต้องเจอโทษหนัก – สุจริตต้องได้รับความเป็นธรรม

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ว่า ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการในทุกมิติ เพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว ยืนยันว่าภายในสัปดาห์หน้าจะต้องมีความคืบหน้าหรือข้อสรุปในส่วนที่ดำเนินการได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ทั้งนี้ การสอบแข่งขันเพื่อเข้ารับราชการท้องถิ่น เป็นประตูสำคัญของคนรุ่นใหม่และผู้ที่มีความตั้งใจเข้ารับราชการ หากปล่อยให้เกิดการทุจริต ย่อมกระทบต่อหลักคุณธรรมและทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ

“ผมกำชับทุกหน่วยงานว่า อาทิตย์หน้าต้องรู้ผลในส่วนที่ดำเนินการได้ ไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ ไม่ปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อ ประชาชนต้องได้รับคำตอบ และผู้ที่เข้าสอบด้วยความสุจริตต้องได้รับความเป็นธรรม” นายวรศิษฎ์ กล่าว

รมช.มหาดไทย กล่าวด้วยว่า หากผลการตรวจสอบพบว่ามีบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดทั้งทางวินัย ทางปกครอง และทางอาญา โดยไม่มีข้อยกเว้น และจะไม่คำนึงถึงตำแหน่งหรืออิทธิพลของผู้ใด นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเร่งรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน โปร่งใส และเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

“กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับธรรมาภิบาลในการบริหารงานท้องถิ่น และจะไม่ยอมให้การทุจริตบั่นทอนโอกาสของผู้ที่เข้าสอบด้วยความสามารถและความสุจริต เพราะ “ความจริงต้องปรากฏ ความยุติธรรมต้องเกิดขึ้น และคนโกงต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” นายวรศิษฎ์ กล่าว

งานเข้า! ‘ศรีสุวรรณ’ บุก กกต.ร้องสอบ ผู้สมัคร สว.สีส้ม จัดประชุมก่อนเลือก เข้าข่ายฮั้วด้วยหรือไม่

งานเข้า! ‘ศรีสุวรรณ’ บุก กกต.ร้องสอบ ผู้สมัคร สว.สีส้ม จัดประชุมก่อนเลือก เข้าข่ายฮั้วด้วยหรือไม่

งานเข้า! ‘ศรีสุวรรณ’ บุก กกต.ร้องสอบ ผู้สมัคร สว.สีส้ม จัดประชุมก่อนเลือก เข้าข่ายฮั้วด้วยหรือไม่

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

“ศรีสุวรรณ”บุก กกต.ร้องสอบ ปม”จัดประชุมก่อนเลือก” เข้าข่ายฮั้วด้วยหรือไม่/แนะ กกต.สามารถหยิบไต่สวนได้เอง ชี้ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย 

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อกกต. เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประ กอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 41 ในการสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน กรณีมีการพูดกันว่ามีกลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา(สว.) 300 คน ที่มาพบกันที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี มีพฤติการณ์หรือการกระทำที่มีการวางแผนจัดคนฝ่ายของตนมาดำเนินการในการเลือก สว.อันมิชอบด้วยกฎหมาย หรือทำให้การเลือกดังกล่าวอาจไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ อย่างไร

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตามที่สื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ นักวิชาการ และนักการเมืองตอบโต้กันไปมาเกี่ยวกับการฮั้วการเลือก สว.กลุ่มหนึ่งที่ผ่านมา โดยเรื่องดังกล่าวอยู่ในการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)แล้วนั้น แต่ปรากฎว่ามีการพูดถึงพฤติการณ์ของการเลือก สว.อีกกลุ่มหนึ่งที่มักเรียกกันว่า สว.สีส้ม ซึ่งก็มีพฤติการณ์ไม่ต่างกับกลุ่ม สว.ชุดแรกที่ กกต. และดีเอสไอกำลังสืบสวนและไต่สวนอยู่ ซึ่งผู้สมัคร สว.กลุ่มนี้ประมาณ 300 คนมีการจัดประชุมและพบปะกันที่ห้องจูปีเตอร์ เมืองทองธานีด้วยเช่นกัน จะถือเป็นการวางแผนฮั้วกันด้วยหรือไม่
         
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า เหตุดังกล่าวจึงเป็นข้อสงสัยในการกระทำของผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวที่อาจทำให้การเลือก สว.ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต. มีอำนาจเริ่มสืบสวนหรือไต่สวนได้เอง แม้ไม่มีผู้ร้องเรียน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ปี2560 มาตรา 41 ซึ่งบัญญัติไว้โดยสรุปว่า “เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อคณะกรรมการไม่ว่าโดยทางใด ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งหรือผู้กล่าวหาหรือไม่… คณะกรรมการมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้มีการสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานโดยพลัน”

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า  การเลือก สว. เป็นการแข่งขันของผู้สมัครแต่ละคนอย่างอิสระ แต่มีบางคนออกมาพูดว่าเป็นเรื่องของ “ภารกิจร่วม” “ทีมเดียวกัน” “ส่งคนของเราเข้าไป” และ “ส่งไม้ต่อ” อย่างเปิดเผย ซึ่งถ้าฝ่ายหนึ่งเรียกสิ่งนี้ว่า “การจัดตั้ง” หรือ “การทำงานเป็นทีม” แล้วเหตุใด เมื่ออีกฝ่ายถูกกล่าวหาในลักษณะคล้ายกันจึงถูกเรียกว่า “ฮั้ว” ซึ่งเรื่องนี้จะผิดหรือไม่ผิด เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ใครจะตัดสินกันเอง แต่สิ่งที่สังคมมีสิทธิถามคือ ทำไมพฤติกรรมที่ดูคล้ายกัน พอเป็นคนที่ตัวเองเชียร์ถึงเรียกว่า “ทำงานร่วมกัน” หรือ “จัดตั้ง” แต่พอเป็นฝ่ายตรงข้ามกลับรีบใช้คำว่า “ฮั้ว” เพราะถ้าจะใช้มาตรฐาน ก็ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย อย่าให้คำว่า “ฮั้ว” กลายเป็นแค่คำด่าทางการเมืองที่เลือกใช้เฉพาะกับคนที่ตัวเองไม่ชอบเท่านั้น

ดังนั้นเพื่อมิให้เป็นการเลือกปฏิบัติ กกต. ในฐานะที่เป็นผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ปี2560 จะต้องทรงไว้ซึ่งความเป็นธรรม จำต้องดำเนินการสืบสวนและไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติตามกฎหมายโดยพลัน โดยตนได้ทำคำร้องพร้อมพยานหลักฐานเบื้องต้นมามอบให้ กกต.ได้ตั้งเรื่องเพื่อนำไปสู่การสืบสวนและไต่สวนตามครรลองของกฎหมายต่อไป

ภคมน ตั้งข้อสังเกต โกงสอบท้องถิ่น ผ่าน 40 วันไม่คืบ ไทม์ไลน์ฮั้วตั้งแต่เริ่มต้น

ภคมน ตั้งข้อสังเกต โกงสอบท้องถิ่น ผ่าน 40 วันไม่คืบ ไทม์ไลน์ฮั้วตั้งแต่เริ่มต้น

ภคมน ตั้งข้อสังเกต โกงสอบท้องถิ่น ผ่าน 40 วันไม่คืบ ไทม์ไลน์ฮั้วตั้งแต่เริ่มต้น

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.57 น.

‘ภคมน’ ตั้งข้อสังเกต หลังโกงสอบท้องถิ่นผ่าน 40 วันไม่คืบหน้า ชวนย้อนไทม์ไลน์จะพบว่า เป็นการ ‘สั่งตั้งแต่เมื่อวาน’ ฮั้วกันตั้งแต่เริ่มต้น หลัง ม.บูรพา ซึ่งเคยชนะการเสนอราคา แต่ถูกยกเลิกสัญญาเมื่อต้นปี 2568 และเปลี่ยน TOR ใหม่ จนได้ มศว. จัดสอบแทน 

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569  น.ส.ภคมน หนุนอนันต์  ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน กล่าวว่า นับตั้งแต่วันแรกที่เจ้าหน้าที่บุกเข้าไปยังอาคารแห่งหนึ่งที่นนทบุรี จนถึงขณะนี้ ผ่านมากว่า 40 วันแล้ว แต่ ‘มหากาพย์ทุจริตสอบท้องถิ่น’ มูลค่าทุจริต 5,000 ล้านบาท ที่ควรจะมีความคืบหน้ามากกว่านี้

จนถึงวันนี้ กลับยังไม่มีอะไรมากไปกว่าข่าวการ ‘จ่อ’ ออกหมายเรียก หรือ ‘จ่อ’ ออกหมายจับ โดยยังไม่มีท่าทีว่าจะขยายผลไปตรวจเส้นทางการเงินของใครเลยแม้แต่รายเดียว

ทั้งที่มีข้อมูลหลายจุดที่ทำให้น่าสงสัยว่า ขบวนการโกงสอบท้องถิ่นนั้นมีการเตรียมการฮั้วกันตั้งแต่เริ่มแรกในระดับ TOR 

จากการติดตามซักถามในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ก็ยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองว่าทำถูกต้องทุกขั้นตอน ขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ก็ยืนยันว่าดำเนินการตามข้อตกลงและขอบเขตของงาน (TOR) อย่างเคร่งครัด

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า  ตนในฐานะประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ตั้งข้อสังเกตตั้งแต่แรกว่า การทุจริตสอบท้องถิ่น 2568 ไม่มีทาง ‘สั่งวันนี้เสร็จเมื่อวาน’ แน่ๆ แต่เป็นการ ‘สั่งไว้ตั้งแต่เมื่อวาน’ มากกว่า มีการวางแผนทำกันเป็นขบวนการ ซึ่งจะเห็นได้ชัดหากย้อนไทม์ไลน์กระบวนการทั้งหมดว่ามีร่องรอยความไม่ชอบมาพากลตั้งแต่ปี 2566

“จุดเริ่มต้นของการ ‘รู้เห็นเป็นใจ’ ระหว่าง สถ. และ มศว จนนำไปสู่ความเสียหายมากมายขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องของการแอบทุจริตกันกลางทาง แต่มีข้อสังเกตว่า เป็นการจัดวางและวางแผนกันมาตั้งแต่แรก” ภคมนกล่าว

น.ส.ภคมน กางให้เห็นเส้นเรื่องว่า การโกงระดับมหากาพย์ระดับนี้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ และไม่ใช่เป็นการร่วมมือกันของระดับผู้ปฏิบัติการเล็กๆ ที่เตรียมการไว้ก่อนเท่านั้น แต่เป็นระดับหัวหน้าที่มีอำนาจตัดสินใจ เริ่มตั้งแต่กระบวนการเลือกผู้รับจ้าง ว่าทำไมสุดท้ายจึงกลายเป็น มศว ทั้งที่คิดราคาจ้างแพงกว่ามหาวิทยาลัยอื่นอย่างมหาวิทยาลัยบูรพา (ม.บูรพา) หรือมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

 “ความจริงแล้ว งานนี้ ม.บูรพา เป็นผู้ชนะการเสนอราคาตั้งแต่แรก แต่กลับมีการเปลี่ยนตัวผู้รับจ้างเป็น มศว ในภายหลัง โดยอ้างว่า ม.บูรพา มีประวัติการทุจริต ซึ่งในเวลาต่อมา ม.บูรพา ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเปลี่ยนแปลงดังกล่าวและเป็นฝ่ายชนะอุทธรณ์”

[ลำดับเหตุการณ์การจ้างเหมาจัดสอบ]

– ธันวาคม 2566: เมื่อ ม.บูรพา ชนะการอุทธรณ์ สถ. ได้ต่อรองขอลดราคา ซึ่งทาง ม.บูรพา ยินยอมลดราคาลงเหลือ 82,500,000 บาท (เฉลี่ย 275 บาท/คน)

– 28 ธันวาคม 2566: สถ. ออกประกาศให้ ม.บูรพา เป็นผู้ชนะการเสนอราคาอย่างเป็นทางการ

– 16 มกราคม 2567: ม.บูรพา เข้าลงนามในสัญญาจ้างเหมาจัดสอบกับ สถ. ตามขั้นตอนปกติ

– 22 มกราคม 2567: สถ. ออกหนังสือขอชะลอกระบวนการลงนามสัญญา โดยอ้างว่ามีข้อร้องเรียนเรื่อง ม.บูรพา มีประวัติการจัดสอบที่ทุจริต

– 25 มกราคม 2567: ม.บูรพา เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อชี้แจงมาตรการป้องกันการทุจริตที่ถูกกล่าวหา

– พฤษภาคม 2567: ม.บูรพา เข้าร่วมประชุม กสถ. อีกครั้ง เพื่อนำเสนอแผนงานและแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

– กุมภาพันธ์ 2568: สถ. ออกประกาศและหนังสือลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ยกเลิกประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคา ซึ่งก็คือยกเลิกสัญญากับ ม.บูรพา

[ข้อเท็จจริงและข้อสังเกตเรื่อง TOR]

ในเวลาต่อมา เมื่อมีการสอบถาม สถ. ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ไม่พบข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริตของ ม.บูรพา แต่อย่างใด อีกทั้ง สถ. ก็ไม่เคยแจ้งผลการยุติการตรวจสอบข้อร้องเรียนให้ ม.บูรพา ทราบตามที่เคยระบุไว้

นอกจากนี้ หนึ่งในเหตุผลหลักที่ สถ. นำมาอ้างในการยกเลิกสัญญากับ ม.บูรพา คือการระบุว่า “ขอบเขตของงาน (TOR) เดิมไม่รัดกุม และเปิดช่องไม่ให้ผู้ว่าจ้างเข้าไปตรวจสังเกตการณ์ได้ทุกขั้นตอน”

“ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้นและไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง เพราะ TOR ดังกล่าวมาจากคณะกรรมการกำหนด TOR ที่แต่งตั้งโดย นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ (อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) เอง ซึ่งผู้รับจ้างอย่าง ม.บูรพา ไม่มีสิทธิ์เข้าไปเขียนหรือกำหนด TOR ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” น.ส.ภคมน กล่าว

[ข้อสงสัยเรื่องการ ‘ล็อกสเปก’]

หลังจากยกเลิก ม.บูรพา แล้ว สถ. ได้จัดหาผู้จัดสอบรายใหม่ จนได้ มศว เข้ามาเป็นผู้จัดสอบ พร้อมกับมีการปรับแก้ TOR ขึ้นมาใหม่

ข้อสังเกตของภคมนคือ TOR ฉบับใหม่ แม้จะไม่ได้เขียนชื่อผู้ชนะออกมาตรงๆ แต่เป็นการเปลี่ยนกติกาหลายจุดพร้อมๆ กัน ซึ่งส่งผลให้ผู้เสนอราคารายใดรายหนึ่งได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด

“การไล่เรียงเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ไม่ได้กำลังบอกว่าหาก ม.บูรพา ได้รับจัดสอบแล้วจะไม่เกิดการโกง เพราะเรื่องนี้ไม่มีใครทราบ แต่กำลังชี้ให้เห็นว่า กระบวนการเลือกผู้รับจ้างมีความตั้งใจที่จะ ‘ล็อกเป้า’ หรือ ‘ฮั้ว’ มาตั้งแต่แรกเริ่ม”

น.ส.ภคมน เปิดเผยข้อมูลเพิ่มว่า มีแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือบอกว่า ก่อนที่จะมีการล็อกเป้า มีการพูดคุยถึงเงื่อนไขบางอย่างที่จะเกิดขึ้นไว้ก่อนแล้ว ซึ่งตัวแทนของผู้ชนะการประกวดราคาก็ยอมรับเงื่อนไขนั้น สุดท้ายผลประโยชน์จึงลงตัวเพราะ ‘มีผู้ยื่นเงื่อนไข และมีผู้ตอบสนองเงื่อนไข’ นั่นเอง

DSI ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ‘ภาวุธ’ขอเลื่อน อ้างติดประชุม กมธ. ยันเข้าพบตามนัด 3 ส.ค.

DSI ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 'ภาวุธ'ขอเลื่อน อ้างติดประชุม กมธ. ยันเข้าพบตามนัด 3 ส.ค.

DSI ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ‘ภาวุธ’ขอเลื่อน อ้างติดประชุม กมธ. ยันเข้าพบตามนัด 3 ส.ค.

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.46 น.

“ภาวุธ”ไม่มารับทราบข้อหาDSI ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 แจงยังไม่เห็นหมายเรียก และติดประชุมกมธ. เจ้าตัวยืนยันนัดหมายเดิมวันที่ 3 ส.ค. ขณะที่DSI ระบุยังไม่ถือขัดต่อหมายเรียก เหตุปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวน-เคยส่งเอกสารขอเลื่อนก่อนหน้านี้แล้ว ส่วน “ดาราชายชื่อดัง” ดีเอสไอออกหมายเรียกรับทราบข้อหาครั้งที่ 1 วันที่ 3 ส.ค.69 เจ้าตัวยังไม่ส่งทนายขอเลื่อนหมาย

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คดีซื้อขายฟอเร็กซ์ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุ ญาต ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญารัชดา ภิเษกขอออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และข้อหาฉ้อโกงประชาชน ซึ่งมีรายชื่อนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ นักแสดงชื่อดังอย่าง รวมอยู่ด้วย แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง พร้อมให้พนัก งานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหา 22 รายแทน เนื่องจากยังมีภูมิลำเนาเป็นหลักแหล่งและสามารถเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายได้ โดยศาลอนุมัติออกหมายจับเพียง 2 ราย ได้แก่ นางสาวมัลลิกา มากสลุด ผู้บริหารและกรรมการบริษัทคิวอาร์เอส เอ็ดดูเคชั่น จำกัด หรือโบรกเกอร์ QRS Global ในประเทศไทย และ นายธีรพงษ์ คงแก้ว หรือโค้ชเจมส์ เป็นผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีฉ้อโกงประชาชน และความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการเป็นผู้แนะนำการลงทุน (IB) ชักชวนและสอนเทรดซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex)นั้น 

ความคืบหน้าล่าสุุด ที่ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) ชั้น 2  ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้พิจารณาออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้ง 22 ราย คดีซื้อขายฟอเร็กซ์(Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาตในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้จดทะเบียน ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการ
กระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงินนั้น โดยเมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา นายภาวุธ ได้มอบอำนาจให้นายภิรัช ตรีเพชร ทนาย ความประจำตัว เดินทางเข้าพบคณะพนัก งานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ เพื่อยื่นเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 โดยให้เหตุผลว่าได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ในเวลากระชั้นชิด จึงต้องกลับไปรวบรวมเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อจะได้นำมาชี้แจงแก่พนักงานสอบสวน อีกทั้งนายภาวุธยังติดภารกิจในวันดังกล่าว จึงไม่สามารถเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันนั้นได้ และขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาไปเป็นวันที่ 3 ส.ค.69 อย่างไรก็ดี คณะพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้ว มีมติออกหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2 แก่นายภาวุธ ให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในวันศุกร์ที่ 31 ก.ค.69 แทน

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถาม นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ ป้อม สส.บัญ ชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่าในวันนี้จะมีการเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกครั้งที่ 2 หรือไม่ หรือจะส่งทนายความขอเลื่อนหมายเรียกหรือไม่นั้น โดย นายภาวุธ เปิดเผยผ่านทางโทรศัพท์ว่า วันนี้ตนยังจะไม่ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน เนื่องด้วยติดประชุมกรรมาธิการ ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้มอบหมายให้ทนายความส่งเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกไปเป็นวันที่ 3 ส.ค.69 พร้อมยืนยันว่าในวันดังกล่าวจะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นเวลาใดจะขอปรึกษากับทีมงานก่อน ขณะที่ประเด็นเรื่องหมายเรียกครั้งที่ 2 ที่มีการนัดหมายวันนี้ ตนยังไม่เห็นเอกสารหมายเรียกดังกล่าวแต่อย่างใด

ขณะที่ รายงานภายในจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) เผยว่ากรณีที่นายภาวุธ จะไม่ได้เดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2 และไม่ได้ส่งทนายทนายความมาขอเลื่อนนั้น ทางพนักงานสอบสวนจะไม่ได้มีการขอศาลออกหมายจับแต่อย่างใด เนื่องด้วยก่อนหน้านี้นายภาวุธได้เคยเข้ามาแสดงตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวนเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็ได้มีการโทรศัพท์ประสานกับคณะพนักงานสอบสวนไว้แล้ว ว่าจะไม่ได้มีการเข้ามาพบแต่อย่างใด จึงไม่ถือเป็นการขัดต่อหมายเรียกครั้งที่ 2 ทำให้กำหนด การนัดหมายยังเป็นวันที่ 3 ส.ค.69

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีของดาราชายชื่อดัง ที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 นัดหมายให้เข้าพบในวันที่ 3 ส.ค.69 เวลา 10.00 น. ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มอบหมายให้ทนาย ความดำเนินการประสานขอเลื่อนหมายเรียกครั้งที่ 1 แต่อย่างใด