‘ธนกร’ ลงพื้นที่สงขลา รับฟังปัญหาด่านชายแดนสะเดา

‘ธนกร’ ลงพื้นที่สงขลา รับฟังปัญหาด่านชายแดนสะเดา

‘ธนกร’ ลงพื้นที่สงขลา รับฟังปัญหาด่านชายแดนสะเดา

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.40 น.

“ธนกร” ลงพื้นที่สงขลา รับฟังปัญหาด่านชายแดนสะเดา เผยชาวบ้านยื่น 5 ข้อเรียกร้องหลังเปิดใหม่ เพื่อพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวชายแดนด่านนอกอย่างยั่งยืน เย้ยดีลลับแดง-เขียวเปลี่ยนนายกฯ ตกคณิตศาสตร์ ชี้จะปูดข่าวทั้งทีลองนับเลขเก้าอี้ ส.ส.ดูก่อน ย้ำพรรคร่วมรัฐบาลยังแน่นปึ้ก

31 กรกฎาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา เพื่อรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชน โดยมีนายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย และนายศาสตรา ศรีปาน ประจำสำนักเลขาธิการนายกฯให้การต้อนรับ

นายธนกร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาลไทยและมาเลเซียได้ทำพิธีเปิดใช้งาน “ด่านพรมแดนสะเดาแห่งใหม่” อย่างเป็นทางการว่า เป็นการยกระดับการขนส่ง โดยตัวด่านใหม่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ขยายของอำเภอสะเดา เชื่อมต่อกับด่านบูกิตกายูฮิตัม ประเทศมาเลเซีย ในขณะที่ด่านเดิม ตั้งอยู่บริเวณบ้านคลองพรวน ถนนกาญจนวณิชย์ ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา (ย่านเศรษฐกิจใจกลางชุมชนด่านนอก) เปิดให้บริการมานานกว่า 30 ปี ทั้งนี้ การย้ายและเปิดใช้งานด่านใหม่ดังกล่าวทำให้ชาวบ้านและผู้ประกอบการในย่านเศรษฐกิจด่านนอกเกิดความกังวลว่า พื้นที่การค้าเดิมจะซบเซาและกลายเป็นเมืองร้าง จึงเรียกร้อง 5 ข้อต่อรัฐบาล ดังนี้

1. คงการใช้งานด่านเก่า (บริเวณด่านนอก) โดยเปิดใช้งานคู่ขนานกับด่านใหม่ รวมทั้งกำหนดช่องทางเข้า-ออกอย่างน้อยอย่างละ 3 ช่องทาง เพื่อรักษาเศรษฐกิจของชุมชนด่านเดิมที่ไม่ควรถูกตัดขาด

2. จัดระเบียบเส้นทางคมนาคมแยกประเภทรถให้ชัดเจน โดยด่านเก่า (ด่านนอก) ให้เป็นเส้นทางสำหรับรถนักท่องเที่ยว รถยนต์ส่วนบุคคล รถตู้ และรถทัวร์ ผ่านเข้ามาเที่ยวในย่านธุรกิจใจกลางเมือง ส่วนด่านใหม่ ให้กลุ่มรถขนส่งสินค้า และรถบรรทุกขนาดใหญ่ใช้ทั้งหมด เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดและอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์

3. ทำบันทึกข้อตกลง (MOA) หรือเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการจากภาครัฐว่าจะไม่ปิดด่านเก่าในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน

4. รัฐร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยทำ MOU ร่วมกับผู้ประกอบการทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันวางแผนพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวชายแดนด่านนอกอย่างยั่งยืน

5. ติดป้ายบอกทางให้ชัดเจน โดยจัดทำป้ายบอกเส้นทางขนาดใหญ่ให้ทั่วถึง เพื่อนำทางนักท่องเที่ยวให้เดินทางมายังด่านเก่าและย่านการค้าด่านนอกได้อย่างถูกต้อง  ทั้งนี้ตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

นายธนกร ยังกล่าวถึงกรณีที่นายไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองระบุว่า มีดีลลับแดง-เขียว พูดคุยกันที่โมนาโกเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนในการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ส่วนตัวไม่ให้น้ำหนักกับคำพูดของนายไทกรอยู่แล้ว และถ้าคนที่มองการเมืองออก เล่นการเมืองเป็น ย่อมรู้ว่าถ้าจะมีการเจรจากันจริงก็แค่ยกหูหรือไปหาที่บ้านก็ได้ ไม่จำเป็นต้องบินไปคุยกันถีงต่างประเทศ นอกจากนี้ ที่ผ่านมาในหลายๆ ครั้ง นายไทกรก็มักจะพูดลอยๆ แต่ไม่เคยแสดงหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันอะไรเลย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวนายไทกรเอง แล้วสุดท้ายสังคมจะเลิกเชื่อถือคำพูดของนายไทกรในที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีฝ่ายการเมืองบางฝ่ายเชื่อว่ารัฐบาลในเวลานี้มีรอยร้าว นายธนกร กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าเสียงในสภาฯ ของพรรคร่วมรัฐบาลยังมั่นคงแข็งแรง หากเรื่องไหนที่พรรคร่วมรัฐบาลมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันทางการเมือง ก็จะนำทุกประเด็นไปหารือกันในคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ทั้งเรื่องกฎหมายไปจนถึงประเด็นทางการเมือง ซึ่งทุกเรื่องสามารถพูดคุยกันได้

“ทุกพรรคร่วมรัฐบาลมีความคิดเห็นที่ต่างกันทางการเมืองถือเป็นเรื่องปกติ แต่สามารถหาจุดกึ่งกลางร่วมกันเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติได้ เรื่องดีลลับแดง-เขียวผมมองว่าเลอะเทอะ ตกคณิตศาสตร์ คนพูดก่อนออกมาปล่อยข่าวได้ลองนับเลขดูก่อนแล้วหรือยังว่าเก้าอี้ ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทยมีอยู่เท่าไหร่ เอาเวลาไปทำอะไรที่มันเข้าท่าเข้าทาง ทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์ยังดีกว่า” นายธนกร กล่าว

ปกรณ์ เร่งรื้อกฎหมายกว่า 100 ฉบับ ลดต้นทุนธุรกิจ เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ อีก 1-2 เดือนเห็นผล

ปกรณ์ เร่งรื้อกฎหมายกว่า 100 ฉบับ ลดต้นทุนธุรกิจ เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ อีก 1-2 เดือนเห็นผล

ปกรณ์ เร่งรื้อกฎหมายกว่า 100 ฉบับ ลดต้นทุนธุรกิจ เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ อีก 1-2 เดือนเห็นผล

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

“ปกรณ์” รับลูกข้อเสนอเอกชน เร่งรื้อกฎหมายกว่า 100 ฉบับ ลดต้นทุนธุรกิจ เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ เน้นท่องเที่ยว อุตสาหกรรม อีก 1-2 เดือนเห็นผล

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศว่า ขณะนี้ได้เริ่มทำงานร่วมกับภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อตรวจสอบกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ

ทั้งนี้ กฎหมายที่ภาคเอกชนเสนอให้แก้ไขล่าสุดมีประมาณ 100 กว่าฉบับ โดยข้อเสนอส่วนใหญ่มาจากสภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้า ซึ่งยังต้องจัดกลุ่มรวมกันให้ชัด เพื่อแยกว่ากฎหมายใดกระทบต่อเศรษฐกิจและการแข่งขันมากที่สุด

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวทางทำงานครั้งนี้จะไม่ทำเป็นแผนแม่บทขนาดใหญ่ เพราะใช้เวลานานและอาจไม่ทันสถานการณ์ แต่ได้ขอให้ภาคเอกชนระบุให้ชัดว่า กฎหมายไม่ดีตรงไหน ต้องแก้ถ้อยคำใด เมื่อได้ร่างข้อความที่ชัด จะนำไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทันที

นายปกรณ์ กล่าวว่า หลังรับฟังความคิดเห็นและได้ข้อสรุปร่วมกัน จะเสนอหลักการต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานเจ้าของกฎหมายไปดำเนินการแก้ไขตามระบบ โดยจะเน้นเรื่องที่ทำได้จริงและเกิดผลต่อผู้ประกอบการเร็วที่สุด

ทั้งนี้ รัฐบาลจะจัดลำดับความสำคัญของกฎหมายตามยุทธศาสตร์ 7 Leading Thailand โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเอกชนสะท้อนตรงกันว่า หากต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังสูง ไทยจะแข่งขันกับประเทศอื่นได้ยากขึ้น

นายปกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ให้ทีมงานหารือล่วงหน้ากับภาคเอกชนแล้ว เพื่อดูว่าข้อเสนอใดเป็นประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้จริง โดยมีการจัดทำระบบให้เอกชนสามารถใส่ประเด็นเข้าไปและเพื่อติดตามความคืบหน้าของแต่ละเรื่องได้ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีต้นทุนเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะราคาพลังงานที่สูงมาก ซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกธุรกิจ หากไม่แก้เรื่องเหล่านี้ควบคู่กัน การแก้กฎหมายอย่างเดียวอาจยังไม่พอ

“เดิมคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว คาดว่าอีก 1-2 เดือนจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยต้องเร่งทำ เพราะเวลาไม่รอ วาระรัฐบาลเดินเร็ว และประเทศต้องการความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้” นายปกรณ์ กล่าว 

ศุภชัย งัด พุทธภาษิตเตือน นันทนา บอกระวังตก ปากปล่องภูเขาไฟ

ศุภชัย งัด พุทธภาษิตเตือน นันทนา บอกระวังตก ปากปล่องภูเขาไฟ

ศุภชัย งัด พุทธภาษิตเตือน นันทนา บอกระวังตก ปากปล่องภูเขาไฟ

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.57 น.

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความระบุว่า  นันทนา ขวัญใจของผม 
พุทธภาษิตว่าไว้

“นตฺถิ สจฺจสมํ ธมฺมํ”

“ไม่มีธรรมใดเสมอด้วยความสัตย์”

พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า

“ผู้ที่ไม่ละการพูดเท็จ ย่อมทำบาปได้ทุกอย่าง“

ที่คุณกล่าวว่าผู้มาชุมนุมกัน 300 คน ลงขันกันเอง จ่ายค่าห้องจัดเลี้ยง มีใบเสร็จหรือไม่

เพราะ”ใบเสร็จ“ที่ผมมีมันระบุว่าคุณ…….หิรัญ……จากฟ้าเดียวกัน นะจ๊ะ

ใครเท็จใครแท้ก็จะได้พิสูจน์กัน 

แต่เรื่องบาปใครพูดเท็จก็รับบาปเอาก็แล้วกัน เรื่องนี้ตัวใครตัวมัน

จะให้ผมเป็น“กอลลัม” ก็โอเคนะอย่างน้อยผมก็ได้หลอกล่อคุณมาอยู่ที่ ปากปล่องภูเขาไฟได้แล้ว รอดูกันว่าใครจะตกลงไปในปล่องภูเขาไฟนั้น

FC ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แบบ พี่ติ๊กชิโร่เลย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : นันทนา ฮึ่มกลับ ศุภชัย ปมรวมตัว 300 สว.ประชาชน ลั่นจ่ายเงินเอง ไม่เคยโกงเข้ามา

ศุภชัย สวนกลับ สว.นันทนา ใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่ต้องร้อนตัว แฉเรียกประชุม สว.ส้ม ไม่ได้แชร์ค่าใช้จ่ายกัน

พรุ่งนี้ 1 สิงหาคม 69 เริ่มใช้มาตรการใหม่! ใบสั่งค้างชำระ มีผลต่อการต่อภาษีรถ ไม่ได้ป้ายภาษีฉบับจริง

พรุ่งนี้ 1 สิงหาคม 69 เริ่มใช้มาตรการใหม่! ใบสั่งค้างชำระ มีผลต่อการต่อภาษีรถ ไม่ได้ป้ายภาษีฉบับจริง

พรุ่งนี้ 1 สิงหาคม 69 เริ่มใช้มาตรการใหม่! ใบสั่งค้างชำระ มีผลต่อการต่อภาษีรถ ไม่ได้ป้ายภาษีฉบับจริง

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.18 น.

เริ่มพรุ่งนี้ 1 สิงหาคม 69 ต่อภาษีรถ พบใบสั่งจราจรค้างชำระไม่ได้ป้ายภาษีฉบับจริง เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยทางถนน ตั้งเป้าลดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุให้เหลือ 12 คน ต่อประชากร 1 แสนคน

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยทางถนน ตามแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565-2570 กำหนดเป้าหมายลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือ 12 คนต่อประชากร 100,000 คน  และเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางขององค์การสหประชาชาติ รัฐบาล โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก ได้ลงนามความร่วมมือเชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งจราจรรูปแบบใหม่ ปรับระบบให้เป็นไปตามแนวคำพิพากษาศาลปกครอง หลักนิติธรรม และมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งระบบใหม่จะเปิดให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลใบสั่งของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนดำเนินการชำระค่าปรับ  โดยระบบจะเพิ่มรายละเอียดสำคัญ ได้แก่ สำเนาใบสั่ง สำเนาหนังสือแจ้งเตือน สำเนาหลักฐานการส่งไปรษณีย์ตอบรับ และข้อมูลเจ้าพนักงานจราจรผู้ออกใบสั่ง

“ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป หลังจากออกใบสั่ง ประชาชนผู้กระทำผิดยังไม่ชำระค่าปรับ เจ้าหน้าที่จะจัดส่งหนังสือแจ้งเตือนตามขั้นตอนของกฎหมาย หากยังไม่มีการชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด ข้อมูลใบสั่งค้างชำระจะถูกเชื่อมโยงไปยังกรมการขนส่งทางบก โดยกระบวนการทั้งหมดคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 60-90 วันนับจากวันที่ออกใบสั่ง หากประชาชนตรวจพบว่ามีใบสั่งจราจรค้างชำระ สามารถตรวจสอบรายละเอียดและชำระค่าปรับผ่านนายทะเบียนขนส่งได้ทันที แต่หากยังค้างชำระใบสั่งสามารถชำระภาษีรถประจำปีได้ แต่จะยังไม่ได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีหรือป้ายภาษีฉบับจริง จนกว่าจะชำระค่าปรับตามใบสั่งครบถ้วน” นางสาวพลอยทำเล ย้ำ

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากประเทศไทยยังมีสถิติอุบัติเหตุทางถนนและความสูญเสียในระดับสูง ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากการขาดวินัยจราจร รวมถึงการมีใบสั่งจราจรค้างชำระ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ผู้ใช้รถใช้ถนน และนักท่องเที่ยว การเชื่อมโยงข้อมูลครั้งนี้ จะช่วยกำหนดมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายให้ชัดเจน ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามหลักนิติธรรม พร้อมสนับสนุนการปรับพฤติกรรมผู้ขับขี่ ส่งเสริมวินัยจราจร และเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว ช่วยลดอุบัติเหตุ และสร้างวินัยจราจรอย่างเป็นรูปธรรม

อุทธรณ์แล้ว 2.1 แสนราย รัฐบาลเร่งทบทวนสิทธิ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ เกณฑ์รถเก่า

อุทธรณ์แล้ว 2.1 แสนราย รัฐบาลเร่งทบทวนสิทธิ 'บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ' เกณฑ์รถเก่า

อุทธรณ์แล้ว 2.1 แสนราย รัฐบาลเร่งทบทวนสิทธิ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ เกณฑ์รถเก่า

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.52 น.

รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกคนมีรถเก่า ทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อุทธรณ์แล้วสองแสนกว่าราย

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569.นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรีรับทราบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาการถือครองยานพาหนะสำหรับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลผู้ที่เข้าเกณฑ์ได้รับคืนสิทธิจากสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ 214 สาขา และศูนย์ One Stop Service ของกระทรวงมหาดไทยในระดับอำเภอ เพื่อส่งต่อให้กระทรวงการคลังดำเนินการคืนสิทธิตามโครงการ โดยประชาชนไม่ต้องยื่นอุทธรณ์หรือดำเนินการเพิ่มเติม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ลดภาระการเดินทางและการยื่นเอกสารซ้ำซ้อน ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ได้รับคืนสิทธิจะประกาศอย่างเป็นทางการภายหลังการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลจากทุกหน่วยงานแล้วเสร็จ

สำหรับการเปิดให้ทบทวนสิทธิภายหลังการปรับเกณฑ์ ข้อมูลเฉพาะในส่วนของกรมขนส่งทางบก มีผู้ยื่นคำร้องอุทธรณ์แล้วกว่า 2.1 แสนราย ครอบคลุมยานพาหนะประมาณ 3.7 แสนคัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์ประมาณ 3.1 แสนคัน รถยนต์ 6.4 หมื่นคัน และยานพาหนะประเภทอื่นกว่า 2พันคัน โดยจังหวัดที่มีผู้ยื่นอุทธรณ์มากที่สุด ได้แก่ นครราชสีมา รองลงมาคือ เชียงใหม่ ลำปาง เพชรบูรณ์ และนราธิวาส ตามลำดับ ส่วนสาเหตุหลักของการอุทธรณ์ คือ กรณียานพาหนะมีอายุเกินเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงกรณีการโอนลอยและรถที่สิ้นสภาพการใช้งาน

นางสาวรัชดา กล่าวว่า หลักเกณฑ์ใหม่กำหนดให้ ไม่นับรวมรถจักรยานยนต์ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป และรถยนต์ รถพ่วง และรถเพื่อการเกษตรที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ในการพิจารณาคุณสมบัติ ซึ่งสะท้อนการใช้ทรัพย์สินของประชาชนตามความเป็นจริงมากขึ้น และทำให้การพิจารณาสิทธิเป็นธรรมยิ่งขึ้น

“รัฐบาลปรับปรุงหลักเกณฑ์การตรวจสอบคุณสมบัติผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของประชาชน พร้อมอำนวยความสะดวกด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อลดภาระการยื่นเอกสารและการอุทธรณ์ ทั้งนี้ ผู้ที่ประสงค์จะขอทบทวนสิทธิยังสามารถยื่นคำร้องได้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และการได้รับสิทธิจะต้องเป็นไปตามคุณสมบัติและเงื่อนไขของโครงการ” รัชดา กล่าว

อีก 100 ปีก็ไม่สงบ! ‘มาร์ค พิตบูล’เตือนรัฐเลิกหงอใส่โจรใต้ แนะอัดยาแรง ขุดรากถอนโคน คืนความสุขชาวบ้าน

อีก 100 ปีก็ไม่สงบ! 'มาร์ค พิตบูล'เตือนรัฐเลิกหงอใส่โจรใต้ แนะอัดยาแรง ขุดรากถอนโคน คืนความสุขชาวบ้าน

อีก 100 ปีก็ไม่สงบ! ‘มาร์ค พิตบูล’เตือนรัฐเลิกหงอใส่โจรใต้ แนะอัดยาแรง ขุดรากถอนโคน คืนความสุขชาวบ้าน

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.38 น.

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายณัชพล สุพัฒนะ หรือ “มาร์ค พิตบูล” หัวหน้าพรรคศรัทธา โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า  หยุดพฤติกรรมทำลาย 3 จังหวัดชายแดนใต้ !!

ผมเคยเดินทางไป 3 จังหวัดชายแดนใต้ และยังประทับใจมาจนทุกวันนี้ ยืนยันได้พี่น้องชาวใต้ ไม่ว่าจะไทยพุทธหรือมุสลิมมีความเป็นมิตรกับคนต่างถิ่นที่มาเยือน ผมเดินในตลาดและรับรู้ได้ถึงความน่ารัก พ่อค้าแม่ค้ายิ้มแย้มแจ่มใส และออกจะขี้อายนิดๆ แต่พอได้คุยถูกคอกันแล้ว จะคุยไม่หยุด ให้ความเป็นกันเอง บางทีก็มีมุกตลกด้วย …

แต่วันนี้ 3 จังหวัดชายแดนใต้กลายเป็นพื้นที่น่ากลัว มันชิบหาย เพราะมีแนวร่วมโจรแสดงความกร่างอวดอ้างอิทธิพล ไม่ถูกใจใครก็ข่มขู่ท้าทายและเรียกร้องให้ลงไปหาในพื้นที่ จนกลายเป็นความน่ากลัว คนก็เลยไม่กล้าไปเที่ยว เศรษฐกิจก็เลยยิ่งแย่ ไม่มีคนกล้าไปลงทุน ชาวบ้านก็เลยเดือดร้อน !!

ฝากไปถึงผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ถ้ายังปล่อยให้พวกโจร ออกมาก่อความวุ่นวาย อวดศักดา ท้าทายกฎหมายบ้านเมือง ข่มขู่ผู้เห็นต่างกันแบบนี้ .. อีก 100 ปี ดินแดนนี้ก็ไม่มีทางสงบสุข …
ทางแก้ก็คือ ต้องเร่งไล่ล่ากวาดล้างโจรแบบขุดรากถอนโคน ใครมือพฤติกรรมเป็นแนวร่วมผู้ก่อการร้ายต้องจับกุมขุมขังดำเนินคดี เพื่อให้คนในพื้นที่ได้กลับมาใช้ชีวิตกันตามปกติสุข แต่ไม่ใช่คนของรัฐกลายเป็นฝ่ายเรียกร้องขอเจรจา ทำตัวหงอ ยอมอ่อนข้อให้โจร !!

หนูไฟเขียว‘ศุภชัย’ ชนพรรคส้ม ลุยเช็คบิลคดีฮั้วสว.

หนูไฟเขียว‘ศุภชัย’ ชนพรรคส้ม ลุยเช็คบิลคดีฮั้วสว.

หนูไฟเขียว‘ศุภชัย’ ชนพรรคส้ม ลุยเช็คบิลคดีฮั้วสว.

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูไฟเขียว‘ศุภชัย’ ชนพรรคส้ม ลุยเช็คบิลคดีฮั้วสว. นันทนาเดือดโต้คืนแรง ทำตัวเป็นหมาหางด้วน

งานนี้สนุกแน่ นายกฯไฟเขียวมือกฎหมายภูมิใจไทย ตลบหลังเล่นงาน “ปชน.” โยงคดีฮั้ว สว. ในขณะที่ “ศุภชัย” เด้งรับลูกทันควันพร้อมส่งข้อมูลหลักฐานให้ กกต.ถามกลับพรรคส้ม 300 คนนัดเจอเมืองทองธานีบริสุทธิ์จริงหรือ ไม่ เจอ “นันทนา” โต้เดือดทำตัวเป็นหมาหางด้วน อ้างลงขันเองรวมตัวที่เมืองทองธานี ด้าน‘วรศิษฎ์’ไม่ทนเตรียมฟ้องคนโยงบิดามีเอี่ยว ส่วน’อนุทิน’ควง ‘พิพัฒน์-นาที’โชว์หวานสยบรอยร้าว ปล่อยมุกแดงผสมเขียวก็เป็นน้ำเงินอยู่ดี

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ประธานคณะทํางานด้านกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย เรียกร้องให้ตรวจสอบคืนกรณีฮั้วสว.สีส้ม นายกฯเห็นด้วยกับแนวทางนี้หรือไม่

อนุทินไฟเขียวศุภชัยทำตามหน้าที่

โดยกล่าวว่านายศุภชัยทําหน้าที่ของท่านในฐานะทําหน้าที่รับผิดชอบทางด้านกฎหมาย เมื่อถามว่าถ้าเห็นว่ามีช่องไม่ผิดกฎหมายก็ไฟเขียวใช่หรือไม่

นายกฯกล่าวว่ามันเป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องทำความถูกต้องให้เกิดขึ้นเพราะถ้ามันมีคดีความอะไรต่างๆขึ้นมา ในพรรคที่ท่านรับผิดชอบในฐานะของสมาชิกพรรคก็ต้องได้รับการปกป้องและชี้แจงในสิ่งที่เป็นความจริงให้ประชาชนได้ทราบเราเปิดเผยหมดทุกอย่าง รัฐบาลนี้เปิดเผยหมดทุกอย่างอยู่แล้วผู้สื่อข่าวยังบอกเลยตนพูดมากเกินไปด้วยซ้ำเพราะตนเปิดเผย

ยันเคารพกฎหมาย-ไม่ใส่ร้ายใคร

เมื่อถามย้ำว่าจุดตัดของเรื่องนี้อยู่ที่เส้นทางการเงินใช่หรือไม่ถ้าสุดท้ายพรรคประชาชนไม่สามารถเปิดเส้นทางการเงินได้ นายกฯกล่าวว่าเวลาคดีมันอยู่ในกระบวนการแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตนถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในรูปคดีเพราะฉะนั้นผู้สื่อข่าวต้องไม่ถามตนเพราะพูดออกไปอาจจะเสียรูปคดีและไม่เกิดประโยชน์อะไรเพราะทุกอย่างอยู่ในกระบวนการไม่ว่าจะเป็นกระบวนการยุติธรรมผ่านองค์กรไหนก็ตาม กระบวนการทั้งหลายก็เดินหน้าต่อไป เราเคารพกฎหมายเท่านั้นเอง ไม่ต้องไปใส่ร้ายใคร

มท.4ชี้พ่อจ่อแจ้งความคดีพยานฮั้วสว.

ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพยานคดีฮั้วสว.พาดพิง นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ (โกเกียรติ)บิดาว่าถ้าหากเลือกสว.ตามสูตรนี้สำเร็จลูกตนจะได้ตำแหน่งในรัฐบาล โดยนายวรศิษฎ์ถามกลับว่า“ง่ายขนาดนั้นเลยหรือ?หลังจากนี้ผู้ที่ถูกพาดพิงก็คือคุณพ่อจะไปแจ้งความเพราะหากมีการพูดแบบนี้มันไม่ยุติธรรมสำหรับตัวเองและคุณพ่อ”

เมื่อถามว่าเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองหรือไม่ นายวรศิษฎ์ตอบว่าตนไม่ทราบเหตุผล แต่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่มีความพยายามในการสร้างขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หรือจะเป็นเรื่องอื่นตนก็ไม่ทราบ

ท้ามีหลักฐานส่งให้เจ้าหน้าที่เลย

เมื่อถามอีกว่าการที่ฝ่ายค้านระบุว่าหลักฐานที่เปิดมามีเพียง 5% ที่เหลืออีก 95% มีจริงหรือไม่หรือแค่พูดขึ้นมาลอยๆ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่าต้องไปถามเขา และในความเป็นจริงเรื่องนี้ปีกว่าแล้ว ทุกอย่างทำมาเสร็จแล้วและถ้าหากมีหลักฐานจริงไม่ต้องเอามาให้ตนหรือให้สื่อ ให้นำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ เพราะเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า คดีเรื่องฮั้วสว.เป็นการสร้างวาทกรรมทางการเมืองใช่หรือไม่

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ก็มีคนทำมาตลอดเมื่อถามย้ำอีกว่าได้คุยกับคุณพ่อแล้วหรือไม่ นายวรศิษฎ์ ระบุว่า ก็พูดคุยกันอยู่ แต่ว่าไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ

เมื่อถามย้ำว่า ทางด้านฝ่ายค้านต้องการให้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น หากมีข้อมูลจริงยอมหน้าหงายนั้น นายวรศิษฎ์ ย้อนถามกลับว่า

“พูดอะไรในเมื่อยังไม่เคยเกิดขึ้นเรื่องไม่ได้เป็นแบบนั้นแค่นั้นเอง”

ศุภชัย’ซัดฝั่งส้ม!ปัดภท.ฮั้วสว.

วันเดียวกัน นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงคดีฮั้วการเลือกสว.ผ่านรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอว่ามีนักวิชาการบางท่านไปออกรายการแล้วบอกว่าสว.ส้ม สว.ประชาชนทำผิดฮั้วก็ไปร้องเลยสิ ตนเลยบอกว่าตามกฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)สามารถดำเนินการได้ แต่หากจะให้ช่วยร้อง ตนก็ยินดีซึ่งหากมีการสู้กัน ตนคงไม่นั่งเฉยๆ คงไปค้นหา ตนก็มีข้อมูลอยู่ ไม่ได้เล่นๆ เพียงแต่ว่าตนคิดว่าที่ผ่านมาไม่เกี่ยวกับพรรคตนคิดว่าสิ่งที่ตนรับรู้มาก็ไม่ต่างกับสิ่งที่คุณกล่าวหาเขา แต่คุณลากเข้ามาแล้ว ลากมาบอกว่าเกี่ยวกับพรรค ตนก็จำเป็นที่จะต้องตอบโต้ ตนไม่คิดจะไปร้อง ที่ผ่านมาก็เห็นว่าสว.ครบ 200 คนก็ทำหน้าที่กันไป ใครผิดคุณสมบัติ สว.สำรองก็เข้าทำหน้าที่แทน แต่ถ้าคิดจะกล่าวหากันตนก็มีข้อที่กล่าวหาท่านได้

ย้อน300คนนัดเจอเมืองทองธานีบริสุทธิ์จริง?

นายศุภชัย ตั้งคำถามว่าก่อนหน้าที่จะมีการนัดประชุมของอดีตผู้สมัคร สว.ประชาชนที่เมืองทองธานี 300 คน มีการนัดแนะกันหรือไม่ ท่านไปเจอกันที่จังหวัดไหน ไปเจอกันอย่างไร คิดว่าหูตาไม่มีหรือ เขาเจอกันหมด

“ท่านไปตรงไหนอย่างไร คิดว่าผมไม่ทราบหรือ แล้วถามว่าตรงนั้น ฮั้วหรือไม่ ไปเจอกันตรงไหน ทุกคนมาด้วยใจศรัทธาหรือ ผมมีหลักฐาน เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่กระบวนการแปลกประหลาดล้ำลึกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ทำให้มั่วกันอยู่แบบนี้”นายศุภชัย กล่าว

เมื่อถามว่าก่อนหน้ารอบ300คนของสว.ประชาชน มีจัดก่อนหน้านั้นแล้วใช่หรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า “ใช่หรือไม่ครับ”แล้วมากันทั้งประเทศ77จังหวัด ก็จากอำเภอมาจังหวัด จังหวัดมาประเทศ ของท่านมีอยู่ 300 คนมารวมกัน หมายความว่าจริงๆมีขั้นตอนแต่ละอำเภอ แต่ละจังหวัด กว่าจะมาถึงเวทีนี้

“กลุ่มก้าวหน้าบวกกับไอลอว์ Senate 67ท่านก็มีกระบวนการชวนเชิญกัน ถามว่าวิธีการที่จะทำให้เลือกมา ก็ต้องมีกระบวนการคิดสูตรกัน ถามว่าท่านไม่คิดกันหรือ ถามว่ามีคนที่ถูกวางไว้เป็น สว.ตัวจริงจากคนที่มาเป็นโหวตเตอร์มีหรือไม่ ผมว่าที่ท่านกล่าวหา สว.สีน้ำเงิน สูตรมันก็ไม่ต่างกัน บางคนก็มาเพียงเพื่อเป็นโหวตเตอร์แค่นั้น” นายศุภชัย กล่าวและถามอีกว่า กิจกรรมที่จัดรณรงค์ให้คนมาสมัคร สว.2,500บาทเพื่อให้เป็นเพียงโหวตเตอร์ ปุถุชนธรรมดามีอุดมการณ์อันแรงกล้าก็อาจจะเป็นจริงก็ได้ แต่ตนไม่เชื่อว่าจะเป็นทั้งหมด แบบนั้นมันโลกสวย โลกนี้มันไม่ได้สวยแบบนั้น ตนก็ไม่เชื่อความบริสุทธิ์ของท่านทั้งหลาย

“ท่านจะมาร้องคนอื่น ที่บอกว่าจับแพะชนแกะอยู่ตอนนี้ เขามีส่วนเกี่ยวข้องท่านก็พยายามลากกัน เพราะฉะนั้นผมไม่เชื่อว่าเป็นใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่องในโลกนี้ท่านก็บอกว่าบริสุทธิ์อยู่คนเดียว คนอื่นชั่วหมด โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น ผมก็ไม่เชื่อว่าท่านจะบริสุทธิ์ ไม่ได้ระบุว่าใครนะ”นายศุภชัย กล่าว

ดักคอลากเอากก.บห.พรรคมีเอี่ยว

เมื่อถามว่าฝั่งนั้นเขาบอกว่าเขาไม่มีโพย ไม่มีค่าตั๋วเครื่องบิน รวมตัวธรรมชาติ ไม่มีการจ่ายค่าโหวต นายศุภชัย กล่าวว่า ตนก็รู้คำตอบว่าเขาต้องตอบแบบนั้น มันไม่พิสดาร

“ยกตัวอย่าง 9 คนของผม บางคนถูกข้อกล่าวหาว่ามีผู้ช่วยของใครบางคนขับรถนั่งรถคันเดียวกัน พามาส่งเพื่อจะมาประชุม ผมถามกลับว่า 300คนของท่านมากันคนละคันหรือ มีหรือไม่ประเภทที่มากันหลายคนในคันเดียวกัน แล้วแบบนั้นมันผิดหรือมาเมืองทองคนไม่เคยมาก็หลงตายเลย คุณพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คุณทำ เพราะเรื่องบางเรื่องก็ไม่เป็นความผิด แต่คุณพยายามที่จะกล่าวว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิด” นายศุภชัย กล่าว

ส่วนกรณีที่เปิดเผยเส้นเงินนายศุภชัยกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องแยกส่วน หัวหน้าพรรคแจ้งเตือน 2 ครั้งว่าเรื่อง สว.คนเป็นสส.ไปยุ่ง ถือว่าผิด ตนเป็นคนช่วยร่างหนังสือแจง สส. ในพรรคภูมิใจไท แต่ก็ห้ามไม่ได้ ถ้าข้อเท็จจริงที่พนักงานไต่สวนเสนอไปถึงคณะกรรมการชุดใหญ่ ใครที่พบการกระทำความผิดก็ไม่ปกป้องอยู่แล้ว ท่านก็ไปสู้คดีไป จะพ้นจากตำแหน่งอะไรที่มีอยู่ก็พ้นไป แต่อย่าลากเอาคำว่าพรรค และกรรมการบริหารพรรคเข้าไปว่าผิดด้วย ตนเป็นคนกำกับไม่ให้ใครทำผิดกฏหมาย เพราะฉะนั้น ตนรู้ว่าแต่ละคนไม่ได้ยุ่งเกี่ยว

ชี้พบอนุทินที่พูลแมนไม่ใช่เรื่องแปลก

ส่วนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถูกพาดพิงว่าไปโรงแรมพูลแมน แล้วมีผู้สมัคร สว. เข้าพบ นายศุภชัย กล่าวว่า เรื่องนั้นเป็นสิ่งที่บอกเล่า แต่ถามว่าการกระทำนั้นผิดการโกงเลือก สว.ตรงไหน โรงแรมพูลแมน พวกตนก็ไปกันบ่อย อย่างตนเวลาจะไปหารือ หรือพบหัวหน้าพรรค เพื่อนำเอกสารให้ลงนาม ก็เป็นเรื่องปกติ มีชุมนุม สว.จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ ก็คิดกัน แต่ถามว่าหากหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยไปเจอแล้วเขาทักทาย ผิดหรือไม่ ตนเชื่อว่าพนักงานไต่สวนของ กกต. คงสรุปเรื่องนี้กันอยู่ เพราะเขาอ้างว่าเรื่องนี้มีคนเล่า นายยิ่งชีพ อัฒานนท์ ประธานไอลอว์ บอกว่ามีผู้สมัครมาเล่าให้ฟัง ก็เล่าไปแล้ว เพราะฉะนั้นคงอยู่ในสำนวนแล้ว ส่วน กกต.จะตัดสินอย่างไรก็เป็นเรื่องของท่าน

“พูลแมนกับอนุทินไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะท่านอนุทินไปตั้งแต่โดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง กว่าจะหลุดมาเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พูลแมนก็เป็นสถานที่ที่ท่านอนุทินไปเป็นประจำอยู่แล้ว Randomเข้าไปวันไหนอาจจะเจออนุทิน”นายศุภชัย กล่าว

กกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ส่งศาลตามใจใคร

นายศุภชัย ระบุว่าวันนี้โวยวายแล้วมาบอกว่ากกต.ต้องส่งศาลอย่างเดียว เพื่อสนองความต้องการของคุณ ไม่ให้ความเคารพต่อการวินิจฉัยหรือ เขาอำนาจตามกฎหมายของเขา ทั้งหมดอยู่ในดุลยพินิจของ กกต.ไม่ใช่ว่าท่านมีหน้าที่ส่งศาลอย่างเดียว กกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ ปัญหาอยู่ที่ว่าวันนี้แยกไม่ออกระหว่างความถูกต้องกับความถูกใจ พร้อมยามว่าเหตุอันควรสงสัยก็ต้องคำนึงถึงบุคคลที่ถูกกล่าวหาด้วย

เมื่อถามถึงพยานที่ออกมาระบุว่าไปนอนที่โรงแรมแห่งหนึ่งแถวจ.อยุธยาแล้วบอกว่าเดี๋ยวคณะของนายอนุทินจะมาถือเป็นหลักฐานหรือไม่ นายศุภชัยกล่าวว่า ตนถามกลับก่อนดีกว่าผู้สมัคร 300 คนสีส้มของคุณนอนพักกันที่ไหน อาจจะนอนกันที่โรงแรมเดียวกันก็ได้ แล้วผิดหรือไม่ ที่อยุธยาคนมาจากทั่วราชอาณาจักร อยุธยาเป็นสถานที่ที่ใกล้กรุงเทพฯมากที่สุดใช้เวลามาที่เมืองทองธานีสักครู่ก็ถึงส่วนที่มีการระบุว่ารัฐมนตรีบางท่านพักอยู่ที่นั่นนายศุภชัย ยืนยันว่าไม่มีใครอยู่ อย่างนายศุภชัย โพธิ์สุก็เป็นเรื่องของนายศุภชัย ถ้าพบว่าใครกระทำผิดก็ฟ้องไป ส่วนนายภราดร ปริศนานันทกุลรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตนได้สอบถามไปว่าเป็นอย่างไรเขาก็ชี้แจงว่าไม่จริงรวมถึงได้สอบถามน้องชายของนายภราดรด้วย (นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล)ตนคิดว่าเขาไม่โกหก

ตอกกลับฮั้วกันไปสู้อีกกลุ่มไม่ได้

“ผมบอกว่ามีคำอยู่คำหนึ่ง คุณมากล่าวหาว่าผมเป็นโจร แต่ผมไม่ได้เป็นโจร นี่คือ“ขโมยเรียกจับโจร”ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้เป็นโจร แต่คุณก็เป็นขโมยเหมือนโจรถ้าคุณบอกฮั้วแต่ไม่ผิดคุณก็เป็นขโมยนี่แหละ”นายศุภชัย กล่าว

ส่วนที่ฝั่งสว.สีน้ำเงินได้เก้าอี้มาเยอะนายศุภชัย กล่าวว่า แล้วอย่างไร เรื่องสูตรพวกนี้ ตนคิดว่า ถ้าตนนั่งอยู่ในฐานะที่จะไปเลือกแล้วทำให้ตัวเองได้เป็น สว.น่าปวดหัวตายเลย ตนต้องเลือกไม่รู้กี่ครั้ง แต่ในที่สุดแล้ว เมื่อคุณได้มาแค่นั้น ก็แปลว่าสิ่งที่คุณฮั้วกัน คุณไปสู้อีกกลุ่มไม่ได้ ที่ผ่านมาคิดกันไม่ใช่สีเดียว สีอื่นก็มี พอขั้นตอนไปแล้ว ก็ว่าไปตามกติกา

นันทนา’ซัดบังซุปเดือดร้อนแทนสว.น้ำเงิน

ด้าน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอกรณี นายศุภชัย ใจสมุทร ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ขู่ร้องกกต.ตรวจสอบกลุ่ม”สว.ประชาชน”นัดรวมตัว300คนที่เมืองทองธานีเข้าข่ายฮั้วเลือก สว.หรือไม่ โดยย้อนถามกลับไปยังนายศุภชัยว่า หากไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับ สว.สีน้ำเงิน จะออกมาเดือดร้อนแทนทำไม หรือแท้จริงแล้วมีความผูกพันกันมาตั้งแต่ต้นตามที่มีหลักฐานปรากฏ

และยืนยันว่าการเลือกสว.ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567มีความผิดปกติชัดเจน คะแนนมาเป็นก้อนใหญ่ 70-80 คะแนน ทั้งที่มีหลักฐานเรื่องโพย การจ้างวาน จัดขบวนรถ เสื้อสีเดียวกัน หรือการถือแฟ้มดำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประจักษ์ต่อสังคม

“ดิฉันเริ่มเห็นแล้วว่าการออกมาทำเหมือนหมาหางด้วน ที่พยายามจะบอกว่าถ้าฉันชั่ว คนอื่นก็ชั่วเหมือนกัน ทำชั่วทั่วมุมแบบที่ฉันทำ ซึ่งดิฉันคิดว่าประชาชนเขามีตา และเห็นอยู่ว่าหลักฐานการฮั้วมันชัดเจนขนาดไหน” นางสาวนันทนา กล่าว

อัดกระบวนการโกงยึดประเทศ

น.ส.นันทนา กล่าวถึงหลักฐานภาพตารางวิเคราะห์บัตรลงคะแนนจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ว่า การเลือกตัวเลขผู้สมัคร 10 ลำดับให้ตรงกันเป๊ะ ตั้งแต่บ็อกซ์ที่ 1 ถึงบ็อกซ์ที่ 10 จากผู้สมัคร 150 คน มีโอกาสเกิดขึ้นได้เพียง 1 ในหลายพันล้าน แต่กลับพบผู้สมัครประมาณ 60-70 คน เลือกตรงกันเรียงตามลำดับอย่างผิดปกติ ซึ่งเข้าข่ายกระบวนการโกงยึดประเทศ

ควักเงินลงขันเองไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก

เมื่อถามว่ากรณีการรวมตัวของผู้สมัคร สว.ประชาชน 300 คนที่เมืองทองธานี ดร.นันทนา กล่าวชี้แจงว่า เป็นการจัดกิจกรรมอย่างเปิดเผย สื่อมวลชนและ กกต. ร่วมสังเกตการณ์ตลอดงาน โดยเริ่มต้นจากการรวมตัวผ่านเว็บไซต์ Senate67 ของกลุ่มไอลอว์ (iLaw) เพื่อแนะนำตัวและแสดงแนวคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญ

น.ส.นันทนา กล่าวถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมว่า”พวกเราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกมาสมัคร สว.ต้องจ่ายค่าสมัคร 2,500 บาทด้วยเงินตัวเอง ค่าเช่าห้องประชุมเราก็รวมตัวลงขันช่วยกันจ่าย ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดที่จะต้องให้ใครเอารถมารับส่ง ซื้อเสื้อสีเดียวกันให้ ซื้อแฟ้มให้ หรือพาไปพักโรงแรมไหน พวกเราจัดการตัวเอง ซื้อเสื้อผ้าใส่เอง ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาจ่ายเงินให้ อย่าไปคิดว่าคนอื่นจะทำเรื่องชั่วๆ เหมือนตัวเอง”

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่าวันดังกล่าวไม่มีการแจกอาหารหรือน้ำดื่ม ใครหิวน้ำก็ต้องวิ่งออกไปซื้อเอง ไม่มีการอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น เพราะทุกคนมาด้วยจิตอาสาและยอมเสียสละเพื่อเข้ามาขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การที่นายศุภชัยพยายามนำเรื่องนี้มากล่าวหา จึงเป็นวิธีคิดของคนที่เคยทำพฤติกรรมแบบนั้นแล้วคิดว่าคนอื่นจะทำเหมือนกัน ซึ่งหากตนเองทำอะไรผิดจริงก็คงไม่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะขนาดตนเพียงแค่พูดว่า “คนขายหมูใช้เสียงข้างมาก ลากไปลงมติ 130 เสียง” ก็ยังโดนเสียงข้างมากของ สว.สีน้ำเงิน ลงมติว่าฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงมาแล้ว

ไม่หวั่นไหวถูกฟ้องหรือร้องกกต.

ส่วนกรณีที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.ตั้งข้อสังเกตเรื่องการแต่งตั้งอดีตผู้สมัครสว.มาเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ช่วยสว.ว่าอาจเป็นใบเสร็จการต่างตอบแทนนั้น น.ส.นันทนา ชี้แจงว่า ในส่วนตนไม่ได้มีการแต่งตั้งอดีตผู้สมัคร สว.เข้ามาทำหน้าที่ แต่การแต่งตั้งผู้ช่วย สว.ตามกติกาต้องเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถเพราะระบุคุณวุฒิขั้นต่ำไว้ที่ปริญญาตรี แต่สิ่งที่ต้องไปตรวจสอบคือกลุ่มคนที่นำอดีตผู้สมัครมาเป็นผู้ช่วย แล้วพอกระทรวงโอนเงินเดือนให้ 2เดือน กลับมีการโอนเงินคืนกลับไปให้คนบางกลุ่มซึ่งนั่นคือกระบวนการเส้นเงินในการตอบแทนโหวตเตอร์และเป็นการโกงเลือก สว. อีกรูปแบบหนึ่ง

น.ส.นันทนา ยืนยันว่าไม่รู้สึกหวั่นไหวหากจะถูกฟ้องร้องหรือถูกยื่นเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ เพราะตนเองไม่ได้โกงเข้ามา และพร้อมให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินการไปตามกฎหมาย ยินดีให้ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณาตัดสินตามขั้นตอน เนื่องจากกกต.มีหน้าที่เพียงหาเหตุอันควรเชื่อว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นเท่านั้น

ยิ่งชีพ’โชว์ภาพนับคะแนนเลือก สว.

วันเดียวกันนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่าภาพกล้องวงจรปิดเหล่านี้อยู่ในมือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มาตั้งแต่ต้น เพราะตามระเบียบของกกต.เองกำหนดให้กกต.เองนั่นแหละมีหน้าที่ตั้งกล้องถ่ายการนับคะแนนของทุกกลุ่มไว้ครับ ถ้าใครจะเอามาปล่อยก็คงเป็นคนข้างในเอง

นายยิ่งชีพระบุว่าถ้าภาพเหล่านี้จะมีความหมายพิสูจน์อะไรได้บ้าง ก็คือแสดงให้เห็นว่ามีบัตรกี่ใบที่กาหมายเลขเหมือนกัน เรียงลำดับเหมือนกัน มีผู้สมัครกี่คนที่ใจมันช่างบังเอิญมาตรงกันเป๊ะๆๆๆแบบไม่สามารถจะบังเอิญได้ จริงๆข้อมูลชุดนี้ก็มีมานานแล้วแหละ ถ้าไม่เข้าใจฝากอ่านและดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ลิงก์นี้ครับ

สำหรับนายยิ่งชีพ คือผู้เปิดโปงพฤติการณ์ และเส้นทางการเงินใน”คดีโกง สว.”ร่วมกับพรรคประชาชน (ปชน.)โดยเดินหน้ารณรงค์ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)วินิจฉัยส่งคำร้องไปยังศาลฎีกา เพื่อพิจารณาคดีนี้ ทำให้ตัวเขากำลังถูกรัฐมนตรี และนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย ฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาทอยู่ในตอนนี้

นักคณิตศาสตร์ชี้เลือกสว.ฮั้วชัดๆ

ทางด้าน นายลอย ชุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า“ผลคะแนน การแฮค‘กล้องกกต.’ เลือกส.ว.สรุป ฮั้วชัดๆก๊อปปี๊มาเป็นบล็อคๆเลย ลอกการบ้านกันมา ตัวอย่างกลุ่ม 1 รอบเช้า 154 ใบ เอามาทำเป็นตาราง 154 บรรทัดตัวอักษรสีน้ำเงินน่าจะเป็นกลุ่มที่สื่อเรียกกลุ่มฮั้วสีน้ำเงินชื่อระบายสีแดงเป็นการกามั่ว เพราะ กลุ่ม 1 มีแค่ 154 คน ไปเขียนเลข 156, 158, 184 แต่ที่พีคสุดคือ ชื่อที่ระบายสีเหลือง คือคนใส่เสื้อเหลืองมาในวันเลือก ส.ว.ลองถามพยาน ว่าจริงไหม?

นายกฯโชว์หวานสยบร้าว‘2น1พ’

ก่อนหน้านี้ ช่วงเช้าเวลา 07.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ก่อนเป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศล ปัญญาสมวาร (ครบ 50 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อมาถึงนายอนุทินได้เจอนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม และนางนาที รัชกิจประการ ภรรยานายพิพัฒน์ นายกฯจึงกล่าวทักทายพร้อมกล่าวแซวว่า“2น1พ”

จากนั้นเวลา08.00น.ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีทำบุญตักบาตร นายอนุทิน นายพิพัฒน์ นางนาทีและนางทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีได้ยืนพูดคุยกัน จังหวะหนึ่งนายอนุทินได้หยิบพระที่เหน็บในเสื้อออกมาให้นายพิพัฒน์ดู ก่อนที่นายอนุทินได้เดินจูงแขนนางนาทีพร้อมหันมากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า“นี่น.นาทีกับน.หนูไงและ1พ“

จากนั้นเวลา 08.06น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับนายพิพัฒน์และยังเดินจูงแขนนางนาที เช่นนี้เป็นการสยบข่าวความแตกแยกใช่หรือไม่ว่า“วันนี้วันพระครับ”

ยืนยันไม่กระทบการทำงาน

เมื่อถามว่าการยืนยันความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่กลับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้รู้สึกอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่รู้สึกอะไร จะบอกว่าขำก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร เดี๋ยวหาว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีก เอาเป็นว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกคนตั้งใจทำงานผลักดันงานต่างๆให้กับประเทศเมื่อถามว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์จะกระทบการทำงานหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าไม่เคยเลยครับ แต่ละท่านก็ทำงาน

เดี๋ยวตนก็จะประชุมกับนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องการไปยึดคืนที่ดินของหลวงที่อุทยานแห่งชาติ ที่ถูกบุกรุก และจะเชิญนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯมาคุยด้วย อย่าให้คนมาตีความกฎหมายต้องใช้เวลา เพราะสิ่งที่น่าเบื่อที่สุดคือพอจะเข้าไปยึดที่ดินจะบอกว่าต้องให้ศาลพิพากษาให้ถึงที่สุดก่อน ต้องใช้เวลา 20 ปี คนที่ทำผิดก็ถอนทุนไปหมดแล้ว ทุกวันนี้เราใช้หลักว่าถ้ามีความมั่นใจว่าเป็นที่ดินของรัฐ เมื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของได้ ไม่สามารถมีใครเข้ามาบุกรุก ไม่ต้องพิสูจน์สิทธิอะไรทั้งสิ้น ขับไล่ออกไปก่อนก็ทำได้เป็นอย่างดีในหลายจังหวัด”

และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ก็ทำงานด้านการต่างประเทศ จนสร้างความมั่นใจให้นานาประเทศทั้งในด้านความมั่นคง ความสัมพันธ์ทางการทูต การค้า ถ้าสังเกตหลังกลับจากประเทศจีนสถานทูตจีนประจำประเทศไทยก็ออกมาย้ำเนื้อหาสาระที่ได้พูดคุยกัน ตอกย้ำว่าความร่วมมือต่างๆจะต้องดำเนินต่อไป นายพิพัฒน์ ท่านก็ทำงานอยู่ตลอดเวลา ในเรื่องด้านการคมนาคม การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆของประเทศ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ก็ช่วยเหลืองานตนในฐานะรองนายกฯ กำกับดูแลหลายกระทรวง

รับฟังเสียงวิจารณ์สร้างสรรค์

”ทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี ตรงไหนที่มีคำวิพากษ์วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์หวังดีกับประเทศหวังดีกับรัฐบาล หวังดีกับประชาชน พวกเราทุกคนไม่ใช่รับฟังอย่างเดียว ยังนำมาปฏิบัติด้วย และพร้อมบอกว่าสิ่งที่เราได้แก้ไขได้รับฟังมาจากผู้ให้คำแนะนำต่างๆ ทำประเทศไปในทางสร้างสรรค์แบบนี้ดีกว่า บ้านเมืองเรามีกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ใครไม่พอใจอะไรก็ใช้กระบวนการยุติธรรมตัดสิน อย่าไปใช้ความรู้สึกส่วนตัว อย่าไปใช้บทวิเคราะห์ของตัวเองหรือตามสื่อต่างๆเข้ามาตัดสินว่านี้คือสิ่งที่มันกำลังจะเกิดขึ้น ไม่ใช่หรอกครับ รัฐบาลตอนนี้กำลังเดินหน้าไปพัฒนาทุกมิติได้ด้วยความก้าวหน้าและมีผลงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกวัน“ นายอนุทินกล่าว

ปัดรีเซตมท.โยกขรก.ล็อตใหญ่สค.

นายอนุทิน นายกฯและรมว.มหาดไทย ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีระบุรีเซตกระทรวงมหาดไทยในเดือนสิงหาคม จะเริ่มต้นด้วยการโยกย้าย ใช่หรือไม่ว่าทุกอย่าง อย่าไปบอกว่ารีเซตเพราะว่าคำว่ารีเซตคือให้มันมีผลในเรื่องของการดำเนินการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยเป็นสิ่งที่น่าเสียใจ คนที่กำกับดูแล และทำให้เกิดความกังวล ความไม่พอใจของประชาชน อย่างกรณีโกงข้อสอบราชการ อย่างนี้เป็นต้น แบบนี้ก็เหมือนกัน

เมื่อถามว่า ก็มีการโยกย้ายใหญ่ในเดือนสิงหาคมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คําว่าใหญ่หรือเล็กมันแปลว่าอะไร เราโยกย้ายให้ถูกต้องให้เหมาะสมกับงาน กับสถานการณ์บางช่วง ที่อาจจะเหมาะกับคนนี้ แต่พอพ้นช่วงเวลามา อาจจะเหมาะกับอีกคนหนึ่ง อันนี้เป็นสิ่งที่ผู้บริหารทุกคนต้องประเมิน เมื่อถามต่อ นายกฯยึดหลักอะไรในการโยกย้าย เป็นเรื่องของสิงห์แดงสิงห์ดําหรือเรื่องของความสามารถ นายกฯกล่าวว่า ไม่มี รัฐบาลนี้สีแดงขาว น้ำเงิน ไม่มีสีอื่น

แดงผสมเขียวก็เป็นน้ำเงินอยู่ดี’

เมื่อถามถึงกระแสข่าวมีปฏิญญาแดงเขียวโมนาโก ภายหลังจากที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม บินไปโมราโกเพื่อพบกับนายทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองอะไรหรือไม่ นายกกล่าวว่า“แดงเขียวผสมไปผสมมาก็เป็นน้ำเงินอยู่ดี”

ธรรมนัส’ปัดพบ‘แม้ว’โมนาโก                                           

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้ เมื่อกลางดึกวานนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวระบุว่า“ผมเดินทางไปพักผ่อนที่ฝรั่งเศสและโมนาโกจริงครับ ไปพักผ่อนกับครอบครัว ไม่มีเรื่องการเมืองครับ ผมไม่ชอบเป็นอีแอบครับและไม่มีความจำเป็นต้องแอบข้ามน้ำข้ามมหาสมุทรไปเจอท่านทักษิณ ชินวัตร ถึงโมนาโกผมคงไม่ต้องไปสาบานที่ไหน แค่เช็คการเดินทางของท่านทักษิณ ก็รู้ว่าท่านไม่ได้เดินทางไปโมนาโกครับ ไม่มีปฎิญญาMonaco

‘อนุทิน’สบช่องจัดทัพใหม่ จ่อล้างบางมท. สิงหาคมโยกย้ายใหญ่

‘อนุทิน’สบช่องจัดทัพใหม่ จ่อล้างบางมท. สิงหาคมโยกย้ายใหญ่

‘อนุทิน’สบช่องจัดทัพใหม่ จ่อล้างบางมท. สิงหาคมโยกย้ายใหญ่

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘อนุทิน’สบช่องจัดทัพใหม่ จ่อล้างบางมท. สิงหาคมโยกย้ายใหญ่ สลายขั้วสิงห์ดำ-แดง ‘กสถ.’นัดถกโกงสอบ

จับตา “อนุทิน” ล้างบางรื้อเก้าอี้บิ๊กขรก.มหาดไทยลอตใหญ่หลายตำแหน่ง หวังกู้ภาพลักษณ์ตกต่ำในสายตาประชาชน จากสารพัดปัญหารุมเร้า ขณะที่เจ้าตัวแบ่งรับแบ่งสู้แจงโยกย้ายเหมาะสมกับงาน ไม่มีสิงห์แดง-สิงห์ดำด้าน “วรศิษฎ์” เผยกสถ.ประชุมทุจริตสอบท้องถิ่นสัปดาห์หน้า ทุกอย่างชัดเจน ย้ำ ไม่มีมวยล้มต้มคนดูแน่ แจง ไม่ได้ล่าช้า แต่อยู่ระหว่างขั้นตอน ชี้ ตัวเลขคนโกง ป.ป.ช. มากกว่า เหตุมีบางเรื่องยังไม่เห็น

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า ตอนนี้ข้อมูลเสร็จแล้ว ต้องให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ประชุมเรื่องหลักการปฏิบัติให้เสร็จเรียบร้อย แต่ยืนยันว่า ข้อมูลเสร็จแล้ว ส่วนการประชุม กสถ.ครั้งถัดไปจะเป็นสัปดาห์หน้า ส่วนจะเป็นวันใดนั้น ต้องให้เขาไปพูดคุยกันอีกที

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีประชาชนสงสัยเรื่องจำนวนตัวเลขของผู้ที่ทุจริตสอบที่ไม่ตรงกัน ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีตัวเลขอยู่ 5,960 ราย แต่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) มีตัวเลข 5,925 ราย นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เท่าที่ตนทราบคือ 5,925 ราย ส่วนที่ตัวเลขของ ป.ป.ช.ไม่ตรงกัน เท่าที่ทราบคือ น่าจะมีในส่วนอื่นที่ทาง กสถ.ไม่ได้เห็น แต่ตนมั่นใจว่า ทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ มีข้อเท็จจริงให้ดูทั้งหมด

เมื่อถามย้ำว่า การประชุมครั้งหน้าข้อมูลทั้งหมดจะนิ่งใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยื่นหมดแล้ว เสร็จหมดแล้ว ตัวเลขครบ

ไม่ยืนยันเพิกถอนคนโกง

เมื่อถามว่า การประชุมสัปดาห์หน้าจะมีการเพิกถอนข้าราชการทุจริตทั้งหมดเลยหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า กระบวนการคือต้องเข้า กสถ. แล้วให้คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) รับทราบ และเข้าคณะกรรมการจังหวัดต่อไป โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แต่ละที่ไปจัดการต่อ ทั้งนี้ทุกอย่างมีกระบวนการของมัน ไม่สามารถกระโดดข้ามกระบวนการได้

กระทบต่อความเชื่อมั่น

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีบอกว่า ต้องสร้างความเชื่อมั่นเพราะเรื่องนี้กระทบต่อกระทรวงมหาดไทย นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนมองแบบเดียวกัน แล้วต้องทำให้เต็มที่ แต่ย้ำว่า ทุกอย่างมีกระบวนการของมัน แต่ละคนแต่ละคณะก็มีอำนาจแตกต่างกัน ดังนั้น ทุกคนต้องทำหน้าที่ของตนเอง และอยากจะให้เวลากับการทำงานด้วย อาจจะเห็นว่า ไม่มีความคืบหน้า แต่ถ้าไปดูความเป็นจริงแต่ละวันก็มีความคืบหน้าโดยตลอด ทั้งป.ป.ช.และตำรวจ มีการขยายผลไปเรื่อย ๆ

เมื่อถามว่า การตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง 5 ข้าราชการ สถ.มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า กำลังทำอยู่ แต่เรื่องนี้เราไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย ให้เขาทำไป และทราบว่า มีการออกหมายไปแล้วด้วย เมื่อถามว่า จะมีการขึ้นแบล็กลิสต์ มศว หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ต้องให้อธิบดี สถ.ดูว่า ทุกอย่างเรียบร้อยตามข้อตกลงสัญญาหรือไม่ หากไม่เรียบร้อยในเรื่องของการจ่าย หรือการเรียกเงินคืน ต้องไปดูกระบวนการอีกทีว่า ตรงตามข้อกฎหมายหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุมสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจน ทั้งเรื่องการประกาศรับรองและการเพิกถอนข้าราชการ ทั้งหมดใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ใช่  เมื่อถามย้ำว่า จะเป็นมวยล้มต้มคนดูหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ไม่ล้มแน่นอน แค่สัปดาห์นี้ ทุกอย่างก็นิ่งแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ออกเป็นประกาศ เพราะยังมีกระบวนการที่ต้องทำให้เสร็จสิ้น

ปัดแผนรีเซตมหาดไทย

ที่ทำเนียบรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ระบุรีเซตกระทรวงมหาดไทยในเดือนสิงหาคม  จะเริ่มต้น ด้วยการโยกย้าย ใช่หรือไม่ ว่า ทุกอย่าง อย่าไปบอกว่ารีเซต เพราะว่าคำว่ารีเซตคือให้มันมีผลในเรื่องของการดำเนินการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยเป็นสิ่งที่น่าเสียใจ คนที่กำกับดูแล และทำให้เกิดความกังวล ความไม่พอใจของประชาชน อย่างกรณีโกงข้อสอบราชการ อย่างนี้เป็นต้น

แบบนี้ก็เหมือนกัน หลักเดียวกับที่นายสุชาติ ชมกลิ่นรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปยึดที่ดินรัฐที่ถูกบุกรุกสาธารณะ หลักการเดียวกันไม่ต้องพิสูจน์อะไรมากมายหลักฐานมันมีชัดเจนอยู่แล้ว ของคุณจริง ซึ่งเป็นความตั้งใจของตน ที่ตั้งใจจะให้มีการตรวจสอบ คู่ขนานกันไปหลายๆหน่วยงาน ซึ่งเคยเห็นว่าใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ เราสามารถที่จะค้นหาเรื่องทุจริต เราสามารถหาผู้ที่เกี่ยวข้อง มีการออกหมายเรียกและหมายจับ และดําเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง และทางวินัย ทุกอย่างเดินหน้าไปตามครรลอง ไปทําชอบรัฐบาลก็สนับสนุน ใครทําผิด รัฐบาลก็เร่งปราบปราม และหาวิธีป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

เมื่อถามว่า ก็มีการโยกย้ายใหญ่ในเดือนส.ค.หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คําว่าใหญ่หรือเล็กมันแปลว่าอะไร เราโยกย้ายให้ถูกต้องให้เหมาะสมกับงาน กับสถานการณ์บางช่วง ที่อาจจะเหมาะกับคนนี้ แต่พอพ้นช่วงเวลามา อาจจะเหมาะกับอีกคนหนึ่ง อันนี้เป็นสิ่งที่ผู้บริหารทุกคนต้องประเมิน

เมื่อถามต่อ นายกฯยึดหลักอะไรในการโยกย้าย เป็นเรื่องของสิงห์แดง สิงห์ดําหรือเรื่องของความสามารถ นายกฯกล่าวว่า ไม่มี รัฐบาลนี้สีแดง สีขาว น้ําเงิน ไม่มีสีอื่น

จับตาบางบางใหญ่สค.นี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงมหาดไทยเปิดเผยว่า จากปัญหาสะสมภายในกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรณีทุจริตการสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น การบุกรุกพื้นที่ของกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ภูเก็ต การกระทำความผิดเกี่ยวกับการใช้คนไทยเป็นนอมินี ถือหุ้นหรือประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติ รวมถึงปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด สถานบันเทิง สถานบริการ และการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เตรียมตัดสินใจเดินหน้ารีเซตกระทรวงมหาดไทยครั้งใหญ่ในเดือนส.ค.นี้ ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังนายอนุทิน เรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยย้ำชัดถึงปัญหาการโกงสอบท้องถิ่นที่ทำให้ภาพลักษณ์ของกระทรวงตกต่ำ พร้อมประกาศไม่ต้องการให้ประชาชนเรียกกระทรวงมหาดไทยว่า กระทรวงมหาดไถ และต้องการใช้สถานะนายกฯ และรมว.มหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนงานเพื่อประชาชนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา

เกษียนเก้าอี้ว่างหลายที่นั่ง

แหล่งข่าวฯ ระบุต่อว่า ภารกิจแรกที่จะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม คือการปรับย้ายข้าราชการระดับสูงครั้งใหญ่ ครอบคลุมตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด โดยนายอนุทินวางนโยบายให้ก้าวข้ามความเป็นสิงห์ดำ-สิงห์แดง รวมถึงทุกกลุ่มทุกสีภายในกระทรวง เพื่อให้ข้าราชการทุกคนยึดหลักบำบัดทุกข์ บำรุงสุข รับใช้ประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด พร้อมสลายระบบแบ่งสี แบ่งก๊วน และสายการเมืองในการบริหารงาน

สำหรับบุคคลที่จะได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งโยกย้ายในรอบนี้ จะพิจารณาจากหลักเกณฑ์สำคัญ ได้แก่ ความอาวุโส ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ และประวัติการรับราชการที่ไม่มีความด่างพร้อย และ โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดต้องสนับสนุนการประกอบธุรกิจ และเป็นกำลังหลักการพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัด โดยนายอนุทิน จะหารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทยอย่างใกล้ชิดในการจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จะมีข้าราชการระดับสูงเกษียณอายุราชการรวม 18 ราย ประกอบด้วย 1.นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย 2.นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน 3.นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง 4.นายณัฐวัชร์ วิริยานภาพรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายสมภพ สมิตะสิริ 5.ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย 6.นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น 7.นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก

ฝ่ายบริหารไปเกือบหมด

8.นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ 9.นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 10.นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี 11.นางพาตีเมาะ

สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี 12.นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ 13.นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร 14.นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา 15.นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว 16.นายนที มนตรีวัต ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง 17.นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และ18 นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี

นอกจากนี้ ยังมีตำแหน่งฝ่ายบริหารระดับต้นว่างอีก 24 ตำแหน่ง ได้แก่ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง 1 ตำแหน่ง และรองผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 23 ตำแหน่ง จึงต้องจับตาการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 11 ส.ค.นี้ ว่า นายอนุทินจะทยอยเสนอบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเข้าสู่การพิจารณาเลยหรือไม่

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ปัญญาสมวาร ครบ50วัน‘พระองค์ภา’

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ปัญญาสมวาร ครบ50วัน‘พระองค์ภา’

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ปัญญาสมวาร ครบ50วัน‘พระองค์ภา’

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศล ปัญญาสมวาร ครบ50วัน‘พระองค์ภา’ ถวายเป็นพระราชกุศล

รัฐบาลจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 เวลา 07.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล เข้าร่วมพิธีฯ โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล เจ้าหน้าที่อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์สวดพระพุทธมนต์

จากนั้นนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ถวายเครื่องไทยธรรมและปิ่นโตภัตตาหารแด่พระสงฆ์ นายกรัฐมนตรีทอดผ้าไตรบังสุกุล จำนวน 10 ไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์ ประธานสงฆ์กล่าวสัมโมทนียกถา นำเจริญจิตภาวนาอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล เป็นเวลา 47 วินาที พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำรับพร และกราบพระรัตนตรัย เสร็จแล้วถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีฯ นายกรัฐมนตรีพร้อมผู้เข้าร่วมพิธี ได้ร่วมพิธีตักบาตร โดยมีพระสงฆ์จำนวน 10 รูป ออกรับบิณฑบาต ณ บริเวณด้านหน้าตึกสันติไมตรี (หลังนอก)

เมื่อเวลา 08.00 น. ที่รัฐสภา วุฒิสภา จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน เพื่ออุทิศถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีสวดพระพุทธมนต์ และมีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 สมาชิกวุฒิสภา นางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา ผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เข้าร่วมพิธี

จากนั้นประธานวุฒิสภา พร้อมด้วยรองประธานวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ณ บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานพิธีบำเพ็ญพระกุศลครบ 50 วัน (ปัญญาสมวาร) วันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมด้วยนายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร หัวหน้าหน่วยงาน ข้าราชการ บุคลากรของกรุงเทพมหานครและประชาชน ร่วมพิธี

เวลาประมาณ 07.00น.นายชัชชาติ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จากนั้นจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีล พระราชาคณะ จำนวน 10 รูป สวดพระพุทธมนต์บทถวายพรพระ

ต่อมา นายชัชชาติ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ตักบาตรและถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระราชาคณะ จำนวน 10รูป ทอดผ้าไตร พระราชาคณะสดับปกรณ์และอนุโมทนา กรวดน้ำรับพร จากนั้นกราบลาพระรัตนตรัย ถวายความเคารพพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และกราบลาประธานสงฆ์ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และประชาชน ร่วมกันตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 47 รูป เพื่อถวายเป็นพระกุศล

โรม ลั่น! พร้อมให้ ศุภชัย-ภท. ตรวจสอบ คดีโกง สว.สีส้ม ท้าเปิดชื่อมาเลย สส.ปชน.คนไหนเอี่ยว

โรม ลั่น! พร้อมให้ ศุภชัย-ภท. ตรวจสอบ คดีโกง สว.สีส้ม ท้าเปิดชื่อมาเลย สส.ปชน.คนไหนเอี่ยว

โรม ลั่น! พร้อมให้ ศุภชัย-ภท. ตรวจสอบ คดีโกง สว.สีส้ม ท้าเปิดชื่อมาเลย สส.ปชน.คนไหนเอี่ยว

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.23 น.

“โรม”ลั่น! พร้อมให้”ศุภชัย-ภท.”ตรวจสอบ คดีโกง”สว.สีส้ม” ท้าเปิดชื่อมาเลย “สส.ปชน.”คนไหนเอี่ยว เปรยไม่รู้ทำไมจังหวัดไหนที่มี”สว.สีน้ำเงิน”เยอะๆ จังหวัดนั้นมักเจอทุจริตสอบท้องถิ่นเยอะเหมือนกัน ยันเกาะติดสอบข้อมูลใกล้ชิด

30 กรกฎาคม 2569 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์กรณี นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ออกมาระบุถึงการให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบพฤติการณ์ฮั้ว สว.ของ สว.สีส้ม ในการจัดกลุ่มเพื่อโหวต สว.เมื่อปี 2567 ว่า คิดว่าเรื่องที่นายศุภชัยพูด อย่างแรกเราไม่ได้คุมอำนาจรัฐ เรื่องตรวจสอบตนคิดว่าอย่างไรทางพรรคภูมิใจไทย ซึ่งคุมอำนาจรัฐ ถ้าท่านจะทำสามารถทำได้อยู่แล้ว เราจะพบว่าช่วงที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่พรรคภูมิใจไทย ใช้อำนาจรัฐที่จะมาให้ความสำคัญในการตรวจสอบพรรคประชาชน เราไม่มีปัญหาอะไร แต่การไปพูดว่าเราเกี่ยวข้องอะไรต่างๆ เป็นการพูดลักษณะเบี่ยงประเด็น สังคมกำลังจับตาของการโกง สว.ที่ดูเหมือนว่า คนในพรรคภูมิใจไทยจะเข้าเกี่ยวข้อง

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า การที่พยายามลากพวกเราไปเกี่ยวด้วย คิดว่าเสียเวลาเปล่า ควรเอาเวลาตรงนี้ไปตอบคำถามของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ไปตอบคำถามของนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ทั้งประเด็นการไปกินร้านอาหาร โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปกินที่ รร.พูลแมน คิดว่าไปตอบเรื่องนั้นให้เคลียร์ดีกว่า ไม่ใช่มาเล่นในเรื่องของการทำให้เรื่องนี้ เอาวาทกรรมมาพูดคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไร

“สิ่งที่สังคมควรได้รับจากผู้มีอำนาจคือ ตกลงแล้วที่มีการฮั้ว สว. กระบวนการในการตรวจสอบ กระบวนการในการทำความจริงให้ปรากฏ แล้วดำเนินการตามพยานหลักฐานที่มี เท่าที่ทราบมีทั้งพยานหลักฐาน คลิปวีดีโอ เส้นทางการเงินต่างๆ ตกลงแล้ว จะจับใครได้หรือไม่ การโกง สว.มันจะจบที่การฮั้วของกระบวนการยุติธรรม ผมหวังว่าจะไม่เป็นแบบนั้น” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่นายศุภชัย ใช้คำว่า สว.สีส้ม มีการโกง สว.แล้วยกชื่อ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.มาเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคส้ม กับนายเทวฤทธิ์ มีจริงตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า อย่างแรกคิดว่าไม่มีข้อเท็จจริงใดว่าคนของพรรคประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับจัดตั้ง สว.แน่ๆ ถ้านายศุภชัยเชื่อว่ามี เปิดชื่อระบุมาเลยว่า สส.คนไหนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ให้ระบุชื่อมาเลย ต้องแยกให้ชัดว่า การโกง สว.กับที่เท่าที่ฟังจากข่าวคือ มีการประชุมแนะนำตัวกัน ต้องแยกกัน การโกง กับการแนะนำตัวไม่เหมือนกัน การโกงคือดูผลคะแนนสิ ล่าสุดมีนักวิชาการท่านหนึ่งโพสต์กลุ่มคะแนน ที่เป็นกลุ่มคะแนนนี่มันทุจริตแน่ๆ ไปดูสิที่บอกว่ามีกระบวนการทำลักษณะเดียวกัน เอาชื่อมากาง เอาชื่อมาดู ผลคะแนนที่ได้รับ สามารถตอบได้แล้ว รวมถึงเส้นทางการเงิน

“ดังนั้น อย่าไปคิด ต้องบอกว่านายศุภชัย ชอบคิดว่าคนอื่นเหมือนเขา แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่นายยิ่งชีพ ระบุออกมา ในเรื่องการโกง สว.สีน้ำเงิน เขาระบุชื่อได้เลย ใครในพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวบ้างในเรื่องนี้ ดังนั้นคุณพูดให้ชัดเลยว่า ใครในพรรคประชาชนที่เกี่ยวข้องในการทำลักษณะเดียวกัน อะไรตรงไหน มีเส้นทางการเงินหรือไม่ มีการจัดตั้งใส่เสื้อสีอะไรหรือไม่ เอาให้ชัดตรงนั้นดีกว่า อย่ามาพูดเพื่อปรับเรื่องราว แล้วโยนกลับมาให้พรรคประชาชนที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า ถ้านายศุภชัย เอ่ยชื่อ สส.พรรคประชาชน เราพร้อมให้ตรวจสอบเต็มที่ใช่หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ไม่มีประเด็นว่าพร้อมหรือไม่พร้อม เพราะเชื่อว่า ถ้ามีคนบอกว่าเข้าไปเกี่ยวข้อง ทางนั้นน่าจะทำแบบเต็มคาราเบลแน่นอน แต่วันนี้ไม่มีพยานหลักฐานอะไรเลย คุณถืออำนาจรัฐ เข้าถึงพยานหลักฐานได้อยู่แล้ว แต่วันนี้บอกมีภาพหนึ่ง มี สว.เทวฤทธิ์ ไปร่วมประชุมด้วย ก่อนกล่าวหาว่าเขาทำแบบเดียวกับ สว.น้ำเงินหรือไม่ ต้องดูพยานหลักฐานให้ชัดว่า ความแตกต่างระหว่างวงนั้น กับวงน้ำเงิน แตกต่างกันอย่างไร อย่างวงน้ำเงิน ทำกันขนาดไหน ข้อมูลต่างๆ เราก็เห็นกันอยู่ เส้นทางการเงินก็ไม่โกหกหรอก ข้อมูลที่ออกมาวันนี้ โกง สว.น้ำเงิน มีแน่ แต่สิ่งที่เราอยากเห็นคืออยากเห็นกระบวนการยุติธรรมทำงาน ไม่ว่าคนนั้นดำรงตำแหน่งในบ้านเมืองอย่างไร จะเป็นรัฐมนตรี หรือนายกฯ ทุกคนต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า จุดหนึ่งที่น่าสนใจในเรื่องการโกง สว.กับโกงสอบท้องถิ่น ที่เหมือนกันคือ จังหวัดไหนที่มี สว.สีน้ำเงินเยอะๆ จังหวัดนั้นมักจะมีการทุจริตสอบท้องถิ่นเยอะเหมือนกัน ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เช่น จ.สตูล จ.บุรีรัมย์ คิดว่าน่าสนใจว่าการโกงสอบท้องถิ่น กับโกง สว.มีความสัมพันธ์อย่างไหนกัน ปัจจุบันพรรคประชาชนกำลังอยู่ระหว่างการติดตาม และตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยเราจะออกมาเปิดข้อมูล และใช้กลไกกรรมาธิการ (กมธ.) ในการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า ชัดถึงขั้นไปยื่นตรวจสอบองค์กรต่างๆ หรือไม่ หรือว่าต้องเข้า กมธ.ฯ ก่อน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่องค์กรต่างๆ ได้รับข้อมูลแล้วหรือไม่ เพราะเขาได้กันไปหมดแล้ว ปัญหาคือความยุติธรรมจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ดูเหมือนว่าพรรคประชาชนเราคงต้องแสดงบทบาทให้กระบวนการยุติธรรม เกิดขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นผ่านกลไกต่างๆ ในสภาฯ