อนุทิน ประกาศนำทัพรัฐบาล ชูธงซื่อสัตย์-โปร่งใส เปิดทาง ปชช.มีส่วนร่วม

อนุทิน ประกาศนำทัพรัฐบาล ชูธงซื่อสัตย์-โปร่งใส เปิดทาง ปชช.มีส่วนร่วม

อนุทิน ประกาศนำทัพรัฐบาล ชูธงซื่อสัตย์-โปร่งใส เปิดทาง ปชช.มีส่วนร่วม

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

“อนุทิน”แถลงหลังรับตำแหน่งนายกฯ สมัย 2 ให้คำมั่นปฏิบัติหน้าที่เต็มกำลังความสามารถ ควบคุม ครม.ทำงานสุจริต พร้อมตรวจสอบเข้มการทำงานภาครัฐต้องโปร่งใส

20 มีนาคม 2569 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อสื่อมวลชน ภายหลังพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ว่า วันนี้ตนรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตนขอให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชนว่าจะใช้ความรู้ความสามารถประสบการณ์ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนชาวไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ และจะควบคุมกำกับดูแลให้รัฐบาลอันประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ข้าราชการ เจ้าพนักงานของรัฐได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นลำดับแรก และจะเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการทำงานของรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ มีส่วนร่วมกับการพัฒนาประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา การทำงานของภาครัฐจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจริงจังจากทุกภาคส่วนเพื่อการบริหารงานที่โปร่งใส โดยตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐและนิติธรรม

สุดท้ายนี้ ตนขอให้การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในครั้งนี้ได้สร้างบรรยากาศใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นบรรยากาศของการมองไปข้างหน้าร่วมกัน และให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานใหม่ๆ ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยในรายละเอียดและเป้าหมายของสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการในเทอมของรัฐบาลนี้ ในส่วนที่เป็นนโยบายและรายละเอียดนั้น ตนจะได้เร่งแถลงเป็นวาระการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาด้วยความรวดเร็วต่อไป

-006

ส้มลากไส้กันแล้ว สส.โคราชซัดงูเห่า ชนะเพราะซื้อเสียง

ส้มลากไส้กันแล้ว สส.โคราชซัดงูเห่า ชนะเพราะซื้อเสียง

ส้มลากไส้กันแล้ว สส.โคราชซัดงูเห่า ชนะเพราะซื้อเสียง

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.57 น.

วันนี้ 20 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าบนโลกโซเชียล เมื่อเพจเฟซบุ๊ก เชียร์ลุง ออกมาโพสต์แฉข้อมูลสุดแซ่บ อ้างอิงจากการสัมภาษณ์ของ สส.แม็กกี้ ศุทธสิทธิ์ จากพรรคสีส้มเขตโคราช ที่หลุดปากแฉ งูเห่า ในพรรคตัวเองกลางรายการดังของ จอมขวัญ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “แฉกันยับ !!!!! ล่าสุด สส.แม็กกี้ ศุทธสิทธิ์ พรรคส้มโคราช ออกมาแฉกลางรายการสัมภาษณ์กับจอมขวัญ ว่า งูเห่าสีส้ม ที่ชนะมาได้ก็เพราะซื้อเสียง !

โดยสส.แม็กกี้ อ้างว่ามีคนเคยส่งข้อความเรื่องนี้มาบอกตน ในตอนนั้นตนไม่ได้แจ้งเรื่องอะไรต่อ เพราะเชื่อมั่นในระบบคัดสรรของพรรค โดยสส.แม็กกี้ยังให้รายละเอียดอีกว่า สส.คนดังกล่าวมีการให้หัวคะแนนคนละ 500 และให้ชาวบ้านคนละ 200 บาทอีกด้วย !

อ้าว! ไหนว่าพรรคส้มไม่มีซื้อเสียงไง ? ถ้าไม่มีปรากฏการณ์งูเห่าก็คงจะเงียบใช่ไหม ? ไม่รู้ว่ายังจะมีแบบนี้อยู่อีกกี่คน. แสดงว่าที่เคยพูดมาทั้งหมด ทั้งวาทกรรมเรื่องการคัดสรรคน และความใสสะอาดของผู้สมัคร ก็เป็นเรื่องโกหกทั้งเพน่ะสิ !!!”

เชียร์ลุง

หลังจากที่โพสต์ของ เพจเฟซบุ๊ก เชียร์ลุง เผยแพร่ออกไป ทำเอาชาวเน็ตแห่คอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“อะไรหว่า…ถ้าเป็นคนของพรรคส้มไม่มีซื้อเสียง แต่พอเป็นงูเห่าสีส้มโวยวายว่าซื้อเสียง ตรรกะอะไรหรือครับ..”

“ความลับไม่มีในโลก ความจริงคือความจริง ขอบคุณครูปรีชา พูดไว้”

“เอ้าไหนบอกพรรคส้มไม่เคยซื้อเสียง เสียงที่ได้เป็นคะแนนบริสุทธิ์”

“แหม พรรคคนดีย์ คะแนนเสียงบริสุทธิ์”

“ไหนบอกเสียงบริสุทธิไง”

“อิอิ เขาเป็น ส.ส.ของคนทั้งประเทศ เขาจะเลือกเอานายกที่ดีที่สุดในขณะนี้นะ”

“เขาคงคิดได้แล้วว่าใครดีกว่า”

“อ้าว หมากัดกัน.”

เชียร์ลุง
เชียร์ลุง
เชียร์ลุง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เชียร์ลุง

‘เลขา กกต.’มองเป็นเรื่องดี ศาลรธน.รับคดีบาร์โค้ด ชี้จะได้มีความชัดเจน

'เลขา กกต.'มองเป็นเรื่องดี ศาลรธน.รับคดีบาร์โค้ด ชี้จะได้มีความชัดเจน

‘เลขา กกต.’มองเป็นเรื่องดี ศาลรธน.รับคดีบาร์โค้ด ชี้จะได้มีความชัดเจน

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.54 น.

‘เลขา กกต.’ มองเป็นเรื่องดี ศาลรธน.รับคดีบาร์โค้ด ชี้จะได้มีความชัดเจน ยันทุกวันนี้การเลือกตั้งยังเป็นความลับอยู่ ย้ำฟ้อง 6 บุคคลเหตุต้องปกป้องการทำหน้าที่

เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวกรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่า เป็นคดีที่อยู่ในกระบวนการ เราต้องรอดูหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญว่าจะให้ชี้แจงในประเด็นอะไร และเวลาใดบ้าง แต่ยืนยันว่าเราทำตามหน้าที่ ที่กำหนดให้ กกต.ต้องทำให้การเลือกตั้งมีความสุจริตและเที่ยงธรรม และทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับ ซึ่งเรามีหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อมีข้อสงสัยของประชาชนได้นำไปร้อง ก็เป็นกระบวนการที่เราต้องไปชี้แจงว่าเราทำเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่ เพราะที่ไปศาลรัฐธรรมนูญเป็นปัญหาเรื่องความชอบของรัฐธรรมนูญ และอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของศาลซึ่งตอนนี้ เรายังไม่ได้รับเอกสารจากทางศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่าศาลฯอาจให้จำลองเหตุการณ์ในการเลือกตั้งโดยการใช้บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดในการสแกน กกต.เห็นว่าจะต้องจำลองเพื่อให้พิสูจน์เป็นที่ประจักษ์หรือไม่ว่ามันไม่สามารถนำสู่ต้นขั้วได้จริงๆ  นายแสวง กล่าวว่า  อย่างที่บอกเราทำหน้าที่ตามกฎหมาย และในข้อเท็จจริง ณ วันนี้การเลือกตั้งก็ยังคงลับ เราได้ทำตามหน้าที่ของเราแล้ว ส่วนการพิจารณาในศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องมาดูประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้แจงว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่าในคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง หาพยานหลักฐานและวิธีการได้มาซึ่งทางพยานหลักฐานด้วย ทางภาคประชาชนและอดีต กกต.บอกว่าจะเอาข้อมูลที่ทำการจำลองการเลือกตั้งที่สภาไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ มองว่าเป็นหลักฐานที่นำมาต่อสู้ได้หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า  ตนไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องของการต่อสู้คดี แต่สิ่งที่มันดีคือการไปถึงศาลรัฐธรรมนูญมันจะเกิดความชัดเจนคงต้องรอวันนั้น

เมื่อถามว่าหากเลือกตั้งเป็นโมฆะจะส่งผลอย่างไรต่อ กกต. หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า  มันยังไม่ถึงตรงนั้น และในทุกวันนี้การเลือกตั้งยังเป็นความลับอยู่ และมันจะลับต่อไปอยู่แบบนั้น ยืนยันว่าทุกอย่างอยู่ที่ศาล เรามีหน้าที่ในส่วนของเรา

ส่วนที่มีการเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นายแสวง กล่าวว่า ในช่วงที่มีการเลือกตั้งน่าจะถูกฟ้องอยู่หลายคดี แต่ทางสำนักงานเรายืนยันว่าเราทำกฏหมายและทำตามหน้าที่ เพราะเรามีหน้าที่ปกป้องให้การเลือกตั้งสุจริตและทำให้การเลือกตั้งเป็นความลับ

เมื่อถามว่ามั่นใจว่ากระบวนการเป็นความลับแต่ทำไมบัตรเลือกตั้งครั้งใหม่ถึงไม่มีรหัสที่ขั้วบัตร ออกมา นายแสวง ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว แต่ระบุว่า จริงๆ บัตรเลือกตั้งเป็นอำนาจของ กกต. เพียงแต่เราต้องปกป้องการเลือกตั้ง และต้องทำให้สำเร็จคือการเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับ ซึ่งในอดีตหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบัตรก็ต้องส่งไปกองพิสูจน์หลักฐานเพื่อพิสูจน์ลายนิ้วมือ แต่เมื่อเทคโนโลยีทันสมัยขึ้น ก็สามารถใช้วิธีการเพื่อป้องกันความสุจริตได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพิสูจน์ลายนิ้วมือ ซึ่งอันที่จริงแล้วผู้ที่ไปพิสูจน์ว่าสามารถสแกนได้หรือไม่ก็ไม่ใช่ผู้ที่มีหน้าที่ในการพิสูจน์

ส่วนถ้ามีการจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือการเลือก ผู้ว่า กทม. จะมีบาร์โค้ดหรือ คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า จริงๆตอน ปี2566 ก็มีมาอยู่แล้ว แต่ณ.ตรงนี้ยังตอบไม่ได้อยู่ที่กกต.

เมื่อถามต่อว่า เมื่อกกต.บอกว่าการเลือกตั้งอย่างเป็นความลับอยู่เหตุใดจึงแจ้งดำเนินคดีกับ6บุคคลในข้อหาที่รุนแรง นายแสวง กล่าวว่า กกต.มีหน้าที่ทำให้การเลือกตั้งสำเร็จ และมีหน้าที่ในการทำการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยตรงและลับ  ถ้ามันจะไม่ลับไม่ต้องมีการพิสูจน์ อย่างกรณีหันคูหาออก แต่ที่ทำกันตอนนี้คือพยายามจะรู้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตอยู่แล้ว และถ้าดูตามข้อเท็จจริงมันต้องใช่คน 5-6 คนที่จะต้องไปเอามาประติดประต่อกันแต่ก็ยังไม่สามารถรู้ได้อยู่ดี ซึ่งตามกฎหมายคำว่าลับคือณ.ขณะที่ลงและขณะที่เอาไปเก็บ ซึ่งอบตก็มีมาตรการในการที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับ

เมื่อถามว่ายืนยันหรือไม่ว่าคนทั้ง 6 คน ที่ กกต.ฟ้องร้อง มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องโยงกันในวันที่เกิดเหตุ นายแสวง กล่าวว่า เป็นเรื่องของคดีตนไม่ขอให้ความเห็น

ส่วนข้อกล่าวหาอั้งยี่มีความรุนแรงเกินไปหรือไม่สำหรับประชาชน นายแสวง กล่าวว่า มันเกิดจาก เรื่องของการขัดขวางการเลือกตั้ง กฎหมายเขียนไว้ว่าทำให้การเลือกตั้งไม่สำเร็จ ซึ่ง กกต.มีหน้าที่ทำให้การเลือกตั้งสำเร็จ จะบอกว่าแรงหรือไม่แรงไม่ได้ เพราะคือปกป้องการทำหน้าที่ตัวเอง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับและการเลือกตั้งต้องสำเร็จ

กองทัพไทยประกาศจุดยืน! ย้ำ สร้างสมดุล ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมป้องกันตนเองตามหลักสากล

กองทัพไทยประกาศจุดยืน! ย้ำ สร้างสมดุล ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมป้องกันตนเองตามหลักสากล

กองทัพไทยประกาศจุดยืน! ย้ำ สร้างสมดุล ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมป้องกันตนเองตามหลักสากล

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.36 น.

กองทัพไทยประกาศจุดยืนชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำ “สร้างสมดุล” เดินหน้าสันติวิธี ควบคู่สิทธิป้องกันตนเอง หนุนกลไกอาเซียน-สื่อสารโปร่งใส ลดตึงเครียด

20 มีนาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) พล.ต.วิทัย  ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย แถลงจุดยืนต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้นนโยบาย “สร้างสมดุล” ระหว่างการป้องกันประเทศและการรักษาความมั่นคง ยึดหลักข้อเท็จจริงและความโปร่งใส เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างความเข้าใจร่วมกัน

สาระสำคัญของแนวทางดำเนินการ มี 4 ประการคือ 

1. ยึดมั่นข้อเท็จจริง เดินหน้าสันติวิธี โดย กองทัพไทยเชื่อว่า ความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้อง การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยลดความขัดแย้ง ยืนยันไทยไม่ใช่ฝ่ายเริ่มต้น และไม่มีเจตนายกระดับสถานการณ์ พร้อมยึดแนวทางสันติวิธีและความอดทนอดกลั้น

2. ใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักสากล ถึงแม้จะมีการเจรจา แต่ไทยยังคงมีสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ หากอธิปไตยหรือความปลอดภัยของประชาชนถูกคุกคาม กองทัพพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง

3. สนับสนุนกลไกอาเซียนและความร่วมมือทวิภาคี โดยไทยพร้อมสนับสนุนบทบาทอาเซียนในการสร้างความไว้วางใจ และพร้อมหารือกับฝ่ายกัมพูชาในทุกระดับ ผ่านกลไกที่มีอยู่ ได้แก่ JBC, GBC และ RBC เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

4. สื่อสารโปร่งใส ควบคู่ภารกิจมนุษยธรรม โดยกองทัพไทยขอความร่วมมือทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำที่เพิ่มความตึงเครียด พร้อมผลักดันภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ลดความสูญเสีย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในพื้นที่ชายแดน

ทั้งนี้ กองทัพไทยยืนยันจะรักษาอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลัง ควบคู่การใช้การทูตอย่างโปร่งใส โดยเชื่อมั่นว่า “ความจริงใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง” คือกุญแจสำคัญสู่เสถียรภาพและสันติภาพที่ยั่งยืนของภูมิภาค

แสวง ยันตั้งอนุฯ ชุด 36 ตามกฎหมาย ยังไร้มติชงปล่อยผี 229 คน เข้ากกต.

แสวง ยันตั้งอนุฯ ชุด 36 ตามกฎหมาย ยังไร้มติชงปล่อยผี 229 คน เข้ากกต.

แสวง ยันตั้งอนุฯ ชุด 36 ตามกฎหมาย ยังไร้มติชงปล่อยผี 229 คน เข้ากกต.

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

แสวง ยันกกต.ทำคดีฮั้วสว. ตั้งอนุฯ ชุด 36 ตามกฎหมาย ยังไร้มติชงปล่อยผี 229 คน เข้ากกต.ใหญ่ ด้าน ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาฯ ตีมึน จำไม่ได้เคยให้ความเห็นอะไรไปบ้าง

เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึง ความคืบหน้าการตรวจสอบข้อร้องเรียนคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ฮั้ว สว.) ว่าขอยืนยันว่าสำนักงานกกต.ทำตามกฎหมาย ขั้นตอน ชอบด้วยกฎหมายระเบียบทุกขั้นตอน ถึงตรงนี้อนุกรรมการใช้เวลา 90 วัน น่าจะมีความเห็นไปแล้ว อยู่ระหว่างส่งมาให้สำนักงาน กกต.แล้วสำนักงานฯจะทำเอก สารเสนอคณะกรรมการกกต.พิจารณา 

ส่วนเรื่องที่เป็นข่าวไม่ว่าจะชั้นกรรมการสอบสวน หรือชั้นอนุกรรมการไม่มีใครทราบ คือ คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นไม่ทราบ ยืนยันว่า กกต.รวม ถึงตนเองไม่มีใครทราบ เพียงแต่สอบถาม ว่าอยู่ในขั้นตอนใดแล้ว เพราะมีคนมาสอบถามเร่งรัด

เมื่อถามว่าหาก กกต.ชุดใหม่ มีการยกคำร้องตามมติของชั้นอนุกรรมการ จะส่งผลทางการเงินอย่างไรบ้าง รวมถึงกรณีกกต.บางส่วน ถูกมองว่ามาจากการแต่งตั้งของสว.สีน้ำเงิน นายแสวง กล่าวว่า ผลทางการเมืองคงตอบไม่ได้ แต่การทำงานทั้งในส่วนของสำนักงานฯ และกกต. ทำงานบนสิ่งที่มีการแข่งขัน ทุกคนอยากได้ผลที่ตัวเองต้องการ ไม่ว่าผลไปซ้ายหรือขวา ยกหรือลง มีคนได้ประโยชน์ทั้งนั้น กกต.ก็รับแรงกระแทกทุกฝ่าย จึงอยู่ที่ว่าเราตัดสินถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่ได้มาถูกต้องตามพยานหลักฐาน ซึ่งต้องรอดูและแต่ละชั้นนั้นมีความอิสระในการให้ความเห็น เราทำตามหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายเป็นไปตามหน้าที่ซึ่งก็ต้องเป็นไปตามนั้นไม่มีใครไปบิดเบือนได้

เมื่อถามว่าสุดท้ายแล้ว กกต.จะยังมีความเป็นอิสระในการตรวจสอบหรือไม่เพราะมีการตั้งข้อสังเกต วิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสีน้ำเงิน นายแสวง กล่าวว่า นั่นเป็นความเห็น ยิ่งสังคมมองอยู่ จริงๆ เราทำตัวตามปกติ แต่ก็ต้องระวัดระวังตัวมากขึ้นให้คนเห็นว่าเราทำตรงไปตรงมา ส่วนความเห็นของสังคม มีความเห็นได้ทุกทาง แต่ก็เป็นเพียงความเห็นส่วนข้อเท็จจริงก็ต้องมาดูว่าเป็นอย่างที่สังคมเขาวิจารณ์หรือไม่

เมื่อถามถึงคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 36 ออกมาเป็นคนละทิศทางกับที่ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.เคยให้ทิศทางไว้ ทำให้ กกต.ถูกสังคมมองว่าเป็นเครื่องมือการฟอกขาว ร.ต.อ.ชนินทร์ กล่าวว่า คณะอนุกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 36 มีความเห็นอย่างไรนั้นตนเองยังไม่ทราบ ส่วนผลวินิจ ฉัยชุดที่ 26 ความเห็นของตนเองก็จำไม่ได้แล้วว่า ให้ความเห็นอะไรไว้บ้าง

นายแสวง กล่าวเสริมว่า เรื่องการทำงานเป็นความลับ คณะกรรมการสืบสวนไต่สวน ชุดที่ 26 พูดไม่ได้เพราะเป็นความลับ ส่วนคณะอนุกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่  36 จะมีความเห็นอย่างไรก็ไม่มีใครทราบ มีเพียงที่เป็นข่าว แต่ไม่มีใครออกมายืนยัน ไม่มีใครตอบได้เพราะอยู่ในกระบวนการสืบสวนสอบสวน ไม่มีใครเปิดเผยได้อยู่แล้ว ต้องรอว่าไปถึงชั้นสุดท้ายในการพิจารณาของ กกต.จะมีทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ความเห็น และมติ ส่วนสัปดาห์หน้าจะได้เห็นความชัดเจนหรือไม่นั้นเรามีเอกสารจำนวนมาก เชื่อว่าต้องใช้เวลาก่อนพิจารณาและเสนอเข้าวาระ

เมื่อถามว่าคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรม การสืบสวนฯ ชุดที่ 36 และคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26  แตกต่างกัน ซึ่ง สว.สำรองมีการตั้งคำถามว่าการแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 36 เกินกรอบของกฎหมายหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ในที่นี้ไม่มีใครทราบมีเพียงคณะกรรมการสืบสวน  จึงบอกไม่ได้ว่าความเห็นคืออะไร ส่วนเรื่องการแต่งตั้งอนุฯ ชุด 36 ชอบด้วยระเบียบหรือไม่ ขอชี้แจงว่า ก่อน กกต.จะตั้ง ทางสำนักงานฯ ก็ได้ดูเรื่องระเบียบกฎหมายทุกขั้นตอนให้อยู่แล้ว และเราก็ยืนยันว่า เรื่องนี้กกต.ทำตามระเบียบทุกขั้นตอน

เพื่อไทยขานชื่อชัด! ณัฐวุฒิ แจงเหตุผลยกมือหนุน อนุทิน ย้ำทำตามระบบพรรคอันดับ 1

เพื่อไทยขานชื่อชัด! ณัฐวุฒิ แจงเหตุผลยกมือหนุน อนุทิน ย้ำทำตามระบบพรรคอันดับ 1

เพื่อไทยขานชื่อชัด! ณัฐวุฒิ แจงเหตุผลยกมือหนุน อนุทิน ย้ำทำตามระบบพรรคอันดับ 1

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

วันที่ 20 มีนาคม 2569 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ระบุว่า  สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ปฏิบัติหน้าที่ได้ก่อนสงกรานต์

การอภิปรายแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ได้รับการเสนอชื่อ ไม่ได้เป็นข้อกฎหมายหรือข้อบังคับ และไม่มีผลต่อคะแนนโหวต แต่เป็นแนวปฏิบัติที่ถูกสร้างใหม่ เพิ่มพื้นที่การแสดงออกทางการเมือง 

หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมพรรคแกนนำฝ่ายค้านไม่ใช้เนื้อหาและท่าทีเดียวกัน ในการอภิปรายว่าที่นายกฯตอนโหวตรัฐบาล MOA 

คำตอบคือ ไม่รู้ครับ

มีคนจับตามองส.ส.พรรคเพื่อไทยขานชื่อนายอนุทิน ซึ่งเท่าที่เห็นก็ชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีใครลดเสียงก้มหน้า รีบลุกรีบนั่งจนเสียอาการ ทั้งนี้เพราะเป็นการดำเนินการตามระบบรัฐสภา พรรคอันดับ 3 ลงคะแนนให้นายกฯจากพรรคอันดับ 1 ตามผลการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนในสนามเลือกตั้ง 

ถ้าเพื่อไทยได้ที่ 1 นายกฯต้องชื่อยศชนัน แต่เมื่อผลการเลือกตั้งเป็นเช่นนี้ เพื่อไทยก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาล และเชื่อว่าในสถานการณ์นี้ คนส่วนใหญ่อยากให้มีรัฐบาลอำนาจเต็มโดยเร็วเพื่อแก้ปัญหา 

พรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่งดออกเสียง ไม่โหวตให้ทั้งหัวหน้าเท้งและนายกฯหนู บางคนเรียกว่าเป็นพรรครอร่วมรัฐบาล แต่ถ้ามองชัดๆก็พอเห็นองค์ประกอบอื่นด้วย เช่น พรรคส้มประกาศว่าไม่ได้เป็นการตั้งรัฐบาลแข่ง เท่ากับก่อนโหวตไม่มีการพูดคุยไม่มีข้อตกลง ไม่ได้คาดหวังคะแนนจากพรรคฝ่ายค้านด้วยกัน 

ตอนหาเสียงพรรคประชาชนประกาศไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรม วันนี้จะให้กล้าธรรมขานชื่อหัวหน้าเท้งก็คงแปลกอยู่ ส่วนการทำหน้าที่ฝ่ายค้านถือเป็นภาคบังคับของพรรคที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว 

จะมีใครเป็นพรรครอร่วมรัฐบาลจริงหรือไม่ คำตอบอยู่ในกาลเวลา 

สีสันฉูดฉาดที่สุดในสภาคือส.ส.อุดรธานี พรรคประชาชน โหวตให้นายกฯอนุทิน เชื่อว่าคงมีมาตรการตอบโต้จากพรรคสีส้มต่อตัวส.ส.คนดังกล่าว และน่าติดตามว่าเมื่อแผ่แม่เบี้ยมาแล้ว 1 อัตรา เดินไปข้างหน้าจะมีงูเห่าสีส้มเพิ่มจำนวนขึ้นหรือไม่ 

จังหวะจี๊ดใจคอการเมือง คือตอนนายกฯหนูเอ่ยขอบคุณผู้ลงคะแนนให้เป็นนายกฯตั้งแต่เดือนกันยายน 68 ไม่รู้ตั้งใจขอบคุณใครบ้าง และไม่รู้คนที่ถูกเอ่ยขอบคุณจะรู้สึกอย่างไร 

นอกนั้นเป็นบรรยากาศของสภา ซึ่งสำนักข่าวต่างๆรายงานตลอดวัน 

การเมืองหลังจากนี้ รัฐบาลจะเริ่มงานด้วยภารกิจมหาหิน คือการรับมือผลกระทบจากสงคราม ทั้งการจัดการเรื่องน้ำมัน ราคาสินค้า และอีกหลากหลายปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และเร่งด่วนที่สุด ทุกพรรคต้องช่วยกันเต็มกำลัง 

4 ปีของรัฐบาลชุดนี้ไม่มีช่วงเวลาฮันนีมูน ธรรมชาติของรัฐบาลผสมที่อาจมีทั้งเรื่องที่เห็นด้วยและเห็นต่างกัน เป็นอีกมุมที่ถูกจับตามองว่าจะส่งผลในการผลักดันนโยบายและแก้ปัญหาต่างๆอย่างไร 

การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการจัดการเลือกตั้ง จะยังคงมีต่อเนื่อง แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่าถึงที่สุดจะมีคำวินิจฉัยว่าเลือกตั้งคราวนี้ไม่เป็นโมฆะ ข้อนี้มั่นใจมาก โดยพิจารณาจากบริบททางการเมืองเป็นสำคัญ 

พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน มีการบ้านข้อใหญ่ที่ต้องสรุปบทเรียนจากความพ่ายแพ้

พรรคกล้าธรรม เมื่อไม่อยู่ในสมการพรรคร่วมรัฐบาล ก็มีโจทย์ยากทางการเมืองอีกแบบหนึ่ง 

พรรคภูมิใจไทยวันนี้แข็งแรงที่สุด แม้มีสงครามจากเกมมหาอำนาจเป็นด่านทดสอบใหญ่ แต่บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมทางการเมืองในประเทศยังเป็นใจ ไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริงๆคงประคองอำนาจไปได้

ยกเว้นผลแห่งสงครามบานปลายจนเอาไม่อยู่จริงๆ ก็ต้องประเมินกันใหม่ 

ค่อยๆดูกันไปครับ การเมืองไทยไม่ได้เดินเร็วนักหนาหรอก 20 ปีล่วงแล้วยังไม่ไปไหนเลย

อนุทิน รับพระบรมราชโองการฯ ให้คำมั่น ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

อนุทิน รับพระบรมราชโองการฯ ให้คำมั่น ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

อนุทิน รับพระบรมราชโองการฯ ให้คำมั่น ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.24 น.

“อนุทิน”รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกฯ สมัยที่ 2 “นายกฯ”กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นผลประโยชน์ชาติ-ความสุขของประชาชน สส.ภท.-พรรคร่วม-ครอบครัว ร่วมยินดีพรึ่บ

20 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตั้งแต่ช่วงสายวันนี้ คณะกรรมการบริหารพรรค และ สส.พรรคภูมิใจไทย ทยอยเดินทางเข้ามายังที่ทำการพรรค เพื่อเตรียมร่วมพิธีการรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี รวมถึงแกนนำ และ สส.พรรคร่วมรัฐบาล พรรคเพื่อไทย นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ นำโดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรค พรรคประชาชาติ นำโดย นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรค และพรรคเล็กอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีครอบครัวของนายอนุทิน เดินทางมาร่วมในพิธีด้วย อาทิ นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดา นางทัศนีย์ ชาญวีรกูล มารดา น.ส.นัยน์ภัค ชาญวีรกูล บุตรสาว นายเศรณี ชาญวีรกูล บุตรชาย

โดยเวลา 13.35 น. นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อัญเชิญพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี มายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน จากนั้นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อ่านพระบรมราชโองการ ความว่า

“พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ประกาศว่า โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร”

เสร็จแล้ว นายอนุทิน ได้กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ว่า “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าพระพุทธเจ้าให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับเป็นศุภศิริมงคลและขวัญกำลังใจอันสูงสุดของชีวิตของข้าพระพุทธเจ้าและครอบครัว จะขอเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณนี้ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าจะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโดยยึดมั่นผลประโยชน์ของชาติ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความวัฒนาสถาพรของประเทศไทย สนองพระราชปณิธานตามพระปฐมบรมราชโองการ และตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทุกประการ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ”

ภายหลังเสร็จพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี นายอนุทินได้คุกเข่าก้มกราบบิดาและมารดา และโอบกอดกับภริยาและบุคคลในครอบครัว จากนั้นได้ทักทายและร่วมถ่ายรูปกับผู้ที่มาร่วมแสดงความยินดี

– 006

ก.แรงงาน เยี่ยมครอบครัว-ประสานสิทธิประโยชน์ ส่งร่างแรงงานไทยเสียชีวิตกลับ

ก.แรงงาน เยี่ยมครอบครัว-ประสานสิทธิประโยชน์ ส่งร่างแรงงานไทยเสียชีวิตกลับ

ก.แรงงาน เยี่ยมครอบครัว-ประสานสิทธิประโยชน์ ส่งร่างแรงงานไทยเสียชีวิตกลับ

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.24 น.

ก.แรงงาน เยี่ยมครอบครัว-ประสานสิทธิประโยชน์ ส่งร่างแรงงานไทยเสียชีวิตกลับ สั่งทูตในอิสราเอล กำชับแรงงานให้อยู่ในเขตที่ปลอดภัย

เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวประจำวัน  นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดและโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการดูแลช่วยเหลือ​สิทธิประโยชน์แรงงานไทย ว่า  กระทรวงแรงงานขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวของแรงงานไทยที่เสียชีวิตขณะอยู่ในห้องพักเวลา 23.45 น. ตามเวลาอิสราเอล เมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งแรงงานรายนี้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ และมีการแจ้งผ่านกลุ่มการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 28 พ.ค.68 ซึ่งทางอิสราเอลจะทำการชันสูตรศพและส่งร่างผู้เสียชีวิตให้กับครอบครัวต่อไป ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงาน ได้ลงพื้นที่ไปที่บ้านของผู้เสียชีวิตที่จังหวัดชัยภูมิแล้ว เพื่อปลอบขวัญและให้กำลังใจ และดำเนินการเเพื่อนำร่างกลับไทยต่อไป 

นายสันติ กล่าวว่า สำหรับสิทธิประโยชน์ กรณีสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศเสียชีวิตในต่างประเทศ ทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ เป็นเงินสงเคราะห์จากกองทุนฯ จำนวน 40,000 บาท เงินบำเหน็จชราภาพ  71,459.14 บาท ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม ยังไม่รวมผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังมีเงินชดเชยจากสถาบันประกันภัยอิสราเอล ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์จากทางอิสราเอล ประกอบด้วย เงินช่วยเหลือค่าชดเชยการไว้ทุกข์ การมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่ายในการฝังศพ เงินชดเชยรายเดือน เงินช่วยเหลือประจำปี รวมทั้งเงินช่วยเหลืออื่น ๆ อาทิ เงินค่าเล่าเรียนบุตร เงินช่วยเหลือทางจิตวิทยา ซึ่งจำนวนเงินได้รับขึ้นอยู่กับสถาบันประกันภัยฯ เป็นผู้พิจารณาและอัตราแลกเปลี่ยน

นายสันติ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานได้มอบหมายทูตแรงงานในอิสราเอล ดูแลและกำชับแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในอิสราเอลให้อยู่ในเขตที่ปลอดภัย และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัด ลงพื้นที่สื่อสารกับญาติแรงงานที่อยู่ในประเทศไทย เพื่อให้ญาติแจ้งแรงงานที่ทำงานในตะวันออกกลาง เพิ่มความระมัดระวัง หากมีสัญญาณเตือนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.55 น.

20 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชการปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

รัดเกล้า ชูไบโอดีเซล ยกระดับมาตรฐานปาล์ม ทางออกวิกฤตพลังงานโลก

รัดเกล้า ชูไบโอดีเซล ยกระดับมาตรฐานปาล์ม ทางออกวิกฤตพลังงานโลก

รัดเกล้า ชูไบโอดีเซล ยกระดับมาตรฐานปาล์ม ทางออกวิกฤตพลังงานโลก

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

“รัดเกล้า”ชูไบโอดีเซล ยกระดับมาตรฐานปาล์ม ทางออกวิกฤตพลังงานโลก หนุนใช้ในประเทศเสริมความมั่นคงระยะยาว

20 มีนาคม 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงสถานการณ์ความผันผวนด้านพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานจากแหล่งพลังงานภายในประเทศ โดยเฉพาะพลังงานชีวภาพอย่างไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม

นางรัดเกล้า ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะในภาคขนส่ง หากเกิดวิกฤตด้านอุปทานจากตะวันออกกลาง ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ไบโอดีเซลเป็นพลังงานทางเลือกที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เองครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมัน ที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2569 ประกอบกับสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่อยู่ในระดับประมาณ 300,000 ตัน และราคาตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 34 – 35 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนว่าประเทศไทยมีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่การส่งออกยังขึ้นอยู่กับภาวะตลาดโลก

“ในสถานการณ์เช่นนี้ การนำปาล์มน้ำมันมาใช้ภายในประเทศ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไบโอดีเซล จะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานได้ดีกว่าการพึ่งพาการส่งออก และยังเป็นการเก็บสำรองน้ำมันปิโตรเลียมไว้ใช้ในยามจำเป็น” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า ยังชี้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบประมาณ 3.6 ล้านตันต่อปี โดยมีการส่งออกมากกว่า 1.2 ล้านตัน ทำให้ต้องพึ่งพาตลาดโลกในการดูดซับ ขณะที่กำลังการผลิตไบโอดีเซล ของประเทศอยู่ที่ประมาณ 11 – 12 ล้านลิตรต่อวัน แต่ความต้องการใช้จริงสำหรับน้ำมัน B5 อยู่เพียงประมาณ 3 ล้านลิตรต่อวัน

“หากมีการปรับเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 หรือ B10 จะทำให้ความต้องการใช้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งยังไม่เต็มศักยภาพการผลิตของประเทศ และภาคเอกชนก็มีความพร้อมที่จะรองรับได้ทันที” นางรัดเกล้า กล่าว

อย่างไรก็ตาม นางรัดเกล้า ย้ำว่า การส่งเสริมไบโอดีเซล ต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับคุณภาพ เพื่อแก้ปัญหาการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ในเครื่องยนต์บางประเภท ซึ่งอาจส่งผลต่ออายุการใช้งานของเครื่องยนต์และก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ

พร้อมเสนอให้มีการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเทคโนโลยีไบโอดีเซลขั้นสูง เช่น HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำมันดีเซลคุณภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทยทั้งระบบ โดยเสนอ 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่

1.การกำหนดมาตรฐานคุณภาพปาล์มน้ำมัน เพื่อให้ราคาสะท้อนคุณภาพและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรพัฒนา

2.การส่งเสริมการปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและแข่งขันได้

3.การผลักดันการใช้ไบโอดีเซล เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero

4.การขยายช่องทางตลาดและพัฒนาองค์ความรู้ให้เกษตรกร ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์จนถึงการแปรรูป

“วิกฤตพลังงานโลกอาจยืดเยื้อ แต่สิ่งที่ประเทศไทยทำได้ทันทีคือการเสริมความแข็งแกร่งจากภายใน ใช้ทรัพยากรที่เรามีอย่างปาล์มน้ำมันให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อดูแลทั้งผู้บริโภค เกษตรกร และความมั่นคงของประเทศในระยะยาว” นางรัดเกล้า กล่าวย้ำ