ไชยชนก บอกไม่มีปัญหา การดี จี้ยกเลิก TH-AI Passport ยันโครงการมีคุณภาพ-คุ้มราคา เดินหน้าต่อ

ไชยชนก บอกไม่มีปัญหา การดี จี้ยกเลิก TH-AI Passport  ยันโครงการมีคุณภาพ-คุ้มราคา เดินหน้าต่อ

ไชยชนก บอกไม่มีปัญหา การดี จี้ยกเลิก TH-AI Passport ยันโครงการมีคุณภาพ-คุ้มราคา เดินหน้าต่อ

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.

ไชยชนก บอกไม่มีปัญหา การดี จี้ยกเลิก TH-AI Passport  ยันโครงการมีคุณภาพ-คุ้มราคา เดินหน้าต่อ

เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ยุติโครงการ TH-AI Passport หากไม่ดำเนินการ จะใช้กลไกรัฐสภา ตรวจสอบขั้นสูงสุด ว่า ไม่มีปัญหา เรื่องนี้มีการประสานมาล่วงหน้าแล้วว่าอยากจะมายื่นข้อเสนอที่จะพัฒนาให้ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้มีการออกมา เหมือนที่ชี้แจงไป

นายไชยชนก กล่าวว่า แต่ไม่เป็นไร เพราะเราให้การสนับสนุนเรื่องของการตรวจสอบเต็มที่ และที่ผ่านมามีการพูดคุยมาแล้วหลายรอบ ซึ่งตนก็มั่นใจในส่วนที่กำกับดูแลรับผิดชอบว่า มีการทำโครงการนี้เพื่อให้คุ้มราคา มีคุณภาพ และถือเป็นโครงการที่มีคุณภาพ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึง AI ในมาตรฐานที่มีคุณภาพ หลากหลายโมเดล ฟรีภายในระยะเวลา 1 ปีได้ ดังนั้น เรื่องนี้เราเดินหน้าเต็มที่

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ ปมหลุด บัตรเลือก สว.รอบสุดท้าย ปี 67 ไม่มีผลต่อคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีฮั้ว สว.

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ ปมหลุด บัตรเลือก สว.รอบสุดท้าย ปี 67 ไม่มีผลต่อคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีฮั้ว สว.

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ ปมหลุด บัตรเลือก สว.รอบสุดท้าย ปี 67 ไม่มีผลต่อคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีฮั้ว สว.

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ ปมหลุด บัตรเลือก สว.รอบสุดท้าย ปี 67 “ไม่มีผลชี้ขาดคดีฮั้ว สว.” หากมีหลักฐาน “ฮั้ว สว.ส้ม” เป็นคดีอาญาแผ่นดิน แจ้งความได้ภายในอายุความ

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สืบเนื่องจากการตอบโต้ทางการเมืองระหว่าง สว.นันทนา นันวโรภาส กับนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ปมแฉหลักฐาน ฮั้ว สว.สีส้ม ปั้น สว.ประชาชน  ต่อมามีนายรอย ขุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์ ได้โพสต์ข้ามประเทศผ่านโซเชี่ยลมีเดีย โดยนำบัตรเลือก สว.รอบสุดท้ายมาเปิดเผยต่อสาธารณะนั้น

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า  ปมที่ สว.นันทนา นันวโรภาส ยกสุภาษิตไทย “กินปูนร้อนท้อง” ตอบโต้ทางการเมืองกับนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ยกปมฮั้ว สว.สีส้มปั้น สว.ประชาชน เป็นเพียงการตอบโต้ทางการเมืองกันไปมาเท่านั้น

การหยิบยกสุภาษิตส่อเสียดของ สว.รายนี้ ทำให้แสบๆร้อนๆ แต่เป็นเพียงอารมณ์ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย โดย รธน.มาตรา ๒๑๙ และมาตรฐานจริยธรรม ควบคุมสมาชิกรัฐสภาอยู่

หากนายศุภชัยฯ มีพยานหลักฐาน ควรนำไปกล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีอาญาเพราะเป็นคดีอาญาแผ่นดิน บุคคลใดพบเห็นความผิด กล่าวโทษต่อพนักงานสอยวนได้ ตามป.วิอาญา มาตรา 2(8) โดยโทษตาม พรป.สว.มีอายุความ 10 ปีนับแต่วันที่เกิดเหตุถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2576

ส่วนคดีร้องคัดค้านผลการเลือก สว. แม้ ความปรากฏแก่ กกต.และกกต.ใช้อำนาจ ตาม พรป.สว.ตามมาตรา 41 ตั้งตคณะกรรมการสืบสวนหรือไต่สวน น่าจะพ้นกำหนดระยะเวลาแล้ว เว้นแต่ บุคคลกลุ่มฮั้ว สว.สีส้ม เป็นผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา อาจร้องขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครเลือก สว. ให้ กกต.ไต่สวนได้

ส่วน นางนันทนา ฯ เป็น สว.กลุ่ม สว.ประชาชน หรือไม่ ตนไม่ทราบ เพราะไม่ได้ให้ราคาและไม่รู้จัก 

ส่วนที่ถามว่า นายรอย ขุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์ ได้โพสต์ข้ามประเทศผ่านโซเชี่ยลมีเดียโดยนำข้อมูลบัตรเลือก สว.รอบสุดท้ายมาเปิดเผยนั้น โดยรายการข่าว เรื่องเล่าเช้านี้ ทีวีสีช่อง ๓ นำมาเปิดเผยซ้ำ นั้น

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า ข้อมูลบัตรเลือก สว. เป็นขั้นตอนในการจัดให้มีการเลือก สว.และบันทึภภาพและเสียงไว้เป็นหลักฐานส่วนหนึ่งของการเลือก สว.ปี 2567 และบันทึกทั้งระดับอำเภอ ระดับจังหวัดและระดับประเทศ เป็นไปตาม พรป.สว.

ส่วนการจัดเก็บรักษาเทปบันทึกเสียง เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. และบุคคลที่ กกต.มอบหมายดูแลรักษาจังหวัดและระดับประเทศ 

โพยที่เป็นส่วนหนึ่งของการโกงการเลือก สว.เป็นส่วนหึ่งของพยานหลักฐาน ส่วนบัตรเลือก สว.อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ หากประเด็นว่า ผู้สมัครรายใดเลือกผู้ใด ไม่ใช่ข้อสำคัญ เพราะการบันทึกภาพและเสียงเพื่อป้องกันการทุจริตเลือก สว.และไม่มีบุคคลใดยกขึ้นกล่าวอ้างว่า ผู้สมัครฯเลือกเหมือนกันเพราะเหตุใด ทั้งเป็นเรื่องดุลพินิจในใจพิสูจน์ยาก ว่า เหตุใดผู้สมัคร สว.เลือกบุคคลเดียวกันเพราะตัวแปรใด จะสรุปไปว่า ร่วมกันทุจริตเป็นการคาดคะนน เป็นความเชื่อและไร้พยายหลักฐาน จึงต้องใช้เส้นเงินเชื่อมโยง ระหว่าง ตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน กับผู้สมัคร สว.กลุ่มพลีชีพและกลุ่มที่ได้เป็น สว.มาเชื่อมโยงกัน ดังนั้น นายรอย ขุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์ ได้โพสต์ข้ามประเทศผ่านโซเชี่ยลมีเดีย โดยนำข้อมูลบัตรเลือก สว.รอบสุดท้ายมาเปิดเผยนั้น จึงไม่มีผลกระทบต่อคำวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุม ของ กกต.ในขั้นตอนสุดท้าย

พยานหลักฐานในสำนวนของผู้กล่าวหา เป็นโพยสมคบกันให้ได้มาซึ่งอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและหลักฐานการจ่ายเงิน บัตรเลือก สว. โดยผู้สมัคร สว.รอบสุดท้ายระดับประเทศจะเลือกใคร เป็นเพียงผลจากการเลือก เพราะการกระทำร่วมกันฝ่าฝืนการได้มาซึ่ง สว.ตาม พรป.สว.ต้องมีพฤติการณ์แห่งคดีได้เกิดขึ้น “ก่อน”สมัครในระดับอำเภอ  เป็นสารตั้งต้น มิใช่ผลบั้นปลาย ในระดับจังหวัดและระดับประเทศ ดังนั้น จึงไม่เป็นข้อสำคัญแห่งคดี การเปิดเผยไม่มีผลต่อการวินิจฉัยชี้ขาดในชั้นที่ประชุมใหญ่ กกต.

ส่วนบุคคลใด นำข้อมูลการบันทึกภาพและเสียง มาเปิดเผยหลังพ้นกำหนด 2 ปี ที่เป็นเงื่อนไขในการทำลายตามระเบียบ กกต.ต้องไปถาม กกต.ว่า ยังจำเป็นที่ต้องจัดเก็บรักษาไว้ในระหว่างคดีหรือไม่ เพราะไม่ได้พิพาทกันเรื่อง “บัตรเลือก สว.” แต่เป็นประเด็นข้อกล่าวหา”สมคบกันให้ได้มาซึ่งอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ” ถือคนละส่วนกัน

ส่วนความเห็นของนายรอย ขุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์ ที่ปัจจุบันพำนักที่ต่างประเทศ เป็นการวิเคราะห์โชว์ในการวิเคราะห์เป็นเพียงความเชื่อส่วนตัวถึงความเป็นไปได้ โดยนาบรอยฯไม่ได้มีส่วนได้เสียและเป็นเครื่องมือให้แก่กลุ่มที่เซาะกร่อนบ่อนทำลาย กกต.องค์กรอิสระเท่านั้น ทั้งข้อมูลที่นายรอยฯได้ ไม่มีกลุ่มอื่น นอกจากกลุ่มพลีชีพที่เคลื่อนไหวขู่จะเปิดเผยเอกสารในสำนวนเพื่อให้ กกต.ชี้ขาดตามความเห็นส่วนตัวของตนเท่านั้น

อนุทิน นั่งหัวโต๊ะ สมช. ถกชายแดนใต้ ประเมินผลเลื่อนคุย BRN

อนุทิน นั่งหัวโต๊ะ สมช. ถกชายแดนใต้ ประเมินผลเลื่อนคุย BRN

อนุทิน นั่งหัวโต๊ะ สมช. ถกชายแดนใต้ ประเมินผลเลื่อนคุย BRN

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.50 น.

“นายกฯ” เตรียม นั่งหัวโต๊ะ สมช. ถกชายแดนใต้ จับตาประเมินผลเลื่อนคุย BRN พร้อมรับฟังผลหารือ รมว.กลาโหม หลังเยือนมาเลเซีย

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เตรียมเป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยคาดว่า ในการๆประชุมจะติดตามและประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างใกล้ชิด ภายหลังการพูดคุยสันติสุขกับกลุ่มบีอาร์เอ็น (BRN) ถูกเลื่อนออกไป

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า คาดว่าที่ประชุม สมช. จะรับฟังการประเมินสถานการณ์ด้านการข่าวและความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงผลกระทบจากการเลื่อนการพูดคุยกับ BRN พร้อมพิจารณามาตรการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและการปฏิบัติงานของหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ความรุนแรงขยายตัว

นอกจากนี้ คาดว่าที่ประชุมจะรับทราบผลการหารือของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม หลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนมาเลเซีย โดยเฉพาะความร่วมมือด้านความมั่นคง การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง และแนวทางผลักดันกระบวนการสันติสุขให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ รวมถึงติดตามความคืบหน้าการทำงานของคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทย และแนวทางกำหนดกรอบการพูดคุยครั้งต่อไป

สัปดาห์หน้าต้องรู้ผล! ‘มท.4’ กำชับเร่งคดี ‘โกงสอบท้องถิ่น’ ยันไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ-ยืดเยื้อ

สัปดาห์หน้าต้องรู้ผล! ‘มท.4’ กำชับเร่งคดี ‘โกงสอบท้องถิ่น’ ยันไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ-ยืดเยื้อ

สัปดาห์หน้าต้องรู้ผล! ‘มท.4’ กำชับเร่งคดี ‘โกงสอบท้องถิ่น’ ยันไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ-ยืดเยื้อ

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

สัปดาห์หน้าต้องรู้ผล! ‘มท.4’ กำชับเร่งคดี ‘โกงสอบท้องถิ่น’ ยันไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ-ยืดเยื้อ หากพบใครผิดต้องเจอโทษหนัก – สุจริตต้องได้รับความเป็นธรรม

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ว่า ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการในทุกมิติ เพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว ยืนยันว่าภายในสัปดาห์หน้าจะต้องมีความคืบหน้าหรือข้อสรุปในส่วนที่ดำเนินการได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ทั้งนี้ การสอบแข่งขันเพื่อเข้ารับราชการท้องถิ่น เป็นประตูสำคัญของคนรุ่นใหม่และผู้ที่มีความตั้งใจเข้ารับราชการ หากปล่อยให้เกิดการทุจริต ย่อมกระทบต่อหลักคุณธรรมและทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ

“ผมกำชับทุกหน่วยงานว่า อาทิตย์หน้าต้องรู้ผลในส่วนที่ดำเนินการได้ ไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ ไม่ปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อ ประชาชนต้องได้รับคำตอบ และผู้ที่เข้าสอบด้วยความสุจริตต้องได้รับความเป็นธรรม” นายวรศิษฎ์ กล่าว

รมช.มหาดไทย กล่าวด้วยว่า หากผลการตรวจสอบพบว่ามีบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดทั้งทางวินัย ทางปกครอง และทางอาญา โดยไม่มีข้อยกเว้น และจะไม่คำนึงถึงตำแหน่งหรืออิทธิพลของผู้ใด นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเร่งรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน โปร่งใส และเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

“กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับธรรมาภิบาลในการบริหารงานท้องถิ่น และจะไม่ยอมให้การทุจริตบั่นทอนโอกาสของผู้ที่เข้าสอบด้วยความสามารถและความสุจริต เพราะ “ความจริงต้องปรากฏ ความยุติธรรมต้องเกิดขึ้น และคนโกงต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” นายวรศิษฎ์ กล่าว

งานเข้า! ‘ศรีสุวรรณ’ บุก กกต.ร้องสอบ ผู้สมัคร สว.สีส้ม จัดประชุมก่อนเลือก เข้าข่ายฮั้วด้วยหรือไม่

งานเข้า! ‘ศรีสุวรรณ’ บุก กกต.ร้องสอบ ผู้สมัคร สว.สีส้ม จัดประชุมก่อนเลือก เข้าข่ายฮั้วด้วยหรือไม่

งานเข้า! ‘ศรีสุวรรณ’ บุก กกต.ร้องสอบ ผู้สมัคร สว.สีส้ม จัดประชุมก่อนเลือก เข้าข่ายฮั้วด้วยหรือไม่

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

“ศรีสุวรรณ”บุก กกต.ร้องสอบ ปม”จัดประชุมก่อนเลือก” เข้าข่ายฮั้วด้วยหรือไม่/แนะ กกต.สามารถหยิบไต่สวนได้เอง ชี้ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย 

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อกกต. เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประ กอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 41 ในการสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน กรณีมีการพูดกันว่ามีกลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา(สว.) 300 คน ที่มาพบกันที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี มีพฤติการณ์หรือการกระทำที่มีการวางแผนจัดคนฝ่ายของตนมาดำเนินการในการเลือก สว.อันมิชอบด้วยกฎหมาย หรือทำให้การเลือกดังกล่าวอาจไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ อย่างไร

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตามที่สื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ นักวิชาการ และนักการเมืองตอบโต้กันไปมาเกี่ยวกับการฮั้วการเลือก สว.กลุ่มหนึ่งที่ผ่านมา โดยเรื่องดังกล่าวอยู่ในการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)แล้วนั้น แต่ปรากฎว่ามีการพูดถึงพฤติการณ์ของการเลือก สว.อีกกลุ่มหนึ่งที่มักเรียกกันว่า สว.สีส้ม ซึ่งก็มีพฤติการณ์ไม่ต่างกับกลุ่ม สว.ชุดแรกที่ กกต. และดีเอสไอกำลังสืบสวนและไต่สวนอยู่ ซึ่งผู้สมัคร สว.กลุ่มนี้ประมาณ 300 คนมีการจัดประชุมและพบปะกันที่ห้องจูปีเตอร์ เมืองทองธานีด้วยเช่นกัน จะถือเป็นการวางแผนฮั้วกันด้วยหรือไม่
         
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า เหตุดังกล่าวจึงเป็นข้อสงสัยในการกระทำของผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวที่อาจทำให้การเลือก สว.ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต. มีอำนาจเริ่มสืบสวนหรือไต่สวนได้เอง แม้ไม่มีผู้ร้องเรียน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ปี2560 มาตรา 41 ซึ่งบัญญัติไว้โดยสรุปว่า “เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อคณะกรรมการไม่ว่าโดยทางใด ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งหรือผู้กล่าวหาหรือไม่… คณะกรรมการมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้มีการสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานโดยพลัน”

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า  การเลือก สว. เป็นการแข่งขันของผู้สมัครแต่ละคนอย่างอิสระ แต่มีบางคนออกมาพูดว่าเป็นเรื่องของ “ภารกิจร่วม” “ทีมเดียวกัน” “ส่งคนของเราเข้าไป” และ “ส่งไม้ต่อ” อย่างเปิดเผย ซึ่งถ้าฝ่ายหนึ่งเรียกสิ่งนี้ว่า “การจัดตั้ง” หรือ “การทำงานเป็นทีม” แล้วเหตุใด เมื่ออีกฝ่ายถูกกล่าวหาในลักษณะคล้ายกันจึงถูกเรียกว่า “ฮั้ว” ซึ่งเรื่องนี้จะผิดหรือไม่ผิด เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ใครจะตัดสินกันเอง แต่สิ่งที่สังคมมีสิทธิถามคือ ทำไมพฤติกรรมที่ดูคล้ายกัน พอเป็นคนที่ตัวเองเชียร์ถึงเรียกว่า “ทำงานร่วมกัน” หรือ “จัดตั้ง” แต่พอเป็นฝ่ายตรงข้ามกลับรีบใช้คำว่า “ฮั้ว” เพราะถ้าจะใช้มาตรฐาน ก็ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย อย่าให้คำว่า “ฮั้ว” กลายเป็นแค่คำด่าทางการเมืองที่เลือกใช้เฉพาะกับคนที่ตัวเองไม่ชอบเท่านั้น

ดังนั้นเพื่อมิให้เป็นการเลือกปฏิบัติ กกต. ในฐานะที่เป็นผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ปี2560 จะต้องทรงไว้ซึ่งความเป็นธรรม จำต้องดำเนินการสืบสวนและไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติตามกฎหมายโดยพลัน โดยตนได้ทำคำร้องพร้อมพยานหลักฐานเบื้องต้นมามอบให้ กกต.ได้ตั้งเรื่องเพื่อนำไปสู่การสืบสวนและไต่สวนตามครรลองของกฎหมายต่อไป

ภคมน ตั้งข้อสังเกต โกงสอบท้องถิ่น ผ่าน 40 วันไม่คืบ ไทม์ไลน์ฮั้วตั้งแต่เริ่มต้น

ภคมน ตั้งข้อสังเกต โกงสอบท้องถิ่น ผ่าน 40 วันไม่คืบ ไทม์ไลน์ฮั้วตั้งแต่เริ่มต้น

ภคมน ตั้งข้อสังเกต โกงสอบท้องถิ่น ผ่าน 40 วันไม่คืบ ไทม์ไลน์ฮั้วตั้งแต่เริ่มต้น

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.57 น.

‘ภคมน’ ตั้งข้อสังเกต หลังโกงสอบท้องถิ่นผ่าน 40 วันไม่คืบหน้า ชวนย้อนไทม์ไลน์จะพบว่า เป็นการ ‘สั่งตั้งแต่เมื่อวาน’ ฮั้วกันตั้งแต่เริ่มต้น หลัง ม.บูรพา ซึ่งเคยชนะการเสนอราคา แต่ถูกยกเลิกสัญญาเมื่อต้นปี 2568 และเปลี่ยน TOR ใหม่ จนได้ มศว. จัดสอบแทน 

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569  น.ส.ภคมน หนุนอนันต์  ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน กล่าวว่า นับตั้งแต่วันแรกที่เจ้าหน้าที่บุกเข้าไปยังอาคารแห่งหนึ่งที่นนทบุรี จนถึงขณะนี้ ผ่านมากว่า 40 วันแล้ว แต่ ‘มหากาพย์ทุจริตสอบท้องถิ่น’ มูลค่าทุจริต 5,000 ล้านบาท ที่ควรจะมีความคืบหน้ามากกว่านี้

จนถึงวันนี้ กลับยังไม่มีอะไรมากไปกว่าข่าวการ ‘จ่อ’ ออกหมายเรียก หรือ ‘จ่อ’ ออกหมายจับ โดยยังไม่มีท่าทีว่าจะขยายผลไปตรวจเส้นทางการเงินของใครเลยแม้แต่รายเดียว

ทั้งที่มีข้อมูลหลายจุดที่ทำให้น่าสงสัยว่า ขบวนการโกงสอบท้องถิ่นนั้นมีการเตรียมการฮั้วกันตั้งแต่เริ่มแรกในระดับ TOR 

จากการติดตามซักถามในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ก็ยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองว่าทำถูกต้องทุกขั้นตอน ขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ก็ยืนยันว่าดำเนินการตามข้อตกลงและขอบเขตของงาน (TOR) อย่างเคร่งครัด

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า  ตนในฐานะประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ตั้งข้อสังเกตตั้งแต่แรกว่า การทุจริตสอบท้องถิ่น 2568 ไม่มีทาง ‘สั่งวันนี้เสร็จเมื่อวาน’ แน่ๆ แต่เป็นการ ‘สั่งไว้ตั้งแต่เมื่อวาน’ มากกว่า มีการวางแผนทำกันเป็นขบวนการ ซึ่งจะเห็นได้ชัดหากย้อนไทม์ไลน์กระบวนการทั้งหมดว่ามีร่องรอยความไม่ชอบมาพากลตั้งแต่ปี 2566

“จุดเริ่มต้นของการ ‘รู้เห็นเป็นใจ’ ระหว่าง สถ. และ มศว จนนำไปสู่ความเสียหายมากมายขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องของการแอบทุจริตกันกลางทาง แต่มีข้อสังเกตว่า เป็นการจัดวางและวางแผนกันมาตั้งแต่แรก” ภคมนกล่าว

น.ส.ภคมน กางให้เห็นเส้นเรื่องว่า การโกงระดับมหากาพย์ระดับนี้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ และไม่ใช่เป็นการร่วมมือกันของระดับผู้ปฏิบัติการเล็กๆ ที่เตรียมการไว้ก่อนเท่านั้น แต่เป็นระดับหัวหน้าที่มีอำนาจตัดสินใจ เริ่มตั้งแต่กระบวนการเลือกผู้รับจ้าง ว่าทำไมสุดท้ายจึงกลายเป็น มศว ทั้งที่คิดราคาจ้างแพงกว่ามหาวิทยาลัยอื่นอย่างมหาวิทยาลัยบูรพา (ม.บูรพา) หรือมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

 “ความจริงแล้ว งานนี้ ม.บูรพา เป็นผู้ชนะการเสนอราคาตั้งแต่แรก แต่กลับมีการเปลี่ยนตัวผู้รับจ้างเป็น มศว ในภายหลัง โดยอ้างว่า ม.บูรพา มีประวัติการทุจริต ซึ่งในเวลาต่อมา ม.บูรพา ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเปลี่ยนแปลงดังกล่าวและเป็นฝ่ายชนะอุทธรณ์”

[ลำดับเหตุการณ์การจ้างเหมาจัดสอบ]

– ธันวาคม 2566: เมื่อ ม.บูรพา ชนะการอุทธรณ์ สถ. ได้ต่อรองขอลดราคา ซึ่งทาง ม.บูรพา ยินยอมลดราคาลงเหลือ 82,500,000 บาท (เฉลี่ย 275 บาท/คน)

– 28 ธันวาคม 2566: สถ. ออกประกาศให้ ม.บูรพา เป็นผู้ชนะการเสนอราคาอย่างเป็นทางการ

– 16 มกราคม 2567: ม.บูรพา เข้าลงนามในสัญญาจ้างเหมาจัดสอบกับ สถ. ตามขั้นตอนปกติ

– 22 มกราคม 2567: สถ. ออกหนังสือขอชะลอกระบวนการลงนามสัญญา โดยอ้างว่ามีข้อร้องเรียนเรื่อง ม.บูรพา มีประวัติการจัดสอบที่ทุจริต

– 25 มกราคม 2567: ม.บูรพา เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อชี้แจงมาตรการป้องกันการทุจริตที่ถูกกล่าวหา

– พฤษภาคม 2567: ม.บูรพา เข้าร่วมประชุม กสถ. อีกครั้ง เพื่อนำเสนอแผนงานและแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

– กุมภาพันธ์ 2568: สถ. ออกประกาศและหนังสือลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ยกเลิกประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคา ซึ่งก็คือยกเลิกสัญญากับ ม.บูรพา

[ข้อเท็จจริงและข้อสังเกตเรื่อง TOR]

ในเวลาต่อมา เมื่อมีการสอบถาม สถ. ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ไม่พบข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริตของ ม.บูรพา แต่อย่างใด อีกทั้ง สถ. ก็ไม่เคยแจ้งผลการยุติการตรวจสอบข้อร้องเรียนให้ ม.บูรพา ทราบตามที่เคยระบุไว้

นอกจากนี้ หนึ่งในเหตุผลหลักที่ สถ. นำมาอ้างในการยกเลิกสัญญากับ ม.บูรพา คือการระบุว่า “ขอบเขตของงาน (TOR) เดิมไม่รัดกุม และเปิดช่องไม่ให้ผู้ว่าจ้างเข้าไปตรวจสังเกตการณ์ได้ทุกขั้นตอน”

“ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้นและไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง เพราะ TOR ดังกล่าวมาจากคณะกรรมการกำหนด TOR ที่แต่งตั้งโดย นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ (อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) เอง ซึ่งผู้รับจ้างอย่าง ม.บูรพา ไม่มีสิทธิ์เข้าไปเขียนหรือกำหนด TOR ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” น.ส.ภคมน กล่าว

[ข้อสงสัยเรื่องการ ‘ล็อกสเปก’]

หลังจากยกเลิก ม.บูรพา แล้ว สถ. ได้จัดหาผู้จัดสอบรายใหม่ จนได้ มศว เข้ามาเป็นผู้จัดสอบ พร้อมกับมีการปรับแก้ TOR ขึ้นมาใหม่

ข้อสังเกตของภคมนคือ TOR ฉบับใหม่ แม้จะไม่ได้เขียนชื่อผู้ชนะออกมาตรงๆ แต่เป็นการเปลี่ยนกติกาหลายจุดพร้อมๆ กัน ซึ่งส่งผลให้ผู้เสนอราคารายใดรายหนึ่งได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด

“การไล่เรียงเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ไม่ได้กำลังบอกว่าหาก ม.บูรพา ได้รับจัดสอบแล้วจะไม่เกิดการโกง เพราะเรื่องนี้ไม่มีใครทราบ แต่กำลังชี้ให้เห็นว่า กระบวนการเลือกผู้รับจ้างมีความตั้งใจที่จะ ‘ล็อกเป้า’ หรือ ‘ฮั้ว’ มาตั้งแต่แรกเริ่ม”

น.ส.ภคมน เปิดเผยข้อมูลเพิ่มว่า มีแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือบอกว่า ก่อนที่จะมีการล็อกเป้า มีการพูดคุยถึงเงื่อนไขบางอย่างที่จะเกิดขึ้นไว้ก่อนแล้ว ซึ่งตัวแทนของผู้ชนะการประกวดราคาก็ยอมรับเงื่อนไขนั้น สุดท้ายผลประโยชน์จึงลงตัวเพราะ ‘มีผู้ยื่นเงื่อนไข และมีผู้ตอบสนองเงื่อนไข’ นั่นเอง

DSI ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ‘ภาวุธ’ขอเลื่อน อ้างติดประชุม กมธ. ยันเข้าพบตามนัด 3 ส.ค.

DSI ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 'ภาวุธ'ขอเลื่อน อ้างติดประชุม กมธ. ยันเข้าพบตามนัด 3 ส.ค.

DSI ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ‘ภาวุธ’ขอเลื่อน อ้างติดประชุม กมธ. ยันเข้าพบตามนัด 3 ส.ค.

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.46 น.

“ภาวุธ”ไม่มารับทราบข้อหาDSI ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 แจงยังไม่เห็นหมายเรียก และติดประชุมกมธ. เจ้าตัวยืนยันนัดหมายเดิมวันที่ 3 ส.ค. ขณะที่DSI ระบุยังไม่ถือขัดต่อหมายเรียก เหตุปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวน-เคยส่งเอกสารขอเลื่อนก่อนหน้านี้แล้ว ส่วน “ดาราชายชื่อดัง” ดีเอสไอออกหมายเรียกรับทราบข้อหาครั้งที่ 1 วันที่ 3 ส.ค.69 เจ้าตัวยังไม่ส่งทนายขอเลื่อนหมาย

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คดีซื้อขายฟอเร็กซ์ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุ ญาต ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญารัชดา ภิเษกขอออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และข้อหาฉ้อโกงประชาชน ซึ่งมีรายชื่อนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ นักแสดงชื่อดังอย่าง รวมอยู่ด้วย แต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง พร้อมให้พนัก งานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหา 22 รายแทน เนื่องจากยังมีภูมิลำเนาเป็นหลักแหล่งและสามารถเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายได้ โดยศาลอนุมัติออกหมายจับเพียง 2 ราย ได้แก่ นางสาวมัลลิกา มากสลุด ผู้บริหารและกรรมการบริษัทคิวอาร์เอส เอ็ดดูเคชั่น จำกัด หรือโบรกเกอร์ QRS Global ในประเทศไทย และ นายธีรพงษ์ คงแก้ว หรือโค้ชเจมส์ เป็นผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีฉ้อโกงประชาชน และความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการเป็นผู้แนะนำการลงทุน (IB) ชักชวนและสอนเทรดซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex)นั้น 

ความคืบหน้าล่าสุุด ที่ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) ชั้น 2  ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้พิจารณาออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้ง 22 ราย คดีซื้อขายฟอเร็กซ์(Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาตในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้จดทะเบียน ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการ
กระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงินนั้น โดยเมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา นายภาวุธ ได้มอบอำนาจให้นายภิรัช ตรีเพชร ทนาย ความประจำตัว เดินทางเข้าพบคณะพนัก งานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ เพื่อยื่นเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 โดยให้เหตุผลว่าได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ในเวลากระชั้นชิด จึงต้องกลับไปรวบรวมเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อจะได้นำมาชี้แจงแก่พนักงานสอบสวน อีกทั้งนายภาวุธยังติดภารกิจในวันดังกล่าว จึงไม่สามารถเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันนั้นได้ และขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาไปเป็นวันที่ 3 ส.ค.69 อย่างไรก็ดี คณะพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้ว มีมติออกหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2 แก่นายภาวุธ ให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในวันศุกร์ที่ 31 ก.ค.69 แทน

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถาม นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ ป้อม สส.บัญ ชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่าในวันนี้จะมีการเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกครั้งที่ 2 หรือไม่ หรือจะส่งทนายความขอเลื่อนหมายเรียกหรือไม่นั้น โดย นายภาวุธ เปิดเผยผ่านทางโทรศัพท์ว่า วันนี้ตนยังจะไม่ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน เนื่องด้วยติดประชุมกรรมาธิการ ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้มอบหมายให้ทนายความส่งเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกไปเป็นวันที่ 3 ส.ค.69 พร้อมยืนยันว่าในวันดังกล่าวจะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นเวลาใดจะขอปรึกษากับทีมงานก่อน ขณะที่ประเด็นเรื่องหมายเรียกครั้งที่ 2 ที่มีการนัดหมายวันนี้ ตนยังไม่เห็นเอกสารหมายเรียกดังกล่าวแต่อย่างใด

ขณะที่ รายงานภายในจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) เผยว่ากรณีที่นายภาวุธ จะไม่ได้เดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2 และไม่ได้ส่งทนายทนายความมาขอเลื่อนนั้น ทางพนักงานสอบสวนจะไม่ได้มีการขอศาลออกหมายจับแต่อย่างใด เนื่องด้วยก่อนหน้านี้นายภาวุธได้เคยเข้ามาแสดงตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวนเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็ได้มีการโทรศัพท์ประสานกับคณะพนักงานสอบสวนไว้แล้ว ว่าจะไม่ได้มีการเข้ามาพบแต่อย่างใด จึงไม่ถือเป็นการขัดต่อหมายเรียกครั้งที่ 2 ทำให้กำหนด การนัดหมายยังเป็นวันที่ 3 ส.ค.69

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีของดาราชายชื่อดัง ที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 นัดหมายให้เข้าพบในวันที่ 3 ส.ค.69 เวลา 10.00 น. ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มอบหมายให้ทนาย ความดำเนินการประสานขอเลื่อนหมายเรียกครั้งที่ 1 แต่อย่างใด

‘ธนกร’ ลงพื้นที่สงขลา รับฟังปัญหาด่านชายแดนสะเดา

‘ธนกร’ ลงพื้นที่สงขลา รับฟังปัญหาด่านชายแดนสะเดา

‘ธนกร’ ลงพื้นที่สงขลา รับฟังปัญหาด่านชายแดนสะเดา

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.40 น.

“ธนกร” ลงพื้นที่สงขลา รับฟังปัญหาด่านชายแดนสะเดา เผยชาวบ้านยื่น 5 ข้อเรียกร้องหลังเปิดใหม่ เพื่อพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวชายแดนด่านนอกอย่างยั่งยืน เย้ยดีลลับแดง-เขียวเปลี่ยนนายกฯ ตกคณิตศาสตร์ ชี้จะปูดข่าวทั้งทีลองนับเลขเก้าอี้ ส.ส.ดูก่อน ย้ำพรรคร่วมรัฐบาลยังแน่นปึ้ก

31 กรกฎาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา เพื่อรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชน โดยมีนายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย และนายศาสตรา ศรีปาน ประจำสำนักเลขาธิการนายกฯให้การต้อนรับ

นายธนกร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาลไทยและมาเลเซียได้ทำพิธีเปิดใช้งาน “ด่านพรมแดนสะเดาแห่งใหม่” อย่างเป็นทางการว่า เป็นการยกระดับการขนส่ง โดยตัวด่านใหม่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ขยายของอำเภอสะเดา เชื่อมต่อกับด่านบูกิตกายูฮิตัม ประเทศมาเลเซีย ในขณะที่ด่านเดิม ตั้งอยู่บริเวณบ้านคลองพรวน ถนนกาญจนวณิชย์ ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา (ย่านเศรษฐกิจใจกลางชุมชนด่านนอก) เปิดให้บริการมานานกว่า 30 ปี ทั้งนี้ การย้ายและเปิดใช้งานด่านใหม่ดังกล่าวทำให้ชาวบ้านและผู้ประกอบการในย่านเศรษฐกิจด่านนอกเกิดความกังวลว่า พื้นที่การค้าเดิมจะซบเซาและกลายเป็นเมืองร้าง จึงเรียกร้อง 5 ข้อต่อรัฐบาล ดังนี้

1. คงการใช้งานด่านเก่า (บริเวณด่านนอก) โดยเปิดใช้งานคู่ขนานกับด่านใหม่ รวมทั้งกำหนดช่องทางเข้า-ออกอย่างน้อยอย่างละ 3 ช่องทาง เพื่อรักษาเศรษฐกิจของชุมชนด่านเดิมที่ไม่ควรถูกตัดขาด

2. จัดระเบียบเส้นทางคมนาคมแยกประเภทรถให้ชัดเจน โดยด่านเก่า (ด่านนอก) ให้เป็นเส้นทางสำหรับรถนักท่องเที่ยว รถยนต์ส่วนบุคคล รถตู้ และรถทัวร์ ผ่านเข้ามาเที่ยวในย่านธุรกิจใจกลางเมือง ส่วนด่านใหม่ ให้กลุ่มรถขนส่งสินค้า และรถบรรทุกขนาดใหญ่ใช้ทั้งหมด เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดและอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์

3. ทำบันทึกข้อตกลง (MOA) หรือเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการจากภาครัฐว่าจะไม่ปิดด่านเก่าในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน

4. รัฐร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยทำ MOU ร่วมกับผู้ประกอบการทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันวางแผนพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวชายแดนด่านนอกอย่างยั่งยืน

5. ติดป้ายบอกทางให้ชัดเจน โดยจัดทำป้ายบอกเส้นทางขนาดใหญ่ให้ทั่วถึง เพื่อนำทางนักท่องเที่ยวให้เดินทางมายังด่านเก่าและย่านการค้าด่านนอกได้อย่างถูกต้อง  ทั้งนี้ตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

นายธนกร ยังกล่าวถึงกรณีที่นายไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองระบุว่า มีดีลลับแดง-เขียว พูดคุยกันที่โมนาโกเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนในการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ส่วนตัวไม่ให้น้ำหนักกับคำพูดของนายไทกรอยู่แล้ว และถ้าคนที่มองการเมืองออก เล่นการเมืองเป็น ย่อมรู้ว่าถ้าจะมีการเจรจากันจริงก็แค่ยกหูหรือไปหาที่บ้านก็ได้ ไม่จำเป็นต้องบินไปคุยกันถีงต่างประเทศ นอกจากนี้ ที่ผ่านมาในหลายๆ ครั้ง นายไทกรก็มักจะพูดลอยๆ แต่ไม่เคยแสดงหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันอะไรเลย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวนายไทกรเอง แล้วสุดท้ายสังคมจะเลิกเชื่อถือคำพูดของนายไทกรในที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีฝ่ายการเมืองบางฝ่ายเชื่อว่ารัฐบาลในเวลานี้มีรอยร้าว นายธนกร กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าเสียงในสภาฯ ของพรรคร่วมรัฐบาลยังมั่นคงแข็งแรง หากเรื่องไหนที่พรรคร่วมรัฐบาลมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันทางการเมือง ก็จะนำทุกประเด็นไปหารือกันในคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ทั้งเรื่องกฎหมายไปจนถึงประเด็นทางการเมือง ซึ่งทุกเรื่องสามารถพูดคุยกันได้

“ทุกพรรคร่วมรัฐบาลมีความคิดเห็นที่ต่างกันทางการเมืองถือเป็นเรื่องปกติ แต่สามารถหาจุดกึ่งกลางร่วมกันเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติได้ เรื่องดีลลับแดง-เขียวผมมองว่าเลอะเทอะ ตกคณิตศาสตร์ คนพูดก่อนออกมาปล่อยข่าวได้ลองนับเลขดูก่อนแล้วหรือยังว่าเก้าอี้ ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทยมีอยู่เท่าไหร่ เอาเวลาไปทำอะไรที่มันเข้าท่าเข้าทาง ทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์ยังดีกว่า” นายธนกร กล่าว

ปกรณ์ เร่งรื้อกฎหมายกว่า 100 ฉบับ ลดต้นทุนธุรกิจ เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ อีก 1-2 เดือนเห็นผล

ปกรณ์ เร่งรื้อกฎหมายกว่า 100 ฉบับ ลดต้นทุนธุรกิจ เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ อีก 1-2 เดือนเห็นผล

ปกรณ์ เร่งรื้อกฎหมายกว่า 100 ฉบับ ลดต้นทุนธุรกิจ เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ อีก 1-2 เดือนเห็นผล

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

“ปกรณ์” รับลูกข้อเสนอเอกชน เร่งรื้อกฎหมายกว่า 100 ฉบับ ลดต้นทุนธุรกิจ เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ เน้นท่องเที่ยว อุตสาหกรรม อีก 1-2 เดือนเห็นผล

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศว่า ขณะนี้ได้เริ่มทำงานร่วมกับภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อตรวจสอบกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ

ทั้งนี้ กฎหมายที่ภาคเอกชนเสนอให้แก้ไขล่าสุดมีประมาณ 100 กว่าฉบับ โดยข้อเสนอส่วนใหญ่มาจากสภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้า ซึ่งยังต้องจัดกลุ่มรวมกันให้ชัด เพื่อแยกว่ากฎหมายใดกระทบต่อเศรษฐกิจและการแข่งขันมากที่สุด

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวทางทำงานครั้งนี้จะไม่ทำเป็นแผนแม่บทขนาดใหญ่ เพราะใช้เวลานานและอาจไม่ทันสถานการณ์ แต่ได้ขอให้ภาคเอกชนระบุให้ชัดว่า กฎหมายไม่ดีตรงไหน ต้องแก้ถ้อยคำใด เมื่อได้ร่างข้อความที่ชัด จะนำไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทันที

นายปกรณ์ กล่าวว่า หลังรับฟังความคิดเห็นและได้ข้อสรุปร่วมกัน จะเสนอหลักการต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานเจ้าของกฎหมายไปดำเนินการแก้ไขตามระบบ โดยจะเน้นเรื่องที่ทำได้จริงและเกิดผลต่อผู้ประกอบการเร็วที่สุด

ทั้งนี้ รัฐบาลจะจัดลำดับความสำคัญของกฎหมายตามยุทธศาสตร์ 7 Leading Thailand โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเอกชนสะท้อนตรงกันว่า หากต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังสูง ไทยจะแข่งขันกับประเทศอื่นได้ยากขึ้น

นายปกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ให้ทีมงานหารือล่วงหน้ากับภาคเอกชนแล้ว เพื่อดูว่าข้อเสนอใดเป็นประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้จริง โดยมีการจัดทำระบบให้เอกชนสามารถใส่ประเด็นเข้าไปและเพื่อติดตามความคืบหน้าของแต่ละเรื่องได้ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีต้นทุนเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะราคาพลังงานที่สูงมาก ซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกธุรกิจ หากไม่แก้เรื่องเหล่านี้ควบคู่กัน การแก้กฎหมายอย่างเดียวอาจยังไม่พอ

“เดิมคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว คาดว่าอีก 1-2 เดือนจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยต้องเร่งทำ เพราะเวลาไม่รอ วาระรัฐบาลเดินเร็ว และประเทศต้องการความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้” นายปกรณ์ กล่าว 

ศุภชัย งัด พุทธภาษิตเตือน นันทนา บอกระวังตก ปากปล่องภูเขาไฟ

ศุภชัย งัด พุทธภาษิตเตือน นันทนา บอกระวังตก ปากปล่องภูเขาไฟ

ศุภชัย งัด พุทธภาษิตเตือน นันทนา บอกระวังตก ปากปล่องภูเขาไฟ

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.57 น.

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความระบุว่า  นันทนา ขวัญใจของผม 
พุทธภาษิตว่าไว้

“นตฺถิ สจฺจสมํ ธมฺมํ”

“ไม่มีธรรมใดเสมอด้วยความสัตย์”

พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า

“ผู้ที่ไม่ละการพูดเท็จ ย่อมทำบาปได้ทุกอย่าง“

ที่คุณกล่าวว่าผู้มาชุมนุมกัน 300 คน ลงขันกันเอง จ่ายค่าห้องจัดเลี้ยง มีใบเสร็จหรือไม่

เพราะ”ใบเสร็จ“ที่ผมมีมันระบุว่าคุณ…….หิรัญ……จากฟ้าเดียวกัน นะจ๊ะ

ใครเท็จใครแท้ก็จะได้พิสูจน์กัน 

แต่เรื่องบาปใครพูดเท็จก็รับบาปเอาก็แล้วกัน เรื่องนี้ตัวใครตัวมัน

จะให้ผมเป็น“กอลลัม” ก็โอเคนะอย่างน้อยผมก็ได้หลอกล่อคุณมาอยู่ที่ ปากปล่องภูเขาไฟได้แล้ว รอดูกันว่าใครจะตกลงไปในปล่องภูเขาไฟนั้น

FC ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แบบ พี่ติ๊กชิโร่เลย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : นันทนา ฮึ่มกลับ ศุภชัย ปมรวมตัว 300 สว.ประชาชน ลั่นจ่ายเงินเอง ไม่เคยโกงเข้ามา

ศุภชัย สวนกลับ สว.นันทนา ใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่ต้องร้อนตัว แฉเรียกประชุม สว.ส้ม ไม่ได้แชร์ค่าใช้จ่ายกัน