ปลัด มท.เซ็นแต่งตั้ง ขรก.ระดับสูง 6 ตำแหน่ง เริ่มปฏิบัติหน้าที่ 26 มี.ค.

ปลัด มท.เซ็นแต่งตั้ง ขรก.ระดับสูง 6 ตำแหน่ง เริ่มปฏิบัติหน้าที่ 26 มี.ค.

ปลัด มท.เซ็นแต่งตั้ง ขรก.ระดับสูง 6 ตำแหน่ง เริ่มปฏิบัติหน้าที่ 26 มี.ค.

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.18 น.

“ปลัด มท.”เซ็นแต่งตั้ง ขรก.ระดับสูง 6 ตำแหน่ง “ผู้ช่วยปลัดฯ-รองอธิบดีโยธาฯ-ที่ดิน-ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น” เริ่มปฏิบัติหน้าที่ 26 มี.ค.

18 มีนาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย 4 คำสั่ง ลงวันที่ 16 มี.ค.69 แต่งตั้งข้าราชการตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้น ตำแหน่งผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย 1 ราย ได้แก่ น.ส.กาญจน์ชนิษฐา เอกแสงศรี จากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

ตำแหน่งรองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง 2 ราย ได้แก่ 1.น.ส.สิริกุล เลี้ยงอนันต์ จากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกรมโยธาธิการและผังเมือง 2.น.ส.สุภัทรา ชัยเทวารัณย์ จากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกรมโยธาธิการและผังเมือง

ตำแหน่งรองอธิบดีกรมที่ดิน 2 ราย ได้แก่ 1.นายไตรรัตน์ เทพบริรักษ์ จากตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร 2.นายธนวัฒน์ พัศดารักษ์ จากตำแหน่งผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กรมที่ดิน

และตำแหน่งรองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 1 ราย ได้แก่ นายบุญประสงค์ นวลสายย์ จากตำแหน่งผู้อำนวยการกองพัฒนาและส่งเสริมการบริหารงานท้องถิ่น

โดยทั้ง 6 ราย ให้เดินทางไปปฎิบัติหน้าที่ตำแหน่งใหม่ในวันที่ 26 มี.ค.2569 เป็นต้นไป

– 006

ศาลจังหวัดธัญบุรีสั่งจำคุก 1 ปี 6 เดือน ป้านิด คดี ม.112 ปมปราศรัยที่ มธ.ปี 66

ศาลจังหวัดธัญบุรีสั่งจำคุก 1 ปี 6 เดือน ป้านิด คดี ม.112 ปมปราศรัยที่ มธ.ปี 66

ศาลจังหวัดธัญบุรีสั่งจำคุก 1 ปี 6 เดือน ป้านิด คดี ม.112 ปมปราศรัยที่ มธ.ปี 66

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.21 น.

18 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน “ป้านิด จิราภรณ์” คดี ม.112 ปราศรัยที่ มธ.รังสิต ปี 66 โดยเห็นว่าอายุมากแล้ว-ไม่พบข้อเสื่อมเสีย จึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี”

พร้อมทั้งโพสต์เพิ่มเติมในคอมเมนต์ ระบุว่า “ป้านิด” จิราภรณ์ บุษปะเกศ ประชาชนชาวนนทบุรี วัย 77 ปี ถูก อานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) กล่าวหาในข้อหาตามมาตรา 112 จากกรณีขึ้นปราศรัยในการชุมนุมที่ มธ.ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2566

ศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน พิเคราะห์จากรายงานการสืบเสาะ จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และกำลังเข้าสู่วัยชรา มีโรคประจำตัว ประกอบกับไม่พบข้อเสื่อมเสียของจำเลย ควรให้โอกาสจำเลยปรับปรุงตัว โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี โดยให้รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน/ครั้ง และให้อบรมธรรมะเดือนละ 1 ครั้งต่อปี

เสี่ยงระดับอันตราย! รัฐบาลเตือนหน้าร้อนปีนี้ ดัชนีความร้อน แนวโน้มสูงกว่าปีที่ผ่านมา

เสี่ยงระดับอันตราย! รัฐบาลเตือนหน้าร้อนปีนี้ ดัชนีความร้อน แนวโน้มสูงกว่าปีที่ผ่านมา

เสี่ยงระดับอันตราย! รัฐบาลเตือนหน้าร้อนปีนี้ ดัชนีความร้อน แนวโน้มสูงกว่าปีที่ผ่านมา

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

รัฐบาลเตือนหน้าร้อนปีนี้ ดัชนีความร้อน แนวโน้มสูงกว่าปีที่ผ่านมา เสี่ยงระดับอันตราย แนะ 7 วิธีป้องกันโรคจากความร้อน

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อากาศที่ร้อนจัดของประเทศไทยขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้เฝ้าระวังสถานการณ์ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งเป็นค่าความร้อนที่ ‘ร่างกายรู้สึกได้จริง’ หรือ Feel like  ใช้บ่งชี้ระดับความเสี่ยงที่ร่างกายอาจได้รับผลกระทบจากความร้อน โดยคำนวณจากอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ ซึ่งต่างจากอุณหภูมิทั่วไป ที่วัดเพียงระดับความร้อนหรือความเย็นของอากาศ โดยในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีค่าดัชนีความร้อนสูงสุดถึง 59.5 องศาเซลเซียส และมีผู้เสียชีวิตจากความร้อน จำนวน 21 คน 

ขณะที่ปี 2569 คาดว่าสถานการณ์ความร้อนจะมีแนวโน้มรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา โดยค่าดัชนีความร้อนอาจอยู่ในระดับเตือนภัย (33.0 – 41.9 °C) ถึงอันตรายมาก (มากกว่าหรือเท่ากับ 52.0 °C) ในช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคจากความร้อน เช่น ผื่น ตะคริว ลมแดด เพลียแดด และฮีทสโตรก ซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงที่สุดและอาจทำให้เสียชีวิตได้

รัฐบาลแนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยจิตเวช รวมถึง ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง ดูแลสุขภาพและป้องกันอันตรายจากความร้อน ด้วย 7 วิธี ได้แก่ 1) ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและค่าดัชนีความร้อน หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วง 13.00 – 16.00 น. 2) ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6–8 แก้วต่อวัน โดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ 3) งดดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม เป็นต้น 4) สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี สวมหมวก และใช้ร่มกันแดด 5) ผู้รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาแก้คัดจมูก ยาขับปัสสาวะ ยารักษาจิตเวช ควรสังเกตอาการตนเอง เพราะยาอาจมีผลต่อการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย 6) ผู้ที่ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยสังเกตอาการผิดปกติ และ 7) ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำบ่อย ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด 

“หากพบผู้มีอาการผิดปกติ เช่น ผิวหนังร้อนแดง ชีพจรเต้นเร็วและแรง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง ซึมลง หรือหมดสติ ให้รีบปฐมพยาบาลโดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบบริเวณหลังคอ รักแร้ และขาหนีบเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว และรีบนำส่งโรงพยาบาล หรือโทรสายด่วนฉุกเฉิน 1669 ทันที” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

ตัดสิทธิพิเศษ สส. หมอวรงค์จุดประเด็น โดนใจคน

ตัดสิทธิพิเศษ สส. หมอวรงค์จุดประเด็น โดนใจคน

ตัดสิทธิพิเศษ สส. หมอวรงค์จุดประเด็น โดนใจคน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.24 น.

ในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้น ราคาพลังงานผันผวนจากสถานการณ์โลก รายจ่ายของคนจำนวนมากเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้แทบไม่ขยับ หลายครอบครัวต้องปรับตัวและใช้เงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น ในจังหวะแบบนี้ ทุกการใช้จ่ายของรัฐย่อมถูกมองละเอียดขึ้น และความคาดหวังก็ชัดขึ้นว่าผู้ใช้งบประมาณควรเดินไปในทิศทางเดียวกับประชาชน

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกที่ควรเป็นเพียงขั้นตอนเลือกประธานและรองประธาน กลับกลายเป็นจุดเริ่มของประเด็นร้อน เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ลุกขึ้นอภิปรายช่วงสั้นๆ แต่เลือกพูดเรื่องที่ไม่อยู่ในวาระ ทั้งค่าอาหาร สส. จำนวนผู้ช่วย และกองทุนบำนาญ

ในทางข้อเท็จจริง การอภิปรายดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สภากำลังดำเนินการตามวาระเฉพาะ จึงมีเสียงทักท้วงจาก สส.บางคน ว่าเป็นการพูดนอกประเด็น ไม่เป็นไปตามลำดับการประชุม หรือพูดง่ายๆ ว่าหมอวรงค์ “ผิดคิว”

แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่ถูกพูดกลับเป็นเรื่องที่สังคมค้างคามานาน คลิปการอภิปรายถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว และได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง

คำว่า “ตลก” จาก “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีคำอธิบายว่า หมายถึงความไม่ตรงวาระของการอภิปราย ยิ่งทำให้ประเด็นขยายตัว เพราะเมื่อคำดังกล่าวไปเชื่อมกับเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้แทน ความหมายในสายตาของสังคมจึงเปลี่ยนไปทันที

ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องขั้นตอน แต่เป็นการปะทะกันระหว่างระเบียบ กับความรู้สึกของคนจำนวนมากที่มองว่า เรื่องนี้ควรถูกพูดในเวลานี้

ข้อเสนอของ นพ.วรงค์ มี 3 ประเด็นหลัก คือ ยกเลิกค่าอาหาร สส. ลดจำนวนผู้ช่วยจาก 8 คน และตั้งคำถามต่อบำนาญของผู้แทน ในรายละเอียด แต่ละเรื่องยังมีพื้นที่ให้ถกเถียง แต่สิ่งที่เห็นชัดคือสังคมจำนวนมากเห็นด้วยกับทิศทางของข้อเสนอ

ค่าอาหารของ สส. ซึ่งเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณคนละหนึ่งพันบาทต่อวัน เมื่อรวมทั้งสภาเป็นตัวเลขระดับหลายแสนบาทต่อวัน ตัวเลขนี้จึงถูกนำไปเทียบกับรายได้ของคนทั่วไปทันที ขณะที่จำนวนผู้ช่วยที่สูง ถูกตั้งคำถามเรื่องความจำเป็น และบำนาญก็ถูกพูดถึงในแง่ความเหมาะสม

เมื่อสามเรื่องนี้ถูกมองรวมกัน งบประมาณจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขในเอกสาร แต่กลายเป็นภาพของสิทธิพิเศษในสายตาของคนจำนวนมาก

กระแสที่เกิดขึ้นจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสภา แต่ไหลออกไปสู่สังคมวงกว้าง พร้อมเสียงสนับสนุนที่ไปในทิศทางเดียวกัน

ภาพนี้สะท้อนชัดว่า ประเด็นงบประมาณของผู้แทน ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกับความรู้สึกของผู้จ่ายภาษีโดยตรง

การถกเถียงที่ตามมา หากมองให้ตรง คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าจะ “ตัดงบหรือไม่” เพราะหากตัดได้และช่วยลดภาระของรัฐ ก็เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายพร้อมสนับสนุน

แต่หากไม่ตัด งบประมาณเหล่านี้ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่ามีความจำเป็น และให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าจริง

งบประมาณไม่ใช่ปัญหา หากผู้แทนทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำงานให้เห็นผล และทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเงินภาษีถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างชัดเจน

สิ่งที่สังคมตั้งคำถามจึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นเรื่องความคุ้มค่า และความรับผิดชอบ

เมื่อมองย้อนกลับไป จะเห็นว่าประเด็นเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งถูกพูดถึง มีการเสนอ มีการอภิปราย ทั้งจากภายนอกและจากผู้แทนในสภาเอง แต่ไม่เคยไปถึงการปรับแก้อย่างเป็นรูปธรรม

ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเอง การเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งไม่เกิดขึ้น

ภาพที่เกิดขึ้นซ้ำๆ คือ มีคนพูด มีคนเสนอ แต่สุดท้ายก็เงียบ และกลับมาเหมือนเดิม

จุดนี้ทำให้ความไม่พอใจไม่ได้เพิ่งเกิด แต่สะสมมาเป็นเวลานาน

ในสถานการณ์ที่ประชาชนต้องระวังการใช้จ่ายมากขึ้น การเรียกร้องให้ภาครัฐช่วยกันประหยัดงบประมาณเป็นเรื่องปกติ ข้อเสนอให้ตัดงบค่าอาหาร ลดจำนวนผู้ช่วย หรือทบทวนบำนาญ จึงได้รับเสียงสนับสนุนอย่างกว้างขวาง

แต่ไม่ว่าจะเลือกทางใด ระหว่าง “ตัด” หรือ “คงไว้” สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ผู้แทนต้องทำให้เห็นว่า งบประมาณที่ใช้นั้นให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า

ถ้าจะตัด ก็เป็นการแบ่งเบาภาระของประเทศ แต่ถ้าไม่ตัด ก็ต้องทำงานให้หนักขึ้น ทำให้เห็นผลชัดขึ้น และทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเงินภาษีที่จ่ายไปไม่สูญเปล่า

ประเด็นค่าอาหาร ผู้ช่วย และบำนาญ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขงบประมาณ แต่เป็นคำถามเรื่องความรับผิดชอบ ระหว่างสิทธิของผู้แทน กับความรู้สึกของคนจ่ายภาษี

หากสองด้านนี้ยังไม่ไปในทิศทางเดียวกัน ปัญหานี้จะไม่จบที่งบค่าอาหาร หรือจำนวนผู้ช่วย แต่จะขยับไปเป็นคำถามที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ว่าผู้แทนกำลังทำหน้าที่คุ้มค่ากับความไว้วางใจและเงินภาษีของประชาชนหรือไม่

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

อ.เดชา จัดหนัก! ซัด โสภณ ไม่รู้สี่ไม่รู้แปด ป้อง หมอวรงค์ ทำเพื่อชาติ-ไม่ได้หิวแสง

อ.เดชา จัดหนัก! ซัด โสภณ ไม่รู้สี่ไม่รู้แปด ป้อง หมอวรงค์ ทำเพื่อชาติ-ไม่ได้หิวแสง

อ.เดชา จัดหนัก! ซัด โสภณ ไม่รู้สี่ไม่รู้แปด ป้อง หมอวรงค์ ทำเพื่อชาติ-ไม่ได้หิวแสง

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.01 น.

18 มีนาคม 2569 อ.เดชา ศิริภัทร หมอพื้นบ้านจังหวัดสุพรรณบุรี ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันนี้​ คิดจะเขียนถึงเรื่องอื่น​ แต่ได้เห็นคำให้สัมภาษ​ณ์ของ​คุณ​โสภณ​ฯ​ (ภาพด้านซ้าย)

จึงต้องเขียนถึงคุณ​ โสภณ​ฯ​ อีกสักครั้ง​ เพราะรู้สึกว่า​ น่าจะแสดงความเห็นแทนคนไทย

เมื่อคุณ​ โสภณ​ฯ​ ใช้คำว่า​ “ตลก” กับข้อเสนอของคุณหมอ​ วรงค์​ฯ​ เรื่องให้ตัดงบฯ​ อาหาร

จนถูก​ “ทัวร์​ลง” จากประชาชนที่​ “ขำไม่ออก” (ภาพขวาบน)​ ซึ่งคุณ​โสภณ​ฯ​ น่าจะรู้ตัวดี

รวมทั้งมีผู้ออกมาแสดงตัว​ สนับสนุน​คุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ​ เช่น​ ประชาคมแพทย์​ (ภาพขวาล่าง)

เมื่อ​ “กระแส” สนับสนุน​คุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ​ มาแรงแบบนี้​ การวางตัวหรือคำพูด​ จึงต้องระวัง

คุณ​ โสภณ​ฯ​ น่าจะประเมินได้ว่า​ ​”พลาดไปแล้ว” ที่ใช้คำว่า​ “ตลก” กับคุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ

สิ่งที่ควรทำ​ (อย่างยิ่ง)​ เพื่อให้เรื่องเงียบและคนไทยลืมเรื่องนี้​ ก็คือ​ ขอโทษ​ หรือ​ ไม่พูดถึง

แต่​ คุณ​ โสภณ​ฯ​ กลับออกมาพูดถึงคุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ​ โดยใช้คำที่​ยิ่งกว่า​ “ตลก” เสียอีก

เช่น​ บอกว่าคุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ​ “ไม่รู้​กาละเทศะ”…”หิวแสง”… และ​ “ด้อยค่าบ้านตัวเอง” ฯลฯ

คำพูด​ ที่​คุณ​ โสภณ​ฯ​ นำมา​ “กล่าวหา” คุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ​ นั้น​ คนไทยส่วนใหญ่​คงรับไม่ได้

เพราะเห็นว่า​ คุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ​ ทำเพื่อรักษา​ประโยชน์​ของประชาชน​จริง ไม่มีข้อสงสัย

การที่คุณ​ โสภณ​ฯ​ ออกมา​ “กล่าวหา” คุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ​ แบบนี้​ จึงเป็นเรื่องที่​ ไม่มีใครเชื่อ

ตรงกันข้าม​ คนไทยส่วนใหญ่​ น่าจะ​ “ผิดหวัง” ผรือ “หมดหวัง” กับคุณ​ โสภณ​ฯ​ มากกว่า

คนส่วนใหญ่​ (รวมทั้งผม)​ คงไม่เข้าใจว่า​ ทำไม​คุณ​ โสภณ​ฯ​ จึงแสดงท่าที​ ออกมาแบบนี้

ตอนที่ใช้คำว่า​ ​” ตลก” กับคุณ​หมอ​ วรงค์​ฯ​ ก็ถูก​ “ทัวร์​” ตั้งฉายาให้ว่า​ “ตลกแดก” มาแล้ว

จึงไม่เข้าใจว่า​ เมื่อใช้คำ​ “ตลก” จนถูก​ “ทัวร์​ลง”ขนาดนี้แล้ว​ ทำไมจึงไม่ปรับท่าที​ ให้ดีขึ้น

การออกมา​ “ทำผิด” ซ้ำซาก​ และหนักหนายิ่งกว่าเดิม​ โดยไม่สนใจความรู้สึก​ของใครนั้น

คนที่ทำแบบนี้ได้​ ภาษา​ปัจจุบัน​มีคำเรียก…. ว่า​เป็นคนประเภท​ “ไม่รู้​สี่​ ไม่รู้​แปด”

หากเป็นสมัยก่อน​ เมื่อใครมีพฤติกรรมแบบนี้​ (ทำผิด​ แล้วไม่สำนึก)​ จะเรียกว่า.. “ไม่​ สลด”

ถ้า “มีตำแหน่งใหญ่โต” แต่คนส่วนใหญ่​เห็นว่า..​. คุณสมบัติ​ไม่ถึง​/ไม่คู่ควรกับตำแหน่ง นั้น

คนแบบนี้​ (ที่มีตำแหน่งใหญ่โต)​ คนทั่วไปจะเรียก​ว่า…..”คางคก​ ขึ้นวอ”…อย่างแน่นอน

บวรศักดิ์ ยก ม.161 วรรค 3 เปิดทางด่วน ครม.ชุดใหม่ มีอำนาจเต็มแก้วิกฤตพลังงาน

บวรศักดิ์ ยก ม.161 วรรค 3 เปิดทางด่วน ครม.ชุดใหม่ มีอำนาจเต็มแก้วิกฤตพลังงาน

บวรศักดิ์ ยก ม.161 วรรค 3 เปิดทางด่วน ครม.ชุดใหม่ มีอำนาจเต็มแก้วิกฤตพลังงาน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.56 น.

บวรศักดิ์ ยก ม.161 วรรค 3 รธน.เปิดทางด่วน ครม.ชุดใหม่ มีอำนาจเต็มแก้วิกฤตพลังงาน แม้ยังไม่แถลงโยบาย

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว. คมนาคม เป็นประธาน ช่วงหนึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ได้แสดงความคิดเห็นไทม์ไลน์การตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยอธิบายเป็น 2 รูปแบบ โดยรูปแบบที่ 1 คือ  รูปแบบปกติ หลังโหวตนายกฯ วันที่ 19 มี.ค. จะมีการนำรายชื่อนายกฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ และหลังจากมีพระบรมโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกฯแล้ว จากนั้นจะมีการตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี ซึ่งแม้จะเป็นรัฐมนตรีคนเดิมแต่ยังต้องยืนยันคุณสมบัติอีกครั้ง หลังจากนั้นมีการนำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯ คาดว่า จะได้ ครม.ชุดใหม่ช่วงวันที่ 10-11 เม.ย. หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 16 เม.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่รูปแบบที่ 2  นายบวรศักดิ์ อธิบายว่า ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติฉุกเฉินด้านพลังงาน ที่อยู่ในภาวะไม่ปกติ สามารถนำมาตรา 161 วรรค 3 ของรัฐธรรมนูญมาใช้ โดยในการทูลเกล้าฯ  ครม.ชุดใหม่ จะมีการขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อให้ ครม.มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศเพื่อแก้วิกฤติ แม้จะยังไม่มีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาก็ตาม ซึ่งรูปแบบนี้จะทำให้การทำงานของ ครม.ชุดใหม่ มีอำนาจเต็มรวดเร็วขึ้น

แหล่งข่าวจาก ครม. เปิดเผยว่า สำหรับรูปแบบที่ 2 ยังไม่เคยมีการใช้มาก่อน ซึ่งหากดำเนินการจริงถือเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ดี ทั้ง  2 รูปแบบ เป็นเพียง ความเห็นส่วนตัวของ นายบวรศักดิ์ ที่ได้พูดในที่ประชุมครม. เท่านั้น

เทพไทลั่น!โหวตนายกฯ 19 มี.ค. อนุทินนอนมา ถ้าเพื่อไทยไม่เล่นแง่

เทพไทลั่น!โหวตนายกฯ 19 มี.ค. อนุทินนอนมา ถ้าเพื่อไทยไม่เล่นแง่

เทพไทลั่น!โหวตนายกฯ 19 มี.ค. อนุทินนอนมา ถ้าเพื่อไทยไม่เล่นแง่

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.06 น.

18 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 19 มี.ค.โหวตอนุทิน เป็นนายกฯชัวร์

เมื่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือเชิญส.ส.ทั้งหมด ร่วมประชุมเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าจะเป็นไปตามที่คาดหมายกันไว้ คือพรรคภูมิใจไทย จะเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และเสียงสนับสนุนไม่แตกต่างจากการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา นายอนุทินคงจะได้รับเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 291 เสียง

แต่อย่างไรก็ตาม ได้เห็นท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ เช่น พรรคกล้าธรรม ที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค ได้เปรยออกมาว่า ไม่แน่พรรคกล้าธรรมอาจจะส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีด้วย หรือแม้กระทั่งความเห็นของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร แกนนำพรรคกล้าธรรม บอกว่ายังสองจิตสองใจว่า จะส่งร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ลงชิงในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้ว่าหลายฝ่ายอาจจะเชื่อว่า เป็นการพูดในลักษณะโยนหินถามทาง หรือพูดหยั่งกระแส หรือพูดเล่น หรือพูดเพื่อกดดันทางการเมืองต่อพรรคภูมิใจไทย

ถ้าหากว่าการตัดสินใจของธรรมนัสเป็นจริง โดยพรรคกล้าธรรม เสนอชื่อร.อ.ธรรมนัส ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพียงคนเดียว ขึ้นชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย จะทำให้ส.ส.พรรคกล้าธรรมโหวตสนับสนุนร.อ.ธรรมนัสกันทั้งพรรค คงไม่มีการแตกแถวไปโหวตให้กับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองอื่น ถ้าเป็นเช่นนี้จริง เป็นโอกาสของพรรคเพื่อไทยเพียงพรรคเดียว ที่ถือแต้มต่อ สามารถกดดันหรือต่อรองกับพรรคภูมิใจไทยได้

เมื่อพรรคภูมิใจไทยเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าหากพรรคกล้าธรรมเสนอชื่อร.อ.ธรรมนัส ส่วนพรรคประชาชน เสนอชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ทั้งพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาชน ส.ส.ทุกคนของพรรค ก็จะโหวตเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคตัวเอง และถ้าหากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยเล่นเกม ไม่โหวตให้นายอนุทิน โดยมีท่าทีวางเฉย หรืองดออกเสียง ก็จะทำให้คะแนนที่โหวตให้กับนายอนุทินไม่ถึง 250 เสียง ทำให้นายอนุทินไม่สามารถจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ถ้าเล่นเกมกันแบบนี้ เกมก็จะพลิก การต่อรองจากเดิมเคยเป็นพรรคภูมิใจไทย จะพลิกเกมมาเป็นพรรคเพื่อไทยได้ถือไพ่เหนือกว่า

แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดก็เป็นการวิเคราะห์ เป็นการจินตนาการ อยู่บนสมมุติฐานที่เป็นไปได้ยาก แต่ถ้าหากว่าการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ต้องการที่จะพลิกเกม ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าหากพรรคเพื่อไทย ยอมศิโรราบต่อพรรคภูมิใจไทย ยอมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะตั้งเงื่อนไขหรือกติกาอย่างไร ก็ไม่มีโอกาสต่อรองกับเขาได้ ก็เป็นโอกาสของพรรคเพื่อไทย ที่จะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับเกมการเมืองในขณะนี้ แต่ถ้ายอมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทินก็เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน ซึ่งเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ครูใหญ่วางเกมไว้

วันที่ 19 มีนาคมนี้ มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ก็เหมือนกับการเปิดถ้วยแทงไฮโล ไม่มีการพลิกโผ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

สร้างรั้วถาวร ชายแดนไทย-เขมร นำร่องพื้นที่จันทบุรี

สร้างรั้วถาวร  ชายแดนไทย-เขมร  นำร่องพื้นที่จันทบุรี

สร้างรั้วถาวร ชายแดนไทย-เขมร นำร่องพื้นที่จันทบุรี

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทัพไทยแถลงความคืบหน้าสร้างรั้วถาวรแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นำร่องจุดแรก อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เสริมอธิปไตย เน้นสันติภาพและความปลอดภัยชาวบ้านตามแนวชายแดน

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับความมั่นคงตามแนวชายแดน และการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ทาง พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เร่งผลักดันโครงการก่อสร้างรั้วกั้นพรมแดนถาวร เพื่อจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายในทุกรูปแบบ ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรายละเอียดการดำเนินงานดังนี้ พื้นที่นำร่อง : บริเวณจุดผ่านแดนหลักเขตที่ 52–54 อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ระยะทางดำเนินการรวมประมาณ 1,310 เมตร

สถานะปัจจุบัน ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ได้เข้าดำเนินการสำรวจและเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยในพื้นที่เสร็จสิ้นแล้ว หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา โดย พล.อ.ศรายุทธ จันทร์พุ่ม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้สั่งการให้กำลังพลเข้าปรับสภาพพื้นที่และก่อสร้างถนนเลียบแนวรั้วเสร็จสมบูรณ์ พร้อมสำหรับการก่อสร้างอาคารและรั้วถาวรกำหนดการคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างรั้วกำแพงถาวรได้ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 โดยวางเป้าหมายการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 45 วัน

โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวย้ำว่า พื้นที่ดังกล่าวผ่านการประสานงานและตกลงร่วมกันกับฝ่ายกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยฝั่งกัมพูชามีถนนเลียบแนวรั้วที่สอดรับกับฝั่งไทย ซึ่งในอนาคตกองทัพมีแผนที่จะขยายการก่อสร้างเพิ่มเติม ทั้งในรูปแบบรั้วกำแพงถาวร และรั้วอิเล็กทรอนิกส์ ที่ติดตั้งระบบเซ็นเซอร์และกล้องวงจรปิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าตรวจตลอด 24 ชั่วโมง

“การสร้างรั้วชายแดนครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างกำแพงทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความอุ่นใจให้กับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน โดยกองทัพไทยยืนยันที่จะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มขีดความสามารถและพร้อมทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนมีความสงบสุขและปลอดภัยอย่างยั่งยืน”พล.ต.วิทัย กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ได้สั่งให้โรงกลั่นน้ำมันเพิ่มกำลังการผลิต โดยบางแห่งมีกำลังการผลิตเกินกว่า 100% เพื่อให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอ สิ่งที่อยากขอร้องประชาชนคือไม่อยากให้แตกตื่นว่าน้ำมันจะหมดจากประเทศไทย เพราะมีปัญหาเพียงแค่การขนส่ง ดังนั้นไม่ควรกักตุนน้ำมันไว้”

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

รบ.ทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมัน ดีเซลอั้นไม่อยู่ สั่งตรึงเพดานไม่เกิน33บาท

รบ.ทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมัน  ดีเซลอั้นไม่อยู่  สั่งตรึงเพดานไม่เกิน33บาท

รบ.ทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมัน ดีเซลอั้นไม่อยู่ สั่งตรึงเพดานไม่เกิน33บาท

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รบ.ทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมัน ดีเซลอั้นไม่อยู่ สั่งตรึงเพดานไม่เกิน33บาท กำชับโรงกลั่นเร่งผลิตเพิ่ม อธิบดี‘กรมธุรกิจพลังงาน’ ขอโทษประชาชนเดือดร้อน ‘ศุภจี’คุมสินค้า95รายการ

รมว.พลังงาน เผยจำใจต้องทยอยขึ้นราคาน้ำมัน ตั้งเพดานดีเซล ไม่เกิน 33 บาท พร้อมสั่งโรงกลั่นผลิตเพิ่มรับมือสงกรานต์ นำเข้าจากแองโกลา-สหรัฐ อีกเพียบ “พิพัฒน์”เปิดทางดึงเงินกองทุนตรึงราคาได้ถึง 4 หมื่นล้าน พร้อมกู้มาโปะในภายหลัง ด้าน“ศุภจี”คุมเข้มสินค้า 95 รายการ ห้ามโขกประชาชน

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 17 มีนาคม2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า แน่นอนบอกได้เลยว่า ในวันที่ 18 มี.ค.เราจะมีการขยับราคา ทั้งน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ซึ่งราคาน้ำมันเบนซินมีการขยับราคามาแล้ว ตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนน้ำมันดีเซลจะขยับราคาตั้งแต่เช้าวันที่ 18 มี.ค.นี้ แต่จะขยับกี่สตางค์นั้น โดยจะมีการอั้นราคาไว้ไม่เกินประมาณ 33 บาท

ต่อลิตร นอกจากนี้ จะมีการปรับสูตร โดยเราจะมีน้ำมัน E 10 E 20และ E 85 ซึ่งก็คงเห็นโครงสร้างราคาอยู่แล้วว่าน้ำมันE 10 ราคาจะสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ในการผสมน้ำมัน B 100 เราจะมีน้ำมันดีเซล B 7 , B10 และ B20 ซึ่งโครงสร้างราคาจะคล้ายกันกับน้ำมันเบนซิน ซึ่งในส่วนของน้ำมันดีเซลB 20 เราต้องมานั่งดูว่าราคาต้องลบจากราคาน้ำมันB7 กี่บาท ดังนั้นเมื่อโครงสร้างเป็นแบบนี้น้ำมันB20 เราอาจจะส่งให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง รวมถึงภาคการเกษตรตรงนี้ถือเป็นการช่วยภาคส่วนต่างๆ ซึ่งเราประมาณการว่าน้ำมันบี 20 ต้องลบจากน้ำมันB 7 ประมาณ 4-5 บาท

กู้เงินโปะกองทุนน้ำมัน

เมื่อถามต่อว่าในส่วนของกองทุนน้ำมันจะต้องมีการกู้เงินหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แน่นอนว่ากองทุนน้ำมันปัจจุบันเราติดลบ 12,000 กว่าล้านบาท ตัวเลข ณ วันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งก็มีการพูดคุยกันเมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่าสมา โดยนายกฯ ร่วมประชุมด้วยว่ากองทุนน้ำมันจะใช้เกิน 40,000 ล้านบาทไม่ได้ เราจะต้องหาวิธีการแก้ ถ้าสมมุติว่า นายอนุทิน ได้รับการโหวตเป็นนายกฯในวันที่ 19 มี.ค.นี้ หลังจากนั้นรอโปรดเกล้าฯ และนำเสนอรายชื่อครม.ชุดใหม่ และมีการตรวจสอบประวัติก่อนนำขึ้นทุนเกล้าฯและรอการโปรดเกล้าฯครม.ใหม่ ขั้นตอนจากนั้นจะมีการถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนปฎิบัติหน้าที่และครม.นโยบายต่อรัฐสภา ครม. ชุดใหม่จึงจะทำงานได้ ซึ่งกระทรวงการคลังสามารถเซ็นค้ำประกัน เนื่องจากการกู้เงินในขณะนี้เท่าที่พูดคุยกับธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน เราคงอั้นได้แค่ประมาณ 40,000 ล้านบาท แต่ถ้ามากกว่านั้นก็ต้องให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน แต่ถ้ารัฐบาลใหม่มาไม่ทันจริงๆ รัฐบาลชุดปัจจุบัน คงจะต้องทำเรื่องไปขอกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เป็นกรณีพิเศษ ถือเป็นกระบวนการที่สุดวิสัยจริงๆถ้าไม่ทัน ยืนยันน้ำมันไม่ขาดแน่นอน

เอาผิดพวกกักตุนน้ำมัน

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ตอบคำถามถึงเรื่องการกักตุน ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ต้องใช้กฎหมายที่มีอยู่กดดัน เพราะกระบวนการแบบนี้ทำให้ขนส่งเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ โดยจะไปตรวจสอบดูว่าการกักตุนเกิดจากผู้ประกอบการ หรือ ผู้บริโภค ใครกักตุนนั้นผิดกฎหมาย เพราะเป็นสินค้าควบคุม เอามาขายเกินราคาก็ผิดกฎหมาย และเป็นสิ่งที่อันตราย ต้องระมัดระวัง หากจับได้ก็ต้องเอามาเป็นตัวอย่าง จะใช้กฎหมายขั้นสูงสุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า กองทุนน้ำมันจะอุ้มราคาน้ำมันได้นานแค่ไหน นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้กองทุนติดลบค่อนข้างมาก ประมาณ 10,000 กว่าล้านบาท แต่ที่ผ่านมาเคยติดลบ 100,000 ล้าทบาท อาจจะมีการกู้ ซึ่งอาจจะมีภาษีสรรพสามิตตามมา คิดว่ารัฐบาลน่าจะดำเนินการ ไม่มีทางให้ราคาขึ้นไปตามตลาดโลก

ขอโทษน้ำมันหมดปั้ม

เวลา 11.05น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดย นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้ยกมือไหว้ขอโทษประชาชน พร้อมแถลงว่า ตนขอประธานโทษถึงความโกลาหลและอุปสรรคที่เกิดขึ้นหน้าสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ โรงกลั่นน้ำมันประเทศไทยมีทั้งสิ้น 6 โรง มีกำลังการกลั่นในแต่ละวันอยู่ที่ 175 ล้านลิตร โดยนำน้ำมันดิบมากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งจะได้น้ำมันเบนซินอยู่ที่ 32-33 ล้านลิตร น้ำมันดีเซล 75-80ล้านลิตร นํ้ามันเครื่องบินเจ็ต 25 ล้านลิตร นํ้ามันเตา 13 ล้านลิตร และอีกส่วนหนึ่งเป็นแก๊สหุงต้มและแอลพีจี รวม 6-7 ล้านกิโลกรัม

นายสราวุธ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเราได้แก้ปัญหาคอขวดในการจัดส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการ เพราะในเวลาปกติโรงกลั่นจะขายให้ผู้ค้ารายใหญ่ที่เรียกว่าผู้ค้ามาตรา 7 หรือบางครั้งจะส่งให้พ่อค้าคนกลาง ที่เรียกว่าจ๊อบเบอร์ โดยผู้ค้ามาตรา7จะส่งให้สถานีบริการนํ้ามันของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ประกอบด้วยแบรนด์ต่างๆ และปั๊มอิสระ ขณะเดียวกัน ก็จะส่งให้จ๊อบเบอร์ด้วย แต่หลังเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ การส่งน้ำมันให้จ๊อบเบอร์อาจจะผิดพลาด เพราะบางจุดอาจจะไม่ได้รับนํ้ามัน และโดยปกติ จ๊อบเบอร์จะขนน้ำมันไปให้ภาคอุตสาหกรรม แต่เมื่อขนไปไม่ได้ หลายภาคส่วนก็มาเติมกันที่สถานีบริการ

กระจายย้ำมันโดยเร็ว

นายสราวุธ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้รับบัญชาจากนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ประสานกับโรงกลั่นทุกโรง ให้กลั่นอย่างเต็มที่ คอยเฝ้าระวังไม่ให้มีการหยุดผลิต และให้ผู้ค้ามาตรา 7 จัดส่งน้ำมันให้จ๊อบเบอร์ เพื่อช่วยกระจายเชื้อเพลิงไปยังจุดอื่นๆ ที่ไม่ใช่สถานีบริการ ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการประสานขอความอนุเคราะห์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย รวมถึง กทม.ในการขออนุญาตขยายเวลาจัดส่งน้ำมันเพิ่มขึ้น เพื่อกระจายไปยังสถานีบริการต่างๆ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานจะร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ ร่วมกันดูแลไม่ให้เกิดการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามจุดต่างๆ

ต่อท่อจากแองโกลา/สหรัฐ

นายสราวุธ กล่าวว่า ส่วนปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศที่มีในสต๊อกและตามกฏหมายรวมแล้ว 42 วัน และมีน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งเพิ่มมาา 29 วัน โดยเป็นน้ำมันที่ได้เพิ่มเติมจากแองโกลาและสหรัฐอเมริกา อยู่ระหว่างการเดินทางเข้ามาในประเทศ ดังนั้นรวมทั้งทั้งสิ้นแล้ว มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการไม่น้อยกว่า 101 วัน

สั่งโรงกลั่นผลิตเพิ่ม

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงมาตรการแก้ปัญหาการ ใช้พลังงานในประเทศ โดยย้ำว่าน้ำมันดิบจากต้นทางมีเพียงพอ ซึ่งมีกำลังการ กลั่น 100% เต็มกำลังการผลิต แต่ติดปัญหาอยู่ที่การขนส่ง

ผู้สื่อข่าวถามถึงแผนสำรองการรับมือการใช้พลังงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ซึ่งจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก จะมีแผนอย่างไร นายอรรถพล กล่าวว่า ได้สั่งให้โรงกลั่นน้ำมันเพิ่มกำลังการผลิต โดยบางแห่งมีกำลังการผลิตเกินกว่า 100% เพื่อให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอ

“สิ่งที่อยากขอร้องประชาชนคือไม่อยากให้แตกตื่นว่าน้ำมันจะหมดจากประเทศไทย เพราะมีปัญหาเพียงแค่การขนส่ง ดังนั้นไม่ควรกักตุนน้ำมันไว้”

เจรจาซื้อน้ำมันจากนอก

นายอรรถพล ยังกล่าวถึงขั้นตอนการเจรจาซื้อน้ำมันดิบจากประเทศรัสเซีย โดยชี้แจงว่า การค้าน้ำมันในประเทศไทยเป็นรูปแบบตลาดเสรี ผู้ค้าสามารถเจรจาขอซื้อได้ โดยจะใช้กลไกของ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ที่เป็นผู้ค้าหลักในประเทศ ซึ่งราคาที่ประเทศรัสเซียขายให้นั้น เป็นราคาตามตลาด ไม่ใช่ราคาพิเศษ

นายอรรถพล กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทางสหรัฐอเมริกา ยกเว้นให้หลายประเทศซื้อขายน้ำมันกับรัสเซียได้ แต่ได้เฉพาะน้ำมันที่บรรจุใส่เรือบรรทุกน้ำมันแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาเป็นการแอบขายแบบไม่ถูกต้อง ขณะนี้จึงมีการประกาศให้ขายได้และมีกำหนดเพียง 30 วัน รวมถึงต้องดูระบบการโอนเงินซื้อขาย ซึ่งยอมรับว่ายังมีความเสี่ยงอยู่ ซึ่งน้ำมันดิบประเทศไทยสามารถหาได้จากแหล่งอื่นอยู่แล้ว อย่างล่าสุดในวันนี้สามารถตกลงซื้อขายได้เพิ่มจากประเทศแองโกลา เกือบ 2 ล้านบาเรล และจากสหรัฐอเมริกากว่า 6 แสนบาร์เรล ดังนั้นจึงขอย้ำว่าต้นทางน้ำมันดิบ และปริมาณการกลั่นมีเพียงพอ

ตรึงค่าไฟงวด 3.88 บาทต่อหน่วย

นายอรรถพล ยังเปิดเผยว่า แนวโน้มสถานการณ์ค่าไฟงวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 69) ขณะนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และปัจจัยรอบด้านต่างๆ เพื่อใช้ในการคำนวณค่าไฟงวดใหม่โดยจะปล่อยให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) คิดตามต้นทุนจริงตามกระบวนการของ กกพ.

ซึ่งจะมีการเปิดทำข้อเสนอทางเลือก เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นประกอบการพิจารณา เพื่อประกาศเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบถัดไป หลังจากนั้นรัฐบาลจะเข้าไปพิจารณาอีกครั้ง โดยใช้กลไกลจากหลายภาคส่วนทำให้ค่าไฟฟ้าไม่ปรับขึ้น และไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

ทั้งนี้ค่าไฟงวดปัจจุบันอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย โดยมีการเรียกค่าไฟฟ้าผันผันแปรตามอัตโนมัติ (FT) ที่ 9.72 สตางค์ต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

‘ศุภจี’สั่งคุมราคาสินค้า59รายการ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุม ครม.ถึงการเสนอมาตรการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงานจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อให้ที่ประชุมครม.พิจารณาว่า จะพิจารณาทั้งระบบ โดยเฉพาะสินค้า อุปโภคและบริโภค โดยในส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ดูแล ถ้าจะขึ้นราคาต้องดูความถูกต้อง ซึ่งมีมาตรการที่ทำร่วมกันเช่นกระทรวงมหาดไทย รวมถึงพาณิชย์จังหวัด พลังงานจังหวัดและพาณิชย์จังหวัดที่จะต้องลงพื้นที่ไปดูแล หากมีสินค้าควบคุมที่มีการขึ้นราคาเกินกว่ากำหนด จะต้องมีมาตรการที่ต้องไปดูแล สามารถชี้เป้าได้เลย ผ่านสายด่วนพาณิชย์1569

“ปัจจุบันสินค้าควบคุมของกระทรวงพาณิชย์มีอยู่ 59 ประเภท เช่น สินค้าบริโภค อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นม สินค้าในกำกับเช่น ราคาน้ำมัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่ผู้กำหนดราคาแต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงพลังงาน ได้ประกาศราคาหน้าปั๊ม หน้าโรงกลั่นอยู่ที่เท่าไหร่ กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปดูแลว่ามีการปรับขึ้นราคาเกินกว่ากำหนดหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดการกักตุน” นางศุภจี กล่าว

จับตาสินค้า6กลุ่มกระทบปชช.

ด้าน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามเฝ้าระวังและกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีโครงสร้างต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและวัตถุดิบนำเข้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยได้มีการประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้า พบว่ามีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ด้านการขนส่ง ได้แก่ กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่ กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชู และบรรจุภัณฑ์กระดาษ กลุ่มอาหารกระป๋องโดยเฉพาะปลากระป๋อง กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช กลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ

เปิดทางด่วนครม.มีอำนาจเต็ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม ครม. ช่วงหนึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ได้แสดงความคิดเห็นไทม์ไลน์การตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยอธิบายเป็น 2 รูปแบบ โดยรูปแบบที่ 1 คือ รูปแบบปกติ หลังโหวตนายกฯ วันที่ 19 มี.ค. จะมีการนำรายชื่อนายกฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ และหลังจากมีพระบรมโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกฯแล้ว จากนั้นจะมีการตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี ซึ่งแม้จะเป็นรัฐมนตรีคนเดิมแต่ยังต้องยืนยันคุณสมบัติอีกครั้ง หลังจากนั้นมีการนำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯ คาดว่า จะได้ ครม.ชุดใหม่ช่วงวันที่ 10-11 เม.ย. หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 16 เม.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่รูปแบบที่ 2 นายบวรศักดิ์ อธิบายว่า ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติฉุกเฉินด้านพลังงาน ที่อยู่ในภาวะไม่ปกติ สามารถนำมาตรา 161 วรรค 3 ของรัฐธรรมนูญมาใช้ โดยในการทูลเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ จะมีการขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อให้ ครม.มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศเพื่อแก้วิกฤติ แม้จะยังไม่มีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาก็ตาม ซึ่งรูปแบบนี้จะทำให้การทำงานของ ครม.ชุดใหม่ มีอำนาจเต็มรวดเร็วขึ้น

แหล่งข่าวจาก ครม. เปิดเผยว่า สำหรับรูปแบบที่ 2 ยังไม่เคยมีการใช้มาก่อน ซึ่งหากดำเนินการจริงถือเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 รูปแบบ เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของ นายบวรศักดิ์ ที่ได้พูดในที่ประชุมครม. เท่านั้น

“พิพัฒน์”ถก ศบก.

เมื่อเวลา 16.10น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว. คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานการประชุม ศบก. โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว. พลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดย นายพิพัฒน์ แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบว่า จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมัน หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไป ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ทั้งระดับโลกและประเทศไทย และขอให้ทุกฝ่ายทำความเข้าใจกับประชาชน

ทะยอยขึ้นราคาน้ำมัน

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันในปัจจุบันที่จะต้องมีการขยับเพดานราคาน้ำมันขึ้นเป็น 33 บาทต่อลิตรนั้น ยืนยันว่าจะไม่ใช่การขยับราคาขึ้นไปทีเดียว แต่จะเป็นการทยอยขึ้นเพื่อไม่ให้ราคากระชากเกินไปเพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับพี่น้องประชาชน ทั้งนี้การตั้งเพดานราคาน้ำมันที่ 33 บาทต่อลิตร หากติดตามเรื่องราคาขายปลีก ประเทศมาเลเซีย จะพบว่าที่ผ่านมาราคาต่ำกว่าประเทศไทยมาโดยตลอด แต่เนื่องจากสถานการณ์ทำให้มาเลเซียได้ปรับขึ้นราคาไปแล้ว ทำให้ราคาขายปลีกปัจจุบันของมาเลเซียอยู่ที่ประมาณ 32 บาทกว่า เกือบ 33 บาทแล้ว เพราะฉะนั้นเพดานที่ประเทศไทยกำหนดขึ้นครั้งนี้ ก็ใกล้เคียงกับราคาขายปลีกปัจจุบันของมาเลเซีย

“ช่วงที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็ได้ทำหน้าที่ไปแล้ว แต่ก็ต้องเรียนว่าการขยับเพดานขึ้นไปกองทุนน้ำมันก็ยังทำหน้าที่ในการดูแลอยู่ในบางส่วน และเพดานที่จะกำหนดออกมาจะต้องมีการหารือกันและประกาศอีกที ซึ่งจะอยู่ประมาณ 33 บาทต่อลิตร สำหรับน้ำมันดีเซล แต่ต้องขอย้ำว่าไม่ใช่จะปรับขึ้นไปทีเดียว 3 บาท แต่เป็นการทยอยปรับเพื่อไม่ให้การขึ้นราคามันกระชากขึ้นไป และก็มีผลกระทบกับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นขอความร่วมมือ อย่าแตกตื่นและกักตุน เพราะตอนนี้ยอดขายเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า แต่ปัญหาที่น้ำมันไม่เพียงพอ เกิดจากปัญหาของการขนส่งน้ำมันที่ทำรอบไม่พอ ยืนยันว่าของมีแต่ปัญหาเรื่องการขนส่งเป็นคอขวดจริง ๆ เพราะเราไม่สามารถใช้รถประเภทอื่นมาขนส่งน้ำมันได้ ด้วยเรื่องความปลอดภัย”นายอรรถพล กล่าว

เปิดทางรถขนส่งน้ำมัน

นายอรรถพล กล่าวว่า จำนวนรถน้ำมันมีอยู่ประมาณหนึ่งและพร้อมที่จะรองรับปริมาณความต้องการในช่วงปกติ แต่ในช่วงที่ผิดปกติต้องพยายามขนส่งให้มากขึ้น ล่าสุดจึงได้ขอความร่วมมือไปที่กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย ทางตำรวจ และทางกรุงเทพมหานคร(กทม.) ในการขยายเวลารถบรรทุกน้ำมันให้วิ่งได้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมายังติดเรื่องเวลา โดยจะขอขยายเวลาเฉพาะรถน้ำมัน และหวังว่าจะสามารถคลี่คลายปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องขอความร่วมมือเรื่องการกักตุน เพราะต้นทางมีเพียงพอหากประชาชนมีความสบายใจและก็ช่วยกันกลับไปเติมน้ำมันในปริมาณปกติที่ตัวเองเคยเติมอยู่ สถานการณ์มันก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

อั้นไม่ไหว!ขยับดีเซล50สต./ลิตร

 ช่วงเย็นวันเดียวกัน นายอรรถพล  ฤกษ์พิบูลย์   รมว.พลังงาน  แถลงหลังประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า  จากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ไทยเป็นประเทศที่ปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินน้อยที่สุด และเป็นประเทศเดียวที่ยังตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้เท่าเดิมตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน  ซึ่งการอุดหนุนราคาดังกล่าวกระทบฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันกองทุนฯ ต้องแบกรับภาระและติดลบไปแล้วถึง 16,500 ล้านบาท ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล กำหนดเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร  จะทยอยปรับขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18  มีนาคมเป็นต้นไป  

ปรับขึ้นโซฮอล์1บ.จูงใจในอี20

นอกจากนี้ จะปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดในอัตราลิตรละ 1 บาท และปรับลดราคาน้ำมัน  E20  ประมาณลิตรละ 79 สตางค์ ส่งผลให้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ กับ  E20  มีส่วนต่าง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งการปรับราคาครั้งนี้ก็เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาเติม  E20  มากขึ้น  เนื่องจาก E20 เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอล ซึ่งผลิตได้เองภายในประเทศ จะทำให้ลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบที่มีราคาแพงจากต่างประเทศ และจะทำให้ปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น

นายอรรถพลกล่าวว่า  รวมทั้งเตรียมแผนที่จะเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลเป็นทางเลือก ซึ่งจะมีราคาถูกลง ได้แก่  น้ำมันดีเซล B10 สำหรับรถยนต์ทั่วไป (คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 เดือน) และ B20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ (คาดว่าจะใช้เวลาเริ่มในระยะแรกภายใน 1 สัปดาห์) ส่วนปัญหาสถานีบริการขาดแคลนน้ำมันนั้น กระทรวงพลังงาน ได้เร่งให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มจำนวนรถขนส่งน้ำมัน เพิ่มรอบการวิ่ง และสั่งการให้เปิดคลังน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งกระจายน้ำมันเข้าสู่ปั๊มต่างๆ ให้รวดเร็ว เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด

“กระทรวงพลังงาน ขอให้ประชาชนเข้าใจวิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลกเวลานี้  จึงจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 50 สตางค์ต่อลิตร มีผลวันพรุ่งนี้ (18 มีนาคม69)  และกำหนดเพดานราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร รวมทั้งได้เพิ่มส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันแก๊สโซฮอล์และ E20 จำนวน 5 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ E20 ให้มากขึ้น” นายอรรถพล กล่าว