ขโมยร้องจับโจร? ศุภชัย ฉะ สว.เทวฤทธิ์ ปมเลือก สว. ยันฝ่ายตรงข้ามยังไม่ถูกชี้มูลผิด

ขโมยร้องจับโจร? ศุภชัย ฉะ สว.เทวฤทธิ์ ปมเลือก สว. ยันฝ่ายตรงข้ามยังไม่ถูกชี้มูลผิด

ขโมยร้องจับโจร? ศุภชัย ฉะ สว.เทวฤทธิ์ ปมเลือก สว. ยันฝ่ายตรงข้ามยังไม่ถูกชี้มูลผิด

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.39 น.

26 กรกฎาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ท่าน สว.เทวฤทธิ์ ชี้แจงตามที่ผมได้แสดงความเห็นอย่างน่าสนใจ

ท่านบอกว่าการชุมนุมกันที่เมืองทอง ของ สว.ประชาชน หรือ สว.สีส้ม มี กกต.มาสังเกตการณ์ด้วย

แต่ท่านกล้าปฏิเสธมั้ยว่าก่อนจะมาพบกันที่เมืองทองจนล้นห้องมากมายขนาดนั้น ท่านก็คงนัดแนะพบกันก่อนหน้าแล้ว จะกี่ครั้งกี่หนตัวท่านๆก็คงทราบกันดี และทุกคราวก็คงไม่มี กกต.อยู่ด้วย แต่เป็นการปิดลับ

ที่แน่ๆ ตอนท่านเจอมาพบกัน ท่านคงไม่ได้นัดมาร้องคาระโอเกะ แต่ท่านคงระดมสมองกัน วางแผนกัน คิดสูตรกัน ว่าจะทำวิธีไหนเพื่อจะได้รับเลือกเป็น สว.และบุคคลที่ท่านจะเลือกก็คือคนกลุ่มนี้แหละ ไม่ข้ามไปเลือกคนอื่นนอกกลุ่ม สว.สีส้ม หรือ สว.ประชาชนเหมือนใครที่ออกมาบอกว่าไม่เห็นจะผิดตรงไหน เพราะนัดคนที่“คอเดียวกัน“

และเมื่อมีการเลือกกันตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงระดับประเทศ ผมก็มั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าท่าน สว.เทวฤทธิ์ ก็จะเลือกผู้สมัครจากกลุ่มที่นัดพบกันนี้ หรือในทางกลับกันผู้สมัคร“คอเดียวกัน”ก็เตรียมตัวตั้งหน้าตั้งตาเพื่อจะเลือก ท่าน สว.เทวฤทธิ์ ตามแผนที่วางไว้และที่ท่านได้มาเป็น สว. ก็เพราะเหตุนี้

แต่หลังจากนั้น เมื่อผลการเลือก สว ออกมา สว ฝ่ายท่านได้น้อยกว่าที่คาดหวัง ซึ่่งคงเป็นหนามที่ทิ่มแทงหัวใจท่านอยู่ ก็เลยโจมตีฝ่ายอื่นว่า มีการฮั้วเลือก สว

จากนั้น ขับเคลื่อน ป่าวร้อง กล่าวหา กดดัน ปั่นกระแส ร้องเรียน กล่าวหา ใช้วาทกรรม โฆษณาชวนเชื่อ ฯลฯ สอดประสานกับกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง และนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง จนมวลชนจำนวนหนึ่งปักใจเชื่อไปแล้วว่า ฝ่ายตรงข้ามที่เป็นคู่แข่งขันทางการเมืองนั้น มีพฤติกรรมความผิดไปแล้ว ทั้งๆ ที่ ยังไม่ได้ถูกชี้มูลขั้นต้นเลยด้วยซ้ำ

ท่านกล่าวหาว่าเขาเป็นโจร ทั้งทั้งที่เขาไม่ได้เป็น หากเขาเป็นโจร

กรณีของท่านคงจะเป็น “ขโมยร้องจับโจร”กระมัง

เจาะหลักฐานฮั้ว สว.ภาค 2 ไอติมแฉขบวนการลึกกว่าแค่โพย เตรียมการจ้าง สมัคร-โหวต ทั่วประเทศ

เจาะหลักฐานฮั้ว สว.ภาค 2 ไอติมแฉขบวนการลึกกว่าแค่โพย เตรียมการจ้าง สมัคร-โหวต ทั่วประเทศ

เจาะหลักฐานฮั้ว สว.ภาค 2 ไอติมแฉขบวนการลึกกว่าแค่โพย เตรียมการจ้าง สมัคร-โหวต ทั่วประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

“ฝ่ายค้าน”ใช้รัฐสภา เปิดเวทีเจาะหลักฐาน”ฮั้ว สว.ภาค2” ด้าน”ไอติม”เผยขบวนการลึกกว่าแค่โพย เตรียมการจ้าง”สมัคร-โหวต”ทั่วประเทศ ฟันชัด”มงคล”คนส่งโพย ไม่ใช่ใครแปลกหน้า จี้”กกต.-ดีเอสไอ”เร่งทำหน้าที่ตรงไปตรงมา อย่าเกียร์ว่าง

26 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน นำจัดกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. – เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาค 2)” โดยมีผู้ร่วมอภิปรายและพยานบุคคลร่วมเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ น.ส.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สว.สำรอง พ.ต.อ.สมยศ สีหาบัว ผู้สมัคร สว.จังหวัดภูเก็ต นายสมนึก สุชัยธนาวนิช

โดย นายพริษฐ์ กล่าวเปิดเวทีว่า คดีโกง สว.แม้จะถูกพูดถึงและมีการขับเคลื่อนมา 2 ปี แต่ที่กังวลใจคือ เรื่องไปไม่ถึงศาล เพราะหน่วยงานที่ตรวจสอบอาจทำหน้าที่ไม่ตรงไปตรงมา เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ 4 ใน 7 กกต.ที่ถูกเห็นชอบโดย สว.ชุดปัจจุบัน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เกียร์ว่างและยังมีการเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วที่มีการจัดงานภาคแรก เป็นการสื่อสารเพื่อให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบหน่วยงานตรวจสอบทำงานตรงไปตรงมาหรือไม่ สิ่งที่เราทำได้คือการทำให้เรื่องนี้อยู่ในแสงสว่าง สังคมไม่กระพริบตา โดย 2 สัปดาห์ที่แล้ว เรามีการเปิดหลักฐานเกี่ยวกับโพยฮั้ว สว.

“มาถึงวันนี้เราก็เห็นแล้วว่า 1 ในผู้สมัครที่ยื่นโพยให้ กกต.ไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็น นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ซึ่งเราได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่าก่อนที่จะมาเป็นโพยในการเลือก สว.วันนั้น มีขบวนการที่มีการเตรียมการกันมาก่อนล่วงหน้า ไม่ใช่แค่ขบวนการของการจัดทำโพยแล้วแลกเปลี่ยนคะแนนกันอย่างเป็นระบบ แต่เป็นขบวนการจ้างคนมาสมัคร จ้างคนมาโหวตกระจายตัวไปในหลายจังหวัดทั่วประเทศ” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว เป็นการตอกย้ำรายละเอียดและองค์ประกอบของคดีนี้ชัดเจนขึ้น แต่เท่านั้นไม่พอ เวลานี้เราทุกคน ไม่รู้ว่า กกต.จะมีมติชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องใคร จะยกคำร้องใครในวันไหน ดังนั้น ทุกวินาทีหลังจากนี้จนกว่า กกต.จะมีมติ ตนเห็นว่าหากพวกเรามีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมที่สามารถนำเสนอต่อสาธารณะได้ เกี่ยวกับขบวนการดังกล่าวก็ล้วนเป็นประโยชน์ต่อสังคมในการร่วมกันตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.ที่กำลังจะลงมติในเร็วๆ นี้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เราต้องมาจัดงานอีกครั้งในวันนี้เพื่อนำเสนอข้อมูลบางส่วนและรวบรวมข้อมูลบางส่วนที่อาจจะยังกระจัดกระจายอยู่ให้ทุกคนได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

มติ กมธ.ที่ดินฯ ลุยไล่บี้เอาผิดคดีรุกป่าภูเก็ต ลั่นต้องรื้อจริง-เพิกถอนโฉนดมิชอบ ทวงคืนอุทยานสิรินาถ

มติ กมธ.ที่ดินฯ ลุยไล่บี้เอาผิดคดีรุกป่าภูเก็ต ลั่นต้องรื้อจริง-เพิกถอนโฉนดมิชอบ ทวงคืนอุทยานสิรินาถ

มติ กมธ.ที่ดินฯ ลุยไล่บี้เอาผิดคดีรุกป่าภูเก็ต ลั่นต้องรื้อจริง-เพิกถอนโฉนดมิชอบ ทวงคืนอุทยานสิรินาถ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.10 น.

มติ”กมธ.ที่ดินฯ” เดินหน้าไล่บี้เอาผิด”คดีรุกป่าภูเก็ต” คู่ขนานนโยบาย”ภูเก็ตโมเดล” ลั่นต้อง”รื้อจริง-เพิกถอนโฉนดมิชอบ” ทวงคืน”อุทยานสิรินาถ”

26 กรกฎาคม 2569 น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า มติที่ประชุม กมธ.ฯ ได้เห็นชอบรายงานผลการลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาที่ดินและสิ่งแวดล้อม จ.ภูเก็ต เพื่อเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดี เพิกถอนเอกสารสิทธิ และบังคับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำพื้นที่ของรัฐอย่างจริงจัง ซึ่งมติสอดรับกับกรณีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สั่งเปิดปฏิบัติการ “ภูเก็ตโมเดล” บังคับคดีตามคำพิพากษาศาล รื้อถอนโรงแรมและวิลล่าหรูที่รุกล้ำอุทยานแห่งชาติสิรินาถ เพื่อทวงคืนพื้นที่ป่ากว่า 25 ไร่ กลับมาเป็นสมบัติของแผ่นดิน

น.ส.กุลวลี กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่และประชุมร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมป่าไม้ กรมที่ดิน และหน่วยงานใน จ.ภูเก็ต พบว่า พื้นที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถ มีคดีสำคัญอย่างน้อย 9 คดี ทั้งกรณีโรงแรม รีสอร์ท บริษัท และบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในพื้นที่อุทยาน บางคดีศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดและผู้บุกรุกออกจากพื้นที่แล้ว ขณะที่บางคดียังอยู่ระหว่างเพิกถอนเอกสารสิทธิ บังคับรื้อถอน หรือพิสูจน์ความชอบด้วยกฎหมายของโฉนดที่ดิน กมธ.ฯ จึงมีข้อเสนอให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ไม่ปล่อยให้กระบวนการล่าช้าจนผู้ประกอบการยังสามารถใช้พื้นที่และประกอบกิจการต่อไปได้

นอกจากนี้ กมธ.ฯ ยังเสนอให้กรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดภูเก็ตเข้าร่วมตรวจสอบแนวเขตและระยะร่นของสิ่งปลูกสร้าง พร้อมให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 ยื่นรังวัดแนวเขตต่อกรมที่ดินได้เอง โดยไม่ต้องรอให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อปิดช่องว่างที่ทำให้การบังคับคดีติดขัด

น.ส.กุลวลี กล่าวอีกว่า สำหรับบริเวณหาดนุ้ย ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด กรรมาธิการฯ เห็นว่าต้องแยกการตรวจสอบออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน คือ การดำเนินคดีกับผู้บุกรุกและสิ่งปลูกสร้างที่ผิดกฎหมาย กับการพิสูจน์สิทธิของประชาชนที่นำหลักฐานมายืนยันว่าอยู่อาศัยและทำประโยชน์ในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2493 ก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดินและก่อนประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงมีมติให้กรมป่าไม้ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต กรมที่ดิน และ ส.ป.ก. เร่งจัดทำรายงานข้อเท็จจริง แนวเขต และสถานะของที่ดินทั้ง 7 แปลงเสนอกรรมาธิการฯ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดกับผู้บุกรุก แต่ไม่กระทบประชาชนที่อาจมีสิทธิโดยชอบ

“คำพิพากษาศาลต้องได้รับการปฏิบัติ ผู้บุกรุกไม่ว่าจะเป็นบุคคล บริษัท โรงแรม หรือรีสอร์ทรายใหญ่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายมาตรฐานเดียวกัน ขณะเดียวกัน ประชาชนที่อยู่มาก่อนและมีหลักฐานก็ต้องได้รับความเป็นธรรม เราต้องทวงคืนพื้นที่ของรัฐโดยไม่สร้างความอยุติธรรมครั้งใหม่ ซึ่งนายสุชาติเคยประกาศเดินหน้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่อุทยานสิรินาถ หาดนุ้ย และหาดฟรีด้อม หลังคำอุทธรณ์บางส่วนถูกยก ยืนยันว่าจะดำเนินการกับผู้บุกรุกโดยไม่มีข้อยกเว้น” ประธาน กมธ.การที่ดินฯ กล่าว

สุชาติ นำทีม ทส. หารือผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลกยูเนสโก ตอกย้ำนโยบายรัฐบาลอนุทิน เดินหน้าคุ้มครองมรดกโลก

สุชาติ นำทีม ทส. หารือผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลกยูเนสโก ตอกย้ำนโยบายรัฐบาลอนุทิน เดินหน้าคุ้มครองมรดกโลก

สุชาติ นำทีม ทส. หารือผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลกยูเนสโก ตอกย้ำนโยบายรัฐบาลอนุทิน เดินหน้าคุ้มครองมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.56 น.

“สุชาติ”นำทีม ทส. หารือผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลกยูเนสโก ตอกย้ำนโยบายรัฐบาลอนุทิน เดินหน้าคุ้มครองมรดกโลก ยกระดับบทบาทไทยบนเวทีนานาชาติ

26 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 นำคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และนายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เข้าหารือกับ Mr. Lazare Eloundou Assomo ผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลก (World Heritage Centre) ระหว่างการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 48 ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการ BEXCO นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี

นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ควบคู่กับการยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าขับเคลื่อนการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกตามมาตรฐานสากล พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ การพัฒนา และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ นำไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

การหารือครั้งนี้เป็นไปด้วยบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความร่วมมืออันดี โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการอนุรักษ์และการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกในระดับนานาชาติ พร้อมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับศูนย์มรดกโลกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดย นายสุชาติได้กล่าวขอบคุณศูนย์มรดกโลก รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรที่ปรึกษาของศูนย์มรดกโลก ที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยทั้งด้านวิชาการ เทคโนโลยี และการประสานความร่วมมือ ภายหลังการประกาศให้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ส่งผลให้ประชาชนชาวไทยมีความยินดีกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากการขึ้นทะเบียนมรดกโลก จะเป็นประโยชน์ด้านความมั่นคงทางวัฒนธรรม ศาสนา และสามารถสร้างความสามัคคีให้กับคนในชาติ อีกทั้งมีส่วนส่งเสริมเรื่องการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชน โดยแต่เดิมมีอาชีพหลักด้านการเกษตร จะสามารถมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ นายสุชาติได้กล่าวถึงการเสนอ “เชียงใหม่ : นครหลวงของล้านนา” เป็นแหล่งมรดกโลกในปีต่อไป โดยฝ่ายไทยยืนยันว่าจะดำเนินการตามหลักเกณฑ์และข้อเสนอแนะขององค์การยูเนสโกอย่างเคร่งครัด สำหรับประเด็นแหล่งมรดกโลกกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ นายสุชาติ ได้แจ้งต่อผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลกว่า ได้ดำเนินการตามข้อแนะนำของศูนย์มรดกโลกแล้ว

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลก กล่าวชื่นชมประเทศไทยที่ได้เข้าร่วมเป็นรัฐภาคีของศูนย์มรดกโลกหลายปี และมีความเข้าใจกระบวนการเสนอแหล่งมรดกโลกเป็นอย่างดี จึงขอให้ประเทศไทยถ่ายทอดประสบการณ์เรื่องดังกล่าว ให้แก่ประเทศที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก ซึ่งนายสุชาติได้กล่าวตอบรับถึงความพร้อมของประเทศไทยในการสนับสนุนประเทศดังกล่าวในระยะถัดไป

การพบหารือในครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทเชิงรุกของประเทศไทยในการขับเคลื่อนภารกิจด้านการอนุรักษ์มรดกโลกในเวทีนานาชาติ ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับศูนย์มรดกโลก และเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือด้านการอนุรักษ์มรดกโลก เพื่อส่งต่อคุณค่าอันล้ำค่านี้ให้แก่คนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

‘ดร.เลอพงษ์’ ชี้มุสลิมไทยส่วนใหญ่ ไม่เอาด้วย แบ่งแยกดินแดนใต้ ชี้อ้างถูกกดขี่ฟังไม่ขึ้น

'ดร.เลอพงษ์' ชี้มุสลิมไทยส่วนใหญ่ ไม่เอาด้วย แบ่งแยกดินแดนใต้  ชี้อ้างถูกกดขี่ฟังไม่ขึ้น

‘ดร.เลอพงษ์’ ชี้มุสลิมไทยส่วนใหญ่ ไม่เอาด้วย แบ่งแยกดินแดนใต้ ชี้อ้างถูกกดขี่ฟังไม่ขึ้น

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.47 น.

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นบาดแผลเรื้อรังที่มักถูกผูกโยงเข้ากับประเด็นทางศาสนาและการกดขี่ ท่ามกลางกระแสความรุนแรงที่ยังคงคุกรุ่น ล่าสุด เฟซบุ๊กของทีมโฆษก กอ.รมน. ได้แชร์คลิปของ ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีต อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยนานาชาติในประเทศอิหร่าน และยังเป็นอดีตนายกสมาคมนักศึกษาไทย-อิหร่าน ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างตรงไปตรงมา พร้อมตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการก่อเหตุ และยืนยันข้อเท็จจริงว่าพี่น้องมุสลิมในประเทศไทยส่วนใหญ่ ไม่ได้ให้การสนับสนุนความรุนแรงที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ตั้งคำถามถึงนิยามคำว่า “กดขี่” บนแผ่นดินที่ให้อิสระเสรี

ดร.เลอพงษ์ ได้แสดงจุดยืนต่อต้านแนวคิดการแบ่งแยกดินแดนเพื่อตั้งรัฐอิสลาม โดยระบุว่า ข้ออ้างเรื่องการถูกกดขี่นั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคมไทย และได้ตั้งคำถามสำคัญว่า คำว่า “กดขี่” ในบริบทนี้มีนิยามอย่างไร เพราะในความเป็นจริง ประเทศไทยให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนทุกศาสนาอย่างเต็มที่ พี่น้องมุสลิมสามารถใช้ชีวิตและประกอบศาสนกิจได้อย่างอิสระเสรี เช่นเดียวกับศาสนาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพุทธ ฮินดู พราหมณ์ คริสต์ หรือยิว ที่ต่างก็สามารถมีศาสนสถานและประกอบพิธีกรรมของตนเองได้ สภาพสังคมเช่นนี้สะท้อนชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ใช่ “ดารุลฮัรบ” หรือแผ่นดินแห่งสงคราม มุสลิมในไทยคือพลเรือนคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นบนความหลากหลายได้อย่างสันติ

การสังหารผู้บริสุทธิ์ คือบาปมหันต์ที่ผิดหลักศาสนา

ต่อประเด็นการใช้ความรุนแรง ดร.เลอพงษ์ ได้ประณามการกระทำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการมุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ ประชาชน พระสงฆ์ ครูอาจารย์ หรือแม้กระทั่งเด็ก ดร.เลอพงษ์ ได้ทวงถามถึงหลักการทางศาสนาที่ผู้ก่อเหตุใช้เป็นข้ออ้าง ว่านำมาจากส่วนใดของคัมภีร์อัลกุรอานหรือคำสอนของท่านศาสดา เพราะในความเป็นจริง หลักการอิสลามที่ถูกต้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การสังหารผู้บริสุทธิ์เพียงหนึ่งคน เปรียบเสมือนการสังหารมนุษยชาติทั้งโลก ซึ่งถือเป็นบาปที่ยิ่งใหญ่และร้ายแรงอย่างมาก ไม่มีข้ออ้างใดที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำดังกล่าวได้

มุสลิมไทยกว่า 90% ปฏิเสธความรุนแรง ชี้ถูกผู้ไม่หวังดีชักใย

นอกจากนี้ ดร.เลอพงษ์ ยังได้ชี้แจงถึงท่าทีของประชาคมมุสลิมในประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม โดยยืนยันว่ามุสลิมกว่าร้อยละ 90 ไม่ว่าจะเป็นนิกายซุนนี ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่และมีท่านจุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำ หรือนิกายชีอะห์ ต่างก็ไม่ยอมรับและต่อต้านกระบวนการก่อความไม่สงบที่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ทั้งมุสลิมและชาวไทยพุทธ ไม่มีกลุ่มใดให้การสนับสนุนแนวคิดแบ่งแยกดินแดน ส่วนกลุ่มที่ยังคงก่อเหตุความรุนแรงนั้น เป็นเพียงคนกลุ่มน้อยที่ถูกล้างสมอง ปลูกฝังแนวคิดที่บิดเบือน และตกเป็นเครื่องมือของแผนการบางอย่างที่อาจมีสื่อหรือแม้แต่ประเทศอื่นคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง เพื่อบั่นทอนความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ของไทย

ทำความรู้จัก “ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีต” กระบอกเสียงจากตะวันออกกลาง

ท่าทีอันแข็งกร้าวและตรงไปตรงมาของ ดร.เลอพงษ์ ได้รับความสนใจและมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือสูง สืบเนื่องมาจากภูมิหลังที่เจาะลึกอยู่ในโลกอิสลาม ปัจจุบัน ดร.เลอพงษ์ ดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งหนึ่งในประเทศอิหร่าน และยังเป็นอดีตนายกสมาคมนักศึกษาไทย-อิหร่าน ในแวดวงสื่อสารมวลชนก็เป็นที่รู้จักในฐานะนักวิชาการและแหล่งข่าวผู้รายงานสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่มักจะนำเสนอข้อมูล ภาพ และคลิปวิดีโอจากพื้นที่จริงฝั่งตะวันออกกลางโดยตรง

กอ.รมน. ย้ำจุดยืนร่วมปฏิเสธความรุนแรง ขับเคลื่อนสันติสุข

ทั้งนี้ในแคปชั่นของวีดีโอดังกล่าว กอ.รมน. ที่ได้เน้นย้ำถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า ความรุนแรงและการกระทำของขบวนการแบ่งแยกดินแดน เป็นเพียงการกระทำของคนกลุ่มหนึ่งที่บิดเบือนหลักศาสนา และใช้ความเชื่อเป็นเครื่องมือเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ซึ่งไม่ใช่ความต้องการของพี่น้องมุสลิมทั้งประเทศรวมถึงในพื้นที่ชายแดนใต้

ประเทศไทยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา อยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาค จึงไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าความรุนแรงคือทางออก ทั้งนี้ กอ.รมน. ยืนยันความพร้อมในการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อเดินหน้าสร้างความเข้าใจ เคารพความหลากหลาย และปฏิเสธความรุนแรง เพื่อขับเคลื่อนสันติสุขที่ยั่งยืนในพื้นที่ต่อไป

รัฐเปิดตัว ไทยช่วยไทย x Local Low Cost 1–15 ส.ค. นี้ ผนึกกำลังร้านค้าท้องถิ่น จัดโปรฯหวังลดค่าครองชีพ

รัฐเปิดตัว ไทยช่วยไทย x Local Low Cost 1–15 ส.ค. นี้ ผนึกกำลังร้านค้าท้องถิ่น จัดโปรฯหวังลดค่าครองชีพ

รัฐเปิดตัว ไทยช่วยไทย x Local Low Cost 1–15 ส.ค. นี้ ผนึกกำลังร้านค้าท้องถิ่น จัดโปรฯหวังลดค่าครองชีพ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.53 น.

รัฐบาลเดินหน้า “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” 1–15 ส.ค. ผ่านร้านค้าท้องถิ่นกว่า 800 สาขา ลดค่าครองชีพ–เปิดตลาดให้ SMEs และสินค้าชุมชน

26 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ามาตรการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการฐานราก ผ่านกิจกรรม “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” ระหว่างวันที่ 1–15 สิงหาคม 2569 โดยความร่วมมือกับเครือข่ายร้านค้าส่งและค้าปลีกท้องถิ่นกว่า 130 ราย รวมประมาณ 800 สาขา ทั่วประเทศ เพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาพิเศษ ควบคู่กับการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้ผู้ประกอบการ SMEs และผู้ผลิตสินค้าชุมชน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายในกิจกรรม ร้านค้าที่เข้าร่วมจะนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมาจำหน่ายในราคาพิเศษ โดยสินค้าที่ร่วมรายการจะได้รับส่วนลดสูงสุด ร้อยละ 60 อาทิ ข้าวสาร น้ำปลา ซอสปรุงรส และสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะจัดพิธีเปิดกิจกรรมอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ณ ร้านตั้งงี่สุนซูเปอร์สโตร์ สาขานาดี จังหวัดอุดรธานี

นางสาวลลิดา กล่าวว่า จุดเด่นของโครงการนี้คือการใช้เครือข่ายร้านค้าท้องถิ่นเป็นกลไกเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ช่วยให้สินค้า SMEs และสินค้าชุมชนมีพื้นที่จำหน่ายเพิ่มขึ้น เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจระดับจังหวัดและระดับชุมชน

“กิจกรรม ‘ไทยช่วยไทย x Local Low Cost’ มีเป้าหมายเดินหน้าควบคู่กันทั้งการช่วยประชาชนลดภาระค่าครองชีพ และการสร้างโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการรายย่อย โดยใช้ร้านค้าท้องถิ่นกว่า 800 สาขาเป็นเครือข่ายกระจายสินค้า เชื่อมผู้ผลิตในชุมชนกับผู้บริโภคโดยตรง เพื่อให้กำลังซื้อที่เกิดขึ้นช่วยหล่อเลี้ยงทั้งครัวเรือน ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจในพื้นที่ไปพร้อมกัน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ร้านค้าท้องถิ่นถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก เพราะมีความใกล้ชิดกับผู้บริโภค เข้าใจความต้องการของคนในพื้นที่ และมีศักยภาพในการกระจายสินค้าของผู้ประกอบการรายเล็กสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้จึงไม่เพียงช่วยลดค่าครองชีพในระยะสั้น แต่ยังช่วยเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและสร้างโอกาสในการเติบโตของธุรกิจชุมชนในระยะยาว

“รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้าราคาพิเศษจากกิจกรรม ‘ไทยช่วยไทย x Local Low Cost’ และติดตามรายชื่อร้านค้า สาขา และสินค้าที่ร่วมรายการผ่านช่องทางของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ ส่วนลดร้อยละ 60 เป็นอัตราสูงสุดของสินค้าที่ร่วมรายการ ซึ่งรายละเอียดสินค้าและอัตราส่วนลดอาจแตกต่างกันในแต่ละร้านและแต่ละสาขา” นางสาวลลิดา กล่าว

ธนพร จวก ไอติม-เป๋า ILAW เลือกปฏิบัติ! ปมวิจารณ์ฮั้ว สว. ย้อนถามทำเองเรียกว่าจัดตั้ง พอคนอื่นทำเรียกว่าโกง?

ธนพร จวก ไอติม-เป๋า ILAW เลือกปฏิบัติ! ปมวิจารณ์ฮั้ว สว. ย้อนถามทำเองเรียกว่าจัดตั้ง พอคนอื่นทำเรียกว่าโกง?

ธนพร จวก ไอติม-เป๋า ILAW เลือกปฏิบัติ! ปมวิจารณ์ฮั้ว สว. ย้อนถามทำเองเรียกว่าจัดตั้ง พอคนอื่นทำเรียกว่าโกง?

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.49 น.

26 กรกฎาคม 2569 ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง วิจารณ์การเคลื่อนไหวของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน และ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) กรณีตรวจสอบข้อกล่าวหา “ฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา” ว่า มีลักษณะเลือกหยิบข้อเท็จจริงบางส่วนมาใช้โจมตีฝ่ายการเมืองตรงข้าม ทั้งที่ในช่วงการเลือก สว.ปี 2567 กลุ่มการเมืองหลายฝ่าย รวมถึงเครือข่ายสีส้ม ต่างก็มีความพยายามจัดทีมผู้สมัครและบริหารคะแนนอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกัน

ดร.ธนพร กล่าวว่า ก่อนการเลือก สว.ได้เคยวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่ต้นว่า พรรคประชาชนจำเป็นต้องพยายามเข้าไปมีอิทธิพลต่อองค์ประกอบของวุฒิสภา เพราะหากต้องการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปองค์กรอิสระ หรือรับมือกับคดีการเมืองต่างๆ การมีเครือข่ายสนับสนุนในวุฒิสภาถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่ในช่วงดังกล่าว จะเกิดการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัคร สว.จากกระทั่งฝ่ายสีส้มเอง ที่มีทั้งการจัดเวทีพบปะ การเช่าสถานที่ การนำผู้สมัครมาทำความรู้จัก ตลอดจนความพยายามรวบรวมกลุ่มบุคคลที่มีแนวคิดทางการเมืองใกล้เคียงกัน

“ถ้าจะพูดกันตรงๆ เรื่องการจัดทีม การรวมกลุ่ม หรือการบริหารจัดการผู้สมัคร พรรคประชาชนและเครือข่ายที่สนับสนุนพรรคส้มก็มีการจัดตั้งอย่างเปิดเผย มีการเช่าสถานที่ที่เมืองทองธานี และมีการนำผู้สมัครมาพบปะกัน” ดร.ธนพร กล่าว

ดร.ธนพร ระบุว่า สิ่งที่นายพริษฐ์ นายยิ่งชีพ และพรรคประชาชนต้องตอบสังคมคือ เหตุใดพฤติกรรมการรวมกลุ่มของฝ่ายตนจึงถูกอธิบายว่าเป็นการสร้างความรู้จักและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้สมัคร แต่เมื่อเป็นการรวมกลุ่มของฝ่ายตรงข้ามกลับถูกตีตราว่าเป็น “กระบวนการฮั้ว” ทั้งหมด การตรวจสอบคดีฮั้ว สว.จึงต้องแยกให้ออกระหว่างการรวมกลุ่มหรือแนะนำตัว ซึ่งกติกาเปิดโอกาสให้ทำได้ กับการใช้เงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนเพื่อแลกกับคะแนนเสียง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง

“ฮั้วในความหมายที่เป็นความผิด จะต้องมีหลักฐานมากกว่าการพบปะหรือรู้จักกัน ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีการจ่ายเงิน มีผลประโยชน์ตอบแทน หรือมีข้อตกลงแลกเปลี่ยนตำแหน่งและเงินเดือนกันจริง ถ้ามีเส้นเงินก็ว่ากันไปตามหลักฐาน แต่จะเหมารวมว่าทุกคนที่พบกันหรือจัดกลุ่มกันเป็นผู้กระทำผิดทั้งหมดไม่ได้” ดร.ธนพร กล่าว

ดร.ธนพร ย้ำว่า การตรวจสอบเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ต้องตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่กล่าวหาว่าเฉพาะฝ่ายตรงข้ามมีการจัดตั้ง ขณะที่การจัดทีมของฝ่ายตนกลับถูกมองว่าเป็นกิจกรรมตามปกติ พรรคประชาชน และเครือข่ายจึงไม่ควรหลีกเลี่ยงคำถามว่า ในช่วงก่อนการเลือก สว.เครือข่ายของตนเองมีบทบาทในการรวบรวมผู้สมัคร จัดกิจกรรม หรือวางยุทธศาสตร์คะแนนอย่างไรบ้าง และมีความแตกต่างจากสิ่งที่กำลังกล่าวหาฝ่ายอื่นตรงจุดใด

“ถ้าจะตรวจสอบก็ตรวจสอบให้หมดทุกสี อย่าใช้มาตรฐานแบบของตัวเองทำได้ แต่พอฝ่ายอื่นทำกลับเรียกว่าฮั้ว เพราะข้อเท็จจริงคือทุกฝ่ายต่างก็พยายามเข้าไปมีบทบาทในวุฒิสภา เพียงแต่สุดท้ายฝ่ายส้มและฝ่ายแดงแพ้เกมการจัดตั้งให้กับฝ่ายสีน้ำเงินเท่านั้น” ดร.ธนพร กล่าว

ดร.ธนพร สรุปว่า เกมตรวจสอบฮั้ว สว.ของพรรคส้ม อาจสร้างแรงกระเพื่อมทางการสื่อสารและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ฝ่ายสีน้ำเงินได้บางส่วน แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสมการอำนาจในระยะสั้น ตรงกันข้าม หากพรรคส้มยังคงโจมตีฝ่ายอื่นโดยไม่ชี้แจงบทบาทของเครือข่ายตนเองอย่างตรงไปตรงมา ก็อาจถูกตั้งคำถามกลับว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นการรักษาความสุจริตของกระบวนการเลือก สว.อย่างแท้จริง หรือเป็นเพียงความพยายามเอาคืน หลังฝ่ายตนพ่ายแพ้ในการช่วงชิงอำนาจในวุฒิสภา

ดร.ธนพร เห็นว่า ผู้ที่นำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะก็ควรยึดหลักความเป็นธรรมและความเป็นมืออาชีพ โดยเปิดพื้นที่ให้ข้อมูลจากทุกด้าน อย่าเลือกที่รัก มักที่ชัง ไม่รีบด่วนสรุป ไม่ตัดสินบุคคลล่วงหน้า และไม่เลือกนำเสนอเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว อาจทำให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน และลดความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบ

“ประชาชนไม่ได้ต้องการเห็นฝ่ายหนึ่งชนะหรืออีกฝ่ายแพ้ แต่ต้องการเห็นความจริงปรากฏผ่านการตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นธรรม และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย หากใครกระทำผิดก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย แต่หากใครไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ไม่ควรถูกตัดสินจากกระแสหรือข้อกล่าวหาเพียงอย่างเดียว” ดร.ธนพร กล่าว

รัฐย้ำ กยศ. ดูแลผู้กู้ยืมใกล้ชิด แนะปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ ลดเสี่ยงถูกดำเนินคดี

รัฐย้ำ กยศ. ดูแลผู้กู้ยืมใกล้ชิด แนะปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ ลดเสี่ยงถูกดำเนินคดี

รัฐย้ำ กยศ. ดูแลผู้กู้ยืมใกล้ชิด แนะปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ ลดเสี่ยงถูกดำเนินคดี

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.42 น.

รัฐบาลย้ำ กยศ. ดูแลผู้กู้ยืมใกล้ชิด แนะปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ ลดเสี่ยงถูกดำเนินคดี พร้อมเตือนตรวจสอบก่อนชำระหนี้ ระวังมิจฉาชีพแอบอ้างทวงเงิน 

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.69 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. เดินหน้าดูแลผู้กู้ยืมเงินอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติการเปิดโอกาสให้เข้าถึงการศึกษา และการช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาการชำระหนี้ โดยมุ่งหวังให้ผู้กู้ยืมได้เรียนจนสำเร็จตามหลักสูตร พร้อมมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการชำระหนี้คืน เพื่อให้เงินกองทุนหมุนเวียนไปช่วยนักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไป

ทั้งนี้ กยศ. ได้เปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมที่ยังมีภาระหนี้ค้างชำระ สามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้ด้วยตนเอง ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อช่วยลดภาระการผ่อนชำระหนี้ และวางแผนการชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งลดความเสี่ยงในการถูกดำเนินคดี โดยสามารถยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID หรือแอปเป๋าตัง จากนั้นอัปเดตข้อมูลส่วนตัวให้เป็นปัจจุบัน ตรวจสอบยอดหนี้และยอดผ่อนชำระในแต่ละงวด ซึ่งเมื่อดำเนินการเสร็จสิ้น สามารถตรวจสอบสถานะได้ที่หน้าเว็บไซต์ “ระบบการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ แบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Contract)” 

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำเตือนผู้กู้ยืมว่า หากมีบุคคลใดติดต่อให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระ ต้องตรวจสอบให้รอบคอบว่า ผู้ติดต่อนั้นเป็นผู้รับมอบอำนาจจาก กยศ. หรือไม่ เพื่อป้องกันการแอบอ้างจากมิจฉาชีพ และต้องไม่โอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลโดยเด็ดขาด รวมถึงต้องไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน หรือรหัส OTP ให้บุคคลอื่น เนื่องจาก กยศ. และผู้ที่ได้รับการมอบอำนาจจาก กยศ. จะไม่มีนโยบายขอข้อมูลดังกล่าวผ่านทางโทรศัพท์หรือสื่อสังคมออนไลน์

สำหรับช่องทางการชำระหนี้ที่ถูกต้องและปลอดภัย คือ Mobile Banking ผ่านแอปพลิเคชันได้ทุกธนาคาร หรือ ชำระหนี้ได้ที่เคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา หรือ เคาน์เตอร์เซอร์วิส โดยแจ้งเลขบัตรประจำตัวประชาชนและจำนวนเงินที่ต้องการชำระ แต่หากไม่มั่นใจ สามารถสอบถามข้อมูลผ่านไลน์บัญชีทางการของ กยศ.ได้ 

สวนดุสิตโพล เผยผู้สูงอายุไทย มองสวัสดิการรัฐยังไม่เพียงพอ แนะปรับให้เข้าถึงง่ายครอบคลุม

สวนดุสิตโพล เผยผู้สูงอายุไทย มองสวัสดิการรัฐยังไม่เพียงพอ แนะปรับให้เข้าถึงง่ายครอบคลุม

สวนดุสิตโพล เผยผู้สูงอายุไทย มองสวัสดิการรัฐยังไม่เพียงพอ แนะปรับให้เข้าถึงง่ายครอบคลุม

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.19 น.

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและภูมิภาคต่าง ๆ เรื่อง “ผู้สูงอายุกับระบบสวัสดิการรัฐ” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 434 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม)ระหว่างวันที่ 21-24 กรกฎาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่ากลุ่มตัวอย่างมองว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมในการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ร้อยละ 67.28 และเห็นว่าระบบสวัสดิการรัฐในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการเช่นกัน ร้อยละ 74.65 ส่วนเรื่องที่รัฐควรเร่งปรับปรุงมากที่สุดเพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสวัสดิการได้สะดวกขึ้น คือ มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในพื้นที่ ร้อยละ 65.90 และเรื่องที่ควรให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ คือให้เงินสนับสนุนที่เหมาะสมกับช่วงอายุ ให้มากขึ้น ร้อยละ 66.13 อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมค่อนข้างไม่เชื่อมั่นว่าระบบสวัสดิการรัฐจะสามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยในอนาคตได้ ร้อยละ 62.90

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลสำรวจผู้สูงอายุส่วนใหญ่มองว่าสวัสดิการที่ดีควรครอบคลุมทั้ง รายได้ สุขภาพ ที่อยู่อาศัย และการมีงานทำดังนั้นในการเตรียมพร้อมสู่สังคมสูงวัยนั้นจึงต้องออกแบบระบบสวัสดิการที่ตอบโจทย์ความแตกต่างของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มและช่วยให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิได้อย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรีในชีวิต ไม่ใช่เป็นเพียงการหาเสียงชั่วครั้งชั่วคราวสร้างภาระให้กับประชาชนมากกว่าช่วยเหลืออย่างจริงใจ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิริมา บุญมาเลิศ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นในระบบสวัสดิการของรัฐมองว่าสวัสดิการที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการอันเนื่องมาจากการเข้าถึงการบริการของรัฐยังไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกเท่าที่ควร ที่น่าสนใจคือผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการเงินช่วยเหลือเป็นประเด็นหลัก แต่เป็นเรื่องของการเข้าถึงการบริการของรัฐที่ต้องสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากความต้องการที่ให้มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในพื้นที่ การบริการถึงบ้านและการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงกลุ่มเป้าหมายซึ่งสอดคล้องกับข้อจำกัดด้านการเดินทางของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ผู้สูงอายุยังคงให้ความสำคัญกับหลักประกันพื้นฐานทั้งเงินสนับสนุนตามช่วงวัย การรักษาพยาบาลที่ดีและการดูแลระยะยาวอย่างเป็นระบบ มากกว่าการส่งเสริมอาชีพหรือการช่วยเหลือค่าครองชีพเมื่อรวมกับความเชื่อมั่นต่ออนาคตของระบบที่อยู่ในระดับต่ำ จึงชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยควรต้องเร่งปฏิรูประบบสวัสดิการผู้สูงอายุอย่างจริงจังเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้นี้

คนจนมีสิทธิไหมครับ? ผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการฯ ปี 69 กว่า 51% ยืนยัน ไม่ได้รับสิทธิ

คนจนมีสิทธิไหมครับ? ผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการฯ ปี 69 กว่า 51% ยืนยัน ไม่ได้รับสิทธิ

คนจนมีสิทธิไหมครับ? ผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการฯ ปี 69 กว่า 51% ยืนยัน ไม่ได้รับสิทธิ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.07 น.

26 กรกฎาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “คนจนมีสิทธิไหมครับ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน รวมถึงผู้ที่ไม่มีรายได้ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,850 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเคยได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 53.78 ระบุว่า เคยได้รับ และร้อยละ 46.22 ระบุว่า ไม่เคยได้รับ

ด้านการลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 51.73 ระบุว่า ได้ลงทะเบียน แต่ไม่ได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รองลงมา ร้อยละ 24.65 ระบุว่า ไม่ได้ลงทะเบียนและร้อยละ 23.62 ระบุว่า ได้ลงทะเบียน และได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (จำนวน 456 หน่วยตัวอย่าง) ร้อยละ 50.66 ระบุว่า คิดว่าตนเองไม่มีสิทธิได้ รองลงมา ร้อยละ 22.37 ระบุว่า ไม่ต้องการ ร้อยละ 14.25 ระบุว่า ลงทะเบียนไม่ทัน และร้อยละ 12.72 ระบุว่า ไม่รู้ว่าต้องลงทะเบียนอย่างไร

เมื่อสอบถามผู้ที่ได้ลงทะเบียน แต่ไม่ได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (จำนวน 957 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความรู้สึกที่ไม่ได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 43.26 ระบุว่า ไม่โกรธเลย รองลงมา ร้อยละ 21.53 ระบุว่า โกรธมาก ร้อยละ 20.69 ระบุว่า ค่อนข้างโกรธ และร้อยละ 14.52 ระบุว่า ไม่ค่อยโกรธ

ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามผู้ที่ได้ลงทะเบียน และได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (จำนวน 437 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการตัดสินใจต่อรัฐบาล ภายหลังได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 36.84 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร รองลงมา ร้อยละ 32.49 ระบุว่า มีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 19.00 ระบุว่า จะได้หรือไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว และร้อยละ 11.67 ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุนรัฐบาล